บทท่ี 1
การใช้ภาษาไทย
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
1.คำในภำษำไทย
เสียงท่เี ปลง่ ออกมาครง้ั หนึ่ง ๆ เรียกวา่ พยางค์ ถา้ เปน็ พยางค์ทมี่ ี
ความหมาย เรียกวา่ คำ คาทุกคาจึงต้องมคี วามหมาย แตอ่ าจจะ
มีพยางคเ์ ดยี วหรือหลายพยางค์ก็ได้ การจะใช้ภาษาให้ถูกตอ้ ง
เหมาะสม และสอ่ื ความหมายไดต้ ามต้องการ ผู้ใชภ้ าษา
จาเปน็ ตอ้ งรคู้ วามหมายของคา
ความหมายของคามหี ลายลักษณะ ดงั นี้
1.1 คำทม่ี คี วำมหมำยโดยตรง (ควำมหมำยตำมตัว)
และความหมายโดยนยั คาแตล่ ะคาเม่อื ฟงั แลว้ ผ้ฟู ังมกั ไม่ไดน้ กึ
ถงึ เฉพาะความหมายของคานั้น แตจ่ ะนึกถงึ คาอนื่ หรือสิง่ อนื่
ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับความหมายของคาน้ันดว้ ย ทัง้ นี้แลว้ แต่ทรรศนะ
นิสัยและประสบการณ์ของแต่ละคน ซงึ่ ความหมายของคา
โดยทวั่ ไปมดี ังน้ี
1) ควำมหมำยโดยตรง หรอื ควำมหมำยตำมตวั
คือความหมายตามปกติของคา เนอ้ื ความเปน็ อยา่ งไร
ความหมายกเ็ ป็นอยา่ งน้นั คาหนงึ่ อาจมหี ลายความหมาย
เชน่
หลงั บ้าน : ดา้ นหลังของบา้ น เช่น เขาผูกสนุ ขั ไวห้ ลังบา้ น
2) ควำมหมำยโดยนัย หรือควำมหมำยเชงิ อปุ มำ คอื
ควำมหมำยทกี่ ลำยไปจำก
ควำมหมำยเดมิ ของคำ เป็นควำมหมำยท่เี กดิ จำกกำร
เปรียบเทียบ
เช่น
ดวงดำว : ควำมสขุ ควำมสดใส เชน่ ใตผ้ นื ฟำ้ นี้ คณุ มสี ทิ ธิ์
เก็บดวงดำวได้เสมอ
1.2 คำทมี่ คี วำมหมำยนัยตรงและควำมหมำยนัยประหวดั
1) ความหมายนยั ตรง หมายถึงความหมายทปี่ รากฏตาม
พจนานกุ รม ซ่งึ รวมทงั้ ความหมายตามตัวและความหมาย
เชิงอุปมา อาจมมี ากกวา่ หน่งึ ความหมาย
เชน่
เสือ : ชื่อสตั ว์เลย้ี งลกู ดว้ ยนม เป็นสตั วก์ ินเนือ้ นสิ ัยดรุ า้ ย
มีหลายชนิด
2) ความหมายนยั ประหวัด เป็นความหมายแฝงทีเ่ กดิ จากการ
แปลความของแตล่ ะคน ซ่งึ อาจเข้าใจไม่ตรงกนั เช่น
สีดำ อาจนกึ ถงึ ความชั่ว ความทุกข์ ความมดื มน
ดอกหญ้ำ อาจนกึ ถึง ส่งิ ท่ีต่าตอ้ ย
1.3 คำทมี่ ีควำมหมำยกว้ำงและควำมหมำยแคบ คาแตล่ ะคามี
ความหมายกว้างแคบตา่ งกนั บางคาบอกความหมาย
เฉพาะเจาะจง แตบ่ างคาบอกความหมาย
โดยรวมของสิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกนั เชน่
ควำมหมำยกวำ้ ง เชน่ นก หมายถงึ สตั ว์ชนิดใดชนิดหน่งึ ท่บี นิ
ได้ ขนสีดาหรอื ขาว ปากยาวหรือสั้น
ควำมหมำยแคบ เชน่ นกแกว้ นกขุนทอง นกกระจอก นกสีดา
1.4 คำท่ีมคี วำมหมำยเหมอื นกันหรอื คลำ้ ยกนั
เปน็ เหตใุ หผ้ ูท้ ่ียงั เข้าใจความหมายไมด่ ีพอ ใชผ้ ิดได้งา่ ย คาเหล่าน้ี
เรียกอีกอย่างวา่ คาไวพจน์
ขอ้ สงั เกตในกำรใชค้ ำทมี่ ีควำมหมำยเหมอื นกันหรอื คลำ้ ยกัน
1. ใช้ในภำษำเขยี น และภำษำพดู เช่น ภำพยนตร์-หนัง,
2. ใชใ้ นภำษำทำงกำร และไม่เปน็ ทำงกำร เช่น เรียน – บอก,
3. ใช้ในภำษำร้อยแกว้ และภำษำรอ้ ยกรอง เชน่ น้ำ – วำรี –
ชล – นที
4. ใช้สำหรบั บคุ คลสำมัญ สำหรบั ภิกษุ หรอื เจ้ำนำย เชน่
ป่วย – อำพำธ –ประชวร, กิน - ฉนั – เสวย
1.5 คำท่มี ีควำมหมำยตรงข้ำม คาเป็นจานวนมากเม่อื นามา
เทียบกนั แลว้ มีความหมายตรงขา้ มกนั เชน่ สกปรก – สะอาด,
ขี้ขลาด – กลา้ หาญ, อ้วน – ผอม, เช่ืองชา้ - วอ่ งไว
1.6 คำพอ้ งรูปและพอ้ งเสียง คอื คาที่มคี วามหมายหลาย
ความหมาย ทาหน้าท่ีไดห้ ลายหน้าท่ี จงึ ถอื ว่าเปน็ คาคนละคากนั
เชน่ คำพอ้ งรูป= รูปคำเหมือนกัน เขียนเหมือนกัน
เช่น เพลำ (เพลำรถ)- เพลำ (เวลำ)
คำพ้องเสียง=เสยี งเหมอื นกนั แตเ่ ขียนตำ่ งกัน
เชน่ ไมไ่ หม้ – ไหม้ๆ
2 ประเภทของภาษา
ภาษาแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
-วจั นภาษา ภาษาทส่ี ื่อสารด้วยคาพดู
-อวจั นภาษา ภาษาทสี่ ่ือสารด้วยกริ ิยาท่าทาง การแต่ง
กาย ภาษามอื
การใช้วจั นภาษา อย่างมีประสิทธิภาพมขี ้อควรระวงั ดังนี้
1. ออกเสียง ร, ล ควบกล้ำใหช้ ดั เจน มิฉะน้นั จะทำใหผ้ รู้ ับสำร
เขำ้ ใจผดิ ได้ เช่น คร้ังครำว คำ้ งคำว
เปลี่ยนแปลง เป่ี ยนแปง
2. เว้นวรรคถ้อยคาได้ถูกต้อง หากจงั หวะการเน้นเสียงผดิ
อาจทาให้ผู้รับสารเข้าใจผดิ เช่น
ครูผู้หญงิ ห้ามใส่กางเกงใน เวลาทางาน
(ครูผู้หญงิ ห้ามใส่กางเกง ในเวลาทางาน)
ยานีด้ ี กนิ แล้วแขง็ แรงไม่มี โรคภยั เบยี ดเบียน
(ยานีด้ ี กนิ แล้วแขง็ แรง ไม่มี โรคภัยเบียดเบยี น)
3.ใช้คาสุภาพ ไม่ใช้คาขยะ คาซ้าต่างๆ
เช่น เอ้อ อ้า เอ่อ นะฮะ แบบว่า… ฯลฯ
4.มคี วามชัดเจนในการใช้ถ้อยคา ไม่ใช้คากากวม
เช่น - ซื้อแสตมป์ หนึ่งร้อย หมายถงึ …
ร้อยดวง หรือ จานวนร้อยบาท
- ผมเป็ นคนชอบช่วยตวั เอง หมายถงึ …
ชอบดนิ้ รนทางานด้วยตนเอง หรือ ชอบสาเร็จความใคร่
5. ไม่ใช้คาย่อ การสื่อสารด้วยคาพูดต้องใช้คาเตม็ เช่น
ผศ.ดร. ต้องใช้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์
10.30 น. ต้องใช้ สิบนาฬิกาสามสิบนาที
6. ใช้ถ้อยคาส้ันๆ กะทดั รัด ไม่ใช้คาฟ่ ุมเฟื อย เยนิ่ เย้อ เช่น
“หล่อนเป็ นหญิงชราอายุมากแล้ว”
(ไม่ต้องใช้อายุมาก เพราะชรากอ็ ายมุ ากแล้ว)
“ห้ามไม่ให้ทงิ้ ขยะบริเวณนี”้
(ไม่ต้องใช้คาว่าไม่ให้เพราะจะกลายเป็ นการปฏเิ สธซ้อนปฎเิ สธ)
7.ใชค้ ำที่หลำกหลำย ไม่ใชค้ ำซ้ำๆกนั รู้จกั ใชค้ ำท่ีคลำ้ ยกนั
หรือมีควำมหมำยเหมือนกนั เช่น
“หญงิ สาวคนหน่ึง อยู่ในบ้านหลงั หน่ึง ทสี่ วนแห่งหน่ึง”
อาจใช้คาว่า
8. ใช้สานวนโวหาร
สานวนโวหารเป็ นถ้อยคาท่อี าจไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ใช้
แล้วทาให้ข้อความสละสลวย กะทัดรัด ได้สาระ มีความหมาย
ชัดเจนดขี นึ้ เช่น
“หนุ่มสาวคู่นีเ้ หมาะสมกนั เหมือนกงิ่ ทองใบหยก”
“เขาปวดหัวมากเหมือนใครเอาคมี มาบีบขมับ”
9. ไม่ใช้คาทม่ี ีความหมายขัดแย้งกนั ในประโยคเดยี วกัน
เพราะอาจทาให้ผู้รับสารสับสน เช่น
“รถค่อยๆเคลอ่ื นไปอย่างรวดเร็ว”
(ไม่ทราบว่าช้าหรือเร็ว)
“ไม่มีใครอยู่บ้านหลงั นี้ นอกจากคุณแม่”
(คุณแม่อยู่บ้านคนเดยี ว)
10. ใชอ้ ำรมณ์ขนั กำรใช้อำรมณข์ ันจะมำ
พร้อมกบั มิตร ผสู้ ่งสำรทีส่ ำมำรถทำให้ผ้รู บั สำรมี
ควำมสุข หัวเรำะได้นน้ั จะสรำ้ งควำมกระตอื รอื รน้
ในกำรรบั สำร ชว่ ยผ่อนคลำยควำมตงึ เครยี ด ผสู้ ง่
สำรตอ้ งรู้จักเลอื กใช้อำรมณ์ขันใหเ้ หมำะสม
โดยกำรใชภ้ ำษำถิน่ เช่น
ชนแก้ว ตำจอก
ร้ำนถำ่ ยรปู ร้ำนแหกตำ
การใช้อวจั นภาษาทเ่ี หมาะสมจะทาให้การสื่อสารสัมฤทธ์ิผล
ซึ่งประกอบไปด้วย
1. กำรแสดงออกทำงสีหนำ้
2.ท่ำยนื ท่ำนงั่ กำรทรงตวั
3.กำรแต่งกำย
4.กำรใชม้ ือและแขน
5.กำรใชน้ ยั นต์ ำ
6.กำรใชน้ ้ำเสียง
1. การแสดงออกทางสีหน้า (แสดงถงึ อาการเกลยี ด)
1. การแสดงออกทางสีหน้า (แสดงถงึ อาการดใี จ)
1. การแสดงออกทางสีหน้า
2.ท่ายนื ท่าน่ัง การทรงตัว (ท่ายนื )
การใช้อวจั นภาษาท่ี
เหมาะสมจะทาให้การ
ส่ือสารสัมฤทธ์ิผล
2.ท่ายนื ท่าน่ัง การทรงตวั (ท่าน่ัง)
3.การแต่งกาย
3.การแต่งกาย
3.การแต่งกาย
4.การใช้มอื และแขน
4.การใช้มอื และแขน
5.การใช้นัยน์ตา
5.การใช้นัยน์ตา
3 ระดบั ภาษาท่ใี ชใ้ นการสอ่ื สาร
1.3.1 ภำษำเป็นทำงกำร
1.3.2 ภำษำไม่เป็นทำงกำร
1.3.3 ภำษำก่ึงทำงกำร
ภาษาไม่เป็ นทางการ : แบงค์เตือนเงนิ จะฝื ดเคอื ง
ภาษากงึ่ ทางการ : ธนาคารเตอื นภาวะการเงนิ จะฝื ดเคอื ง
ภาษาเป็ นทางการ : ธนาคารเปิ ดเผยว่าภาวะการเงนิ ของ
ประเทศมีแนวโน้มจะตงึ ตวั มาก
****************************************************
ภาษาไม่เป็ นทางการ :ขอบใจเพอื่ นมากที่มาอวยพร
ภาษากง่ึ ทางการ :ขอบคุณทุกท่านทก่ี รุณามาอวยพรให้ผม
ภาษาเป็ นทางการ :ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในนา้ ใจไมตรีทท่ี ่านให้
ความกรุณามาอานวยพรในวนั นี้
ตัวอยา่ ง
ภาษาเป็ นทางการ ภาษาก่งึ ทางการ ภาษาไม่เป็ นทางการ
บิดา คณุ พ่อ พ่อ
มารดา คณุ แม่ แม่
ศีรษะ หัว กบาล
4
ตวั อย่างภาษาถิ่นภาคใต้
ภาษาถิ่นภาคใต้ แปลวา่
ลอกอ มะละกอ
แมงบี้ ผีเสือ้
แหลง พูด
หวัก ทัพพี
พรก กะลา