The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suveerachancharoonchit, 2022-02-14 10:51:32

กาพย์เห่เรือ

กาพย์เห่เรือ

กาพย์เห่เรือ

จุดกำเนิดของกาพย์เห่เรือ

จุดเริ่มต้นของการเห่เรือ สันนิษฐานว่ามีที่มาจากประเทศอินเดียซึ่งใช้สำหรับการบูชาเทพเจ้า แต่ประเทศไทยเราจะ
ใช้เพื่อกำกับจังหวะพายเรือ และใช้เพื่อความสนุกสนาน เพราะพายเรือเงียบ ๆ ไปนาน ๆ นอกจากจะเหนื่อยแล้ว
ยังชวนให้รู้สึกเบื่อไปได้เหมือนกัน ดังนั้น การเห่เรือจะช่วยให้ฝีพายมีกำลังใจ บรรเทาความเหนื่อยระหว่างทาง
ลงไปได้นั่นเอง
การเห่เรือแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ‘การเห่เรือเล่น’ เป็นกิจกรรมสันทนาการของเจ้านายหรือชาวบ้านทั่ว ๆ
ไปในฤดูน้ำหลากและ ‘การเห่เรือหลวง’ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีต่าง ๆ ของกษัตริย์ สำหรับกาพย์เห่
เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ฯ เดิมทีคาดว่าเป็นการเห่เรือเล่น จนได้รับการยกย่องให้เป็นกาพย์เห่เรือหลวงในสมัย
รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นแบบแผนการแต่งกาพย์เห่เรือจนถึงปัจจุบัน

ลำนำการเห่เรือ

ลำนำ (บทกลอนที่ใช้ขับร้อง) สำหรับการเห่เรือจะแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

ช้าลวะเห่ : มีท่วงทำนองช้าสมชื่อ เพราะใช้ตอนที่เรือเริ่มเคลื่อนที่ ฝีพายต้องใช้แรงมาก ไม่สามารถพายเร็ว ๆ ได้
และมักจะใช้ในโอกาสที่เป็นการพายเรือตามน้ำ
มูลเห่ : เพิ่มความดุดันและรวดเร็วขึ้น เพราะอยู่ในระหว่างพายเรือกลางลำน้ำ เลยต้องอาศัยความสนุกสนานเพื่อ
ไม่ให้ฝีพายหมดแรงกายแรงใจไปซะก่อน
สวะเห่ (อ่านว่า สะ-วะ-เห่) : ใช้เมื่อเรือจะจอดเทียบท่า ท่วงทำนองจะช้าลงเหมือนกับช้าลวะเห่ เพราะใกล้ถึงฝั่ง
เลยต้องลดความเร็วเรือกันสักหน่อย

ผู้แต่งกาพย์เห่เรือ



ผู้แต่งกาพย์เห่เรือในบทเรียนที่เราได้เรียนกันนี้ คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้า
ฟ้ากุ้ง)เพราะมีความสามารถทั้งในเชิงนิรุกติศาสตร์ (วิชาเกี่ยวกับภาษา) และฉันทศาสตร์
(วิชาเกี่ยวกับการประพันธ์) ทำให้มีผลงานของทั้งเรื่องของทางโลกและทางธรรม เช่น บท

เห่เรื่องกากี 3 ตอน บทเห่สังวาสและเห่ครวญอย่างละบท

ที่มาและจุดประสงค์

1ค)วเาพมื่อสกนุำกกัสบำจรังาญหวใะหข้กอับงพตนลเพอางยแใลห้ะสพาลมพาราถยพายเรือขน
าดใหญ่ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อสร้าง

2) เพื่อประกาศการเสด็จของพระมหากษัตริย์ เพราะนาน ๆ ทีกษัตริย์จะเสด็จออกจากพระบรมหา
ราชวังดังนั้นการเห่เรือจะทำให้ชาวบ้านทราบว่ากษัตริย์เสด็จมาและสามารถออกมารับเสด็จ/ชื่นชม
พระบารมีริมฝั่งแม่น้ำได้

ลักษณะคำประพันธ์

ลักษณะคำประพันธ์ของกาพย์เห่เรือ เป็นรูปแบบของกาพย์เห่ คือ โคลงสี่สุภาพ ที่แต่งให้มี
เนื้อความนำ ตามด้วยกาพย์ยานี 11 ที่แต่งให้มีเนื้อความตามโคลงสี่สุภาพ และอาจขยายความออก
ไปตามความต้องการของกวี และไม่จำกัดจำนวนบท

ฉันทลักษณ์ของโคลงสี่สุภาพ

ฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานี 11

สรุปกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง

กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง แบ่งออกเป็น 2 ตอน และแบ่งตามช่วงเวลา ดังนี้
ตอนที่ 1 : บทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ ชมนก
ตอนที่ 2 : บทเห่ครวญ (กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว คือ
คร่ำครวญคิดถึงพระสนมของพระบิดา อันเป็นเหตุให้โดนพระราชอาญาจนถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา)

1. ช่วงเช้า : กาพย์เห่เรือ ชมเรือ

กล่าวถึงเรือ 14 ลำ มีโคลงสี่สุภาพ 1 บท แต่งเป็นเกริ่นเห่ เพื่อบอกว่าเรือพระมหากษัตริย์กำลังจะเสด็จด้วยขบวน
พระยุหยาตราทางชลมารค ต่อมาคือกาพย์ยานี 11 เล่าถึงความงามของเรือแต่ละลำ ได้แก่

เรือพระที่นั่ง (เรือต้น/เรือกิ่ง) คือ เรือที่มีพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ประทับอยู่ โดยมี 4 ลำและ
เรือสุวรรณหงส์อยู่ในกระบวนเรือด้วย
เรือเหล่าแสนยากร (เรือรูปสัตว์) คือ เรือที่มีหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้วิจิตรงดงามเหมือนเรือต้น แต่ก็
มีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น เรือคชสีห์ เรือเลียงผา เรือม้า เรือสิงห์ เรืออินทรี ฯลฯ
เรือชัย เรือที่มีเจ้าพนักงานกระทุ้งไม้เส้า (ไม้พายเรือ) กำกับจังหวะให้พลพายและเรือแต่ละลำเคลื่อนที่ได้พร้อม
เพรียงกัน

โคลงสี่สุภาพ


ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย
ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว
พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่
เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพรายทอง



คำแปล: เรือแล่นคล้อยไปจนพบพรรณไม้ต่างๆ อยู่ริมท่าน้ำ มีกลิ่นหอมสดชื่น ผลิดอกออกช่อผสมกัน กลิ่นหอมน่าชื่นเชยเหมือนกลิ่น
เนื้อของน้อง

กาพย์ยานี 11

พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน

คำแปล: พระมหากษัตริย์ได้เสด็จประทับบนเรือต้นอันงดงามเพื่อเสด็จทางชลมารคเรือกิ่งเองก็
แพรวพราวระยิบระยับขยับเคลื่อนไปด้วยฝีพายที่พร้อมเพรียงงดงามน่ามอง

นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร
เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

คำแปล: ขบวนเรือแน่นเป็นแถวเป็นแนวประกอบด้วยเรือที่หัวเรือเป็นรูปสัตว์หลาย ๆ ชนิดมองเห็น
ธงเด่นมา แต่ไกลการเดินทางด้วยขบวนเรือทำให้เกิดเป็นคลื่นน้ำเป็นฟอง

กาพย์ยานี 11

เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

คำแปล: เรือครุฑซึ่งบนเรือนั้นมีพลทหารกำลังพายเรืออย่างเป็นจังหวะพร้อมกับเปล่งเสียงโห่ร้อง

สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา
ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร
คำแปล: เรือสรมุขลอยมาเปรียบความสวยงาม
เหมือนวิมานบนสวรรค์ที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านหมู่

เมฆเรือสรมุขตกแต่งไปด้วยม่านสีทองหลังคาสีแดงมีลวดลายมังกรประดับ

กาพย์ยานี 11

สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร
เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน

คำแปล: เรือสมรรถชัยซึ่งกำลังแล่นมาเทียบเคียงกับเรือสรมุขนั้นประกอบไปด้วยกาบแก้วขนาดใหญ่มีการ
เกิดแสงแวววับสะท้อนกับแม่น้ำมีความงดงามมากเหมือนดั่งว่ากำลังร่อนลงจากสวรรค์ฟากฟ้าลงสู่

สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

คำแปล: เรือสุวรรรณหงส์มีพู่ห้อยอย่างสวยงามล่องลอยอยู่บนสายน้ำเปรียบดั่งหงส์ที่เป็นพาหนะของพระ
พรหมเยื้องกรายมาให้ชม

กาพย์ยานี 11

เรือชัยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน

คำแปล: เรือชัยนั้นแล่นด้วยความรวดเร็วเหมือนดั่งลมมีเสียงไม้กระทั่งจังหวะที่คอยให้จังหวะท้ายเรือให้แล่น
ไปเคียงคู่กันไปกับเรือพระที่นั่งลำอื่น ๆ

คชสีห์ทีผากเผ่น ดูดังเป็นเห็นขบขัน ราชสีห์ที่
ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง

คำแปล: เรือสุวรรรณหงส์มีพู่ห้อยอย่างสวยงามล่องลอยอยู่บนสายน้ำเปรียบดั่งหงส์ที่เป็นพาหนะของพระ
พรหมเยื้องกรายมาให้ชม

กาพย์ยานี 11

เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง
เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง
คำแปล: เรือม้านั้นกำลังมุ่งหน้าไปข้างหน้า ซึ่งเรือม
้ามีลักษณะที่สูงโปร่งเหมือนกับม้าทรงของพระพาย

เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน โจนตามคลีนฝันฝ่าฟอง
ดูยิ่งสิงห์ลำพอง เป็นแถวท่องล่องตามกัน

คำแปล: เรือสิงห์ดูเหมือนกับว่ากำลังจะกระโจนลงสู่แม่น้ำและมีความฮึกเหิมนั้นก็แล่นเป็นแถวตาม ๆ กันมา

กาพย์ยานี 11

นาคาหน้าดังเป็น ดูเขม้นเห็นขบขัน
มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี

คำแปล: เรือนาคนั้นเหมือนมีชีวิตมองแล้วน่าขบขันกำลังจะถูกเรือมังกรแล่นตามมาทัน

เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรี มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม

คำแปล: เรือเลียงผานั้นทำท่าเหมือนกับกำลังจะกระโจนลงแม่น้ำส่วนเรืออินทรีก็มี
ปีกที่เหมือนกับกำลังจะลอยไปบนท้องฟ้า

กาพย์ยานี 11

ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม

โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัสชื่นรื่นเริงพล

คำแปล: เสียงดนตรีนั้นดังลั่นมีเสียงก้องมาจากแตรงอน เสียงพลทหารโห่ร้องอย่างครึกครื้นทำให้เกิดความ
ความรื่นเริงในหมู่พลทหาร

กรีธาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี

คำแปล: เรือที่เคลื่อนขบวนออกมานั้นดูเข้มแข็งเป็นภาพที่ทำให้นอกชื่นใจมองดูเหมือนฝูงปลาที่มีมากมายใน
สายนี้

2. ช่วงสาย : กาพย์เห่เรือ ชมปลา

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์เห่เรือ 14 บท กล่าวถึงปลา 15 ชนิด (มีเฉพาะปลาน้ำจืด)
ได้แก่ ปลากระแห ปลากราย ปลาแก้มช้ำ ปลาคางเบือน ปลาชะแวง ปลาทุก ปลานวลจันทร์ ปลาน้ำเงิน
ปลาแปบ ปลาตะเพียนทอง ปลาแมลงภู่ (ปลาชะโด) ปลาสร้อย ปลาเสือ ปลาหวีเกศ และปลาหางไก่

การชมปลาในที่นี้จะแต่งคล้ายกับนิราศ เพราะนำความงดงามของปลามาแต่งรวมกับอารมณ์ความรู้สึกของ
ตัวเองที่มีต่อนางอันเป็นที่รักของกวี

โคลงสี่สุภาพ

พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คลึงกัน
ถวิลสุดาดวงจันทร์ แจ่มหน้า
มัตสยาย่อมพัวพัน พิศวาส
ควรฤพรากน้องช้าชวด เคล้าคลึงชม
คำแปล: เศร้าเมื่อมองปลาสายพันธุ์ต่างๆว่าย
ปะปนกัน ทําให้นึกถึงน้องที่เปรียบเป็นดวงจันทร์

ของพี่ทั้งที่หมู่ปลายังได้อยู่ใกล้ชิดคลอเคลียกัน แต่เหตุใดพี่จึงจําเป็นต้องพรากจากน้อง

กาพย์

พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คิดถึงเจ้าเศร้าอารมณ์

มัตสยายังรู้ชม สาสมใจไม่พามา

คำแปล: มองดูปลาที่ว่ายคลอเคลียกันทำให้นึกถึงตัวน้องจนเศร้าใจ

ปลายังได้อยู่เชยชมกัน ส่วนพี่ได้แต่สมน้ำหน้าตนเองที่ไม่พาน้องมาด้วยกัน

นวลจันทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา
คางเบือนเบือนหน้ามา ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชาย

คำแปล: ปลานวลจันทร์ที่มีสีนวลสมชื่อ แต่น้องนั้นกลับงามนวลยิ่งกว่า
ปลาคางเบือนที่เบือนหน้ามาก็ไม่งามเท่าน้องเมื่อเบือนหน้ามามองพี่

กาพย์

เพียนทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย
กระแหแหห่างชาย ดั่งสายสวาทคลาดจากสม

คำแปล: ปลาตะเพียนทองที่มีสีงามดั่งทองแต่ไม่งามเท่าน้องเมื่อห่มตาด ปลากระแหที่ว่าย
อยู่ห่างจากพี่เปรียบ ดังพี่ที่ต้องห่างจากน้อง



แก้มช้ำช้ำใครต้อง อันแก้มน้องช้ำเพราะชม
ปลาทุกทุกข์อกกรม เหมือนทุกข์พี่ที่จากนาง
คำแปล: ปลาแก้มช้ำ ช้ำเพราะเหตุใด แต่แก้มน้องที่ช้ำนั้นเพราะถูกเชยชม ปลาทุกชื่อเหมือน
ทุกข์ระทมใจ เหมือนพี่ที่ต้องห่างจากน้อง

กาพย์

น้ำเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสำอาง
ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามเรืองเรื่อเนื้อสองสี

คำแปล: ปลาน้ำเงินมีสีขาวผ่องเป็นมันปลาบ ดูสวยงาม
แต่ไม่งามเท่าตัวน้องที่มีผิวสองสี



ปลากรายว่ายเคียงคู่ เคล้ากันอยู่ดูงามดี
แต่นางห่างเหินพี่ เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจร

คำแปล: ปลากรายที่ว่ายมาเป็นคู่ดูสวยงาม แต่ตัวพี่ที่ต้องมาอยู่ห่างจากน้อง เมื่อมองเห็นปลาที่
ว่ายมาคู่กันแล้ว ทำให้รู้สึกเศร้าใจ

กาพย์

หางไก่ว่ายแหวกว่าย หางไก่คล้ายไม่มีหงอน
คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร
คำแปล: ปลาหางไก่ที่แหวกว่ายไปมา ถึงจะชื่อหางไก่แต่ไม่มีหงอน
เมื่อมองแล้วก็คิดถึงน้องที่ไว้ผมยาวประบ่าสวยงาม

ปลาสร้อยลอยล่องชล ว่ายเวียนวนปนกันไป
เหมือนสร้อยทรงทรามวัย ไม่เห็นเจ้าเศร้าบ่วาย
คำแปล: ปลาสร้อยที่ว่ายปะปนกันในน้ำ ดูเหมือนสร้อยที่น้องเคยสวมใส่
แต่เพราะไม่ได้เห็นหน้าน้อง จึงทำให้พี่เศร้าเสียใจ

กาพย์

เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อน้องฤๅอ่อนทั้งกาย
ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง
คำแปล: ปลาเนื้ออ่อน อ่อนแค่เพียงชื่อ แต่เนื้อของน้องนั้นอ่อนไปทั้งตัว หาก
ชายใดได้สัมผัส จะตราตรึงอยู่ในใจไม่หาย

ปลาเสือเหลือที่ตา เลื่อนแหลมกว่าปลาทั้งปวง
เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้ำขำเพราคม

คำแปล: ปลาเสือมีดวงตาแหลมกว่าปลาใดๆ
เหมือนดวงตาของน้องที่สวยคมขำ

กาพย์

แมลงภู่คู่เคียงว่าย เห็นคล้ายคล้ายน่าเชยชม
คิดความยามเมื่อสม สนิทเคล้าเจ้าเอวบาง
คำแปล: ปลาแมลงภู่ว่ายเคียงคู่เหมือนกำลังเชยชมกัน ทำให้คิดถึง
เมื่อตอนเราอยู่ใกล้ชิดคลอเคลียกัน

หวีเกศเพศชื่อปลา คิดสุดาอ่าองค์นาง
หวีเกล้าเจ้าสระสาง เส้นเกศสลวยรวยกลิ่นหอม

คำแปล: มองเห็นปลาหวีเกศก็ทำให้นึกถึงเมื่อน้องหวีสางผม
เส้นผมสลวยและมีกลิ่นหอม

กาพย์




ชะแวงแฝงฝั่งแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม
เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฏบังอร
คำแปล: ฝูงปลาชะแวงที่ว่ายอยู่ตามริมน้ำที่มีปลาชะวาดว่าย
ปนอยู่ด้วย เหมือนพี่ที่แอบใกล้ชิดดูแลตัวน้อง

พิศดูหมู่มัจฉา ว่ายแหวกมาในสาคร
คะนึงนุชสุดสายสมร มาด้วยพี่จะดีใจ
คำแปล: มองดูหมู่ปลาแหวกว่ายอยู่ในน้ำ ทำให้คิดถึงน้องที่
เป็นที่รักของพี่ ถ้าหากน้องมาด้วยกันพี่ก็คงจะดีใจ

3. ช่วงบ่าย : กาพย์เห่เรือ ชมไม้

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท กาพย์ยานี 12 บท โดยมีการชมไม้ 15 ชนิด ได้แก่ แก้ว จวง
จิก จำปา แต้ว บุนนาค ประยงค์ พิกุล พุดจีบ พุทธชาด ลำดวน สาวหยุด สุกรม มะลิ
วัลย์ นางแย้ม

โคลงสี่สุภาพ

เรือชายชมมิ่งไม้ มีพรรณ
ริมท่าสาครคันธ์ กลิ่นเกลี้ยง
เพล็ดดอกออกแกมกัน ชูช่อ
หอมหื่นรื่นรสเพี้ยง กลิ่นเนื้อนวลนาง

คำแปล: เรือแล่นคล้อยไปจนพบพรรณไม้ต่างๆ อยู่ริมท่าน้ำ มีกลิ่นหอมสดชื่น ผลิดอกออกช่อ
ผสมกัน กลิ่นหอมน่าชื่นเชยเหมือนกลิ่นเนื้อของน้อง

กาพย์ยานี11

เรือชายชมมิ่งไม้ ริมท่าไสวหลากหลายพรรณ

เพล็ดดอกออกแกมกัน ส่งกลิ่นเกลี้ยงเพียงกลิ่นสมร

คำแปล: กระบวนเรือของพี่ที่แล่นอยู่ใ
นแม่น้ำต่างก็พากันชื่นชมพรรณไม้ที่กำลัง
พานบานชูช่อและส่งก
ลิ่นหอมมาจากชายตลิ่ง



ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร

คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม

คำแปล: ดอกนางแย้มบานแย้มเกสรออกมาคิดถึงเมื่อน้องยิ้มออกมาอย่างร่าเริง

กาพย์ยานี11

จำปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม
คิดคะนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจำปาทอง
คำแปล: ดอกจําปาที่ขึ้นอยู่หนาแน่นคลี่กลีบ
สีเหลืองอร่ามออกมานึกถึงน้องที่มีผิวสี

เหลือง
นวล



ประยงค์ทรงพวงห้อย ระย้าย้อยห้อยพวงกรอง
เหมือนอุบะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียมชม

คำแปล: ดอกประยงค์ที่ห้อยกันเป็นพวงดูแล้วก็เหมือนอุบะที่ห้อยมาดับที่น้องกำ

แขวนไ
ว้ให้พี่ชื่นชม

กาพย์ยานี11

พุดจีบกลีบแสล้ม พิกุลแกมแซมสุกรม
หอมชวยรวยตามลม เหมือนกลิ่นน้องต้องติดใจ
คำแปล: ดอกพุดจีบกลีบบานมีดอกพิกุลและด
อกสุกรมขึ้นแซมส่งกลิ่นหอมเหมือนกับกลิ่น

เนื้อขอ
งน้อง



สาวหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป
นึกน้องกรองมาไลย วางให้พี่ข้างที่นอน

คำแปล: ดอกสาวหยุดกับดอกพุทธชาดที่บา
นอยู่เกลื่อนเต็มองนึกถึงน้องที่เคยร้อยมาลัยวาง
ไว้ให้ท
ี่ข้างหมอน

กาพย์
ยานี11

พิกุลบุนนาคบาน กลิ่นหอมหวานซ่านขจร
แม้นนุชสุดสายสมร เห็นจะวอนอ้อนพี่ชาย
คำแปล: ดอกพิกุลเหกมัืบอดนอกักบบคุนำ


นหาวคาทนี่บที่าน้นอสง่งใกช้ลอิ้่นอหนอมหวานซาบซ่าน
เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย

หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตราตรู

คำแปล: ต้นเต็งต้นแต้วต้นแก้วและต้นกาหลงต่างก็มีดอกบานหอมอบอวนไม่รู้
หายเหมือนกลิ่นผ้าของน้อง

กาพย์ย
านี11

มะลิวัลย์พันจิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู
หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตต์คิดวนิดา

คำแปล: ดอกมะลิวัลย์ดอกจิกดอกลวงพัน
กันเป็นพวงส่งกลิ่นหอมโชยมานใจยิ่งนัก
ทำให้พี่คิด
ถึงน้อง



ลำดวนหวนหอมตระหลบ กลิ่นอายอบสบนาสา
นึกถวิลกลิ่นบุหงา รำไปเจ้าเศร้าถึงนาง

คำแปล: ดอกลำดวนก็มีกลิ่นหอมตลบอบอ
วลเมื่อพระองค์ได้กลิ่นก็ทำให้มีความรู้สึก
คิดถึงนางผู้เป็นท
ี่รักอย่างเศร้าใจ

กาพย์ยานี11



รวยรินกลิ่นรำเพย คิดพี่เชยเคยกลิ่นปราง

นั่งแนบแอบเอวบาง ห่อนแหห่างว่างเว้นวัน

คำแปล: กลิ่นดอกลำเพยโ
ชยมาเรื่อย ๆ ทำให้คิดถึง

เมื่อครั้งเคยเชยชมน้องอยู่ทุกวันไม่มีห่าง




ชมดวงพวงมาลี ศรีเสาวภาคย์หลากหลายพรรณ

วนิดามาด้วยกัน จะอ้อนพี่ชี้ชมเชย

คำแปล: เมื่อนั่งชมเหล่าดอกไม้ที่สวยงามหลากหลายพรรณก็ทำให้คิดไปว่าถ้าหาก
น้องมาด้วยก็คงจะอ้อนให้พี่นั่นชี้ให้ดูดอกไม้เหล่านั้นเหล่านี้เป็นแน่

4. ช่วงเย็น : กาพย์เห่เรือ ชมนก

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท และกาพย์ยานี 12 บท สาเหตุที่เลือกชมนกในช่วงเย็นเพราะเป็น
ช่วงที่นกบินกลับรังพอดี โดยชมนก 10 ชนิด ได้แก่ นกไก่ฟ้า นกแขกเต้า นกดุเหว่า นก


นางนวล นกโนรี นกสร้อยทอง/ขุนทอง นกสัตวา นกสาลิกา นกแก้ว นกยูง

โคลงสี่สุภาพ

รอนรอนสุริยโอ้ อัสดง

เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง ค่ำแล้ว

รอนรอนจิตจำนง นุชพี่ เพียงแม่

เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว คลับคล้ายเรียมเหลียว




คำแปล: เวลาย่ำค่ำมาถึง พระอาทิตย์ก็ลับเหลี่ยม เขาคิดคำนึงถึงนางอันเป็นที่รัก เมื่อเห็นใครคลับ

คล้ายคลับคลาก็ต้องเหลียวมองเพราะนึกว่าเป็นนาง

กาพย์ยานี11

เรื่อยเรื่อยมารอนรอน ทิพากรจะตกต่ำ

สนธยาจะใกล้ค่ำ คำนึงหน้าเจ้าตาตรู

เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่

ตัวเดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย




คำแปล: เมื่อถึงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน เริ่มเข้ายามค่ำคืน ก็ยังคำนึงถึงนางอันเป็นที่รัก มองเห็นนกที่บิน

ไปกันเป็นหมู่ แต่มีตัวหนึ่งพลัดออกมาก็คำนึงว่าเหมือนตนที่ต้องอยู่เดียวดาย

กาพย์ยานี11

เห็นฝูงยูงรำฟ้อน คิดบังอรร่อนรำกราย
สร้อยทองย่องเยื้องกราย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร

สาลิกามาตามคู่ ชมกันอยู่สู่สมสมร
แต่พี่นี้อาวรณ์ ก่อนเห็นเจ้าเศร้าใจครวญ

คำแปล: เห็นนกยูงรำแพน ก็คิดถึงเมื่อตอนที่นางฟ้อนรำให้ดู เห็นนกสร้อยทองกำลังเดินบนดินก็นึงถึง
นางตอนเดินเห็นนกสาลิกาอยู่เป็นคู่ๆ ก็คิดถึงนางอันเป็นที่รักว่าไม่อยากเห็นนางโศกเศร้าที่ต้องอยู่คนเดียว

กาพย์ยานี11

ไก่ฟ้ามาตัวเดียว เดินท่องเที่ยวเลี้ยวเหลี่ยมเขา
เหมือนพรากจากนงเยาว์ เปล่าใจเปลี่ยวเหลียวหานาง

แขกเต้าเคล้าคู่เคียง เรียงจับไม้ไซ้ปีกหาง
เรียมคนึงถึงเอวบาง เคยแนบข้างร้างแรมนาน



คำแปล: เห็นนกไก่ฟ้าอยู่ตัวเดียวกำลังเดินลับ ก็นึกถึงตัวว่าต้องจากนางมาไกล
เห็นนกแขกเต้าอยู่เป็นคู่กำลังไซร้ปีกไซร้หางให้กัน ก็คิดถึงนางว่าเคยอยู่ใกล้ๆ แต่ต้องมาจากกันไป

กาพย์ยานี11

ดุเหว่าเจ่าจับร้อง สนั่นก้องซ้องเสียงหวาน
ไพเราะเพราะกังวาล ปานเสียงน้องร้องสั่งชาย
โนรีสีปานชาด เหมือนช่างฉลาดวาดแต้มกาย

ไม่เท่าเจ้าโฉมฉาย ห่มตาดพรายกรายกรมา



คำแปล: เห็นนกดุเหว่าร้องเสียงไพเราะก้องกังวาล ก็คิดถึงเสียงนาง
เห็นนกโนรีสีแดงสวยงาม แต่ก็ไม่เท่านางที่ห่มผ้าตาด เดินไปมา

กาพย์ยานี11

สัตวาน่าเอ็นดู คอยหาคู่อยู่เอกา

เหมือนพี่ที่จากมา ครวญหาเจ้าเศร้าเสียใจ

ปักษีมีหลายพรรณ บ้างชมกันขันเพรียกไพร

ยิ่งฟังวังเวงใจ ล้วนหลายหลากมากภาษา




คำแปล เห็นนกสัตวาคอยหาคู่อยู่ตัวเดียว ก็เหมือนตนที่จากมาต้องมา

คร่ำครวญ ตหานางอันเป็นที่รักด้วยความเสียใจ นกนั้นมีหลายประเภท หลาย

ชนิด บ้างก็ขันร้องเสียงดังก้องป่า ยิ่งฟังแล้วยิ่งรู้สึกหลากหลาย

5. ช่วงดึก : กาพย์เห่เรือ เห่ครวญ

ประกอบด้วยโครงสี่สุภาพ 2 บท (เริ่มต้นและปิดท้ายอย่างละบท) และกาพย์ยานีอีก 8 บท
กล่าวถึงความรัก ความคิดถึงที่มีต่อนางสนม
บทนี้กล่าวถึงความงามของนางสนม ที่งามดั่งภาพวาด อีกทั้งมารยาท บุคลิกการเดิน รอย
ยิ้มและคำพูดต่าง ๆ ก็ยังงดงามด้วยเช่นกัน

โคลงสี่สุภาพเปิด

เสียงสรวลระรี่นี้ เสียงใด
เสียงนุชพี่ฤาใคร ใคร่รู้
นุชพี่ มาแม่
เสียงสรวลเสียงทรามวัย อื่นนั้นฤามี
เสียงบังอรสมรผู้

คำแปล: เสียงหัวเราะเป็นเสียงของน้องพี่หรือใครคนอื่นพี่ก็อยากรู้เสียงหัวเราะที่
ลอยมาเหมือนเสียงหัวเราะของน้องไม่เหมือนกับเสียงของหญิงใด

กาพย์ยานี

เสียงสรวลระรี่นี้ เสียงแก้วพี่หรือเสียงใคร

เสียงสรวลเสียงทรามวัย ดสายใจพี่ตามมา

คำแปล: เสียงหัวเราะเป็นเสียงของน้องพี่หรือใครของใครกัน เหมือนมีเสียงหัวเราะของ

น้องลอยตามพี่มา

ลมชวยรวยกลิ่นน้อง หอมเรื่อยต้องคลองนาสา

เคลือบเคล้นเห็นคล้ายมา เหลียวหาเจ้าเปล่าวังเวง

คำแปล: ลมที่พัดโชยมาก็มีกลิ่นหอมของน้องเข้าจมูกพี่ พอเหลือบไปเห็นเหมือนจะเป็น

น้องเมื่อมองไปหาก็ไม่มี

กาพย์ยานี11

ยามสองฆ้องยามย่ำ ทุกคืนค่ำย่ำอกเอง
เสียงปี่มีครวญเครง เหมือนเรียมคร่ำร่ำครวญนาน
แปล: เมื่อฆ้องตีบอกเวลาสองยามทุกคืนพี่ก็ชกตีอกตัวเองด้วย
ความเศร้า เสียงปี่ที่ส่งเสียงมาก็เหมือนเสียงพี่ที่ร้องคร่ำครวญด้วยความเศร้า



ล่วงสามยามไปแล้ว จนไก่แก้วแว่วขันขาน
ม่อยหลับกลับบันดาล ฝันเห็นน้องต้องติดตา
แปล: เมื่อล่วงเข้ายามที่สามจนไก่ขันพี่ก็เคลิ้มหลับไปก็ยังฝันเห็นน้อง

โคลงสี่สุภาพปิด

เพรางายวานเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกข์อิ่มชลนา อิ่มโศกาหน้านองชล
แปล: ทั้งเช้าเย็นพี่นั้นกินอะไรก็ไม่อร่อยเพราะพี่นั้นอิ่มความทุกข์
อิ่มน้ำตา อิ่มความเศร้า น้ำตานองหน้า



เวรามาทันแล้ว จึงจำแคล้วแก้วโกมล
ให้แค้นแสนสุดทน ทุกข์ถึงเจ้าเศร้าเสียดาย
แปล: ด้วยเวรกรรมที่ตามทันทำให้พี่ต้องพรากจากน้องมา พี่ทั้งแค้นทั้งเสร้าที่ต้อง
จากเจ้ามา

โคลงสี่สุภาพปิด

งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวิล

คำแปล: น้องรั้นรูปร่างหยนิ้้มาตก็างงาามมพูเหดเมพือรนาะภยิ

า่งพทวําาใดห้มพีา่คริดยาถึทงงามแม้ยามเดินแกว่งแขน



แต่เช้าเท่าถึงเย็น กล้ำกลืนเข็ญเป็นอาจิณ

ชายใดในแผ่นดิน ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ

คำแปล: ตั้งแต่เช้าถึงเย็นพี่อดทนกล้ำกลืนอ
ยู่ตลอดชายใดในแผ่นดินก็ไม่ทุกข์ใจเท่าพี่

คำศัพท์

เห่ หมายถึง ทำนองที่ขับร้องในบางพระราชพิธี ถ้าใช้เมื่อเวลาพายเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตรา
ทางชลมารค เรียกว่า เห่เรือ แต่ถ้าใช้ในพระราชพิธีขึ้นพระอู่พระเจ้าลูกเธอ เรียกว่า เห่กล่อม
ไม้เส้า หรือ ไม้ส้าว หมายถึง ไม้ยาวสำหรับยื่นไปช่วยคนตกน้ำในเวลาเรือพระประเทียบล่ม หรือ ไม้
กระทุ้งให้จังหวะในเรือดั้งในกระบวนพยุหยาตรา
สุวรรณ หมายถึง ทองคำ
โพยม หมายถึง ท้องฟ้า อากาศ
สินธุ์ หมายถึง ลำน้ำ แม่น้ำ สายน้ำ น้ำ ทะเล มหาสมุทร
แสนยากร หมายถึง หมู่ทหาร หรือ กองทัพ

สมาชิก

วริศา จึงสุระ เลขที่ 7 ม.6/7
จิรภัทร ลักษวุธ เลขที่ 12 ม.6/7
ญาณภัทร ธาราวร เลขที่ 14 ม.6/7
ณิชาภา ตั้งคุรุสรณ์ เลขที่ 15 ม.6/7
ภิญญดา มหาทรัพย์ไพบูลย์ เลขที่ 18 ม.6/7
สุวีรา จันทร์จรูญจิต เลขที่ 24 ม.6/7


Click to View FlipBook Version