สรุปบทที่ 12
เสนอ
คุณครู สมใจ พิทักษิ์ธรรม
สมาชิกในกลุ่ม
นางสาวสาลินี ศรีสุวรรณ เลขที่ 17
นางสาวสิริวิมลพุทธาโร เลขที่ 18
นางสาวอรยาณี คงพันธ์ เลขที่ 20
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
12.1 ฮอร์โมนพชื
ฮอรโ์ มนพชื คอื สารอนิ ทรียท์ ่พี ชื สรา้ งขน้ึ เองตามธรรมชาติในบรเิ วณอวยั วะหรือเนอื้ เยื่อสว่ น
ใดส่วนหน่ึงของตน้ พืช ก่อนทำการเคลอื่ นยา้ ยสารดงั กลา่ วไปยงั เนอื้ เยื่อ
ในวัฎจกั รชีวิตพชื ตั้งแตพ่ ขื งอกออกจากเมลด็ จนกระท่ังออกดอก ติดผล จะพบวา่ พชื มกี าร
เจริญเตบิ โต และมกี ารเปลี่ยนแปลงทางสรรี วิทยา โดยเป็นผลมาจากการตอบสนองของพืชต่อ
ฮอรโ์ มนพืชกลุ่มตา่ งๆทีท่ ำงานรม่ กนั ฮอรโ์ มนพืชทรี่ จู้ กั กนั ทว่ั ไปมี 5 กลุม่ ดงั น้ี
มีหน้าที่กระตุ้นเซลลข์ องเนอ้ื เย่อื ให้เกดิ การขยายตัว สง่ ผลให้
พชื เจรญิ เติบโตสูงขน้ึ เพิม่ ขนาดใบและผล ออกซนิ ยังมผี ลตอ่
การยับยงั้ การเจรญิ เติบโตของตาขา้ ง และช่วยป้องกันการหลดุ
รว่ งของใบ ดอกและผล
1. ออกซิน (auxin)
เปน็ สารกระตุ้นการแบง่ เซลลแ์ ละการเปลยี่ นแปลงของเซลล์
โดยเฉพาะในส่วนของลำตน้ และราก ส่งเสรมิ การสรา้ งและการ
เจรญิ ของตาขา้ ง การแผ่กง่ิ กา้ นสาขา และการงอกของเมลด็ อีก
ทงั้ ยังชว่ ยปอ้ งกนั การสลายตวั ของคลอโรฟิลล์ ช่วยให้พชื ผกั
ผลไม้มีอายยุ นื และสามารถรกั ษาความสดใหมเ่ อาไว้ได้ยาวนาน
2.ไซโทไคนิน (Cytokinin)
1ป็นก๊าซที่เกิดขนึ้ ในกระบวนการเมแทบอลซิ ึม ของพชื โดย
สว่ นมากเอทิลนี ถกู สร้างขน้ึ เมือ่ พืชมบี าดแผลหรอื เขา้ สภู่ าวะรว่ ง
โรย มีสว่ นชว่ ยเรง่ การสุกของผลไม้ กระตุ้นการออกดอก การ
ผลดั ใบตามฤดูกาล และการงอกของเมล็ดพชื บางชนดิ รวมไป
ถึงการกระตนุ้ การผลติ น้ายาง และการเกิดรากฝอยและราก
แขนงของพชื อกี ดว้ ย
3.เอทลิ นี (Ethylene)
4.กรดแอบไซซกิ (Abscisic acid) เปน็ สารทีถ่ ูกสงั เคราะหข์ น้ึ ไดใ้ นทกุ ส่วนของตน้
พชื กระตนุ้ การหลดุ รว่ งของใบและผลแก่ ยบั ยง้ั
การเจรญิ เตบิ โตและการยดื ตัวของเซลลบ์ ริเวณ
ตาขา้ ง รวมไปถึงยบั ยง้ั การงอกของเมล็ด การ
แตกใบออ่ น และการเปิดออกของปากใบ
(Stomata) ส่งผลใหพ้ ืชสามารถทนทานต่อ
สภาพอากาศแหง้ จดั หรอื อยูใ่ นภาวะขาดนา้ ได้
ยาวนานขึน้
เป็นสารทีถ่ ูกสร้างข้ึนบรเิ วณยอดใบออ่ นและราก
ส่งผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของเซลล์พืช กระตุน้
การขยายตวั ของเซลล์ช่วงระหวา่ งขอ้ ทำให้ลำตน้
ยดื ยาวกระตุ้นการงอกของเมลด็ การเจรญิ เติบโต
ของผล และควบคุมการเกิดเพศในดอกของพืช
บางชนดิ
5. จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin)
12.2 ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการงอกของเมลด็
การงอกของเมลด็ จำเป็นต้องอาศัยปัจจยั ภายนอกทีเ่ หมาะสม จงึ สามารถสง่ ผลใหเ้ กดิ
กระบวนการงอกของเมล็ดได้
การงอกของเมลด็ ต้องไดร้ ับสภาพแวดลอ้ มภายนอกทีเ่ หมาะสมมากระตนุ้ การเปลยี่ นแปลง
ภายในเมล็ด ซึง่ เกยี่ วข้องกับหลายกระบวนการ เริ่มต้งั แต่เมลด็ มีการดดู น้าเพ่ือทำใหเ้ ซลล์
ได้รับนา้ เข้าไป จงึ เรม่ิ มีการทำงานของเอนไซมส์ ำหรบั ยอ่ ยอาหารท่ีเก็บสะสมไวใ้ นการพฒั นา
ของตน้ กลา้
ซึ่งปัจจยั ที่มีผลต่อการงอกของเมลด็ ทพี่ บ
เหน็ ไดท้ ัว่ ไปมี 4 ปัจจยั ดงั น้ี
1. ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการงอกของเมลด็
1. น้า เป็นตวั ทำให้เปลอื กเมล็ดออ่ นตัว และเป็นตัวทำ
ละลายอาหารสะสมภายในเมลด็ ท่ีอยู่ในสภาวะท่เี ปน็
ของแข็ง ใหเ้ ปลี่ยนเปน็ ของเหลว และเคล่ือนทไ่ี ด้ ทำใหจ้ ุด
เจรญิ ของเมล็ดนำไปใช้ได้
2.แสง เมลด็ เมอ่ื เร่ิมงอก จะมที ัง้ ชนดิ ท่ีต้องการแสง
ชอบแสง และไม่ต้องการแสง สว่ นใหญเ่ มล็ดเมื่อ
เร่มิ งอกจะไมต่ อ้ งการแสงดังนนั้ การเพาะเมลด็
โดยทวั่ ไปจงึ มกั กลบดินปิดเมล็ดเสมอแตแ่ สงจะมี
ความจำเป็นหลังจากทีเ่ มลด็ งอกแลว้ ขณะทเ่ี ปน็ ตน้
กลา้ แสงทพี่ อเหมาะจะทำให้ตน้ กลา้ แขง็ แรง และ
เจริญเตบิ โตได้ดี
3.อณุ หภมู ิ อณุ หภูมทิ เ่ี หมาะสม ชว่ ยให้เมล็ดดดู
น้าได้เรว็ ข้นึ กระบวนการในการงอกของเมลด็
เกิดขนึ้ เรว็ และช่วยให้เมลด็ งอกไดเ้ รว็ ขนึ้ อุณหภูมิ
ท่เี หมาะสมสำหรับพชื แต่ละชนิดจะไมเ่ ทา่ กัน พืช
เมืองร้อนย่อมตอ้ งการอณุ หภูมสิ งู กวา่ พชื เมือง
หนาวเสมอ
4.ออกซเิ จน เม่ือเมล็ดเรมิ่ งอก จะเร่มิ หายใจ
มากข้ึน ซึ่งกต็ อ้ งใชอ้ อกซิเจน ไปเผาผลาญอาหาร
ภายในเมล้ด ให้เปน็ พลงั งานใชใ้ นการงอก ยง่ิ เมลด็
ท่มี มี นั มาก ยงิ่ ต้องใช้ออกซเิ จนมากขน้ึ ดงั นัน้
การกลบดนิ ทบั เมลด็ หนาเกินไป หรอื ใช้ดนิ
เพาะเมล็ด ท่ีถา่ ยเทอากาศไมด่ ี จะมผี ลยบั ยงั้ การงอก
หรอื ทำใหเ้ มลด็ งอกชา้ ลง หรือไมง่ อกเลย
2. การตรวจสอบคณุ ภาพเมลด็ พนั ธ์ุ
ปจั จัยหนง่ึ ทมี่ ีผลตอ่ ความสำเรจ็ ในการปลกู คอื คณุ ภาพของเมล็ดพันธ์ดุ ังนนั้
เกษตรกรจึงตอ้ งมีการตรวจสอบคณุ ภาพเมล็ดพันธ์กุ ่อนปลกู เช่นตรวจสอบ
ความสามารถในการงอกหรอื มชี ีวติ ของเมล็ดพนั ธุ์ตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพนั ธ์ุ
ความบริสุทธข์ิ องเมล็ดพนั ธ์คุ วามช้นื ของเมล็ดพันธ์ุ
การตรวจสอบคณุ ภาพของเมลด็ พันธอ์ุ าจใช้ดัชนีการงอกของเมลด็ ซึ่งเมลด็ พันธทุ์ ี่
มคี วามแขง็ แรงมากสามารถงอกได้เรว็ กว่าเมลด็ พนั ธุ์ท่ีมคี วามแขง็ แรงนอ้ ย
สูตร ดัชนกี ารงอกของเมลด็ พนั ธุ์ = ผลบวกของ จำนวนต้นกล้าท่งี อกในแต่ละวัน
จำนวนวันหลงั จากเพาะเมลด็
12.3 การตอบสนองของพชื ในลักษณะ
การเคลอ่ื นไหว
ต้นกลา้ ทง่ี อกจากเมล็ดจะตอบสนองในรปู แบบการเคลอื่ นไหวตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม
ภายนอกโดยถ้าทศิ ทางการตอบสนองสัมพนั ธก์ บั ทศิ ทางของสิง่ เรา้ ภายนอก เรียกว่า
การเบนหรอื ทรอปรซิ มึ และการตอบสนองท่มี ีทศิ ทางไม่สมั พนั ธ์กบั ทศิ ทางของส่ิงเรา้
ภายนอกเรยี กว่า แนสตกิ มฟู เมนต์
การเบนหรอื ทรอปรซิ มึ
หมายถึง การเคลือ่ นไหวทเี่ กดิ จากการเจรญิ เตบิ โตของพืช โดยมที ศิ ทางการตอบสนอง ดงั นี้
มีทิศทางสัมพนั ธห์ รือเข้าหาสิ่งเรา้ (Positive Tropism)
มีทศิ ทางตรงขา้ มหรอื หลกี หนีจากส่งิ เรา้ (Negative Tropism)
ซงึ่ การตอบสนองในลกั ษณะน้ี ส่วนใหญเ่ กิดจากการกระตุ้นของปัจจยั ภายนอก
(Paratonic Movement) ซึง่ สามารถจำแนกออก 5 ประเภทตามชนดิ ของสิ่งเรา้ คือ
1. การตอบสนองตอ่ แสง (Phototropism) คือ การเคล่อื นทข่ี องพชื จากการกระตนุ้ ของแสง
ซึ่งปลายยอดพชื หรอื ลำตน้ ของพชื สว่ นใหญม่ ที ศิ ทางการเจรญิ เตบิ โตเขา้ หาแสงสวา่ ง
2. การตอบสนองตอ่ แรงโนม้ ถว่ งของโลก (Geotropism) คอื การเคลอื่ นท่ขี องพืชจ
3. การตอบสนองตอ่ สารเคมี (Chemotropism) คอื การเคลื่อนท่ขี องพืช โดยการเจรญิ เขา้
หาหรอื หลกี หนจี ากสารเคมีบางอยา่ งเปน็ สง่ิ เรา้ ากการอทิ ธิพลของแรงโนม้ ถว่ งโลก
4. การตอบสนองตอ่ นา้ (Hydrotropism) คอื การเคล่ือนท่ขี องพืชจากปัจจยั ของน้าและ
ความช้นื
5. การตอบสนองตอ่ การสมั ผสั (Thigmotropism) คือ การเคลอื่ นไหวทีเ่ กดิ ข้นึ จากการ
เปลี่ยนแปลงของแรงดันเต่ง
แนสตกิ มฟู เมนต์
เปน็ การตอบสนองของพืชตอ่ ส่งิ แวดล้อมโดยมีทิศทางไมส่ ัมพันธ์กบั ทิศทางของสิง่ เรา้
ภายนอกโดยการตอบสนองนี้อาจเปน็ การเจรญิ เติบโตไมเ่ ทา่ กันของสว่ นตา่ งๆ เชน่ การบาน
ของกหุ ลาบหรอื การเปล่ยี นแปลงปรมิ าณน้าภายในเซลลท์ ำใหเ้ กดิ แรงดันเต่งของพืชเชน่ การ
และการบานของดอกบัวจากการตอบสนองต่อแสง
การตอบสนองของพชื บางอย่างเปน็ การ
ตอบสนองทไี่ ม่ได้มาจากส่งิ เรา้ ใดเปน็ ผลมา
จากธรรมชาติของพืชทีค่ วบคุมโดยพันธกุ รรม
เชน่ การตอบสนองท่เี กิดจากการเจรญิ เตบิ โต
ของโครงสรา้ งท่ีไมเ่ ทา่ กันทั้ง 2 ด้าน เช่นลำต้น
ใบ เรยี กว่าการเคลื่อนไหวแบบสา่ ยหรอื นู
เทชั่น เชน่ การหมุนวนของยอดพชื ขณะท่มี กี าร
เจริญเติบโตทีป่ ลายยอดพชื ยอดพืชทุกชนิดมี
การเคลือ่ นไหวแบบนูเทชัน่ และจะเหน็ ไดช้ ัดเจน
ในพืชทมี่ ีลำตน้ พันหลกั
12.4 การตอบสนองต่อภาวะเครยี ด
เป็นสภาวะความเครียดทเ่ี กดิ จากปัจจยั ภายนอก ไดแ้ ก่ สภาวะแวดล้อมท่ีไมเ่ หมาะสมตอ่ การ
เจริญเติบโต สง่ ผลใหพ้ ืชมกี ารเจรญิ เติบโตทผ่ี ิดปกตไิ ปจากเดิม
พชื โดยท่ัวไปมีการตอบสนองสิง่ เร้าจากภายในและภายนอกเพื่อทำใหพ้ ชื อยู่ในสภาวะ
สมดุลมกี ารเจรญิ เตบิ โตและดำรงชีวติ เป็นไปตามวฏั จกั รของพชื และเมือ่ ใดกต็ ามท่ีส่ิงเรา้
ภายนอกท่ีพชื ไดร้ ับมมี ากหรอื นอ้ ยเกินไปจนสง่ ผลกระทบให้ไมส่ ามารถเจรญิ เติบโตไดต้ าม
สภาพทางพันธุกรรมนัน่ แสดงว่าพืชอยู่ในสภาวะเครยี ด
1. ความเครยี ดจากปัจจยั ทางกายภาพ (Abiotic stress)
- น้า เมอ่ื พืชอยูใ่ นสภาพแวดล้อมทม่ี ีนา้ ทว่ มขงั ทำให้ช่องวา่ งในดนิ เต็มไปด้วยนา้ ไม่มีชอ่ งวา่ ง
สำหรบั แกส๊ ออกซเิ จนเพือ่ ให้หลายใจในระดบั เซลลร์ ากพชื จะหายใจแบบไมใ่ ช้ออกซิเจนและ
ใชเ้ อทานอลแทนและเพอื่ ทนอยู่ในสภาวะนไี้ ปเป็นระยะเวลานานจะมีอาการใบเหลอื งและจะ
ทำให้ตายในทสี่ ุด
- อุณหภมู ิ เมื่ออณุ หภูมิสงู จะทำให้ความชนื้ สมั พัทธใ์ นอากาศลดพืชมอี ตั ราการคายน้าเพม่ิ
มากขน้ึ ซงึ่ เปน็ กลไกในการรกั ษาอณุ หภูมิของใบไมไ้ มใ่ หส้ งู เกนิ ไป หากไดร้ ับในภูมสิ ูง
จนเกนิ ไปพชื จะสามารถป้องกนั การเสือ่ มสภาพของโปรตนี ในเซลล์และการทำงานของ
heat Shock Protein ซงึ่ จะถูกกระตนุ้ เมอื่ พืชไดร้ บั ความรอ้ นโดยจะช่วยรกั ษาโครงสรา้ ง
ของโปรตนี ชนดิ อ่นื ใหส้ ามารถทำงานได้ตอ่ ไป
- อุณหภูมิ เมื่ออณุ หภมู ิสงู จะทำใหค้ วามชื้นสัมพัทธใ์ นอากาศลดพชื มีอตั ราการคายน้าเพิ่ม
มากข้ึนซ่งึ เปน็ กลไกในการรกั ษาอณุ หภมู ขิ องใบไม้ไมใ่ หส้ งู เกนิ ไป หากได้รบั ในภูมสิ ูง
จนเกนิ ไปพืชจะสามารถปอ้ งกนั การเส่ือมสภาพของโปรตนี ในเซลลแ์ ละการทำงานของ
heat Shock Protein ซึ่งจะถกู กระตนุ้ เมื่อพชื ไดร้ บั ความรอ้ นโดยจะชว่ ยรกั ษาโครงสรา้ ง
ของโปรตนี ชนิดอ่นื ใหส้ ามารถทำงานได้ตอ่ ไป
- ความเค็ม เม่อื พชื อยู่ในสภาพแวดลอ้ มทมี่ ีความเค็มสูงจะทำให้พืชขาดน้าเนอื่ งจาก
สารละลายในดินมปี รมิ าณเกลอื มากจะมคี วามเขม้ ขน้ สงู กวา่ สารละลายในเซลล์ ทำให้เซลล์
ชลศักยใ์ นดินต่ากว่าชลศักย์ในรากจงึ เคลอ่ื นท่อี อกจากรากสดู่ ินพชื จะมีความเครยี ดจากการ
คลายความเคม็ คลา้ ยกับการตอบสนองต่อภาวะขาดน้า
2. ความเครียดจากปจั จยั ทางชวี ะภาพ (Biotic stress)
พชื มีวิธีการป้องกันจากการถกู สัตวก์ ัดกนิ หรอื จลุ นิ ทรยี ์ก่อโรคเข้าทำลายดงั น้ี
- การป้องกนั เชงิ กลเช่นการมขี นท่ใี บและลำต้น กา้ นมีหนามทำให้ยากตอ่ การเขา้ ทำลายจาก
สัตว์ ผนังเซลล์มีซิลกิ าทำใหเ้ นื้อเยื่อพืชมีความแขง็ แรงทนตอ่ การกัดกนิ ของแมลง ภายใน
เซลล์มผี ลึกแคลเซียมออกซาเลตในแวคิวโอล ทำใหเ้ กิดการระคายเคอื งต่อหลอดอาหารของ
สตั วก์ นิ พืช
- การป้องกันเชงิ เคมี โดยพืชจะสร้างสารเคมบี างชนิดเชน่ คาเฟอนี ในตน้ ชาหรอื กาแฟ น้า
ยางพารา ชว่ ยปอ้ งกันการเข้าทำลายของสัตว์กนิ พชื และยบั ย้ังการเจรญิ ของจุลินทรยี ์
นอกจากนีใ้ นพืชบางชนิดเม่ือถกู สตั วห์ รอื จลุ ินทรยี ก์ ่อโรคเขา้ ทำลายจะกระตนุ้ ใหพ้ ชื สรา้ ง
โปรตีนมาชนดิ ท่ีมผี ลยบั ยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของจุลนิ ทรยี ์ หรอื ยบั ย้ังการทำงานของเอนไซม์
ของสัตว์กนิ พืชชนดิ นนั้