ช่อื เรือ่ งวจิ ัย การพฒั นาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัย โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเขยี นพยญั ชนะตัวกลมของ
นกั เรียนช้ันอนุบาลปที ่ี 2
ชอื่ ผู้วจิ ยั นางกาญจนา วเิ ศษศรี
ปที ที่ ำกำรวจิ ัย 2565
บทคดั ยอ่
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
ยัญชนะตัวกลม และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนพยัญชนะตัวกลม กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 ชาย 7 คน หญิง 5 คน อายุ 4
– 5 ปี ที่กาลงั ศึกษาอย่ใู นชนั้ อนุบาลปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ของโรงเรียนโคกนาดี จานวน 12 คน
ไดม้ าโดยวิธกี ารเลือกแบบเจาะจง เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกจิ กรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
พยัญชนะตัวกลม และแบบประเมินการเขียนสาหรบั เดก็ ปฐมวยั
ผลการทาวิจยั ในคร้ังน้ี นักเรยี นทงั้ 12 คน มที ักษะการเขยี นของนักเรยี นช้ันอนุบาลปีท่ี 2 กอ่ นใช้แบบฝึก
ทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลมอยู่ในระดับปานกลาง หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม
นักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 มีทักษะการเขียนอยู่ในระดับมาก ทักษะการเขียนของนักเรียนชน้ั อนบุ าลปที ่ี 2 หลังการ
ใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม พบว่านักเรียนระดับช้ันอนุบาลปีที่ 2 มีทักษะการเขียนสูงข้ึนทุกคน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั 0.5
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญ
ปัจจุบันเป็นท่ียอมรับกันแล้วว่าเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีความสาคัญมากท่ีสุดช่วงหนึ่งของชีวิตมนุษย์เพราะ
เด็กวยั น้ีเปน็ วัยที่มีพัฒนาการเกิดขนึ้ และเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ โดยเฉพาะดา้ นสมองเพราะสมองเติบโตและ
พฒั นาเร็วทส่ี ุด ดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงจัดอยใู่ นระยะวยั ทองของชีวิตโดยเฉพาะ 3 ปีแรก เป็นจงั หวะทองของการสร้าง
เสริมพัฒนาการเด็ก เป็นการวางรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโตทุกด้าน ดังที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
กล่าวไว้ว่า เดก็ อายุ 3 - 5 ปเี ปน็ วยั ที่รา่ งกายและสมองของเด็กกาลังเจริญเติบโต เดก็ ต้องการความรัก ความเอาใจ
ใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิดเด็กวัยน้ีมีโอกาสเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสท้ังห้า ได้สารวจ เล่น ทดลอง ค้นพบด้วย
ตวั เอง ไดม้ ีโอกาสคิดแกป้ ัญหา เลือกตัดสนิ ใจ ใช้ภาษาส่ือความหมาย คิดริเรมิ่ สรา้ งสรรค์และอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่าง
มีความสุข ดังนั้นหลักสาคัญในการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ต้องคานึงถึงความสนใจ ความต้องการ เพ่ือให้เด็กมี
พัฒนาการทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างมี
ความสุข เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551: 8) ลกั ษณะของการ
เตรยี มความพร้อมนัน้ ต้องเป็นการจัดประสบการณเ์ ตรียมความพร้อมทีส่ อดคล้องกับพฒั นาการของเด็กปฐมวัยทุก
ด้านไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นการเตรียมทักษะเบ้ืองต้นสาหรับการเรียนรู้ของเด็กในข้ันต่อไป โดยการเตรียมความ
พร้อมในเด็กปฐมวัยนั้นประกอบด้วย ความพร้อมทางด้านร่างกาย ความพร้อมทางด้านอารมณ์และจิตใจ ความ
พรอ้ มทางดา้ นสังคม และความพร้อมทางดา้ นสตปิ ัญญาอันได้แก่ สมรรถภาพการรับรู้ความสามารถทางการเรียนรู้
การรู้จักคิดด้วยเหตุผลและการแก้ปัญหา ความสนใจสิ่งรอบตัว ความสามารถในการสังเกตและการจดจา การใช้
ภาษาส่ือความหมาย ความคดิ รเิ รมิ่ สร้างสรรค์
การสอนภาษาให้กับเดก็ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการสอนเขียนท่ีมุ่งให้เกิดทักษะทางภาษาอย่างรวดเร็วในเวลา
อันจากัดเพียงอย่างเดยี ว โดยไม่ได้คานึงถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ ความสามารถด้านการเขียนน้ันเป็นหน่ึงใน 4
ทักษะ ท่ีมีความสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งต่อการดาเนินชีวิต เพราะการเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึก
นึกคิด ความเข้าใจ และความต้องการจากผู้เขียนไปยังผู้อ่านโดยผ่านตัวอักษร ในโรงเรียนหลายแห่งพยายามจะ
สอนเด็กให้เกิดทักษะทางภาษาอย่างรวดเร็ว เน้นการอ่านออก เขียนได้ตั้งแต่ช้ันอนุบาล โดยไม่คานึงถึงว่าการ
พัฒนาทางภาษาของเดก็ แตล่ ะคนแตกต่างกัน ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั คากล่าวของ พูนสขุ บุณยส์ วสั ด์ิ (2552: 5 - 7) ทว่ี า่
การเคี่ยวเข็ญให้เด็กเขียนได้เร็วเกินไปในขณะที่เด็กยังไม่พร้อมจะทาให้เด็กเขียนได้ไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง และถ้า
บงั คับเดก็ ให้เขยี นในขณะท่ีเด็กยงั ไมม่ ีความพร้อมน้ัน จะเกิดผลเสียข้นึ กบั เด็กหลายประการ คอื สายตาสน้ั อนั เป็น
สาเหตุมาจากเด็กต้องเพ่งสายตามากเกินไป เด็กจะเกิดความเครียดทางอารมณ์เมื่อเกร็งมือจับดินสอและเกิด
ความรู้สึกผิดหวังท้อแท้เม่ือเขียนได้ไม่ดีตามความตั้งใจ อาจพาลเกลียดการเขียนและเกลียดโรงเรียนไปเลยก็ได้
เพราะการที่เด็กจะเขียนได้น้ันต้องมีทักษะด้านการเขียนที่ดีซึ่งต้องอาศัยการทางานของสมอง สายตา การ
เคล่ือนไหวของกลา้ มเนื้อมือ น้ิวมือและแขน ให้ประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีก่อน การเขียนจึงเป็นงานที่ซบั ซอ้ น
และเป็นทักษะท่ียากท่ีสุดสาหรับเด็ก นอกจากนี้การเขียนยังต้องใช้สมาธิอย่างมากและช่วงความสนใจนาน
พอสมควร เพราะเด็กจะต้องใช้สายตาสังเกตอย่างละเอียดเพ่ือแยกให้ได้ว่าพยัญชนะแต่ละตัวแตกต่างกันอย่างไร
จงึ เป็นการยากมากท่ีสอนให้เด็กเลก็ เขยี นไดเ้ พราะพฒั นาการทเ่ี ป็นพ้ืนฐานทางด้านการเขยี นยงั ไม่ดีพอ
ปัจจบุ นั การฝกึ ฝนให้เด็กเรมิ่ เรยี นไดเ้ ขียนตัวหนังสือมักจะละเลยการเตรียมความพร้อมก่อนจะลงมือเขียน
เพราะมุ่งเน้นแต่การเตรียมความพรอ้ มด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการเตรยี มความพรอ้ มด้านวิชาการ สังเกตได้จากการ
ที่ผู้ปกครองมักจะให้บุตรหลานเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนหรือพาไปเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์ มิได้คานึงว่าวิชา
เหล่านั้นต้องใช้การเขียนทั้งส้ิน เด็กจึงขาดการเตรียมความพร้อมทางด้านน้ีฉะนั้นก่อนการเขียนเด็กควรได้รับการ
เตรียมความพร้อมในการเขียนก่อน จึงควรมีกิจกรรมท่ีช่วยส่งเสรมิ ให้เด็กเกิดความพร้อมด้านการเขียน ซ่ึงในการ
ฝึกเตรียมความพร้อมด้านการเขียนนั้นจะต้องคานึงถึงองค์ประกอบหรือทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็นต่อการเขียนของ
เด็ก ตามท่ีเบรดและคณะ (Braid et al., 2003) ได้กล่าวไว้ว่าองค์ประกอบและความพร้อมด้านการเขียนน้ัน
ประกอบไปด้วย ความสามารถในการทางานข้ามแนวกลางลาตวั ความสามารถในการใชม้ ือทง้ั สองขา้ ง ความเข้าใจ
เกย่ี วกบั ทศิ ทาง ความสามารถในการจาแนกรปู แบบท่ีเหมือนและแตกต่าง มอื ข้างท่ถี นดั ทา่ ทางการจบั ดินสอ และ
ความสามารถในการลอกแบบของเสน้ และรูปทรง
เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 ในโรงเรียนโคกนาดี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาคร้ังน้ี และเป็นเด็ก
ในโรงเรียนของผู้วิจัยเอง ในขณะท่ีผู้วิจัยกาลังจัดการเรียนการสอนผู้วิจัยพบว่า นักเรียนขาดทักษะในการเขียน
พยัญชนะตัวกลม จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัย โดยใช้
แบบฝึกทักษะการเขียนพยญั ชนะตวั กลม เพอ่ื พฒั นาทักษะการเขียนของนักเรยี นต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย
1. เพือ่ พฒั นาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเขยี นพยัญชนะตัวกลม
2. เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
พยัญชนะตวั กลม
ประโยชนท์ ีค่ ำดว่ำจะไดร้ บั
เดก็ ปฐมวัยมที ักษะการเขียนสงู ขึน้ หลังได้รบั การจดั กิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขยี นพยญั ชนะตวั
กลม
ขอบเขตกำรวจิ ยั
การศกึ ษาวจิ ัยคร้งั น้มี ีขอบเขตของการวิจยั ดังนี้
1. ขอบเขตกลุ่มตัวอย่ำง
กล่มุ ตัวอยา่ ง คอื เดก็ ปฐมวยั ชาย – หญงิ อายุ 4 – 5 ปี ทก่ี าลงั ศกึ ษาอยูใ่ นชน้ั อนุบาลปที ่ี 2 ภาค
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนโคกนาดี จานวน 12 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เน่ืองจาก
เปน็ ห้องเรียนทผี่ ้วู ิจยั ไดร้ บั มอบหมายใหเ้ ปน็ ผสู้ อน
2. ตวั แปรของกำรวจิ ัย
ตวั แปรตน้ คอื การจดั กิจกรรมโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเขียนพยญั ชนะตวั กลม
ตวั แปรตาม คือ ทกั ษะการเขียนของเด็กปฐมวยั
3. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในกำรวจิ ัย ประกอบด้วย
3.1 แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการเขยี นพยัญชนะตัวกลม (บูรณาการในแผน 60
พรรษา)
3.2 แบบประเมนิ การเขยี นสาหรบั เดก็ ปฐมวยั
4. ระยะเวลำที่ใชใ้ นกำรวิจัย
ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการวิจัย ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
กรอบแนวคิดของกำรวจิ ัย
ตวั แปรต้น ตัวแปรตำม
กาจดั กจิ กรรมโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการ ทักษะการเขยี นของเด็กปฐมวัย
เขียนพยญั ชนะตัวกลม (บรู ณาการใน
แผน 60 พรรษา)
ภำพ 1 กรอบแนวคิดการวิจยั
นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ
เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในช้ันอนุบาลปีท่ี 2 ภาค
เรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ของโรงเรยี นโคกนาดี
ทักษะด้ำนกำรเขียน หมายถึง เป็นวิธีการสื่อสารแบบหน่ึงท่ีมีความสาคัญในการใช้เป็นเครื่องมือในการ
สื่อสารและเป็นทกั ษะท่ีสาคัญในดารงชวี ติ ซึง่ การพฒั นาการเขยี นจะตอ้ งเรม่ิ ตน้ ต้งั แต่วยั แรกเกดิ จนถึงอายุ 6 ปี จะ
ช่วยในการพัฒนาทักษะทางด้านภาษา 1 ใน 4 ด้าน ให้เด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโตทางด้านภาษา และการใช้
กลา้ มเนอื้ มือทแ่ี ข็งแรง
แบบฝึกทักษะกำรเขยี นพยญั ชนะตัวกลม หมายถึง กจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีครูสรา้ งข้นึ เพือ่ ใชว้ ัดทกั ษะด้าน
การเขียนของนักเรยี นชัน้ อนบุ าลปที ี่ 2
แผนกำรจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะกำรเขียนพยัญชนะตัวกลม หมายถึง แผนการจัด
ประสบการณ์การสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นพยัญชนะตัวกลมทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างข้นึ
แบบประเมินกำรเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง เคร่ืองมือท่ีใช้ประเมินการเขียนสาหรับเด็กปฐมวัย
กอ่ นและหลังการทดลอง ทผ่ี วู้ ิจยั สรา้ งขนึ้
บทที่ 2
เอกสำรและงำนวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
การวจิ ัยเรือ่ ง การพฒั นาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวยั โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการเขยี นพยัญชนะตวั กลม
ในครั้งนผี้ ู้วิจยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง ดงั นี้
2.1 หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
2.2 เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั การอ่าน
2.3 เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกบั การเขียน
2.4 เอกสารที่เกยี่ วข้องกบั แบบฝึกทักษะ
2.5 งานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง
2.1 หลกั สตู รกำรศึกษำปฐมวยั พทุ ธศักรำช 2560
การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย เป็นส่ิงที่รัฐบาลให้ความสาคัญมาอย่างต่อเน่ือง เน่ืองจากเป็น
ช่วงเวลาที่ให้ผลของการลงทุนท่ีคุ้มค่าท่ีสุดต่อการสร้างรากฐานของชีวิต ที่ผ่านมามีการดาเนินงานเกี่ยวข้อง
เช่ือมโยงกันหลายภาคส่วน เน่ืองจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยท่ีเริ่มต้นต้ังแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา จนถึงอายุ 6 ปี
บริบูรณ์ หรือก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงมีหลายหน่วยงานที่จัดบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งการให้
ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการอบรมเลีย้ งดูเด็ก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชนโดย
ในสว่ นของภาครฐั มีกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย
และกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เปน็ หน่วยงานหลัก
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้มีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยได้แต่งตั้ง
คณะทางานพิจารณาหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย เพือ่ ปรบั ปรุงให้สอดคลอ้ งกบั สภาพการเปลยี่ นแปลงดา้ นเศรษฐกิจ
สังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 รวมท้ังกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ
ท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) แผนการศึกษา แห่งชาติ(พ.ศ.2560-2579) เป้าหมายยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาใน
ศตวรรษท่ี 2 (พ.ศ.2552- 2561) แผนยทุ ธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (พ.ศ.2560-2564) นาไปสู่การกาหนดทักษะ
สาคัญ สาหรับเด็กในศตวรรษท่ี 21 ที่มีความสาคัญต่อการกาหนดเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความ
สอดคล้องและทนั ตอ่ การเปล่ยี นแปลงทกุ ดา้ นการจัดการศึกษาปฐมวยั ควรมสี ่วนชว่ ยใหเ้ ดก็ เกดิ พัฒนาการและ
การเรียนรู้อยา่ งเตม็ ท่ี สถานศึกษาสามารถนาไปใช้เปน็ กรอบและทิศทางในการพฒั นา
2.2 เอกสำรที่เกี่ยวขอ้ งกับกำรอ่ำน
2.2.1 ควำมหมำยของกำรอ่ำน
การอ่านเป็นทักษะที่มีความสาคัญต่อการดารงชวี ิตประจาวันของมนุษย์ เพราะการอ่านช่วยให้มนษุ ย์
แสวงหาความรู้ ความเพลิดเพลินและติดต่อส่ือสารกันได้ ดังนั้นนักการศึกษาจึงให้ความสาคัญต่อการอ่านและให้
ความหมายของการอ่านไว้ดงั น้ี
สนิท สตั โยภาส (2555: 92) ไดใ้ ห้ความหมายการอ่านไว้วา่ การอ่าน หมายถงึ การมองดูตวั อกั ษรแล้ว
ถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษรออกมาเป็นความคิด จากนั้นจึงนาความรู้ความคิดหรือสิ่งท่ีได้จากการอ่านไปใช้
ให้เป็นประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ เมื่อถึงเวลาอันควรไพรงาม โพธิ์พุฒ และคนอื่น ๆ (2557: 1) กล่าวว่า การอ่าน คือ
ความเขา้ ใจในสัญลกั ษณ์เคร่อื งหมาย รปู ภาพ ตวั อกั ษร คา และขอ้ ความทพี่ มิ พห์ รอื เขยี นขึน้ มา
ยวุ รัตน์ คนหาญ (2559: 17) ไดใ้ หค้ วามหมายการอ่านไว้ว่าการอ่านเป็นกระบวนการสื่อสารระหว่าง
ผู้เขียนและผู้อ่าน โดยผู้อ่านต้องแปลความหมายทาความเข้าใจตัวอักษรหรือสัญลักษณ์โดยใช้ความคิด ความรู้สึก
ความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันกับผู้เขียน และผู้อ่านสามารถนาเอาความรู้นั้น ๆ ไปใช้
ประโยชน์ได้
ดารณี ศักด์ศิ ริ ิผล และคนอื่นๆ (2551: 1) ได้ให้ความหมายการอ่านไว้วา่ การอ่านเป็นทักษะที่สาคัญ
ยิ่งของการส่ือสารเพ่ือการสร้างความเข้าใจ การแสวงหาข้อมูล และที่สาคัญการอ่านเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนา
ทักษะเพื่อการเรียนรู้ตลอดชวี ติ และการสร้างสงั คมแห่งการเรียนรู้ท่ยี ่งั ยืน
การอ่านเป็นทักษะที่จาเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อม ๆ กับการฟัง การดู การพูด และการเขียน
อย่างเป็นข้ันตอนและต่อเน่ืองตามพัฒนาการและความพร้อมของนักเรียนเป็นรายบุคคล ท้ังน้ีเพื่อให้ผู้เรียนมี
ทักษะการอ่านท่ีดี สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจน สามารถจับใจความสาคัญ และตอบ
คาถามได้ สามารถรับและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดจากเรื่องราวที่ได้อ่าน รู้จักการแสวงหาความรู้เพิ่มเตมิ
รวมท้ังสามารถหาความเพลิดเพลิน และสรา้ งนิสยั รกั การอ่านไดใ้ นที่สดุ
2.3 เอกสำรที่เกยี่ วข้องกับกำรเขยี น
2.3.1 ควำมหมำยของกำรเขยี น
นิตยา ประพฤติกิจ (2553: 161-177) กล่าวว่า การเขียน (Writing) ของเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี
เป็นการเขียนในลักษณะการจับปากกา หรือดินสอแล้วลากไปลากมาในกระดาษ และเด็กสามารถบอกได้ว่าส่ิงนั้น
คอื อะไร และสามารถเช่ือมโยงเป็นเรอ่ื งเป็นราวได้
ราศี ทองสวัสดิ์ (2557: 182) กล่าวว่าการเขียนของเด็กปฐมวัย ควรหมายถึงการเขียนเส้นยุ่ง ๆ หรือ
วาดภาพต่าง ๆ ตามวยั เด็กสามารถพัฒนาการเขยี นเหล่านีไ้ ดก้ ็จะช่วยใหเ้ ด็กเขียนภาพทม่ี ีความหมายได้
หรรษา นิลวิเชียร (2555: 232-233) กล่าวถึง การเขียนว่าเด็กจะพัฒนาความสามารถในการเขียน
จากขั้นง่าย ๆ ไปสู่ขั้นที่ซับซ้อนข้ึน ท้ังนี้เพื่อแสดงออกถึงความประทับใจของตนเพ่ือแลกเปลี่ยนความรู้หรือเพื่อ
สนองสงิ่ บนั เทิง เดก็ ต้องการประสบการณ์ การทาเครอ่ื งหมาย และการทดลองเขียนคาเขียนประโยคเพ่ือจะได้เกิด
การค้นพบ วา่ เครือ่ งหมายเหลา่ นัน้ มคี วามหมาย
ราเคล ไคดา (รัญจวญ ประโมจนีย์. 2554: 35 ; อ้างอิงจาก Rachel Keidar) อธิบายการเขียน
หมายถึง การส่ือสารการแสดงความคดิ ความรู้สึกออกมาอย่างมีความหมาย ดังนนั้ การเขียนและการอา่ นจะดาเนิน
ไปพร้อมกันเนื่องจากการเป็นนักเขียนที่ดีน้ัน ต้องอาศัยการอ่านท่ีแตกฉานในเรื่องนั้น ๆ ส่วนการฝึกฝนให้เด็ก
เขียนหนังสือให้ได้น้ัน ครูต้องตระหนักว่าการฝึกเขียนที่ให้ลอกเลียนแบบโดย เด็กไม่ได้ใช้ความคิดแต่เป็นการฝึก
กล้ามเนื้อมือ หรือฝึกเฉพาะความสวยงามของลายมือแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิงกับการเขียนที่มาจากความคิดซ่ึงเกดิ
จากการฝึกคดิ และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาสญั ลกั ษณ์ คือตัวอักษรอย่างธรรมชาติจากการได้ฟังมามากได้อ่านมา
มากจนสามารถถา่ ยทอดเองได้ และมาฝึกฝนความถูกตอ้ งสวยงามภายหลัง
2.4 เอกสำรทเ่ี กย่ี วข้องกับแบบฝึกทักษะ
2.4.1 ควำมหมำยและลักษณะของแบบฝึกทักษะ
ราชบัณฑิตยสถาน (2556: 12) กล่าวว่า “ แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนทเ่ี ป็นแบบฝกึ ที่ใชเ้ ปน็ ตัวอย่าง
ปญั หา หรอื คาสั่งท่ตี ้งั ข้ึนเพ่ือใหน้ กั เรยี นฝึกตอบ”
ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2552: 375) ได้ให้ความหมายแบบฝึกทักษะไว้ว่า หมายถึง แบบฝึกทักษะท่ี
ใช้ฝึกความเข้าใจ ฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรียนตามบทเรียนที่ครูสอนวา่ นักเรียนเข้าใจ
และสามารถนาไปใช้ไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
เตือนใจ ตรีเนตร (2554: 5) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า เป็นสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน ซง่ึ ช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเองได้ฝึกทักษะเพ่มิ เติมจากเนื้อหาจนปฏิบัติได้
อยา่ งชานาญและใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ไดโ้ ดยมีครเู ป็นผ้แู นะนา
ปฐมพร บุญลี (2555: 43) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถึง สิ่งที่ผู้สอน
มอบหมายให้ผู้เรียนกระทาเพ่ือฝึกฝนเนื้อหาต่าง ๆ ท่ีได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชานาญมากขึ้น และให้ผู้เรียน
สามารถนาไปใช้ในชีวติ ประจาวันได้
พรพรหม อัตตวัฒนากุล (2557: 18) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึก คือ สิ่งท่ีผู้สอนมอบ
ใหผ้ ู้เรยี นกระทาเพ่อื ฝึกฝนเนอ้ื หาต่าง ๆ เพอ่ื ให้เกดิ ความชานาญและสามารถนาไปแก้ปัญหาได้
2.5 งำนวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง
จงกล โสมประโคน (2556: บทคัดย่อ) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเตรียมความพร้อมด้านการเขียน
พยัญชนะไทย โดยใชเ้ ทคนิคการเรยี นรู้กลุ่มสัมพนั ธ์สาหรบั นักเรยี นชั้นอนบุ าล 2 การวิจยั คร้งั น้ีมีความมงุ่ หมาย 1)
เพ่ือพัฒนาแบบฝึกทักษะการเตรียมพร้อมด้านการเขียนพยัญชนะไทย โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้กลุ่มสัมพันธ์
สาหรบั นักเรยี นช้นั อนุบาล 2 ใหม้ ีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของ
นกั เรียนช้ันอนบุ าล 2 กอ่ นเรยี นและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเตรียมพร้อมด้านการเขยี นพยญั ชนะไทย โดย
ใช้เทคนิคการเรียนรู้กลุ่มสัมพันธ์และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะ
การเตรียมพร้อมด้านการเขียนพยัญชนะไทย โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้กลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึก
ทกั ษะการเตรียมพร้อมด้านการเขยี นพยญั ชนะไทย โดยใชเ้ ทคนคิ การเรยี นรกู้ ลมุ่ สมั พันธ์ สาหรับนักเรยี นชัน้
อนบุ าล 2 มปี ระสิทธิภาพ เท่ากับ 86.73/89.60 ซึ่งสูงกวา่ เกณฑ์ทกี่ าหนดไว้ คือ 80/80 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรยี นดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะการเตรียมพร้อมด้านการเขยี นพยญั ชนะไทย โดยใชเ้ ทคนคิ การเรยี นรูก้ ลุ่มสัมพันธ์ สูง
กวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .01 3.ระดับความพงึ พอใจของนักเรยี นช้นั อนบุ าล 2 ท่ีมีต่อแบบฝึก
ทักษะการเตรียมพร้อมด้านการเขยี นพยัญชนะไทย โดยใช้เทคนิคการเรยี นรกู้ ลุม่ สัมพนั ธ์โดยภาพรวมมีความพงึ
พอใจอยู่ในระดับมาก
พัฒน์นรี จันทราภิรมย์ (2562: บทคัดย่อ) การพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยการใช้สื่อการ
สอนชุดฝึกลีลามือ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การศึกษาผลของการใช้ส่ือการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะการเขียนของเด็ก
ปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยระหว่าง กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการใช้ชุดฝึก
ลีลามือ ผลการศึกษาพบว่า ทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยหลังการใช้สอื่ การสอนชุดฝกึ ลีลามือ อยู่ในระดับสูงขน้ึ
ทุกด้าน โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีคะแนนแตกต่างกันโดยกลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมหลัง
การใช้ชุดฝึกลลี ามือ อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01
ชัชชญา วงค์ษาสุข (2558: บทคัดย่อ) การพัฒนาทักษะการเขียนพยัญชนะไทย 44 ตัว โดยการใช้อักษร
ชวน คิดสร้างสรรค์สาหรับเด็กอนุบาล 3/7 การวิจัยในครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลองได้ผลการพัฒนาทักษะการ
เขียนเขียนพยัญชนะไทย 44 ตัว โดยการใช้อักษรชวนคิดสร้างสรรค์สาหรับเด็กอนุบาล 3/7 โรงเรียนปรินส์รอย
แยลส์วิทยาลัย ปีการศึกษา 2558 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ีเปน็ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 3/7 อายุ 5
- 6 ปี จานวน 39 คน ของโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เคร่ืองมือที่ใช้ในการ
วิจัย คือแผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสนุกกับภาษาชุดฝึกทกั ษะการเขียน 5 กิจกรรม 1. แบบฝกึ เขียนลายเส้น
พยัญชนะไทย 44 ตัว 2.แบบฝึกต่อเติมรูปภาพจากพยัญชนะ 3.แบบฝึกจับคู่พยัญชนะท่ีเหมือนกัน 4.แบบฝึกจับคู่
พยัญชนะกับคา 5. แบบฝึกจัดหมวดหมู่คาท่ีมีพยัญชนะตัวต้นตัวเดียวกันแบบประเมินทักษะการเขียนพยัญชนะ
ไทย 44 ตัว ก่อนและหลังการทดลองซ่ึงทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ นาเสนอในรูปตารางและกราฟ
วิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านการเขียน
พยัญชนะไทย 44 ตัว มีคะแนนก่อนการทดลองวิจัย เฉลี่ยร้อยละ 63.08 และหลังจาการใช้อักษรชวนคิด
สร้างสรรค์มีคะแนนหลังการทดลองวิจัย เฉลี่ยร้อยละ 91.28 ซ่ึงเห็นได้ว่ามีพัฒนาทักษะการเขียนพยัญชนะไทย
44 ตวั เพ่มิ มากขนึ้ รอ้ ยละ 28.2
วชิรญาณ์ กล้าหาญ (2556: บทคัดย่อ) การพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะไทยสาหรับเด็ก
ปฐมวัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะไทยสาหรับ
เดก็ ปฐมวยั ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนพยัญชนะไทยของเด็กปฐมวยั ระดับชั้น
อนุบาล 3 ก่อนและหลังใช้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดแบบฝึกทักษะการ
เขียนพยัญชนะไทยสาหรับเด็กปฐมวัย ที่สร้างข้ึนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์คือ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ
86.10/87.85 2. เมื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนพยัญชนะไทย พบว่าหลังจากได้เรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะการ
เขียนพยัญชนะไทยสาหรับเดก็ ปฐมวัยทส่ี งู กวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
บทที่ 3
วธิ ีกำรดำเนนิ กำรวิจยั
การวจิ ัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม
ผู้วจิ ยั ได้ดาเนินการตามขั้นตอนดังน้ี
1. การกาหนดประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
3. การสรา้ งและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. การวเิ คราะหข์ ้อมูล
6. สถิติทใ่ี ช้ในการวจิ ยั
3.1 กำรกำหนดประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง
ประชำกร
ประชากรทใ่ี ช้ในการศึกษาวจิ ัยครั้งนี้เปน็ เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี ทีก่ าลงั ศึกษาอยู่ในช้ัน
อนบุ าลปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จานวน 12 คน
กำรเลอื กกลุม่ ตัวอยำ่ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในชั้น
อนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนโคกนาดี จานวน 12 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling)
3.2 เครื่องมือท่ีใช้ในกำรวิจยั
1. แผนการจดั กจิ กรรมโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการเขยี นพยญั ชนะตัวกลม
2. แบบประเมินการเขียนสาหรบั เดก็ ปฐมวยั
3.3 กำรสรำ้ งและหำคุณภำพของเครือ่ งมือ
1. แผนการจัดกจิ กรรมโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม ดาเนนิ การตามลาดับขั้นดงั ต่อไปนี้
1.1 ศึกษาเอกสารหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560
1.2 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้องกับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะ
ตวั กลม
1.3 ดาเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลมที่มีเน้ือหาสอดคล้อง กับแผนการจัด
ประสบการณ์
1.4 สรา้ งแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลมสาหรับเด็กปฐมวัย ซ่ึงมี
รายละเอยี ดดังนี้
1.4.1 ช่ือกจิ กรรม
1.4.2 สาระสาคญั
1.4.3 จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.4.4 สาระการเรยี นรู้
1.4.5 การดาเนินกิจกรรม
1.4.6 ส่อื การสอน
1.4.7 การประเมนิ ผล
1.4.8 บันทกึ ผลหลงั การทากิจกรรม
1.5 นาแผนการจัดกจิ กรรมท่ีได้ไปใช้กบั กลุม่ ตวั อย่าง
2. แบบประเมนิ การเขียนสาหรบั เดก็ ปฐมวยั ดาเนินการตามลาดับขั้น ดังต่อไปน้ี
2.1 ข้ันตอนในการสร้างแบบประเมินการเขียนสาหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างแบบ
ประเมนิ การเขยี นสาหรับเด็กปฐมวยั มขี ัน้ ตอนในการสรา้ ง ดังนี้
1.2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี กีย่ วข้องกับการเขยี นสาหรบั เดก็ ปฐมวยั
1.2.2 ศึกษาขอ้ มูลเบอื้ งตน้ ในการสร้างแบบประเมนิ การเขียนสาหรบั เด็กปฐมวัย
1.2.3 สร้างแบบประเมนิ การเขยี นสาหรบั เดก็ ปฐมวยั ที่ผวู้ จิ ยั สรา้ งขึ้น
1.2.4 การหาค่าความเช่อื มั่นของผสู้ ังเกต โดยการนาแบบประเมนิ การเขียนสาหรับเดก็ ปฐมวัยไป
ใช้กับกลมุ่ ตวั อย่าง จานวน 12 คน
3.4 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
3.4.1 แบบแผนกำรทดลอง
การวิจัยในคร้ังนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดสองครั้ง (One Group Pretest - Posttest
Design) ซึง่ มลี ักษณะการทดลองดงั ตารางตอ่ ไปนี้
ตำรำง 3.1 แบบแผนการทดลอง Pre-test Treatment Post-test
T1 X T2
กลมุ่
X
ความหมายของสญั ลักษณ์ จานวนเดก็ ในกล่มุ ตัวอย่าง
N แทน การสอนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการเขียนพยญั ชนะตัวกลม
X แทน
การทดสอบก่อนการทดลอง (pre-test)
T1 แทน
T2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง (post-test)
3.4.2 กำรดำเนินกำรทดลอง
ผวู้ ิจัยได้ดาเนินการทดลองโดยมีข้ันตอนดังน้ี
1) กอ่ นการทดลอง นาแบบประเมินการเขียนสาหรบั เด็กปฐมวัยไปใช้กบั กลมุ่ ตวั อย่าง จานวน 12 คน
แลว้ บนั ทึกผลการสังเกตพฤติกรรม
2) ดาเนนิ การสอนกลมุ่ ทดลองดว้ ยตนเอง ตามแผนการจัดประสบการณก์ ารสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนพยญั ชนะตัวกลมทีผ่ ้วู จิ ัยสร้างข้ึน
3) เม่ือส้ินสุดการทดลอง ผู้วิจัยดาเนินการทดสอบหลังการสอน (Post-test) โดยใช้แบบประเมินการ
เขียนสาหรับเด็กปฐมวัยชุดเดียวกันกับที่ใช้ก่อนการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินการเขียนสาหรับ
เด็กปฐมวัยกบั กลมุ่ ตัวอย่าง จานวน 12 คน แล้วบนั ทกึ ผลการอา่ นและเขียน แล้วนาคะแนนที่ได้ไปวเิ คราะห์ขอ้ มลู
4) เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียที่ได้จากการประเมินการอ่านและเขียนก่อน และหลังการทดลองสอน
โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม วิเคราะห์ผลต่างระหว่างคะแนนเฉล่ียของการทดสอบท้ังสองคร้ัง
ด้วยวิธีการทางสถติ ิ
3.5 กำรวิเครำะห์ขอ้ มลู
ผ้วู จิ ยั ไดว้ ิเคราะหข์ ้อมลู และประมวลผลข้อมลู โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. นาข้อมูลท่ีได้จากแบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลมโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียน
พยัญชนะตวั กลมก่อน-หลัง มาวเิ คราะห์ โดยใช้สถติ พิ ื้นฐาน ได้แก่ คา่ ร้อยละคา่ เฉลีย่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. ประมวลผล แปลผลและวิเคราะห์ข้อมูล
3. อภปิ รายผล โดยใชต้ ารางและการพรรณนา
3.6 สถติ ทิ ี่ใชใ้ นกำรวจิ ัย
1. สถิตพิ ื้นฐานทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ไดแ้ ก่
1.1 รอ้ ยละ (Percentage) โดยใชส้ ูตรดงั นี้
เม่อื P = × 100
f
N
แทน รอ้ ยละ
แทน ความถท่ี ่ตี ้องการแปลงร้อยละ
แทน จานวนประชากร
1.2 คา่ เฉลย่ี โดยใช้สูตรดังน้ี
×̅= ∑×
เมอ่ื ×̅ แทน คะแนนเฉล่ีย
∑× แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
n แทน จานวนคนในกล่มุ ตวั อย่าง
1.3 สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการศึกษาเปรียบเทยี บคะแนนสอบ โดยใช้สตู ร t-test (Dependent Samples)
= ∑
√ ∑ 2−(∑ )2
−1
เมื่อ t แทน ค่าสถิติ t-test
D แทน ผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอนและหลังสอน
∑ แทน
ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอน
∑ 2 แทน และหลงั สอน
(∑ )2 แทน ผลรวมของผลตา่ งระหว่างคะแนนทดสอบกอ่ นเรยี น และ
หลงั เรียนแต่ละตวั ยกกาลังสอง
N แทน
ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคะแนนทดสอบก่อนสอน และ
หลงั สอนทัง้ หมดยกกาลงั สอง
จานวนเดก็ ในกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 4
ผลกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู
ในการวิเคราะห์ข้อมูลสาหรับการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการเขยี นพยัญชนะตัวกลม ซึง่ ผู้วจิ ัยนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลดังตอ่ ไปน้ี
4.1 สัญลักษณ์ทใ่ี ชใ้ นกำรวิเครำะห์และแปรผลข้อมลู
ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กาหนดสัญลักษณ์ที่
เกยี่ วข้องกับการวเิ คราะห์ข้อมลู ดังนี้
N แทน จานวนคนในกลมุ่ ตวั อย่าง
X แทน ค่าเฉลีย่ (Mean)
S.D. แทน ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
t แทน สถติ ิทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์การแจกแจงแบบที (t-distribution)
P-value แทน ระดับนัยสาคญั ทางสถิติทไ่ี ด้จากข้อมลู
* แทน มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .05
4.2 กำรนำเสนอผลกำรวิเครำะหข์ อ้ มูล
การนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ในการวิจัยครัง้ นี้ แบง่ ออกเปน็ 2 ตอน ตามลาดบั ดงั นี้
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ทกั ษะการเขียนของนักเรียนชัน้ อนุบาลปีท่ี 2 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ
การเขียนพยัญชนะตัวกลม
ตอนท่ี 2 ผลการเปรยี บเทียบกอ่ นและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขยี นพยญั ชนะตัวกลมเพื่อสง่ เสรมิ
ทกั ษะการเขยี นของนักเรยี นช้นั อนบุ าลปที ่ี 2
4.3 ผลกำรวเิ ครำะหข์ ้อมลู ของกำรวิจัย
ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ทักษะการเขยี นของนักเรียนชั้นอนบุ าลปที ี่ 2 ก่อนและหลังการใชแ้ บบฝกึ ทักษะ
การเขียนพยัญชนะตัวกลม
ตำรำงที่ 4.1 แสดงคา่ เฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของผลการวิเคราะห์ทักษะการเขียนของนักเรยี นชั้น
อนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขียนพยญั ชนะตัวกลม
ทักษะกำรเขียน กอ่ นกำรทดลอง หลงั กำรทดลอง
×̅ S.D. ระดบั ×̅ S.D. ระดบั
1. เขียนพยญั ชนะจากซา้ ยไปขวาได้ 2.67 0.47 ปานกลาง 4.50 0.76 มากท่ีสดุ
2.75 0.43 ปานกลาง
2. เขยี นพยัญชนะโดยริเริม่ เขียนจากเส้น 4.17 1.21 มาก
หน้าของพยญั ชนะและหัวของตวั 2.58 0.49 ปานกลาง
พยัญชนะลากเสน้ ตดิ ต่อกันไปจนถงึ ปลาย 3.58 0.64 มาก
ตัวพยญั ชนะโดยไมย่ กมือขณะเขียน 2.50 0.50 ปานกลาง
3. เขยี นพยญั ชนะตัวเต็มบรรทัด หัวกลม 2.83 0.37 ปานกลาง 3.50 0.76 มาก
ได้ 2.67 0.45 ปำนกลำง 4.00 0.58 มาก
4. เขียนพยญั ชนะด้วยความสวยงาม 3.95 0.79 มำก
5. มีความพร้อมในการเขียนพยญั ชนะ
รวม
จากตาราง 4.1 พบว่า ทักษะการเขยี นของนักเรยี นช้นั อนบุ าลปที ี่ 2 ก่อนการใช้แบบฝกึ ทักษะการเขียน
พยัญชนะตัวกลม อยู่ในระดบั ปานกลาง (×̅ = 2.67, S.D. = 0.45) หลังการใช้แบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นพยญั ชนะ
ตวั กลม นักเรียนระดับชัน้ อนุบาลปที ี่ 2 มที ักษะการเขยี นอยใู่ นระดับมาก (×̅= 3.95, S.D. = 0.79)
เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายข้อพบว่า ทักษะการเขียนของนักเรียนชน้ั อนบุ าลปที ี่ 2 กอ่ นการใชแ้ บบฝึกทักษะ
การเขยี นพยัญชนะตวั กลม อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ โดยเรียงลาดับข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงไปตา่ พบว่า มคี วามพร้อม
ในการเขยี นพยัญชนะ อยู่ในระดับปานกลาง (×̅ = 2.83, S.D. = 0.37) รองลงมาคือ เขยี นพยัญชนะโดยเร่ิมเขยี น
จากเสน้ หนา้ ของตัวพยญั ชนะ และหวั ของตวั พยญั ชนะลากเสน้ ติดตอ่ กันไปจนถึงปลายตวั พยัญชนะโดยไม่ยกมอื
ขณะเขยี น อยู่ในระดับปานกลาง (×̅ = 2.75, S.D. = 0.43) เขยี นพยัญชนะจากซา้ ยไปขวาได้ อยู่ในระดับปาน
กลาง (×̅ = 2.67, S.D. = 0.47) เขยี นพยัญชนะตัวเต็มบรรทัด หวั กลมได้ อยู่ในระดบั ปานกลาง (×̅ = 2.58,
S.D. = 0.49) และเขยี นพยัญชนะดว้ ยความสวยงาม อยูใ่ นระดบั ปานกลาง (×̅ = 2.50, S.D. = 0.50) ตามลาดบั
แต่หลังการใชแ้ บบฝึกทักษะการเขียนพยญั ชนะตวั กลม เมอื่ พิจารณารายข้อพบวา่ อยู่ในระดบั มากท่ีสดุ
คอื เขยี นพยัญชนะจากซ้ายไปขวาได้ (×̅ = 4.50,S.D. = 0.76) ส่วนรายข้อตา่ งๆ อยู่ในระดับมากทุกข้อ โดย
เรยี งลาดับขอ้ ทม่ี ีค่าเฉลย่ี สูงไปตา่ พบวา่ เขยี นพยัญชนะโดยเริม่ เขียนจากเส้นหนา้ ของตัวพยญั ชนะ และหัวของตัว
พยัญชนะลากเส้นตดิ ตอ่ กนั ไปจนถึงปลายตวั พยัญชนะโดยไมย่ กมือขณะเขียน อย่ใู นระดับมาก (×̅ = 4.17, S.D.
= 1.21) รองลงมาคอื มีความพร้อมในการเขียนพยัญชนะ อยูใ่ นระดับมาก (×̅ = 4.00, S.D. = 0.58) เขยี น
พยญั ชนะตวั เตม็ บรรทดั หัวกลมได้ อยู่ในระดบั มาก (×̅ = 3.58, S.D. = 0.64) และเขียนพยญั ชนะด้วยความ
สวยงาม อยใู่ นระดบั มาก (×̅ = 3.50, S.D. = 0.76) ตามลาดับ
ตอนท่ี 2 ผลการเปรียบเทยี บก่อนและหลังการใชแ้ บบฝึกทักษะการเขยี นพยญั ชนะตวั กลมเพ่ือสง่ เสริม
ทกั ษะการเขียนของนักเรียนชนั้ อนุบาลปีที่ 2
ตำรำง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ยี ทักษะการเขยี นของนักเรยี นชั้นอนุบาลปีท่ี 2 ก่อนและหลงั การใชแ้ บบ
ฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม
กลุ่มทดลอง N ×̅ S.D. t p-value
ก่อนสอน 12 3.75 0.97 20.29* 0.0000
หลังสอน 12 7.67 1.23
จากตาราง 4.2 การเปรยี บเทียบคะแนนเฉลย่ี ทกั ษะการเขียนของนักเรียนช้ันอนบุ าลปีที่ 2 ก่อนและหลัง
การใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขยี นพยัญชนะตัวกลม โดยใชส้ ถิติ T - test dependent พบว่าภายหลังการใช้แบบฝกึ
ทักษะการเขียนพยัญชนะตวั กลม นักเรียนระดับชน้ั อนุบาล 2 มีทกั ษะการเขียนสงู ข้นึ ทุกคน อย่างมนี ัยสาคัญทาง
สถิติทรี่ ะดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยทกั ษะการเขียนก่อนการจดั กจิ กรรม เท่ากับ 3.75 คดิ เปน็ ร้อยละ 37.50 และ
หลงั การจัดกิจกรรม เท่ากับ 7.67 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 76.70 ตามลาดบั
บทท่ี 5
สรุป อภิปรำยผล และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวยั โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัว
กลม โดยนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลาดบั ดงั น้ี
5.1 สรุปผลกำรวิจัย
การวิจยั ในครั้งนี้ สามารถสรปุ ไดด้ งั นี้
1. ทักษะการเขียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม อยู่
ในระดับปานกลาง หลงั การใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขยี นพยญั ชนะตวั กลมนกั เรยี นระดับชนั้ อนบุ าลปีที่ 2 มีทกั ษะการ
เขียนอยู่ในระดบั มาก
2. ทักษะการเขียนของนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2 หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม
พบว่านกั เรียนระดับช้ันอนบุ าลปีท่ี 2 มที กั ษะการเขียนสงู ขนึ้ ทกุ คน อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05
5.2 อภิปรำยผล
การวิจัยในคร้ังน้ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
พยญั ชนะตัวกลม ผลการวจิ ยั พบวา่
ทักษะการเขียนของนักเรียนช้ันอนุบาล 2 หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนพยัญชนะตัวกลม พบว่า
นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีท่ี 2 มีทักษะการเขียนสูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงการวิจัยนี้
สอดคล้องกับ หรรษา นิลวิเชียร (2557: 55) ที่กล่าวว่า การเขียนเป็นวิธีการส่ือสารแบบหนึ่งท่ีมีความสาคัญ ใน
การใช้เป็นเครื่องมือในการส่ือสารและเป็นทักษะท่ีสาคัญในการดารงชวี ติ อย่างมาก ซึ่งการพัฒนาการเขียนจะต้อง
เรมิ่ ต้นตง้ั แต่ วัยแรกเกดิ จนถึงอายุ 6 ปี จะช่วยในการพัฒนาทกั ษะทางดา้ นภาษา 1 ใน 4 ดา้ น ใหเ้ ดก็ ปฐมวยั มีการ
เจรญิ เตบิ โตทางด้านภาษา และการใชก้ ล้ามเน้ือมือท่แี ข็งแรง เด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการฝึกกลา้ มเน้ือมือ ฝึกสรา้ ง
การทางานสัมพันธ์กันระหว่างมือและตา ท่ีเป็นทักษะจาเป็นในการเขียน และวรรณี โสมประยูร (2557: 146 -
148) กลา่ ววา่ การเขียนเป็นการถา่ ยทอดความคดิ ความร้สู กึ และความเข้าใจของตนเองออกมาเพือ่ ส่ือความหมาย
ของตนให้ผู้อื่นเข้าใจ และเป็นเคร่ืองมือสาหรับพัฒนาความคิด สติปัญญาตลอดจนเจตคติ ด้วยการเขียนจึงเป็น
ทักษะการแสดงออกที่สาคัญและสลับซับซ้อน สอดคล้องกับ วรรณา เจ็ดกลาง (2558: 39) กล่าวไว้ว่า การเตรียม
ความพร้อมด้านการเขียน เป็นการฝึกประสบการณ์พื้นฐานท่ีจะนาเด็กไปสู่การเรียนภาษาตามระบอบของช้ัน
ประถมศึกษาได้ง่ายขึ้น โดยไม่เร่งรัดให้เด็กเขียนเม่ือเด็กยังไม่มีความพร้อม แต่จะส่งเสริมพัฒนาการเขียนตามวัย
และความตอ้ งการของเด็กอยา่ งคอ่ ยเปน็ ค่อยไป
5.3 ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
1. ครูจะต้องเป็นผู้กระตุ้น ให้กาลังใจ ทบทวน ให้เด็กเขียนได้อย่างถูกต้อง ซ่ึงจะส่งผลให้เด็กสามารถ
พฒั นาการเขียน และมีพัฒนาการทางภาษาทีด่ ีตอ่ ไป
2. ครูผู้สอนควรใช้คาสั่งหรือคาอธิบายท่ีง่าย ส้ันกระชับและชัดเจนกับนักเรียนเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจและ
ปฏบิ ตั ิตามได้
5.4 ข้อเสนอแนะในกำรวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศกึ ษาการพฒั นาการเขียนสาหรับเด็กปฐมวยั ทีม่ ีต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น กจิ กรรมศิลปะ เป็นตน้
2. ในการเขยี นของเด็ก ครสู ามารถปรับเปล่ียนกจิ กรรมให้สอดคล้องกับพัฒนาการและความพร้อมในการ
เขียนของเดก็ แตล่ ะคน
บรรณำนุกรม
กนกพร พันธเ์ ถระ. (2557). ผลกำรจัดสภำพแวดล้อมในศนู ย์เลน่ สมมติทส่ี ่งเสริมควำมสนใจในกำรอำ่ นและ
เขยี นของเดก็ อนบุ ำล. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาครุศาสตรมหาบัณฑิต บณั ฑิตศึกษาจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
กรมวชิ าการ. (2560). หลกั สูตรกำรศึกษำปฐมวัย 2560. กรงุ เทพฯ: ครุ ุสภาลาดพร้าว.
ชัชชญา วงค์ษาสขุ . (2558). ผลผลกำรพัฒนำทกั ษะกำรเขียนพยัญชนะไทย 44 ตัว โดยกำรใช้อักษรชวน คดิ
สร้ำงสรรคส์ ำหรับเดก็ อนุบำล 3/7 โรงเรียนปรนิ ส์รอยแยลสว์ ทิ ยำลยั .จังหวัดเชยี งใหม่: โรงเรยี นปรนิ ส์
รอยแยลสว์ ิทยาลยั .
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2552). กำรสอนภำษำไทยขั้นพน้ื ฐำน ระดับประถมศึกษำ. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทเมธิทิปส์.
ดารณี ศกั ดิ์ศริ ิผล. (2551). กำรพัฒนำควำมสำมำรถอ่ำนและเขียนคำทมี่ ตี ัวสะกดตรงตำมมำตรำของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษำปีที่ 1-3 ท่ีมีควำมบกพร่องทำงกำรเรยี นรโู้ ดยใชว้ ธิ ี P - Lips.กรุงเทพฯ: ภาควิชา
การศกึ ษาพิเศษ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ,.
เตอื นใจ ตรเี นตร. (2544). ผลกำรใชแ้ บบฝกึ กำรแกโ้ จทยป์ ัญหำคณติ ศำสตร์เรือ่ งพืน้ ทสี่ ำหรบั นกั เรยี นชน้ั
มธั ยมศึกษำปที ี่ 2. ปริญญานิพนธก์ ารศึกษามหาบัณฑติ .กรุงเทพมหานคร:มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ.
นภดล จันทร์เพ็ญ. (2551). กำรใช้ภำษำไทย. กรุงเทพฯ: แสงศลิ ษก์ ารพิมพ์.
นฤมล เฉียบแหลม. (2555). กำรศกึ ษำพฒั นำกำรดำ้ นกำรเขียนของเด็กทีไ่ ด้รบั กำรจดั ประสบกำรณเ์ รยี นรู้
ภำษำแบบธรรมชำติ. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
นติ ยา ประพฤตกิ จิ . (2553). กำรพฒั นำเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: กรมการฝึกหดั ครู.
ปฐมพร บุญลี. (2555). กำรสรำ้ งแบบฝกึ ทักษะเพื่อพฒั นำควำมสำมำรถในกำรแกป้ ัญหำทำงคณติ ศำสตร์เรื่อง
พน้ื ทีผ่ ิวและปริมำตร ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ่ี3. สารนพิ นธ์การศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวิชาการ
มัธยมศึกษาบัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ประดษิ ฐ์ เมฆไชยภักดิ์. (2557). “บทบำทของครทู ี่มีต่อกำรพฒั นำกิจกรรมส่งเสริมกำรอำ่ น”วารสารพัฒนา
หลักสตู ร 14.
รัญจวน ประโมจนีย.์ (2554). ผลกำรจัดกิจกรรมกำรเลำ่ นทิ ำนทม่ี ีต่อควำมสำมำรถดำ้ นกำรเขียนของเดก็
ปฐมวัย.ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม.(การศึกษาปฐมวยั ).กรงุ เทพฯ : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิ
โรฒประสานมิตร.ถ่ายเอกสาร.
ราศี ทองสวัสด์.ิ (2556) .“กำรจัดประสบกำรณเ์ พือ่ ฝึกทักษะทำงภำษำแกเ่ ดก็ ปฐมวัย,” ในเอกสารการสอนชดุ
วิชาการสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ชวี ิตระดบั ปฐมวยั ศึกษา.พิมพค์ รง้ั ท่ี 3
พูนสุข บญุ สวสั ด.ิ์ (2552). เมื่อหนูนอ้ ยหัดเขียน. กรุงเทพฯ: แปลนพับลิชชงิ่ .
ไพพรรณ อนิ ทนิล. (2556). กำรสง่ เสริมกำรอำ่ น. ชลบรุ :ี ชลบุรกี ารพมิ พ์.
สนิท สัตโยภาส. (2552). แบบฝึกทกั ษะกำรอ่ำนกำรเขยี นทีม่ ีประสทิ ธิภำพ. เชยี งใหม.่ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
เชียงใหม่
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ.
(2561). คูม่ ือหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศกั รำช 2560 สำหรบั เด็กอำยุ 3 - 6 ปี. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
หรรษา นลิ วิเชียร. (2557, เมษายน-พฤษภาคม). “การสอนเขยี นแก่เด็กปฐมวยั ,” สารพัฒนา หลักสูตร.11(110)
: 8.