เน้ือเรื่อง
กุมราการญุ สุนทร ไว้หวงั สั่งสอน
เดก็ ออ่ นอนั เยาว์เลา่ เรียน หนนู ้อยค่อยเพยี ร
ไมเ้ รียวเจียวเหวย
ก ข ก กา ว่าเวียน
อ่านเขียนผสมกมเกย
ระวงั ตวั กลัวครูหนเู อย๋
กูเคยเขด็ หลาบขวาบเขวียว
สุนทรภู่ ได้ให้ความการุญแต่งบทกลอนขึ้นเพ่ือส่ังสอนเด็กๆ ในวัยเรียน ก ข ก กา
มีการกลับไปกลับมา พวกเด็กๆ จงค่อยๆ เรียนรู้ อ่าน เขียนปนกันไปทั้งแม่ กม แม่เกย
ขอใหร้ ะวงั ตัวกลัวคุณครูนะหนู ไมเ้ รยี วเลยนั้น ฉนั เคยโดนเขด็ หลาบมาแลว้
เน้ือเร่ือง
หันหวดปวดแสบแปลบเสียว หยิกซา้ ซ้าเขียว
อย่าเที่ยวเลน่ หลงจงจา เรยี งเรยี บเทยี บทา
ใครเห็นเป็นคณุ
บอกไวใ้ หท้ ราบบาปกรรม
แนะนาใหเ้ จา้ เอาบญุ
เดชะพระมหาการญุ
แบ่งบุญใหเ้ ราเจ้าเอยฯ
ฉันถูกไม้เรียวหวดจนปวดแสบ มิหนาซ้ายังถูกหยิกจนเขียว อย่าไปเที่ยวเล่นจน
หลงจาเสีย ขอบอกให้พวกเธอทราบถึงบาปกรรม ให้เรียบเรียงคาน้ีให้ดี ฉันขอแนะนา
ให้เอาบุญ ด้วยเดชะในความกรุณานี้ ถ้าใครเห็นเป็นประโยชน์ ฉันขอแบ่งเอาบุญกุศล
เหล่านี้ดว้ ย
คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
ใช้ถ้อยคาท่ีทาให้เกิดจินตภาพ เม่ืออ่านแล้วก็สามารถเห็นภาพเกิดข้ึนมาใน
จินตนาการตามตัวอักษรไดท้ ันที และเป็นภาพท่ีชัดเจน ดงั เชน่ ตอนท่ีพรรณนาถึงบรรยากาศ
และสภาพของธรรมชาติในยามค่า ท่ีมองเห็นพระจันทร์แวดล้อมไปด้วยดวงดาวธรรมชาติ
รอบข้างมีแต่ความสวยงาม สายลมพัดมาอ่อน ๆ พร้อมพากลิ่นหอมของดอกไม้ให้หอมฟุ้ง
กระจายไปท่วั ดังความจากกาพย์พระไชยสรุ ิยาว่า
วนั นน้ั จันทร มดี ารากร เปน็ บรวิ าร
เหน็ ส้ินดินฟ้า ในปา่ ทา่ ธาร มาลีคล่ีบาน ใบก้านอรชร
เยน็ ฉ่าน้าฟา้ ช่ืนชะผกา วายุพาขจร
สารพันจนั ทรอ์ ิน ร่ืนกลน่ิ เกสร แตนต่อคลอรอ่ น วา้ วอ่ นเวียนระวัน
คณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์
บรรยายให้เห็นนาฏการ ความเคล่ือนไหวของส่งิ ตา่ ง ๆ เชน่ ตอนทว่ี ่า
เห็นกวางย่างเยอ้ื งชาเลืองเดิน เหมอื นอยา่ งนางเชิญ
พระแสงสาอางข้างเคยี ง เรงิ ร้องซ้องเสียง
ฟังเสยี งเพยี งเพลง
เขาสูงฝงู หงส์ลงเรียง
สาเนียงนา่ ฟังวงั เวง
กลางไพรไก่ขันบรรเลง
ซอเจ้งจาเรยี งเวียงวงั ...
คุณค่าด้านวรรณศลิ ป์
การเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ผู้อ่านได้ยินเสียงต่าง ๆ ผ่านการ
อ่าน เชน่ ตอนทว่ี ่า
ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพยี งฆ้องกลองระฆัง
แตรสงั ข์กงั สดาลขานเสยี ง...
ฝงู จงิ้ จอกออกเห่าหอน
ลิงคา่ งครางโครกครอก นกหกรอ่ นนอนเรียงรัง
ชะนีวิเวกวอน
คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
การใช้อุปมาโวหาร เปรยี บเทียบสิ่งหน่ึงเหมอื นกบั อกี สงิ่ หนึ่ง
โดยใช้คาวา่ เพียง เช่น
กลางไพรไก่ขนั บรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจง้ จาเรยี งเวียงวงั เพยี งฆอ้ งกลองระฆงั
ยงู ทองรอ้ งกะโตง้ โห่งดัง
แตรสังขก์ งั สดาลขานเสียง
คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
การเล่นเสียง คือการเล่นเสียงสัมผัส ซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัส
อกั ษร ตวั อยา่ งเช่น
ขึ้นกงจงจาสาคญั ท้ังกนปนกัน
ราพนั มง่ิ ไม้ในดง ตะลิงปลงิ ปริงประยงค์
หลน่ เกลอ่ื นเถอ่ื นทาง
ไกรกร่างยางยงู สงู ระหง
คนั ทรงสง่ กลิน่ ฝนิ่ ฝาง
มะม่วงพวงพลองชอ้ งนาง
กนิ พลางเดนิ พลางหว่างเนนิ
คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
ข้นึ กงจงจาสาคญั ทั้งกนปนกนั
ราพนั มิ่งไม้ในดง ตะลงิ ปลิงปริงประยงค์
หล่นเกลื่อนเถ่ือนทาง
ไกรกร่างยางยงู สูงระหง
คันทรงส่งกลิน่ ฝิน่ ฝาง
มะมว่ งพวงพลองชอ้ งนาง
กินพลางเดนิ พลางหวา่ งเนิน
จากตวั อย่างท่ียกมานจ้ี ะเห็นไดว้ า่ มีการสมั ผัสสระ และสัมผสั อกั ษร
สมั ผัสสระ ได้แก่คาวา่ กง-จง, จา-สา, คน-ปน, ไม้-ใน, กร่าง-ยาง, ยงู -สงู , ลิง-ปรงิ ,
ยงค-์ ทรง-สง่ , มว่ ง-พลวง, พลอง-ช้อง, เกล่อื น-เถือ่ น, และพลาง-หวา่ ง
สัมผัสอักษร ได้แกค่ าวา่ จง-จา, ม่ิง-ไม้, ไกร-กราง, ยาง-ยงู , ปรงิ -ประยงค,์
ฝ่นิ -ฝาง, และพลวง-พลอง
ความเช่อื และคา่ นิยมของคนในสงั คม
ความเชอ่ื เรอ่ื งไสยศาสตร์ แสดงใหเ้ ห็นวา่ ในสมัยนัน้ มีความเชื่อเร่ือง
ไสยศาสตร์ ซง่ึ อยู่คู่กับสังคมไทยมาชา้ นาน ดังเช่น
ไมจ่ าคาพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย
ถือดีมขี า้ ไท ฉอ้ แตไ่ พร่ใส่ข่ือคา
ความเชื่อ และคา่ นิยมของคนในสังคม
แสดงความเคารพส่ิงศกั ดิ์สทิ ธ์ิ กาพย์บทน้เี ป็นบทเปดิ เร่อื ง ซึง่ ก่อนจะ
เลา่ เรื่องก็มกี ารแสดงความเคารพต่อ พระรัตนตรยั พอ่ แม่ ครบู าอาจารย์
และสิ่งศกั ดส์ิ ทิ ธกิ์ อ่ นเสมอ ดงั เช่น
สะธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสรณา
พ่อแมแ่ ลครูบา เทวดาในราศี
ความเช่อื และค่านิยมของคนในสังคม
ค่านิยมเรื่องการดแู ลปรนนิบตั สิ ามี สงั คมไทยในสมยั ก่อนมี ค่านิยม
ว่าสามีต้องเป็นช้างเท้าหน้า ภรรยาเป็นช้างเท้าหลังมีหน้าท่ีดูแล ปรนนิบัติสามี
ดงั เช่น
ส่วนสุมาลี วันทาสามี เทวีอยงู่ าน
เฝา้ อยู่ดแู ล เหมือนแตก่ อ่ นกาล ใหพ้ ระภบู าล สาราญวญิ ญา
ใหข้ อ้ คดิ คตธิ รรมสาหรับนาไปใชใ้ นการดาเนินชวี ติ
กาพย์พระไชยสุริยา ใหข้ ้อคิด คติธรรม สาหรบั นาไปใช้ในการดาเนนิ ชวี ติ
ดังเช่น
- ต้องไม่หลงมัวเมาในอบายมขุ - ไม่อกตัญญู รู้คณุ พอ่ แม่ ครู
- สอนใหเ้ ด็กขยันหมั่นเพยี รศกึ ษา - ไม่เบยี ดเบยี นทารา้ ยผ้อู ่ืน
- มคี วามรกั ความเมตตาต่อกัน - ไมร่ ษิ ยาผู้อ่ืน
- ไม่เห็นแก่ประโยชนส่วนตน ไมเ่ อาเปรียบผู้อ่ืน
จบ