The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sadanun Charoenrit, 2023-02-12 01:38:45

ใบความรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์

ใบความรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือดินไม่อุดมสมบูรณ์นั้น จะทําให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบํารุงดิน แม่น้ําและปากแม่น้ําตื้นเขินเนื่องจากการชะล้างตะกอนดิน เกิดอุทกภัยหรือ ดินถล่ม ดังนั้นเราจึงควรป้องกันด้วยการอนุรักษ์ดิน ได้แก่ 1. ควรปลูกพืชที่เหมาะสมกับดิน 2. การใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือ ปุ๋ยเคมีลงในดินนั้นจะช่วยทําให้ดิน โปร่ง ร่วนซุย และเพิ่มธาตุอาหาร ให้แก่ดิน 3. การไถพรวนดิน ช่วยทําให้ดิน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก ส่งผล ให้รากพืชและสิ่งมีชีวิตในดินมี อากาศหายใจ ซึ่งสิ่งมีชีวิตในดินมี บทบาทสําคัญในกระบวนการเกิด ดิน 4. การเติมส่วนประกอบของดินให้มีสัดส่วนเหมาะสม เช่น ดินเหนียว ควรเติมปริมาณส่วนประกอบขนาดอนุภาคทราย อนุภาคทรายแป้ง ส่วนดินทรายควรเติมส่วนประกอบขนาด อนุภาคดินเหนียว อนุภาคทรายแป้ง และเติมอินทรียสาร เพื่อให้ดินมีการระบายน้ําหรืออุ้มน้ําได้ดีเหมาะแก่การ เจริญเติบโตของพืช 5. การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น พืชตระกูลถั่ว สลับกับพืชหลัก แล้วไถกลบ เพื่อเพิ่ม ธาตุ อาหารไนโตรเจนให้กับดิน และยังช่วยให้ดิน โปร่ง ร่วนซุย การใช้ประโยชน์จากดิน ประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น 1. พืชต้องอาศัยดินเจริญเติบโต สัตว์กินพืชและสัตว์เป็นอาหาร มนุษย์จึงได้รับอาหารจากดินทางอ้อม น้ําในดินที่มีปริมาณมากจะกลายเป็นแม่น้ํา 2. เครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่ทํามาจากเส้นใยของพืชหรือจากขนสัตว์ 3. แผ่นดินเป็นที่ตั้งเมือง บ้านเรือน รวมทั้งดินยังเป็นวัสดุที่ใช้สร้างอาคาร 4. เราใช้พืชสมุนไพรทํายารักษาโรค ประโยชน์ต่อเกษตรกรรม เช่น เป็นไร่หรือสวน เป็นที่เจริญเติบโตของพืช


แหล่งน้ า 1. น้ าผิวดิน เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต รวมถึงใช้เป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นแหล่งพักผ่อนหรือสถานที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งน้ําที่มีปริมาณมากที่สุดในโลก คือ มีถึง 99.3 เปอร์เซ็นต์ของ น้ําทั้งหมดได้แก่ น้ าในทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แม่น้ า ล าคลอง หนอง บึง โดยทั่วไปน้ําผิวดินมักไม่ค่อย สะอาดเนื่องจากมีสารหลายชนิดรวมตัวอยู่กับน้ํา ซึ่งอาจอยู่ในลักษณะสารแขวนลอยทําให้น้ํามีลักษณะขุ่น เป็น ตะกอน ตัวอย่างแหล่งน้ําผิวดินในประเทศไทย ใบความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย โลกและการเปลี่ยนแปลง บท ดินและน้ า เรื่อง แหล่งน้ าผิวดินและแหล่งน้ าใต้ดิน โลกประกอบด้วยน้ํา 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็น น้ําเค็ม แต่น้ําที่มนุษย์นํามาอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจําวันเป็นน้ําจืด ใน ธรรมชาติน้ําจืดพบอยู่ในแม่น้ํา ทะเลสาบ ธารน้ําแข็ง ความชื้นในดิน บรรยากาศ และน้ําใต้ดิน น้ําจืดบนโลกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ น้ าในบรรยากาศ (meteoric water) น้ าผิวดิน (surface water) และ น้ าใต้ดิน (underground water) น้ําผิวดิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ น้ าจืดและน้ าเค็ม และไหลลงมาขังในบริเวณที่ต่ํากลายเป็นแอ่งน้ํา ดังนี้ 1.1 น้ าจืด แหล่งน้ําที่เกิดจากไอน้ําในบรรยากาศควบแน่นเป็นเมฆตกลงมาเป็นฝนแล้วสะสมอยู่บริเวณ ผิวดิน และไหลลงมาขังที่ต่ํากลายเป็นแอ่งน้ํา ดังนี้ - อ่างเก็บน้ าหรือเขื่อน เป็นแหล่งน้ําผิวดินที่รองรับน้ําจาก น้ําฝนที่ไหลจากพื้นที่ที่สูงกว่าลงมารวมกันในอ่างเก็บน้ํา ซึ่ง มนุษย์สร้างขึ้นจากคอนกรีต ดิน หิน หรือที่เรียกว่า ที่เก็บน้ํา ขนาดใหญ่


- ทะเลสาบ เป็นแหล่งน้ําที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีความ กว้างและลึก โดยทะเลสาบมีน้ําอยู่ตลอดปี เนื่องจากเป็นที่ รองรับน้ําที่ไหลมาจากแม่น้ํา - แม่น้ า เป็นธารน้ําที่มีน้ําไหลตลอดปีมีจุดเริ่มต้นจากต้นน้ํา และไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ําไปยังแหล่งน้ําขังต่าง ๆ หรือไหลออก สู่ทะเล - คลอง เป็นแหล่งน้ําที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อกระจายน้ํา ไปสู่แหล่งต่าง ๆ - น้ าผิวดินอื่น ๆ ได้แก่ มาบ ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุ ซึ่งเป็นแหล่งน้ํา ที่เกิดจากน้ําที่แช่ขัง ไม่มีที่ระบายออกไปสู่บริเวณอื่น ๆ 2) น้ าเค็ม แหล่งน้ําธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร โดยน้ําทะเลจะมีความเค็มมากกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากเกลือและแร่ธาตุที่เกิดการผุพังทลายลงของหิน เช่น เกลือหิน ยิปซัม ถูกพัดพา และไหลรวมกัน กลายเป็นทะเล 2. น้ าใต้ดิน เป็นแหล่งน้ําที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวดินเกิดจากน้ําผิวดินไหลซึมผ่านชั้นดินลงไปรวมตัวกันอยู่ในช่องว่างของ ดินหรือหินทําให้น้ําในแหล่งน้ําใต้ดินมีลักษณะเป็นน้ําใส เนื่องจากสารแขวนลอยและตะกอนต่าง ๆ ที่ไม่ละลายน้ํา จะถูกชั้นดินและหินดักกรองไว้ น้ําใต้ดินแบ่งออก ได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้


1) น้ าในดิน (soil water) เมื่อฝนตกน้ําฝนจะซึมลง สู่พื้นดิน ซึ่งน้ําที่อยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เรียกว่า ‘น้ํา ในดิน’ โดยน้ําในดินจะมีลักษณะใสไม่มีตะกอน แต่อาจมีสาร ที่ละลายน้ําปนเปื้อนอยู่ 2) น้ าบาดาล (ground water) เป็นน้ําที่ซึมผ่านรู พรุนระหว่างชั้นหินที่เรียกว่า ‘ชั้นหินอุ้มน้ า’ (aquifer) ลงไป ขังอยู่ในช่องว่างระหว่างหินที่ถูกขนาบด้วยชั้นหินที่มีเนื้อ ละเอียดแน่น ซึ่งมนุษย์สามารถนําน้ําบาดาลมาใช้ประโยชน์ได้ โดยการขุดบ่อให้ลึกลงไปจนถึงระดับที่นําสะสมอยู่แล้วสูบน้ํา ขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยทั่วไปน้ําบาดาลเป็นน้ําที่สะอาดปราศจากสารแขวนลอยสารอินทรีย์เคมีและเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งระดับน้ํา บาดาลจะมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เช่น ฤดูแล้งระดับน้ําบาดาลจะอยู่ลึก กว่าระดับปกติ ความส าคัญของน้ า น้ําเป็นสารประกอบที่พบมากถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นโลก โดยส่วนใหญ่อยู่ในสภาพน้ําเค็มในทะเล และมหาสมุทรประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ําแข็งตามขั้วโลกประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ และเป็นน้ําจืดตาม แม่น้ําลําคลองต่าง ๆ ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าโลกเราปราศจากน้ําสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกก็จะไม่สามารถ ดํารงชีวิตอยู่ได้เลย ความส าคัญของน้ าต่อมนุษย์ มีดังนี้ 1. เป็นส่วนประกอบที่มีมากที่สุดในร่างกาย มีอยู่ 2 ใน 3 ของน้ําหนักตัว โดยส่วนประกอบของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น เลือด น้ําเหลือง ตับ 2. ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ 3. เป็นสารที่ช่วยให้กรพะบวนการทางเคมีในร่างกายด าเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การย่อยอาหาร ทั้ง ประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนได้อาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลงที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ 4. ช่วยในการล าเลียงสารต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การลําเลียงอาหาร การไหลเวียนของเลือด และยังช่วย ขับของเสียออกจากร่างกาย เช่น ปัสสาวะ เหงื่อ โดยปกติในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายจะเสียน้ําไปโดยเฉลี่ยประมาณ 2.7 – 3.2 ลิตร ดังนั้นร่างกายจึงจําเป็นต้องหาน้ํามาทดแทนให้กับน้ําที่ร่างกายเสียไป โดย การดื่มน้ําโดยตรงหรือรับประทานอาหารที่มีน้ําเป็นองค์ประกอบอาหารแต่ละ ประเภทจะมีน้ําเป็นองค์ประกอบไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยอาหารประเภทผักและผลไม้ จะมีน้ําเป็นองค์ประกอบมากกว่าประเภทอื่น ๆ


5. นอกจากน้ําจะมีประโยชน์ต่อร่างกายเราโดยตรงแล้วยังมีประโยชน์ต่อเราในด้านต่าง ๆ อีก เช่น 5.1 ใช้ในด้านอุตสาหกรรมทุกประเภท โดยถูกใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต เป็นตัวระบายความ ร้อนจากเครื่องจักรต่าง ๆ ตลอดจนใช้เป็นตัวทําความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย 5.2 ใช้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานน้ํา 5.3 ใช้ในการเกษตรกรรมทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ 5.4 ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งภายในปะเทศและระหว่างประเทศ 5.5 ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่เล่นกีฬาทางน้ํา 5.6 ใช้ปรุงอาหาร ทําความสะอาด และซักผ้า ความส าคัญของน้ าต่อพืช มีดังนี้ 1. น้ําเป็นวัตถุดิบสําคัญต่อการสังเคราะห์แสงของพืช 2. น้ํา เป็นปัจจัยที่สําคัญต่อการงอกของเมล็ดพืช เพราะน้ําจะช่วยทําให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนนุ่ม ต้นอ่อนสามารถ แทงรากงอกออกมาจากเมล็ดได้ง่าย


3. น้ําเป็นตัวทําละลายสารอาหารและเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในดิน เพื่อช่วยให้รากดูดซึมและลําเลียงไปยังส่วน ต่าง ๆ ของพืช เช่น ลําต้น กิ่ง ก้าน ใบ 4. ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเยื่อที่กําลังเจริญเติบโต ถ้าขาดน้ําก็จะทําให้เซลล์ยืดตัวไม่ เต็มที่ต้นจะแคระแกร็น และถ้าขาดน้ําหนักมาก ๆ พืชจะเหี่ยวและเฉาตายไปในที่สุด 5. เป็นส่วนประกอบที่สําคัญของพืช โดยพืชบกจะมีน้ําเป็นส่วนประกอบประมาณ 60-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพืชน้ํา จะมีน้ําอยู่ประมาณ 95 – 99 เปอร์เซ็นต์ การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ า 1. การใช้น้ าอย่างประหยัด นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่า น้ําลงได้แล้ว ยังทําให้ปริมาณน้ําเสียที่จะทิ้งลงแหล่งน้ําลดลง และ ป้องกันการขาดแคลนน้ําได้ด้วย 2. การพัฒนาแหล่งน้ า ในบางพื้นที่ขาดแคลนน้ํา จําเป็นที่จะต้อง หาแหล่งน้ําเพิ่มเติม เพื่อให้มีน้ําไว้ใช้ทั้งในครัวเรือนและใน การเกษตรได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบันการนําน้ําบาดาลขึ้นมาใช้ กําลังแพร่หลายมาก แต่อาจมีปัญหาเรื่องแผ่นดินทรุด เช่นใน บริเวณกรุงเทพ ฯ ทําให้เกิดดินทรุดได้ จึงควรมีมาตรการกําหนด ว่าเขตใดควรใช้น้ําใต้ดินได้มากน้อยเพียงใด 3. การป้องกันน้ าเสีย การไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล และสารพิษลงใน แหล่งน้ํา น้ําเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ควรมี การบําบัดและขจัดสารพิษก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ํา การวาง ท่อระบายน้ําจากบ้านเรือน การวางฝังการก่อสร้างโดยไม่ให้น้ํา สกปรกไหลลงสู่แม่น้ําลําคลอง 4. การน าน้ าเสียกลับไปใช้ น้ําที่ไม่สามารถใช้ได้ในกิจการหนึ่ง เช่น น้ําทิ้งจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถนําไปรดต้นไม้ โรงงานบางแห่งอาจนําน้ําทิ้งมาทําให้สะอาดแล้วนํากลับมาใช้ใหม่


ใบความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย โลกและการเปลี่ยนแปลง บท ภัยธรรมชาติบนผิวโลก เรื่อง ภัยธรรมชาติจากน้ าท่วม แผ่นดินถล่ม และการกัดเซาะชายฝั่ง น้ าท่วม (Flood) เป็นปรากฏการณ์ที่ระดับน้ําในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีระดับสูงกว่าระดับปกติหรือมีปริมาณน้ํา มากเกินกว่าที่แหล่งกักเก็บน้ํานั้นจะกักเก็บไว้ได้ ทําให้น้ําไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกิดน้ําท่วมมีหลายลักษณะ เช่น น้ําท่วม ที่เกิดจากน้ําล้นตลิ่ง น้ําป่าไหลหลาก น้ําท่วมขัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ําทั้งจากน้ําผิวดินและน้ําใต้ดิน สาเหตุน้ าท่วม สาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดน้ําท่วมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสภาพท้องที่และความวิปริตผันแปรของธรรมชาติ แต่ใน บางท้องที่ การกระทําของมนุษย์ก็มีส่วนสําคัญในการทําให้ภาวะการเกิดอุทกภัยนั้นมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังต่อไปนี้ 1. น้ าท่วมเนื่องจากฝนตกหนัก 2. ลักษณะและส่วนประกอบของพื้นที่ลุ่มน้ า 2.1 รูปร่างของพื้นที่ลุ่มน้ํา 2.2 สภาพภูมิประเทศของพื้นที่ลุ่มน้ํา 2.3 ชนิดของดิน สภาพพืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ลุ่มน้ํา 3. น้ าทะเลหนุน 4. การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม 4.1 การขยายตัวของเขตชุมชนและการทําลายระบบระบายน้ําที่มีอยู่ตามธรรมชาติ 4.2 แผ่นดินทรุด


แผ่นดินถล่ม (Landslide) เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติของการสึกกร่อนชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบริเวณพื้นที่ที่เป็นเนินสูงหรือภูเขาที่มีความลาดชันมาก เนื่องจากขาดความสมดุลในการทรงตัวบริเวณดังกล่าว ทํา ให้เกิดการปรับตัวของพื้นดินต่อแรงดึงดูดของโลก และเกิดการเคลื่อนตัวขององค์ประกอบธรณีวิทยาบริเวณนั้นจากที่ สูงลงสู่ที่ต่ํา แผ่นดินถล่มมักเกิดในกรณีที่มีฝนตกหนักมาก บริเวณภูเขาและภูเขานั้นอุ้มน้ําไว้จนเกิดการอิ่มตัว จนทํา ให้เกิดการพังทลายตามลักษณะการเคลื่อนตัวได้ 3 ชนิด คือ 1. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างแผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เรียกว่า Creep เช่น Surficial Creep 2. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเรียกว่า Slide หรือ Flow เช่น Surficial Slide 3. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างฉับพลัน เรียกว่า Fall Rock Fall นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะของวัสดุที่ล่วงหล่นลงมาได้ 3 ชนิด คือ 1. แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของผิวหน้าดินของภูเขา 2. แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ยังไม่แข็งตัว 3. แผ่นดินถล่มที่เกิดจาการเคลื่อนตัวของชั้นหิน ความรุนแรงของแผ่นดินถล่ม 1. ปริมาณฝนที่ตกบนภูเขา 2. ความลาดชันของภูเขา 3. ความสมบูรณ์ของป่าไม้ 4. ลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเขา สาเหตุตามธรรมชาติ - ความแข็งแรงของดิน - โครงสร้างของแผ่นดิน ความแตกต่างกันของชั้นดินที่ ซึมผ่านได้ กับชั้นที่น้ําซึมผ่านไม่ได้ ที่จะทําให้น้ําขังใต้ ดินมากจนดินเหลวบนที่ลาดเอียง ทําให้เกิดการไหลได้ - ความลาดเอียงของพื้นที่ - ปริมาณน้ําฝน มีฝนตกมากเป็นเวลานานๆ (มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน) - แผ่นดินไหว - คลื่นสึนามิ - ภูเขาไฟระเบิด - การเปลี่ยนแปลงของน้ําใต้ดิน - การสึกกร่อนของชั้นหินใต้ดิน - การกัดเซาะของฝั งแม่น้ํา ฝั งทะเล และไหล่ทวีป - ฤดูกาล - ต้นไม้ถูกทําลายโดยไฟป่าหรือความแล้ง


สาเหตุจากการกระท าของมนุษย์ - การขุดดินบริเวณไหล่เขา ลาดเขาหรือเชิงเขา เพื่อการเกษตร การสร้างถนน การขยายที่ราบในการพัฒนาที่ดิน การทําเหมือง เป็นต้น - การดูดทรายจากแม่น้ํา หรือบนแผ่นดิน - การขุดดินลึก ๆ เพื่อการก่อสร้างห้องใต้ดินของอาคาร - การบดอัดที่ดิน เพื่อการก่อสร้าง ทําให้เกิดการเคลื่อนของดินในบริเวณใกล้เคียง - การสูบน้ําใต้ดิน น้ําบาดาลที่มากเกินไป หรือการอัดน้ําลงใต้ดิน - การถมดิน เพื่อการก่อสร้าง ทําให้เพิ่มน้ําหนักบนภูเขา หรือสันเขา - การตัดไม้ทําลายป่า เพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูก - การทําอ่างเก็บน้ํา ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ําหนักบนภูเขา - การเปลี่ยนแปลงทางน้ําธรรมชาติ ทําให้ระบบน้ําใต้ดินเสียสมดุล - น้ําทิ้งจากอาคาร บ้านเรือน สวนสาธรณะ - การกระเทือนต่าง ๆ เช่น การระเบิดหิน การเตรียมพร้อมและการป้องกัน - ก่อนเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุให้สังเกตว่ามีฝนตกหนักถึงหนักมาก (มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน) - ระดับน้ําในห้วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว - น้ําในลําห้วยขุ่นมาก หรือมีสีแดงขุ่น แสดงว่าจะมีตะกอนไหลมาตามลาดเขา - เวลาฝนตกนาน ๆ มีเสียงดัง อื้ออึง ผิดปกติดังมาจากภูเขาและลําห้วย - ระหว่างเกิดเหตุ ถ้าฝนตกหนักแบบไม่หยุดติดต่อกันหลายวัน ดินบนภูเขาอาจถล่ม ควรอพยพ หรือ ให้หนีไปอยู่ที่สูง ๆ และรีบแจ้งเรื่องให้ทราบทั่วกันโดยเร็ว - ถ้าพลัดตกไปในกระแสน้ําห้ามว่ายน้ําหนีเป็นอันขาด เพราะอาจจะโดนซากต้นไม้ หรือก้อนหินที่ไหล มากับโคลนกระแทกจนตายได้ และหาต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุดเกาะไว้แล้วปีนหนีน้ําให้ได้ หลังเกิดเหตุ - อย่าปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน ขวางทางน้ําหรือใกล้ลําห้วยมากเกินไป - อย่าตัดไม้ทําลายป่า และช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับน้ํา - จัดเวรยามเพื่อเดินตรวจตาดูสถานการณ์รอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อสังเกตสิ่งผิดปกติยามค่ําคืน - ติดตามสถานการณ์และข่าวการพยากรณ์อากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจําหมู่บ้าน อย่างใกล้ชิด - สํารองอาหาร น้ําดื่ม ยารักษาโรค และ อุปกรณ์ฉุกเฉิน


การกัดเซาะชายฝั่ง (coastal erosion) เกิดจากพลังของคลื่น ลม และกระแสน้ําขึ้นลง (tidal ranges) ที่ส่งผลกระทบต่อชายฝั งทําให้มีการสึกกร่อนพังทลายไป และเป็นต้นเหตุของการเกิดรูปร่างลักษณะ ของชายฝั งทะเลที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ต่าง ๆ ชายฝั งที่พบลักษณะการกัดเซาะส่วนมากมักเป็นบริเวณ ชายฝั งทะเลน้ําลึก ที่ลักษณะของชายฝั งมีความลาดชันลงสู่ท้องทะเล ทําให้คลื่นลม และกระแสน้ําสามารถกัด เซาะชายฝั งได้อย่างรุนแรง ปัจจัยที่ท าให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเล - ธรณีพิบัติภัยที่เกิดในบริเวณชายฝั่ง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ แผ่นดินถล่ม เป็นต้น - การเปลี่ยนแปลงของอากาศ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้โลกมี สภาพแวดล้อมต่าง ๆ กัน อุณหภูมิอากาศโลกที่สูงขึ้น อากาศที่ร้อน ขึ้นจะทําให้ลักษณะของลม คลื่นรุนแรงระดับน้ําขึ้นน้ําลง เปลี่ยนแปลง เกิดพายุรุนแรงและถี่กว่าเดิม - ระดับน้ าทะเลสูงขึ้น ระดับน้ําทะเลสูงขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจาก อากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทําให้น้ําทะเลขยายตัว และยังทําให้ ธารน้ําแข็งในบริเวณขั้วโลกและบนภูเขาสูงละลายไหลลงสู่ มหาสมุทร - ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของท้องทะเลที่มีการ เคลื่อนที่ตามแผ่นเปลือกทะเล ทําให้เกิดการทรุดตัวของพื้นที่ นอกจากนี้การทรุดตัวของพื้นที่ชายฝั งอาจเกิดจากการกดทับ หรืออัดตัวของตะกอนในพื้นที่หรืออาจเกิดจากการสูบ ขุด หรือดูดทั้งของแข็งและของเหลวออกจากพื้นที่ เช่น การสูบน้ํา บาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมาก ทําให้เกิดการทรุดตัวของพื้นที่ เป็นต้น


- ปริมาณตะกอนไหลลงสู่ทะเลลดน้อยลง จากการที่มี สิ่งก่อสร้างปิดกั้นการไหลของน้ําตามธรรมชาติ ทําให้ปริมาณ ตะกอนตามแนวชายฝั งลดลง การกัดเซาะจึงเกิดขึ้นง่าย - กิจกรรมของมนุษย์บนชายฝั่งที่พัฒนาขึ้นมาโดยไม่สอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น การสร้างตึกสูงตามแนวชายหาดทรายด้าน นอกที่ติดทะเล การถมทะเลเพื่อการพัฒนาที่ดิน การเปลี่ยนสภาพป่า ชายเลนที่เป็นปราการธรรมชาติไปทําประโยชน์อย่างอื่น การสร้าง สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กีดขวางการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติของคลื่นและ กระแสน้ํา เป็นต้น ผลกระทบที่เกิดการชายฝั่งถูกกัดเซาะ การกัดเซาะชายฝั งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ชายฝั งของภูมิภาคต่างๆ และชายฝั งของประเทศไทยส่งผล กระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.ระบบนิเวศชายฝั่ง ทําให้ระบบนิเวศชายฝั ง เช่น แนวปะการัง ป่าไม้ชายเลน หญ้าทะเล และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ถูกทําลาย ส่งผลให้ สภาพแวดล้อมชายฝั งเสื่อมโทรมลง 2. สภาพเศรษฐกิจ เมื่อพื้นที่ชายทั้งทะเลไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่มี ความสวยงามตามธรรมชาติ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดน้อยลง กระทบ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สําคัญของประเทศ และ กระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําชายฝั ง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทาง เศรษฐกิจจํานวนมาก 3.การด ารงชีวิตของประชน การกัดเซาะชายฝั งทําให้สิ่งปลูกสร้าง เสียหาย สูญเสียที่ดินและทรัพย์สิน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและวิถี ชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป หลายชุมชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาการกัดเซาะชายฝั งมีความสลับซับซ้อน เนื่องจากมีเหตุผลปัจจัยประกอบกันหลายด้านจึงเป็นเรื่อง ยากที่จะหาสาเหตุที่แท้จริง และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ดังนั้น การดําเนินการในการแก้ไขช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงไม่ ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่าง ๆ ได้พยายามจะบรรเทาปัญหา และลดผลกระทบจาก การกัดเซาะชายฝั งด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันมีวิธีการแก้ไข 2 วิธี ดังนี้


1) วิธีการทางธรรมชาติ ได้แก่ การพื้นฟูและอนุรักษาป่า ชายเลน ป่าชายหาด แหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ป่าชายเลน ซึ่งนอกจากจะเป็นประการ สําคัญในการช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลม ซึ่งเป็นสาเหตุสําคัญ ประการหนึ่งของการเกิดการกัดเซาะชายฝั งแล้ว ป่าชายเลนยัง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลบภัย แพร่พันธุ์ของสัตว์ทะเลซึ่งถือว่าเป็น แหล่งอาหารของผู้คนในท้องถิ่นอีกด้วย 2) วิธีการทางวิศวกรรม การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั ง โดย วิธีการทางวิศวกรรมนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อดักตะกอนชายหาด สลายพลังงานคลื่น และพยายามรักษาสภาพชายหาดให้เกิดความ สมดุล โดยวิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้แก้ไข เช่น การสร้างเขื่อนกัน คลื่นสร้างแนวกันคลื่นนอกชายฝั ง สร้างกําแพงกันตลิ่ง สร้างปะการัง เทียม เป็นต้น


ใบความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย โลกและการเปลี่ยนแปลง บท ภัยธรรมชาติบนผิวโลก เรื่อง ภัยธรรมชาติจากหลุมยุบและแผ่นดินทรุด หลุมยุบ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก และมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1-200 เมตร ลึกตั้งแต่ 1 ถึงมากกว่า 20 เมตร เมื่อแรกเกิดปากหลุมมีลักษณะเกือบกลมและมีน้ําขังอยู่ก้นหลุม ภายหลังน้ําจะกัดเซาะดินก้นหลุมกว้างขึ้น ลักษณะคล้ายลูกน้ําเต้า ทําให้ปากหลุมพังลงมาจนเหมือนกับว่าขนาด ของหลุมยุบกว้างขึ้น โดยปรกติหลุมยุบจะเกิดในบริเวณที่ราบใกล้กับภูเขาที่เป็นหินปูน เนื่องจากหินปูนมีคุณสมบัติละลายน้ํา ที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนได้ประกอบกับภูเขาหินปูนมีรอยเลื่อนและรอยแตกมากมาย ดังจะสังเกตเห็นได้ว่าภูเขา หินปูนมีหน้าผาชัน หน้าผาเป็นรอยเลื่อนและรอยแตกในหินปูนนั่นเอง บริเวณใดที่รอยแตกของหินปูนตัดกันจะ เป็นบริเวณที่ทําให้เกิดโพรงได้ง่าย หลุมยุบจากธรรมชาติส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการละลายของชั้นหินด้วยสารละลายที่เป็นกรดหรือน้ําฝน ที่เป็นกรดไหลซึมลงใต้ดิน เมื่อหินจําพวกคาร์บอเนต เช่น หินปูน หินโดโลไมต์ทําปฏิกิริยากับน้ําสารละลายกรดก็ จะเกิดการละลายกลายเป็นโพรงหรือช่องว่างใต้ผิวดิน


เมื่อเกิดช่องว่างในชั้นหินใต้ดิน เศษตะกอนดินก็จะไหลลงไปเติมในช่องว่างตามแรงโน้มถ่วงของโลก ใน ระหว่างที่เศษตะกอนเคลื่อนที่ไปก็จะกร่อนชั้นหินใต้หินไปด้วย จนกระทั่งเศษตะกอนเข้าไปเติมเต็มช่องว่างจนหมด ถึงตอนนี้พื้นผิวดินด้านบนก็จะทรุดตัวต่ําลงจากระดับปกติกลายเป็นหลุม อย่างไรก็ตามลักษณะการยุบตัวของผิวดิน เหนือโพรงใต้ดินนั้นขึ้นอยู่กับความหนาและชนิดของชั้นดินที่ปกคลุม รวมไปถึงสภาพของน้ําใต้ดินด้วย ปัจจัยที่ท าให้เกิดหลุมยุบ - เป็นบริเวณที่มีหินปูนรองรับอยู่ในระดับตื้น - มีโพรงหรือถ้ําใต้ดิน มีตะกอนดินปิดทับบาง ( ไม่เกิน 50 เมตร) - มีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําใต้ดิน - มีรอยแตกที่เพดานโพรงใต้ดิน - ตะกอนดินที่อยู่เหนือโพรงไม่สามารถคงตัวอยู่ได้ - มีการก่อสร้างอาคารบนพื้นดินที่มีโพรงหินปูนใต้ดินระดับตื้น - มีการเจาะบ่อบาดาลผ่านเพดานโพรงหินปูนใต้ดินระดับตื้น ทําให้แรงดันน้ําและอากาศ ภายในโพรงถ้ํา เปลี่ยนแปลง - มีผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเกิน 7 ริกเตอร์ ข้อสังเกตก่อนเกิดหลุมยุบ - ดินทรุดและยุบตัว ทําให้กําแพง รั้ว เสาบ้าน ต้นไม้ โผล่สูงขึ้น - มีการเคลื่อนตัว/ทรุดตัว ของกําแพง รั้ว เสาบ้าน ต้นไม้ ประตู/ หน้าต่างบิดเบี้ยว ทําให้ปิดยากขึ้น - เกิดแอ่งน้ําขนาดเล็กในบริเวณที่ไม่เคยมีแอ่งน้ํามาก่อน - มีต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และพืชผัก เหี่ยวเฉาเป็นบริเวณแคบ ๆ หรือเป็นวงกลม เนื่องจากการสูญเสียความชื้นของชั้นดินลงไปในโพรงใต้ดิน - น้ําในบ่อ สระ เกิดการขุ่นข้น หรือเป็นโคลน โดยไม่มีสาเหตุ - อาคาร บ้านเรือนทรุด มีรอยปริแตกบนกําแพง พื้น ทางเดินเท้า และบนพื้นดิน


แบบจ าลองเกิดหลุมยุบ 1. มีโพรงใต้ดินในชั้นหินปูนที่รองรับอยู่ด้านล่าง 2. มีการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ําใต้ดิน เพดานของโพรงใต้ดินบางและยุบตัวลง 3. ตะกอนที่ปิดทับอยู่เหนือโพรงใต้ดินไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้ เกิดการยุบตัวลงสู่โพรงใต้ดิน


แผ่นดินทรุด มีความสัมพันธ์กับน้ําบาดาลซึ่งอาจเป็นผลจากกระบวนการตาม ธรรมชาติ เช่น การเกิดหลุม ยุบ หรือการลดลงของระดับน้ําบาดาล ในพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหินปูน อันตรายที่พบได้มาก ได้แก่ การพังทลายของเพดานถ้ํา และการเกิดหลุมยุบ อาคารสิ่งก่อสร้างและถนน อาจได้รับความเสียหายอย่างมากอันเนื่องจากการพังทลายของถ้ําหรือโพรงที่อยู่ข้างใต้ ดังนั้นการสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีหินที่สามารถละลายน้ําได้กระจายอยู่ จะต้องทํา การสํารวจตําแหน่งของถ้ําหรือโพรงที่อยู่ใต้ดิน เมื่อได้ตําแหน่งที่แน่นอนแล้วก็อาจทําการอัดซีเมนต์เข้าไปในโพรง หรือถ้ํา แต่วิธีการนี้จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากและอาจไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบและทิศทางการไหลของน้ําบาดาล การกดทับและการทรุดตัวของหลุมยุบ เป็นปัญหาที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มี การสะสมตัวของตะกอน เมื่อน้ําบาดาลถูกสูบขึ้นมา ใช้เป็นปริมาณมาก ทําให้ระดับน้ําบาดาลลดลงและ เกิดการทรุดตัวในบริเวณที่มีการนําเอาน้ําบาดาล ปิโตรเลียม และ ก๊าซที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาใช้ การทรุดตัว ของแผ่นดินอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แผ่นดินทรุด ไม่จําเป็นต้องการจากธรรมชาติเท่านั้น อาจจะจากการกระทําของมนุษย์ได้ เช่น การใช้งาน ที่ดินทางด้านชลประทาน การสูบน้ําเพื่อการก่อสร้างและพัฒนา การก่อสร้างและส่งผลกระทบทําให้เกิดการเปลี่ยน ทางน้ํา ระบบทางน้ําธรรมชาติใหม่ การปล่อยน้ําจากโรงงานอุตสาหกรรม ถนนที่รถบรรทุกวิ่งผ่านมาก ๆ ย่อมทํา ให้เกิดหลุมยุบได้เร็วยิ่งขึ้น


ใบความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย ทรัพยากรพลังงาน บท แหล่งพลังงาน เรื่อง เชื้อเพลิงซากดึกด าบรรพ์ เชื้อเพลิงซากดึกด าบรรพ์ (fossil fuels) เป็นทรัพยากรณ์ ธรรมชาติที่เกิดจากการทับถมกันของสารอินทรีย์ทั้งจากและสัตว์ เป็นระยะเวลานาน จนมีการเปลี่ยนแปลงสภาพโดยกระบวนการ ทางเคมีและธรณีวิทยา โดยเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ แบ่ง ออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ถ่านหิน หินน้ํามัน และปิโตรเลียม ถ่านหิน (coal) เป็นหินตะกอนที่เกิดมาจากการทับถมของ ซากพืชในแอ่งตะกอนน้ําตื้น ภายใต้ความดันสูง มีลักษณะแข็งแต่ เปราะ สีน้ําตาลถึงดํา มีทั้งผิวมันและผิวด้าน องค์ประกอบหลักในถ่าน หิน คือ ธาตุคาร์บอน การเกิดถ่านหิน จะเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นหนอง บึง แอ่งน้ํา หรือที่ชื้นแฉะ ซึ่งบริเวณนี้มีสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสม ทําให้มีพืชอยู่อย่างหนาแน่น มีซากของพืชต่าง ๆ สะสมทับถมกันเป็นจํานวนมาก เมื่อบริเวณนี้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ซากพืชต่าง ๆ จะได้รับความดันและความร้อนสูงจากภายในโลกแล้วมีการเปลี่ยน สภาพกลายเป็นถ่านหิน ประเภทของถ่านหิน การแบ่งชนิดของถ่านหินจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน ค่าความร้อนเมื่อเผาไหม้ และ ลําดับการแปรสภาพ โดยสามารถแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ ดังนี้ ประเภทของถ่านหิน 1) พีต (peat) เป็นถ่านหินที่มีอายุน้อยที่สุดซึ่งยังอยู่ ในขั้นเริ่มต้นของกระบวนการเกิดถ่านหิน เกิดจากการ ทับถมกัน ของซากพืชบางส่วนที่ยังสลายตัวไม่หมดจึงมี ลักษณะให้เห็นเป็น ลําต้น กิ่งหรือใบ มีสีน้ําตาลจนถึงสี ดํา มีความชื้นสูง มีปริมาณ คาร์บอนต่ํากว่าร้อยละ 20 โดยมวล นํามาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ แต่จะให้พลังงานต่ํา 2) ลิกไนต์ (lignite) เป็นถ่านหินที่ยังคงมีซากพืชอยู่ เล็กน้อย มีลักษณะเนื้อ เหนียว ผิวด้าน และมีความชื้น สูง มีอายุการทับถมมากกว่าพีต มีปริมาณคาร์บอนร้อย ละ 20-35 มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างสูง เมื่อติดไฟจะ มีควันและเถ้าถ่านมาก เหมาะสําหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนและใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า


3) ซับบิทูมินัส (subbituminous) เป็นถ่านหินที่มี อายุ การทับถมมากกว่าลิกไนต์ บางครั้งเรียกว่า ลิกไนต์ ดํา มีสีน้ําตาลจนถึงดํา ลักษณะจะมีทั้งผิวด้านและผิว มัน มีปริมาณคาร์บอน ร้อยละ 35-45 มีปริมาณ กํามะถันต่ํา จุดติดไฟง่าย นิยมใช้เป็นแหล่งพลังงานใน การผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ในงานอุตสาหกรรม 4) บิทูมินัส (bituminous) เป็นถ่านหินที่มีอายุการทับ ถม มากกว่าซับบิทูมินัส มีปริมาณคาร์บอนสูง ซึ่งจากการ ทับถม เป็นเวลานานทําให้ได้รับความดันสูงจนอัดตัวเป็น เนื้อแน่นและแข็ง มีความมันวาวและมีสีน้ําตาลจนถึงสีดํา ให้ความร้อนสูงจึงเหมาะสําหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการ ถลุงโลหะ 5) แอนทราไซต์(anthracite) เป็นถ่านหินที่มีอายุ การทับถม นานที่สุด ลักษณะเนื้อแน่น แข็ง มีสีดํา ผิวมันวาว มีปริมาณ คาร์บอนสูงกว่าถ่านหินชนิดอื่น ๆ จุดติดไฟยากและ มีอัตราการ เผาไหม้ช้า เมื่อติดไฟแล้วจะให้เปลวไฟสีน้ําเงินจาง ๆ มีควันน้อย มีปริมาณกํามะถันต่ํา จึงทําให้เกิดมลภาวะจากการเผาไหม้น้อย และให้ความร้อนสูง จึงนิยมนํามาใช้ในการถลุงโลหะ การใช้ประโยชน์จากถ่านหิน เนื่องจากมีแหล่งถ่านหินกระจายอยู่ทั่วโลก และมีปริมาณค่อนข้างมาก การใช้ถ่านหิน จึงเป็นที่นิยมกัน มากหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากถ่านหินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) เป็นแหล่งพลังงาน โดยช่วงแรกนําถ่านหินมาใช้เป็น เชื้อเพลิงในการถลุงทองแดง ปัจจุบันการใช้ประโยชน์ จากถ่านหิน ส่วนใหญ่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต กระแสไฟฟ้า การถลุงโลหะ การผลิตปูนซีเมนต์ และ อุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรไอน้ํา 2) เป็นถ่านกัมมันต์เพื่อใช้เป็นสารดูดซับกลิ่นใน เครื่องกรองน้ํา เครื่องกรองอากาศ หรือในเครื่องใช้ ต่าง ๆ และยังนําไปทําคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุ ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ําหนักเบาสําหรับใช้ทํา อุปกรณ์กีฬา เช่น ด้ามไม้กอล์ฟ ไม้แบดมินตัน


ข้อเสียของถ่านหิน 1) ทําให้เกิดมลภาวะในอากาศ เนื่องจากควันที่ถูกปล่อยจากปล่องประกอบด้วยก๊าซ CO2 SO2 และ NOx 2) ทําให้เกิดปัญหากับสุขภาพของ ชุมชนแบบเรื้อรัง 3) กากของแข็งที่เหลือจากการเผาไหม้ จะเป็น “เถ้า” และมีปริมาณมาก 4) ไม่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้ 5) เป็นทรัพยากรที่มีจํานวนจํากัด หินน้ ามัน (oil shale) เป็นหินตะกอนเนื้อละเอียดที่มีการเรียงตัวเป็นชั้นบางๆ ส่วนใหญ่เป็นหินดินดาน ที่ประกอบด้วย อินทรียวัตถุในรูปของสารที่เรียกว่า เคโรเจน (Kerogen) และเคโรเจนนี้เอง เมื่อถูกทําให้ร้อนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ประมาณ 500 องศาเซลเซียส จะให้น้ํามันและก๊าซไฮโดรคาร์บอนออกมา ซึ่งสามารถนําไปกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์ น้ํามันหลายประเภทเช่นเดียวกับการกลั่นน้ํามันดิบ สําหรับการเกิดของหินน้ํามันนั้น เกิดจากพวกพืชและสัตว์ที่ตายแล้ว ซึ่งได้สะสมรวมกันกับเศษหินดินทรายต่าง ๆ อยู่ในที่ที่เคยเป็นแหล่งน้ําขนาดใหญ่ ทั่วไปมาก่อน เมื่อเวลาได้ผ่านไปนานนับล้านปี พวกอินทรียวัตถุอันได้แก่ ซากพืชและสัตว์ต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น ก็จะแปรสภาพเป็นสารคล้ายยางเหนียว ๆ หรือที่เรียกว่า คีโรเจน ส่วนเศษหินดินทรายต่าง ๆ ซึ่งมีสารคีโรเจนอยู่ด้วยนี้ ก็แปรสภาพเป็นหินตะกอนออกสีเข้ม เรียกว่า หินน้ ามัน สมบัติทางกายภาพ หินน้ํามันโดยทั่งไปมีความถ่วงจําเพาะ 1.6 – 2.5 หินน้ํามัน คุณภาพดีมีสีน้ําตาลไหม้จนถึงสีดํา มีลักษณะแข็งและเหนียวเมื่อนําหิน น้ํามันสกัดด้วยความร้อนที่เพียงพอ เคอโรเจนจะสลายตัวให้น้ํามันหินซึ่ง มีลักษณะคล้ายน้ํามันดิบ ถ้ามีปริมาณเคอโรเจนมากก็จะได้น้ํามันหินมาก การเผาไหม้น้ํามันหินจะมีเถ้ามากกว่าร้อยละ 33 โดยมวลในขณะที่ถ่าน หินมีเถ้าน้อยกว่าร้อยละ 33 สามารถพบได้ตามแอ่งแผ่นดินยุคเทอร์เชียรี่ทั่วโลก สําหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ในตอนบนของ ประเทศ โดยเฉพาะที่แหล่งแม่ปะใต้ แอ่งแม่สอด อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีปริมาณสํารอง 390 ล้านตัน จาก ทั้งแอ่งที่มีปริมาณหินน้ํามันสะสม 620 ล้านตัน


การเกิดหินน้ ามัน หินน้ํามันแต่ละแหล่งในโลกพบว่ามีช่วงอายุตั้งแต่ 3 - 600 ล้านปี เกิดจากการสะสม และทับถมตัวของ ซากพืชพวกสาหร่าย และสัตว์พวกแมลง ปลา และสัตว์เล็ก ๆ อื่น ๆ ภายใต้แหล่งน้ํา และภาวะที่เหมาะสม ซึ่งมี ปริมาณออกซิเจนจํากัด มีอุณหภูมิสูง และถูกกดทับจากการทรุดตัวของเปลือกโลกเป็นเวลานับล้านปี ทําให้ สารอินทรีย์ในซากพืช และสัตว์เหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดเป็นสารประกอบเคอโรเจน ผสมคลุกเคล้ากับ ตะกอนดินทรายที่ถูกอัดแน่นกลายเป็นหินน้ํามันซึ่งหินน้ํามันจะคล้ายกับหินที่เป็น แหล่งกําเนิดปิโตรเลียม แต่หินน้ํามันมีปริมาณเคอโรเจนมากถึงร้อยละ 40 การตกตะกอนของชั้นสาหร่ายภายในชั้นหินตะกอน 1. การอัดตัว (compaction) ที่เกิดจากน้ําหนักกดทับของชั้นหินตะกอนบนซากสารอินทรีย์ 2. การระเหยไปของน้ าที่อยู่ในชั้นพีทที่อยู่ระหว่างเศษพืช 3. การกดทับต่อไปเรื่อย ๆ น้ําก็จะถูกขับออกไปจากโครงสร้างในเซลล์ของพืช 4. ผลอันเนื่องมาจากความร้อนและน้ าหนักที่เกิดจากการกดทับ น้ําก็จะถูกขับออกจากโมเลกุลของพืช 5. เกิดขบวนการ methanogenesis ซึ่งเป็นการเกิดขบวนการที่สามารถเทียบได้ กับการเผาถ่านไม้ภายใต้ ความกดดัน ที่ทําให้เกิดก๊าซมีเทนขึ้นมา ทําให้มีการผลักไฮโดรเจน และคาร์บอนบางส่วนออกไป รวมทั้ง ออกซิเจนบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ (เช่น น้ํา) ออกไป 6. เกิดขบวนการ dehydrogenation เป็นการเกิดการย้าย hydroxyl groups จากเซลลูโลส และโมเลกุล ของพืชต่างๆ กลายเป็นผลผลิตของ hydrogen-reduced coals แต่อย่างไรก็ตาม ความร้อนและความกดดันที่เกิดในขบวนการเกิดหินน้ํามันนี้ ไม่สูงเท่ากับที่ทําให้เกิด ปิโตรเลียม บางครั้งหินน้ํามันถูกเรียกว่า "หินที่ไหม้ไฟ , the rock that burns" หินน้ ามันมีส่วนประกอบที่ส าคัญ 2 ประเภท ประเภทที่ 1 สารประกอบอนินทรีย์ได้แก่ แร่ธาตุต่าง ๆ ที่ผุพัง มาจากชั้นหินโดย วิธีการทางกายภาพ และเคมีประกอบด้วย แร่ธาตุที่สําคัญ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ - กลุ่มแร่ซิลิเกต และกลุ่มแร่ ได้แก่ ควอตซ์ เฟลสปาร์เคลย์ - กลุ่มแร่คาร์บอเนต ได้แก่ แคลไซต์โดโลไมต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณแร่ธาตุในหินน้ํามัน ตามแต่สภาพการกําเนิด การสะสมตัวของหินน้ํามัน และสภาพแวดล้อม ประเภทที่ 2 สารประกอบอินทรีย์ ประกอบด้วยบิทูเมน และเคโรเจน - บิทูเมน (Bitumen) เป็นสารอินทรีย์ที่อยู่ในหินตะกอนเป็นของแข็งหรือค่อนข้างแข็งสามารถละลายสารอินทรีย์ ได้ เช่น เบนซีน เฮกเซน และตัวทําละลายอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ จึงแยกออกจากหินน้ํามันได้ง่าย ส่วนเคโรเจนไม่ ละลายในตัวทําละลาย หินน้ํามันที่มีสารอินทรีย์ในปริมาณสูงจัดเป็นหินน้ํามันคุณภาพดี เมื่อนํามาสกัดควรให้ น้ํามันอย่างน้อยร้อยละ 50 ของปริมาณสารอินทรีย์ที่มีอยู่ แต่ถ้ามีสารอนินทรีย์ปะปนอยู่มากจะเป็นหินน้ํามันที่มี คุณภาพต่ํา


การใช้ประโยชน์จากหินน้ ามัน 1. การใช้หินน้ ามันเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง คือ การนํา หินน้ํามันมาบดเป็นผงแล้วพ่นเข้าไปในเตาที่ได้รับการ ออกแบบโดยเฉพาะ เมื่อพ่นเข้าไปแล้วจะเกิดการเผา ไหม้โดยตรง พลังงานความร้อนที่ได้รับจากการเผา ไหม้นี้สามารถนําไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2. การน าหินน้ ามันมาสกัด เพื่อให้ได้น้ํามันหินออกมา และนําไปใช้ประโยชน์ได้ 3. กากที่เหลือจากการน าหินน้ ามันมาบด และเผาไหม้ ให้พลังงานโดยวิธีในข้อ 1 สามารถนํามาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง เช่น ผสมปูนซีเมนต์ หรืออิฐ ก่อสร้าง เป็นต้น ปิโตรเลียม (petroleum) เป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีธาตุคาร์บอน (C) และไฮโดรเจน (H) เป็นองค์ประกอบหลัก และมีธาตุอื่น ๆ เช่น กํามะถัน (S) ออกซิเจน (O) ไนโตรเจน (N) อยู่ร่วมด้วย การเกิดปิโตรเลียม เกิดจากสัตว์ทะเลที่ตายเมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้วทับถมอยู่ใต้มหาสมุทรเป็น จํานวนมากจนกลายเป็นหินต้นก าเนิด (source rock) เมื่อเวลาผ่านไปภายใต้ความร้อนและความดันสูง ทําให้ ไขมันจากซากพืชและซากสัตว์ที่อยู่ภายในหินต้นกําเนิดสลายตัวเป็นน้ํามันปิโตรเลียม ประกอบกับมีแรงกดทับ จาก ชั้นหินต่าง ๆ บีบให้ปิโตรเลียมขึ้นไปสะสมอยู่ในหินอุ้มปิโตรเลียม (reservoir rock) และมีหินปิดทับ (cap rock) มาปิดกั้นไว้กลายเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม (petroleum trap)


ประเภทของปิโตรเลียม เมื่อใช้สถานะเป็นเกณฑ์ จะสามารถแบ่งปิโตรเลียมออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทของปิโตรเลียม 1) น้ ามันดิบ เป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลว มีสารไฮโดรคาร์บอนเป็นองค์ประกอบอยู่ จํานวน มาก ส่งผลให้ภายหลังการเผาไหม้จะได้พลังงานสูงมีกลิ่นคล้ายน้ํามันเชื้อเพลิงสําเร็จรูป แต่บางชนิดจะมีกลิ่นของ สารที่เจือปนด้วย เช่น กลิ่นกํามะถัน กลิ่นไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า โดยทั่วไปน้ํามันดิบที่สูบขึ้นมาจะเข้าสู่โรงกลั่นน้ํามันที่มีหอกลั่นน้ํามัน เนื่องจากน้ํามันดิบไม่สามารถ นํามาใช้ประโยชน์ได้ทันทีจําเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นลําดับส่วนก่อนนําไปใช้งาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ หอกลั่นน้ ามันดิบ ภายในหอกลั่นน้ํามันดิบมีชั้นกลั่นน้ํามันอยู่หลายชั้น ในแต่ละชั้นจะมีอุณหภูมิแตกต่างกัน โดยชั้น บนจะมีอุณหภูมิต่ํา ส่วนชั้นล่างมีอุณหภูมิสูง ดังนั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลและจุด เดือดต่ําจะระเหยขึ้นไปและควบแน่นเป็นของเหลว ในชั้นสูงสุดส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวล โมเลกุลและจุดเดือดสูงกว่าจะควบแน่นเป็นของเหลวอยู่ในชั้นที่ต่ําลงมาตามช่วงอุณหภูมิของจุดเดือดของ สารนั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันจะควบแน่นเป็นของเหลว ในชั้น เดียวกัน เรียกกระบวนการนี้ว่า การกลั่น (refining)


ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหอกลั่นลําดับส่วน โดยหอกลั่นนี้จะใช้หลักการว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ ในน้ํามันดิบ จะมีจุดเดือดและจุดควบแน่นที่แตกต่างกัน ตามจํานวนคาร์บอน (C) ในโมเลกุลน้ํามันดิบ สารประกอบที่มีจํานวนคาร์บอนน้อยกว่าจะระเหย และไปควบแน่นเป็นของเหลวในชั้นที่อยู่ส่วนบน ส่วน สารประกอบที่มีจํานวนคาร์บอนมาก และจุดเดือดสูง จะควบแน่นอยู่ในชั้นที่ต่ําลงมาตามช่วงอุณหภูมิของจุด เดือด ซึ่งเมื่อกลั่นเรียบร้อยแล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเริ่มจากส่วนบนสุด ดังนี้ 1. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือเรียกอีกอย่างว่า ก๊าซหุงต้ม ใช้เป็น เชื้อเพลิงได้ดี ให้ความร้อนสูง สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น แต่มีการเติม กลิ่นลงไป เพื่อความปลอดภัย โดยให้สังเกตง่ายเมื่อมีการรั่วไหล 2. แนฟทาเบา ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยนําไป ผลิตเมล็ดพลาสติก เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่น พลาสติก ยางสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ วัตถุดิบสี สารซักฟอก เป็นต้น 3. แนฟทาหนัก ใช้เป็นน้ํามันเชื้อเพลิงสําหรับเครื่องยนต์เบนซิน โดยได้ เติมสารเพิ่มคุณภาพ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ค่าออกเทน สารป้องกันสนิมและการกัดกร่อน เป็นต้น 4. น้ ามันก๊าด ใช้สําหรับให้พลังงานความร้อนและแสงสว่าง แต่ได้ ปรับปรุงเพื่อให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อใช้สําหรับเป็นน้ํามันเครื่องบิน โดย มีความสะอาด บริสุทธิ์ เเละมีคุณสมบัติดีกว่าน้ํามันก๊าด 5. น้ ามันดีเซล ใช้เป็นเชื้อเพลิงสําหรับเครื่องยนต์ดีเซล เช่น รถขนส่ง ทั้งสินค้าและผู้คน รวมถึงรถทางการเกษตร เช่น รถไถนา รถขุดดิน 6. น้ ามันหล่อลื่น / จารบี นํามาใช้เป็นสารเคลือบผิวชิ้นส่วนโลหะ เพื่อ ลดการเสียดสีและสึกหรอ เช่น น้ํามันเครื่อง น้ํามันเกียร์ น้ํามันไฮดรอ ลิค เป็นต้น รวมไปถึงการได้เป็นผลิตภัณฑ์ขี้ผึ้งจากปิโตรเลียม (Petroleum Wax) เพื่อนํามาใช้ผลิตปิโตรเลียมเจล ลิปสติก และเทียน ไขได้อีกด้วย 7. น้ ามันเตา นิยมใช้เป็นเชื้อเพลิงสําหรับเครื่องจักรในโรงงาน อุตสาหกรรม รวมถึงเรือเดินทะเล 8. ยางมะตอย เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ส่วนล่างสุดของหอกลั่น มีความ เหนียว ยืดหยุ่น ทนทานต่อสภาพอากาศและแรงกระแทก จึงนิยมนํามา ราดผิวถนน ทางวิ่งเครื่องบิน รวมทั้งนํามาเป็นวัสดุกันซึมได้อีกด้วย


2) แก๊สธรรมชาติ เป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นแก๊ส โดยแก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใต้พื้นดินมี 2 ชนิด ดังนี้ - แก๊สธรรมชาติเหลว (condensate) ได้แก่ โพ รเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน โดยแก๊สเหล่านี้ หลอมเหลวได้ง่ายที่อุณหภูมิต่ําและความดันสูง ซึ่ง ส่งผลให้กระบวนการขนส่งทําได้ลําบาก - แก๊สธรรมชาติ (dry gas) ส่วนใหญ่เป็นแก๊ส มีเทนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทําให้มีราคาสูงกว่า แก๊ส ธรรมชาติชนิดอื่น ดังนั้น ก่อนการนําแก๊สธรรมชาติไปใช้จําเป็นต้องผ่านกระบวนการแยกแก๊สธรรมชาติที่โรงแยกแก๊สก่อน ซึ่งเป็นการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ปะปนอยู่ตามธรรมชาติออกเป็นแก๊สชนิดต่าง ๆ เพื่อนําไป ใช้ ประโยชน์ กระบวนการแยกแก๊สธรรมชาติ 1. ก าจัดสารปรอท เพื่อป้องกันการผุกร่อนของท่อจากการรวมตัวกับปรอท 2. ก าจัดแก๊ส H2 S และ CO2 เพื่อป้องกันการผุกร่อนและอุดตันท่อส่งแก๊ส 3. ก าจัดความชื้น เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิต่ําลง ความชื้นหรือไอน้ําจะกลายเป็นน้ําแข็งอุดตันท่อส่งแก๊ส 4. แก๊สธรรมชาติที่ผ่านขั้นตอนแยกสารประกอบให้มีเพียงสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเท่านั้น จะถูกส่งไปลด อุณหภูมิและทําให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แก๊สจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว จากนั้นส่งต่อไปยังหอกลั่นเพื่อแยก แก๊สมีเทน ออกจากแก๊สธรรมชาติ


ประโยชน์ของแก๊สธรรมชาติ 1. เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นํามาใช้ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมีการเผา ไหม้สมบูรณ์ 2. ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน 3. มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้น เมื่อเกิดการรั่ว 4. มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียม อื่น ๆ เช่น น้ํามัน น้ํามันเตาและก๊าซ ปิโตรเลียมเหลว 5. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มช่วย ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ


ใบความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย ทรัพยากรพลังงาน บท แหล่งพลังงาน เรื่อง พลังงานทดแทน เป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่ใช้แทนพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ ในปัจจุบัน พลังงานทดแทนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงาน สะอาดที่ สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงนําพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไม่จํากัด เรียกว่า พลังงาน หมุนเวียน (renewable energy) สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานและช่วยลดปัญหาทางมลพิษได้ พลังงานทดแทนมีหลายประเภท ดังนี้ 1. พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทน ประเภท หมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ เป็นพลังงานที่ สะอาด ปราศจากมลพิษ มนุษย์ใช้ประโยชน์ จากการใช้พลังงาน แสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ เรียกว่า เซลล์สุริยะหรือ เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) ข้อจ ากัด ความเข้มของพลังงานแสงไม่เพียงพอต่อการผลิต กระแสไฟฟ้า จึงต้องใช้เซลล์แสงอาทิตย์จํานวนมาก และพลังงาน แสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ 2. พลังงานลม เป็นพลังงานธรรมชาติซึ่งเกิดจาก ความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดอากาศและแรง จากการ หมุนของโลกส่งผลให้เกิดความเร็วลมและกําลังลม พลังงานลม เป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์จึงคิดค้นเทคโนโลยีที่ใช้แปลงพลังงานลมให้เป็นพลังงาน กลหรือกังหันลม เพื่อใช้ในการสูบน้ํา ผลิตกระแสไฟฟ้า และ ระบายอากาศ ข้อจ ากัด พลังงานลมที่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าต้องใช้ความเร็วลม 21 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งมีเฉพาะ ในบางพื้นที่ และเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาหรือบางฤดูกาลเท่านั้น 3. พลังงานน้ า เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่อาศัยการ เคลื่อนที่ของน้ําไปขับเคลื่อนเครื่องจักรในโรงงาน สีข้าว โรงงาน ทอผ้า โรงงานเลื่อยไม้ และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน นิยมนํามาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า “ไฟฟ้าพลังน้ า” โดยน้ําที่ใช้จะถูกปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ําหรือทะเล ดังนั้น พลังงานน้ํา จึงสามารถหมุนเวียนนํากลับมาใช้ใหม่ได้ ข้อจ ากัด ต้องใช้พื้นที่มากในการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นการทําลายสิ่งแวดล้อม และต้องใช้เงินลงทุนสูง นอกจากนี้ ถ้า เขื่อนพังทลายอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง


4. พลังงานชีวมวล เป็นพลังงานที่มาจากการเผาไหม้ สารอินทรีย์ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่ง พลังงานความร้อนให้กับกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังสามารถแปรรูป พลังงานชีวมวลให้อยู่ในรูปของแก๊ส ชีวภาพ (biogas) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) เพื่อนํามาใช้ ขับเคลื่อนรถยนต์ ข้อจ ากัด ชีวมวลเป็นวัสดุที่เหลือใช้จากการแปรรูปทางการเกษตรจึงมีปริมาณที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้า อากาศ และการเก็บรักษาชีวมวลค่อนข้างทําได้ยาก หากจัดเก็บชีวมวลไม่ดีจะส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวนได้ และ มีความเสี่ยงสูงในการจัดหา เนื่องจากราคาชีวมวลมีแนวโน้มสูงขึ้น 5. พลังงานคลื่น เป็นพลังงานจากคลื่นน้ําในมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานศักย์ขนาดใหญ่สามารถ นํามาผลิต กระแสไฟฟ้าได้ ข้อจ ากัด อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่น อาจได้รับความเสียหายจากน้ําทะเล ซึ่งมีสมบัติกัดกร่อนโลหะ สิ่งมีชีวิตในน้ําทะเลมาเกาะบนอุปกรณ์และขัดขวางการทํางาน ของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาแก่ระบบการผลิตได้ นอกจากนี้ปัญหาลมพายุและคลื่นที่แรงมากเกินไปจะทําให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และพื้นที่ที่ใช้ ติดตั้งอุปกรณ์ต้องมีคลื่นเกิดขึ้นอย่างสม่ําเสมอ และมีความแรงระดับหนึ่งจึงจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 6. พลังงานน้ าขึ้นน้ าลง (tidal energy) พลังงาน จากน้ําขึ้นน้ําลงก็สามารถเป็นแหล่งกําเนิดพลังงานไฟฟ้าได้ เช่นกัน โดยการสร้างเขื่อนกั้นน้ําที่มีกังหันเชื่อมต่อกับเครื่อง กําเนิดไฟฟ้า เมื่อน้ําทะเลขึ้น น้ําไหลเข้าเขื่อน และเมื่อน้ําลง น้ําไหลออกจากเขื่อน จะทําให้กังหันน้ําหมุนและทําให้เครื่อง กําเนิดไฟฟ้าผลิตพลังงานไฟฟ้าออกมา พลังงานคลื่นและพลังงานน้ าขึ้นน้ าลง เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่อาศัยการเคลื่อนที่ของน้ําเพื่อหมุน กังหันน้ํา การผลิต พลังงานไฟฟ้าจากทั้งสองแหล่งดังกล่าวจําเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เนื่องจาก โครงสร้างในการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดอาจจะต้องอยู่บนผิวน้ําหรือในน้ํา รวมทั้งควรพิจารณาถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณแหล่งน้ําและชายฝั ง ด้วยเช่นกัน


7. พลังงานความร้อนใต้พิภพ เกิดจากการเคลื่อนตัว ของเปลือกโลกทําให้เกิดแนวรอยเลื่อน น้ําที่อยู่บนดินจะไหล ผ่านตามแนวรอยแยกลงไปสู่ชั้นใต้พิภพภายใต้ความร้อนและ ความดันสูง ส่งผลให้นํามีอุณหภูมิสูงขึ้นกลายเป็นน้ําร้อนหรือ ไอน้ําแทรกขึ้นมาบนผิวดิน ตามรอยเลื่อนที่แตกสามารถนํามา ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ข้อจ ากัด พลังงานความร้อนใต้พิภพเกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นที่มีแหล่งความร้อนใต้พิภพอยู่เท่านั้น เช่น ภาคเหนือของ ประเทศไทย ซึ่งบริเวณที่มีพลังงานนี้อาจมีกลิ่นเหม็นเนื่องมาจากแก๊สเหล่านี้มีส่วนประกอบที่เป็นแก๊สพิษและแก๊ส กัดกร่อน เช่น แก๊สไข่เน่า แก๊สแอมโมเนีย แก๊สเรดอน 8. พลังงานไฮโดรเจน ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่ เบาที่สุด และเป็นองค์ประกอบของน้ําที่มีมากที่สุดบน โลก นอกจากนี้ ยังเป็นธาตุที่รวมอยู่ในโมเลกุลของ สารประกอบจําพวกไฮโดรคาร์บอนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติด ไฟง่าย มีความสะอาดสูง ไม่เป็นพิษ และไม่ทําลาย สิ่งแวดล้อม สามารถนําแก๊สไฮโดรเจนมาใช้เป็น เชื้อเพลิงในการเผาไหม้และให้ความร้อน เพื่อใช้ในการ ผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนรถยนต์ได้ ข้อจ ากัด มีต้นทุนในการผลิตสูง 9. เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) แหล่งพลังงานทดแทนที่ น่าสนใจอีกแหล่งหนึ่งคือเซลล์เชื้อเพลิง เนื่องจากการผลิตพลังงาน ไฟฟ้าของ เซลล์เชื้อเพลิงนั้นไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ อีกทั้งยังสามารถ ติดตั้งได้ทั้งในระบบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์หรือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่าง ๆ เซลล์เชื้อเพลิงแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับสารที่ใช้ และกระบวนการเกิดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นใน เซลล์เชื้อเพลิงนั้น เซลล์ เชื้อเพลิงที่กําลังนํามาใช้ในอนาคตอันใกล้คือ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิงเป็นอุปกรณ์ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมีของสารประเภทเชื้อเพลิง เช่น แก๊ส ไฮโดรเจน แก๊สโพรเพน กับแก๊สออกซิเจนภายในเซลล์ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนจะผ่านแก๊สไฮโดรเจนและ แก๊สออกซิเจนเข้าไป ทําปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ โดยมีการจ่ายและรับอิเล็กตรอน ทําให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ ครบวงจรและเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ทั้งนี้ในปฏิกิริยาดังกล่าวมีผลพลอยได้เป็นความร้อนและน้ํา การผลิต พลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวไม่ผ่าน กระบวนการเผาไหม้ จึงไม่ปล่อยของเสียหรือก่อให้เกิด มลภาวะ


10. พลังงานนิวเคลียร์ (nuclear energy) พลังงาน นิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของ อะตอมที่เกิดการแตกตัวหรือเกิดการรวมตัวกัน พลังงานที่ ปลดปล่อยออกมาส่วนหนึ่งเป็นพลังงานความร้อนปริมาณมาก จึงมีการออกแบบสร้างโรงไฟฟ้า โดยการนําพลังงานความร้อน จากพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าวไปทําให้น้ํากลายเป็นไอน้ํา แรงดันสูง และส่งต่อไปหมุนกังหันไอน้ําที่เชื่อมต่อกับเครื่อง กําเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าออกมา โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าพลังงาน นิวเคลียร์ใช้หลักการสร้างพลังงานความ ร้อนจากการแตกตัว ของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม-235 ในการดํารงชีวิตของมนุษย์ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากพลังงานหลากหลาย เช่น ในการคมนาคม การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ การใช้ประโยชน์จากเครื่องใช้ต่าง ๆ แนวโน้มการใช้พลังงานใน รูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ลดลงเรื่อย ๆ เพราะมีจํานวนจํากัด และไม่สามารถสร้างทดแทนได้ การหาแหล่งพลังงานทดแทนจึงนับเป็นทางเลือกหนึ่งที่จําเป็น อย่างไรก็ตาม สําหรับประเทศไทยในปัจจุบัน การใช้พลังงานจากพลังงานทดแทนยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อย มากเมื่อเทียบกับพลังงานจากเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เราจึงควรตระหนักถึงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับพลังงานและร่วมกันหาแนวทางในการจัดการพลังงาน ทั้งด้านการใช้ประโยชน์ การพัฒนาศักยภาพการใช้ พลังงานให้เพียงพอในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งคํานึงถึงผลกระทบจากการผลิต และการใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานใช้ อย่างยั่งยืน


Click to View FlipBook Version