The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือวัดผาเด็ง 23 01 65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tanapattar19, 2022-01-23 02:49:41

หนังสือวัดผาเด็ง 23 01 65

หนังสือวัดผาเด็ง 23 01 65

วดั ธรรมิการาม

ผาเด็ง

ธรรมกิ เจดียศ์ รมี ิตรมงคล
กมุ ภาพนั ธ์ 2565



ธรรมิกเจดีย์ศรมี ิตรมงคล

วดั ธรรมิการาม (ผาเด็ง)
ต�ำบลป่าแป๋ อ�ำเภอแมแ่ ตง จงั หวดั เชยี งใหม่



ค�ำอนุโมทนา

วัดธรรมิการาม (ผาเด็ง) ตำ�บลป่าแป๋ อำ�เภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยโบราณเป็นสถานที่ภาวนาอบรมกรรมฐาน
ของพระฝ่ายอรัญญวาสี ต่อมาในสมัยพระคณาจารย์ฝ่ายพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโตมาอยู่พำ�นัก เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
หลวงปู่สาม อกิญจโน หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร เป็นต้น จนถึงในสมัยพระอาจารย์เดช เตชวณฺโณ
ได้เดินทางจาริกจากจังหวัดเลยมาอยู่ประพฤติปฏิบัติที่สำ�นักแห่งนี้เป็นเวลานานกว่า ๓๐ ปีเริ่มต้นด้วยการบูรณปฏิสังขรณ์
เสนาสนะ มีพระธาตุเจดีย์ พระอุโบสถ ศาลา กุฏิ รวมถึงขอออกโฉนดที่ดินจนสามารถยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่สมบูรณ์ อีกทั้งได้รับ
พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเขตวิสุงคามสีมาจนถึงกาลเวลาผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต นอกจากนั้นวัดธรรมิการามแห่งนี้
ยังเป็นสถานที่อันสัปปายะเหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติกรรมฐานภาวนาที่สงบสงัดแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของ พระอาจารย์เดช เตชวณฺโณ รวมถึงพระภิกษุสามเณรและศรัทธาสาธุชนผู้มีส่วนร่วม
ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดธรรมิการามแห่งนี้ ให้เป็นพุทธสถานสำ�คัญของพระพุทธศาสนาสืบไป ขอผลานิสงส์แห่งบุญกิริยานี้
จงเป็นผลให้พวกเราทุกรูปทุกนามจงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาตลอดจิรัฐติกาลเทอญ

พระราชวิสุทธิญาณ
เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำ�พูน-แม่ฮ่องสอน (ธ)
๕ มกราคม ๒๕๖๕

สััมโมทนียี กถา

วัดั ธรรมิกิ าราม (ผาเด็ง็ ) เป็น็ วัดั ร้า้ งมากว่า่ ๗๐๐ ปีี ผ่า่ นการบูรู ณะมาหลายครั้ง� หลายสมัยั เป็น็ สถานที่่�สัปั ปายะ มีตี ้น้ ไม้ ้
หนาแน่น่ เงียี บสงบเหมาะแก่ก่ ารเพียี รภาวนา อีกี ทั้้�งยังั เคยมีคี รูบู าอาจารย์อ์ อกธุดุ งค์์มาปฏิิบัั ติภิ าวนาในสถานที่่�แห่ง่ นี้�หลายรูปู
เช่น่ หลวงปู่�ชอบ ฐานสโม หลวงปู่่�บุญุ ฤทธิ์์� ปัณั ฑิิโต หลวงปู่่�บุญุ จันั ทร์์ จันั ทวโร หลวงปู่่�ลีี ธัมั มธโร หลวงปู่�สาม อกิญิ จโน ฯลฯ

พอมาถึงึ ช่ว่ งของอาตมาได้ร้ ่ว่ มมือื กัับลูกู ศิิษย์ท์ ำำ�การบูรู ณะโบสถ์ท์ี่�ทรุดุ โทรมพร้อ้ มทั้�งสร้า้ งพระเจดียี ์ข์ึ้�นมาใหม่ร่ วมถึงึ
ปรับั ปรุงุ เสนาสนะ กุฏุ ิิ ถนน โรงฉันั น้ำำ�� โรงครัวั ที่่�พักั ของญาติิโยม ห้อ้ งสุขุ า โดยได้ร้ ับั การบริจิ าคทุนุ ทรัพั ย์จ์ ากคณะ ศิษิ ยานุศุ ิษิ ย์์
ผู้้�มีจี ิติ ศรัทั ธาที่่�ต่า่ งร่ว่ มแรงร่ว่ มใจดำำ�เนินิ งานบูรู ณะก่อ่ สร้า้ งจนเกิดิ ผลสำำ�เร็จ็ ยกเป็น็ วัดั โดยสมบูรู ณ์์
อาตมาภาพในฐานะเจ้า้ อาวาสวััดธรรมิิการาม (ผาเด็ง็ ) ขออนุโุ มทนาสาธุุการในแรงศรััทธาความสามััคคีี
และความเสีียสละทุ่่�มเทแรงกายแรงใจของญาติิโยมทุกุ ท่า่ นโดยไม่เ่ ห็็นแก่ค่ วามเหน็ด็ เหนื่่�อยเพื่่�อให้ง้ านก่อ่ สร้า้ งเสนาสนะ
เสร็จ็ สมบูรู ณ์์ อีีกทั้้�ง ยังช่่วยกัันรวบรวมและเรีียบเรีียงประวััติิความเป็น็ มาของวััดเพื่่�อเป็น็ มรดกพุทุ ธศาสนาฝากไว้้ ให้ค้ น
รุ่�นหลังั สืืบไป

ขอผลานิิสงส์แ์ ห่ง่ กุศุ ลความดีีและความสามัคั คีี ความเสียี สละทุนุ ทรััพย์์ แรงกายแรงใจในการช่ว่ ยเหลือื งานของวัดั
ทุกุ ๆด้า้ นจงเป็น็ เกราะกำำ�บังั ป้อ้ งกัันภัยั อัันตราย ทั้้�งภายนอกและภายในให้แ้ ก่พ่ วกท่า่ นทั้้�งหลาย ขอให้เ้ จริญิ ในธรรมยิ่�งๆขึ้�นไป
ตราบเท่า่ เข้า้ สู่�พระนิิพพานเทอญ

พระอาจารย์เ์ ดช เตชะวัณั โณ
กุมุ ภาพันั ธ์์ ๒๕๖๕

คำำ�นำำ�

“ธรรมิกิ เจดียี ์ศ์ รีีมิติ รมงคล” คือื ชื่�อพระเจดียี ์ต์ั้ง� อยู่่� ณ วัดั ธรรมิกิ าราม (ผาเด็ง็ ) ที่่�ปรากฏหลักั ฐานร่อ่ งรอยความเป็น็ วัดั
ที่่�ถูกู ทิ้ง� ร้า้ งผ่า่ นกาลเวลา มีเี รื่�องราวความเพียี ร ความแน่ว่ แน่ข่ องเหล่า่ อริยิ บุคุ คลที่�อาศัยั ความสงัดั สัปั ปายะ มาบำำ�เพ็ญ็ ภาวนา
คณะทำำ�งานวัดั ธรรมิกิ าราม (ผาเด็ง็ ) ได้ร้ วบรวมความเป็น็ มาของสถานที่�นี้�ตามคำำ�บอกเล่า่ ของผู้้�มีบี ทบาทเกี่�ยวข้อ้ งกับั วัดั
โดยเฉพาะอย่า่ งยิ่�ง พระครูปู ภัศั รสิริ ิคิ ุณุ (สว่า่ ง สิลิ ภัทั โท) วัดั ป่า่ ภูหู ันั บ้า้ นทุ่�งห้ว้ ยทราย ตำำ�บลโนนสว่า่ ง อำำ�เภอหนองวัวั ซอ
จังั หวัดั อุดุ รธานีี ผู้้�เคยมาพักั ภาวนาตั้ง� แต่เ่ ป็น็ วัดั ร้า้ ง ประกอบกับั คำำ�สัมั ภาษณ์ข์ องพระราชวิสิ ุทุ ธิคิ ุณุ เจ้า้ คณะจังั หวัดั เชียี งใหม่(่ ธ)
และพระอาจารย์เ์ ดช เตชะวัณั โณ เจ้า้ อาวาสวัดั ธรรมิิการาม องค์ป์ ัจั จุบุ ัันที่่�ได้เ้ มตตาถ่า่ ยทอดเรื่�องราวร่่วมกัับฆราวาส
ผู้�อาศัยั ใบบุญุ ร่ว่ มหนุนุ เนื่่�องในธรรมและขัับเคลื่�อนประสานจนวัดั ธรรมิกิ าราม ( ผาเด็ง็ ) ไ ด้ร้ ัับการรัับรองสถานะเป็น็ วัดั ที่่�มีี
พระสงฆ์จ์ ำำ�พรรษา
การบัันทึกึ ข้อ้ มูลู และเรีียบเรีียงนำำ�เสนอตามที่่�ปรากฏในหนังั สืือนี้้�เป็น็ ไปเพื่�อให้อ้ นุชุ นรุ่�นหลังั ตลอดจนผู้ส� นใจร่ว่ มสมัยั
ได้้ทราบความเป็็นมาของสถานที่่�อัันเปี่่ย� มความหมายต่่อการบำำ�เพ็็ญของครูบู าอาจารย์์ และได้้แรงใจในการ
ดำำ�เนิินรอยตามอย่า่ งแน่ว่ แน่่ในธรรม มุ่่�งสู่�ความเป็น็ อิสิ ระแห่ง่ จิติ อันั เป็น็ วิิมุตุ ติิ
ตลอดการจััดการเนื้้�อหาในบัันทึึกประวััติิวััดธรรมิิการาม (ผาเด็ง็ ) นี้้� ทางคณะทำำ�งานได้พ้ ยายามตรวจสอบ
ความถููกต้อ้ งของข้อ้ มููลอย่่างเต็็มกำำ�ลังั ห ากมีีข้อ้ ผิิดพลาดคลาดเคลื่่�อนประการใดขอสิ่่�งศัักดิ์์�สิิทธิ์�และครูบู าอาจารย์์
ได้้โปรดงดโทษแก่ล่ ูกู หลานผู้้�มีศี รััทธาเต็ม็ เปี่่ย� มในการทำำ�งานครั้ง� นี้้� กรณีีท่า่ นมีีข้อ้ มูลู เพิ่่�มเติิม โปรดแจ้ง้ มายังั วัดั ธรรมิกิ าราม
(ผาเด็ง็ ) ได้ท้ ุกุ เมื่�อเพื่่�อแก้้ไขข้อ้ บกพร่อ่ งให้ส้ มบูรู ณ์ต์ ่อ่ ไป

คณะทำำ�งาน
กุุมภาพัันธ์์ ๒๕๖๕













คำ�วา่ “เดง็ ” เปน็ ภาษาเหนอื หมายถงึ กระด่งิ หรือเคร่อื งให้เสียง
ใช้แขวนบรเิ วณคอของสัตวพ์ าหนะ “ผาเดง็ ” เป็นชอื่ เรยี กบรเิ วณ
หน้าผาแห่งหนึ่งกลางภูเขาสูงที่นักเดินทางมักใช้เป็นที่พักท้ังคน
ม้า และววั ดว้ ยลักษณะของหน้าผาทีม่ คี วามชนั และมีชะง่อนหนิ
พอเหมาะแก่การใช้แขวนสิง่ ของ รวมถึง “เดง็ ” บริเวณนี้จึงไดร้ ับ
ชอ่ื เรยี กขานตามการใชป้ ระโยชน ์
ณ สถานที่แห่งนี้ มีรอ่ งรอยทางโบราณคดีดา้ นวตั ถุเปน็ เศษซาก
ของอิฐ พระพทุ ธรูปเน้อื ทองส�ำ ริด และร่องรอยของส่งิ ปลกู สรา้ ง
ทแ่ี สดงความเป็นวดั รา้ งอายุเกา่ แกก่ ว่า ๗๐๐ ป ี ผา่ นกาลเวลา
และเร่ืองราวของครูบาอาจารย์ท่ีปลีกวิเวกมาสร้างความเพียร
เป็นแบบอย่างให้เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ดำ�เนินรอยตามเพ่ือพบแสง
แห่งธรรม





วดั ธรรมกิ าราม (ผาเด็ง) ท่ี มี ค ว า ม เชื่ อ ม โ ย ง กั บ ส ถ า น ที่ ร ว ม ถึ ง ค ว า ม ท ร ง จำ �
ของผู้เก่ียวข้องหรือผู้ใกล้ชิดของท่านโดยเริ่มมีข้อมูล
ฐานะและท่ตี ั้ง นบั ตงั้ แต ่ พ.ศ.๒๔๙๑ เปน็ ตน้ มาโดย มหี ลวงปชู่ อบ ฐานสโม
วั ด ธ ร ร มิ ก า ร า ม ( ผ า เ ด็ ง ) ต้ั ง อ ยู่ ใ น ตำ � บ ล ป่ า แ ป๋ มาจ�ำ พรรษาในป ี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปบู่ ญุ ฤทธ ิ์ ปณั ฑโิ ต
อ�ำ เภอแม่แตง จงั หวดั เชียงใหม่ ลักษณะภูมิประเทศ ไดม้ าอปุ ัฏฐากหลวงปู่ชอบ พรอ้ มท้ังปฏบิ ัตภิ าวนา
เปน็ ภเู ขา ขน้ึ ทะเบยี นเปน็ ทด่ี นิ ศาสนสมบตั ิ เมอ่ื วนั ที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่สาม อากญิ จโน วัดป่าไตรวิเวก
มถิ นุ ายน พ.ศ.๒๕๕๐ และไดร้ บั การประกาศเปน็ วดั ทมี่ ี จังหวัดสรุ ินทร์ ไดจ้ ำ�พรรษาที่ผาเด็งแห่งน้ีและได้ด�ำ ริ
พระภกิ ษจุ �ำ พรรษา ในวนั ท่ี ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ กับศิษย์ของทา่ นคอื พระอาจารยแ์ สง จิรวฒั ฑโก
ปฐมเหตุ วดั ปา่ กกโพธว์ิ งั ก�่ำ อ�ำ เภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย ขอใหส้ รา้ ง
บริเวณที่ตั้งของวดั ธรรมิการาม (ผาเดง็ ) เปน็ สถานที่ วัดข้ึนมาแทนที่วัดรา้ งให้ส�ำ เร็จ
หา่ งไกลจากตวั เมือง เดินทางเข้าถึงไดอ้ ย่างลำ�บากโดย จวบจนปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระอาจารย์แสง จริ วัฒฑโก
เฉพาะยคุ ทไ่ี มม่ พี าหนะ บรรยากาศอนั สงบของผาเดง็ ท�ำ รว่ มกบั พระอาจารยม์ ี (ลาสิกขาในเวลาต่อมา) ท�ำ การ
ให้ครูบาอาจารย์หลายรูปเลือกใช้เป็นท่ีเจริญภาวนา บูรณะและสร้างเสนาสนะโดยมีชาวบ้านและพระภิกษุ
ณ สถานทนี่ ป้ี รากฏรอ่ งรอยบง่ ชก้ี ารเปน็ พทุ ธศาสนสถาน จากวัดป่าโคกมน อำ�เภอวงั สะพุง จงั หวัดเลย มารว่ ม
ท่ีนักโบราณคดไี ด้เขา้ มาตรวจสอบซากอิฐ ณ สถานท่ตี งั้ ลงแรงในการนด้ี ้วย
และโบราณสถานบริเวณใกล้เคียงทำ�ให้ประมาณอายุ เมื่อเข้าสู่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พระครูปภัศรสิริคุณ
ของวัสดุได้รุ่นราวคราวเดียวกับการสร้างเมืองเชียงใหม่ (พระอาจารย์สว่าง สิลภัทโท) วัดป่าภูหัน จังหวัด
และมเี สนาสนะทส่ี รา้ งขน้ึ ทง้ั แบบชวั่ คราวและถาวรดว้ ย อุดรธานี พร้อมคณะได้เดินธุดงค์ผ่านมา ท่านเห็นว่า
ศรัทธาของชาวบ้านตามช่วงเวลาที่มีพระมาจำ�พรรษา สถานที่มีความสัปปายะจึงได้นำ�คณะพักภาวนา
หรอื มาปฏิบตั กิ ิจภาวนา ย้อนตามบนั ทึกประวตั ริ ่วมกับ
ขอ้ มลู การธุดงค์ของครบู าอาจารย์



จากนั้นจึงได้นำ�คณะทั้งพระ เณร และชาวบ้านบางส่วน
ช่วยกันแผ้วถางปรับปรุงพื้นที่ บูรณะสร้างศาลาไม้
ขึ้นมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันเสร็จ ท่านและคณะ
จำ�ต้อง ออกธุดงค์ไปเสียก่อน และกลับมาอีกครั้งในปี
พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยในครั้งนี้ได้ไปกราบขอขมาคารวะ
พระพุทธพจนวราภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ กุสโล)
ตามธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องสงฆ์และไดน้ �ำ เรือ่ งการบรู ณะ
วัดร้างผาเด็งมาเล่าพร้อมปรึกษาเรื่องการตั้งชื่อวัด
ท่านจึงเมตตาตั้งชื่อใหม่ให้ว่า“สำ�นักสงฆ์ธรรมิการาม
(ผาเด็ง)”
ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พระอาจารย์เดช เตชะวัณโณ
มาจ�ำ พรรษาทีผ่ าเดง็ ซ ึง่ ขณะนัน้ มสี ถานะเปน็ ส�ำ นกั สงฆ์
ได้อาศัยความสัปปายะแห่งสถานที่เพื่อการภาวนาโดย
จำ�พรรษาต่อเนื่องมานับแต่นั้น และในปี พ.ศ.๒๕๕๗
ญาติโยมได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอออก
โฉนดและขอพระราชทานขันธสีมายกสถานะสำ�นัก
สงฆ์ผาเด็งขึ้นเป็นวัดและดำ�เนินการได้สำ�เร็จใน
ปี พ.ศ.๒๕๖๒ มีการจัดสร้างเสนาสนะตลอดจน
ธรรมิกเจดีย์ศรีมิตรมงคล โดยพระอาจาย์เดช
เตชะวัณโณ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก









ย้อนกลับไปในอดีต ตามคำ�บอกเล่าของพระอาจารย์เดช
เตชะวัณโณ วัดน้ีมีร่องรอยหลักฐานความเป็นวัดมา
ตัง้ แต่ ๗๐๐ ปกี อ่ น เหตทุ ่เี ปน็ วดั ร้าง เน่ืองจาก ต้ังอยบู่ น
ภมู ปิ ระเทศทเี่ ปน็ ภเู ขาสงู ทา่ มกลางปา่ รกทบึ ไรท้ างสญั จร
มีบรรยากาศสงัดวังเวง แต่ขณะเดียวกันความเงียบสงบ
กลับหนุนเสริมให้ผาเด็งเป็นที่เหมาะสมแก่การเจริญ
ภาวนาอย่างยิ่ง อีกทั้งสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดท้ังปี
ครูบาอาจารย์หลายท่านจึงเลือกผาเด็งเป็นที่กระทำ�
ความเพยี รและฝากรอยธรรมจารกึ ไว้ ณ ดนิ แดนแหง่ นี้

๑๐

“ข้นึ ช่อื วา่ บาปกรรม
ไมค่ วรดหู ม่นิ วา่ เล็กน้อย
เปรยี บเหมอื นภาชนะ
ท่ีเขาเปิ ดท้ิงไวก้ ลางแจง้
เม่อื ฝนตก น�้ำ ฝนหยดเดียว
ไมท่ ำ�ใหภ้ าชนะเต็มก็จรงิ อยู่
แต่เม่อื ฝนตกบอ่ ย ๆ
ภาชนะน้ันยอ่ มเต็มแน่ ๆ ฉันใด
ผู้ทำ�บาปอยูแ่ ม้ทีละน้อย ๆ
ยอ่ มทำ�กองบาปใหใ้ หญ่โตข้นึ
ตามลำ�ดับได้ฉันนั้น”

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วดั ป่าสมั มานสุ รณ์ จงั หวัดเลย

๑๑

หลวงป่ ูชอบ ฐานสโม ดว้ ยจติ เมตตาของทา่ นจงึ รบั นมิ นตเ์ ดนิ ทางไปโปรดพช่ี าย
เพอ่ื ใหม้ อี ปุ นสิ ยั ในทางธรรม โ ดยจ�ำ พรรษาอยทู่ บี่ า้ นผาแดน่
วดั ป่ าสัมมานุสรณ์ จงั หวดั เลย เป็นเวลา ๒ พรรษา (พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๓) และต่อมา
นายเสาได้ปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ กับหลวงปู่ชอบและได้
ผาเด็งมีความเก่ยี วข้องกับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หน่งึ ใน ช่วยหลวงปคู่ �ำ ผองสอนธรรมะจวบจนสิน้ ชพี
ศิษย์เอกของ หลวงปู่ม่ัน ภูริทัตโต โดยในปี พ.ศ. ๒๔๙๑
ทา่ นไดธ้ ดุ งคจ์ ารกิ แสวงธรรมในป่าดงดิบแต่เพียงลำ�พัง
อย่างไมห่ วนั่ เกรงภยั อนั ตราย

วั น ห น่ึ ง ข ณ ะ จำ � พ ร ร ษ า อ ยู่ ท่ี เ ส น า ส น ะ บ้ า น
สนั ปา่ ตงึ ต�ำ บลสนั ปา่ ยาง อ�ำ เภอแมแ่ ตง จงั หวดั เชยี งใหม ่
หลวงปู่ชอบได้พบกับอุบาสกท่านหนึ่งท่ีมาทำ�บุญกับ
หลวงปู่ธรรมธิ วัดสันป่าตึง และรู้สึกถูกอัธยาศัยใจคอ
เป็นอย่างยิ่ง ท่านระลึกชาติได้ว่า อุบาสกช่ือ "เสา"
ท่านนี้ เป็นพี่ชายของท่านในอดีตชาติสมัยที่เกิดเป็นชาว
ก ะ เ ห รี่ ย ง อ ยู่ ป ร ะ เ ท ศ พ ม่ า น า ย เ ส า นิ ม น ต์ ท่ า น
ไปโปรดชาวกะเหร่ียงที่บ้านกะเหร่ียงผาแด่น น่ีคงมิใช่
เรื่องบังเอิญที่หลวงปู่ชอบได้กลับมาพบผู้เคยเป็นญาติ
ในอดีตชาติ

(จากหนงั สอื หลวงปชู่ อบฐานสโม พระอรหนั ต ์ ผทู้ รงฤทธแิ์ หง่ ยคุ )

๑๒

ใกล้กับผาแด่นนี้ มีภูเขาอีกแห่งหนึ่งอยู่บนยอดดอย “ท่านรักเด็ก เมตตาสามเณร คนที่พิการไม่เต็มร้อย
ถัดไป เป็นสถานที่ที่มีความสงบ หลีกเร้นจากผู้คน หลวงป่จู ะเมตตามาก ๆ ทา่ นจะให้การอบรมสง่ั สอน”
มอี ากาศเย็นสบายตลอดปี มีวัดรา้ งเกา่ แกซ่ ่งึ เป็นสถานท่ี
ท่ีเหมาะกับการปลีกวิเวกภาวนา ก็คือ สำ�นักสงฆ์ผาเด็ง หลวงปู่ท่านเป็นคนพูดน้อย บางครั้งอยู่กับท่านเป็นวัน
นนั่ เอง หลวงปชู่ อบทา่ นเลา่ ว่า ท่านก็ไม่พูดด้วยสักคำ� แต่ถ้าเราปฏิบัติแล้วติดขัด
ในอดีตชาติ ท่านเคยเป็นทหารพม่าเดินทางมาตั้งทัพ ต้องการคำ�ปรึกษา ท่านจะช่วยชี้แนะว่าการภาวนา
ยังบริเวณท่ีเป็นผาเด็งในปัจจุบัน แม่ทัพออกคำ�ส่ังให้ มีอุปสรรคตรงไหน ควรแก้อย่างไร นิสัยของหลวงปู่คือ
ทหารปลน้ สะดมเอาเสบยี งจากชาวบา้ น ทา่ นขดั ขนื ค�ำ สง่ั ทา่ นจะไม่พดู กอ่ น ทา่ นมักจะสอน เสมอวา่
จงึ ถูกลงโทษใหอ้ ดอาหารจนตาย จากน้นั กองทหารพม่า
เคล่ือนทัพผ่านไปโดยนำ�พระพุทธรูปกับของมีค่าต่าง ๆ “อย่าพดู มาก ให้นง่ิ ๆ
ไปดว้ ย การพูดมากบางทมี ที ัง้ ดแี ละไมด่ ี

ให้มสี ตกิ ่อนค่อยพูด”

พระอาจารย์เดช เตชะวัณโณ ได้มีโอกาสดูแลอุปัฏฐาก คำ�พูดของหลวงปู่แต่ละคำ�ล้วนเต็มเป่ียมด้วยเมตตา
ใกล้ชิดหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เมื่อคร้ังเป็นสามเณร ทา่ นจะพดู ในสง่ิ ทเี่ ปน็ ประโยชน ์ แมข้ ณะวา่ กลา่ วตกั เตอื น
ได้เล่าถงึ หลวงปูช่ อบว่า ก็เป็นไปด้วยความหวังดี การเร่งภาวนาเป็นสิ่งที่ท่าน
ใหค้ วามสำ�คัญเปน็ อนั มาก

๑๓

“ถ้าวตั ถนุ ิยมมาก ศลี ธรรมมนั ก็น้อย
ถ้าจติ นิยมมาก วตั ถกุ ็น้อย”

หลวงปู่บญุ ฤทธิ์ ปัณฑโิ ต
ส�ำ นกั ปฏบิ ตั ิธรรมสวนทิพย์ จังหวดั นนทบรุ ี

๑๔

หลวงป่ ูบุญฤทธ์ิ ปั ณฑิโต ต้นไม้บางต้นใหญ่มากจนตัดไม่ได้ ต้องเอาไฟเผา
ภายในวัดมีศาลาเล็ก ๆ ทำ�ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์มา
สำ�นักปฏิบัติธรรมสวนทิพย์ จงั หวดั นนทบุรี ประกบไม้ไผ่ขัดแตะ มีครอบครัวโยมอุปัฏฐากอยู่ ๑
ครัวเรือน ชื่อ ปู่หมา พื้นเพเดิมเปน็ คนเมือง”
ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ศิษย์ของ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้มาจำ�พรรษาทสี่ ำ�นกั สงฆ์ผาแด่น (จากหนงั สอื เสยี งจากปากเกรด็
กบั หลวงปชู่ อบ ท า่ นไดเ้ ลา่ ถงึ การไปภาวนากบั หลวงปชู่ อบ พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๑ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ )
ทผ่ี าแดน่ วา่
ตั้งแต่หลวงปู่บุญฤทธ์ิขึ้นมานั่งภาวนาท่ีผาเด็งน้ีก็มีความ
“สถานทท่ี บ่ี �ำ เพญ็ ภาวนานนั้ เรยี กวา่ ผาแดน่ ใกล้ๆกนั นนั้ ก้าวหน้าในการภาวนามากเป็นพิเศษเดิมทีเคยอธิษฐาน
มีดอยอีกแห่งหนึ่งพวกยาง* เรียกว่า ผาเด็ง ถ้าเดินทาง อยปู่ ่าครงั้ แรก ๓ ป ี แลว้ เพม่ิ เป็น ๔ ปีก็ลงมาแล้วกก็ ลบั
จากผาแด่นไปผาเด็งน่ี ใช้เดินเท้าไปสามชั่วโมง ขนึ้ ไปผาแดน่ อกี ครง้ั ขน้ึ เขาภาวนาอยปู่ า่ อกี ๕ ป รี วมเปน็
ผาเด็งอยู่สูงกว่าผาแด่น ที่ผาเด็งมีความเย็นตลอดปี ๙ ป ใี นเมอ่ื ทนี่ เ่ี หมาะแกก่ ารบ�ำ เพญ็ ภาวนา จ งึ ขออนญุ าต
อยสู่ ดุ ทางเทอื กเขาพอดี มตี น้ ไมใ้ หญข่ น้ึ อยกู่ ลางวหิ ารเลย จากหลวงปชู่ อบ ทา่ นกบ็ อกว่า
วิหารเก่าใหญม่ าก”
“ดี ไปภาวนาเถดิ มันวิเวกดีมาก”



“ผาเด็งน้ีเป็นเขาอีกลูกหนึ่ง คนเมืองอยู่รอบเชิงเขา
วัดอยู่ในป่ายอดดอยสูง บนยอดเขาเป็นปา่ ใหญ่หนาทึบ
ไมม่ บี า้ นคนเลย ตอ้ งปนี ขน้ึ ไป ถา้ ยนื อยบู่ นหนา้ ผาจะเหน็
ยอดเขาสลบั ซบั ซอ้ นเหมอื นคล่นื ทะเล มีทางเดินแคบๆ
เลาะไปตามหน้าผา บริเวณน้ีเคยเป็นวัดโบราณ
และขดุ เจอซากวดั เก่า ทม่ี เี ศษทองเหลืองหลงเหลอื อยู่

*ชาวชาตพิ นั ธ์กุ ะเหรย่ี ง

๑๕

หลวงปยู่ งั ไดเ้ ลา่ ถงึ ประสบการณก์ ารนง่ั สมาธทิ ผ่ี าเดง็ นว้ี า่ “อาตมาได้ยินเสียงพญานาคร้องหลายคร้ัง ถ้าจะบอก
“อาตมาไปทำ�ความเพียรอยู่ท่ีผาเด็ง น่ังสมาธิดีมาก ว่าเสียงอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมันอยู่ในป่าดง
แลว้ กเ็ ดนิ จงกรมเดนิ จงกรมทน่ี ด่ี มี ากทเี ดยี วลมโชยออ่ นๆ เอาเสียงอะไรมาล่ะ ครั้งกระน้ันมีแต่ป่าห่างไกล
แดดไม่ร้อน ยามบ่าย ๆ หน่อย อากาศดีมาก ความเจรญิ ด้วย”
แสงแดดจะส่องตามทิวเขา ภูผาต่าง ๆ ท่ีสลับซับซ้อน ญาตโิ ยมถามวา่ ท่านไมค่ ดิ วา่ จะเป็นเสยี งรอ้ งของช้างปา่
จนเกิดเป็นสีสันที่สวยงามมาก เช่น สีม่วง สีน้ำ�เงิน หรือสตั วป์ า่ อยา่ งอนื่ บา้ งหรอื ? หลวงปบู่ ญุ ฤทธิ์ตอบว่า
สีแสด สีชมพู มองดูงามมากจริง ๆ แต่มีอยู่อย่างหน่ึง “เสยี งชา้ งเสยี งเสอื น้ัน มันรอ้ งกจ็ �ำ ได้ ไมใ่ ชส่ ตั ว์ป่าพวกนี้
ทอี่ ยากจะน�ำ มาเลา่ ใหโ้ ยมไดฟ้ งั กนั คอื ขณะภาวนาอยนู่ นั้ แน่ๆอกี อยา่ งเวลามนั รอ้ ง กไ็ ดย้ นิ อยเู่ สมอ จ�ำ ไดด้ ี อาตมา
บางวันไดย้ ินเสียงดงั เหมือนหวูดรถไฟ โยมเคยไดย้ ินไหม คิดว่าไม่ใช่สตั ว์พวกนห้ี รอก”
เสียงหวูดรถจักรไอนำ้�น่ะ ดังอยู่อย่างน่ันแหละ
อาตมาสงสัยจึงได้เข้ากราบเรียน ถามหลวงปู่ชอบ (จากหนงั สอื หลวงปชู่ อบ ฐานสโม โครงการหนงั สือบรู พาจารย์
ท่านบอกวา่ น่นั แหละเสยี งพญานาค” เล่ม ๙ เรยี บเรยี งโดย รศ.ดร. ปฐม - รศ. ภทั รา นคิ มานนท)์
ญาติโยมถามว่า เสียงนั้นดังมากไหม ทำ�ไมพญานาค
จึงเที่ยวไปอยู่ตามป่าดงพงไพรเชน่ นน้ั ? หลังออกพรรษา หลวงปู่ชอบได้ธุดงค์ไปที่อ่ืนส่วน
“พญานาคมีทุกแห่ง เพราะเป็นวิสัยพวกเทพระดับหนึ่ง หลวงปู่บุญฤทธ์ิได้ขออยู่ทำ�ความเพียร สร้างบารมี
นิมิตอยู่ท่ีไหนก็ได้ คนส่วนมากเข้าใจว่าพญานาค ท่ีดอยผาเด็งนีต้ ่อ ตามคำ�ท่หี ลวงปชู่ อบได้กลา่ วไวว้ า่
อยู่ในน้ำ�เท่านั้น ความจริงเขาก็คือพวกเทพเหมือนกัน “เอานพิ พานเสยี ทีน่ ี่ส”ิ
เสียงพญานาคที่ร้องน้ัน ดังมากจนอากาศส่วนน้ัน
สะเทอื นทเี ดียว”

๑๖

วันหนึ่ง หลวงปู่บุญฤทธิ์นิมิตเห็นพระผู้สง่างามมีรัศมี ช่ัวขณะน้ันเอง กายและใจของท่านก็มลายหายไป
อันเปล่งปล่ังองค์หนึ่งลักษณะคล้ายกันกับพระพุทธเจ้า ท่านจึงตั้งจิตให้มั่น เข้าสู่ความว่างเปล่าแล้วก็มีภาษา
ประทับบนบัวทิพย์อาสน์ นิพพานอยู่บนดอยผาเด็ง บาลีปรากฏขึ้นมาวา่
เม่ือท่านลงจากดอยผาเด็ง จึงไปกราบเย่ียมหลวงปู่ต้ือ
อจลธัมโม ที่วัดป่าแม่แตง (ต่อมาได้เปล่ียนช่ือวัดเป็น “นะโส เหตะวงั วิวาโห โลกตุ ระ สันตงั ”
วัดป่าอาจารย์ต้ือ) หลวงปู่บุญฤทธ์ิได้นำ�นิมิตเรื่องนี้ไป แปลว่า ไม่ต้องมีวาทะใดเก่ียวข้อง ดับหมด พ้นโลก
กราบเรียนให้หลวงปู่ต้ือทราบเพ่ือให้องค์ท่านพิจารณา สงบแลว้ ห ลวงปบู่ ญุ ฤทธไิ์ ดร้ แู้ จง้ แหง่ ธรรม ห ลดุ พน้ จากโลก
หลวงปตู่ ้ือบอกหลวงปู่บุญฤทธ์วิ า่ ณ ผาเดง็ แหง่ น้ี

“ท่ีท่านบุญฤทธิ์เห็นในนิมิตน้ันคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า
ท่านมานิพพานอยู่บนดอยแห่งน้ี เรื่องนี้เรากับท่านอาจารย์
ชอบก็ทราบกนั มาก่อนแลว้ ”

หลวงปู่บุญฤทธ์ิหม่ันทำ�ความเพียรอยู่ท่ีผาเด็ง จนกระทั่ง
วนั หนงึ่ ขณะเดนิ จงกรม ก ม็ เี สยี งดงั กปั นาทมาจากทอ้ งฟา้ วา่
“ธรรม เปน็ ธรรม”

ตำ�แหน่งทหี่ ลวงปูบ่ ญุ ฤทธ์ิ ปัณฑิโต บรรลธุ รรม
คือ บริเวณโรงฉนั นำ้�ร้อนในปัจจุบนั

(จากหนงั สืองานพระราชทานเพลงิ สรรี สังขารพระคุณเจ้าหลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑโิ ต , ๒๕๖๒)

๑๗

“คนหลง ใจหลง ไมร่ ตู้ ัว
เวลาคนอ่นื ทำ�ชว่ั ทำ�ไม่ดี
ก็ไปติเตียนเขา นินทาเขา ไมช่ อบ ไม่พอใจ
แต่ตัวเองหลงอยู่ โลภอยู่ โกรธอยู่
ถือตัว ถือตนอยู่ ก็ไม่รตู้ ัว
ไม่ปรบั ปรงุ แก้ไขตัวเอง
จะเป็ นคนดีข้นึ ได้อย่างไร
มันก็ชว่ั ตลอดกาล”

หลวงปูบ่ ญุ จนั ทร์ จันทวโร
วัดถ้ำ�ผาผง้ึ จังหวัดเชียงใหม่

๑๘

หลวงป่ ูบุญจนั ทร์ จนั ทวโร โดยออกเดินทางผ่านบ้านสะลวงและค้างที่วัดสันป่าตึง
ห น่ึ ง คื น จ า ก น้ั น ก ร า บ ล า ห ล ว ง ปู่ ธ ร ร ม ธิ แ ล้ ว
วดั ถ้ำ�ผาผ้ึง จงั หวดั เชยี งใหม่ มุ่ ง ห น้ า ไ ป ท า ง บ้ า น เ อี ย ก ผ่ า น บ้ า น ย า ง ผ า แ ด่ น
จนมาถึงส�ำ นักสงฆผ์ าแด่น
เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่บุญจันทร์ จันทวโร วันหนึ่ง เมื่อทำ�ข้อวัตรปัดกวาดลานวัดเสร็จ ได้พากัน
ได้มาจำ�พรรษาท่ีผาเด็ง ท่านเป็นพระป่าวิปัสสนา สรงน้ำ�ให้หลวงปู่ชอบ จากน้ันมาน่ังท่ีศาลาฉันนำ้�ร้อน
ก ร ร ม ฐ า น ใ น ส า ย พ ร ะ อ า จ า ร ย์ ม่ั น ภู ริ ทั ต โ ต ท่านก็ให้โอกาสศึกษาธรรม หรือใครภาวนาปรากฏนิมิต
เปน็ ลกู ศษิ ยห์ ลวงปตู่ อ้ื อ จลธมั โม, ห ลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ, อย่างไรมาเล่าให้ท่านฟัง หลวงปู่จะแก้ไขช้ีแนะ
ทา่ นพอ่ ลี ธัมมธโร, หลวงปชู่ อบ ฐานสโม และหลวงปสู่ ิม อุบายให้ บางทีท่านถามเห็นอะไรบ้าง? คืนนี้มีใครมา?
พุทธาจาโร ทา่ นยังได้รับฉายา จากหลวงปู่ชอบว่าเปน็ เห็นไหม? แล้วท่านก็เล่าเร่ืองเทวดามานมัสการ
“พระอรหันต์ผู้ประเสริฐดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ” บางคืนมีเทวดามากันมาก บางคืนมากันน้อย
บางพวกมาฟงั ธรรม บางพวกมานมสั การแลว้ กไ็ ป
ในช่วงที่หลวงปู่บญุ จันทร์ จันทวโร พกั อยู่ทว่ี ัดสันติธรรม ห ล ว ง ปู่ บุ ญ จั น ท ร์ จำ � พ ร ร ษ า อ ยู่ ที่ วั ด ป่ า ย า ง ห น า ด
ได้พบพระสงฆ์รูปหน่ึงชื่อ พระสุจิต พูดคุยถูกนิสัยกัน (ปางยางหนาด) จนกระท่ังออกพรรษาแล้วได้ย้าย
จึงชวนกันไปกราบหลวงปู่ต้ือ อจลธัมโม ที่อำ�เภอแม่ริม ไปพักท่ีผาเด็ง ครั้งแรกมีโยมทำ�ที่พักอยู่ใต้ร่มไม้
เมื่อเดินทางไปถึงวัดป่าแม่ริม (วัดป่าดาราภิรมย์) เพราะกุฏิศาลายังไม่ได้สร้าง เนื่องจากญาติโยมอยากจะ
ได้กราบนมัสการหลวงปู่ตื้อ ท่านพูดคุยสอบถามว่า ดกู อ่ นว่าพระจะอยนู่ านไหม หรือจะไปทอี่ นื่
ม า จ า ก ไ ห น จึ ง ก ร า บ เรี ย น ใ ห้ ท่ า น ท ร า บ แ ล ะ
ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ขอจำ�พรรษากับท่านที่วัดป่า
แม่ริม (วัดป่าดาราภิรมย์) หลังจากท่ีจำ�พรรษากับ
หลวงปู่ต้ือแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ มีความประสงค์
ไปกราบนมัสการหลวงปชู่ อบ ทว่ี ัดบ้านยางผาแดน่

๑๙

สถานทน่ี น้ั เปน็ วดั รา้ ง มกี อ้ นดนิ กอ้ นอฐิ ทเี่ ขาสรา้ งโบสถพ์ งั อย ู่ อนั ตรายใด ๆ โยมชาวบา้ นจงึ พากนั ไปตดั ไมแ้ ดงใหญอ่ อก
แล้วกม็ ีผดี เุ สยี ดว้ ย คนจะไปตัดไม้ เอาฟืนไม้แห้งแถวนนั้ ปรบั พื้นท่จี นเสร็จ จากนน้ั สร้างศาลามุงหญ้า โดยใช้ฟาก
ผกี ต็ ามไปท�ำ ใหเ้ จบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย ญาตโิ ยมจงึ กลวั ไมก่ ลา้ ไปตดั ไม้ (ล�ำ ไมไ้ ผ่ผา่ ออกมา แล้วทุบใหแ้ บน) ปกู บั พ้ืนดนิ เมื่อสรา้ ง
“วนั หนง่ึ นงั่ ภาวนาหนั หนา้ ไปทางทศิ ตะวนั ตก ปรากฏวา่ เสรจ็ ชาวบา้ นถวายเปน็ วหิ ารทาน พรอ้ มบรขิ ารเสอ่ื หมอน
มีคนมาจับท่ีแขนซุก (ผลัก) ไปข้างหน้า เลยลืมตาขึ้น และเครอ่ื งใชจ้ �ำ เปน็ ตอ่ มาศาลาหลงั นนั้ ไดเ้ ปน็ ทนี่ ง่ั ภาวนา
ก็ไม่เห็นมีอะไร ผคู้ นกไ็ มม่ ี สตั วต์ ่างๆกไ็ ม่มี เสียงคนเดนิ ฟังเทศน ์ ท�ำ วัตรสวดมนต์ และทำ�ทานตา่ ง ๆ
กไ็ มไ่ ด้ยิน กเ็ ลยหลบั ตาน่งั ภาวนาต่อไป อยู่ ๆ ก็ปรากฏ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ได้ระลึกถึง
นิมิตเห็นหลวงพ่อองค์หน่ึงยืนอยู่ไกล ๆ ก็นึกในใจว่า พระคุณของมารดาจึงลาโยมบ้านผาเด็งกลับไปเย่ียม
หลวงพ่อนี้เอง ตายแล้วกไ็ ม่ไปเกิดในทางสคุ ติ ตายแลว้ โยมมารดา
ไปเกิดเป็นผอี ยทู่ ีว่ ัด คงติดสมบตั ิอะไรสักอยา่ งอยู่ทโ่ี บสถ์
นัน่ แหละ กเ็ ลยแผเ่ มตตาจติ อทุ ศิ สว่ นบญุ กศุ ลไปใหว้ า่
หลวงพ่อจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด แต่น้ันมาก็ไม่ปรากฏนิมิต
เหน็ หลวงพอ่ อีกเลย”

ตอ่ มาวดั มแี ผนจะสรา้ งศาลาในต�ำ แหนง่ ทต่ี ง้ั โบสถร์ า้ งนน้ั (จากหนังสอื อัตโนประวัตพิ ระอาจารย์บุญจนั ทร์ จนทฺ วโร,
ด้านข้างโบสถ์มีไม้แดงต้นใหญ่ รวมถึงตน้ ไมอ้ ่นื อกี หลาย พิมพ์ครงั้ แรก ๑ สิงหาคม ๒๕๓๘)
ชนดิ รกรา้ งอยบู่ รเิ วณนนั้ ไมม่ ใี ครกลา้ ไปตดั เหตจุ ากกลวั ผี
หลวงปู่บุญจันทร์ได้บอกให้โยมชาวบ้านไปตัดปรับ
พ้ืนที่เพ่ือสร้างศาลา แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าตัดไม้อยู่ดี
ท่านจึงบอกว่าให้ไปทำ�เถิด เพราะท่านได้แผ่เมตตาให้
หลวงพ่อรูปน้ันไปสูส่ คุ ติแล้ว เมื่อท่านรบั รองวา่ จะไมเ่ กดิ

๒๐

“ธรรมะเป็ นของจรงิ ต้องทำ�จรงิ
จงึ จะเหน็ ธรรมของจรงิ ”

หลวงปูส่ าม อกิญจโน
วดั ป่าไตรวเิ วก จงั หวัดสุรินทร์

๒๑

หลวงป่ ูสาม อกิญจโน ในค่ำ�ำ �วันั หนึ่�ง หลวงปู่�สามยังั ไม่เ่ ข้า้ นอน เห็น็ มีคี นมาจุดุ เทียี น
กราบๆไหว้้ๆ ก็น็ ึกึ เฉลียี วใจจึงึ ได้ถ้ ามว่า่ โยมพากันั มาทำ�ำ อะไร
วดั ป่ าไตรวเิ วก จงั หวดั สุรนิ ทร์ ท่่านถามถึึงสองครั้�ง เขาก็ไ็ ม่่พูดู อะไร ลุุกขึ้�นเดิินหนีีไป
หลังั จากนั้�นอีกี ประมาณ ๑๐ วััน ตรงกัับวัันที่่� ๑๒ เม.ย.
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่สาม อกิญจโน พระอรยิ สงฆ์ ๒๕๐๗ เวลาประมาณ ๒ ทุ่่�ม ขณะท่่านกำำ�ลัังนั่�ง
ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ ได้มาจำ�พรรษา สมาธิิต่่อเนื่�องเป็น็ เวลาหลายชั่�วโมง เมื่�อออกจากสมาธิกิ ็็
ท่ีวัดร้างผาเด็งเช่นกัน ชาวบ้านผาเด็งทำ�กุฏิให้ท่านอยู่ รู้้�สึึกว่่าร่่างกายมีีความแปลกประหลาดไปทั่ �วทุุกส่่วน
มีญาติโยมมาน่ังภาวนาทุกคืนเป็นจำ�นวนมากไม่เคยขาด มีีอาการตึึง ๆ ที่่�ใบหน้้า จึึงจุุดเทีียนขึ้�นมองดููข้้างหน้้า
ทา่ นพกั อยทู่ นี่ นั่ ประมาณ ๑ เ ดอื น ก ม็ พี ระมาปฏบิ ตั ธิ ดุ งค ์ เห็็นก้้อนหิินเท่่ากำำ�ปั้้�นตกอยู่�หนึ่�งก้้อน และข้้าง ๆ
ท่านใหม้ าพกั รวมกนั ในท่นี ัน้ มพี ระรปู หนง่ึ ทมี่ าจากเมือง ตััวอีีกสองก้้อน เมื่�อก้้มมองเห็็นเลืือดเปรอะเปื้้�อน
ลพบุรีไม่ยอมพักด้วย โดยให้เหตุผลว่าตรงนี้ เคยมี ตามตััวและจีีวร ก็็เกิิดความสงสััยนี่ �เลืือดอะไรหนอ
ปะขาวและแมช่ ีตายจงึ ขอแยกมาพกั ท่โี คนตน้ ไม้ ท่า่ นใช้ม้ ือื ลูบู ไปทั่�วตัวั ก็ไ็ ม่รู่้�สึกเจ็บ็ ตรงไหน แต่พ่ อลูบู ที่�ปาก
และใบหน้้าเห็็นมีีเลืือดติิดมาเต็็มมืือ ทีีนี้ �ความรู้้�สึึก
วันต่อมา มีพระแปลกหน้าอีกรูปหนึ่งเข้ามาในที่น้ัน เจ็บ็ ปวดค่อ่ ย ๆ แผ่ซ่ ่า่ นขึ้�นมา จึงึ รู้้�ตัวว่า่ ถูกู ทำ�ำ ร้า้ ยเข้า้ แล้ว้
พระท่ีมาจากลพบุรีจึงถามว่า ท่านอยู่ที่ไหนพระรูป คนร้า้ ยมีเี จตนาขว้า้ งก้อ้ นหินิ เข้า้ มายังั กุฏุ ิสิ ามก้อ้ น สองก้อ้ น
นั้นตอบว่า ผมอยแู่ ถวนีแ้ หละ อยหู่ า่ งไปราว ๒ กิโลเมตร กระทบเฉพาะมุ้�งและจีวี ร อีกี ก้อ้ นหนึ่�งกระทบปากอย่า่ งจังั
พระจากลพบุรีจึงถามต่อว่า ท่านจะมาปองร้ายหลวงพ่อ ถึงึ ขั้�นมีีบาดแผลแตกเลือื ดไหล ในขณะที่่�ท่า่ นกำ�ำ ลัังอยู่�ใน
ใชไ่ หม พ ระรปู นน้ั กต็ อบวา่ ใชค่ รบั พ ระจากลพบรุ จี งึ พดู วา่ สมาธิอิ ย่า่ งไม่รู่้�สึกตัวั พวกคนร้า้ ยคงคิดิ ว่า่ ท่า่ นมรณภาพแล้ว้
อยา่ มานึกปองร้ายอะไรทา่ นเลย เพราะท่านก็อย่ชู ว่ั คราว จึงึ ตีีฝากุุฏิใิ ห้ล้ ้ม้ ทับั เข้้ามาอีีก
และไมม่ ีความประสงค์จะเบียดเบยี นใครทั้งสน้ิ ห ลงั จาก
นั้นเพียงไมก่ ี่วันก็มีคนมาทำ�ร้ายหลวงปสู่ ามจริง ๆ


๒๒

เมื่�อสติทิ ่า่ นหยั่�งรู้�ว่ายังั มีชี ีวี ิติ จึงึ ลงจากกุฏุ ิเิ ข้า้ ไปในหมู่่�บ้า้ น ศรัทั ธากัับพระปฏิิบัตั ิ ิ ทิ้้�งวััดบ้้านกัันเป็็นส่่วนมาก เขาจะ
เพื่�อแจ้้งเหตุุร้้าย เหล่่าญาติิโยมจึึงมาช่่วยซัักมุ้�งและจีีวร ไม่ม่ ีีทางไป จะเกิิดความลัังเล ไม่ท่ ราบจะไปทางใด ท่า่ น
ในคืืนนั้ �นชาวบ้้านขอร้้องให้้ท่่านพัักที่่�บ้้านโยมหนึ่ �งคืืน จึงึ ตัดั สินิ ใจขึ้�นไปผาเด็ง็ อีกี ครั้�ง “อุ๊ย� หมา*” ผู้�เฒ่า่ ในหมู่่�บ้าน
พอสว่่างก็็กลัับมาดููที่่�กุุฏิิของท่่าน และนำำ�ท่่านไป นิิมนต์์ท่่านให้้ขึ้�นไปอยู่่�ที่่�วััดร้้าง และช่่วยกัันอารัักขา
รักั ษาตัวั ที่�โรงพยาบาลแม่แ่ ตง การถูกู ทำำ�ร้า้ ยคราวนี้้�ทำำ�ให้้ ท่่านและคณะ หลวงปู่�สามได้้พาญาติิโยมปฏิิบััติิธรรม
ฟันั ของท่า่ นหักั พวกชาวบ้า้ นต่า่ งช่ว่ ยกันั ค้น้ หาตัวั คนร้า้ ย อย่่างจริิงจััง และเป็็นไปด้้วยดีีตลอดพรรษา ต่่อมา
แต่่ไม่่พบ ในที่่�สุุดชาวบ้้านก็็สืืบจนรู้้�ว่่าใครเป็็นคนร้้าย ท่า่ นจึึงมีดี ำำ�ริใิ ห้บ้ ูรู ณะวัดั ร้้างแห่่งนี้�
จึงึ คิิดจะแก้้แค้้น แต่่ท่า่ นได้ห้ ้้ามไว้ ้ เพราะจะเป็็นเวรเป็น็
กรรมกัันไม่่มีีที่�สิ้�นสุุด เหตุุการณ์์นี้�คงเป็็นเวรกรรมของ
ท่่านในปางก่่อนก็็เป็็นได้้ จึึงถููกเขาทำำ�ร้้ายร่่างกายให้้
ได้้รัับความเจ็็บปวดถึึงเพีียงนี้้� และขอให้้กรรมนั้�น
จงเป็็นอโหสิิกรรม ส่่วนพวกคนร้้ายที่ �ได้้ค่่าจ้้างเพีียง (จากหนงั สอื ๙๑ ปี หลวงปสู่ าม อกญิ จโน)
เหล้า้ คนละ ๓ บาท พอรู้้�ตัวั เข้า้ ก็ต็ กใจกลัวั ล้ม้ ป่ว่ ยได้ไ้ ข้้ *คำำ�ว่า่ “อุ๊ย� ” ใช้้เรียี กแทนผู้้�สููงอายุุในภาษาเหนืือ
สิ้�นชีีวิติ ลงในเวลาต่่อมา
หลัังจากพัักรัักษาตััวแล้้ว หลวงปู่�สามได้้มาพำำ�นัักอยู่่�กัับ
หลวงปู่�ตื้�อ อจลธัมั โม ที่่�วัดั ป่า่ ปากทาง ตำำ�บลสัันมหาพน
อำำ�เภอแม่่แตง จัังหวััดเชีียงใหม่่ (ต่่อมาเปลี่�ยนชื่�อเป็็น
วัดั ป่่าอาจารย์์ตื้�อ) พอหายดีแี ล้้วท่า่ นได้ช้ วนหลวงปู่่�จัันดีี
เขมปัญั โญ วัดั ศรีสี ะอาด อำ�ำ เภอสว่า่ งแดนดินิ จังั หวัดั สกลนคร
และพระคำ�ำ แปงกลับั ไปจำ�ำ พรรษาที่�ผาเด็ง็ อีกี ครั้�ง หลวงปู่�ตื้�อ
ทััดทานแต่่ท่่านให้้เหตุุผลว่่า สงสารญาติิโยมที่�เขาเริ่�มมีี

๒๓

“ใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
ธรรมกเ็ กดิ แกใ่ จของผนู้ น้ั ”

หลวงปู่ค�ำ ผอง กสุ ลธโร
วัดป่าผาแด่น จังหวัดเชยี งใหม่

๒๔

หลวงป่ ูคำ�ผอง กสุ ลธโร พระอาจารย์์เดช เตชะวัณั โณ ได้้เล่า่ ว่า่ ในช่่วงที่่�ท่า่ นยังั
เป็น็ สามเณรได้ต้ ิดิ ตามหลวงปู่�ชอบ ฐานสโม มาจำ�ำ พรรษา
วดั ป่ าผาแด่น จงั หวดั เชยี งใหม่ ที่่�สำำ�นัักสงฆ์์ผาแด่่น ทำำ�ให้้ได้้พบกัับหลวงปู่่�คำำ�ผอง

หลวงปู่่�คำ�ำ ผอง กุุสลธโร พระอริิยสงฆ์ผ์ู้�เป็็นเลิิศในการ ซึ่�งเคยมาปลีีกวิิเวกที่่�วััดร้้างผาเด็็งแต่่ไม่่ได้้จำำ�พรรษา
อยู่่�ป่า่ เป็น็ วัตั ร ท่า่ นเป็น็ ศิษิ ย์ห์ ลวงปู่�ชอบ ฐานสโม ซึ่�งเคย ต่่อมาภายหลัังจากอุุปสมบทแล้้ว ในปีี พ.ศ. ๒๕๒๖
ได้้ร่่วมธุุดงค์์และอุุปััฏฐากหลวงปู่�ชอบทั้�งถิ่�นทุุรกัันดารใน พระอาจารย์์เดช ได้้เดิินทางมาจำำ�พรรษาอยู่�ที่�สำ�นัักสงฆ์์
หุบุ เขาสูงู เขตจังั หวัดั เลย ตลอดจนถึงึ เขตจังั หวัดั เชียี งใหม่่ ผาแด่่นกัับหลวงปู่่�คำำ�ผอง และได้้รัับความเมตตาจาก
หลวงปู่่�คำำ�ผองในการช่่วยฝึึกฝนอบรมธรรมะให้้ท่่าน
ย้้อนกลัับไป ในพรรษาที่่� ๑๔ ของท่่าน คืือช่่วงปีี ตลอดพรรษา
พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่่�คำำ�ผองจํําพรรษาที่่� วััดป่่าผาแด่่น
อำำ�เภอแม่่แตง จัังหวััดเชีียงใหม่่ โดยจํําพรรษาร่่วมกัับ
พระสงฆ์์อีกี สามรููป คือื พระอาจารย์บ์ ุญุ พิิน กตปุุญโญ
พระม่่อย และเณร หลวงปู่่�คำำ�ผองอยู่�ที่�นี่�จนถึึงเดืือน
เมษายน ปีีพ.ศ.๒๕๑๑ จึงึ ลงเขาไปพักั อยู่�วัดป่า่ ห้ว้ ย น้ำ�ำ �รินิ
เพื่�อตััดเย็็บ ย้้อมผ้้า จากนั้�นได้้เดิินทางไปจัังหวััดเลย
ธุุดงค์์มาจนถึึงภููผาสาด (ภููปราสาท) ซึ่่�งเป็็นภููเขาใหญ่่
ในเขตอำำ�เภอภููเรืือ ท่่านเห็็นว่่าที่่�นี่่�มีีความสงบ
น้ำำ��ท่่าอุุดมสมบููรณ์์ จึึงตกลงใจจํําพรรษาที่่�นี่่�เมื่ �อถึึง
พรรษาที่่� ๑๖ – ๑๘ คืือช่่วงปีี พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๔
ก็ก็ ลับั มาจํําพรรษาที่่�สำ�ำ นักั สงฆ์์ ผาแด่น่ อีกี ครั้�ง แล้ว้ มีเี หตุุ
ให้้ท่่านต้้องลงจากผาแด่่น จนกระทั่�งปีี พ.ศ. ๒๕๒๐
จึึงได้้กลัับมาจำำ�พรรษาที่่�สำำ�นัักสงฆ์์ผาแด่่นเป็็นเวลาอีีก
หลายปีี
(หลวงปคู่ ำ�ผอง กสุ ลธโร หลวงปชู่ อบ ฐานสโม และ พระอาจารยข์ นั ตี ญาณวโร
๒๕ ณ วดั ปา่ ผาแด่น ตำ�บลสนั ป่ายาง อ�ำ เภอแม่แตง จังหวัดเชยี งใหม่)

“สอนคนอ่ืนน้ันสอนงา่ ย
สอนตนเองนนั้ สอนยาก”

พวัดรปะอา่ กาจกาโพรยธแ์์ิวสังกง�ำ่ จ จิรวงั หฒั วทัดโเกลย

๒๖

พระอาจารย์แสง จริ วฒั ฑโก ปีี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระอาจารย์แ์ สงกลัับมาที่่�วัดั ร้า้ งผาเด็็ง
อีกี ครั้�ง คราวนี้้�ท่านมาพร้อ้ มกับั สหายธรรม “พระอาจารย์ม์ ี”ี
วดั ป่ ากกโพธ์ิวงั ก�่ำ จงั หวดั เลย ด้ว้ ยปณิธิ านสานต่อ่ คำ�ำ ดำ�ำ ริขิ องหลวงปู่�สามในการสร้า้ งวัดั
จึึงเป็น็ ที่�มาของโครงการสร้้างศาลาขึ้�นในปีี พ.ศ. ๒๕๒๐
พระอาจารย์์แสง จิิรวััฒฑโก เล่่าว่่าในปีี พ.ศ. ๒๕๑๓ ในระหว่่างการก่่อสร้้าง พระอาจารย์แ์ สงต้้องเดิินทางไป
หลวงพ่่อผจญและพระอาจารย์์แสง ซึ่่�งขณะนั้ �นยัังเป็็น มาระหว่่างวััดร้้างผาเด็็งกัับจัังหวััดเลยอยู่่�บ่่อยครั้ � ง
สามเณรติิดตาม ได้้ธุุดงค์์ผ่่านมาที่�ผาแด่่นแล้้วขึ้�นไป เพื่�อช่่วยเป็็นกำำ�ลัังในการสร้้างวััด และเป็็นผู้�ประสาน
พัักจำำ�พรรษาอยู่ �ที่ �วัดร้้างผาเด็็งนี้้� ท่่านได้้พบหลวงปู่ �สาม ชาวบ้้านในการขอผ่่านทางเข้้า-ออกวััดร้้าง เนื่�องจาก
ที่่�ธุุดงค์์มาจำำ�พรรษาก่่อนแล้้ว หลวงปู่�สาม ได้้มีีดำำ�ริิให้้ ทางเข้้าออกวััดร้้างต้้องผ่่านสวนเมี่ �ยงของชาวบ้้าน
พระอาจารย์์แสงสร้้างวััดแห่่งนี้ �ขึ้ �นมาใหม่่ บููรณะวััดร้้าง ทำำ�ให้้เกิิดปััญหา ยายด้้วงซึ่�งเป็็นเจ้้าของที่่�ดิินสวนเมี่�ยง
แห่่งนี้�ให้ส้ ำ�ำ เร็จ็ และกลับั มาโปรดชาวบ้้านที่�นี่� ได้้ยื่ �นเงื่ �อนไขขอให้้พระอาจารย์์แสงมาเป็็นบุุตรบุุญธรรม
การก่อ่ สร้า้ งเริ่�มต้น้ ด้ว้ ยการใช้อ้ ิฐิ วางทับั โครงสร้า้ งฐานเดิมิ แล้้วจะยอมให้้ผ่่านทาง ซึ่่�งพระอาจารย์์แสงตกลง
ของโบสถ์ท์ ี่่�มีีอยู่�แล้ว้ ใช้ไ้ ม้แ้ ละไม้ไ้ ผ่่มาทำ�ำ เป็น็ ตััวอาคาร ตามข้อ้ เสนอจึงึ สามารถแก้ไ้ ขปัญั หาเรื่�องทางผ่า่ นของวัดั ได้้
และในปีีนี้ �เองมีีการทำำ�ถนนตามโครงการของกรมการ การสร้า้ งวัดั ร้า้ งผาเด็ง็ ในยุคุ นั้�นนอกจาก“พระอาจารย์แ์ สง”
เร่ง่ รัดั พัฒั นาชนบท (รพช.) ขึ้�นที่่�ตำ�ำ บลป่า่ แป๋ ๋ ตัดั ผ่า่ นทาง และ “พระอาจารย์์มีี” ที่่�เป็็นกำำ�ลัังสำำ�คััญแล้้วยัังมีี
ขึ้�นวััด โดยพระอาจารย์์แสง เป็็นผู้้�ติิดต่่อประสานกัับ พระอาจารย์แ์ อ ทิดิ หวด คุณุ จันั ทร์เ์ รียี ว และพระจากวัดั โคกมน
หัวั หน้า้ หน่ว่ ยงาน เพื่�อขอความอนุเุ คราะห์ส์ ร้า้ งถนนขึ้�น อำ�ำ เภอวัังสะพุงุ จังั หวัดั เลย มาเสริมิ ทััพธรรมนี้้�ด้้วย
วัดั ด้้วยมิติ รภาพและความเป็็นคนบ้้านเดีียวกันั ของท่่าน
พระอาจารย์แ์ สงกับั หัวั หน้า้ หน่ว่ ยงานฯ ที่�เป็น็ ชาวจังั หวัดั เลย
ช่่วยผลัักดัันให้้ รพช. สร้้างถนนขึ้�นวััดในวัันหยุุด
โดยการใช้้รถไถปรัับพื้ �นที่ �ถางป่่า ถึึงแม้้เส้้นทางนี้ �จะมิิได้้
จัดั สร้า้ งอย่า่ งถาวรด้ว้ ยคอนกรีตี เมื่�อฝนตกจะกลายเป็น็ ป่า่ รก
เหมือื นเดิมิ แต่ก่ ็ท็ ำ�ำ ให้ ้ วัดั ร้า้ งผาเด็ง็ มีถี นนตั้�งแต่น่ั้�นเป็น็ ต้น้ มา

๒๗

“ดูส่ิงท่ีปกติให้เป็ นสิ่งแตกสลาย ๒๘
น่ันคือมองเป็ นเร่ืองของธรรม
ท้ังหมดที่มอี ยู่ในโลก”

พระอาจารย์สวา่ ง สิลภทั โท
วัดปา่ ภูหัน จงั หวัดอดุ รธานี

พระอาจารย์สวา่ ง สิลภัทโท แล้้วตอนเย็็นท่่านจะขึ้ �นไปปลีีกวิิเวกองค์์เดีียว ส่่วนพระ
เณรให้้รออยู่่�ข้้างล่่าง พอถึึงตอนเช้้าท่่านจะลงมา
วดั ป่ าภหู นั จงั หวดั อดุ รธานี พอฉัันเสร็็จได้้ชวนโยมขึ้ �นไปถางป่่า ทำำ�แคร่่ที่่�พััก
ที่่�นี่่�มีนี ้ำำ��ไหลออกจากเขา ท่า่ นนำ�ำ มาใช้อ้ าบ ใช้ล้ ้า้ งบาตร
ในช่ว่ งปีี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลังั จากเสร็จ็ งานพระราชทานเพลิงิ การภาวนาของท่่านเป็็นไปได้้ด้้วยดีี เมื่�อใกล้้เข้้าพรรษา
ศพหลวงปู่�ฝั้น� อาจาโรแล้้ว พระอาจารย์์สว่า่ งได้้เดินิ ทาง ได้้ตััดสินิ ใจจำ�ำ พรรษาที่�นี่�
โดยรถประจำำ�ทางขึ้�นเหนืือมาจัังหวััดเชีียงใหม่่ มาพัักที่�
วััดป่่าห้ว้ ยน้ำำ��ริิน เป็็นช่่วงเดีียวกัับที่�หลวงปู่่�คำำ�ดีีพัักอยู่่�จึึง ที่ �ผาเด็็งมีีร่่องรอยการปลููกสร้้างที่ �พระอาจารย์์สว่่าง
ร่ว่ มกันั เดินิ เท้า้ ผ่า่ นบ้า้ นสะลวง จนมาถึงึ สำ�ำ นักั สงฆ์ผ์ าแด่น่ เข้้าใจว่่าเป็็นเสากุุฏิิพระ สอบถามชาวบ้้านได้้ข้้อมููลว่่า
ซึ่�งมีีหลวงปู่่�คำ�ำ ผองอยู่�ที่�นั่�น พระอาจารย์ส์ ว่่างพัักภาวนา หลวงปู่่�สามเคยมาพััก จากนั้้�นพระอาจารย์์สว่่าง
อยู่่�กัับท่่านเป็็นระยะเวลาหนึ่�ง ระหว่่างที่่�พัักอาศััยอยู่�ที่� และคณะจึงึ เดินิ ทางต่อ่ ภายหลังั พากันั ไปกราบหลวงปู่�แหวน
สำำ�นัักสงฆ์์ผาแด่่นพระอาจารย์์สว่่างได้้มองขึ้ �นมายัังจุุด ที่่�วัดั ดอยแม่ป่ ั๋๋�ง หลวงปู่�แหวนถามว่่า"
ที่่�เป็็นวััดผาเด็็ง เห็็นเป็็นผืืนป่่าที่่�มีีต้้นไม้้ใหญ่่มาก “พากัันมาจากไหน อยู่�ที่�ไหน”
จากการสอบถามชาวบ้้าน คืือโยมพ่่อเจีียงและพ่่ออรุุณ พระอาจารย์์สว่่างกราบเรียี นหลวงปู่�แหวนว่า่
ได้้ความว่่าที่�ตรงนี้�ชาวบ้้านกลััวกัันมาก เขาว่่ามัันเดืือด “พักั อยู่�ผาเด็็งครัับผม”
(มีีอาถรรพ์์และมีีวิิญญาณดุุร้้าย) เมื่�อได้้ยิินโยมพููดเช่่นนี้้�
จึึงอยากขึ้�นไปดููให้้รู้� จนกระทั่�งปลายเดืือนกุุมภาพัันธ์์จึึง
ลาหลวงปู่่�คำำ�ผองเพื่ �อเดิินทางไปจัังหวััดแม่่ฮ่่องสอนและ
ได้้เดิินเท้้าไปเยืือนผาเด็็ง คณะเดิินทางของ
พระอาจารย์์สว่่างประกอบด้้วย พระอาจารย์์มีี
พระเปลี่�ยน (เป็น็ คนละรูปู กับั หลวงปู่�เปลี่�ยน ปัญั ญาปทีโี ป)
และสามเณรปาน (ปัจั จุบุ ัันลาสิิกขาแล้้ว) เมื่�อขึ้�นไปเดิิน
ชมสถานที่่�แล้้วก็็เกิิดความชอบใจในอากาศเย็็น
และความร่่มรื่ �นเป็็นอย่่างมาก จึึงให้้โยมช่่วยถางหญ้้า

๒๙

หลวงปู่�แหวนท่า่ นยิ้�ม และบอกว่า่ *หนาน เปน็ คำ�เรยี กฆราวาสผู้เคยบวชมากอ่ น ภาษากลางเรียก “ทดิ ”
๓๐
“ที่�ผาเด็็งนี่� อาจารย์์สาม ท่่านเคยมาพัักปลีีกวิิเวกนะ
แต่ถ่ ูกู พวกที่�ไม่เ่ ห็น็ ด้ว้ ย ไม่ใ่ ห้ท้ ่า่ นอยู่� ท่า่ นก็อ็ ยู่�ไปเรื่�อยๆ
เขาก็็เอาก้้อนอิิฐ มาขว้้างใส่่ท่่านในขณะที่่�ท่่านกำำ�ลััง
นั่�งสมาธิอิ ยู่�ในกลด พอออกจากสมาธิิ จึงึ เห็น็ ก้อ้ นอิฐิ ตกอยู่�
และพบว่า่ ปากท่า่ นมีเี ลือื ดออก ให้ร้ ะวังั เด้อ้ อย่า่ ให้เ้ ป็น็ อย่า่ ง
พระอาจารย์ส์ ามเด้้อ”

ต่่อมาพระอาจารย์์มีีได้้ลาสิิกขา แต่่ในช่่วงเข้้าพรรษาที่�
วััดร้้างผาเด็็ง พระอาจารย์์สว่่างนำำ�คณะพระ เณร
และโยมไปกราบขอขมาคารวะ พระพุุทธพจนวราภรณ์์
(หลวงปู่่�จัันทร์์ กุุสโล) เจ้้าคณะจัังหวััดเชีียงใหม่่ (ธ)
ที่่�วััดเจดีีย์์หลวงวรวิิหาร หลวงปู่่�จัันทร์์ถามว่่าอยู่�ที่�ไหน
ถามทุกุ อย่า่ งไปจนถึงึ เรื่�องวัดั ว่า่ เป็น็ อย่า่ งไรพระอาจารย์ส์ ว่า่ ง
กราบเรีียนข้้อมููลเท่่าที่ �ทราบและเล่่าว่่าได้้ปรึึกษากัับ
หนาน*มีีเมื่ �อครั้ �งจำำ�พรรษาร่่วมกัันโดยตั้ �งชื่ �อสถานที่่�
ไว้้สองชื่�อคืือ “สำำ�นัักสงฆ์์ ธรรมิิการาช” และอีีกชื่�อคืือ
“สำำ�นัักสงฆ์์เขาไกรลาส” แต่่หลวงปู่่�จัันทร์์ กุุสโล
เปลี่�ยนให้ใ้ หม่เ่ ป็น็ สำ�ำ นักั สงฆ์ธ์ รรมิกิ าราม (ผาเด็ง็ ) และได้้
มอบเงิินสมทบการก่่อสร้้างอีีกด้้วย ตั้้�งแต่่นั้ �นเป็็นต้้นมา
วััดร้า้ งผาเด็็งได้้รับั การเรีียกขานอย่่างเป็็นทางการว่่า
“สำ�ำ นัักสงฆ์ธ์ รรมิกิ าราม (ผาเด็็ง)”

หลวงป่ ูบุญจนั ทร์ จนั ทสีโล

วดั ป่ าก่ิวดู่ จงั หวดั เชยี งใหม่

ในปีี พ.ศ. ๒๕๒๕ หลัังจากหลวงปู่่�บุุญจัันทร์์ จัันทสีีโล
อุปุ สมบทแล้ว้ นั้�นท่า่ นได้อ้ อกธุดุ งค์เ์ พื่�อแสวงหาที่่�วิเวกจาก
ภาคอีีสานขึ้�นสู่�ภาคเหนืือ เริ่�มต้้นจากธรรมสถานของ
หลวงปู่�ชอบ ฐานสโม สำำ�นัักสงฆ์์ผาแด่่น สำำ�นัักสงฆ์์
ธรรมิกิ าราม (ผาเด็็ง) รวมทั้�งที่่�พักั สงฆ์โ์ ป่ง่ เดืือด ปางกึ้�ด
และบ้า้ นปางผึ้�ง ก่อ่ นเข้า้ พรรษาได้เ้ ข้า้ กราบหลวงปู่�แหวน
สุจุ ิิณโณ และตั้�งใจจำ�ำ พรรษากัับหลวงปู่�แหวน ๒ พรรษา
จนได้้รัับความไว้้วางใจจากหลวงปู่�หนูู สุุจิิตโต ให้้รัับใช้้
ใกล้ช้ ิดิ กับั หลวงปู่�แหวน

ในระหว่่างปีี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่่�บุญุ จันั ทร์์ ปลีกี วิิเวก
เข้า้ ป่า่ นานจนเกือื บจะเข้า้ พรรษา จึงึ ไปพักั ภาวนาที่่�วัดั ป่า่
ผาแด่น่ อีีกครั้�ง ทำ�ำ ให้ไ้ ด้พ้ บกัับหลวงปู่่�คำำ�ผอง กุสุ ลธโร
ท่า่ นได้แ้ นะนำ�ำ ให้ห้ ลวงปู่่�บุญุ จันั ทร์์ ไปอยู่่�จำ�พรรษาที่่�สำ�ำ นักั
สงฆ์์ธรรมิกิ าราม (ผาเด็็ง) ซึ่่�งขณะนั้�นมีีเพียี งกุฏุ ิิหลังั เล็ก็
ไม่ม่ ีพี ระจำ�ำ พรรษา เนื่�องจากพระอาจารย์เ์ ดชไปจำ�ำ พรรษา
อยู่่�ที่่�วััดป่่ารััตนวราราม กัับหลวงปู่ �ไพบููลย์์ สุุมัังคโล
จังั หวัดั พะเยา ก่อ่ นจะกลับั มาที่�ผาเด็ง็ อีกี ทีใี นปีี พ.ศ.๒๕๒๘
หลวงปู่่�บุญจันั ทร์ ์ จำ�ำ พรรษาที่่�สำ�นักั สงฆ์ธ์ รรมิกิ าราม (ผาเด็ง็ )
เมื่�อออกพรรษาได้้ปฏิิบััติิกิจิ ธุุดงค์์ไปสถานที่�อื่�นต่่อไป

๓๑







จ า ก ป ฐ ม บ ท ก า ร เ ป็ น พ้ ืน ท่ ีภ า ว น า ข อ ง พ ร ะ ส ง ฆ์
และอริยบุคคลสู่การเป็นสำ�นักสงฆ์วัดร้างและวัด
ทม่ี พี ระสงฆจ์ �ำ พรรษาวดั ธรรมกิ าราม (ผาเดง็ ) มสี ถานะ
เ ป็ น ศ า ส น ส ถ า น ใ น ธ ร ร ม ยุ ติ ก นิ ก า ย โ ด ย ส ม บู ร ณ์
ต า ม ข้ อ กำ � ห น ด ท้ั ง ท า ง ก ฏ ห ม า ย แ ล ะ ท า ง วิ นั ย
เสน้ ทางจากจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันปรากฏการประสาน
ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนแสดงผลเป็นประจักษ์
ถงึ ศรทั ธาอนั มน่ั คงในบวรพระพทุ ธศาสนา

๓๕



จากรอ่ งรอยศาสนสถานสู่การเป็ นวดั

สถานที่ที่เป็นวัดธรรมิการาม (ผาเด็ง) ในปัจจุบัน สำ � คั ญ ซ่ึ ง ป ร ะ ก อ บ ไ ป ด้ ว ย พ ร ะ ร า ช วิ สุ ท ธิ ญ า ณ
มเี ร่อื งราว ร่องรอย และหลักฐานการเป็นศาสนสถาน เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำ�พูน-แม่ฮ่องสอน(ธ)
สถานทภี่ าวนาของครบู าอาจารย แ์ ละมบี ทบาทเชอ่ื มโยง วัดป่าดาราภิรมย์ คุณสุภาพร เนตรงาม และยังมี
กบั ชุมชนอยา่ งใกล้ชิด พระสงฆแ์ ละคณะศรทั ธาจงึ ม ี คุณอรวรรณ จูฑะพุทธิ บุคลากรหลักผู้มีคุณูปการ
ดำ�ริร่วมกันให้ดำ�เนินการขอรับการรับรองสถานะเป็น ในการประสานหน่วยงานราชการและการประสาน
วดั อยา่ งถกู ตอ้ งสมบรู ณ ์ แ ละไดร้ วบรวมหลกั ฐานเพอ่ื ใช้ ความร่วมมือท้ังฝ่ายสงฆ์และฆราวาส ดำ�เนินงาน
ด�ำ เนนิ การตามขนั้ ตอนทเี่ กย่ี วขอ้ ง ใ นการนผ้ี มู้ บี ทบาท ตามข้อกำ�หนดเพ่ือยกสถานะของสถานท่ีอันเปี่ยม
ความหมายนีใ้ ห้เป็นวัดโดยสมบูรณ ์

๓๗

๓๘


Click to View FlipBook Version