The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มที่4ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง constructionism

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fotocafe, 2021-10-16 05:35:30

กลุ่มที่4ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง constructionism

กลุ่มที่4ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง constructionism

เร่ือง ทฤษฎีการสรา้ งองคค์ วามรดู้ ้วยตนเอง
(Constructionism)

เสนอ
อาจารยร์ ัชดาพรรณ อนิ ทรสขุ สนั ติ

จัดทาโดย

นางสาวกนกอร พาชอบ รหัส 63723713304
รหัส 63723713305
นางสาวศิรริ ตั น์ ศรบี ุญ รหัส 63723713316
รหัส 63723713328
นางสาววริษา มาลาทอง รหสั 63723713330
รหสั 63723713310
นางสาวโชตริ ส เผือ่ นศรี

นางสาวเกศแก้ว พรมชยั

นางสาวอนงค์วไิ ล กงลีมา

หลักสูตรประกาศนยี บัตรบณั ฑิต สาขาวิชาชพี ครู

ภาคเรยี นที่ 2/2563

รายงานนีเ้ ปน็ ส่วนหนึ่งของ
วิชาการจดั การเรียนรูแ้ ละการจดั การในช้ันเรียน

มาหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร

คานา

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการเรียนรู้และการจัดการในช้นั เรียน จัดทาข้ึน
เพ่ือให้ได้รู้ถึงแนวคิดทฤษฎี Constructionism เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง
องค์ความรู้ด้วยตนเอง Constructionism ท่ีอธิบายว่าความรู้เกิดจากการเชื่อมโยงประสบการณ์
ใหม่ท่ีได้รับกับความรู้ที่มีอยู่เดิม คือการให้ผู้เรียนได้เป็นผู้ออกแบบ สร้าง หรือทาสิ่งท่ีปรากฏขึ้น
เปน็ ชนิ้ งาน ในบรรยากาศของการมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั สงิ่ ตา่ ง ๆ ท้ังครู เพอ่ื น ชุมชน ครอบครัว หนังสอื
เอกสาร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกันการ และการมีเคร่ืองมือการเรียนรู้ท่ีดี
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ท่ีดี จะเกิดขึ้นได้ดีเม่ือผู้เรียนมีความหลากหลาย มีบรรยากาศที่เป็น
กนั เอง

คณะผู้ตัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในการ การ
ค้นคว้าข้อมูลต่างๆท่ีเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพครูในอนาคตเพื่อพัฒนางานด้านการ
จดั การเรียนการสอนใหด้ ีย่งิ ขึน้ ต่อไป

คณะผู้จัดทา
3 มถิ ุนายน 2564

สารบัญ หน้า

เร่อื ง 1
5
ความเป็นมาของทฤษฎี Constructionism 7
หลักการของทฤษฎี Constructionism 11
แนวการจดั การเรียนรูต้ ามทฤษฎี Constructionism 12
การสรา้ งองคค์ วามรดู้ ้วยตนเองได้ แบ่งเปน็ 4 ขั้นตอน หลัก ๆ 18
การจดั การเรยี นร้ตู ามทฤษฎี Constructionism
การนาทฤษฎี Constructionism มาประยกุ ต์ใชก้ บั การเรียนการสอน 23

บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

- ใบงานท่ี 1
- ใบงานที่2

ทฤษฎกี ารสรา้ งองค์ความรดู้ ว้ ยตนเอง

Constructionism

1. ความเปน็ มาของทฤษฎี (Constructionism)
ทฤษฎี Constructionism เปน็ ทฤษฎกี ารเรียนรู้ท่ีเน้นให้ผู้เรียนเป็นผ้สู รา้ งองค์ความร้ดู ว้ ยตนเอง พัฒนาขึน้
โดย Professor Seymour Papert (ซีมัวร์ พารเ์ พิร์ท) แหง่ M.I.T. (Massachusetts Institute
of Technology) สหรัฐอเมรกิ า โดยพัฒนามาจากทฤษฎี Constructivism ของ Piaget

ประวตั ผิ ู้พฒั นาทฤษฎี Constructionism
Seymour Papert (ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท) เป็นนักคณิตศาสตร์และนักการศึกษาที่สถาบัน M.I.T. เขา

เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกปัญญาประดิษฐ์โดยเสนอแนวคิดเรื่องความรู้ของเครื่องจักร และได้สร้างภาษาโลโกในปี
1968 ซึ่งเป็นภาษาที่เหมาะสาหรับเด็กในการฝึกหัดเขียนโปรแกรม โดยสามารถระดมสมอง ร่วมกันคิดเพื่อ
สร้างโปรแกรม เขายังคิดเพ่ือการศึกษาน่ันคือ การนาเอาแนวคิดการเรียนรู้ของ ฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget)
มาใช้ในโรงเรียนได้อย่างไร และได้เน้นผลกระทบของเทคโนโลยีในการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและใน
ชีวิตประจาวัน ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) คืออะไร ? Constructionism
เป็นทฤษฎีทางการศึกษาท่ีพัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert แห่ง M.I.T. (Massachusette
Institute of Technology) ทฤษฎีคอนสตรัคช่ันนิสซึ่ม (Constructionism) หรือ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเอง เปน็ ทฤษฎีการเรยี นร้ทู เ่ี น้นผู้เรยี นเป็นผู้สร้างองค์ความรดู้ ้วย ตนเอง

ประสบการณ์ใหม่ / ความรใู้ หม่ + ประสบการณ์เดิม / ความร้เู ดิม = องค์ความรใู้ หม่ บคุ คล

ซมี ัวร์ พารเ์ พิร์ท (Seymour Papert) ได้ให้ความเหน็ วา่ ทฤษฎกี ารศึกษาการเรียนรูท้ ี่มี พ้ืนฐานอยู่บน
กระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
สิ่งแรก คอื ผ้เู รยี นเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหมข่ ้นึ ดว้ ยตนเอง ไมใ่ ช่รับแตข่ ้อมูลท่ี หลั่งไหลเขา้ มาในสมอง
ของผเู้ รยี นเท่านั้น โดยความรู้จะเกิดขน้ึ จากการแปลความหมายของ ประสบการณท์ ่ีได้รับ

สงั เกตวา่ ในขณะที่เราสนใจทาส่งิ ใดส่ิงหนง่ึ อยอู่ ยา่ งตั้งใจเราจะไม่ลดละความพยายาม
เราจะคดิ หาวธิ ีการแกไ้ ขปัญหาน้ันจนได้

ส่ิงทีส่ อง คือ กระบวนการการเรยี นรูจ้ ะมปี ระสิทธภิ าพมากที่สดุ หากกระบวนการนั้นมี ความหมายกับ
ผู้เรียนคนนัน้

ทิศนา แขมมณี (2545) ได้กล่าวถงึ ทฤษฎีการสรา้ งความรู้ด้วยตนเองดงั น้ี Vygotsky เป็นนักจิพีตวทิ ยาชาว
รัสเซียทไ่ี ดศ้ ึกษาวิจัยเกย่ี วกบั พฒั นาการทางเชาวป์ ญั ญาผลงานของเขาเป็นทีย่ อมรับกนั มาก
ในประเทศรัสเซีย และเริ่มเผยแพร่สู่ประเทศสหรฐั อเมริกาและประเทศตา่ งๆ ในยโุ รปเมือ่ ได้รบั การแปลเป็น
ภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1962

ทฤษฎีพฒั นาการทางเชาวน์ปญั ญาของ Paijet และVygotsky เปน็ รากฐานทีส่ าคญั ของทฤษฎกี ารสร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง โดย Paijet อธิบายว่า การพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของบุคคลมีการปรับตัวผ่านทาง
กระบวนการซึมซาบหรือดูดซึม ( Assimilation) และกระบวนการปรับโครงสร้างทาง ปัญ ญา
(Accommodation) พฒั นาการเกิดข้นึ เมื่อบุคคลรับและซึมซาบข้อมูลหรือประสบการณ์ใหมเ่ ข้าไปสัมพันธ์กับ
ความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาท่ีมีอยู่เดิม หากไม่สัมพันธ์กันจะเกิดภาวะไม่สมดุลข้ึน บุคคลจะพยายามปรับ
สภาวะให้อยู่ในสภาวะสมดุล โดยใช้กระบวนการปรบั โครงสร้างทางปัญญา ส่วน Vygotsky ให้ความสาคัญกับ
วัฒนธรรมและสังคมมาก เขาอธิบายว่ามนุษย์ได้รับอิทธิพลจากส่ิงแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิดซึ่งนอกจาก
ส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีส่ิงแวดล้อมทางสังคมซึ่งก็คือวัฒนธรรมที่แต่ละสังคมสร้างข้ึน ดังน้ัน
สถาบันสังคมต่างๆ เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคล
นอกจากนั้น ภาษายังเป็นเครื่องมือสาคัญของการคิดและพัฒนาปัญญาข้ันสูง พัฒนาการทางภาษาและทาง
ความคิดของเดก็ เริ่มด้วยการพฒั นาท่ีแยกจากกนั แต่เมอ่ื อายุมากขนึ้ พฒั นาทั้งสองด้านจะไปรว่ มกนั

นักทฤษฎีกลุ่มการสรา้ งความร้มู ีความเห็นว่า แม้โลกน้จี ะมีอย่จู ริงและสงิ่ ต่างๆมีอยใู่ นโลกจริง โดยแต่
ละคนจะให้ความหมายของสิ่งเดยี วกันแตกตา่ งกนั ไปอย่างหลากหลาย ดังนน้ั สิ่งตา่ งๆในโลกไม่มีความหมายที่
ถูกต้องหรือเปน็ จริงทสี่ ดุ แต่ขึ้นกับการให้ความหมายของคนในโลก คนแต่ละคนเกิดความคิดจากประสบการณ์
ดงั นน้ั ส่ิงแวดล้อมท่ีอยู่ในประสบการณน์ น้ั ย่อมเปน็ ส่วนหนึง่ ของความคดิ นั้น ด้วยเหตุน้ีVygotsky จงึ เนน้ ความ
สาคัญของความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลและการให้ความชว่ ยเหลอื ผู้เรียนเพ่ือให้กา้ วหนา้ จากระดับพัฒนาการที่
เปน็ อยู่ ไปถึงระดบั พฒั นาการที่เดก็ มีศกั ยภาพจะไปถึงได้ Vygotsky จงึ ไดเ้ สนอแนวคิดกี่ยวกบั “Zone of
proximal development” ซ่ึงเปน็ แนวคิดใหม่ทส่ี ง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดการเรียนการสอน

Vygotsky อธิบายว่า ปกติเม่ือมีการวัดพฒั นาการทางสติปัญญาของเด็ก เรามักจะใช้แบบทดสอบ
มาตรฐานในการวัด เพ่ือดูว่าเดก็ อยู่ในระดบั ใด โดยดวู า่ สงิ่ ทเี่ ด็กทาไดน้ ้นั เป็นส่ิงทเี่ ด็กระดับอายุใดโดยทัว่ ไป
สามารถทาได้ ดงั นัน้ ผลจากการวัด จึงเป็นการบ่งบอกถึงสง่ิ ท่เี ด็กทาได้อยู่แล้ว คือ เปน็ ระดับพัฒนาการทเ่ี ดก็
บรรลหุ รอื ไปถงึ แลว้ ดังนัน้ ข้อปฏิบตั ิที่ทากันอยกู่ ็คอื การสอนให้สอดคล้องกบั ระดับพฒั นาการของเด็ก จงึ ทาให้
เดก็ อยู่ในระดับสตปิ ัญญาเดมิ ไมไ่ ด้ชว่ ยให้เด็กพฒั นาขนึ้ เน่อื งจากเด็กทุกคนทีระดับพัฒนาเชาวน์ปญั ญาทตี่ นมี
อยู่ และมีระดับพฒั นาการที่ตนมีศักยภาพจะไปให้ถงึ ชว่ งห่างระหว่างระดับท่เี ด็กเปน็ อย่ใู นปจั จุบันกบั ระดับท่ี
เด็กมีศักยภาพจะเจริญเติบโตนีเ้ องท่ีเรียกวา่ “Zone of proximal development” ชว่ งห่างจะมีความ

แตกตา่ งกันระหวา่ งบุคคล แนวคิดน้สี ่งผลต่อการเปลยี่ นแปลงแนวคิดเกยี่ วกับการสอน ทเ่ี คยมลี ักษณะเป็น
เสน้ ตรงเปล่ยี นแปลงไปสลู่ กั ษณะที่เหล่ือมกัน โดยการสอนจะต้องนาหน้าระดับพฒั นาการเสมอ

Jonassen กล่าวย้าทฤษฎีการสร้างความรจู้ ะให้ความสาคัญกบั กระบวนการและวิธกี ารของบคุ คลใน
การสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจจากประสบการณ์ รวมทั้งโครงสรา้ งทางสติปัญญาและความเชอื่ ทใ่ี ชใ้ นการแปล
ความหมายเหตุการณแ์ ละสิ่งต่าง ๆ เขาเชื่อว่าทกุ คนมโี ลกของตวั เอง ซ่ึงเปน็ โลกท่สี ร้างขน้ึ ดว้ ยความคิดของ
ตนเองและคงไม่มีใครกล่าวได้วา่ โลกไหนจะเป็นจรงิ ไปกวา่ กันเพราะโลกของใครกเ็ ป็นจริงสาหรบั คนน้ัน ทฤษฎี
การเรียนรู้ของกลุ่มน้ีถอื ว่าสมองเปน็ เคร่ืองมือท่ีสาคญั ที่สดุ ทีเ่ ราสามารถใช้ในการแปลความหมายของ
ปรากฏการณ์ เหตุการณ์ และสง่ิ ต่างๆในโลกนี้ ซึง่ การแปลความหมายดงั กล่าวเป็นเรื่องทเี่ ปน็ สว่ นตวั สรปุ ไดว้ า่
การเรยี นรู้ตามทฤษฎกี ารสร้างความร้เู ป็นกระบวนการในการ “acting on” ไมใ่ ช่ “taking in” กล่าวคือ เป็น
กระบวนการที่ผเู้ รียนจะต้องจัดกระทากบั ขอ้ มลู ไม่ใชเ่ พยี งรบั ขอ้ มูลเขา้ มา และนอกจากกระบวนการเรียนรจู้ ะ
เปน็ กระบวนการปฏสิ มั พนั ธภ์ ายในสมอง แลว้ ยงั เปน็ กระบวนการทางสงั คมอีกดว้ ย การสรา้ งความรจู้ งึ เปน็
กระบวนการท้ังทางสติปัญญาและสังคมควบค่กู ันไป

เ รื่ อ ง น้ี เ ป็ น แ น ว คิ ด ท ฤ ษ ฎี ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น เ กี่ ย ว กั บ ท ฤ ษ ฎี ค อ น ส ต รั ค ชั่ น นิ ส ซ่ึ ม
(Constructionism) เป็นทฤษฎกี ารเรยี นรู้ ทฤษฎหี นึง่ ตามความเห็นของ อลัน ชอว์ (Alan Shaw) กลา่ วว่า
เคยคิดว่าทฤษฎีคอนสตรัคช่ันนิสซึ่ม เป็นทฤษฎีเก่ียวกับการศึกษาเรียนรู้ แต่ความจริงมีมากกว่า การเรียนรู้
เพราะสามารถนาไปใช้ในสภาวะการเรียนรู้ในสังคมได้ด้วย ชอว์ ทาการศึกษาเร่ืองรูปแบบและทฤษฎีการ
เรียนรู้และพัฒนาเขาเชื่อว่า ในระบบการศึกษามีความสาคัญต่อเน่ืองไปถึงระบบโครงสร้างของสังคม เด็กที่
ไดร้ บั การสอนด้วยวิธีให้อย่างเดียวหรือแบบเดยี วจะเสยี โอกาสในการพัฒนาด้านอื่นเช่นเดียวกบั สงั คมถา้ หากมี
รูปแบบแบบเดยี วกจ็ ะเสียโอกาสทีจ่ ะมีโครงสร้างหรอื พัฒนาไปในด้านอนื่ ๆ

ซอว์ ไดใ้ ห้ความหมาย ของคาว่า คอนสตรคั ช่ันนิสซม่ึ ในรูปแบบของพัฒนาการของสงั คมและ
จิตวิทยาวา่ เป็นแนวคิดหรอื ความเข้าใจทเ่ี ปน็ คอนสตรัคทิวซิ ึ่ (Constructivism) คอื รูปแบบทีผ่ ู้เรียนเปน็
ผสู้ รา้ งความรไู้ ม่ใช่เปน็ ผู้รบั อย่างเดียว ดังน้นั ผูเ้ รียนก็คือ ผสู้ อนนัน่ เองแตใ่ นระบบการศกึ ษาทกุ วนั นีร้ ูปแบบ
โครงสร้างจะตรงกนั ข้ามกบั ความคดิ ดังกล่าวโดยครเู ป็นผหู้ ยบิ ย่นื ความรใู้ ห้ แล้วกาหนดให้ นักเรียนเปน็ ผู้รบั
ความรู้นัน้

ซ่ึงการแตกต่างของ คอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม มีความแตกต่างจาก คอน-สตรัคทิวิซ่ึม ตรงท่ี ทฤษฎีคอน
สตรคั ทิวซิ ่มึ คือ ทฤษฎที ่กี ลา่ วว่า ความรูเ้ กดิ ขนึ้ สร้างขึ้นโดยผู้เรียน ไมใ่ ชเ่ ปน็ การให้จากผูส้ อนหรือครู ในขณะ
ท่ี คอนสตรัคช่ันนสิ ซม่ึ มีความหมายกวา้ งกวา่ นี้ คือ พัฒนาการของเด็กในการเรียนรมู้ ีมากกว่าการกระทาหรือ
กิจกรรมเท่านั้นแต่รวมถึงปฏิกิริยาระหว่างความรู้ในตัวเด็กเองประสบการณ์และส่ิงแวดล้อม ภายนอก
หมายความว่า เด็กสามารถเก็บข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและเก็บเข้าไปสร้างเป็นโครงสร้างของความรู้
ภายในสมองของตัวเองขณะเดียวกันก็สามารถเอาความรู้ภายในที่เด็กมีอยู่แล้วแสดงออกมาให้เข้ากับ
ส่ิงแวดล้อมภายนอกได้ซึ่งจะเกิดเป็นวงจรต่อไปเรื่อย ๆ คือ เด็กจะเรียนรู้เองจากประสบการณ์ส่ิงแวดล้อม

ภายนอกแล้วนาข้อมูลเหล่านี้กลับเข้าไปในสมองผสมผสานกับความรู้ภายในท่ีมีอยู่ แล้วแสดงความรู้ออกมาสู่
ส่งิ แวดลอ้ มภายนอก

ดังนั้น ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม จึงให้ความสาคัญ กับโอกาสและวัสดุท่ีจะใช้ในการเรียนการสอน ท่ี
เด็กสามารถนาไปสร้างความรู้ให้เกิดข้ึนภายในตัวเด็กเองได้ไม่ใช่ซึ่งไม่ใช่วิธีท่ีเกิดประโยชน์กับเด็ก ครูต้อง
เขา้ ใจธรรมชาตขิ องกระบวนการเรียนรทู้ ่ีเด็กกาลังเรียนรู้อยู่และช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้น้ันให้เป็นไป
ได้ดีข้ึนตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ครูควรคิดค้นพัฒนาสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น คิดค้นว่าจะให้โอกาสแก่ผู้เรียน
อย่างไรจึงจะให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ขึ้นเองได้ถ้าเราให้ความสนใจเช่นนี้เราก็จะหาทางพัฒนาและสร้าง
วัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนใหม่ ๆ หรือหาวิธีท่ี จะใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนท่ีมีอยู่ให้เป็น
ประโยชน์ด้วยวิธกี ารเรียนแบบใหม่ คือ การสร้างให้ผู้เรียน สร้างโครงสร้างของความรู้ข้ึนเอง ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท
(Seymour Papert) และศาสตราจารย์ มิทเชล เรสนิก (Mitchel Resnick) มีความเห็นว่าทฤษฎี คอน
สตรัคช่ันนิสซ่ึม คือ ทฤษฎีการศึกษาการเรียนรู้ที่มีพ้ืนฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการ
ด้วยกัน ได้แก่ ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตัวเองและกระบวนการการเรียนรู้จะมี
ประสิทธิภาพมากท่ีสุดผู้เรียนคนนั้นมุ่งการสอนการป้อนความรู้ให้คิดค้นแต่วิธีท่ีจะสอนอย่างไรจึงจะได้ผล ซ่ึง
ไม่ใช่วิธีที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ครูต้องเข้าใจธรรมชาติของกระบวนการเรียนรู้ท่ีเด็กกาลังเรียนรู้อยู่และช่วย
เสรมิ สรา้ งกระบวนการเรียนร้นู ัน้ ให้เปน็ ไปไดด้ ขี นึ้ ตามธรรมชาติของเด็กแตล่ ะคน

นอกจากนีเ้ ราสามารถนาไปการประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อท่ีจะทาให้เกิดหลกั การดังกล่าวครู
ควรจะเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ลงมือปฏิบตั ิหรือได้สรา้ งสง่ิ ที่ผู้เรยี นสนใจอยากจะทาด้วยตัวของเขาเอง โดยการ
มอบหมายงานใหเ้ ขาทาและให้โอกาสกบั ผู้เรยี นในการตัดสินใจวา่ เขาจะทาอะไร สิ่งนี่คือจุดเร่ิมต้นท่สี าคญั มาก
ของกระบวนการเรยี นร้ตู ามแนวทางของ Constructionism

ทฤษฎี Constructionism นจ้ี งึ เก่ียวข้องกับการสรา้ ง 2 ประการ กล่าวคือ
1. เมือ่ เด็กสร้างสรรค์บางสิง่ บางอย่างออกมาเท่ากับวา่ เด็กได้สร้างความรขู้ ้ึนมาภายในตนเองดว้ ย
2. ความรู้ที่เด็กไดส้ รา้ งขึน้ ภายในตนเองน้ีจะชว่ ยให้เดก็ นาไปสรา้ งความร้ใู หม่ หรือสรา้ งสรรค์ส่งิ ประดษิ ฐ์อน่ื ๆ ท่ี

ความสลับซับซอ้ นกันมากขน้ึ ทาใหเ้ กิดความรู้เพ่ิมพนู ขน้ึ ตามไปด้วย
แนวคิดสาคัญของทฤษฎี Constructionism
1. เริ่มท่ผี เู้ รยี นต้องอยากจะรู้ อยากจะเรยี น จึงจะเป็นตวั เร่งให้เขาขบั เคลือ่ น (ownership)
2. ใช้ความผิดพลาดเปน็ บทเรยี นเป็นแรงจูงใจ (internalmotivation) ใหเ้ กิดการสร้างสรรค์ความรู้
3. การเรยี นรูเ้ ป็นทมี (team learning) จะดีกวา่ การเรียนรูค้ นเดยี ว
4. เป็นการเรยี นรู้วิธกี ารเรียนรู้ (Learning to learn) ไม่ใช่การสอน

2 . หลกั การของทฤษฎี Constructionism

จากท่ีกล่าวมาสามารถสรปุ ให้เป็นหลักการตา่ ง ๆ ทม่ี คี วามสัมพันธ์ซง่ึ กนั และกัน ไดด้ ังนี้

1. หลักการที่ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หลักการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism คือ
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนลงมือประกอบกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยตนเองหรอื ได้ปฏิสมั พันธ์
กบั สงิ่ แวดลอ้ มภายนอกที่มคี วามหมาย ซึ่งจะรวมถงึ ปฏิกิรยิ า ระหว่างความร้ใู นตัวของผูเ้ รยี นเอง ประสบการณ์
และสิ่งแวดล้อมภายนอกการเรียนรู้จะได้ผลดีถ้า หากว่าผู้เรียนเข้าใจในตนเอง มองเห็นความสาคัญในสิ่งที่
เรียนรู้และสามารถเช่ือมโยงความรู้ ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เก่า(รู้ว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้าง)และสร้าง
เป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาและเมื่อพิจารณาการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นในการเรียนการสอนโดยปกติท่ีเกิดขึ้นใน
หอ้ งเรียนน้นั สามารถจะแสดงได้ดงั รปู

2.หลักการทย่ี ดึ ผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลางของการเรียนรู้ หลักการตามทฤษฎีConstructionism ครูตอ้ ง
จัดบรรยากาศการเรียนการสอนที่เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นลงมือปฏบิ ัติกิจกรรมการเรยี นดว้ ยตนเอง โดยมีทางเลือก
ท่ีหลากหลาย (Many Choice) และเรียนรู้อย่างมีความสุข สามารถเช่ือมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับ
ความรเู้ กา่ ได้ ส่วนครทู าหน้าทีเ่ ปน็ ผู้ช่วยและคอยอานวยความสะดวก

3. หลักการเรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม หลักการน้ีเน้นให้เหน็ ความสาคัญของการเรยี นรู้
ร่วมกัน(Social value) ทาให้ผู้เรียนเห็นว่าคนเป็นแหล่งความรู้อีกแหล่งหนึ่งที่สาคัญ การสอนตาม
ทฤษฎี Constructionism เปน็ การจัดประสบการณ์เพอื่ เตรียมคนออกไปเผชญิ โลก ถา้ ผู้เรยี นเหน็ วา่ คนเป็น
แหล่งความรู้สาคัญและสามารถแลกเปล่ียนความรู้กันได้ เม่ือจบการศึกษาออกไปก็จะปรับตัวและทางาน
รว่ มกบั ผู้อ่ืนได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

4.หลกั การใชเ้ ทคโนโลยเี ป็นเครื่องมอื หลกั การน้ีเนน้ การใช้เทคโนโลยีแสวงหาความรู้จากแหลง่ ความรู้
ตา่ งๆ ด้วยตนเอง เปน็ ผลใหเ้ กดิ พฤติกรรมทฝี่ ังแนน่ เมื่อผู้เรียน เรียนรู้ว่าจะเรยี นร้ไู ด้อย่างไร (Learning
how to Learn) (สชุ ิน เพช็ รกั ษ์, 2548 : 31 – 34)

หลักการของทฤษฎี Constructionism เป็นการเรียนรู้ท่ีเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติหรือสร้างสิ่งท่ีมี
ความหมายกับตนเอง ดังน้ันเคร่ืองมือท่ีใช้ต้องมีลักษณะเอื้อต่อการให้ผู้เรียนนามาสร้างเป็นช้ินงานได้
สาเร็จ ตอบสนองความคิดและจินตนาการของผู้เรียน กล่าวโดยสรุปก็คือเครื่องมือทุกชนิดที่สามารถทาให้
ผู้ เ รี ย น ส ร้ า ง ง า น ห รื อ ล ง มื อ ป ฏิ บั ติ ด้ ว ย ต น เ อ ง ไ ด้ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง มื อ ท่ี ส อ ด ค ล้ อ ง ต า ม ห ลั ก ก า ร
ทฤษฎี Constructionism เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนและ
นาเสนอผา่ นผลงานท่จี ัดทา

3. แนวการจัดการเรยี นรตู้ ามทฤษฎี Constructionism

ขั้นตอนตามแนวทฤษฎี Constructionism ( 5 Steps to Constructionism ) ดงั น้ี

ขั้นท่ี 1 จุดประกายความคิด (Sparkling) คือ ครูใช้กิจกรรม วธิ ีการ หรอื สอื่ กระตนุ้ ให้นักเรียนเกิดความ
อยากรู้ เหน็ แนวทางในการแสวงหาความรู้ นาไปส่คู วามรู้ ความเข้าใจในเน้ือหาสาระ

ข้นั ที่ 2 สะกิดใหค้ น้ ควา้ (Searching) คอื ใชก้ จิ กรรมหรือหัวขอ้ เรื่องราว ที่นา่ สนใจ ชวนให้ศกึ ษาคน้ คว้า
หาคาตอบดว้ ยตนเอง

ขนั้ ท่ี 3 นาพาส่กู ารปฏบิ ตั ิ (Studying ) คือ ฝกึ ให้นักเรียนไดป้ ฏิบตั ิ เรียนรดู้ ว้ ยตนเองท้งั เป็นกลุ่มเปน็
รายบคุ คลจนเกดิ ทักษะ และเรียนรูก้ ารแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง

ข้ันที่ 4 จัดองค์ความรู้ ( Summarizing) คอื มุ่งเน้นใหน้ ักเรยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจจากการเรียนรูแ้ ละฝกึ
ปฏิบตั ิ การแกป้ ญั หา หรือประยุกตใ์ ช้ จนสามารถสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเองไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ

ขั้นท่ี 5 นาเสนอควบคู่การประเมิน ( Show and Sharing) คือ ฝึกนักเรียนให้วางแผนในการนาเสนอ
ความรู้ ผลงานของตนเองอย่างมีความคดิ สรา้ งสรรค์ ด้วยเทคนิควิธตี ่างๆ เชน่ การแสดงละคร บทบาท
สมมตุ ิ นทิ รรศการ เกม การใชค้ อมพวิ เตอร์ ฯลฯ และฝึกนกั เรียนใหร้ ู้จกั การแลกเปล่ียนเรียนรใู้ นดา้ น
ผลงาน ความคดิ วธิ กี าร และข้อเสนอแนะ

4. การสรา้ งองค์ความรู้ดว้ ยตนเองได้ แบ่งเปน็ 4 ข้ันตอน หลกั ๆ คอื

1. Explore คือ การสารวจตรวจค้น ในขั้นตอนน้ีบุคคลจะเริ่มสารวจตรวจค้นหรือพยายามทาความ
เข้าใจกบั ส่ิงใหม่(assimilation) ซง่ึ เกดิ ขึน้ เมื่อได้พบหรือ ปฏิสมั พนั ธก์ บั สิ่งแวดล้อมใหม่ๆท่ีไม่มีอยู่ในสมองของ
ตน ก็จะพยายามรับหรือดูดซึมเก็บเข้าไปเป็นความรู้ใหม่ พฤติกรรมเหล่าน้ีหลายท่านอาจจะเคยสัมผัสด้วย
ตนเองหรือเคยสงั เกตเห็นจากการเข้าร่วมกจิ กรรมการต่อเลโก้ &โลโก้ จะเหน็ วา่ ในวันแรกท่ไี ด้พบกับอุปกรณ์ที่
เป็นตัวต่อ หลายๆคนท่ีไม่มีประสบการณ์เลยอาจจะเริ่มจากสารวจช้ินส่วนต่างๆว่ามีอะไรบ้างและแต่ละตัวใช้
ทางานอะไร หรือน่ังมองคนอื่นๆต่อไปก่อน อาจจะสอบถามจากเพื่อนท่ีน่ังใกลๆ้ หรือบางคนอาจจะดูจากคู่มอื
ท่ีมีอยเู่ พอื่ พยายามทาความเข้าใจกบั สงิ่ ใหมน่ น้ั

2. Experiment คือ การทดลอง ในขัน้ ตอนนี้จะเป็นการทดลองทาภายหลังจากท่มี ีการสารวจไปแล้ว
เป็นการปรับความแตกต่าง (accommodation) เมื่อได้พบหรือปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมใหม่ๆท่ีสัมพันธ์กับ
ความคิดเดิมท่ีมีอยู่ในสมอง นั่นหมายความว่าเริ่มจะปรับความแตกต่างระหว่างของใหม่กับของเดิมจนเกิด
ความเขา้ ใจวา่ ควรจะทาอยา่ งไรกับสง่ิ ใหมน่ ี้ เชน่ ในการตอ่ เลโก้ &โลโก้ หลงั จากท่ีสารวจชิน้ สว่ นต่างๆและเก็บ
เป็นความรู้ไว้ในสมองแล้ว ต่อไปอาจจะเป็นการทดลองสร้างโดยอาจจะสร้างตามตัวอย่างในคู่มือ หรืออาจจะ
ทดลองต่อเป็นชิ้นงานท่ตี นเองอยากจะทา หรอื อาจจะทดลองตอ่ ตามเพอ่ื นๆก็ได้ แตบ่ างคนก็พยายามที่จะปรับ
ตนเองโดยการสอบถามเพ่ือนท่ีสามารถทาได้(ซึ่งจุดน้ีเองเป็นจุดเริ่มต้นของการทาให้ทราบว่าคนเป็นแหล่ง
ความรู้ทีส่ าคัญอย่างหนึ่งและการแสวงหาความรู้จากส่ิงแวดล้อมรอบๆตัว) ในข้ันตอนนี้อาจจะมลี องผิดลองถูก
บ้างเพื่อจะเก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์และสร้างเป็นองค์ความรู้เก็บไว้ในสมองของตนเอง อย่างไรก็ตามใน
ขน้ั ตอนนีจ้ ะเกดิ ทง้ั การดูดซมึ (assimilation) และ การปรับความแตกตา่ ง(acommodation) ผสมผสานกันไป

3. Learning by doingคือ การเรียนรู้จากการกระทา ขั้นน้ีเป็นการลงมือปฏิบัติกิจกรรมอย่างใด
อย่างหน่ึงหรือการได้ปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมที่มีความหมายต่อตนเอง แล้วสร้างเป็นองค์ความรู้ของตนเอง
ข้ึนมา ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับข้ันตอนท่ีผ่านมา ข้ันนี้จะเกิดทั้งการดูดซึม (assimilation) และ การปรับความ
แตกต่าง (acommodation) ผสมผสานกันไป เชน่ เดยี วกนั

4. Doing by learningคือ การทาเพ่ือท่ีจะทาให้เกิดการเรียนรู้ ข้ันตอนน้ีจะต้องผ่านขั้นตอนทั้ง 3
จนประจักษ์แก่ใจตนเองวา่ การลงมือปฏิบัติกิจกรรมอย่างใดอย่างหน่งึ หรอื การได้ปฏสิ ัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทมี่ ี
ความหมายนั้น สามารถทาให้เกิดการเรียนรู้ได้และเมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดพฤติกรรมในการเรียนรู้ที่ดี รู้จักคิด
แก้ปัญหา รู้จักการแสวงหาความรู้ การปรับตนเองให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมใหม่ๆ ฯลฯ น่ันก็คือเกิดภาวะที่
เรียกวา่ ”Powerfull learning” ซง่ึ กค็ อื เกิดการเรียนรู้ท่จี ะดดู ซึม (assimilation) และ การปรับความแตกต่าง
(accommodation) อย่ตู ลอดเวลาอันจะนาไปส่คู ากลา่ วท่ีว่า”คดิ เปน็ ทาเป็น แก้ปญั หาเปน็ ” น่ันเอง
อย่างไรก็ตามข้ันตอนท่ีกลา่ วมาท้งั 4 ข้นั จะเหน็ ไดว้ า่ มีความสมั พันธ์ซ่ึงกันและกนั จนบางทีไมส่ ามารถแยกออก
ว่าพฤติกรรมที่เห็นนั้นอยู่ในขั้นตอนไหนเพราะมีการผสมผสานกันอยู่ตลอดเวลา และในการเริ่มต้นของแต่ละ
บุคคลนั้นอาจมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะเร่ิมที่ Experiment หรืออาจจะเริ่มที่ Learning by
doing เลยกไ็ ด้ ทง้ั น้ีข้นึ อยกู่ บั ความรเู้ ดิมทม่ี อี ยู่ในสมองของแตล่ ะบุคคลนน้ั ไมเ่ ทา่ กนั

5. การจัดการเรยี นรตู้ ามทฤษฎี Constructionism

การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนา
กระบวนการคิดของผ้เู รียนและนาเสนอผ่านผลงานทจี่ ัดทา ดงั น้นั ครผู ้สู อนต้องดาเนินการจดั การเรียนรดู้ งั น้ี

(สุชิน เพช็ รกั ษ์, 2548 : 3 – 4)
แนวคดิ จากพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งกล่าวถึงการจดั การเรยี นรู้ ที่ยอมรับวา่

บุคคลหรือผู้เรียนมีความแตกตา่ งกัน และทกุ คนสามารถเรียนร้ไู ด้ ดงั นนั้ ในการจัดการเรียนรูท้ เี่ นน้ ผูเ้ รยี นเปน็
สาคัญ ครหู รือผู้จดั การเรยี นรู้ควรมคี วามเชอ่ื พนื้ ฐานอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1. เชอ่ื วา่ ทุกคนมีความแตกต่างกนั
2. เชอื่ ว่าทกุ คนสามารถเรยี นร้ไู ด้
3. เชือ่ วา่ การเรียนรู้เกดิ ได้ทกุ ท่ี ทกุ เวลา
ดังน้ัน การจัดการเรียนรู้จึงเป็นการจัดการบรรยากาศ จัดกิจกรรม จัดสื่อ จัดสถานการณ์ ฯลฯ ให้
ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ ครจู งึ มีความจาเป็นทจี่ ะต้องรู้จักผู้เรียนครอบคลุมอย่างรอบด้าน และ
สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนาไปเป็นพ้ืนฐานการออกแบบหรือวางแผนการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับผู้เรียน
สาหรับในการจัดกิจกรรมหรือออกแบบการเรียนรู้ อาจทาได้หลายวิธีการและหลายเทคนิค แต่มีข้อควรคานึง
วา่ ในการจดั การเรยี นร้แู ตล่ ะครัง้ แตล่ ะเรอื่ ง ได้เปดิ โอกาสให้กับผู้เรียนในเร่ืองตอ่ ไปนห้ี รอื ไม่

1. เช่ือมโยงส่งิ ทีร่ ้แู ล้วกบั ส่ิงทผี่ ู้เรยี นกาลังเรยี น

การจัดกจิ กรรมเอื้ออานวยให้เกิดการสรา้ งความรู้ (Construct) จากความคิดพ้ืนฐานที่เช่ือว่า ในสมอง
ของผ้เู รยี นมิได้มีแต่ความวา่ งเปลา่ แต่ทกุ คนมีประสบการณ์เดมิ ของตนเอง เม่ือได้รบั ประสบการณ์ใหม่ สมอง
จะพยายามปรับข้อมูลเดิมทมี่ ีอย่โู ดยการต่อเติมเขา้ ไปในกรณีท่ขี ้อมลู เดมิ และข้อมลู ใหม่ไมม่ ีความขดั แย้งกัน
แตถ่ ้าขัดแย้งกนั ก็จะปรบั โครงสร้างของข้อมลู เดิม เพ่ือให้สามารถรับข้อมูลใหมไ่ ด้ ซึง่ อาจทาใหโ้ ครงสร้างของ
ข้อมูลเดิมเปลี่ยนแปลงไป และถา้ ผ้เู รียนไดม้ โี อกาสแสดงความรทู้ ่ีสร้างไดน้ ้ันออกมาดว้ ยคาพูดของตนเอง การ
สรา้ งความรนู้ ้ันก็จะสมบูรณ์ ดงั นั้น ถา้ ครสู ามารถออกแบบกิจกรรมให้ผเู้ รยี นได้ลงมือกระทาตามแนวความคดิ
นี้ ผู้เรยี นก็จะสามารถสร้างความรู้ได้ พฤตกิ รรมทค่ี รูควรออกแบบในกจิ กรรมการเรียนของผเู้ รียน มดี ังนี้

1.1 ให้ผเู้ รยี นไดท้ บทวนความร้เู ดิม

1.2 ใหผ้ ู้เรียนได้รบั /แสวงหา/รวบรวมข้อมูล/ประสบการณต์ า่ งๆ

1.3 ให้ผู้เรียนได้ศึกษาขอ้ มลู ทาความเข้าใจ และสร้างความหมายข้อมลู /ประสบการณ์ต่างๆ โดยใช้
กระบวนการคิดและกระบวนการอื่นๆท่จี าเป็น

1.4 ใหผ้ เู้ รียนได้สรปุ จัดระเบียบ/โครงสร้างความรู้

1.5 ใหผ้ ู้เรียนได้แสดงออกในสิ่งทไี่ ดเ้ รยี นรู้ด้วยวธิ ีการต่างๆ

2. การให้โอกาสผูเ้ รียนเป็นผู้ริเริม่ ทาโครงการท่ีตนเองสนใจ

ในกจิ กรรมการเรยี นการสอนทว่ั ไป ครูสามารถออกแบบกิจกรรมใหส้ อดคล้องตามลาดบั ข้ันตอนตา่ งๆ
ในขณะทใี่ ห้ความรู้ โดยเปล่ียนบทบาทจากท่ีเคยบอกความรโู้ ดยตรง ใหผ้ เู้ รียนบนั ทึกหรือคัดลอกเปน็ การใช้
คาสั่งและคาถามดาเนินกจิ กรรม ให้ผ้เู รียนได้ลงมือกระทาเพื่อสรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง โดยครเู ตรียมสอื่ การ

สอนทเ่ี ปน็ ตวั อยา่ งเครื่องมือหรอื การปฏบิ ัตงิ านในลกั ษณะต่างๆ เปน็ ขอ้ มูลหรอื ประสบการณ์ให้ผเู้ รยี นไดเ้ ข้าใจ
ครอู าจชีแ้ นะข้อมูลทีค่ วรสังเกตและวิธีการจัดระบบระเบียบโครงสรา้ งความรู้ให้ เชน่ สอนใหเ้ ขียนโครงสร้าง
ความรูเ้ ปน็ แผนผังท่ตี นเองเข้าใจ และเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนได้แสดงออกว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนร้เู ร่อื งใด เช่น ให้
อธบิ ายแผนผังความคิดที่ตนเองเขยี นขึ้นตามความเขา้ ใจ หรือให้เล่าถึงสิง่ ท่เี รยี นรูโ้ ดยครใู ชค้ าถามหรือคาสง่ั
เปน็ ส่อื และมีการเสริมแรงอย่างเหมาะสมในภายหลงั กจ็ ะทาให้ผ้เู รียนเกดิ ความภาคภมู ิใจ เกดิ ความสนกุ และ
ตอ้ งการเรยี นรู้อกี

3. เปิดโอกาสให้มกี ารนาเสนอความคดิ ผลงาน ผลการวเิ คราะหก์ ระบวนการเรยี นรู้ของ
ตนเองเพื่อแลกเปล่ียนเรยี นรู้กบั เพือ่ น

การจัดกิจกรรมท่ีเอ้ืออานวยให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) คือ การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้
กระทาสิง่ ต่างๆ หรือการกระทาบางสิง่ บางอย่าง ดงั ตอ่ ไปนี้

3.1 ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ได้แก่ การพูดอภิปรายกับเพื่อน กับครู หรือผู้เกย่ี วขอ้ งกับ
การทางาน ผู้ท่สี ามารถให้ขอ้ มูลบางอย่างทผี่ ู้เรียนตอ้ งการได้

3.2 ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ เช่น กาหนดให้ผู้เรียนสารวจอปุ กรณ์
เคร่ืองใช้ไฟฟ้าในบรเิ วณโรงเรียน

3.3 ใหผ้ เู้ รยี นมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เชน่ กาหนดให้ผู้เรียนสังเกต

การกนิ อาหารของสัตว์หรือรวบรวมข้อมูลเก่ียวกบั ลกั ษณะของตน้ ไม้ชนิดต่างๆ
3.4 ให้ผู้เรียนไดม้ ปี ฏสิ มั พนั ธ์กับสิง่ แวดล้อมทางด้านส่ือโสตทศั น์ วัสดุ และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ให้

ผู้เรยี นไปหาข้อมลู จากคอมพิวเตอร์ หรอื ให้อ่านใบความรู้ ใบงาน หรอื ใช้เครื่องมือและอุปกรณต์ า่ งๆ ในการ
เรียน

ผลของการเรยี นรู้ นอกจากผู้เรยี นจะไดร้ ับรู้ข้อมลู ทีต่ อ้ งการแล้วยงั มคี วามรูเ้ ก่ียวกับการใช้
กระบวนการเหลา่ น้ี เพ่ือหาข้อมูลหรือความร้อู ืน่ ๆ ไดด้ ้วยตนเองในโอกาสอืน่ ๆ เปรียบเหมอื นการให้เครื่องมือ
ในการจบั ปลากับชาวประมงแทนทีจ่ ะเอาปลามาให้ เมื่อชาวประมงมีเครอ่ื งมือจบั ปลาแลว้ ย่อมหาปลามากิน
เองได้ หรือวางแผนจดั สรรเวลาของการทางานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือได้ลงมือแก้ไขงานบางอยา่ งในขณะลงมือ
ปฏิบัตงิ าน ซึ่งต้องใช้การพิจารณาข้อมูลรอบด้านเพ่ือใชใ้ นการตดั สนิ ใจ ข้อสาคญั คือ ครูจะต้องชว่ ยให้ผเู้ รียนได้
สรุปข้ันตอนในการทางาน ผู้เรียนต้องบอกได้ว่า การทางานนี้เสร็จได้ เขาใช้ขั้นตอนและวิธีการใดบ้าง แต่ละ
ขนั้ ตอนมีปญั หาและอปุ สรรคใด เขาใช้วธิ กี ารใดแกป้ ญั หา และได้ผลของการปฏิบัติออกมาอย่างไร พอใจ
หรอื ไม่ ถ้ามกี ารทางานอย่างนี้อกี ในครง้ั ต่อไปเขาจะปฏิบัติอยา่ งไร

อกี ประเด็นหน่งึ คือ การใช้กระบวนการกลุ่มในการทางาน ตอ้ งแบง่ หน้าที่การทางาน สมาชกิ ทุกคนต้อง
มสี ว่ นรว่ มทาให้งานชิน้ นัน้ สาเร็จ มใิ ช่ใหผ้ เู้ รยี นมาน่ังรวมกลุ่มกันแต่ทางานแบบต่างคนต่างทา เพราะผู้เรียนจะได้
มโี อกาสรู้บทบาทของตนเองในการทางานร่วมกบั คนอืน่ ตลอดจนรู้วิธกี ารจัดระบบระเบียบการทางานในกลุม่
เพ่ือใหง้ านกลุ่มบรรลุผลสาเร็จตามเปา้ หมายต่อไป ก็จะสามารถใช้กระบวนการกลุ่มนีใ้ นการทางานกบั คนกลุม่
อนื่ ๆ ในสงั คมทีผ่ ้เู รียนเป็นสมาชกิ อยไู่ ด้

4. ใหเ้ วลาทางานอย่างต่อเนื่อง
การจดั กจิ กรรมทเี่ อ้ืออานวยใหเ้ กดิ การประยุกต์ใช้ความรู้ (Application) คือ การจัดกิจกรรมให้ผเู้ รียน
มโี อกาสได้กระทาสิง่ ตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
4.1 ไดน้ าความรู้ไปใช้ในสถานการณ์อืน่ ๆที่หลากหลาย
4.2 ไดฝ้ ึกฝนพฤติกรรมการเรียนรจู้ นเกดิ ความชานาญ โดยครูจดั สถานการณ์ แบบฝึกหัด หรือโจทย์
ปญั หาใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมือกระทา เพอื่ ให้เกดิ ความม่นั ใจและความชานาญในการท่จี ะนาเอาความร้นู น้ั มาใช้เปน็
ประจาในชีวิตจริง
การจดั กจิ กรรมในขัน้ ตอนนีเ้ ป็นประเด็นท่ีมีความสาคัญแต่กลบั เป็นจุดอ่อนของการจัดการเรียนการ
สอนของไทยทกุ ระดบั เพราะมีการปฏบิ ตั หิ รอื มพี ฤตกิ รรมการนาความรู้ ความเขา้ ใจที่ได้รับจากการเรยี นไปใช้
ในชวี ิตประจาวันค่อนข้างน้อย ทั้งน้ี เนือ่ งจากในการเรียนการสอนผู้เรียนยงั ขาดการฝึกฝนการนาความรู้ไป
ประยุกต์ใช้

บทบาทของครู
ในการดาเนินกจิ กรรมการสอน ครคู วรรู้จักบทบาทของตนเองอย่างแจ่มแจง้ ครูนบั วา่ เป็นบุคคลสาคญั

ทจี่ ะทาให้การสอนสาเร็จผล ดงั นน้ั จงึ ควรรูจ้ กั บทบาทของตน ดังนี้ คือ

1. จดั บรรยากาศการเรยี นรใู้ ห้เหมาะสม โดยควบคุมกระบวนการการเรียนรใู้ ห้บรรลุเปา้ หมายตามทกี่ าหนดไว้
และคอยอานวยความสะดวกใหผ้ ู้เรียนดาเนนิ งานไปได้อย่างราบรนื่

2. แสดงความคดิ เหน็ และให้ข้อมูลท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ก่ผูเ้ รยี นตามโอกาสท่เี หมาะสม(ต้องคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการ
เรียนรขู้ องผเู้ รยี นและบรรยากาศการเรยี นท่เี กิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา)

3. เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นได้เรยี นรู้ตามแนวทางของทฤษฎี Constructionismโดยเนน้ ใหผ้ ้เู รียนสรา้ งองค์ความรดู้ ้วย
ตนเอง เป็นผู้จดุ ประกายความคดิ และกระตุน้ ใหผ้ ู้เรยี นได้มีส่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรียนโดยท่วั ถงึ กัน ตลอดจน
รับฟงั และสนับสนนุ ส่งเสรมิ ให้กาลังใจแก่ผเู้ รียนท่จี ะเรียนรู้เพอื่ ประจักษแ์ ก่ใจดว้ ยตนเอง

4. ช่วยเช่อื มโยงความคดิ เหน็ ของผู้เรยี นและสรปุ ผลการเรยี นรู้ ตลอดจนส่งเสรมิ และนาทางให้ผู้เรยี นไดร้ ้วู ิธี
วิเคราะหพ์ ฤตกิ รรมการเรียนรู้ เพ่อื ผูเ้ รียนจะได้นาไปใช้ใหเ้ กิดประโยชนไ์ ด้

บทบาทและคุณสมบัติที่ครูคว รมีใน การสอนแบบ Constructionism ในการสอนต าม
ทฤษฎีConstructionism ครูเองนับว่ามีบทบาทสาคัญมากในการที่จะ ควบคุมกระบวนการให้บรรลุตาม
เป้าหมายท่ี กาหนดไว้ซึ่งครูท่ีศึกษาทฤษฎีนี้ควรมีความเข้าใจใน บทบาท คุณสมบัติที่ครูควรจะมีรวมทั้ง
ทัศนคตทิ คี่ รคู วรเปลีย่ นและสิ่งท่ีตอ้ งคานึงถงึ

คุณสมบตั ิทคี่ รูควรมใี นการสอนแบบ Constructionism

 มีความเข้าใจทฤษฎีConstructionism และพรอ้ มทจ่ี ะเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรูต้ าม แนวทาง
ของทฤษฎีConstructionism

 มีความรูใ้ นเน้ือหาทสี่ อนอย่างดี

 มคี วามเข้าใจมนุษย์มจี ติ ละเอียดพอทจ่ี ะสามารถตรวจสอบความคิดของผ้เู รียนและดงึ ความคิดของ
ผูเ้ รียนใหแ้ สดงออกมามากท่สี ุด

 มีการพฒั นาตนเอง ทางรา่ งกาย สติปญั ญาและจติ ใจอยู่เสมอ ครูควรรจู้ ักตนเองและพัฒนา ความรู้
บคุ ลกิ ภาพ ของตนให้ดีขึน้ มใี จกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผเู้ รยี น ไมถ่ ือว่า ความคิดตนถกู ต้องเสมอ
เขา้ ใจและยอมรบั วา่ บุคคลมีความแตกต่างกัน ไมด่ ่วนตดั สนิ ผู้เรียนอย่างผิวเผิน

 ควรมีมนษุ ย์สมั พันธ์ท่ดี ีกบั ผู้เรียน เพราะการมีมนุษย์สมั พันธ์ทดี่ ีของครจู ะทาให้บรรยากาศ ในการ
เรยี นการสอนเกิดความเป็นกันเองและมคี วามเปน็ มิตรท่ดี ีต่อกัน

 ครคู วรมีทักษะในการสอื่ ความหมายกบั ผูเ้ รยี น ในการสอนน้ันครูมักจะมีการสอื่ ความหมายกบั
ผเู้ รยี นเสมอ จึงควรส่ือความหมายใหช้ ัดเจน ไม่คลมุ เครือ รู้จักใชว้ าทศลิ ป์ ใหเ้ หมาะกบั กาลเทศะและเหมาะสม
กับผู้เรียนแต่ละคน(การส่อื ความหมายให้กับผู้เรียนแต่ ละคนจะไม่เหมอื นกันเพราะผู้เรยี นมีการรบั รแู้ ละเรียนรู้
ไดไ้ มเ่ ทา่ กัน)

 มีทักษะในการใช้วิจารณญาณตัดสินใจและแก้ไขปญั หา ทกั ษะดา้ นนที้ าให้ครูดาเนินงาน ได้สะดวก
ราบร่ืน เนื่องจากการสอนแบบ Constructionism นน้ั ผสู้ อนจะต้องคอยสังเกต บรรยากาศการเรียนที่เกิด
ขึน้ อย่ตู ลอดเวลาและจะต้องคอยแก้ไขปัญหาในแต่ละช่วงให้ เหมาะสม ดังนนั้ ผ้สู อนจึงต้องมีทักษะในการใช้
วจิ ารณญาณตัดสินใจและแก้ไขปญั หาท่ีดี

 มที กั ษะในการชว่ ยเหลอื ผ้เู รยี น บ่อยครงั้ ครตู ้องคอยชว่ ยแกป้ ัญหาให้ผเู้ รียนครจู ึงควรมี ความเปน็
มิตรเปน็ กนั เองกบั นักเรยี นเสมอ หากครูไม่มที ักษะทางด้านนี้แล้ว การชว่ ยเหลอื อาจไมบ่ รรลผุ ล

 จากที่กล่าวมาข้างต้นน้ันเป็นคุณสมบัติที่ครูควรมีเพ่ือนามาใช้ปรับปรุงมนุษยสัมพันธ์ในการเรียน
การสอนและการดาเนินชีวิตประจาวันให้ดีข้ึน นอกจากน้ันส่ิงท่ีสาคัญมากก็คือครูควรมีพ้ืนฐานของความรักใน
วิชาชีพครูพยายามเข้าใจผู้เรียนแต่ละคนให้มากๆโดยยึดหลักท่ีว่าคนเรามีความแตกต่างกัน (ไม่นาคนหน่ึงมา
เปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่ง) ครูควรรู้จักเคารพความคิดของตนเองและผู้อื่น (โดยเฉพาะผู้เรียน) และควรรักษา
สขุ ภาพรา่ งกายและจิตใจของครูเองให้สมบรู ณ์และแจ่มใสอย่เู สมอ

ทัศนคตทิ ค่ี รคู วรเปลย่ี นและสิ่งที่ตอ้ งคานึงถงึ

ในการเรยี นการสอนตามทฤษฎี Constructionism ครคู วรเปลย่ี นแปลงทัศนคติใหเ้ หมาะสม เพือ่ เปิด
โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากย่ิงข้ึน ทศั นคตทิ ีค่ รูควร เปลย่ี นแปลงไปและสิ่งท่ีครูควร
คานึงถึงมดี งั นี้

 ครตู ้องไม่ถือว่าครเู ปน็ ผู้รู้แต่ผ้เู ดยี ว ผเู้ รยี นต้องเชื่อตามท่คี รบู อกโดยไม่มเี ง่ือนไขแต่ครู ตอ้ งตระหนัก
ว่าตนเองมีความรู้ที่จะช่วยเหลือนักเรียนเท่าท่ีจะช่วยได้ดังนั้นครูจึงไม่อับ อายผู้เรียนท่ีจะพูดว่า “ครูก็ยังไม่
ทราบ พวกเรามาช่วยกนั หาคาตอบดูซิ”ฯลฯ

 ครูต้องพยายามช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากท่ีสุดเท่าท่ีจะมากได้ต้องอดทน และ
ปล่อยให้นักเรียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง อย่าด่วนไปชิงบอกคาตอบเสียก่อน ควร ช่วยเหลือแนะนา
ผูเ้ รียนที่เรยี นช้าและเรยี นเรว็ ให้สามารถเรียนไปตามความสามารถของ ตนเองด้วยตนเองให้มากทส่ี ดุ

 ไม่ควรถือว่า “ผู้เรียนท่ีดีต้องเงียบ” แต่ครูควรจะเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนได้พูดคุยกันในเน้ือหา หรือได้
พดู คยุ แลกเปลยี่ นความคิดเห็นหรือความรู้กนั ได้

 ครูต้องไม่ถือว่าการที่ผู้เรียนเดินไปเดินมาเพ่ือประกอบกิจกรรมการเรียนรู้น้ันเป็นการ แสดงถึง
ความไม่มีระเบียบวินัยแต่ต้องคิดว่าการเดินไปเดินมาเป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วย ให้การเรียนรู้เป็นไปอย่าง
ตอ่ เนอ่ื งและช่วยทาให้ผู้เรียนไม่เบ่อื หน่ายต่อการเรยี น

 ครูต้องลดบทบาทตัวเองลง (ทาตัวให้เล็กท่ีสุด) พูดในสิ่งที่จาเป็นเลือกสรรคาพูดให้แน่ใจ ว่าผู้เรียน
มคี วามต้องการฟังในสง่ิ ทคี่ รพู ูด ก่อนท่ีจะพดู ครจู ึงควรเร้าความสนใจของผูเ้ รยี น เสยี กอ่ น

 ขณะที่ผู้เรยี นประกอบกิจกรรมครูต้องอยู่ดูแลเอาใจใส่พัฒนาการของผู้เรยี นแต่ละคน ตอ้ ง ไมค่ ดิ ว่า
เมื่อผเู้ รียนสามารถเรยี นได้เองแล้วครกู ็เอาเวลาทาอย่างอื่นได้

 ครูควรมีใจกว้างและชมเชยนักเรียนท่ีทาดีหรือประสบความสาเร็จแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ ตาหนิหรือ
ลงโทษเมื่อผู้เรียนทาผิดพลาดหรือทาไม่ถกู ใจครู

 ครูไม่ควรจะเอาตนเองไปยึดติดกับหลักสูตรมากจนเกินไป ไม่ควรจะยัดเยียดเนื้อหาที่ไม่ จาเป็น
ให้กับผู้เรียน ควรคิดว่าการให้เน้ือหาที่จาเป็นแม้จะน้อยอย่างก็ยังดีกว่าสอนหลายๆ อย่างแต่ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้น้อยมาก(รแู้ บบงูๆปลาๆ) หรือนาความรู้ทีเ่ รยี นไป ประยุกต์ใช้ไมไ่ ด้

 การจัดตารางสอนควรจัดให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับเวลาที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ครูต้อง
พยายามเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดล้ งมือปฏิบัติกิจกรรมภายในเวลาท่ีเหมาะสม ไมม่ าก หรอื น้อยไป

บทบาทของผูเ้ รยี น

ในการเรยี นตามทฤษฎี Constructionism ผ้เู รยี นจะมบี ทบาทเป็นผปู้ ฎิบตั ิและสร้างความรู้ไปพรอ้ มๆ
กันดว้ ยตัวของเขาเอง(ทาไปและเรยี นรู้ไปพรอ้ มๆกนั ) บทบาททีค่ าดหวังจากผ้เู รียน คือ

1.มคี วามยนิ ดรี ว่ มกิจกรรมทุกครั้งด้วยความสมัครใจ
2.เรยี นรู้ได้เอง รจู้ ักแสวงหาความรู้จากแหล่งความรูต้ ่างๆท่ีมอี ยดู่ ้วยตนเอง

3.ตัดสนิ ปญั หาตา่ งๆอยา่ งมเี หตุผล
4.ความร้สู กึ และความคิดเป็นของตนเอง
5.วเิ คราะห์พฤติกรรมของตนเองและผู้อนื่ ได้
6.ใหค้ วามชว่ ยเหลือกนั และกัน รจู้ ักรบั ผดิ ชอบงานท่ีตนเองทาอยแู่ ละทไ่ี ด้รับมอบหมาย
7.นาสิ่งที่เรยี นรู้ไปประยกุ ต์ใช้ประโยชนใ์ นชีวติ จริงได้น้นั

6 . การนาทฤษฎี Constructionism มาประยกุ ต์ใชก้ ับการเรียนการสอน

ประยุกต์ใช้บางส่วน กลา่ วคือ นาทฤษฎี Constructionism มาประยกุ ต์ใช้เป็นครัง้ คราว โดยเลือกให้
เหมาะสมกบั วัตถปุ ระสงคแ์ ละเน้ือหา

ประยกุ ตใ์ ช้ในชั่วโมงปฏิบัตเิ ต็มเวลา กล่าวคือ นาทฤษฎี Constructionism มาประยกุ ต์ใช้ในชั่วโมง
ปฏิบัติท้งั หมดของวิชาน้นั โดยครูใหผ้ ู้เรียนลงมือปฏบิ ตั แิ ละเช่อื มโยงความรใู้ หส้ ัมพนั ธก์ บั ทฤษฎีท่เี รียน

ประยุกต์ใช้ทั้งวิชา กล่าวคอื นาทฤษฎี Constructionism มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนท้ังวิชา
ซึ่งนับว่าเป็นวิธีท่ีดีหากปฏิบัติได้จริง เพราะการเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติของผู้เรียนน้ันจะต้องอาศัย
ระยะเวลานานพอสมควรและจะต้องทาอย่างต่อเนอ่ื งจึงจะเห็นผล

การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญตามแนวคิดท่ีกล่าวถึงข้างตน้ สามารถ
ใช้ได้กับการจัดการเรียนการสอนทุกวิชาและทุกระดับช้ัน เพียงแต่ธรรมชาติของเนื้อหาวิชาที่ต่างกันจะมี
ลักษณะท่ีเอ้ืออานวยให้ครูออกแบบกิจกรรมท่ีส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ใน
จดุ เดน่ ท่ตี า่ งกัน คือ

1. รายวิชาที่มีเนื้อหามุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้กฎเกณฑ์และการนาเอากฎเกณฑ์ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาใน
สถานการณ์ต่าง ๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ หรือการใช้ไวยากรณภ์ าษาอังกฤษ ครสู ามารถใช้กิจกรรมท่ีเปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นากฎเกณฑ์ท่ีทา
ความเข้าใจได้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย การเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นก็จะเป็น
การเรยี นรู้ท่ยี ่ังยืน เพราะผ้เู รยี นได้สร้างความรู้ด้วยตัวเอง

2. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้จากการค้นควา้ ทดลอง และการอภิปรายโดยใชห้ ลกั
เหตผุ ล เช่น วิชาวทิ ยาศาสตร์ ผู้เรยี นมโี อกาสท่ีจะได้สร้างความรู้เองโดยตรง เพยี งแต่ครูต้องรู้จักการใช้คาถาม
ที่ยั่วยุและเชื่อมโยงความคิด ประกอบกับการได้มีโอกาสทาการทดลอง เป็นการปฏิบัติร่วมกัน ผู้เรียนจะได้มี
ปฏิสมั พนั ธ์กนั มีการเคลื่อนไหวรา่ งกาย เพ่ือสรา้ งความรู้ผา่ นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ที ากันมาอยู่แล้ว

3. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับการดาเนินชีวิตของคนใน
สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ข้อมูลที่มีลักษณะยั่วยุให้ออกความคิดเห็นได้ เช่น วิชาสังคมศึกษา และ
วรรณคดีเป็นลักษณะพิเศษที่ครูจะนามาใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดกิจกรรมการใช้ความคิด อภิปราย นาไปสู่
ข้อสรุป เป็นผลของการเรียนรู้และการสร้างนิสัยยอมรับฟังความคิดเห็นกัน เป็นวิถีทางที่ดีในการปลูกฝัง
ประชาธิปไตยให้กับผู้เรยี น

4. รายวิชาท่ตี ้องอาศยั การเคลอื่ นไหวร่างกายเป็นหลกั เชน่ วิชาพลศึกษาและการงานอาชีพ ครคู วรใช้
โอกาสดงั กลา่ ว ใหผ้ ้เู รยี นไดส้ ร้างความรูผ้ า่ นกระบวนการทางาน

5. รายวิชาท่ีส่งเสริมความคิดจินตนาการ และการสร้างสุนทรียภาพ เช่น วิชาศิลปะและดนตรี
นอกจากจะมีโอกาสเคล่ือนไหวร่างกายแล้ว ผู้เรียนยังมีโอกาสได้สร้างความรู้ และความรู้สึกท่ีดี ผ่านกระบวน
ทางานที่ครอู อกแบบไวใ้ ห้

ครทู ่ีประสบความสาเร็จในการจัดการเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ มักเปน็ ครูที่มีความต้ังใจ
และสนุกในการทางานสอน เป็นคนช่างสงั เกตและเอาใจใส่ผู้เรยี น และมักจะไดผ้ ลการตอบสนองที่ดจี ากผเู้ รยี น
แม้จะยงั ไม่มากในจุดเร่ิมตน้ แตเ่ ม่อื ปฏิบตั ิอย่างสม่าเสมอ ก็จะสังเกตไดถ้ ึงการเปลีย่ นแปลงของผู้เรียนในทางท่ี
ดขี นึ้ ในประเด็นของการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ จะได้กลา่ วถึง
เทคนคิ ตา่ งๆ ทจ่ี ะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ครใู นตอนต่อไป

สรุป

ทฤษฎี Constructionism จึงให้ความสาคัญกับโอกาสและวัสดุท่ีจะใช้ในการเรียนการสอนท่ีผู้เรียน
สามารถนาไปสร้างความรู้ให้เกิดข้ึนภายในตัวผู้เรียนเองได้ ไม่ใช่มุ่งการสอนท่ีเป็นการปอ้ นความรใู้ ห้กับผ้เู รยี น
แต่ผู้เรียนจะต้องเรยี นร้จู ากการลงมือทาผ้สู อนควรเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนได้ดาเนินกิจกรรมการเรยี นด้วยตนเองมี
ทางเลือกท่ีมากข้ึนโดยการลงมือปฏิบัติหรือสร้างงานที่ตนเองสนใจ และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองโดยการ
ผสมผสานระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซ่ึม(Constructionism) หรือทฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองทฤษฎีคอน
สตรัคชั่นนิสซ่ึม มีสาระสาคัญที่ว่า ความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะ
เกิดข้ึนและถูกสร้างข้ึนโดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเม่ือผู้เรียนได้ลงมือกระทาด้วยตนเอง
(Learning by doing) มีพ้ืนฐานอยูบ่ นกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกนั

สิ่งแรก คือ ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปล
ความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ หากเป็นประสบการณ์ตรงท่ีผู้เรียนเป็นผู้กระทาด้วยตนเองจะทาให้เกิด
การเรยี นรู้อยา่ งมคี วามหมาย

ส่ิงทส่ี อง คอื กระบวนการการเรยี นรู้จะมีประสิทธภิ าพมากท่ีสุด หากกระบวนการนนั้ มีความหมายกับ
ผเู้ รยี นคนนนั้ ดังน้นั ในกระบวนการสอนของครจู งึ ควรใหผ้ เู้ รยี นไดส้ ร้างองค์ความรู้จากส่งิ ทเ่ี ขามีอยู่และพัฒนา
ต่อยอดไปดว้ ยตวั ของเขาเอง การสอนแบบครูเปน็ ศนู ย์กลางควรจะต้องปรบั เปล่ียนใหเ้ หมาะสมกบั เน้อื หาสาระ
และเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก การสอนแบบยัดเยียดความรู้จะทาให้ผเู้ รียนเรียนรู้ได้น้อยกวา่ การให้ผเู้ รียนสรา้ ง
ความรู้ด้วยตนเองอย่างไรก็ตามผมมีความคิดว่าครูควรจะต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใน การสอนของ
ตนเองแต่ละคร้ังให้ชัดเจน พิจารณาเน้ือหาสาระที่จะสอนและวิธีการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
วัตถปุ ระสงคท์ ไี่ ด้ตัง้ ไว้ และควรให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้มากท่ีสดุ หรอื อยา่ งน้อยก็ได้มีโอกาสคดิ พิจารณาด้วยตัว
ของเขาเอง เพอื่ ใหค้ วามรทู้ ีส่ อนนัน้ มีความหมายกับตัวผู้เรยี นเอง

บรรณานุกรม

สุชนิ เพ็ชรกั ษ.์ รายงานการวิจยั เรือ่ ง การจัดกระบวนการเรียนรูเ้ พ่อื สร้างสรรคด์ ้วยปัญญาในประเทศไทย.
พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพร้าว, 2548

ทศิ นา แขมมณี. 2554. ศาสตร์การสอน: กรุงเทพฯ.สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ธเนศ ขาเกิด. การสรา้ งสรรค์ความรู้ตามทฤษฎี Constructionism. วารสารเทคโนโลยี (สมาคมสง่ เสรมิ
เทคโนโลยไี ทย-ญ่ีป่นุ ). ปีที่ 31 ฉบบั ท่ี 176.ธ.ค.47-ม.ค.48.
สบื ค้นเมือ่ วัน 1 มิถุนายน 2564, จาก http://www.oknation.net/ชัยยุทธ ธนทรพั ย์วีรชา. (2553). ความ
แตกตา่ งของConstructivismกบั Constructionism.
สืบคน้ เมอ่ื วนั ท่ี 2 มิถุนายน 2564 จาก https://nattarikablog.wordpress.com/2016/02/15/ ทฤษฎกี าร
สรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism).

สืบค้นเมื่อวนั ที่ 2 มถิ นุ ายน 2564 http://www.bsk.ac.th/constructionism/about/ การจดั การเรียนรตู้ าม

แนวทฤษฎกี ารเรยี นรู้เพื่อสรา้ งสรรค์ด้วยปญั ญา (Constructionism) โรงเรยี นบา้ นสันกาแพง อ.สนั กาแพง จ.

เชยี งใหม่

ภาคผนวก

การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง อวัยวะภายในร่างกาย
ตามหลกั ทฤษฏี CONSTRUCTIONISM

จุดประสงคการเรียนรู
เมื่อนกั เรยี นไดเรียนรูเรื่อง อวัยวะภายในร่างกาย

1.ดานความรู
1.1 นกั เรยี นสามารถบอกชื่ออวยั วะภายในของร่างกายได้
1.2 นักเรียนอธิบายการทางานของอวัยวะภายในของร่างกายได

2.ดานทกั ษะ/กระบวนการ
2.1 นกั เรยี นสามารถนาเสนอหนาที่และการทางานของอวัยวะภายในของรา่ งกายได

3. ดานเจตคติ
3.1 นกั เรยี นเหน็ ความสาคัญของอวัยวะภายในของรา่ งกาย

การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1. ข้ันสรางความสนใจ

นกั เรยี นเรียนรูอวยั วะภายในของรา่ งกาย โดยครจู ดั กจิ กรรมการเรียนรูใหกับนักเรยี นดงั นี้
- ครสู นทนานาเขาสูบทเรยี นในหนวยการเรยี นรูเร่อื ง อวยั วะภายในของร่างกาย และใหนักเรียนทา

แบบทดสอบกอนเรียน
- นักเรียนดูสือ่ การสอนผา่ นทาง Youtube ทคี่ รเู ปิดใหด้ ู
- นักเรยี นและครูรวมกันสรุปเนอ้ื หาจากการชมส่ือและให้นักเรยี นแสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั การ

ทางานของอวยั วะภายในของร่างกาย โดยแบ่งเปน็ กลมุ่ ตามความสนใจของนกั เรยี น
ขน้ั ตอนการสรางความสนใจใหนกั เรียนเกดิ ความอยากรู สนใจ เกิดขอสงสัย และตองการหา

คาตอบในประเด็นท่ีสงสัยจากการดสู ือ่ ครูทีป่ รกึ ษาทาหนาที่คอยแนะนา ช้แี นะ กระตุนใหนกั เรยี น
เกดิ ความอยากรู ใหคาปรึกษา ใหความสะดวกแกนักเรียน พรอมท้งั เช่อื มโยงเขาสูประเด็นทน่ี ักเรยี นสนใจ
ครูเตรยี มใบงานใบความรู ส่ือการเรียนการสอน เพ่ือสงเสรมิ ใหนักเรยี นเกิดความอยากรู

2. ข้นั ใสใจเรียนรู
- นกั เรียนแตละกลุมพบครูประจาวชิ าเพ่อื รวมกนั วางแผนศึกษาเพิม่ เตมิ จากแหลงเรียนรูตางๆ ใน
สอื่ คอมพิวเตอร์

- นกั เรียนแต่ละกลุ่มศกึ ษาหาความรูเ้ พมิ่ เตมิ ผ่านคอมพวิ เตอร์โดยศกึ ษาอวยั วะภายในทตี่ นเองสนใจ
- นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มเขียนผงั มโนทศั น โดยระบุเน้ือหาทีน่ ักเรียนตองการจะเรยี นรูในแตละเรอื่ ง และ
นาเสนอผังมโนทัศนในกลมุ เพ่ือใหเพื่อนในกลุมรวมกันอภปิ รายและแสดงความคดิ เห็นเพิ่มเติม
ในข้ันตอนน้ี ครทู ีป่ รึกษาจะคอยดูแลเนอ้ื หาและ ใหคาแนะนาการจดบนั ทึกในสง่ิ ที่อยากรู ใชคาถามเพอ่ื
กระตุ้นใหนักเรยี นอยากคนพบหาคาตอบดวยตนเอง เปนขั้นตอนทท่ี าใหนกั เรียนสามารถหาคาตอบ และเกดิ
แนวคิดในสิ่งทส่ี งสยั เกี่ยวกบั เร่ืองทีต่ องการศกึ ษา ทาใหนักเรยี นคดิ วธิ ีการแกปญหา หรอื แนวทางในการเรยี น
รกู ารทางานของอวัยวะภายในของร่างกาย

3. ขัน้ สูการปฏบิ ัติ
- นกั เรยี นแตละกลุมแยกกันไปศึกษาหนาที่และการทางานอวัยวะตามความความสนใจ
ครทู ีป่ รกึ ษามีหนาท่ีแนะนาใหนกั เรยี นฝกการสังเกต และจดบนั ทกึ ขอมลู ทน่ี ักเรยี นสนใจหรือเกิดขอสงสัย
นกั เรยี นซกั ถามและบันทึกลงในสมดุ บันทกึ การเรยี นรูของแตละคนและ ซักถามครูทป่ี รึกษา เพ่ือใหเกดิ ความ
ชัดเจนในส่งิ ทีอ่ ยากเรียนรูในขั้นตอนนี้ ครูท่ีปรึกษาจะกระตุนใหนักเรียนไดศกึ ษาคนควาเพื่อใหนักเรียนเกิด
องคความรูไดดวยตนเอง นอกจากน้ีครูท่ปี รกึ ษาแนะนาใหนักเรยี นไดคนควาสิง่ ทสี่ นใจเพ่มิ เตมิ จากการศึกษา
แหลงเรียนรูอืน่ และทาแบบฝกกจิ กรรม เพ่ือใหเกิดองคความรูที่เขาใจไดดวยตนเอง

4. ขน้ั จดั องคความรู
ในขนั้ ตอนน้ี ครทู ีป่ รกึ ษามบี ทบาทในการใชคาถามทบทวนเรือ่ งทนี่ ักเรียนไดเรยี นรู หรอื เปด
โอกาสใหนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายใหไดขอสรปุ รวมกนั เกย่ี วกับเนื้อหาสาระท่ีไดศึกษาเรียนรู ตรวจสอบ
ความพรอมของนักเรยี นในการเตรยี มเนือ้ หาสาระ ตรวจสอบเนือ้ หาตรงตามวัตถใุ นการศึกษาหรือไม เติม
เตม็ เน้ือหาในครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรูหรือวธิ ีปรับปรงุ ผลงานเพ่อื นาไปพฒั นาผลงานตอไป

5. ขนั้ ควบคูแลกเปล่ยี น
- นักเรยี นเตรยี มผลงานของตนเองพรอมท่ีจะนาเสนอใหแกเพอื่ นในหองเรยี น
( Show and Share) เพื่อฝกการถายทอดความรูที่ไดศึกษาใหผูอื่นเขาใจ กลาแสดงออกและมคี วาม
ภาคภมู ิใจในผลงานของตนเอง ซกั ถามแลกเปลย่ี นเรียนรูกับเพ่อื นในข้ันตอนน้คี รูที่ปรกึ ษามีบทบาทในการบอก
วัตถปุ ระสงคและวิธกี ารนาเสนอใหแกนกั เรยี นเตรียมส่อื อุปกรณดานเทคโนโลยี เชน เครอื่ งมือในการ
ออกอากาศ อปุ กรณ สถานท่ี อานวยความสะดวก ในการนาเสนอผลงานของนกั เรยี น ใหความสาคัญกับผู
นาเสนอผลงานชวยควบคมุ ดูแลใหแรงจงู ใจ ชมเชยเมื่อนักเรียนนาเสนอผลงานไดดี

6. ข้นั หม่นั เพียรประเมินผล
- นักเรียนแตละกลุมนาผลงานของหองตวั เองใหครูทีป่ รึกษาตรวจสอบผลงาน การประเมินเปนสิ่งทจี่ า
เปนในการจัดกระบวนการเรยี นรู เพราะผลที่ไดจากการประเมินจะทาใหครู และผู้เกี่ยวของทราบถึงการพฒั นา

หรือความกาวหนาในการเรยี นรูของนักเรยี น เพ่ือเปนแนวทางในการจดั กิจกรรม หรือสภาพแวดลอมใหสอดคล
องกับความสามารถ ความตองการ และความสนใจของนักเรียนในการจัดกจิ กรรม วธิ ีการประเมนิ มีการ
ประเมนิ ตามสภาพจรงิ คือ การประเมินโครงงาน ชนิ้ งาน หรอื การนาเสนอผลงานในรูปแบบตางๆ ซึง่ เปนการ
ประเมินจากกจิ กรรมดวยวิธีที่หลากหลาย ไดแก พฤติกรรมทีแ่ สดงออกท้ังดานการพูด การฟง การอาน การ
อภปิ ราย

ในขน้ั ตอนน้ีครูท่ีปรึกษามีบทบาทสาคัญในการจดั เตรยี มเครื่องมือ แบบบันทึกผลการเรยี นรู
แบบบนั ทึกพฤติกรรมการเรยี นรูตลอดจนการประมวลผลการเรยี นรูของนักเรียน สรปุ ผลการประเมิน แจงผล
การประเมินใหนักเรียนทราบ ใหแรงจูงใจ ใหคาแนะนาขอบกพรองของนักเรียนในสวนท่ตี องเพ่ิมเติมเพื่อ
เปนแนวทางในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมครงั้ ตอไป

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรือ่ ง หลากหลายเมนูไขไ่ ก่
ตามหลกั ทฤษฏี CONSTRUCTIONISM

จดุ ประสงคการเรยี นรู
เมอื่ นักเรียนไดเรียนรูเร่ือง หลากหลายเมนไู ข่ไก่

1.ดานความรู
1.1 นกั เรยี นสามารถบอกประโยชน์ของไข่ไก่ได้
1.2 นกั เรียนอธิบายการทาเมนไู ขไ่ กต่ ามท่ีนกั เรยี นสนใจได้
2.1 นักเรียนสามารถนาเสนอและปรงุ อาหารจากไข่ไก่ได้

3. ดานเจตคติ
3.1 นักเรียนได้เรียนรเู้ มนูจากไขไ่ ก่ที่หลากหลาย

การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1. ขัน้ สรางความสนใจ

นักเรยี นเรยี นรู้เรื่องไข่ไก่ โดยครจู ดั กิจกรรมการเรียนรูใหกับนกั เรยี นดงั น้ี
- ครสู นทนานาเขาสูบทเรียนในหนวยการเรียนรูเรอื่ ง ประโยชนไ์ ขไ่ ก่
- นักเรียนดูสอ่ื การสอนผา่ นทาง YouTube ทคี่ รูเปดิ ใหด้ ู
- นกั เรียนและครูรวมกนั สรปุ เนื้อหาจากการชมสอื่ และให้นักเรียนแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับไข่ไก่

โดยแบง่ เปน็ กลมุ่ ตามเมนูทีน่ ักเรยี นใหค้ วามสนใจ
ขน้ั ตอนการสรางความสนใจใหนกั เรยี นเกิดความอยากรู สนใจ เกิดขอสงสัย และตองการหา

คาตอบในประเด็นท่ีสงสยั จากการดสู ่อื ครูทป่ี รึกษาทาหนาที่คอยแนะนา ชี้แนะ กระตุนใหนักเรยี น
เกดิ ความอยากรู ใหคาปรึกษา ใหความสะดวกแกนักเรยี น พรอมทั้งเชอ่ื มโยงเขาสูประเด็นทน่ี กั เรยี นสนใจ
ครูเตรียมใบงานใบความรู ส่ือการเรียนการสอน เพ่ือสงเสริมใหนกั เรียนเกิดความอยากรู

2. ขัน้ ใสใจเรยี นรู
- นักเรยี นแตละกลุมพบครูประจาวชิ าเพ่ือรวมกนั วางแผนศึกษาเพมิ่ เติมจากแหลงเรียนรูตางๆ ใน
สอ่ื คอมพวิ เตอร์
- นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาหาความรเู้ พ่ิมเตมิ ผา่ นคอมพวิ เตอรโ์ ดยศกึ ษาเกย่ี วกบั เมนูจากไข่ไก่ท่สี นใจ
- นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มเขียนผังมโนทศั น โดยระบุเนื้อหาทีน่ ักเรยี นตองการจะเรียนรูในแตละเรอื่ ง และ
นาเสนอผงั มโนทัศนในกลมุ เพ่ือใหเพื่อนในกลุมรวมกนั อภิปรายและแสดงความคดิ เหน็ เพิ่มเติม
ในขั้นตอนนี้ ครูท่ปี รึกษาจะคอยดูแลเนื้อหาและ ใหคาแนะนาการจดบันทึกในสงิ่ ที่อยากรู ใชคาถามเพื่อ
กระตุ้นใหนักเรียนอยากคนพบหาคาตอบดวยตนเอง เปนข้ันตอนท่ีทาใหนักเรยี นสามารถหาคาตอบ และเกิด
แนวคดิ ในสิ่งทีส่ งสยั เกี่ยวกบั เรอ่ื งที่ตองการศกึ ษา ทาใหนกั เรยี นคิดวิธีการแกปญหา
3. ขั้นสูการปฏิบตั ิ
- นักเรยี นแตละกลุมแยกกันไปศึกษาตามความความสนใจ เรื่องเมนูจากไขไ่ ก่
ครูทปี่ รึกษามีหนาที่แนะนาใหนกั เรยี นฝกการสังเกต และจดบันทกึ ขอมูลที่นักเรียนสนใจหรือเกดิ ขอสงสัย
นกั เรียนซักถามและบนั ทึกลงในสมดุ บนั ทกึ การเรียนรูของแตละคนและ ซกั ถามครูทีป่ รกึ ษา เพ่ือใหเกิดความ
ชดั เจนในสิ่งทอี่ ยากเรยี นรูในข้ันตอนนี้ ครทู ่ีปรึกษาจะกระตุนใหนกั เรยี นไดศกึ ษาคนควาเพ่อื ใหนักเรยี นเกิด
องคความรูไดดวยตนเอง นอกจากนี้ครูที่ปรกึ ษาแนะนาใหนักเรียนไดคนควาสง่ิ ที่สนใจเพม่ิ เติมจากการศึกษา
แหลงเรยี นรูอนื่ และทาแบบฝกกจิ กรรม เพ่ือใหเกิดองคความรูท่เี ขาใจไดดวยตนเอง
4. ข้ันจัดองคความรู
ในข้นั ตอนน้ี ครูท่ปี รกึ ษามบี ทบาทในการใชคาถามทบทวนเรือ่ งทน่ี ักเรียนไดเรียนรู หรือเปด
โอกาสใหนกั เรียนรวมกนั อภิปรายใหไดขอสรุปรวมกันเกี่ยวกบั เนื้อหาสาระท่ีไดศึกษาเรียนรู ตรวจสอบ
ความพรอมของนักเรยี นในการเตรยี มเน้ือหาสาระ ตรวจสอบเนอื้ หาตรงตามวตั ถุในการศึกษาหรือไม เติม
เต็มเนื้อหาในครอบคลมุ มาตรฐานการเรยี นรูหรือวิธปี รับปรุงผลงานเพ่ือนาไปพฒั นาผลงานตอไป

5. ขน้ั ควบคูแลกเปล่ยี น
- นกั เรียนเตรยี มผลงานของตนเองพรอมทีจ่ ะนาเสนอใหแกเพื่อนในหองเรียน
( Show and Share) เพ่ือฝกการถายทอดความรูที่ไดศึกษาใหผูอนื่ เขาใจ กลาแสดงออกและมีความ
ภาคภมู ิใจในผลงานของตนเอง ซกั ถามแลกเปลี่ยนเรียนรูกับเพื่อนในข้ันตอนน้ีครทู ี่ปรกึ ษามบี ทบาทในการบอก
วตั ถปุ ระสงคและวธิ ีการนาเสนอใหแกนกั เรยี นเตรียมสือ่ อุปกรณดานเทคโนโลยี เชน เครื่องมือในการ
ออกอากาศ อุปกรณ สถานท่ี อานวยความสะดวก ในการนาเสนอผลงานของนักเรยี น ใหความสาคญั กบั ผู
นาเสนอผลงานชวยควบคมุ ดูแลใหแรงจงู ใจ ชมเชยเมื่อนกั เรยี นนาเสนอผลงานไดดี
6. ข้นั หมัน่ เพยี รประเมินผล
- นกั เรยี นแตละกลุมนาผลงานและแสดงวธิ กี ารทาเมนจู ากไขไ่ ก่ตวั เองใหครทู ่ีปรึกษาตรวจสอบผลงาน
การประเมนิ เปนส่ิงทจ่ี าเปนในการจัดกระบวนการเรียนรู เพราะผลที่ไดจากการประเมินจะทาใหครู และผู้
เกยี่ วของทราบถึงการพัฒนาหรือความกาวหนาในการเรียนรูของนักเรียน เพ่ือเปนแนวทางในการจัดกิจกรรม
หรือสภาพแวดลอมใหสอดคลองกับความสามารถ ความตองการ และความสนใจของนักเรยี นในการจัด
กิจกรรม วธิ กี ารประเมิน มีการประเมินตามสภาพจริง คือ การประเมนิ โครงงาน ชิ้นงาน หรือการนาเสนอ
ผลงานในรูปแบบตางๆ ซ่ึงเปนการประเมินจากกจิ กรรมดวยวธิ ที ีห่ ลากหลาย ไดแก พฤติกรรมทีแ่ สดงออกท้ังด
านการพูด การฟง การอาน การอภิปราย
ในขั้นตอนนี้ครูที่ปรึกษามีบทบาทสาคญั ในการจัดเตรยี มเครอื่ งมือ แบบบันทึกผลการเรียนรู
แบบบันทึกพฤติกรรมการเรียนรูตลอดจนการประมวลผลการเรียนรูของนักเรียน สรปุ ผลการประเมิน แจงผล
การประเมินใหนักเรยี นทราบ ใหแรงจงู ใจ ใหคาแนะนาขอบกพรองของนักเรียนในสวนทีต่ องเพ่ิมเติมเพื่อ
เปนแนวทางในการปฏบิ ัติกิจกรรมครง้ั ตอไป

ใบงาน เมนไู ข่ไก่
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นวาดภาพเมนจู ากไข่ไก่ พรอ้ มท้งั บอกส่วนผสม และวธิ กี ารทา ตกแต่งใหส้ วยงาม

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
........................................................................................................................... ...................................................


Click to View FlipBook Version