The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวทิพาธรณ์ ทองขาว ม.5/11 เลขที่42

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-15 08:29:25

นิราศอิเหนา

นางสาวทิพาธรณ์ ทองขาว ม.5/11 เลขที่42

นิ

ลารา ร





อิ









จัดทำโดย



นางสาวทิพาธรณ์ ทองขาว ม5/11
เลขที42


เสนอ



คุณครูภานุมาศ ชุมเเสง

นิราศอิเหนา

ผู้ เเต่ ง สุ นทรภู่

นิราศอิเหนา ถือเป็นกระบวนบทละครรำที่มีชื่อเสียงเป็นที่สุด ตั้งแต่ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสุนทรภู่เป็นผู้แต่งนิราศอิเหนา ตอน

ท่านบวชในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๓๗๘ เพื่อขึ้นเพื่อถวาย
พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ เมื่อครั้งที่สุนทรภู่ได้อาศัยพึ่งพาพระบารมีของ

พระองค์

! คุณค่าด้าน !
วรรณศิลป์

ปางอิเหนาเศร้าสุดถึงบุษบา พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย

ตลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย

โอ้เย็นค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย น้องจะลอยลมบนไปหนใด

ฤๅเทวันชั้นฟ้ามาพาน้อง ไปไว้ห้องช่องสวรรค์ที่ชั้นไหน

จากบทประพันธ์แรก
-มีการเล่นสัมผัสสระ คือ เหนา-เศร้า,เหลียว-เปลี่ยว,เหยาะ-เผาะ เเละในวรรคเเร
กมีการเล่นสัมผัสในวรรคคือ สุด-บุษ, เปล่า-เหงา
-มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือคำว่า พระ-พาย-พา-พัด,ล่อง-ลอย,เปลี่ยว-
เปล่า,เหงา-หงิม,ปริ่ม-เปี่ ยม,เผาะ-ผอย
บทประพันธ์ที่สอง
-มีการเล่นสัมผัสสระ ค่ำ-น้ำ,ฟ้า-มา-พา,ไป-ไว้,ห้อง-ช่อง
-มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ พร่าง-พร้อย,ลอย-ลม
-มีการใช้สัมผัสใน คือ บน-หน ไป-ใด
-บทประพันธ์นี้มีรสวรรณคดีคือสัลปังคพิสัย กล่าวถึงอิเหนาที่เศร้าพร่ำเพ้อถึง
บุษบา เเละมีโวหารภาพพนจ์ปรากฏในวรรคที่4 สุชลเปี่ ยมเหยาะเผาะผอย โวหาร
ที่ปรากฏคือ นาฏการ แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหว

๏ พระผันแปรแลรอบขอบทวีป เห็นแต่กลีบเมฆเคลื่อนเกลื่อนเวหา

จะแลดูสุริยนก็สนธยา จะดูฟ้าฟ้าคล้ำให้รำจวน

ฝืนวิโยคโศกเศร้าเข้าในห้อง เห็นแท่นทองที่ประทมภิรมย์สงวน

ไม่เห็นนุชสุดจะทรงพระองค์ซวน ละห้อยหวนหิวโหยด้วยโรยแรง

จากบทประพันธ์ มีการสรรคำเเละใช้คำซ้ำคือคำว่า ฟ้า-ฟ้า
มีการเล่นสัมผัสสระ คือ แปร-แล,รอบ-ขอบ,เคลื่อน-เกลื่อน
มีการใช้สัมผัสในคือ ยน-สน ,คล่ำ-รำ
บทที่สอง
มีการเล่นสัมผัสสระ คือ โยค-โศก,เศร้า-เข้า,นุช-สุด
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ โศก-เศร้า,เเท่น-ทอง,ห้อย-หวน-หิว-โหย.โรย-แรง
มีสัมผัสใน จะ-พระ,ทรง-องค์,โหย-โรย
มีการเลือกใช้คำถูกต้องตรงตามฉันทลักษณ์ ในบทประพันธ์ทั้งสองนี้ปรากฏให้เห็น
รสวรรณคดีที่เด่นชัดคือสัลปังคพิสัย

ยลยี่ภู่ปูเปล่าเศร้าสลด ระทวยทดทอดทบซบกรรแสง
โอ้สุดแสนแค้นอารมณ์ด้วยลมแดง ดูเหมือนแกล้งพัดไปให้ไกลทรวง
เสียดายเอ๋ยเคยแอบแนบสนิท ถึงชีวิตวอดวายไม่หายห่วง
โอ้น้องนุชบุษบาสุดาดวง พี่เปล่าทรวงทรวงดังจะพังโทรม




จากบทประพันธ์
มีการเล่นสัมผัสอักษร คือ ยล-ยี่,ทวย-ทด--ทอด-ทบ
มีการเล่นสัมผัสสระ คือ ภู่-ปู,เปล่า-เศร้า,ทบ-ซบ,เเสน-เเค้น.ไป-ให้-ไกล
มีการเล่นสัมผัสใน คือ รมณ์-ลม
บทที่สอง
มีการเล่นสัมผัสสระ เอ๋ย-เคย,แอบ-แนบ,นุช-บุษ
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ วอด-วาย,หาย-ห่วง,น้อง-นุช,บุษ-บา,ดา-ดวง
มีการเล่นสัมผัสใน คือ บา-ดา,ดัง-พัง
มีการใช้คำซ้ำ ในวรรคที่สี่คือ ทรวง-ทรวง
ในบทนี้มีรสวรรณคดีสัลปังคพิสัยเเละพิโรธวาทัง ตัดพ้อต่างๆ

โอ้โพล้เพล้เวลาปานฉะนี้ เคยเข้าที่พี่เคยได้เชยโฉม

เห็นแต่ห้องน้องน้อยลอยโพยม ยามประโคมมิรู้ลืมเจ้าปลื้มใจ

โอ้เขนยเคยหนุนยังอุ่นอ่อน แต่น้องน้อยลอยร่อนไปนอนไหน

ยี่ภู่เอ๋ยเคยชิดสนิทใน วันนี้ไกลกลอยสวาทอนาถนอน

จากบทประพันธ์นี้

มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ โพล้-เพล้,น้อง-น้อย

มีการเล่นสัมผัสสระ คือ โอ้-โพล้,ที่-พี่,ห้อง-น้อง,น้อย-ลอย

มีการเล่นสัมผัสใน คือ เคย-เชย,ลืม-ปลื้ม

บทประพันธ์ที่สอง

มีการเล่นสัมผัสสระ คือ เขนย-เคย,น้อย-ลอย,เอ๋ย-เคย NOW

มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ อุ่น-อ่อน,น้อง-น้อย,ไกล-กลอย ACCEPTING
มีการเล่นสัมผัสใน หนุน-อุ่น,ร่อน-นอน,ไป-ไหน,สวาท-อนาถ ORDERS
มีการตัดพ้อรำพึงรำพันถึงนางบุษบา ปรากฏโวหารภาพพจน์ในบทประพันธ์

ที่สอง คือ ปฏิพากย์ คำว่า สวาท-อนาถ

โอ้รินรินกลิ่นนวลยังหวนหอม เคยถนอมแนบทรวงดวงสมร

ยังรื่นรื่นชื่นใจอาไลยวอน สอื้นอ้อนอารมณ์ระทมทวี

จนฆ้องค่ำย่ำหึ่งหึ่งกระหึม ยิ่งเศร้าซึมโศกาถึงยาหยี

โอ้ ยามอยู่ คู หาเวลานี้ เคยพาที ทอดประทั บไว้ กั บทรวง

จากบทประพันธ์นี้
มีการใช้คำซ้ำคือ ริน-ริน,รื่น-รื่น
มีการเล่นสัมผัสสระคือ ริน-กลิ่น,ทรวง-ดวง,รื่น-ชื่น
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะคือ หวน-หอม,อ้อน-อา,รมณ์-ระ
มีการเล่นสัมผัสใน คือ ใจ-ไลย
บทที่สอง
มีการเล่นสัมผัสสระคือ ค่ำ-ย่ำ,อยู่-คู
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ ยา-หยี,ยาม-อยู่ ,ที-ทอด
มีการใช้คำซ้ำคือ หึ่งหึ่ง
มีการใช้สัมผัสในคือ ทับ-กับ
มีโวหารภาพพจน์ปรกฏคือ สัทพจน์ การเลียนเสียงธรรมชาต เช่นจนฆ้องค่ำย่ำหึ่งหึ่ง
กระหึม ปรากกฏสัลปังคพิสัย รำพันถึงนางบุษบา

โอ้อกเอ๋ยเคยอุ่นลมุนลม่อม เคยโอบอ้อมอ่อนตามไม่ห้ามหวง

ยังเคลิ้มเคล้นเช่นประทุมกระพุ่มพวง เคยแนบทรวงไสยาสน์ไม่คลาศคลาย

จนเคลิ้มองค์หลงเชยเขนยหนุน ถนอมอุ่นแอบประโลมว่าโฉมฉาย

ครั้นรู้สึกดึกดื่นสอื้นอาย แสนเสียดายสุดจะดิ้นสิ้นชีวัน




จ า ก บ ท ป ร ะ พั น ธ์ นี้
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ โอ้-อก-เอ๋ย,โอบ-
อ้อม-อ่อน,ห้าม-หวง,เคลิ้ม-เคล้น
มีการเล่นสัมผัสสระคือ เอ๋ย-เคย,เคล้น-เช่น
มีสัมผัสใน ประ-กระ ทุม-พุ่ม, ไส-ไม่ ยาสน์-คลาด
บทที่สอง
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ อุ่น-แอบ,โฉม-
ฉาย,ดึก-ดื่น,แสน-เสีย
มีการเล่นสัมผัสสระ คือ องค์-หลง,สึก-ดึก,ดิ้น-สิ้น
มีสัมผัสใน โลม-โฉม บทประพันธ์ข้างต้นมีรสทาง
วรรณคดีคือสัลปังคพิสัย ยังคงเป็นการรำพึงรำพัน
ถึ ง น า ง อั น เ ป็ น ที่ รั ก

เห็นสิ่งของน้องนุชยิ่งสุดเศร้า พระไทยเฝ้าเคลิ้มไคล้ดังใฝ่ฝัน

ยิ่งรำฦกตรึกตรายิ่งจาบัลย สุดจะกลั้นรีบออกนอกบรรพต

พินิจจันทร์วันเพ็งขึ้นเปล่งแสง กระจ่างแจ้งแจ่มวงทั้งทรงกลด

สี่พี่เลี้ยงเคียงพร้อมน้อมประนต พระเลี้ยวลดแลแสวงดูแสงเดือน




จากบทประพันธ์
มีการเล่นสัมผัสสระ คือ ของ-น้อง,ออก-นอก
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ น้อง-นุช,เคลิ้ม-ไคล้,ใฝ่-ฝัน,ตรึก-ตรา
มีสัมผัสในคือ นุช-สุด
บทที่สอง
มีสัมผัสใน คือ เพ็ง-เปล่ง ,วง-ทรง
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ จ่างง-เเจ้ง-เเจ่ม,เลี้ยว-ลด-แล
มีการเล่นสัมผัสสระ คือสี่-พี่ ,เลี้ยง-เคียง,พร้อม-น้อม
มีสัลปังคพิสัยในบทประพันธ์

ดูเก๋งก่อต่อเตาเห็นเงาคล้าย เขม้นหมายมุ่งไปก็ไม่เหมือน
เห็นเงาไม้ไหวหวั่นให้ฟั่ นเฟือน จนเดือนเคลื่อนคล้อยฟ้าให้อาวรณ์
เห็นสระศรีที่เคยมาประพาศ รดะดาษดอกดวงบัวหลวงสลอน
ลมรำเพยเชยชายกระจายจร หอมเกสรเสาวคนธ์ที่หล่นโรย

จากบทประพันธ์นี้
มีการสรรคำ มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ คือ
เก๋ง-ก่อ ต่อ-เตา,หมาย-มุ่ง,ดาษ-ดอก-
ดวง,เชย-ชาย,จาย-จร
มีการเล่นสัมผัสสระ คือก่อ-ต่อ,ไม้-ไหว,เพย-
เชย
มีสัมผัมใน คือ เตา-เงา ,ไป-ไม่,ดวง-
หลวง,ชาย-จาย
มีโวหารภาพพจน์คือบุคลาธิษฐาน คือ เงาไม้
ไหวหวั่น ลมรำเพยเชยชม อ่านเเล้วรู้สึกว่ามี
ความเศร้าแฝงอยู่

โอ้รินรินกลิ่นบุหงาสะตาหมัน เหมือนกลิ่นจันทน์เจือนวลให้หวนโหย
หอมยี่หุบสุกรมดอกยมโดย พระพายโชยเฉื่อยชื่นยืนตลึง

จากบทประพันธ์นี้
มีการใช้คำซ้ำคือคำว่า ริน-ริน เเละมีสัมผัสสระ คือ ริน-กลิ่น,ชื่น-ยืน
มีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ จันทร์-เจือ,ให้-หวน-โหย,พระ-พาย
มีสัมผัสใน หงา-ตา ,กรม-ยม
มีการใช้อุปมา คือคำว่า เหมือนกลิ่นจันทร์ มีการพรรณนาให้เห็นภาพ

นิราศอิเหนา

โอ้ที่นี่ศีลาเคยมานั่ง เห็นบัลลังก์แล้วยิ่งนึก
รำฦกถึง

ดูเงื้อมเขาเงาไม้พระไทรซึ้ง เสียงหึ่งหึ่งผึ้งรวงเฝ้า

หวงรัง

จากบทประพันธ์
มีสัมผัสสระคือ ที่-นี่-ศี,เขา-เงา,หึ่ง-ผึ้ง
มีสัมผัสใน ลา-มา,ไม้-ไทร,รวง-หวง
มีคำซ้ำ คือ หึ่ง-หึ่ง

คุณค่าด้าน
สังคม

วิเคราะห์ด้าน
สังคม

พระชวนพลอดกอดน้องประคองอุ้ม ให้ชมเพลินเดินมะงุมมะงาหรา

ป่าประเทศเขตแคว้นแดนชวา อินทะผาลัมชุมสลุมพัน

โกฐสดำจำปาดะดงองุ่น สหัสคุณขึ้นระคนปนปาหนัน

สลาสล้างนางแย้มเข้าแกมกัน หญ้าฝรั่นฝรั่งเรียงขึ้นเคียงดง

สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่ผู้ชายมีให้ผู้หญิง สะท้อน
ให้เห็นสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ จากพืชพันธุ์ต่างๆ
ที่กล่าวมาข้างต้น และความอุดมสมบูรณ์ของพืชผัก

ผลไม้ในสมัยนั้น

คิดถึงนุชบุษบานิจจาเอ๋ย มิได้เชยชมสบายมาหายสูญ
ยิ่งเพิ่มพูนพิศวงในดงแดน
ยิ่งโศกเสียวเหลียวหาให้อาดูร เคยข่วนเจ็บรอยมีอยู่ที่แขน
ดูเล็บนางนึกถึงนางเหมือนอย่างเล็บ ละม้ายแม้นเหมือนเหมือนจะเยื้ อนยิ้ม
เห็นนมนางกลางพนมนึกชมแทน

สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่ยิ่ง
ใหญ่รักที่หมดใจของคนคนนึงที่
จากลานางอันเป็นที่รักทำให้โศก
เศร้ามองอะไรก็เห็นเป็นคนรัก

อรหันนั้นหน้าเหมือนมนุษย์ ปีกเหมือนครุฑครีบเท้ามีเผ้าผม

พวกม่าเหมี่ยวเที่ยวเดินเนินพนม ลูกเล็กล้มลากจูงเหมือนฝูงคน

เหล่าละเมาะเงาะป่าคุลาอยู่ เที่ยวกินปูเปี้ ยวป่าผลาผล

สิงโตตื่นยืนหยัดสะบัดตน เห็นผู้คนโผนข้ามลำเนาเนิน

สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เหนือ
ธรรมชาติอะ ยกตัวอย่างเช่น ปีกเหมือนครุฑ
ครีบเท้ามีเผ้าผม สะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการ
ของผู้เเต่ง และสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม

การใช้ชีวิต การกิน

เมืองระตูรู้ทั่วกลัวอำนาจ ต่างแต่งราชธดิ ามาถวาย

ไม่ไยดีอีนังแต่ซังตาย แม้นแก้วหายได้ปัดไม่ทัดเทียม

แม้นมิเหมือนเพื่อนเชยที่เคยชิด ไม่ขอคิดนึกหน่ายละอายเหนียม

แต่ปราศรัยไต่ถามตามธรรมเนียม ไม่และเลียมเลยแสวงทุกแห่งไปฯ




นิราศอิเหนา

สะท้อนให้เห็นถึงประเพณี วัฒนธรรมของการที่เอา
ลูกสาวของเมืองต่างๆมาถวายให้เเต่งงานกับเจ้าเมือง
ที่ทรงอำนาจเพื่อความปรอดองกันของบ้านเมือง และ
เสริมสร้างอำนาจบารมีให้แก่เมืองของตนเองอีกด้วย
และสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมความคิดของคนในสมัย

นั้นที่มีต่อผู้หญิง

ที่ธารถ้ำน้ำพุทะลุลั่น เป็นช่องชั้นบัลลังก์น่านั่งเล่น

ผลาผลหล่นกลาดดาษกระเด็น ดอกไม้เป็นดอกพร้อมหอมรัญจวน

จะใคร่บวชสวดมนต์อยู่บนเขา เพราะแสนเศร้าสุดจะตามทรามสงวน

แม้นมิตามความรักเฝ้าชักชวน ให้ปั่ นป่วนไปตามเพราะความรัก

สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาเเละ
น้ำตก สะท้อนให้เห็นถึงเมื่อเวลาหมดกำลังใจ เจอ
ปัญหา อยากหนีปัญหา ก็จะใช้ศาสนาเป็นเครื่องยึด

เหนี่ยวจิตใจ การบวช

จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก

สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ

จะสร้างพรตอดรักหักสวาท เผื่อจะขาดข้อคิดพิสมัย

แม้นน้องนุชบุษบานิคาลัย จะได้ไปสู่สวรรค์ชั้นโสฬส

สะท้อนให้เห็นถึงความรักเเละความเศร้า
ในเวลาเดียวกัน ความเสียใจที่สูญเสียนาง
ผู้เป็นที่รักเเละทำใจไม่ได้ เรื่องความเชื่อว่า

ถ้าหากตายเเล้วไปสวรรค์

นกกระตั้วคลัวเคลียตัวเมียป้อน เหมือนขวัญอ่อนแอบประทับพี่รับขวัญ

ป้อนสลาพาชื่นทุกคืนวัน มาจากกันกรรมเอ๋ยไม่เคยเป็น

เห็นนกเปล้าเคล้าคู่เข้าชูชื่น ถอนสะอื้นเหมือนไม่พอใจเห็น

พอเวลาสายัณห์ตะวันเย็น นกยูงเล่นลมเพลินบนเนินเตียน

สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติวิถีชีวิตของสัตว์
ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
สภาพภูมิอากาศในสมัยนั้น

เป็นกุศลหนหลังเราทั้งสอง คงได้น้องคืนมา
เรียงเคียงเขนย

แม้นกรรมหนุนบุญน้อยจะลอยเลย มิได้เชย
บุษบาพะงางอนฯ



สะท้อนเกี่ยวกับศาสนา ในเรื่องของเวรกรรมที่

ได้ทำมา มีกรรมติดตัว บุญน้อย ทำให้คิดว่าไม่

สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะเวรกรรม

ห ยุ ด ส ง ค ร า ม กั บ ค น จ น

แม้นน้องน้อยลอยถึงชั้นตรึงส์ตรัย สหัสนัยน์จะช่วยรับประคับประคอง

หรือไปปะพระอาทิตย์พิศวาส ไปร่วมอาสน์เวชยันต์ผันผยอง

หรือเมขลาพาชวนนวลละออง เที่ยวลอยล่องเลียบฟ้าชมสาคร

หรือไปริมหิมพานต์ชานไกรลาส บริเวณเมรุมาศราชสิงขร

โอ้ลมแดงแสงแดดจะแผดส่อง จะมัวหมองมิ่งขวัญจะหวั่นไหว

จะดั้นหมอกออกเมฆวิเวกใจ นี่เวรใดเด็ดสวาทให้คลาดคลาฯ

สะท้อนเกี่ยวกับเรื่องสวรรค์ชั้นฟ้า เเละเเต่ละชั้นของสวรรค์
มีการกล่าวถึงพระอินทร์เเละนางเมขลาสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่อง

เทวดานางฟ้า
มีการกล่าวถึงนางในวรรณคดี คือบทที่กล่าวว่าเมขลาพาชวนนวลละออง

สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องป่าหิมพานต์เเละเขาไกรลาส

๏ คิดถึงนุชบุษบาออกมานั่ง บนบัลลังก์เหลี่ยมผาหน้าสิงขร

พระตรวจน้ำร่ำว่าด้วยอาวรณ์ หวังสมรเหมือนจะคลาดในชาตินี้

จะอุตส่าห์ปะตาปารักษากิจ อวยอุทิศผลผลาถึงยาหยี

จะเกิดไหนในจังหวัดปัถพี ให้เหมือนปี่ กับขลุ่ยต้องทำนองกัน

สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ศาสนา ทำบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไป
แล้ว ให้ไปเกิดในที่ที่ดี

สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องชาติภพ หวังว่าชาติหน้าจะเกิด
มาเเล้วเหมือนปี่ กับขลุ่ยต้องทำนองกัน

สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมสำหรับกษัตริย์ในสมัยนั้น

ขอบคุณที่รับชม


Click to View FlipBook Version