ลกั ษณะการเมอื งการปกครอง
• ประเทศตำ่ งๆ ย่อมมรี ะบบกำรเมอื งกำรปกครองทีป่ ระชำชนส่วนใหญข่ องประเทศเชอ่ื ว่ำเหมำะสม กบั สภำพ
ทำงเศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรม หำกระบอบกำรเมอื งกำรปกครองในขณะนัน้ เกดิ ควำมไม่เหมำะสมต้องมี
กำรเปลยี่ นแปลงและพัฒนำรูปแบบกำรเมืองกำรปกครองให้เหมำะสม ระบอบกำรปกครองที่ประเทศตำ่ งๆ
ใชก้ ันอยู่ มี ๒ ระบอบ คอื ระบอบประชำธิปไตย และ ระบอบเผดจ็ กำร
ระบอบประชาธปิ ไตย
• อำนำจอธปิ ไตยเป็นอำนำจสงู สุดในกำรปกครองประเทศ เปน็ อำนำจทม่ี ำจำกปวงชน ผู้ปกครองต้อง
ไดร้ ับควำมยินยอมจำกประชำชนส่วนใหญ่ในประเทศ
• รัฐบำลต้องเคำรพสิทธิและเสรภี ำพขั้นพน้ื ฐำนของประชำชน ตอ้ งไมล่ ะเมดิ สทิ ธิ เวน้ แตเ่ พ่อื รักษำควำมม่นั คงของชำติ
• ประชำชนมีสิทธเิ สมอภำคกันทจ่ี ะได้รบั กำรบริกำรจำกภำครฐั
• รฐั บำลยดึ หลกั นติ ิรฐั เป็นบรรทัดฐำนในกำรปกครองประเทศ และในกำรแก้ไขประเทศ ไมอ่ อกกฎหมำยทม่ี ีผล
เป็นกำรลงโทษบุคคลยอ้ นหลัง
ระบอบเผด็จการ
• มีผนู้ ำหรอื พรรคกำรเมอื งเพยี งกลุ่มเดยี ว มีอำนำจสงู สดุ ในกำรปกครองประเทศ
• กำรรกั ษำควำมมั่นคงของผนู้ ำสำคัญกว่ำกำรคุ้มครองสิทธิของประชำชน
• ผู้นำหรือคณะผู้นำสำมำรถทจี่ ะอยู่ในอำนำจได้ตลอดชวี ติ หรือนำนเท่ำที่กลุ่มผรู้ ว่ มงำนหรือกองทัพใหก้ ำร
สนบั สนุน ประชำชนทั่วไปไม่มีสิทธทิ ่จี ะเปลี่ยนผู้นำได้
• รัฐธรรมนูญและกำรเลอื กตง้ั ไมส่ ำคัญต่อกระบวนกำรปกครอง โดยรัฐธรรมนูญ
เปน็ เพียงแคร่ ำกฐำนรองรับอำนำจของผู้นำหรอื คณะผูน้ ำเท่ำน้นั
รปู แบบของรฐั
รปู แบบของรัฐแบ่งได้เปน็ ๒ รปู แบบ
เอกรฐั หรือรฐั เด่ียว สหพันธรฐั หรอื รัฐรวม
เอกรฐั หรือรฐั เดย่ี ว
• รฐั ทมี่ รี ฐั บำลกลำงเพยี งรฐั เดยี วใชอ้ ำนำจอธปิ ไตย ประเทศท่ีมรี ปู แบบของรัฐเดยี่ ว เชน่
ปกครองดินแดนท้ังหมด อำจมกี ำรกระจำย
อำนำจใหท้ อ้ งถน่ิ ได้บริหำรกิจกำรของทอ้ งถ่นิ ได้ • ราชอาณาจักรสเปน
ตำมทีร่ ฐั บำลเหน็ สมควร • ญีป่ ่นุ
• สาธารณรฐั สงิ คโปร์
• ผลดีทเ่ี กิดจำกกำรปกครองรูปแบบน้ี คือ • ราชอาณาจักรไทย
มคี วำมเป็นเอกภำพสูง มีควำมเป็นปึกแผ่นม่ันคง
และประหยัดงบประมำณในกำรบรหิ ำรประเทศ
สหพนั ธรฐั หรือรัฐรวม
• รฐั ที่มรี ัฐบำลสองระดบั คือ รัฐบำลกลำงและรัฐบำล ประเทศท่ีมีรูปแบบของรัฐรวม เชน่
ท้องถ่นิ ของแต่ละมลรัฐ รัฐบำลแต่ละระดบั จะใช้
อำนำจอธปิ ไตยปกครองตำมทร่ี ฐั ธรรมนญู กำหนดไว้ • สหรฐั อเมรกิ า
• สหพันธรัฐรสั เซีย
• ผลดจี ำกกำรปกครองรูปแบบน้ี คอื ทำใหก้ ำรปกครอง • มาเลเซีย
ส่วนท้องถ่ินเปน็ ไปอย่ำงทว่ั ถงึ สำมำรถแกป้ ญั หำตำ่ งๆ
ไดอ้ ยำ่ งรวดเรว็ ประเทศมคี วำมเจรญิ ก้ำวหน้ำ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
• ประมขุ ของประเทศในระบอบประชำธปิ ไตย มีรูปแบบสำคัญ ๒ รปู แบบ คอื พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ และประธานาธิบดี
เปน็ ประมุข โดยท้งั ๒ รปู แบบน้ี ประมขุ จะใช้อำนำจตำมท่รี ฐั ธรรมนูญกำหนดไว้ โดยประเทศท่มี พี ระมหำกษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ
พระองคจ์ ะทรงใชอ้ ำนำจอธิปไตยผ่ำนสถำบนั กำรปกครอง ไดแ้ ก่ รฐั สภำ คณะรัฐมนตรี และศำล โดยมีนำยกรฐั มนตรีเปน็ หัวหนำ้
รฐั บำลหรือฝำ่ ยบรหิ ำร
• สถำบันพระมหำกษัตริยม์ ีบทบำทสำคัญตอ่ กำรเมืองกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยในฐำนะทีเ่ ป็นสถำบนั ใหค้ วำมชอบธรรมแก่
สถำบนั กำรปกครองอนื่ เปน็ สถำบนั ท่อี ยใู่ นฐำนะสงู สดุ ที่จะให้คำแนะนำตักเตอื นรัฐบำล อยู่ในฐำนะสูงสดุ ในกำรทจี่ ะแก้ไข
วิกฤตกำรณ์ทำงกำรเมอื งใหล้ ดควำมรุนแรงลงหรอื ขจดั ใหห้ มดไปได้
อานาจนิติบัญญัติ การใชอ้ านาจอธิปไตย
รัฐสภา
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
อานาจหนา้ ที่ อานาจหนา้ ที่
• เสนอและพิจำรณำกฎหมำย • พิจำรณำรำ่ งพระรำชบัญญตั ิ
• ควบคมุ กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน • ควบคุมกำรบรหิ ำรรำชกำรแผ่นดนิ
• มสี ทิ ธเิ ข้ำช่ือเพ่อื ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทำงกำรเมอื ง • ควบคุมกำรตรำกฎหมำยที่ขัดต่อรฐั ธรรมนูญ
• ควบคุมกำรตรำกฎหมำยท่ีขดั หรอื แยง้ ต่อรฐั ธรรมนญู • มอี ำนำจในกำรถอดถอนผู้ดำรงตำแหนง่ ทำงกำรเมอื ง
อานาจบริหาร
คณะรฐั มนตรี
อานาจหน้าที่
• กำหนดนโยบำยกำรบริหำรรำชกำรแผน่ ดินใหม้ คี วำมเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย
• รกั ษำกฎหมำยและควำมสงบเรยี บรอ้ ยเพ่ือใหป้ ระชำชนปลอดภยั ในกำรดำเนินชีวิต
• ควบคุมข้ำรำชกำรประจำให้นำนโยบำยไปปฏิบตั แิ ละประสำนงำนกบั กระทรวงตำ่ งๆ ใหเ้ ป็นไปในทำงเดยี วกนั
• ออกมตติ ่ำงๆ เพ่อื ใหก้ ระทรวง กรมตำ่ งๆ ถอื ปฏบิ ตั แิ ละเป็นแนวทำงในกำรบรหิ ำรจดั กำร
• เสนอกฎหมำย พระรำชบัญญัติ พระรำชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งออกพระรำชกำหนดใหใ้ ชบ้ งั คับ
ดงั เชน่ พระรำชบัญญตั ิ ในกรณฉี ุกเฉินรีบด่วนมีควำมจำ เปน็ อันมิอำจหลกี เลย่ี งได้ในอนั ทจ่ี ะรกั ษำควำมปลอดภยั
ของประเทศ ให้ประเทศมีควำมม่ันคง
อานาจตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ • พิจำรณำร่ำงพระรำชบัญญตั ิทีผ่ ำ่ นกำรเห็นชอบจำกรัฐสภำ
ศาล ศาลยุตธิ รรม • พจิ ำรณำวินจิ ฉัยบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมำย
• พจิ ำรณำปญั หำหน้ำที่ขององคก์ รต่ำงๆ
• พิจำรณำพพิ ำกษำคดที งั้ ปวง
• พิจำรณำคดีแพง่ และคดีอำญำท่มี ีกำรอทุ ธรณ์
• พจิ ำรณำคดีตำมทก่ี ฎหมำยบญั ญัติ
ศาลปกครอง • พิจำรณำคดที ี่เก่ียวกบั กำรใช้อำนำจทำงกำรปกครองตำม
กฎหมำยตำมทก่ี ฎหมำยบัญญัติ
ศาลทหาร • พจิ ำรณำคดีอำญำซึง่ ผ้กู ระทำผิดเปน็ บคุ คลที่อยใู่ น
อำนำจศำลทหำร
ฐานะและพระราชอานาจของพระมหากษัตรยิ ์
รฐั ธรรมนูญบัญญัตวิ ่ำ “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ”
และ “อานาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั ริยผ์ ู้ทรงเปน็ ประมขุ ทรงใช้อานาจน้ันทางรฐั สภา
คณะรฐั มนตรี และศาลตามบทบญั ญตั ิแห่งรฐั ธรรมนญู นี้”
พระมหากษตั รยิ ์ของประเทศไทยทรงอย่เู หนือการเมอื ง และทรงมีฐานะและพระราชอานาจตามรฐั ธรรมนูญ ดงั น้ี
๑ ทรงอยู่ในฐานะประมขุ ของประเทศ
๒ ทรงเปน็ กลางและทรงอยเู่ หนือการเมือง
๓ ทรงดารงอยใู่ นฐานะอนั เปน็ ทเ่ี คารพสกั การะ
๔ ทรงเปน็ ตัวแทนของปวงชนชาวไทย
๕ ทรงเปน็ เอกลักษณแ์ ละศนู ย์รวมแห่งความสามัคคี
อทิ ธพิ ลของระบอบการเมอื งการปกครองที่มีผลต่อการดาเนินชีวิต
• ประชำชนทกุ คนตกอยภู่ ำยใตอ้ ทิ ธิพลของระบอบกำรเมืองกำรปกครองไม่ว่ำจะเป็นระบอบเผดจ็ กำร หรอื ระบอบ
ประชำธิปไตย ยอ่ มส่งผลต่อกำรดำเนินชวี ติ ของประชำชน อำจดีขึ้นหรือเลวรำ้ ยลง ขนึ้ อยู่กับกำรนำมำใช้ให้สอดคลอ้ ง
กบั วฒั นธรรมและสงั คมของประเทศนั้นๆ
อทิ ธิพลของระบอบการเมอื งการปกครองมผี ลตอ่ การดาเนินชีวิตของคนไทย ดังนี้
๑ ทาใหป้ ระชาชนในสังคมเห็นความสาคัญของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
๒ ประชาชนเกดิ ความตระหนกั ในสิทธแิ ละหนา้ ท่ีของตนเองตอ่ การปกครอง
๓ ทาใหป้ ระชาชนตน่ื ตวั ทางการเมือง มสี ว่ นรว่ มสนับสนุนกิจกรรมทางการเมอื ง
๔ ทาให้เกดิ การแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมีเหตุผล ท้ังที่เห็นด้วยและไมเ่ หน็ ดว้ ย
๕ ทาให้คนในทอ้ งถน่ิ ร่วมมือกันปกปอ้ งผลประโยชน์ของท้องถนิ่ ตน
สถานการณก์ ารเมอื งการปกครองของสงั คมไทย
ปัจจัยสาคญั ท่เี กือ้ หนนุ ให้สถานการณก์ ารเมอื งการปกครองของไทยมีความขัดแยง้
ระหว่างรฐั บาลกับประชาชนน้อยกว่าบางประเทศ
• สำมำรถปรับสถำนกำรณ์ด้ำนตำ่ งๆ ของประเทศใหส้ อดคลอ้ งกับกระแสโลกำภวิ ตั น์ ท้ังดำ้ นกำรเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคม
รวมท้งั พยำยำมพง่ึ พำตวั เองในด้ำนเศรษฐกิจและสงั คมให้มำกท่สี ุด เชน่ กำรน้อมนำเอำโครงกำรเศรษฐกจิ พอเพยี งมำใช้
• ไมม่ ีควำมขดั แย้งระหว่ำงกลุ่มตำ่ งเชื้อชำตหิ รือกล่มุ ตำ่ งศำสนำเหมอื นบำงประเทศ คนไทยสว่ นใหญไ่ มล่ บหลู่ศำสนำอ่นื มีจิตใจ
เอ้ืออำรตี ่อ ทำให้คนทุกเชอื้ ชำตทิ ุกศำสนำสำมำรถอยูร่ ว่ มกนั ได้อยำ่ งสันติ
• มสี ถำบนั พระมหำกษตั ริย์เป็นท้ังเอกลกั ษณ์ของชำติและศูนย์รวมแห่งควำมสำมัคคีของคนในชำติ พระมหำกษตั ริย์ของไทยทรง
เปน็ อัครศำสนปู ถมั ภก ทรงหว่ งใยชำวไทยทกุ หมเู่ หล่ำทกุ ภูมภิ ำค ทำใหท้ รงเปน็ ที่เคำรพสักกำระและเปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจของชำว
ไทยท้งั ประเทศ
• มกี ำรปฏริ ปู กำรเมืองไทยท้งั ระบบให้เป็นกำรเมอื งของพลเมือง เพื่อให้มคี วำมโปรง่ ใส ตรวจสอบได้ นักกำรเมอื งมคี ุณธรรม
จรยิ ธรรม ลดปญั หำทุจริตคอรร์ ัปชัน กำรแสวงหำผลประโยชนส์ ่วนตน มีบทลงโทษทเี่ ดด็ ขำด มีองคก์ รทำงกำรเมืองและ
ประชำชนเป็นผู้ตรวจสอบ
ปญั หาการเมอื งสาคัญทเี่ กิดข้นึ ภายในประเทศ
• แมว้ ำ่ ประเทศไทยจะมกี ำรปกครองระบอบประชำธปิ ไตย อนั มีพระมหำกษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข แตส่ ถำนกำรณ์
ปัญหำทำงกำรเมอื งของประเทศก็ยังคงมมี ำอยำ่ งตอ่ เนอื่ ง ซ่ึงอำจเกิดจำกปัจจยั หลำยประกำรดว้ ยกนั เชน่
ประชำชนส่วนใหญข่ องประเทศยงั ขำดกำรมีส่วนร่วมในกิจกรรมทำงกำรเมืองกำรปกครอง ผลประโยชนแ์ อบแฝง
ของนักกำรเมอื งบำงส่วน เป็นต้น
ปัญหาการเมอื งสาคัญทเี่ กิดขึ้นภายในประเทศ
• ควำมคิดเห็นทำงกำรเมืองของคนไทยแตกต่ำงกัน
• ควำมออ่ นแอของฝำ่ ยบรหิ ำร
• พรรคกำรเมืองมีจำนวนมำกเกินไป
• เกิดปญั หำทุจริตคอรร์ ปั ชั่นในวงกวำ้ ง
• นกั กำรเมืองบำงคนอำศัยอำนำจทำงกำรเมืองเพอ่ื หำผลประโยชนใ์ หก้ ับตนเอง
การดาเนินนโยบายด้านความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศของไทย
• ปจั จุบนั ประเทศตำ่ งๆ ทั่วโลกใหค้ วำมสำคญั กบั กำรสร้ำงสนั ตภิ ำพและควำมม่ันคงทำงเศรษฐกิจ
มกี ำรตดิ ตอ่ แลกเปล่ยี นช่วยเหลอื กัน ท้งั ภำยในภมู ภิ ำคและภำยนอกภูมิภำค มีรูปแบบกำรสร้ำง
ควำมสัมพันธ์ทั้งทำงด้ำนกำรทูต กำรค้ำ กำรแลกเปลี่ยนทำงด้ำนวัฒนธรรม กำรศึกษำ กีฬำ
และเทคโนโลยี
• ประเทศไทยได้มีกำรร่วมมือแลกเปลี่ยนและสร้ำงควำมสัมพนั ธ์กับประเทศต่ำงๆ ในภูมิภำคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้และประเทศต่ำงๆ ท่ัวโลก มีวัตถุประสงค์เพ่ือกำรประสำนประโยชน์ร่วมกัน
และสร้ำงควำมสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในรูปแบบต่ำงๆ เช่น ร่วมจัดต้ังองค์กรระหว่ำงประเทศ เข้ำร่วม
เป็นสมำชกิ องคก์ ำรด้ำนควำมร่วมมือตำ่ งๆ เปน็ ต้น
การเป็นสมาชกิ องค์การความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศ
องคก์ ารสหประชาชาติ (UN)
• ไดร้ บั กำรจัดตงั้ ขึ้นเมอ่ื วันท่ี ๒๔ ตลุ ำคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕)
หลงั สงครำมโลกคร้งั ทีส่ องยุตลิ ง มีสำนกั งำนใหญ่ต้ังอยทู่ กี่ รุงนวิ ยอรก์
ประเทศสหรฐั อเมรกิ ำ ปัจจบุ นั มีประเทศเอกรำชทุกภมู ิภำคเป็นสมำชิก
ไมต่ ำ่ กว่ำ ๑๙๐ ประเทศ
วตั ถปุ ระสงค์
• รกั ษำสนั ตภิ ำพ ควำมมน่ั คง และพฒั นำควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งประเทศ โดยอย่บู นพนื้ ฐำนของหลักสิทธมิ นุษยชนและควำมเทำ่ เทยี มกนั
ของมนุษย์
• ส่งเสริมประชำธปิ ไตย สทิ ธิ เสรภี ำพ ควำมเสมอภำค บนพืน้ ฐำนของหลกั ควำมยุติธรรมและกฎหมำยระหวำ่ งประเทศ
• อนรุ กั ษ์และบูรณะสถำนท่สี ำคัญทำงประวตั ศิ ำสตร์ วฒั นธรรม และสถำปตั ยกรรม
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ (ASEAN)
• ก่อต้ังเม่อื พ.ศ. ๒๕๑๐ (ค.ศ. ๑๙๖๗) โดยมสี มำชิกเรม่ิ แรก ๕ ประเทศ
คอื ไทย อนิ โดนเี ซยี มำเลเซีย ฟลิ ปิ ปินสแ์ ละสิงคโปร์ ปจั จบุ นั มสี มำชกิ
๑๐ ประเทศ โดยสมำชกิ เพ่มิ เตมิ ได้แก่ บรูไน เวียดนำม ลำว เมยี นมำ
และกัมพชู ำ มีสำนกั งำนใหญต่ ้งั อยทู่ ี่กรงุ จำกำร์ตำ ประเทศอนิ โดนีเซีย
วัตถปุ ระสงค์
• ส่งเสริมเสถียรภำพ สนั ติภำพ และควำมมน่ั คงภำยในภมู ิภำค
• เสรมิ สร้ำงควำมสมั พนั ธ์อันดกี ับประเทศนอกภมู ิภำค
• เพื่อเรง่ รัดควำมเติบโตทำงเศรษฐกจิ ควำมก้ำวหน้ำทำงสังคมและวัฒนธรรมของภมู ภิ ำค
• ส่งเสริมควำมรว่ มมอื ในทำงวิชำกำร ทั้งกำรฝึกอบรม กำรแลกเปล่ียนเรยี นร้แู ละกำรวิจยั
เขตการค้าเสรีอาเซยี น (AFTA)
• เป็นควำมรว่ มมือทำงเศรษฐกจิ ของประเทศในกลุ่มอำเซียน ซ่งึ เปน็ ควำมคดิ
ริเริม่ ของนำยอำนันท์ ปนั ยำรชุน นำยกรัฐมนตรีของไทยในขณะน้นั ท่เี สนอต่อ
ท่ปี ระชุมสดุ ยอดอำเซียน ณ ประเทศสิงคโปร์ เม่อื พ.ศ. ๒๕๓๕
วตั ถปุ ระสงค์
• สง่ เสริมกำรคำ้ ในอำเซียนให้ขยำยตวั เพ่มิ ข้นึ
• ลดภำษแี ละอุปสรรคข้อกีดขวำงทำงกำรค้ำ เพอ่ื ดงึ ดูดกำรลงทนุ จำกต่ำงชำติ
• เพม่ิ ขีดควำมสำมำรถในกำรต่อรองทำงกำรค้ำโลก
• เปน็ เปน็ เวทแี สดงควำมคิดเหน็ หำกถูกเอำรัดเอำเปรยี บทำงกำรคำ้ จำกประเทศอ่นื
ความรว่ มมือทางเศรษฐกิจในภมู ภิ าคเอเชยี -แปซฟิ ิก (APEC)
• กอ่ ตง้ั ขน้ึ ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ (ค.ศ. ๑๙๘๙) ตำมข้อเสนอของนำยบ๊อบ ฮอร์ก
(Bob Hawke) อดตี นำยกรัฐมนตรปี ระเทศออสเตรเลีย ปจั จบุ ันมสี มำชกิ
๒๑ เขตเศรษฐกิจ
วตั ถปุ ระสงค์
• สง่ เสริมและพฒั นำระบบกำรค้ำ เพอื่ กำรขยำยตวั ทำงเศรษฐกจิ ของภูมภิ ำคและของโลก
• เป็นเวทีสำหรบั ให้สมำชกิ ปรึกษำหำรือ แลกเปล่ียนขอ้ คิดเห็นกันทำงด้ำนเศรษฐกิจ
• สง่ เสริมให้กำรคำ้ และกำรลงทุนเป็นไปอย่ำเสรี
• ลดอปุ สรรคและอำนวยควำมสะดวกทำงกำรค้ำและบรกิ ำรระหว่ำงประเทศสมำชกิ
องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO)
• เป็นองค์กำรระหวำ่ งประเทศท่จี ดั ต้ังขึน้ ตำมขอ้ ตกลงทั่วไปว่ำด้วยภำษีศลุ กำกร
และกำรค้ำหรือแกตต์ (GATT) โดยได้รบั กำรจัดตัง้ อย่ำงเป็นทำงกำร
เม่อื วนั ท่ี ๑ มกรำคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สำหรับประเทศไทยกเ็ ป็นสมำชิกรว่ มก่อตัง้ ด้วย
วัตถุประสงค์
• ส่งเสรมิ ให้กำรค้ำระหว่ำงประเทศเป็นไปโดยเสรมี ำกขึ้น
• สง่ เสริมกำรแขง่ ขนั ทำงกำรค้ำทเี่ ป็นธรรมไม่เลือกปฏบิ ตั ิ
• กำกบั ดแู ลกำรดำเนินงำนของประเทศสมำชิกให้เปน็ ไปตำมข้อตกลงขององคก์ ำรกำรค้ำโลก
• ยุตขิ อ้ พพิ ำททีอ่ ำจมีข้นึ ระหว่ำงประเทศสมำชิก
• เป็นเวทเี จรจำกำรคำ้ ของประเทศสมำชกิ
• ตดิ ตำมและตรวจสอบนโยบำยทำงกำรคำ้ ของประเทศสมำชิกอย่ำงสม่ำเสมอ
การแลกเปลีย่ นเพอ่ื ช่วยเหลอื และส่งเสริมด้านเศรษฐกิจการศึกษา สงั คมและวฒั นธรรม
ด้านเศรษฐกิจ
• ควำมร่วมมอื ระหว่ำงไทย - ลำว เช่น เช่น สะพำนมิตรภำพไทย - ลำว แห่งท่ี ๑,๒ เพื่อเดนิ ทำงสะดวกและชว่ ยเหลือเกือ้ กลู ด้ำนเศรษฐกจิ
• ควำมร่วมมอื ระหว่ำงไทย - ลำว - เวยี ดนำม - จีน ในกำรสร้ำงเสน้ ทำงคมนำคมเช่ือมต่อกนั เพอ่ื ควำมสะดวกในกำรติดตอ่ ค้ำขำย
• ควำมรว่ มมอื ระหวำ่ งไทย - สหภำพพมำ่ - ลำว - กัมพูชำ - เวยี ดนำม ตำมโครงกำรควำมรว่ มมอื ทำงเศรษฐกิจอริ วดี - เจ้ำพระยำ - แมโ่ ขง
เพื่อสร้ำงควำมเจริญกำ้ วหน้ำทำงด้ำนเศรษฐกิจ สังคม กำรเมือง วัฒนธรรม และกำรท่องเทีย่ ว
• ควำมร่วมมือระหว่ำงไทย - ลำว - กัมพชู ำ - เวียดนำม ในโครงกำรพัฒนำทรัพยำกรน้ำในลุม่ แม่นำ้ โขงตอนลำ่ ง เพอ่ื กำรใช้ประโยชนจ์ ำก
แมน่ ำ้ โขงร่วมกัน
ดา้ นการศึกษา
• มกี ำรไปศกึ ษำดงู ำน กำรไปศกึ ษำตอ่ ทตี่ ่ำงประเทศ โครงกำรทุนกำรศกึ ษำจำกประเทศตำ่ งๆ กำรแลกเปล่ียนนักศึกษำ
โครงกำรทำวจิ ัยรว่ มกนั เปน็ ต้น
ดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม
• ควำมรว่ มมอื ในกำรเผยแพรแ่ ละแลกเปลย่ี นวัฒนธรรมกบั ประเทศในกลุ่มอำเซยี น ด้วยกำรจัดแสดงนทิ รรศกำรดำ้ นศลิ ปวัฒนธรรม
ประกวดวรรณกรรมรำงวัลซีไรต์ แข่งขันกีฬำ กำรจดั นิทรรศกำรทำงด้ำนศิลปะ เปน็ ตน้
หนา้ ทพ่ี ลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชวี ิตในสังคม
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๒ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ ๓ หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๔ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ - ๖
กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี ๕ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๖ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ ๗
๑_หลกั สตู รวชิ าสงั คมศกึ ษา
๒_แผนการจัดการเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ขอ้ สอบประจาหนว่ ย_เฉลย
๗_ การวดั และประเมินผล
๘_เสรมิ สาระ
๙_สอ่ื เสริมการเรยี นรู้
บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๖หนว่ ยการเรียนรู้ที่
รัฐธรรมนูญ
แหง่ ราชอาณาจักรไทย
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
• เสนอแนวทำงและมีส่วนรว่ มในกำรตรวจสอบกำรใช้อำนำจรัฐได้
ความเป็นมาของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย
• ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เปน็ ต้นมำ ประเทศไทยได้พฒั นำเข้ำสู่กำรเมืองกำรปกครองระบอบประชำธิปไตย
อนั มีพระมหำกษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ ใชร้ ฐั ธรรมนูญเปน็ กฎหมำยสงู สดุ กำหนดหลกั กำรสำคญั เชน่
สิทธิเสรีภำพและหนำ้ ท่ขี องประชำชน หนำ้ ทข่ี องรัฐสภำ หนำ้ ทขี่ องรฐั บำล กำรเขำ้ ไปมีสว่ นร่วม
ในทำงกำรเมืองกำรปกครองของประชำชน เป็นต้น
• ตลอดเวลำกวำ่ ๘๐ ปที ผี่ ำ่ นมำประเทศไทยมกี ำรประกำศใช้รฐั ธรรมนูญ กำรแก้ไขเพ่มิ เติมและกำรยกเลิก
รัฐธรรมนญู หลำยครงั้ เพ่อื ใหเ้ หมำะสมและสอดคลอ้ งกบั สถำนกำรณ์ของบ้ำนเมืองและยคุ สมยั ท่ี
เปลย่ี นแปลงไป กระท่ังคร้ังล่ำสดุ รฐั ธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจกั รไทย ฉบบั ท่ี ๒๐ ได้ผำ่ นกำรเหน็ ชอบจำก
ประชำชนโดยกำรลงประชำมติ
ท่มี าของรฐั ธรรมนูญ • ยดื เยอื้ มำต้ังแตพ่ .ศ. ๒๕๔๙ จนถงึ เดือนพฤษภำคม พ.ศ.
๒๕๕๗ มสี ำเหตสุ ำคัญมำจำกกำรมีควำมคิดเห็นทำง
เกิดความขัดแย้งทางการเมอื ง กำรเมอื งที่แตกต่ำงกนั ของคนในชำติ
ท่มี แี นวโน้มรุนแรงและบานปลาย
• เกดิ ขึ้นเมอื่ วันท่ี ๒๒ พฤษภำคม พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมี
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปำ้ หมำยสำคัญเพ่ือยุติควำมขดั แยง้ สรำ้ งควำมสำมัคคีและ
เข้าควบคมุ อานาจการปกครอง คืนควำมสขุ ใหแ้ ก่ประชำชนชำวไทย
กรธ. ทาการรา่ งรฐั ธรรมนูญ • คณะกรรมกำรร่ำงรัฐธรรมนูญ มีนำยมีชยั ฤชุพันธ์ เป็นประธำน
แห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๕๙ ไดท้ ำกำรรำ่ งรัฐธรรมนูญใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภำยใน ๑๘๐ วนั โดยมี
เน้อื หำ ๑๖ หมวด ๒๗๘ มำตรำ
คณะกรรมการการเลือกต้ัง
จัดการลงประชามติ • ผลกำรออกเสียงประชำมติ ปรำกฏว่ำรัฐธรรมนูญผ่ำนควำม
เห็นชอบดว้ ยคะแนนเสยี ง ๑๖,๘๒๐,๔๐๒ และมีผไู้ มเ่ หน็ ชอบ
วันที่ ๗ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๑๐,๙๒๖,๖๔๘
โครงสรา้ งและความสาคัญของรฐั ธรรมนูญ
โครงสร้างของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
ในทน่ี จี้ ะนารัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยในบางหมวดมาเปน็ ตวั อย่าง เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ โครงสรำ้ งของรัฐธรรมนญู ให้ชดั เจน
มำกย่ิงข้นึ ดังนี้
• หมวด ๓ สทิ ธิเสรภี ำพของชนชำวไทย ได้กำหนดใหป้ ระชำชนชำวไทยมีสทิ ธแิ ละเสรีภำพท่ีสำคญั ใน
หลำยด้ำน เชน่ สทิ ธิในทรัพย์สิน เสรภี ำพในกำรเดินทำง เป็นตน้ นอกจำกนน้ั ยงั มกี ำรแกไ้ ขในเรือ่ ง
สทิ ธิเสรภี ำพ โดยได้ย้ำยสิทธิบำงประกำร เช่น สิทธิด้ำนกำรศกึ ษำ ได้ยำ้ ยไปอยใู่ นหมวดใหมท่ ีว่ ่ำดว้ ย
หนำ้ ท่ีของรัฐ
• หมวด ๗ กำรมสี ่วนร่วมทำงกำรเมอื งโดยตรงของประชำชน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ำรใชส้ ิทธิ
โดยตรงของประชำชนในเรอ่ื งกำรเขำ้ ช่ือเสนอกฎหมำย กำรเข้ำชอ่ื ถอดถอนบุคคลออกจำกตำแหนง่
• หมวด ๕ หนำ้ ทข่ี องรัฐ ส่ิงทเ่ี พิ่มเข้ำมำในรัฐธรรมนญู ฉบบั ปจั จุบนั คอื ย้ำยสิทธบิ ำงประกำรใน
รัฐธรรมนญู ฉบบั เดมิ มำอยู่ในหมวดหนำ้ ท่ขี องรัฐ เพอ่ื บงั คบั ให้รฐั ทำตำมรฐั ธรรมนูญ หำกรัฐไม่กระทำ
ประชำชนและชุมชนสำมำรถติดตำม เรง่ รดั รวมท้งั ฟ้องรอ้ งหนว่ ยงำนของรฐั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เพอ่ื จัดให้
ประชำชนหรอื ชุมชนได้รับประโยชนน์ ้ัน
ความสาคญั ของรฐั ธรรมนูญ
ยืนยันควำมเป็นเอกรำชของประเทศไทย
รับรองควำมเป็นเอกรัฐของประเทศไทย
ยืนยันว่ำประเทศไทยมีกำรปกครองระบอบประชำธปิ ไตยอันมี
พระมหำกษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ ซึ่งทรงใชอ้ ำนำจอธปิ ไตยของ
ปวงชนชำวไทยผ่ำนทำงรฐั สภำ คณะรัฐมนตรี และศำล
คุ้มครองศักดศิ์ รีควำมเปน็ มนุษย์ สิทธิและเสรภี ำพของชนชำวไทย
ใหค้ วำมคุ้มครองประชำชนชำวไทย ไม่ว่ำจะมีเหล่ำกำเนิดใด
เพศใด หรอื นบั ถือศำสนำใดอยำ่ งเสมอกัน
หลักการทีก่ าหนดไว้ในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
รัฐธรรมนญู ไดบ้ ัญญตั ิหลกั การสาคญั ๆ ไว้ ๔ ประการ
• การส่งเสรมิ และคุม้ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนอย่างเต็มท่ี เพื่อเพมิ่ สิทธขิ องประชำชน
ใหก้ วำ้ งขวำงมำกข้นึ ลดกำรผูกขำดอำนำจรัฐและกำรใช้อำนำจรฐั อย่ำงไม่เปน็ ธรรม
• การลดการผกู ขาดอานาจรัฐและการใช้อานาจอยา่ งไม่เป็นธรรม เพอื่ ลดกำรแทรกแซงกำรทำงำนของ
ข้ำรำชกำรและหนว่ ยงำนภำครฐั กำรทำงำนทอ่ี สิ ระ ปรำศจำกกำรครอบงำจำกกำรเมือง
• การทาให้การเมอื งมคี วามโปร่งใส มคี ณุ ธรรม และจรยิ ธรรม เพ่อื ลดปญั หำกำรทจุ ริตคอรร์ ัปชนั่
• การทาใหร้ ะบบตรวจสอบมคี วามเขม้ แขง็ และทางานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เพือ่ ให้องค์กรอสิ ระ
ทจี่ ดั ตงั้ ตำมรฐั ธรรมนูญไดท้ ำงำนอยำ่ งเป็นอิสระ ไม่ถูกแทรกแซงจำกภำคกำรเมือง
แนวทางการปฏิบัตติ นตามบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนูญ
แนวทางการปฏบิ ตั ิตนตามบทบัญญตั ิของรฐั ธรรมนญู
• เขา้ ไปมีส่วนรว่ มในกระบวนการทางประชาธปิ ไตยทุกระดบั ท้งั ในระดบั ท้องถ่นิ และระดับชำติ
โดยไปออกเสยี งเลือกตั้งผูแ้ ทนท่ีดีใหท้ ำหน้ำที่เปน็ สมำชิกสภำองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ
สมำชกิ สภำผู้แทนรำษฎรและสมำชกิ วฒุ สิ ภำ
• ทาหน้าที่ตดิ ตามตรวจสอบการใช้อานาจของสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรและผู้บรหิ ารทกุ ระดบั อยา่ งใกลช้ ดิ
เพ่อื ป้องกนั มิใหบ้ ุคคลดงั กล่ำวใชอ้ ำนำจรัฐเพื่อประโยชนส์ ่วนตวั หรอื ในทำงทจุ ริต
• ใหก้ าลังใจและสนบั สนุนนกั การเมอื งทีด่ แี ละพรรคการเมอื งท่ดี ี โดยไปออกเสยี ง
เลอื กนักกำรเมืองหรือพรรคกำรเมืองท่ดี ใี หม้ โี อกำสไปปกครองบ้ำนเมือง
บทบญั ญตั ิเกีย่ วกบั รฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล
รัฐสภา
• รฐั สภำประกอบด้วยสภำผ้แู ทนรำษฎรและวฒุ สิ ภำ รฐั สภำจะประชมุ รว่ มกนั หรือแยกกนั ย่อมเปน็ ไปตำม
บทบญั ญัตแิ ห่งรัฐธรรมนูญ
• ประธำนสภำผแู้ ทนรำษฎรเป็นประธำนรฐั สภำ ประธำนวฒุ ิสภำเปน็ รองประธำนรัฐสภำ ประธำนรัฐสภำและ
ผทู้ ำหน้ำที่แทนประธำนรัฐสภำต้องวำงตนเปน็ กลำงในกำรปฏบิ ตั หิ นำ้ ท่ี
• ทำหนำ้ ที่พิจำณำรำ่ งพระรำชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่ำงพระรำชบญั ญตั ิที่จะตรำเป็นกฎหมำย
• ในกำรประชมุ สภำตอ้ งมผี ู้เขำ้ รว่ มมำกกวำ่ กึ่งหนึ่งของจำนวนสมำชกิ ท้ังหมด โดยเปดิ สมัยประชุมปลี ะ ๒ คร้ัง
ครัง้ ละ ๑๒๐ วัน
• กำรประชุมสภำผแู้ ทนรำษฎรและวุฒสิ ภำต้องมสี มำชกิ ไมน่ อ้ ยกว่ำกึ่งหนึ่งของสมำชิกท้ังหมด
• พระมหำกษตั รยิ ท์ รงไว้ซึ่งพระรำชอำนำจในกำรยุบสภำผแู้ ทนรำษฎร เพอ่ื ให้มีกำรเลอื กต้งั ใหม่ โดยกำร
ประกำศเปน็ พระรำชกฤษฎกี ำ ตำมคำแนะนำของนำยกรัฐมนตรี
คณะรฐั มนตรี
• ประธำนสภำผู้แทนรำษฎรเป็นผลู้ งนำมรบั สนองพระบรมรำชโองกำรแตง่ ตง้ั นำยกรัฐมนตรี
• นำยกรฐั มนตรีเป็นผลู้ งนำมสนองพระบรมรำชโองกำรแต่งต้ังรัฐมนตรที ท่ี ูลเกล้ำเสนอ ก่อนเข้ำรบั หน้ำท่ีนำยกฯ
และรัฐมนตรตี ้องถวำยสัตยป์ ฏิญำณตอ่ พระมหำกษัตรยิ ์
• รัฐมนตรีตอ้ งดำเนินตำมบทบญั ญัตแิ ห่งรฐั ธรรมนญู และนโยบำยท่แี ถลงไวต้ ่อรัฐสภำ และตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ สภำ
ผู้แทนรำษฎรในหน้ำทีข่ องตนรวมทัง้ ตอ้ งรบั ผิดชอบร่วมกนั ต่อรฐั สภำในนโยบำยท่วั ไปของคณะรฐั มนตรี
• คณะรฐั มนตรีท่ีพน้ จำกตำแหน่งต้องอยใู่ นตำแหน่งเพอ่ื ปฏิบัตหิ นำ้ ทีต่ ่อไปจนกวำ่ คณะรัฐมนตรีท่ตี ง้ั ข้ึนใหม่จะเขำ้
รบั หน้ำที่
• ควำมเป็นรฐั มนตรสี น้ิ สุดลงเฉพำะตัว เชน่ เมอ่ื ตำย ลำออก สภำผู้แทนรำษฎรมมี ติไม่ไวว้ ำงใจเป็นรำยบคุ คล
ศาล
• กำรพจิ ำรณำพิพำกษำอรรถคดี เป็นอำนำจของศำลซึ่งต้องดำเนินกำรใหเ้ ปน็ ไป โดยยตุ ธิ รรมตำมรัฐธรรมนญู
ตำมกฎหมำย และในพระปรมำภิไธยของพระมหำกษตั รยิ ์
• กำรบัญญตั กิ ฎหมำยใหม้ ผี ลเปน็ กำรเปล่ียนแปลงหรอื แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ กฎหมำยว่ำด้วยธรรมนูญศำลหรือวิธี
พจิ ำรณำเพ่อื ใชแ้ กค่ ดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพำะจะกระทำมิได้
• ในคดอี ำญำ ผตู้ ้องหำหรอื จำเลยยอ่ มมสี ทิ ธิได้รับกำรสอบสวนหรือกำรพิจำรณำคดีท่ถี ูกตอ้ งดว้ ยควำมรวดเรว็
และเป็นธรรม
• ผู้พพิ ำกษำและตลุ ำกำรมอี สิ ระในกำรพิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีใหเ้ ปน็ ไปโดยถูกต้อง รวดเรว็ และเป็นธรรม
ตำมรัฐธรรมนูญและกฎหมำย
• ก่อนทจ่ี ะเข้ำรบั หน้ำท่ี ผพู้ ิพำกษำและตลุ ำกำรตอ้ งถวำยสตั ย์ปฏิญำณตอ่ พระมหำกษตั รยิ ์
• คำวนิ จิ ฉัยของศำลรฐั ธรรมนูญใหเ้ ปน็ เดด็ ขำด มีผลผกู พนั รฐั สภำ คณะรฐั มนตรี ศำล และองค์กรอื่นของรฐั
• ศำลยุติธรรมมีสำมช้ัน คอื ศำลชั้นต้น ศำลอทุ ธรณ์ และศำลฎกี ำ มอี ำนำจพจิ ำรณำพพิ ำกษำคดที ั้งปวง เวน้ แต่
คดีทร่ี ฐั ธรรมนูญน้ีหรือกฎหมำยบญั ญตั ใิ ห้อยู่ในอำนำจของศำลอนื่
• ศำลปกครองมี ๒ ชน้ั คอื ศำลปกครองชัน้ ตน้ และศำลปกครองสงู สดุ ซงึ่ ทำหน้ำทเ่ี หมือนศำลฎกี ำในระบบของ
ศำลยตุ ิธรรม
• ศำลทหำรมีอำนำจพิจำรณำพพิ ำกษำคดีอำญำ และคดีอ่นื ตำมทีก่ ฎหมำยบญั ญัติ ซึ่งผ้กู ระทำผิดเปน็ ผู้ท่ีอยู่ใน
อำนำจศำลทหำร
พรรคการเมือง การเลือกตงั้ รัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาล
พรรคการเมือง
ความหมายของพรรคการเมือง
• พรรคการเมือง คือ องคก์ รทำงกำรเมอื งที่รวมบุคคลท่ีมีควำมคดิ อุดมกำรณเ์ ดยี วกัน ทำงด้ำนกำรเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
แบบเดียวกันหรอื คลำ้ ยคลึงกัน เพอ่ื นำแนวควำมคดิ เหลำ่ นนั้ มำกำหนดเป็นนโยบำยของรัฐบำล โดยวถิ ปี ระชำธปิ ไตย โดยกำรส่ง
บคุ คลเขำ้ รบั เลือกต้ัง เพือ่ ให้ไดเ้ สียงข้ำงมำกในรัฐสภำและจัดต้ังรัฐบำลเขำ้ มำบรหิ ำรประเทศตำมแนวควำมคดิ หรือนโยบำยที่
สอดคลอ้ งกับอุดมกำรณข์ องพรรค
บทบาทและหนา้ ที่ของพรรคการเมอื ง
๑ วางนโยบายในการแก้ไขปญั หาของประเทศ
๒ พิจารณาคดั เลอื กผ้ทู ีม่ ีคุณสมบตั ิเหมาะสม
๓ การดาเนนิ การหาเสยี งเลือกตง้ั
๔ นานโยบายของพรรคทไ่ี ด้แถลงแก่ประชาชนไปปฏบิ ัติอย่างจริงจัง
๕ ใหก้ ารศกึ ษาและอบรมความรูท้ างการเมือง
๖ หนา้ ท่ใี นการควบคุมการทางานของรัฐบาล
การเลอื กตง้ั ของไทย
ความสาคญั ของการเลอื กต้งั
• ประชำชนได้เขำ้ ไปมสี ว่ นรว่ มในกำรปกครองตนเองตำมหลักกำรประชำธปิ ไตย
• เป็นวธิ ีกำรที่ใช้เปล่ยี นอำนำจทำงกำรเมอื งกำรปกครองอยำ่ งสันติวิธี
• ป้องกนั กำรเกิดปฏวิ ัตริ ฐั ประหำร รัฐบำลจะคืนอำนำจให้กบั ประชำชนดว้ ยกำรยุบสภำผู้แทนรำษฎร
• เกิดกำรหมุนเวยี นเปลี่ยนอำนำจ เปดิ โอกำสให้บุคคลอื่นหรือกลมุ่ อน่ื ไดบ้ รหิ ำรประเทศ
• สรำ้ งควำมถูกต้องและควำมชอบธรรมในกำรใชอ้ ำนำจทำงกำรเมืองกับบุคคลทจ่ี ะมำทำหนำ้ ที่เป็นรฐั บำล
หลกั เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการเลอื กตงั้
๑ หลกั อสิ ระแหง่ การเลือกตง้ั ประชำชนมีสทิ ธิเสรีภำพที่จะเลอื กใครหรือเลือกพรรคกำรเมอื งใดกไ็ ดท้ ีต่ นชอบ
๒ หลกั การเลือกตง้ั ตามกาหนดเวลา ตอ้ งกำหนดเวลำทแ่ี น่ชัด เช่น กำหนดใหม้ กี ำรเลือกตั้งทุกๆ ๔ ปี
๓ หลักการเลือกตัง้ อย่างบรสิ ุทธ์ิยุตธิ รรม ไมม่ กี ำรคดโกง ใช้อทิ ธิพล อำนำจในกำรบงั คับ หรือซ้ือคะแนนเสยี ง
๔ หลกั การใชส้ ทิ ธิในการเลือกต้งั อย่างเสมอภาค ใหส้ ทิ ธิแกป่ ระชำชน ไมม่ ีกำรกีดกนั ทุกคนมีสทิ ธิเท่ำเทยี มกนั
๕ หลักการออกเสียงโดยทวั่ ไป กำรเลือกตั้งทเ่ี ปดิ โอกำสใหม้ ีกำรออกเสียงอยำ่ งทัว่ ถึงแก่ประชำชนทกุ หม่เู หลำ่
๖ หลักการลงคะแนนลบั กำรเลอื กตง้ั ทผ่ี อู้ อกเสียงไมจ่ ำเปน็ ต้องบอกผูอ้ ื่นว่ำตนเลือกใคร
การรกั ษาความศกั ดิส์ ิทธิ์ของการเลอื กตง้ั
กำรเลือกต้ังมีควำมสำคญั ต่อกำรปกครองระบอบประชำธปิ ไตย จำเปน็ อยำ่ งยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งทำให้กำรเลือกต้ังเปน็ ไปอยำ่ งยตุ ิธรรมท่สี ุด
ปรำศจำกกำรทจุ ริตคดโกงต่ำงๆ ท่เี ป็นสงิ่ เลวรำ้ ยและเปน็ อันตรำยต่อระบอบกำรปกครอง สง่ิ เลวร้ำยทีม่ ักจะพบเห็นอยเู่ สมอ มีดังน้ี
การใช้อทิ ธพิ ลจากทางราชการ เพอ่ื ใหเ้ กิดประโยชนฝ์ ่ายตน เช่น ร่วมมือกับเจ้ำหน้ำท่ีทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ปลอมแปลงหลกั ฐำนกำรเลือกตงั้ เพ่ิมชอ่ื ผอู้ น่ื ในทะเบียนบำ้ น
การทาลายคู่แข่งขัน เช่น หำเสยี งให้รำ้ ยค่แู ขง่ โดยกำรใหข้ อ้ มูลทเ่ี ปน็ เทจ็ ทำลำยปำ้ ยหำเสยี ง
ปองร้ำยหัวคะแนน
การใช้เงนิ เพอ่ื ซื้อคะแนนเสียง โดยกำรใชว้ ธิ ีกำรตำ่ งๆ เชน่ แจกเงิน ใหส้ งิ่ ของ โดยมีกำรสญั ญำ
ว่ำจะให้ผลตอบแทนตำ่ งๆ
การสรา้ งสานกึ การมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชน
เด็กและเยาวชน
• ปลูกฝงั ให้เยำวชนตระหนกั ในสทิ ธิ หน้ำทขี่ องตนเองและมีสว่ นรว่ ม
ทำงกำรเมอื งอย่ำงถูกตอ้ ง
ประชาชนท่ัวไป
• ตอ้ งศกึ ษำควำมรู้เก่ยี วกับกำรปกครองในระบอบประชำธิปไตย เพื่อจะได้
เข้ำใจในสทิ ธิ หนำ้ ท่ีของตนเอง
หน่วยงานภาครฐั และเอกชน
• ให้ควำมรเู้ กยี่ วกำรมีสว่ นร่วมของประชำชนในระบอบประชำธิปไตย
ให้เห็นถึงควำมสำคัญของกำรเลือกตัง้ กระตุ้นใหเ้ ห็นถงึ ขอ้ เสยี ของ
กำรไม่เขำ้ ไปมีส่วนรว่ มในกำรปกครองตนเอง
การจัดการเลือกต้งั
• ระบบกำรเลอื กตั้งของไทยทเี่ คยใช้กนั มำนำนเป็นระบบทีไ่ มใ่ ห้ควำมเสมอภำคแก่ประชำชน
ท่อี ยูใ่ นจังหวัดทม่ี ีขนำดไม่เทำ่ กนั เชน่ ผมู้ ีสทิ ธเิ ลอื กตง้ั ในจังหวดั เล็กจะมสี ทิ ธิออกเสยี ง
เลอื กตงั้ สมำชกิ สภำผูแ้ ทนรำษฎรไดเ้ พยี ง ๑ คนในขณะท่ีผูม้ ีสิทธิเลือกตง้ั ในจังหวดั ใหญ่
กลบั มีสทิ ธอิ อกเสยี งเลอื กสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรได้ต้งั แต่ ๒ - ๓ คน
• รฐั ธรรมนญู ได้ปรับปรุงระบบกำรเลือกตัง้ ในบำงส่วน เชน่ กำหนดกำรเลือกตั้ง
สมำชิกสภำผูแ้ ทนรำษฎรเปน็ ระบบแบ่งสันปนั ส่วนผสม ใหล้ งคะแนนเพียงครงั้ เดยี วแล้วนำมำ
คำนวณสัดสว่ นทน่ี ่ังของผูแ้ ทนแบบบญั ชีรำยชือ่ และแบบแบง่ เขต และยงั ใหอ้ สิ ระกับ
คณะกรรมกำรกำรเลือกตง้ั (กกต.) ในกำรบริหำรบคุ คล งบประมำณ และกำรดำเนินกำรอน่ื ๆ
ตำมที่กฎหมำยบญั ญัติมำกยิ่งขึน้
รฐั บาล และการจัดตั้งรฐั บาล
รฐั บาล
• รฐั บาล หมำยถึง คณะบุคคลและองค์กร มีหน้ำทีใ่ นกำรบริหำร กำรพัฒนำประเทศ และบังคบั
ในกำรใชก้ ฎหมำยตำ่ งๆ
คณะบุคคล
• คณะบุคคล ไดแ้ ก่ คณะรฐั มนตรี และองค์กรของรัฐ ได้แก่ กระทรวง กรม ข้ำรำชกำร ทหำร
ตำรวจ ซึง่ มีหนำ้ ที่ดแู ลควำมสงบเรียบร้อยของสงั คม และพัฒนำสังคมให้เจรญิ กำ้ วหน้ำให้
ทดั เทยี มกบั นำนำประเทศ
๑ หน้าที่ของรฐั บาล
• คณะรัฐมนตรีจะทำหนำ้ ทบ่ี ริหำรรำชกำรแผ่นดิน หมำยควำมว่ำเปน็ ผู้กำหนดนโยบำยว่ำจะกระทำอะไรใหเ้ ปน็ ประโยชน์
แก่ประชำชน รัฐบำลจะเป็นผกู้ ำหนดนโยบำยและนำนโยบำยนัน้ ๆ ไปปฏบิ ัติ ทำให้เกิดผลอยำ่ งแทจ้ รงิ
๒ ประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารงานของรฐั บาล
• ควำมสำมำรถในกำรตอบสนองตรงควำมต้องกำรของประชำชนสว่ นใหญ่อย่ำงทั่วถงึ และเทำ่ เทียม
• ควำมสำมำรถรับผิดชอบร่วมกนั เมอื่ เกดิ ควำมผดิ พลำดในกำรบรหิ ำรงำน
• ควำมสำมำรถในกำรติดตำมและควบคุมกำรทำงำนของกระทรวง กรมตำ่ งๆ จำกกำรนำนโยบำยท่ไี ดม้ อบหมำยไปปฏบิ ตั ิ
• ควำมสำมำรถในกำรประสำนงำนใหก้ ระทรวงตำ่ งๆ ทำงำนรว่ มกนั เพื่อให้บรรลุจดุ หมำยอย่ำงเดียวกนั ด้วย
๓ ความรับผดิ ชอบของรฐั บาลตอ่ ประชาชน
• รฐั บาลต้องแถลงผลงานตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎร ผ่ำนสอื่ ตำ่ งๆ ให้ประชำชนรับรู้
และบรหิ ำรประเทศตำมนโยบำยท่แี ถลงไว้เป็นระยะๆ
• ประชาชนตรวจสอบการปฏิบัติหนา้ ท่ขี องรฐั บาลได้ โดยผำ่ นทำงสภำผูแ้ ทนรำษฎร
หำกพบกำรกระทำที่บกพรอ่ ง ข้อขดั ข้อง ข้อข้องใจในกำรทำงำนของรฐั บำลหรือ
รฐั มนตรี หรือหนว่ ยงำนของรัฐ
• ประชาชนอาจจะตรวจสอบหรือแสดงปฏิกริ ยิ าตอ่ การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ขี องรัฐบาล เช่น
เดินขบวนประทว้ ง อย่ำงสงบและปรำศจำกอำวธุ กำรแสดงควำมคดิ เห็น กำรเขียนบทควำม
แสดงควำมคิดเห็นผำ่ นสอื่ มวลชนต่ำง ๆ เป็นต้น
๔ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรัฐบาลกับประชาชน
• ประชาชนเลอื กผแู้ ทนราษฎร โดยพจิ ำรณำจำกนโยบำยของพรรคกำรเมอื งและควำมประพฤติของ
สมำชิกพรรคกำรเมือง แล้วเลือกพรรคกำรเมืองท่มี ีนโยบำยทตี่ นชอบมำกท่สี ุดเข้ำไปทำหนำ้ ทใี่ นรฐั สภำ
• การจัดตัง้ รฐั บาล พรรคกำรเมืองทไ่ี ดร้ ับเสยี งข้ำงมำกอย่ำงเด็ดขำด ถ้ำไมม่ ีพรรคกำรเมอื งใดได้รับเสยี งขำ้ งมำกเด็ดขำด จะมี
กำรตกลงกนั ระหว่ำงพรรคกำรเมืองทีไ่ ดร้ บั กำรเลอื กตงั้ วำ่ จะมอบใหพ้ รรคกำรเมืองใดเป็นแกนกลำงในกำรจดั ตัง้ รฐั บำลผสม
พรรคที่ไม่ได้รว่ มรฐั บำลจะทำหนำ้ ทเ่ี ปน็ ฝ่ำยค้ำน ทำหน้ำท่ีตรวจสอบกำรทำงำนของรัฐบำลต่อไป
• กาหนดนโยบาย เม่อื กำหนดนโยบำยแลว้ กม็ อบหมำยให้กระทรวง กรม รบั ไปปฏบิ ัตทิ ้งั ในสว่ นกลำง
และส่วนภูมิภำค โดยมีขำ้ รำชกำรและหน่วยรำชกำรเป็นผดู้ ำเนินกำรภำคปฏบิ ตั ิ
• การนานโยบายไปปฏบิ ตั ิ ประชำชนมคี วำมอย่ดู ีกินดหี รือไม่ขนึ้ อยู่กับนโยบำยและกำรนำนโยบำยไปปฏบิ ตั ิของหนว่ ยรำชกำร
และเจำ้ หน้ำทีข่ องรัฐ
• ประชาชนสามารถตรวจสอบการทางาน และผลงำนของรฐั บำลผ่ำนสื่อต่ำง ๆ ประชำชนสำมำรถ
ร้องเรยี นผ่ำนทำงสื่อต่ำงๆ ได้ หรือรวบรวมรำยชือ่ เพ่อื ถอดถอนรัฐมนตรีหรอื นกั กำรเมืองท่ีกระทำผดิ ได้
๕ การจัดต้งั รัฐบาล
• รัฐธรรมนญู บัญญตั ิให้ใชว้ ธิ กี ำรต้งั รฐั บำลอยำ่ งเปิดเผยและเป็นท่รี บั รขู้ องสมำชิกสภำผแู้ ทนรำษฎรที่
สงั กดั พรรคกำรเมอื งต่ำง ๆ ทุกคน โดยไมป่ ลอ่ ยให้แกนนำของพรรคกำรเมอื งรบี ไปตง้ั รฐั บำลกัน
ทันทีหลังจำกทรำบผลกำรเลือกตั้งทั่วไปเหมือนในอดีต
• รัฐธรรมนูญจึงบัญญัตใิ หส้ ภำผแู้ ทนรำษฎรพจิ ำรณำใหค้ วำมเหน็ ชอบบุคคล ซงึ่ สมควรไดร้ บั แตง่ ตง้ั
เป็นนำยกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภำยในระยะเวลำที่กำหนด
• กำรเสนอชื่อบคุ คลซึ่งสมควรได้รบั แตง่ ตั้งเปน็ นำยกรัฐมนตรดี ังกลำ่ ว ต้องมีสมำชกิ สภำผ้แู ทน
รำษฎรจำนวนทรี่ ัฐธรรมนญู กำหนดรบั รองกำรลงมติ ในกรณีเชน่ นีใ้ หก้ ระทำโดยกำรลงคะแนนแบบ
เปิดเผย
การตรวจสอบการใชอ้ านาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ
กระบวนการตรวจสอบการใช้อานาจรฐั
• รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย ได้กำหนดกระบวนกำรตรวจสอบกำรใช้อำนำจรฐั ไว้ ดังนี้
๑ การตรวจสอบทรพั ยส์ นิ รัฐธรรมนญู ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งทำงกำรเมอื ง เชน่ นำยกรฐั มนตรี รฐั มนตรี
สมำชกิ สภำผแู้ ทนรำษฎร มหี น้ำทต่ี ้องยืน่ บญั ชีแสดงรำยกำรทรพั ย์สนิ และหนส้ี นิ ของตน คู่สมรส และบุตรที่
ยังไม่บรรลุนติ ภิ ำวะตอ่ คณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมกำรทุจรติ แหง่ ชำติ (คณะกรรมกำร ป.ป.ช.)
ทกุ ครั้งที่เขำ้ รับตำแหนง่ หรือพ้นจำกตำแหนง่
๒ การตรวจสอบการกระทาทเ่ี ปน็ การขัดกนั แห่งผลประโยชน์ รฐั ธรรมนูญระบใุ ห้สมำชิกสภำผ้แู ทนรำษฎร
และสมำชิกวฒุ ิสภำ ต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหนำ้ ท่ใี ดๆ ในหน่วยรำชกำร หนว่ ยงำนของรฐั รัฐวสิ ำหกิจ หรอื
รำชกำรทอ้ งถนิ่ ตลอดจนจะต้องไมใ่ ช้สถำนะหรอื ตำแหนง่ ทำงกำรเมืองเขำ้ ไปก้ำวกำ่ ย หรือแทรกแซงเพ่ือ
ประโยชน์ของตนเอง หรือพรรคกำรเมอื ง ไมว่ ่ำจะโดยทำงตรงหรอื ทำงออ้ ม
แนวทางการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ
• รฐั ธรรมนญู ได้กำหนดแนวทำงกำรตรวจสอบกำรใช้อำนำจรัฐไว้ ๒ แนวทำง ได้แก่ กำรตรวจสอบกำรใช้
อำนำจรัฐโดยสภำ และกำรตรวจสอบกำรใช้อำนำจรัฐโดยองคก์ รอสิ ระตำมรฐั ธรรมนูญ
๑ การตรวจสอบการใช้อานาจรัฐโดยรฐั สภา รัฐธรรมนญู บญั ญตั ิให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไมน่ ้อยกว่ำหนึ่งในสบิ ของ
จำนวนสมำชิกทง้ั หมดเทำ่ ที่มอี ย่ขู องแตล่ ะสภำ รอ้ งตอ่ ประธำนสภำที่ตนเปน็ สมำชกิ เพ่อื สง่ เรอ่ื งใหศ้ ำลรัฐธรรมนูญ
เพ่ือวินจิ ฉยั ในกรณีทีส่ มำชกิ คนใดคนหนึ่งแหง่ สภำนัน้ กระทำผดิ ไปจำกทรี่ ัฐธรรมนูญกำหนด
๒ การตรวจสอบการใชอ้ านาจรัฐโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตำมรฐั ธรรมนูญทสี่ ำคญั ไดแ้ ก่
คณะกรรมกำรกำรเลือกต้ัง ผตู้ รวจกำรแผน่ ดนิ คณะกรรมกำรปอ้ งกนั และปรำบปรำมกำรทจุ ริตแหง่ ชำติ และ
คณะกรรมกำรตรวจเงนิ แผ่นดนิ แตล่ ะองค์กรจะมีขอบเขตกำรทำงำนและประเดน็ กำรตรวจสอบที่แตกต่ำงกัน
แตม่ เี ป้ำหมำยเดียวกัน คือ ตอ้ งกำรให้ผ้ใู ชอ้ ำนำจรัฐปฏิบัติหน้ำทดี่ ว้ ยควำมสจุ รติ และเท่ียงธรรมมำกทีส่ ุด
ตัวอยา่ งขอบเขตการทางาน และประเดน็ การตรวจสอบของแต่ละองค์กร
คณะกรรมการการเลอื กต้ัง
๑. ควบคมุ และดำเนินกำรจดั ใหม้ กี ำรเลือกตง้ั และกำรออกเสียงประชำมติ ใหเ้ ปน็ ไปโดยสุจริตและเทย่ี งธรรม
๒. ดำเนินกำรแบง่ เขตเลือกตั้งสำหรับกำรเลือกตั้งทใ่ี ช้วิธีกำรแบง่ เขตเลือกตัง้ และจดั ให้มบี ญั ชีรำยชื่อผู้มสี ทิ ธิ
เลือกตั้ง
๓. สบื สวนสอบสวนเพอ่ื หำข้อเท็จจริงและวนิ จิ ฉยั ชีข้ ำดปญั หำหรือขอ้ โตแ้ ย้งเก่ียวกับกำรเลือกตงั้
๔. สั่งใหม้ กี ำรเลอื กต้งั ใหมห่ รอื ออกเสียงประชำมติใหมใ่ นหนว่ ยเลอื กตงั้ ทีม่ กี ำรทจุ ริต
๕. เพิกถอนสทิ ธเิ ลือกตง้ั และดำเนนิ คดีอำญำกบั ผ้สู มคั ร หัวคะแนน และผเู้ กี่ยวขอ้ ง (ใหใ้ บเหลอื ง หรอื ใบแดง)
๖. ประกำศผลกำรเลอื กตั้งหรือกำรออกเสยี งประชำมติ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
๑. พจิ ำรณำและสอบสวนหำขอ้ เทจ็ จริงในกรณี เชน่ กำรไม่ปฏิบัติตำมกฎหมำย หรอื ปฏิบตั นิ อกเหนอื อำนำจ
หน้ำทข่ี องข้ำรำชกำร
๒. ตรวจสอบกำรละเลยกำรปฏบิ ตั ิหนำ้ ที่หรอื กำรปฏิบตั ิหน้ำท่โี ดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมำยขององค์กร
ตำมรัฐธรรมนญู และองค์กรในกระบวนกำรยุตธิ รรม
๓. ดำเนนิ กำรเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทำงกำรเมอื งและเจ้ำหนำ้ ท่ีของรัฐ
๔. เสนอเรือ่ งต่อศำลรฐั ธรรมนญู หรอื ศำลปกครองในกรณี เชน่ บทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมำยมีปัญหำเกี่ยวกบั
ควำมชอบด้วยรัฐธรรมนญู
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ
๑. ตรวจสอบควำมถกู ต้องและควำมมีอยูจ่ ริงของทรพั ยส์ นิ และหนสี้ นิ ของผดู้ ำรงตำแหนง่ ทำงกำรเมอื งและ
เจ้ำหนำ้ ท่ีระดบั สงู ของรฐั
๒. ไตส่ วนและวนิ จิ ฉยั ควำมรำ่ รวยผิดปกติของเจำ้ หน้ำท่ขี องรัฐ ในกำรกระทำควำมผดิ ฐำนทุจริตต่อหน้ำที่ หรือ
ควำมผดิ ตอ่ ตำแหน่งหนำ้ ที่ในกำรยุตธิ รรม
๓. กำหนดหลักเกณฑเ์ กยี่ วกับกำรกำหนดตำแหนง่ และชน้ั หรือระดบั ของเจำ้ หนำ้ ท่ขี องรฐั ทจ่ี ะต้องย่ืนบัญชีแสดง
รำยกำรทรัพย์สินและหนี้สิน
๔. ดำเนนิ กำรเพ่อื ปอ้ งกันกำรทุจริตและเสรมิ สรำ้ งทัศนคติและค่ำนยิ มเกยี่ วกบั ควำมซอ่ื สตั ย์สุจรติ
คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน
๑. กำหนดหลักเกณฑม์ ำตรฐำนเกย่ี วกับกำรตรวจเงินแผน่ ดนิ ทเ่ี ปน็ กลำง
๒. ใหค้ ำแนะนำแก่ผำ่ ยบรหิ ำรในกำรแกไ้ ขกฎหมำย ระเบยี บข้อบงั คบั เก่ยี วกบั กำรควบคมุ เงินของรัฐ
๓. กำหนดมำตรฐำนหรอื มำตรกำรเก่ียวกบั กำรตรวจสอบกำรบรหิ ำรงบประมำณสำหรบั หนว่ ยรบั ตรวจ
๔. ชขี้ ำดสงู สุดในกระบวนกำรทำงวนิ ยั ทำงงบประมำณ และกำรคลัง
๕. ออกระเบยี บ ข้อบังคับ และประกำศตำมอำนำจหน้ำทเ่ี ก่ียวกับกำรตรวจเงินแผ่นดิน
๖. พิจำรณำคำร้องขอของสภำผแู้ ทนรำษฎร วุฒสิ ภำ หรอื คณะรฐั มนตรีทขี่ อให้ตรวจสอบ
๗. เสนอข้อสงั เกตและควำมเหน็ ตอ่ คณะกรรมำธกิ ำรพจิ ำรณำงบประมำณรำยจำ่ ยประจำปี
หนา้ ทพ่ี ลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชวี ิตในสังคม
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๒ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ ๓ หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๔ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ - ๖
กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี ๕ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๖ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ ๗
๑_หลกั สตู รวชิ าสงั คมศกึ ษา
๒_แผนการจัดการเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ขอ้ สอบประจาหนว่ ย_เฉลย
๗_ การวดั และประเมินผล
๘_เสรมิ สาระ
๙_สอ่ื เสริมการเรยี นรู้
บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com