The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ INFOGRAPHIC ป.วิแพ่งเล่ม 1 กระบวนการฟ้องและวิธีพิจารณาคดีสามัญในศาลชั้นต้น ฉบับ LawDD

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by LawDD, 2022-06-16 04:25:58

หนังสือ INFOGRAPHIC ป.วิแพ่งเล่ม 1 กระบวนการฟ้องและวิธีพิจารณาคดีสามัญในศาลชั้นต้น ฉบับ LawDD

หนังสือ INFOGRAPHIC ป.วิแพ่งเล่ม 1 กระบวนการฟ้องและวิธีพิจารณาคดีสามัญในศาลชั้นต้น ฉบับ LawDD

©ººÑ »ÃºÑ »Ã§Ø »‚ 2565



สงวนสิทธิต์ ามพระราชบัญญัตกิ ารพมิ พ
INFOGRAPHIC ป.วิ แพงและพยานแพง เลม 1
(กระบวนการฟอ งและวธิ พี จิ ารณาคดสี ามญั ในศาลชน้ั ตน ) ฉบบั LawDD

ผเู รยี บเรยี ง : กฤษณ ฤทธธิ รรม,นริศรา ทมุ มา
บรรณาธกิ าร : นรศิ รา ทมุ มา
บรรณาธกิ าร (ศิลปกรรม) : นรศิ รา ทุมมา
รปู เลม : นรศิ รา ทุมมา
พิสูจนอกั ษร : นรศิ รา ทุมมา

จัดทำโดย : สำนกั งานกฎหมายดีไซน ลอว อนิ เตอรเ นชน่ั แนล
ปรับปรุงครัง้ ท่ี 2 : มิถุนายน 2565

จัดจำหนา ยโดย
สำนักงานกฎหมายดไี ซน ลอว อนิ เตอรเ นชนั่ แนล
เลขท่ี 211/17 หมู 7 ถ.บานกลวย-ไทรนอ ย ตำบลพิมลราช
อำเภอบางบวั ทอง นนทบุรี 11110
ชองทางการติดตอ
FB : http://www.facebook.com/LawDD.info
E-mail : [email protected]
เบอรโ ทร : 061-013-0532

คำนำ

“ Do not judge the book by its cover ”

ที่หลายทานคงเคยไดยินกันบอย ๆ วา…
“ อยาตัดสินวาหนังสือเลมนี้เปนอยางไร หากยังไมไดล องเปดอาน ” เชน เดยี วกบั

“ หนังสอื INFOGRAPHIC ป.วแิ พงและพยานแพง เลม 1
”(กระบวนการฟองและวธิ พี ิจารณาสามญั ในศาลชน้ั ตน) ฉบบั LAWDD

ที่เราตองการ... “ จะนำเสนอทางเลือกอีกมิติหนึ่งในการอานหนังสือกฎหมายใหแกทาน ”
คนสวนใหญ อาจจะคุนชินกับการอานหนังสือหรือตำรากฎหมายแบบเดิม ๆ ที่มุงเนนเฉพาะเนื้อหา
สาระยาว ๆ ทม่ี เี พยี งตัวอักษร หรือคำอธิบายเยอะ ๆ และตบทา ยดว ยคำพิพากษาศาลฎกี า

แต. .. เมอ่ื อา นจบ ทา นเคยลองถามตวั ทา นเองหรอื ไมว า “ ทา นเหน็ ภาพกระบวนการนน้ั ๆจรงิ หรอื ”

คณะผูจัดทำจึงรวมกันตั้งโจทยวา จะทำอยางไร “ ใหหนังสือกฎหมายไมเหมือนหนังสือ
กฎหมาย” และ “ หนงั สอื กฎหมายจะหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ ทเี่ คยมีมาไมไ ดเ ลยหรือ ”

เมื่อมีคำถามพวกเราจึงเริ่มหาคำตอบและไดสรุปโครงสรางและเนื้อหาสาระ ที่ยังคงอางอิง
มาจากตัวบทกฎหมาย คำอธิบาย และคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเริ่มตนกระบวนการฟองจากผูมีสิทธิ
เสนอคดตี อ ศาล จนถงึ ขน้ั ตอนทศ่ี าลมคี ำพพิ ากษาหรอื คำสง่ั และยงั เพม่ิ เตมิ เนอ้ื หาสาระในสว นทเ่ี กย่ี วกบั
พยานหลักฐานในคดีแพงเขาไปดวย เพื่อใหเนื้อหาครบถวนสมบูรณชัดเจน และสอดคลองตองกันกับ
กระบวนการวธิ ีพจิ ารณาความแพง จนกระทั่งเกิดเปน …

หนังสือ INFOGRAPHIC ป.วิแพงและพยานแพง เลม 1 (กระบวนการฟองและวิธีพิจารณา
สามญั ในศาลชัน้ ตน ) ฉบับ LAWDD เลม นี้ขึน้ มา

ทางคณะผูจัดทำหวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือเลมนี้ จะเปนประโยชน และสรางพื้นฐาน
ความเขาใจใน “กระบวนการวิธีพิจารณาความแพง” ใหกับผูที่สนใจศึกษากฎหมายไมมากก็นอย
โดยยงั คงยึดมั่นในหลกั การท่วี า ...

การสอ่ื สารดว ย “ภาพ” ยอ มตอ ยอดใหเ กดิ “จนิ ตนาการ” และความเขา ใจทาง “ความคดิ ”
ลองเปด อา นดู แลวทา นจะคนพบวา หนังสอื เลม นี้ “ด”ี อยางไร

สารบัญ

กระบวนการฟอ งและวิธีพิจารณาคดสี ามัญในศาลช้ันตน 2
4
บทวเิ คราะหศัพท 5
1. ผูมสี ิทธิเสนอคดี 6
10
โจทก (ม.55) 11
ผูรองขอ (ม.55) 12
2. การเสนอคดีตอศาล (ม.170) 17
3. เขตอำนาจศาล
1.คดมี ขี อ พิพาท (ม.172 ,(ม.4(1)),(ม.3,ม.4 ทวิ,ม.4 ตร)ี ) 21
2.คดีไมมขี อ พพิ าท (ม.188(1), (ม.4(2)), (ม.4 จัตวา,ม.4 เบญจ,ม.4 ฉ)) 23
3.กรณพี เิ ศษ 25

1.กรณคี ำฟอ งหรอื คำรอ งขอซง่ึ อาจเสนอตอ ศาลไดส องศาลหรอื กวา นน้ั (ม.5) 26
2.กรณคี ำฟอ งหรือคำรองขอที่ตองย่ืนตอศาลเดิม (ม.7) 27
3.กรณไี มอ าจดำเนนิ กระบวนพจิ ารณาในศาลทม่ี เี ขตศาลเหนอื คดนี น้ั ได 28
29
โดยเหตสุ ดุ วิสัย (ม.10) 31
4. แบบคำฟองคดแี พง 32
33
สว นเริม่ ตนของคำฟอง (ม.67(1),(5),(2)) 35
สว นเนอื้ หาของคำฟอ ง (ม.67(4) + 172 ว.2) 36
สวนทา ยของคำฟอ ง (ม.172 ว.2 + ม.67(5)) 37
5. ตรวจคำฟอง 37
1.การตรวจคำฟอ ง (ม.18 ว.3,ว.2,172 ว.2)
2.คำสง่ั ช้นั ตรวจคำฟอง (ม.18,172 ว.3) 41
6. การสง หมายเรยี กและสำเนาคำฟองและผลแหง การยื่นคำฟอง 42
1. การสง หมายเรียกและสำเนาคำฟอง

ผมู หี นา ทีส่ ง หมายเรยี กและสำเนาคำฟอง (ม.70 ว.1)
วธิ ีการสง หมายเรียกและสำเนาคำฟอ ง (ม.74-79)
2. ผลแหงการยนื่ คำฟอง
1.ฟองซอน (ม.173 ว.2(1))
2.มเี หตเุ ปลย่ี นแปลงเกดิ ขน้ึ ในพฤตกิ ารณเ กย่ี วดว ยการยน่ื ฟอ งคดตี อ ศาล
ทมี่ เี ขตศาลเหนือคดีน้ัน (ม.173 ว.2(2))

สารบญั

7. ทงิ้ ฟอ งและถอนฟอ ง 43
1.ทง้ิ ฟอ ง (ม.174) 44
2.ถอนฟอ ง (ม .175) 46
3.ผลของการทิ้งฟองหรอื ถอนฟอ ง (ม.176) 47
48
8. คำใหการและฟอ งแยง 49
1.คำใหการ (ม.177 ว.1,ว.2) 51
2.คำฟอ งแยง (ม.177 ว.3 ประกอบ ม. 179 ว.ทาย) 52
53
9. การขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ คำฟอ งและคำใหก าร 54
1.หลกั การขอแกไ ขหรือเพมิ่ เติมคำฟอ งและคำใหการ
2.เหตแุ หงการขอแกไขหรอื เพิ่มเตมิ คำฟอ งและคำใหการ

(ม.179 ว.2,179 ว.ทา ย)

3.วธิ แี ละการกำหนดระยะเวลาการขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ คำฟอ งและคำใหก าร 58

(ม.180)

4.ผลของคำสงั่ เกยี่ วกบั การขอแกไ ขหรอื เพม่ิ เตมิ คำฟอ งและคำใหก าร 60

10. การช้ีสองสถาน 61

1. หลักการช้ีสองสถาน (ม.182 ว.1) 62

2. การกำหนดประเดน็ ขอพิพาทและภาระการพิสูจน

การกำหนดประเดน็ ขอ พพิ าท (ม.84) 65
ภาระการพสิ จู น (ม.84/1) 69

3. กระบวนการในวนั ชี้สองสถาน

1.กรณีคูค วามมาศาล (ม.183) 73

2.กรณีคูความไมม าศาล (ม.183 ทว)ิ 75
4. กำหนดวันสืบพยาน (ม.184) 76

11. การสืบพยาน
1. การยน่ื บญั ชรี ะบพุ ยาน (ม.88)
78

2. พยานหลักฐานตอ งเกี่ยวกบั ประเด็นขอ พิพาทแหงคดี (ม.86 ว.2,87(1)) 84

3. การสืบพยานหลกั ฐานประเภทตาง ๆ 85

พยานเอกสาร 86
พยานบุคคล 105
พยานหลกั ฐานทางวทิ ยาศาสตร 130

พยานผูเ ช่ยี วชาญและพยานผมู คี วามรูความเชยี่ วชาญ 135



กระบวนการฟอ งและวธิ พี จิ ารณา
คดีสามญั ในศาลช้นั ตน

¤Ó¿Í‡ §
1.ผูมีสิทธิเสนอคดี 2.การเสนอคดีตอ ศาล 3.เขตอำนาจศาล 4.แบบคำฟองคดีแพง

คำใหก าร

8.คำใหก ารและ 7.ท้ิงฟองและ 6.การสงหมายเรียกและ 5.ตรวจคำฟอ ง
ฟอ งแยง ถอนฟอง สำเนาคำฟองและ

ผลแหง การยน่ื คำฟอง

9.การขอแกไขหรอื ปภภระาาเรรดะะ็น 11.การสืบพยาน รายงาน
เพมิ่ เติมคำฟอง 12.รายงาน
และคำใหการ 10.การชี้สองสถาน กระบวนพจิ ารณา

14.คาฤชาธรรมเนียม 13.คำพิพากษา
และคำสั่ง
1

บทวิเคราะหศ ัพท

ในประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง ท่นี า สนใจมดี งั นี้

¤Ó¿Í‡ § คำฟอง : หมายความวา กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทกไดเสนอขอหาตอศาล

ไมวาจะไดเสนอดวยวาจา(คดีมโนสาเร) หรือ ทำเปนหนังสือ ไมวาจะไดเสนอ
ตอศาลชั้นตน หรือ ชั้นอุทธรณ (คำฟองอุทธรณ) หรือฎีกา (คำฟองฎีกา) ไมวาจะ
ไดเสนอในขณะที่เริ่มคดี โดยคำฟองหรือคำรองขอ หรือ เสนอในภายหลังโดยคำ
ฟองเพิ่มเติมหรือแกไขหรือ ฟองแยง หรือ โดยสอดเขามาในคดี ไมวาดวยสมัครใจ
หรอื ถูกบงั คบั หรือ โดยมคี ำขอพจิ ารณาคดีใหม (ม.1(3))

คำใหก าร คำใหก าร : หมายความวา กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่ง คูความฝายหนึ่งยกขอ

ตอสูเปนขอแกคำฟอง ตามที่บัญญัติไวใน ป.วิ.พ. นอกจากคำแถลงการณ (ม.1(4))

คำคูค วาม คำคูค วาม : หมายความวา บรรดาคำฟอง คำใหการ หรือ คำรองทั้งหลายที่ยื่น

ตอศาลเพื่อตั้งประเด็นระหวางคูความ (ม.1(5))

กระบวนพิจารณา : หมายความวา การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ.

อันเกี่ยวดว ยคดี ซง่ึ ไดก ระทำไปโดยคคู วามในคดี หรอื โดยศาล หรอื ตามคำสง่ั ศาล
ไมวาการนั้นจะเปน

- โดยคูความฝายใดทำตอศาล หรือ ตอคูความอีกฝายหนึ่ง หรือ
- โดยศาลทำตอคูความฝายใดฝายหนึ่ง หรือทุกฝาย และ
- รวมถึงการสงคำคูความ และเอกสารอื่นๆ ตามที่บัญญัติไวใน
ป.วิ.พ. (ม.1(7))

2

วันสืบพยาน : หมายความวา วันที่ศาลเริ่มตนทำการสืบพยาน

(ม.1(10))

คคู วาม : หมายความวา บุคคลผูยื่นคำฟองหรือถูกฟองตอศาล และ
VS เพื่อประโยชนแหงการดำเนินกระบวนพิจารณา ใหรวมถึงบุคคลผูมี

สิทธกิ ระทำการแทนบคุ คลน้ันๆ ตามกฎหมายหรอื ในฐานะทนายความ
(ม.1(11))

3

1.ผมู สี ิทธิเสนอคดี

1 ตองเปนผูมีสภาพบุคคล จะเปนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได

(ม.1096)

(ม.1064) (ม.1078)

(ม.78-ม.109)

มลู นิธิ

ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา 15 บัญญตั วิ า ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 65
“สภาพบุคคลนนั้ เรม่ิ เม่ือคลอดแลว อยูร อดเปน ทารก “นติ บิ ุคคลจะมขี ้ึนไดก ็แตด วยอาศัยอำนาจแหง

และสน้ิ สุดลงเม่อื ตาย” ประมวลกฎหมายนีห้ รือกฎหมายอ่นื ”

2 ตองเปนผูมีความสามารถตามกฎหมาย หากมีขอบกพรองเรื่องความสามารถ
ใหแกไขขอบกพรองไดตาม ป.วิแพง มาตรา 56 ประกอบ มาตรา 60 เชน

ผูเยาวมีสิทธิเสนอคำฟองหรือคำรองได หรือ ผูแทนโดยชอบธรรมมีสิทธิเสนอคำฟอง ผเู ยาว
หรือคำรองขอแทนผูเยาวไดในบางกรณี ตามป.วิแพงมาตรา 56 ประกอบ
ป.พ.พ.มาตรา 21 (อานเนื้อหาเพิ่มเติมไดในหนังสือ ป.วิแพงเลม 2 หนาที่ 7 และ 8)

(บปดิ .าพม.พาร.มด.า19หรปอื รผะกปู อกบครมอ.ง1566+1569,1598/3)

ผูอนุบาล (เปนผูแทนโดยชอบธรรมของคนไรความสามารถ) เปนผูเสนอคำฟองหรือคำรองขอ คนไรค วามสามารถ
ตอศาลตลอดจนดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคนไรความสามารถจนเสร็จคดี (อานเนื้อหา
เพิ่มเติมไดในหนังสือ ป.วิแพงเลม 2 หนาที่ 9)

ผูอนุบาล
(ป.พ.พ.ม.28 ว.2 ประกอบ ป.วแิ พง ม.56,ม.60)

คนเสมือนไรค วามสามารถมสี ทิ ธิเสนอคำฟองหรือคำรองได หรอื ผูพิทักษม สี ทิ ธิเสนอคำฟอง
หรอื คำรองขอแทนคนเสมอื นไรความสามารถไดตาม ป.วแิ พง มาตรา 56 ประกอบ ป.พ.พ.มาตรา 34
(อานเนื้อหาเพิ่มเติมไดในหนังสือ ป.วิแพงเลม 2 หนาที่ 10 และ 11)
ไรค ควนาเมสสมาอื มนารถ
ผูพิทักษ
(ป.พ.พ.ม.32 ว.21,34 ป.วิแพง ม.56,ม.60)

4

1.ผมู ีสิทธเิ สนอคดี

3 ตองเปนผูถูกโตแยงสิทธิ หรือ จะใชสิทธิทางศาล ซึ่งมีกฎหมายสารบัญญัติ
รับรองไวตามป.วิแพง ม.55 เชน นิติกรรม สัญญา
นิติเหตุ
กฎหมายใหสิทธิทางศาลได

ผูมีสิทธิเสนอคดีตอศาล แบงออกได 2 ประเภท ดังนี้

1.โจทก คือ ผูถูกโตแยงสิทธิ (ม.55)

เชน เจาหนี้ถูกลูกหนี้ปฏิเสธการชำระหนี้ หรือ บุคคลผูถูกละเมิด เปนตน
Ex. เจาหนี้ถูกลูกหนี้ปฏิเสธการชำระหนี้ กอนที่เจาหนี้จะนำคดีขึ้นสูศาลไดเจาหนี้ตองพิจารณา
กอนวา “หนี้นั้นมีกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ตองชำระตามวันแหงปฏิทินหรือไม ?”

หนี้มีกำหนดตามวันแหงปฏิทิน สกัญยู ืมญา หนี้มิไดกำหนดตามวันแหงปฏิทิน
(ไดกำหนดวัน เดือน ป ที่ลูกหนี้ (มิไดกำหนดวัน เดือน ป ที่ลูกหนี้
ตองชำระหนี้ไวโดยแนนอน) ตองชำระหนี้ไวโดยแนนอน)

บหอนกังกสลือาว

ถาหนถ้ี ึงกำหนดชำระแลว ลูกหน้ปี ฏเิ สธไมชำระหน้ี ถาเจาหน้ไี ดบอกกลาวใหช ำระหนี้แลว ลูกหน้ีปฏเิ สธไมชำระหนี้
ถอื วา ลกู หน้ีตกเปน ผูผิดนดั ตาม ป.พ.พ. ม.204 ว.2 ถือวา ลกู หนีต้ กเปนผูผ ดิ นดั ตาม ป.พ.พ. ม.204 ว.1

เจาหนี้มีสิทธินำคดีขึ้นตอศาลไดเพราะเจาหนี้ เจาหนี้มีสิทธินำคดีขึ้นตอศาลไดเพราะเจาหนี้ 5
ถูกโตแยงสิทธิ ตาม ม.55 แลว ถูกโตแยงสิทธิ ตาม ม.55 แลว

1.ผมู สี ทิ ธิเสนอคดี

2.ผรู อ งขอ คือ บุคคลที่ตองใชสิทธิทางศาล ซึ่งตองมีกฎหมายสาร

บัญญัติรองรับไวใหบุคคลดังกลาวใชสิทธิทางศาลได (ม.55)
กฎหมายสารบัญญัติที่รองรับใหใชสิทธิทางศาลได เชน ตาม

ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ไดแก
การรองขอใหศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ (ม.28)
การรองขอใหศาลสั่งใหเปนคนเสมือนไรความสามารถ (ม.32)
การรองขอใหศาลสั่งใหทำการอยางหนึ่งอยางใดไปพลางกอนตามที่
จำเปนเพื่อจัดการ ทรัพยสินของบุคคลผูไมอยู (ม.48)
การรองขอใหศาลสั่งเปนคนสาบสูญ (ม.61)
การรองขอใหศาลสั่งใหหางหุนสวนสามัญเลิกกัน (ม.1057)
การรองขอใหศาลสั่งถอนผูชำระบัญชีจากตำแหนงและตั้งผูอื่นแทนที่
(ม.1257)
การรองขอใหศาลแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปกษ
(ม.1382)
การขอใหศาลตั้งผูจัดการมรดก (ม.1713) เปนตน

Ex. ผูครอบครองปรปกษ ที่จะรองขอใหศาลแสดงกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. ม.1382 ไดนั้น ตอง
เปนการครอบครอง ในที่ดินมีโฉนดของผูอื่น ดังนั้น การที่ผูครอบครองปรปกษจะใชสิทธิ
ทางศาลนน้ั ตอ งพจิ ารณากอ นวา “ทด่ี นิ ทต่ี นครอบครองนน้ั เปน ทด่ี นิ มโี ฉนดของผอู น่ื หรอื ไม ?

ทโฉดี่ นนิ ด น.ส.3

ที่ดินมีโฉนดของผูอื่น ที่ดินไมมีโฉนดของผูอื่น
ผรู อ งขอชอบทจ่ี ะใชส ทิ ธทิ างศาลได (น.ส.3,น.ส.3ก,ส.ค.1,ใบจอง)
เพราะ การครอบครองปรปกษใน ผูรองขอไมอาจใชสิทธิทางศาล
ที่ดินมีโฉนดของผูอื่น มีกฎหมาย ไดเ พราะ การครอบครองปรปก ษ
(ป.พ.พ. ม.1382 ประกอบ ป.ทด่ี นิ ) ในที่ดินไมมีโฉนดของผูอื่นไมมี
6 รองรับไว กฎหมายรองรับไว

1.ผมู สี ิทธิเสนอคดี

ขอ สังเกต: ถา โจทกห รอื ผรู อ งขอไมส ามารถดำเนนิ คดที างศาลไดด ว ยตนเอง อาจมอบอำนาจ
หรอื แตง ตง้ั ใหบ คุ คลดงั ตอ ไปน้ี ดำเนินคดีตอ ศาลแทนตนกไ็ ด

1.ผรู บั มอบอำนาจ คือ ผูที่ไดรับมอบหมายใหมีอำนาจทำการแทนผูอื่นซึ่ง

มีผลทางกฎหมายเสมือนวาผูอื่นทำดวยตนเอง เชน

ผมู อบอำนาจ ผรู บั มอบอำนาจ

ทนใาบยแคตวง าม จะวาความอยางทนายความ
ไมได
ทนายความ แตแตงตั้งทนายความเพื่อ
ดำเนินกระบวนพิจารณาได
(ม.60 ว.2)

7

1.ผมู ีสิทธิเสนอคดี

2.ทนายความ คือ ผูที่ไดรับอนุญาตใหวาตาง แกตางแทนคูความใน
เรื่องอรรถคดี

การต้งั ทนายความ (ม.61) 2

1 ทนาใบยแคตวงาม

ลงลายมือตชอื่องตทัวำคเปว+นามหแนลังะสทือนายความ ยื่นตอศาลรวมไวในสำนวน

3 ทนาใบยแคตวงาม ใบแตงทนายความใหใชเฉพาะคดีเรื่องหนึ่งๆตามที่ไดยื่นไวเทานั้น
(ทนายความมีอำนาจวาความและดำเนินกระบวนพิจารณาได
อใบำนมาอจบท่ัวไป เฉพาะคดีนั้นๆ)
แตเมื่อทนายความผูใดไดรับมอบอำนาจทั่วไปที่จะแทนบุคคลอื่น
ไมวาในคดีใดๆ ใหทนายความผูนั้นแสดงใบมอบอำนาจทั่วไปแลว
คัดสำเนายื่นตอศาล แทนใบแตงทนายความ เพื่อดำเนินคดีเปน
เรื่องๆตอไป

8

1.ผมู ีสทิ ธิเสนอคดี

อำนาจของทนายความ (ม.62)

(1) วา ความและดำเนนิ กระบวนพจิ ารณาใด ๆ แทนคูความได
ตามทเ่ี หน็ สมควรเพื่อรักษาผลประโยชนของคูความนน้ั

(2) แตถ า กระบวนพิจารณา ใด

เปนไปในทางจำหนา ยสทิ ธิ มเิ ปน ไปในทางจำหนายสิทธิ
ของคคู วาม ของคคู วาม

เชน - การยอมรับตามทค่ี คู วามอีกฝาย เชน - การอุทธรณ
หน่ึงรองขอ - การฎกี า
- การถอนฟอ ง - การขอใหพจิ ารณาคดีใหม
- การประนปี ระนอมยอมความ เปนตน
- การสละสทิ ธิในการอทุ ธรณฎกี า
หรอื ขอใหพ ิจารณาคดี เปนตน

หลัก : ทนายความไมมอี ำนาจดำเนนิ กระบวนการพิจารณา เชน วา น้ีได 9
เวนแต : ไดร บั อำนาจจากตัวความโดยชัดแจง

(1) โดยระบุกระบวนการพิจารณานั้นในใบแตงทนายความ หรือ
(2) ทำเปนใบมอบอำนาจตางหากในภายหลัง ใบเดียวหรือหลายใบ

ก็ไดและในกรณีหลังนี้ใชบทบัญญัติ ม.61 บังคับ
หมายเหตุ : ตัวความหรือผูแทนจะปฏิเสธหรือแกไขขอเท็จจริงที่ทนายความของตนไดกลาวดวย

วาจาตอหนาตนในศาลในขณะนั้นก็ได แมถึงวาตัวความหรือผูแทนนั้นจะมิไดสงวน
สิทธิ เชนนั้นไวในใบแตงทนายความก็ดี (ม.62 ว.2)

2.การเสนอคดีตอ ศาล

หลัก : การฟอง การพิจารณา และชี้ขาดตัดสินคดีเปนครั้งแรก “ตองกระทำในศาลชั้นตน”
(ม.170 ว.1) เปนบทบัญญัติที่สอดคลองกับลำดับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของ
ศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

เวนแต : จะมีกฎหมายบัญญัติชัดแจงไวเปนอยางอื่น เชน คดีอาญาของผูดำรงตำแหนงทาง
การเมือง มี พ.ร.ป.วาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดำรงตำแหนงทางการเมือง
พ.ศ.2542 ม.8,9 บัญญัติใหคดีดังกลาว ฟองและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีเปนครั้งแรก
ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหนงทางการเมืองได เปนตน

¤Ó¿Í‡ § ¤ÓÃÍŒ §¢Í

โจทก ผูรองขอ หรือผูมีสิทธิดำเนินคดีแทน

ศาลฎีกา

ศาลอุทธรณ

ศาลชั้นตน

10 หมายเหตุ : สวนจะเสนอคดีตอศาลใดตองพิจารณาเขตอำนาจศาลในหัวขอตอไป

3.เขตอำนาจศาล

เมื่อการเสนอคดีตอศาลในครั้งแรกนั้น ตองเสนอคดีตอ “ศาลชั้นตน” ตาม ม.170 ว.1 ดังนั้น
ศาลชั้นตนแหงใดที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี ตองพิจารณาจากเขตอำนาจของศาลนั้น ๆ จาก
ประเภทของคดวี า “เปน คดมี ขี อพพิ าทหรอื เปน คดีไมม ขี อพพิ าท” ในเรื่องนแี้ บง ออกไดเปน 3 สว น ไดแ ก

1

ใหโจทกเ สนอ “คำฟอง” ตาม
ม.4 (1),3 (1),(2),4 ทวิ และ 4 ตรี

คดีมขี อ พพิ าท

2

ใหผ ูรอ งขอเสนอ “คำรอ งขอ” ตาม
ม.4 (2), 4 จัตวา, 4 เบญจ และ 4 ฉ

เขตอำนาจศาล คดไี มมขี อ พิพาท

3 พิเศษ 1.กรณคี ำฟอ งหรอื คำรองขอซง่ึ อาจ
เสนอตอศาลไดหลายศาล (ม.5)
กรณพี เิ ศษ
2.กรณีคำฟองหรอื คำรองขอท่เี กี่ยว
เนอ่ื งกบั คดีเดิม (ม.7) 11
3.กรณีไมอาจดำเนินกระบวนการ
พจิ ารณาในศาลที่มเี ขตศาลเหนือ
คดีนั้นไดโดยเหตุสุดวิสัย (ม.10)

3.เขตอำนาจศาล

1

1. คดีมีขอพิพาท

ภายใตบ งั คบั บทบญั ญตั ิ ม.57 (รอ งสอด) ใหโ จทกเ สนอขอ หา
ของตนโดยทำ “คำฟอ ง” เปน หนงั สอื ยน่ื ตอ ศาลชน้ั ตน (ม.172 ว.1)

คดีมขี อ พิพาท

บา นจำเลย

โจทก ศาลท่ีจำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล
“ภมู ิลำเนา” คือ ถ่นิ อนั บคุ คลนั้น มสี ถานทีอ่ ยูเปน
¤Ó¿Í‡ § สำคญั ตาม ป.พ.พ. ม.37 เปนตน

ใหโ จท(มก.เ4ส(น1อ))คำฟอ งตอ สญั ญา

OK

ศาลทม่ี ลู คดเี กดิ ขึ้นในเขตศาล
“มูลคดี” หมายถึง ตนเหตุอันเปนที่มาแหงการโตแยง
สทิ ธอิ นั จะทำใหโ จทกเ กดิ อำนาจฟอ ง (ฎ.1424/2547)
เชน สถานทเ่ี กดิ เหตลุ ะเมดิ สถานทท่ี ำสญั ญา เปน ตน

เวนแต : จะมบี ทบญั ญตั ไิ วเปน อยา งอ่นื

(1) คำฟองทม่ี ูลคดีเกิดข้นึ ในเรอื ไทยหรอื อากาศยานไทย (ม.3(1))
(2) คำฟองที่จำเลยไมม ภี มู ลิ ำเนาอยใู นราชอาณาจักร (ม.3(2))
(3) คำฟองเกี่ยวดว ยอสงั หาริมทรพั ย (ม.4 ทวิ)
(4) คำฟองท่ีจำเลยมไิ ดม ภี มู ลิ ำเนาและมลู คดมี ิไดเ กดิ ขึน้ ในราชอาณาจักร (ม.4 ตรี)

12

3.เขตอำนาจศาล

(1) คำฟองท่มี ูลคดีเกิดขึน้ ในเรอื ไทยหรอื อากาศยานไทย (ม.3(1))

ในกรณีทม่ี ูลคดเี กดิ ขึ้นในเรือไทยทอ่ี ยนู อกราชอาณาจักร

สญั ญา

OK

มหาสมุทรแปซิฟก
ในกรณที ่ีมูลคดีเกดิ ขน้ึ ในอากาศยานไทยท่ีอยูนอกราชอาณาจกั ร

สญั ญา

OK

เพื่อประโยชนในการเสนอคำฟอ ง ใหศาลแพงเปนศาลที่มีเขตอำนาจในการพจิ ารณา
พพิ ากษาคดี (ม.3(1))

คำฟอง

13

3.เขตอำนาจศาล

(2) คำฟอ งทจี่ ำเลยไมม ภี ูมิลำเนาอยูในราชอาณาจกั ร (ม.3(2))

(ก.) ถาจำเลยเคยมภี ูมลิ ำเนาอยู ณ ทีใ่ ดในราชอาณาจักรภายในกำหนด 2 ป กอนวันที่มี
การเสนอคำฟอง *ใหถือวาที่นั้นเปนภูมิลำเนาจำเลย

ตัวอยาง บา นจำเลย บา นจำเลย

จ.ขอนแกน จ.ขอนแกน

1 มนี าคม 2556 1 มนี าคม 2557 1 มนี าคม 2558

จำเลยมภี มู ลิ ำเนาอยทู ี่ จำเลยยายภูมลิ ำเนา โจทกส ามารถฟองจำเลย
จ.ขอนแกน ไปอยูประเทศญ่ปี นุ ไดท ี่ศาล จ.ขอนแกน

โจทกชอบที่จะฟองจำเลยตอศาลจังหวัดขอนแกนได แมขณะยื่นฟองจำเลยจะไมมีภูมิลำเนาอยู
ในราชอาณาจักร แตภายในกำหนด 2 ป กอนฟองคดี จำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยูที่ จ.ขอนแกน
จึงฟองจำเลยตอศาลดังกลาวได ตาม ม.3(2),(ก)

(ข.) ถาจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแตบางสวนในราชอาณาจักร

ไมวา ตนเองหรือตัวแทนหรือโดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเปนผูติดตอในการประกอบกิจการนั้นใน
ราชอาณาจักร *ใหถือวาสถานที่ที่ใชหรือเคยใชประกอบการกิจการ หรือติดตอดังกลาวหรือ
สถานที่อันเปนถิ่นที่อยูของตัวแทนหรือของผูติดตอในวันที่มีการเสนอคำฟองหรือ ภายใน
กำหนด 2 ป กอนนั้น เปนภูมิลำเนาของจำเลย

ตวั อยา ง รา นขายขนม บา นจำเลย

จ.เชยี งใหม จ.เชยี งใหม

ปจ จบุ นั โจทกส ามารถฟอ งจำเลย
จำเลยประกอบกิจการ จำเลยมภี มู ลิ ำเนา ไดท ศ่ี าล จ.เชียงใหม
อยทู ่ี จ.เชียงใหม อยปู ระเทศญ่ปี นุ

โจทกชอบที่จะฟองจำเลยตอศาลจังหวัดเชียงใหมได แมขณะยื่นฟองจำเลยจะไมมีภูมิลำเนา
อยูในราชอาณาจักรก็ตาม แตเมื่อจำเลยประกอบกิจการในราชอาณาจักร จึงฟองจำเลยตอ
ศาลดังกลาวไดตาม ม.3(2),(ข)

14

3.เขตอำนาจศาล

(3) คำฟอ งเกย่ี วดว ยอสงั หาริมทรพั ย (ม.4 ทวิ)

โจทก อสงั หาริมทรัพย

¤Ó¿Í‡ § สิทธิอันเก่ียวดว ยอสังหารมิ ทรพั ย

เก่ยี วดว ย ประโยชนอ นั เกีย่ วดวยอสังหาริมทรัพย

(คำฟอ งที่บงั คับเอาแกต วั อสังหาริมทรพั ยโดยตรง)

ตกึ พพิ าท หรอื

บา นจำเลย

ใหโจทกเสนอตอศาลที่อสังหาริมทรัพย ใหโจทกเ สนอตอ ศาลทจี่ ำเลยมีภมู ิลำเนา
ตัง้ อยู ( ไมวา จำเลยจะมภี มู ิลำเนาอยใู น อยูใ นเขตศาล
ราชอาณาจักรหรือไม)

15

3.เขตอำนาจศาล

(4) คำฟองทจี่ ำเลยมิไดม ีภูมิลำเนาและมลู คดีมิไดเ กดิ ขน้ึ ในราชอาณาจกั ร
(ม.4 ตรี)

ตองเปนคำฟองอน่ื ที่มใิ ชค ำฟองเก่ยี วดว ย
อสังหารมิ ทรัพย (ม.4ทวิ)
¤Ó¿Í‡ §
จำเลยมิไดมภี มู ิลำเนาอยใู นราชอาณาจกั ร

มูลคดมี ิไดเ กดิ ขึ้น ในราชอาณาจกั ร
โจทก

เปน ผูมสี ญั ชาตไิ ทย

หรอื

มีภมู ิลำเนาอยูในราชอาณาจักร

บา นโจทก รถของจำเลย

หรอื

ใหโ จทกเสนอคำฟอ ง ใหโจทกเ สนอคำฟอ งตอ คำฟองตาม ม.4 ตรี ว.1ถาจำเลย
ตอ ศาลแพง ศาลที่โจทกมีภูมิลำเนา มที รพั ยส นิ ทอ่ี าจถกู บงั คบั คดอี ยใู น
(ม.4 ตรี ว.1) อยูในเขตศาล ราชอาณาจกั ร (ไมว า ชว่ั คราวหรอื
(ม.4 ตรี ว.1) ถาวร) โจทกจ ะเสนอคำฟอ งตอ ศาล
ทท่ี รพั ยส นิ นน้ั อยใู นเขตศาลกไ็ ด
(ม.4 ตรี ว.2)

16

3.เขตอำนาจศาล

2 2. คดไี มมขี อพิพาท
เมื่อบุคคลใดจะตองใชสิทธิทางศาลเพื่อรับรองหรือคุมครอง
สิทธิที่ตนมีอยู อันเปนการเสนอคดีโดยไมมีขอพิพาท เนื่องจากไมมี
บคุ คลอ่ืนโตแยงสทิ ธหิ รือหนาทขี่ องตน ซึง่ คดีไมมีขอ พิพาทน้ี ตอ งเปน
กรณที ม่ี กี ฎหมายกำหนดใหใ ชส ทิ ธทิ างศาลดว ยตาม ม.55 และ ผรู อ งขอ
คดไี มม ีขอ พพิ าท ตอ งเรม่ิ คดี โดยยน่ื “คำรอ งขอ” ตอ ศาล (ม.188 (1)) ทม่ี เี ขตอำนาจศาล

ในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดดี งั น้ี

ปรปก ษ

ผูร อ งขอ

คำรองขอ ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล
บา นผรู อ ง
ใหผูรอ งขอเสนอคำรองขอตอ
(ม.4 (2))

ศาลที่ผูรองมีภูมิลำเนาอยูในเขตศาล

เวน แต : จะมบี ทบญั ญัติไวเ ปนอยา งอืน่

(1) คำรองขอแตงตง้ั ผจู ดั การมรดก (ม.4 จัตวา)
(2) คำรอ งขอเกี่ยวกับนิติบุคคล (ม.4 เบญจ)
(3) คำรอ งขอเก่ยี วกบั ทรัพยส ินท่อี ยใู นราชอาณาจักร (ม.4 ฉ)

17
1

3.เขตอำนาจศาล

(1) คำรองขอแตงต้ังผจู ัดการมรดก (ม.4 จัตวา)

ผรู องขอ

คำรองขอ

บา นเจา มรดก รถเจา มรดก

ใหผ รู องขอเสนอคำรองขอตอศาลที่ กรณเี จา มรดกไมม ภี มู ลิ ำเนาอยใู นราชอาณาจกั ร
เจามรดกมีภูมิลำเนาอยูในเขตศาล ใหผูรองขอเสนอคำรอ งขอตอศาลทีท่ รพั ยมรดก
ในขณะถึงแกค วามตาย อยูในเขตศาล (ม.4 จัตวา ว.2)
(ม.4 จัตวา ว.1)

18


Click to View FlipBook Version