The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการสัมมนา "เหลียวหลังแลหน้า ภาษาไทยถิ่นใต้"
โดย นักศึกษาหลักสูตรวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 4 กลุ่มเรียน 61010.152 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุรสา ชั้นดี, 2022-03-19 04:42:06

เอกสารประกอบการสัมมนา

โครงการสัมมนา "เหลียวหลังแลหน้า ภาษาไทยถิ่นใต้"
โดย นักศึกษาหลักสูตรวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 4 กลุ่มเรียน 61010.152 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

Keywords: ภาษาไทยถิ่นใต้

โครงการสมั มนาทางภาษาไทย SRU

เหลียวหลงั แลหนา้ ภาษาไทยถ่นิ ใต้

โดย นักศึกษาชัน้ ปที ่ี 4 กลมุ่ เรียน 61010.152 สาขาวิชาภาษาไทย
โครงการสัมมนาทางภาษาไทย
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุราษฎรธ์ านี ประจาปี 2565

สารบญั

คำใต้แตแ่ รก : กำรคงอยู่ของรำกเหงำ้ 1
และวัฒนธรรมทำงภำษำ
2
ความเปน็ มาของภาษาไทยถิ่นใต้ 5
ลักษณะของภาษาไทยถน่ิ ใต้ 5
7
หน่วยเสียงพยัญชนะ 8
หน่วยเสยี งสระ 10
หน่วยเสียงวรรณยกุ ต์ 13
คาใตใ้ นจารกึ และเอกสารโบราณ 15
ความสาคญั ของภาษาไทยถิ่นใต้
หวังเหวดิ คำใต้ : ควำมสั่นคลอนของรำกฐำน 16
16
ทำงวัฒนธรรม 16
สาเหตกุ ารสญู หายของภาษาไทยถน่ิ ใต้ 16
18
ครอบครวั
สถานศึกษา 20
การเปล่ียนทางสงั คม
กอ่ นหวันตงั้ ดำม : กำรอนรุ ักษ์และสง่ เสรมิ

ภำษำไทยถน่ิ ใต้
บรรณำนกุ รม

คาใตแ้ ตแ่ รก : การคงอยูข่ องรากเหงา้
และวัฒนธรรมทางภาษา

1.1 ความเป็นมาและสถานการณ์ปัจจุบันของภาษาถน่ิ ใต้

กำรเกิดของภำษำถิน่
ภาษาถน่ิ (Dialect) หมายถงึ ภาษายอ่ ยของภาษาเดียวกันที่ใช้พูดในท้องถ่ินต่าง ๆ ดังเช่น ภาษาไทย

ประกอบดว้ ยภาษาถ่ินเหนือ ภาษาถน่ิ อสี าน ภาษาถิ่นใต้ และภาษาถนิ่ กลาง การพิจารณาว่าภาษาถ่ินใดอยู่ใน
ภาษาตระกูลเดียวกันนั้น นอกจากดูโครงสร้างของภาษาแล้ว ก็ดูจากคาพ้ืนฐานท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน
วา่ คาพื้นฐานสว่ นใหญเ่ หมือนกันหรือไม่ เช่น คาเรียกอวัยวะต่าง ๆ คาเรียกเครือญาติ คาเรียกพืช สัตว์ ฯลฯ
ถ้าส่วนใหญ่ไม่ตา่ งกนั ก็จดั เป็นภาษาเดียวกัน

ภาษาถิน่ ไดถ้ ือกาเนดิ ข้นึ โดยมีสาเหตทุ ่สี าคัญ 3 ประการ คอื

1. ภาษามีการเปล่ียนแปลงอย่เู สมอ
2. การขาดการติดตอ่ กนั ระหว่างผู้ท่ีพดู ภาษาเดียวกนั
3. การเปลี่ยนแปลงของเสียง แต่ละเสียงไปตามกาลเวลาน้ัน

เปน็ ไปอยา่ งมรี ะเบียบสม่าเสมอ มแี บบแผน และมกี ฎเกณฑ์

ภาษาถิ่นเปน็ ภาษายอ่ ยท่ีเกิดจากการแปรของ
ภาษาใดภาษาหน่งึ ซึง่ สาเหตุของการเกิดภาษาถนิ่ มีดังนี้

1. การย้ายที่อยู่ของกลุ่มผใู้ ชภ้ าษา
2. สภาพแวดลอ้ มทางภูมปิ ระเทศ
3. การรับอทิ ธิพลจากภาษาอน่ื
4. การเปล่ยี นแปลงโดยภาวะทางธรรมชาตขิ องภาษา

-2-

ภาษาไทยถน่ิ ใต้แบง่ ออกเป็น 3 กล่มุ ดังนี้

1. กลุ่มภำคใตต้ อนบนและเขตพน้ื ทีฝ่ ่ังทะเลตะวนั ตก ได้แก่ ชมุ พร สรุ าษฎรธ์ านี ระนอง พงั งา และภูเกต็
2. กลุ่มภำคใต้ตอนกลำงและเขตพ้ืนที่ฝั่งทะเลตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ กระบ่ี ตรัง พัทลุง สงขลา
และนครศรธี รรมราช
3. กลุ่มภำคใต้ตอนล่ำงและเขตพื้นท่ีติดต่อกับมำเลเซีย คือบางอาเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ สะเดา
จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย รวมทั้งจังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซ่ึงเรียกว่า
จงั หวดั ชายแดนภาคใต้

ปจั จัยการเปลี่ยนแปลงการใชภ้ าษาไทยถ่ินใต้ในปจั จบุ ัน

1. การศึกษา

ซง่ึ เป็นวัยหนุ่มสาวและเป็นวัยท่ีกาลังศึกษาเล่าเรียนจึงได้รับ
อิทธิพลจากภาษาไทยมาตรฐาน ในการติดต่อส่ือสารระหว่างผู้พูด
กับครู จึงเป็นการง่ายที่ทาให้ผู้พูดวัยนี้เปล่ียนมาใช้ภาษาไทย
กรุงเทพฯ ไดร้ วดเรว็ ขึ้น

2. การคมนาคม

ปัจจุบันมีการคมนาคมท่ีสะดวก จึงทาให้การติดต่อส่ือสาร
การส่งข่าวสารได้สะดวกรวดเร็วข้ึน ภาษาที่ใช้จึงมีการแลกเปล่ียน
กันอยา่ งรวดเรว็

-3-

ปัจจัยการเปลยี่ นแปลงการใช้ภาษาไทยถิน่ ใตใ้ นปัจจุบัน

3. ส่อื มวลชนตา่ ง ๆ

ซ่ึ ง ใ น ปั จ จุ บั น ทั่ ว ทุ ก เ ข ต พื้ น ท่ี มี เ ค ร่ื อ ง ใ ช้ ไ ฟ ฟ้ า
เคร่ืองอานวยความสะดวกเข้าถึง ทาให้การติดตามข่าวสาร
จาก สื่อ ม วลชน ต่า ง ๆ ไ ม่ว่าจะเ ป็น วิท ยุ โท รทัศ น์
หรอื ส่อื สิง่ พมิ พ์ตา่ ง ๆ ได้มากข้นึ ดังนัน้ จึงทาใหม้ คี วามคุ้นเคย
การการใช้ภาษาไทยมาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มวัยหนุ่มสาว
และวัยที่กาลังศึกษาเล่าเรียน ซ่ึงถือเป็นผู้ท่ีพร้อมที่จะรับ
สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่คนรุ่นเก่าที่มีการใช้
คาศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้ (ดั้งเดิม) ในการติดต่อสื่อสารกันน้ัน
เม่ืออยู่ใกล้ชิดลูกหลานซึ่งเป็นวัยหนุ่มสาว ก็ได้รับอิทธิพล
ดา้ นภาษาด้วย ท่เี ปน็ เชน่ น้กี ็เพราะจะได้ส่ือสารกันเข้าใจและ
เพื่อความทันสมยั ไมใ่ ห้เกิดปมดอ้ ย

4. ปจั จยั ด้านพนื้ ทแี่ ละสภาพทางสงั คม

ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของภาษา
ในอาเภอเดยี วกนั บางตาบลใช้คาศัพทท์ ่ีต่างกัน

-4-

1.2 ลักษณะของภาษาถนิ่ ใต้

ระบบเสียงในภาษาถ่ินใต้

ระบบเสียงในภาษาถ่ินใต้ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสียง
วรรณยกุ ต์ การเขยี นเสียงในท่นี ี้จะกากบั ดว้ ยสัทอักษร (Phonetic) ไว้ด้วยจัดเป็นภาษาเดียวกนั

1. หนว่ ยเสียงพยัญชนะ

1.1 หน่วยเสยี งพยญั ชนะตน้ เดย่ี ว ภาษาไทยมาตรฐานมีหนว่ ยเสียงพยัญชนะต้นเด่ยี ว 21 หน่วยเสียง
ส่วนในภาษาไทยถิ่นใต้มี 20-24 หน่วยเสยี ง ซงึ่ แตกต่างกันไปตามพืน้ ท่ี คอื

หน่วยเสียง แทนเสียง หน่วยเสยี ง แทนเสยี ง
/p/
/b/ ป ภาษาถ่ินได้ถอื /กpาhเ/นดิ ขึน้ โดยมสี าเหตทุ พี่สาคญั 3 ประการ คอื
บ /bh/ บ
/t/
/d/ (ออกเสยี งเป็นเสียงธนิต)

/k/ ต /th/ ท
/?/
/ch/ ด /dh/ ด
/h/
/n/ (ออกเสียงเป็นเสยี งธนิต)

// ก /kh/ ค
/l/
/j/ อ ภาษาถ/cนิ่ /เป็นภาษาย่อยทเี่ กดิ จาจกการแปรของ

ช ภาษาใดภาษ/าsห/ น่งึ ซง่ึ สาเหตุของกาสรเกิดภาษาถิน่ มดี ังนี้

ห,ฮ /m/ ม

น /ñ/ ย

(ออกเปน็ เสียงนาสิก)

ง /r/ ร

ล /w/ ว

ย /?j/ อย

(พจนานกุ รมภาษาไทยถิ่นใต้, หนา้ 9-10)

-5-

1.2 หนว่ ยเสียงพยญั ชนะประสม ในภาษาไทยถน่ิ ใต้มี 15 หน่วยเสยี ง ซึ่งแตกต่างกนั ไปตามพ้ืนที่ คอื

หน่วยเสยี ง แทนเสยี ง หนว่ ยเสยี ง แทนเสียง
/pr/ ปร /pl/ ปล
/phr/ พร /phl/ พล
/br/ บร /bhr/
บร (ออกเสียงเปน็ เสียง
/tr/ ตร /kr/ ธนติ ควบกล้าด้วย ร)
/kl/ กล /kw/
/khr/ คร /khl/ กร
/khr/ คว /mr/ กว
/ml/ มล คล
มร

(พจนานุกรมภาษาไทยถิ่นใต้, หน้า 10)

1.3 หนว่ ยเสยี งพยัญชนะท้ายคา (ตวั สะกด) มี 9 หน่วยเสยี ง คือ

หน่วยเสียง แทนเสยี ง หน่วยเสียง แทนเสียง
/-N/ ง /-n/ น
/-m/ ม /-j/ ย
/-w/ ว /-k/ ก
/-t/ ต /-p/ ป
/-?/ อ

(พจนานกุ รมภาษาไทยถิน่ ใต้, หน้า 10-11)

-6-

2. หน่วยเสียงสระ

2.1 หน่วยเสยี งสระเดย่ี ว มี 18 หน่วยเสยี ง

สระหน้ำ สระกลำง สระหลัง
ส้นั ยำว สน้ั ยำว
อ/ิ i/ อี/i:/ อึ/ / อือ/ :/ สนั้ ยำว
เอะ/e/ เอ/e:/ เออะ// เออ/:/
แอะ//E/ แอ/E:/ อะ/a/ อา/a:/ อ/ุ u/ อ/ู u:/

โอะ/o/ โอ/o:/

เอาะ/ / ออ/ :/

2.2 หน่วยเสียงสระประสม มี 3 หนว่ ยเสียง ได้แก่

หนว่ ยเสียง แทนเสียง
/ia/ เอยี ะ, เอีย
/ia/ เออื ะ, เออื
/ua/ อัวะ, อัว

2.3 การกลายเสียงสระ

ภาษาถิ่นใตเ้ มอ่ื เทยี บกบั ภาษาไทยมาตรฐานพบว่า คาประสมด้วยสระในภาษาถ่นิ ใต้
มรี ะดับเสียงต่ากว่าคาประสมด้วยสระในภาษาไทยมาตรฐาน

ภำษำไทยมำตรฐำน ภำษำถ่นิ ใต้ กำรกลำยเสยี งสระ
ส่ี เส อี เอ

เคล็ด แคลด็ เอ แอ

ซื้อ เซ้อ อือ เออ

เถอะ ตะ เออะ อะ

ปู่ โป อู โอ

ตน้ ต้อน โอะ ออ

-7-

3. หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ต์

ระบบเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมาตรฐานและภาษาไทยถ่ินใต้มีลักษณะเช่นเดียวกัน
ซ่งึ เปน็ ทั้งวรรณยุกต์ระดบั และวรรณยกุ ต์เปลยี่ นระดบั แตจ่ ะมคี วามแตกตา่ งกันในเร่ืองของจานวนหน่วยเสียง
และสัทลักษณะของแต่ละหน่วยเสียง กล่าวคือ ภาษาไทยมาตรฐานมีจานวน 5 หน่วยเสียง ส่วนภาษาไทย
ถิ่นใต้มจี านวน 5 - 7 หน่วยเสียง ซึง่ หน่วยเสยี งวรรณยกุ ต์ในภาษาถนิ่ ใตท้ งั้ 7 หนว่ ยเสยี งมดี งั ต่อไปนี้

3.1 หนว่ ยเสียงวรรณยกุ ต์ท่ี 1 เปน็ เสียงสงู -ข้ึน ใกลเ้ คียงกับเสียงตรใี นภาษาไทยมาตรฐาน ตวั อย่างเช่น

/kha:1 / คา้ ขา, ข่า
/ma:1/ มา้ หมา

3.2 หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ที่ 2 เป็นเสยี งสงู -ระดบั ใกลเ้ คยี งกบั เสยี งโทในภาษาไทยมาตรฐาน ตวั อยา่ งเช่น

/kha:t2/ คาด ขาด
/ma:k2/ มาก หมาก

3.3 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ท่ี 3 เป็นเสียงกลาง-ข้ึน ใกล้เคียงกับเสียงจัตวาในภาษาไทยมาตรฐาน
ตวั อยา่ งเชน่

/pi:3/ ปี ป่ี
/plɔ:m3/ ปลอม ปลอม

3.4 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ท่ี 4 เป็นเสียงกลาง-ระดับ ใกล้เคียงกับเสียงสามัญในภาษาไทยมาตรฐาน
ตัวอยา่ งเช่น

/kɔ:n4/ กอน ก้อน
/ba:4/ บา บา้

-8-

3.5 หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ต์ท่ี 5 เป็นเสียงกลาง-ตก ใกลเ้ คียงกับเสียงโทในภาษาไทยมาตรฐานอาจเรียกวา่
เสยี งโทเพยี้ น ตัวอยา่ งเช่น

/cha:5/ ช่า ชา
/khon5/ ค่น คน

3.6 หน่วยเสียงวรรณยกุ ต์ที่ 6 เป็นเสยี งตา่ -ข้ึน ใกล้เคียงกบั เสยี งเอกในภาษาไทยมาตรฐาน ตัวอยา่ งเชน่

/pho:6/ ผอ่ พ่อ
/mɛ:6/ แหม่ แม่

3.7 หน่วยเสยี งวรรณยุกต์ท่ี 7 เป็นเสียงต่า-ตก ใกลเ้ คียงกบั เสยี งเอกในภาษาไทยมาตรฐานแต่ระดบั เสียง
ตา่ กว่า อาจเรยี กว่าเสียงเอกเพยี้ น ตวั อย่างเช่น

/kha:7/ ขา่ ขา่
/khat7/ ขดั คดั

-9-

1.3 คำใตใ้ นจำรกึ และเอกสำรโบรำณ

การใชค้ าภาษาถิ่นใต้จารึกและวรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้ มีลักษณะเด่นในการใช้คาท่ีสัมพันธ์
กบั วัฒนธรรมตา่ ง ๆ ของท้องถ่ินภาคใต้

คำภำษำถิ่นใต้ท่ปี รำกฏในวรรณคดีโบรำณ

❖ ศลิ ำจำรกึ หลกั ท่ี 1 พอ่ ขุนรำมคำแหง จำรึกวดั จำปำ ตำบลทุ่ง อำเภอไชยำ
คาว่า “ส้ม” ในคาว่า “กูได้หมากส้มหมากหวาน จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี
คาภาษาถิน่ ใต้ ทป่ี รากฏ
อันใดกินดีกินอร่อย” คาว่า “หมากส้ม หมากหวาน”
หมายถึง ผลไม้เปร้ียวผลไม้หวาน ภาษาถิ่นใต้ หมายถึง 1. นาดินนวน = นาดนิ นวล คอื นาดินออ่ น
เปร้ยี ว 2. เปรฬ = เปรว คือ ป่าช้า
❖ ศิลำจำรึกหลกั ท่ี 2 วดั ศรีชมุ

คาวา่ “อีนดู” = เอน็ ดู หมายถึง ความน่าสงสาร
❖ ไตรภูมิพระร่วง

คาว่า “ผา้ รา้ ย” หมายถงึ ผา้ ข้รี ิว้
คาวา่ “เหง” หมายถึง ทบั
❖ พระอภยั มณี
คาวา่ “จา้ น” หมายถงึ มาก
“มา้ ตัวนดี้ ีจ้ำนเจยี วหลานเอย๋ ”
❖ ลิลติ พระลอ
คาวา่ “พะ” หมายถึง พบ
“อย่าไปพะหนา้ จกั คืนเมอื ฤๅพี่”
คาวา่ “เคร่า” = คร่าว หมายถงึ คอยทา่
“สองนงเยาว์เครำ่ ถ้า”

- 10 -

คำและสำนวนภำษำถิ่นใตท้ ่ปี รำกฏในวรรณกรรมท้องถิ่นภำคใต้

คำและสำนวน ควำมหมำย ตวั อยำ่ ง ทีม่ ำ
กนิ ใจ ก. แคลงใจ
รูเ้ ลขลายมือ เชน่ มใิ ชข่ องใคร เป็นของเจ้าสน้ิ พิมพาแจ้งชาติคากาพย์
ดวงเขน ก. รูก้ ารคานวณและการเขยี น
ตดั ต้น พอ่ อยา่ กินใจ บทที่ 415
น. พระจนั ทร์
ใสป่ าก เช่น คนเรียนหนังสอื รเู้ ลข ลงุ สอนหลาน บทท่ี 117
น่งั ทราบ ก. ตัดตน้ ไม้ ในที่นี้ หมายถึง
น้าจิตใฝ่ ตัดขาดจากพ่อกบั ลูก ลายมือ เขียนงามทกุ ตวั
ชนี กยาง หรือแม่กับลกู
สุญวาท ก. พูดดว้ ย เชน่ วบิ ตั มิ าพลดั บตุ ร ยิ่งแสนสุด นิราศช่นื คากลอน บทที่ 115
เปน็ ห่วงถึงดวงเขน
อีข้ีเค้า ก. นงั่ แอบดู, ซุม่ มอง, ซุ่มฟัง
ข้รี ้าย เช่น ตัดตน้ ลกู จะตาย คร้ันเอาไว้ สุภาษติ ร้อยแปด บทท่ี 177
อาเภอกรรม ก. เอาใจใส่ อายมากไป
ยม้ิ ในหนา้
มิลงตา น. นกั บวชนุ่งขาวห่มขาว เช่น ไหนท่านจะมา เขามาใส่ พระรถเมรีคากาพย์

น. คาวา่ งเปลา่ , คาไร้สาระ ปากไอก้ ากยักษา บทท่ี 3277

น. คาด่าผู้หญงิ หมายถึง เชน่ หยุดยั้งนงั่ ทราบเหมอื น บทละครมโนห์รา หน้า 13
อีตัวตน้ เรื่อง, อีตวั ก่อเหตุ สาบคน
น. คาดา่ หญิงใฝช่ ่ัว, หญิงไมร่ กั ดี
เชน่ เพื่อนจึงไดฟ้ ัง โองการรบั ส่ัง เจด็ จาคากาพย์ บทที่ 130
น. ขอบเขตของกรรม, ดังน้าจติ ใฝ่
ตามอานาจกรรม
ก. ยมิ้ อยูใ่ นใจแต่แสดงออก เช่น ทา้ วมาคิดฉหน เปน็ ชีนก สีทนนไชยคากาพย์ บทที่ 413
ทางใบหน้าว่ายินดี ยางอยา่ งใดในตน
ก. มเิ หน็ ด้วย
เช่น ผิดกิจนักสทิ ธิฤ์ ๅควร มโนหรานิบาต บทที่ 332
จะมาลามลวน เป็นสุญวาท นางอุทัยคากาพย์ บทที่ 901
วาจา
เชน่ ใหม้ นั รจู้ กั เจ้า อขี เี ค้า
มันรว่ มผวั

เช่น พวกอขี รี า้ ยอจั งั ไร ไม่มาฟงั บทละครมโนห์รา หนา้ .7
คา่ แม่ร่าว่า

เชน่ ฝูงสตั วอ์ นั เกดิ มา ต้องทุกขา พระนพิ พานสตู ร บทที่ 32
อา้ เภอกรรม

เช่น ยายฟังลกู พรอ้ งจา ยมิ ใน นางเลือดขาว บทท่ี 122
หน้าไม่ให้เหน็

เชน่ พระพอ่ มลิ งตา แม่เร่งมา นางอุทัยคากาพย์ บทที่ 233
บอกจงไว

- 11 -

คำและสำนวนภำษำถิ่นใต้ทีป่ รำกฏในวรรณกรรมท้องถ่ินภำคใต้

คำและสำนวน ควำมหมำย ตวั อย่ำง ทม่ี ำ
ตรวด
ตกกาหมา น. ดอกไมไ้ ฟ เชน่ จุดตรวดขนึ้ โสง่ หาย สบุ นิ ชาดกคากาพย์ บทที่ 289
เดนชาน ก. ตกประหมา่ , ตกใจ แล้วกลับลงโหรง่ โหร่งทึง
ดเู บา น. ของท่ีเหลอื ทเี่ ปน็ กาก เช่น ตกลงเพียงเอว ยักษ์ตกกา้ พระนพิ พานสูตร บทที่ 489
ดาหมดิ หมี หมา จงึ พระศาสดา
กดธาตุ เช่น เสวยแลว้ นางแก้วยกมา พระสุธน-นางมโนหร์ า
กลแวะ เดนชานภัสดา บทที่ 425
ขนหมาหมี
โจด ก. เห็นเปน็ ของเล็กน้อย, เชน่ ขอชวี ิตชายหญิง เป็นทยี่ ่ิง สภุ าษติ สอนหญงิ คากาพย์
ฉบบั จม เห็นเป็นของไม่สาคัญ อย่าดูเบา บทที่ 20
ชอบปาก
ชอบวนั ว. ดาป,๋ี ดาสนทิ , ดามาก เชน่ ดเู ห็นหรหู่ รา่ ยนื ทา่ ทา่ หุด นิราศเมอื งกระบ่ี บทท่ี 48
ชักนิทาน หดิ ดา้ หมดิ หมี
ปราน
พน้ ใจ ก. คอื สะกดธาตุ หมายถงึ เชน่ รื่นรสกดธาตไุ ด้มาเมอื่ ขาด พญาฉทั ทนั ต์คากาพย์
สะกดความรสู้ กึ เป็นเพ่อื นเจรจา บทที่ 187

น. อบุ ายทาเป็นแกล้งหยุด เช่น กลแวะกลแปรปรวน สภุ าษิตรอ้ ยแปด บทที่ 158
กลทบทวนกลหลบหลัง

น. ขนสนุ ขั สดี าลว้ น เชน่ ขีม้ สู ังจ่าแปลง 1 ตาราช้างฉบบั อาเภอโคกโพธ์ิ
น. ราก, รากเหงา้ , ต้นตอ ขนหมาหมี 1 ผักกะฉีด 1 หนา้ 34
น. ฉบบั ทส่ี ญู หาย เชน่ ขดั แข็งเมอื งไว้ เหน็ วา่ พระสุธน-นางมโนหร์ า
จักตาย ส้นิ โจดโคตรเผา่ บทท่ี 1912

เชน่ มรกปั ฉบบั จมก็เสือ่ มสน้ิ พระรถเมรคี ากาพย์ บทที่ 3
นิทานนาน

ก. ถกู ปาก, มีรสถูกใจ เชน่ วิชาท่ีจะกินกล้าขัน สภุ าษิตคากาพย์ บทท่ี 390
ชอบปากของมัน

น. วนั ดี, วันทีม่ ฤี กษด์ ี เชน่ คร้นั ได้ชอบวนั สบุ ินชาดกคากาพย์ บทที่ 149
จะทา่ ม่ิงขวญั ตง้ั ชื่อบุตรา

สา. พูดคุยเร่อื งต่าง ๆ ต่อเน่อื ง เช่น กนิ แลว้ เขาเทยี่ ว ลงุ สอนหลาน บทที่ 85
ไปเร่ือย นัง่ ชักนิทาน

น. โคตร, วงศ์ เชน่ เหล่าวงศ์พงศป์ ราน ป้องครกคากาพย์ บทที่ 139

คดิ แลว้ นายพราน วาจาปราศรยั

ว. เหลือทจ่ี ะทน, เหลือประมาณ เช่น รา่ คาญภายใน เหนื่อยกาย ลุงสอนหลาน บทที่ 65
พ้นใจ ในเม่ือทา่ การ

- 12 -

1.4 ควำมสำคญั ของภำษำไทยถิน่ ใต้

ภาษามีความสาคัญต่อคนในชาติอย่างไร ภาษาถ่ิน
ก็ยังมีคุณค่าต่อคนในท้องถิ่นอย่างนั้น ความสาคัญ
ของภาษาถ่นิ สรุปได้ ดังน้ี

1. ภำษำเป็นสงิ่ ทีใ่ ชส้ อ่ื สำรประจำถนิ่ ของกลมุ่ ชนนนั้ ๆ
ที่สืบทอดกันมาต้ังแต่บรรพชน จึงเป็นส่วนหน่ึง
ของวถิ ีชีวติ ทีใ่ ชพ้ ดู จา บอกกลา่ ว คดั คา้ น สนบั สนุน เชน่
- อไ้ี ซกูนิ , อีไ้ ซเหลา หมายถึง จะทาไมฉนั เลา่
- อ้ไี ซมันเหลา หมายถึง ชา่ งมันเถอะ ชา่ งเขาเถอะ

2. ภำษำถิ่นเป็นแหล่งสะสมมรดกทำงวัฒนธรรมท่ีควรศึกษำ เพราะจะช่วยให้เข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน
และภูมปิ ญั ญาในดา้ นต่าง ๆ เชน่ สานวนถ่ินใตท้ ่สี ะท้อนอัตลกั ษณค์ นใตใ้ นดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
2.1 ช่อื บา้ นนามเมอื งท่ีสะทอ้ นถงึ วถิ ชี วี ติ ของชาวภาคใต้ เชน่
- ท้ิงทา่ หมอ้ เกาะยอทา่ อ่าง หวั เขาดกั โพงพาง บอ่ ยางท่าเคย สะทอ้ นการบอกอาชีพของชาวสงขลา
2.2 ธรรมชาตขิ องทอ้ งถน่ิ เชน่
- เมืองลุงมีดอน เมืองคอนมีท่า ตรังมีนา สงขลามีบ่อ สะท้อนสภาพทางภูมิศาสตร์ พัทลุงมีดอน

เชน่ ดอนหลา ดอนคัน นครมีทา่ เชน่ ท่าแพ ทา่ วัง ตรังมนี า เช่น นาโยง นาข้าวเสยี และสงขลามีบอ่ เช่น บอ่ ยาง บ่อทรพั ย์

2.3 การแสดงพนื้ บ้าน เชน่
- อยา่ เอารปู ฤๅษีไวใ้ ตแ้ ผง (หนงั ตะลงุ )
- ยอดทองบา้ นาย (หนงั ตะลุง)
- แชเหมือนยาหยลี งเรอื น (ลเิ กป่า)
- นอนเหมอื นโนราโรงแพ้ (โนรา)

2.4 ทศั นคติทีม่ ีต่อชาวจนี และวัฒนธรรมการคา้ ขายกับชาวจีน เชน่
- จีนไม่ตาย ผา้ ลายโข หมายถงึ ถา้ ยังมคี นทา ไม่ต้องกลัวว่าจะไมม่ ขี องใช้

- 13 -

3. ภำษำถ่ินเป็นรำกฐำนทำงประวัติศำสตร์ เช่น ชาวไทยที่ไทรบุรี กลันตัน เคดาห์ ในประเทศ
มาเลเซยี แม้พวกเขาพดู ภาษามาเลเซียได้ แต่เม่ืออยู่ในหมู่บ้านชาวไทย เขายังพูดภาษาไทยอยู่ เป็นหลักฐาน
ทางประวตั ิศาสตรว์ ่า พวกเขาเปน็ มาอยา่ งไร

4. ภำษำถิ่นใต้เป็นแหล่งสะสมควำมรู้
เ พ ร า ะ ภ า ษ า ถ่ิ น ใ ต้ เ ป็ น ส่ิ ง ที่ ช า ว ภ า ค ใ ต้ ไ ด้ น า
วัฒนธรรมต่าง ๆ ในวิถีชีวิตมาประกอบสร้างเป็น
คาศัพท์และสานวนภาษาถ่ินใต้ที่มีความหมายลึกซ้ึง
เช่น สันจิต ปาบใส แม่โยด เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ี
มีคุณค่าทางการศึกษาความหมายคาภาษาถ่ินใต้
ในสมัยโบราณ หรือคาภาษาถ่ินใต้ในวรรณคดี
สมยั โบราณและวรรณกรรมท้องถน่ิ ไดเ้ ป็นอย่างดี

- 14 -

หวงั เหวิดคาใต้ : ความสน่ั คลอน
ของรากฐานทางวฒั นธรรม

โลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันกาลังอยู่ใน สถำนศกึ ษำ
ภาวะของการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมและ
วัฒนธรรมสมัยใหม่มีอิทธิพลอย่างมาก การสื่อสาร นโยบายการศึกษามีการใช้ภาษาอังกฤษ ใน
มี พ ลั ง ไ ร้ พ ร ม แ ด น เ ข้ า ถึ ง แ ม้ ใ น พ้ื น ท่ี ห่ า ง ไ ก ล การเรยี นการสอน เพอ่ื พฒั นาโรงเรยี นให้มีคุณภาพและ
ภาษาและวัฒนธรรมท้องถ่ินจึงตกอยู่ในภาวะ ไ ด้ ม า ต ร ฐ า น ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ เ ที ย บ เ คี ย ง
อันตรายและเสีย่ งต่อการสูญหาย โรงเรียนมาตรฐานสากล หลายโรงเรียนจึงมีการจัดการ
เรยี นการสอนวิชาภาษาต่างประเทศเพื่อการส่ือสารขึ้น
1. สำเหตกุ ำรสูญหำยของภำษำไทยถิ่นใต้ ส่งผลให้ผู้เรียนใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ลดลงหรือไม่ใช้
ภาษาไทยถิน่ ใตเ้ ลย จนทาให้ภาษาไทยถน่ิ ใตส้ ูญหายไป
ครอบครัว

สภาพครอบครัวในปัจจุบันนิยมอาศัย การเปล่ยี นแปลงทางสังคม
เ ป็ น ค ร อ บ ค รั ว ส่ ว น บุ ค ค ล คื อ ส ม า ชิ ก
ในครอบครวั มเี พยี ง พอ่ แม่ และลกู ส่งผลให้เกิด
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างช่วงวัยท่ีลดลง กล่าวคือ
ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุซึ่งเป็นช่วงวัยที่มี
การใช้ภาษาถิ่นใต้ จึงทาให้เยาวชนไม่ได้รับ
การถา่ ยทอดการใช้ภาษาถนิ่ ใตใ้ นชีวติ ประจาวนั

ผู้ปกครองนิยมสอนบุตรหลานของตน
ให้พูดภาษาไทยกลาง เนื่องจากมีความกังวลว่า
ห า ก บุ ต ร ห ล า น ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย ถ่ิ น ต้ั ง แ ต่ แ ร ก
จะส่งผลให้บุตรหลานพูดภาษาไทยกลางไม่ชัด
จ ะ ส่ ง ผ ล ใ ห้ เ ด็ ก พู ด ภ า ษ า ไ ท ย ก ล า ง ผิ ด เ พ้ี ย น
(พูดทองแดง) ส่งผลให้มีการใช้ภาษาถ่ินใต้ลดลง
จนหายไปในท่สี ดุ

- 16 -

1) สังคม

คนในสังคมให้ความสาคัญกับการใช้ภาษาไทย
กลาง เพราะเชื่อว่าภาษาไทยกลางเป็นภาษาท่ีสุภาพ
เ ห ม า ะ แ ก่ ก า ร พู ด คุ ย ติ ด ต่ อ สื่ อ ส า ร ใ น ท า ง ร า ช ก า ร
การติดต่อสื่อสารทางราชจึงต้องใช้ภาษาไทยกลาง
เป็นหลัก ทาให้โอกาสทางการสื่อสารภาษาถิ่นใต้
ในชีวิตประจาวันจึงลดน้อยลง ประกอบกับสังคม
การสื่อสารด้วยภาษาไทยกลางกับคนทั่วไป จะทาให้
เขา้ ใจภาษาไดส้ ะดวกและถกู ต้องตรงกนั

สื่อบันเทิง อาทิ ละครและภาพยนตร์ ได้สร้าง
ภาพลัก ษณ์ ข องผู้ใ ช้ภาษาถ่ิ น ใน เชิงตลก ขบ ขัน
เช่น ตัวละครที่รับบทเป็นคนรับใช้และคนขับรถ มักพูด
ภาษาไทยถิ่น แสดงให้เห็นถึงความเป็นบ้านนอก
ทาให้เยาวชนรู้สึกอับอายที่จะสื่อสารด้วยภาษาไทยถิ่น
รวมถึงมหรสพพ้ืนบ้าน เช่น หนังตะลุงของภาคใต้
ตัวละครเจ้าเมืองใช้ภาษาพูดเป็นภาษาไทยกลาง
และตัวละครชาวบ้านใช้ภาษาและสานวนภาษาไทย
ถ่ินใต้ แสดงให้เห็นถึงความต่างของชนช้ันในสังคม
สง่ ผลให้ผู้ใชภ้ าษามีความเข้าใจวา่ การใช้ภาษาไทยกลาง
จะสรา้ งภาพลักษณท์ ี่ดีให้แกต่ นเอง

2) วัฒนธรรม

การเข้ามาของเทคโนโลยีและวฒั นธรรมตะวนั ตก
ส่งผลให้มีการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองและทาให้ระบบ
เศรษฐกิจมีส่ิงใหม่ ๆ เกิดข้ึน เช่น การติดต่อสื่อสาร
ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คที่สามารถสื่อสารพูดคุยกันได้
ทั่วทุกพ้ืนท่ีอย่างไม่จากัด ซ่ึงในการสื่อสารน้ีจะต้องใช้
ภาษาทที่ ุกคนสามารถเข้าใจได้ ดังนั้นภาษาถ่ินจึงไม่เป็น
ที่นิยมในการใช้สื่อสารบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค เนื่องจาก
อาจทาให้ผู้ที่อยู่ต่างถิ่นไม่เข้าใจความหมาย หรือเข้าใจ
ผดิ พลาดได้ จึงกลายเปน็ การเปลย่ี นแปลงทางวัฒนธรรม
การใช้ภาษาท่ีต้องปรับขยายตามการเปลี่ยนแปลง
ของวฒั นธรรมทางสงั คม

- 17 -

กอ่ นหวนั ตั้งดาม : การอนุรกั ษ์และ
ส่งเสริมภาษาไทยถ่ินใต้

เนื่องจากกระแสโลกาภวิ ัตนเ์ ข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจาวันของคนในท้องถ่ินมากขึ้น โดยเฉพาะ
เ ย า ว ช น ท่ี จ ะ เ ป็ น ก า ลั ง ส า คั ญ ใ น ก า ร รั ก ษ า สื บ ท อ ด ภ า ษ า ถ่ิ น ต่ อ ไ ป ใ น อ น า ค ต ก า ลั ง ใ ช้ ภ า ษ า ถิ่ น ใ ต้
ลดน้อยลง จากการศึกษามีนักวิชาการหลายท่านได้แสดงทรรศนะเพื่อหาแนวทางการอนุรักษ์ภาษาถ่ินใต้
ซง่ึ สามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี

1. การอนุรักษ์ภาษาถิ่นเป็นเรื่องระดับโลก 4. ปราชญ์ท้องถิ่นควรรวมตัวกันต้ังเป็นชมรม
เพราะทกุ ประเทศตกลงกันแล้ววา่ จะช่วยกันอนุรักษ์ เพ่ือให้การขับเคล่ือนการรณรงค์ใช้ภาษาถ่ิน
ซงึ่ ประเทศไทยก็ยอมรบั ขอ้ ตกลงน้ีมาแลว้ จึงควรทา มีความชัดเจนและเขม้ แข็งมากข้นึ
ใหจ้ รงิ จงั โดยเฉพาะบทบาทของผ้นู าจะตอ้ งแสดงให้
เห็นอย่างชดั เจน 5. โรงเรียนไม่ควรขัดขวางการใช้ภาษาถ่ินในโรงเรียน
ของเด็กถึงแม้ว่าจะใช้ภาษาไทยมาตรฐานเป็นส่ือ
2. ควรร้ือฟ้ืนการสอนหลักภาษาถ่ิน ทั้งไวยากรณ์ ในการจัดการเรยี นการสอนกต็ าม
ค า ศั พ ท์ ไ ว้ ใ น ห ลั ก สู ต ร ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
เพราะภาษาถิ่น คือความงดงาม แสดงให้เห็นถึง 6. พ่อแม่ต้องใช้ภาษาถิ่นกับลูกหลาน ไม่ต้องกลัวว่า
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ภาษาถ่ินกาลัง เด็กจะพูดภาษาไทยมาตรฐานไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เร่ือง
ถูกกลืนทางวัฒนธรรม หากพ่อแม่ไม่ใช้ภาษาถ่ินใต้กับลูกหลานก็คงยากท่ีจะ
อนรุ ักษ์ภาษาถ่นิ ให้คงอยู่ตอ่ ไป

3. ควรใช้ภาษาถิ่นส่ือสารในชีวิตประจาวัน 7. สื่อมวลชนมีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งในการรณรงค์
เพราะในอดีตภายในครอบครวั จะมกี ารพดู ภาษาไทย สง่ เสรมิ การใช้ภาษาถ่นิ
ถ่ินภายในบ้าน เม่ือออกนอกบ้านจะใช้ภาษาไทย
มาตร ฐ าน ใ นก ารส่ื อ สาร แ ต่ทุ ก วัน น้ี จะ พู ด 8. การอนุรักษ์ภาษาถิ่นต้องทาอย่างจริงจัง
แต่ภาษากลางทง้ั ในบ้านและนอกบา้ น และยงั ละเลย และต่อเน่ือง โดยเฉพาะคนในท้องถ่ินเองต้องใช้
การใช้คาศัพท์ภาษาถิ่นไปหมด มีเพียงสาเนียง ภาษาถน่ิ ของตน เพราะหากเราไมร่ ักภาษาถิน่ ของเรา
ที่บ่งบอกว่ามาจากภาคใต้ แต่คาศัพท์และรูปแบบ แล้วจะให้ใครมารัก ความสาเร็จจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มี
ประโยคกลายเปน็ ภาษาไทยมาตรฐาน ความร่วมมอื ร่วมใจจากทกุ ฝา่ ย

- 19 -

บรรณานกุ รม

ฉนั ทัส ทองช่วย. (2536). ภาษากบั วัฒนธรรม. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์.
____________. (2534). ภาษาและอกั ษรถน่ิ (เนน้ ภาคใต้). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
ประทีป บุหลัน. (2554). การอนุรักษ์ภาษาไทย ภาษาถิ่นใต้. รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสตร์

มหาบณั ฑิต. มหาวิทยาลัยขอนแกน่ : ขอนแกน่ .
ประพนธ์ เรอื งณรงค์. (2559). วรรณกรรมและภาษาถนิ่ ใต้. กรุงเทพฯ : สถาพรบคุ๊ ส์.
พลพิบูล เพ็งแจ่ม. (2555). ภาษาถ่ิน มรดกท่ีต้องหวงแหน. สืบค้นจากhttps://d.dailynews.co.th/

education/017164/ เข้าถึงเมือ่ วนั ที่ 17 มีนาคม 2565.
ระวีวรรณ อินทรแ์ หยม. (2542). ภาษาถน่ิ . ราชบุรี : สถาบนั ราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ .
สถานบนั ทกั ษณิ คดีศกึ ษา. (2546). พจนานกุ รมภาษาไทยถิ่นใต้ พิมพ์คร้ังที่ 5. มลู นธิ ทิ กั ษณิ คดศี ึกษา : สงขลา.
สุภาพ ขวญั ฤทธิ์. (2530). ภาษาไทยถิ่นท่ีใช้ในปัจจุบัน จังหวัดสงขลา. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต

สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ สงขลา.
อัชนา ปลอดแกว้ . (2551). การเปรียบเทียบค่าศพั ทภ์ าษาไทยถน่ิ ใตร้ ะหว่างผู้พดู 3 ระดับอายุ อ่าเภอลานสกา

จังหวัดนครศรีธรรมราช. ปริญญานิพน ธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาภาษาไทย
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ : สงขลา.

- 20 -


Click to View FlipBook Version