ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาชา้ นานเพราะวดั มาลนี เิ วศน์ มหี ลวงพอ่ ทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธิ์
จัดต้ังกลุ่มสตรีในชุมชน เพ่ือถ่ายทอด ชื่อหลวงพ่อหวาน พ่อแก่ฤาษีและพ่อท่านศิลา
วิธีการท�ำขนม เพ่ือสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับ เปน็ วดั ทอี่ ยแู่ ยกออกมาจากวดั เขาฤาษี ตงั้ อยบู่ นเขา
ครวั เรือน และอยู่กลางชุมชนตลาดจนกลายมาเป็นชื่อชุมชน
จนถงึ ปจั จุบัน
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่คน
ในชมุ ชน เพ่อื ให้เด็ก เยาวชน และชุมชน ไดซ้ ึมซบั
คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในจติ ใจและสามารถอยรู่ ว่ มกนั
ไดอ้ ย่างมีความสขุ ภายใตส้ งั คมพหวุ ัฒนธรรม
ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
คนในชุมชนร่วมกันสืบสานวิถีวัฒนธรรม คนในชุมชน รวมตัวกันผลิตกระเป๋า
ทอ้ งถนิ่ ดว้ ยการละหมาดทกุ วนั ศกุ รใ์ นแตล่ ะสปั ดาห์ จากเศษผา้ ไปจำ� หนา่ ย เพอ่ื สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั คนในชมุ ชน
เพอ่ื ใหว้ ถิ ีวฒั นธรรมเหลา่ น้ีคงอยคู่ ่สู งั คมสืบไป
8.2 ชุมชนคณุ ธรรมวัดมาลนี ิเวศน์ ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม
(ชุมชนตลาด) ระดับคณุ ธรรม รว่ มสบื สานวถิ วี ฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ในการเขา้ วดั
ประวัติชุมชน วัดมาลีนิเวศน์ (ชุมชน ปฏิบัติธรรมและถวายเคร่ืองไทยธรรมแก่พระสงฆ์
ตลาด) ตั้งอยู่เลขท่ี ๑๒๑ หมู่ท่ี ๑ ต�ำบลมายอ ในพ้ืนท่ี เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนัก
อ�ำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็นวัดที่มีประวัติ และให้ความส�ำคญั กบั ศาสนาท่ตี นนับถือ
รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี 97
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จัดกิจกรรมการตดั เยบ็ ผา้ คลมุ ฮญิ าบสตรี
เพ่ือสร้างอาชีพ ยกระดับมาตรฐานการตัดเย็บผ้า
แก่คนในชุมชน สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน
เพิ่มมากขึ้น
8.3 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยดิ ดารลุ อามาน
(บ้านจะ๊ ) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
จัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ เพ่ือเป็นการ
สบื สานวิถีวฒั นธรรมท้องถิ่นใหค้ งอยคู่ ูส่ ังคม
ประวตั ชิ มุ ชน บเู กะจะ๊ หรอื ชอื่ ทช่ี าวบา้ น
เรยี กกนั วา่ “กมั ปงบเู กะจะ๊ ” มาจากคำ� วา่ “บเู กะ”
แปลวา่ ภเู ขา และ “จะ๊ ” ซึง่ เป็นค�ำลดรูปของค�ำว่า
“จาฮยอ” หรอื “ลกั ษณะทรงภเู ขา” แปลวา่ สี คำ� วา่
“บูเกะจ๊ะ” จึงแปลว่า “ภูเขาสี” โดยส่วนมาก
จะเรยี กชอ่ื สนั้ ๆ วา่ หมบู่ า้ นจะ๊ จนถงึ ปจั จบุ นั เพราะ
บ้านจ๊ะ อยู่ล้อมด้วยภูเขาหลายจุด ต้ังอยู่ที่หมู่ 1 9. ต�ำบลลางา ในสมัยเม่ือประมาณ
ตำ� บลมายอ อำ� เภอมายอ จังหวดั ปัตตานี
ด้านหลักธรรมทางศาสนา ๖๐๐ - ๗๐๐ ปที ี่ผา่ นมา ตำ� บลลางา เคยเป็นเมอื ง
จดั อบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมแกป่ ระชาชน ทป่ี กครองดว้ ยพระมหากษตั รยิ ท์ น่ี บั ถอื ศาสนาพทุ ธ
หลังจากนั้นได้มีการปกครองด้วยพระมหากษัตริย์
ที่นับถือศาสนาอิสลาม ท�ำให้ผู้คนหันมานับถือ
ในพนื้ ทเี่ พอ่ื นำ� หลกั ธรรมทางศาสนามาเปน็ แนวทาง ศาสนาอิสลามกันจนถึงปัจจุบันน้ี ในสมัยน้ัน
ในการด�ำเนินชีวิตให้มีความสุขภายใต้สถานการณ์ ชาวบ้านเรียกพระมหากษัตริย์ว่า “ดาตู”
ตา่ งๆ เมอ่ื สน้ิ พระชนมล์ งชาวบา้ นไดน้ ำ� พระศพไปฝงั ในสสุ าน
ตามประเพณี เรียกกันว่า “ลางา” หลังจากน้ัน
ชาวบา้ นในแถบนน้ั ได้เรียกขานทแ่ี หง่ น้ีว่า “ลางา”
ตามชือ่ สุสานมาจนถงึ ทกุ วนั นี้
ซ่ึงต�ำบลลางา มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
98 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี
9.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ นรู ลุ อสิ ลามปาลสั คนในชุมชนเกิดความรู้ ความเข้าใจและสามารถ
(บา้ นตาแบ๊ะ) ระดบั ส่งเสริมคณุ ธรรม นำ� ความรทู้ ไี่ ดร้ บั ไปใชใ้ นการสรา้ งอาชพี และสรา้ งรายได้
ประวัติชุมชน ในสมัยเมื่อประมาณ ให้กับครัวเรือน
600 - 700 ปีท่ีผ่านมา ต�ำบลลางา เคยเป็นเมือง ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยทด่ี งี าม
ทปี่ กครองดว้ ยพระมหากษตั รยิ ท์ น่ี บั ถอื ศาสนาพทุ ธ จดั อบรมการอาบนำ้� ศพตามหลกั ศาสนาอสิ ลาม
หลังจากน้ันได้มีการปกครองด้วยพระมหากษัตริย์ เพ่ือสรา้ งความรู้ ความเข้าใจเก่ยี วกับวธิ กี ารปฏิบัติ
ท่ีนับถือศาสนาอิสลาม ท�ำให้ผู้คนหันมานับถือ ท่ีถูกต้องเก่ียวกับการปฏิบัติในการอาบน้�ำศพ
ศาสนาอิสลามกันจนถึงปัจจุบันนี้ ในสมัยนั้น ตามหลักศาสนาอิสลามและยังเป็นการสืบสาน
ชาวบ้านเรียกพระมหากษัตริย์ว่า “ดาตู” วถิ วี ฒั นธรรมท้องถน่ิ ใหค้ งอยคู่ ู่สังคม
เมอ่ื สนิ้ พระชนมล์ งชาวบา้ นไดน้ ำ� พระศพไปฝงั ในสสุ าน
ตามประเพณี เรียกกันว่า “ลางา” หลังจากนั้น 9.2 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดลงั การยี ์
ชาวบา้ นในแถบนน้ั ไดเ้ รยี กขานท่แี หง่ นี้ว่า “ลางา” ระดับส่งเสรมิ คณุ ธรรม
ตามชอื่ สุสานมาจนถงึ ทกุ วันน้ี ประวตั ชิ ุมชน ค�ำว่า ลางา มคี วามหมาย
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา วา่ รุก มาจากภาษาในการใช้ สงครามของกษตั รยิ ์
จัดอบรมจริยธรรม เรื่อง “การอยู่รว่ มกัน ในสมยั โบราณบา้ นลางเปน็ ชอื่ ทต่ี ง้ั ขนึ้ ตามภาษายาวี
ในสังคมพหุวัฒนธรรม” เพื่อให้คนในชุมชน ท้องถ่ิน โดยมาจากคำ� ว่า ลังงารยี ์ ภาษาองั กฤษวา่
เกิดความรัก ความสามัคคี เกิดความเข้าใจซ่ึงกัน LANGA แปลเป็นภาษาไทยว่า การต่อสู้ ปัจจุบัน
และกนั และสามารถอย่รู ว่ มกนั ได้อย่างมคี วามสขุ เรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านลางา” ซ่ึงเพี้ยนมาจาก
ค�ำวา่ “ลงั งารยี ”์
ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จดั อบรมเรอื่ งการท�ำขนมโตเกยี ว เพอื่ ให้ จัดอบรมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับ
คนในชมุ ชนเพอื่ ใหค้ นในชมุ ชนสามารถนำ� หลกั ธรรม
ทางศาสนามาปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ
รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี 99
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง จะใหค้ วามสำ� คญั มาก จนปจั จบุ นั ทางองคก์ ารบรหิ าร
จัดกิจกรรมพัฒนาศูนย์เรียนรู้ตามหลัก ส่วนตำ� บลลโุ บะยิไรไดน้ ำ� จระเขน้ ้ีมาเปน็ สัญลักษณ์
ทฤษฎใี หม่ ในรปู แบบโคก หนอง นา เพอื่ สรา้ งความรู้ ขององคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำบลลโุ บะยไิ ร
ความเข้าใจในการบริหารจัดการน�้ำและบริหาร ซงึ่ ตำ� บลลุโบะยไิ ร มีการขบั เคล่ือนชมุ ชน
จัดการทรัพยากรทางการเกษตรผสมผสาน ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ภูมิปัญญาพ้ืนบ้าน สร้างให้เกิดเป็นรายได้ให้กับ หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
คนในชุมชน ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
10.1 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ นูรุลญนั นะฮ์
(บ้านบาลกู าตอื เงาะ) ระดับตน้ แบบ
ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยทด่ี งี าม ประวัติชุมชน ช่ือบาลูกาตือเงาะ มีท่ีมา
จัดกิจกรรมการอ่านดุอาร์เพ่ือให้คน หรอื มชี อื่ วา่ “บาลกู าตาเงาะห”์ สมยั กอ่ นเปน็ ปา่ ชา้
ในชมุ ชนมคี วามรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั หลกั ในการอา่ นดอุ าร์ อยู่กลางหมู่บ้าน ปัจจุบันทิศตะวันตกแถวๆ บ้าน
ทถี่ กู ตอ้ ง และยงั เปน็ การสบื สานวถิ วี ฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ นายมูฮ�ำหมัดเย็ง และมีทุ่งนาอยู่ตรงกลางมีป่าช้า
ใหค้ งอยู่คู่สงั คม จงึ ตัง้ ชือ่ เรยี กวา่ “บา้ นบาลูกาตือเงาะ”
ชอ่ื ลโุ บะยไิ ร หรอื ชอื่ เรยี กวา่ “ลโู บะยอื รา”
สมยั กอ่ นมบี งึ แมน่ ำ�้ ขนาดใหญ่ มตี น้ ไทรขนาดใหญม่ าก
(ถ้ากอดประมาณ 3 คนได้) อยู่กลางบึงแม่น้�ำ
ต่อมาเพยี้ นมาเปน็ “ลโุ บะยไิ ร” มาจนถงึ ปจั จบุ นั
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมพฒั นาศกั ยภาพผสู้ อนกรี ออาตี
10. ต�ำบลลุโบะยิไร คนสมัยก่อน
ได้เล่าว่าลุโบะยิไร เป็นค�ำเพี้ยนมาจากลุโบะยือไร
ซ่ึงหมายถึง บึงท่ีมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ (ต้นไทร)
และในบึงจะมีจระเข้ตัวใหญ่หนึ่งตัวซ่ึงชาวบ้าน
100 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี
ประจ�ำต�ำบลตามหลักศาสนาอิสลาม เพ่อื ให้ผสู้ อน เมอ่ื ประมาณ 200 ปที แ่ี ลว้ ไดม้ อี ารกั ขา (ชอ่ื ทช่ี าวบา้ น
ศาสนามคี วามรู้ ความเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ งเกยี่ วกบั วธิ กี าร ใช้เรียกทหารมหาดเล็ก) เดินทางมาจากกรุงเทพ
ในการสอนอัลกุรอานและสามารถน�ำไปใช้ เพื่อตามหาช้างเผือก เมื่อเดินทางมาถึงบึงใหญ่
ในการถ่ายทอดความเข้าใจเหล่านั้นให้แก่เด็ก และมีศาลาอยู่กลางทุ่งนา ได้หยุดพักท่ีศาลานั้น
และเยาวชนในพืน้ ท่ไี ดอ้ ย่างถูกต้อง และได้เห็นรอยเท้าช้างเผือกซึ่งมีน้�ำใสมาก
ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ทำ� ให้อารกั ขาผตู้ ามหาชา้ งเผือกนั้นได้กลา่ วว่า
จั ด กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก พื ช ผั ก ส ว น ค รั ว “สงสัยช้างผ่านมาทางนี้หลายวันมาแล้ว
เพ่ือสรา้ งรายได้ สร้างอาชพี ใหแ้ ก่คนในชมุ ชน เพราะน้�ำใสมาก”
จากนน้ั ไดอ้ อกไปตามหาแถวพนื้ ทห่ี มบู่ า้ น
ด้านวถิ วี ฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม ข้างเคียงและเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน ได้เจอกับ
จดั กจิ กรรมรายอสมั พนั ธ์ เพอ่ื สรา้ งความรกั ชาวบา้ น อารกั ขากลา่ ววา่ ชา้ งเผอื กไดผ้ า่ นหมบู่ า้ นนี้
ความสามัคคีให้กับคนในชุมชน และร่วมสืบสาน ไปหลายวันแล้วและไดก้ ล่าวว่า
วิถวี ัฒนธรรมท้องถ่นิ ให้คงอย่คู ู่สังคมสบื ไป “ข้าก็ได้เอาน�้ำจากรอยเท้าช้างเผือก
มาล้างหนา้ ท�ำใหส้ ายตาท่ีพร่ามัวของขา้ กลายเป็น
สายตาทม่ี องเหน็ ชดั ขนึ้ ” ทำ� ใหท้ กุ วนั นท้ี ศี่ าลาทบี่ งึ
แห่งน้ีได้กลายเป็นสถานที่ส�ำคัญของหมู่บ้าน
ชาวบ้านยังไปละหมาดฮายัต (ละหมาดขอพร)
ใหฝ้ นตกท่ีศาลาแหง่ นี้ด้วย
จนกลายมาเป็นบ้านน้ำ� ใสในปัจจุบนั
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมพฒั นาศกั ยภาพผสู้ อนกรี ออาตี
ประจ�ำตำ� บลตามหลักศาสนาอิสลาม เพือ่ ใหผ้ ู้สอน
น�ำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้เยาวชนในพ่ื้นท่ี
เข้าใจไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จั ด กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก พื ช ผั ก ส ว น ค รั ว
10.2 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยิดนาซา เพ่ือสร้างรายได้สร้างอาชีพและใช้เวลาว่าง
ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม ให้เป็นประโยชน์
ประวัติชุมชน บ้านน้�ำใสตั้งอยู่หมู่ที่ 5
ต�ำบลลโุ บะยิไร อ�ำเภอมายอ จังหวดั ปตั ตานี
บ้านน�้ำใส เป็นพื้นท่ีป่าเขา ในช่วงแรก
มีชาวบ้านมาบุกเบิกพ้ืนที่ป่าเพ่ือใช้เป็นท่ีอยู่อาศัย
ประมาณ 5 ครัวเรือน และมเี รื่องเล่าของชุมชนวา่
รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี 101
11. ต�ำบลสะก�ำ มีชาวจีนกลุ่มหนึ่ง ในเขตพนื้ ทน่ี ี้ ซงึ่ มหี นองนำ�้ ทแี่ รดเลน่ อยชู่ าวบา้ นจงึ
ไดท้ ำ� โรงสขี า้ วแถวภเู ขา จากตำ� นานบอกเลา่ ของผเู้ ฒา่ เรยี กบรเิ วณนว้ี า่ “กูแบบาเดาะ” หรือภาษาไทยว่า
ถึงความเป็นมาของภูเขาสะก�ำในอดีตว่า มี “หนองแรด”
ชายคนหนง่ึ ไดน้ ำ� ไมม้ าทำ� ทพั พี โดยทต่ี นไมร่ วู้ า่ ไมน้ น้ั
เปน็ ไมศ้ กั ดส์ิ ทิ ธิ์ และไดก้ วนขา้ วในหมอ้ จนไหมห้ มด ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม “อ่านกีตับ”
ทง้ั หมอ้ และไมม่ ใี ครกนิ ขา้ วทห่ี งุ ไว้ เฒา่ แกโ่ กรธชาย ทุกสัปดาห์ของเดือน เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม
ผนู้ ม้ี าก จงึ สงั่ ใหช้ ายผนู้ กี้ นิ ขา้ วทต่ี นหงุ ไว้ กนิ พรอ้ ม จริยธรรมให้กับคนในชุมชนโดยน�ำหลักศาสนา
กับหมาเพ่ือนชีวิตของตน และต่อมาชายผู้น้ี เปน็ แกน่ กลางในการด�ำเนนิ ชวี ิตใหม้ คี วามสุข
และหมากไ็ ดแ้ ยกยา้ ยเขา้ ไปในปา่ แหง่ หนง่ึ เมอื่ ผคู้ น
ได้รู้ว่าไม้ท่ีท�ำทัพพีนั้นเป็นไม้ท่ีศักด์ิสิทธ์ิ จึงเป็น
ทตี่ ้องการของคนท่ัวไป
จากคำ� รำ�่ ลอื ของไมท้ ศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ำ� ใหม้ ผี คู้ น
เข้าออกจากป่าแห่งน้ีอย่างมากมาย โดยท่ีไม่รู้ว่า
ในป่ามีนางไม้สถิตอยู่ กระทั่งมีคนหลงทางเข้าป่า
ผทู้ ห่ี ลงทางจะเจอกบั ทพั พี จาน ชาม อยา่ งมากมาย
นางไม้ท่ีสถิตอยู่ในป่าได้ตรัสกับผู้ท่ีหลงเข้าป่าว่า ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
“ถ้าหากใครผู้ใดขาดเหลือ ทัพพี จาน ชาม จัดกิจกรรมกินบุฟเฟ่ทุเรียนเพื่อส่งเสริม
ก็สามารถมายืมได้” ดังน้ันจึงได้มีผู้คนเข้ามายืม สินค้าคุณภาพของต�ำบลสะก�ำและสร้างรายได้
จาน ชาม อยา่ งลน้ หลาม มอี ยวู่ นั หนงึ่ มชี าวบา้ นคนหนงึ่ ใหก้ ับคนในชุมชน
ได้ไปยืม จาน ชาม จากนางไม้ เม่ือถึงเวลาส่งคืน
ชาวบา้ นผนู้ น้ั กไ็ ดส้ ง่ คนื โดยทตี่ นไมร่ วู้ า่ จานทต่ี นไปคนื นนั้
มันสลับใบกัน พอวันรุ่งขึ้น จานท่ีอยู่ภายในบ้าน
ของตนกไ็ ดก้ ลบั กลายเปน็ เปลือกไม้ทันที
ซ่ึงต�ำบลสะก�ำ มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 3 ชมุ ชน ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม
ประกอบไปดว้ ย จัดกิจกรรม “กวนอาซูรอสัมพันธ์”
เพ่ือสร้างความรัก ความสามัคคี และร่วมสืบสาน
11.1 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ ฮยี าดาตลุ อสี าน วถิ ีวัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ ใหค้ งอยู่คู่สงั คม
(บ้านกูบังบาเดาะ) ระดับต้นแบบ
ประวัติชุมชน หมู่บ้านกูบังบาเดาะ
มาจากคำ� ผสม 2 คำ� คอื กบู งั หรอื กแู บ ซงึ่ ภาษาไทย
แปลว่า หนอง และ บาเดาะ ภาษาไทยแปลว่า
แรด ซ่ึงในสมัยก่อนมีแรดจ�ำนวนมากอาศัยอยู่
102 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวัดปตั ตานี
11.2 ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยิดสะก�ำ คนในชุมชนร่วมกันปลูกผักสวนครัว
(บ้านสะกำ� ) ระดับสง่ เสรมิ คุณธรรม ไวท้ านและจำ� หนา่ ย เพอ่ื สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั ครวั เรอื น
ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
จัดกิจกรรมรายอสัมพันธ์ เพ่ือส่งเสริม
ประเพณีท่ีดีงามของชุมชนและยังสร้างความรัก
ความสามคั คีให้กับคนในชมุ ชนไดอ้ กี ทางหนง่ึ ด้วย
ประวัติชุมชน “สะก�ำ” มาจากค�ำว่า 11.3 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ คลองโตะ๊ เนาะ
“สะแก” ซึ่งแปลภาษาไทยวา่ “แกลบ” สมัยก่อน (บา้ นคลองตอเนาะ) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
มีพ่อค้าคนจีนมาต้ังโรงสีข้าว ชาวบ้านในเขตพื้นที่
ต�ำบลสะก�ำและพื้นท่ีใกล้เคียง ได้น�ำข้าวเปลือก
มาสีข้าวในโรงสีของพ่อค้าคนจีนเป็นจ�ำนวนมาก
จงึ มแี กลบสะสมเปน็ จำ� นวนมาก ชาวบา้ นจงึ นำ� แกลบ
เ ห ล ่ า นั้ น ม า ใ ช ้ ป ร ะ โ ย ช น ์ ใ น ก า ร เ พ า ะ ป ลู ก
ดงั นน้ั ชาวบา้ นจงึ ไดต้ งั้ ชอื่ ตำ� บลนว้ี า่ “กำ� ปงสะกำ� ”
ซงึ่ ต่อมาเปลีย่ นเปน็ “ต�ำบลสะกำ� ” จนถงึ ปจั จุบนั
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรมตามหลกั ศาสนา
เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับคนในชุมชน
ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมอยา่ งมคี วามสขุ
ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นคลองโตะ๊ เนา๊ ะ สว่ นมาก
เปน็ ทรี่ าบลมุ่ เหมาะแกก่ ารทำ� นาและทำ� การเกษตร
มีคลองส่งน้�ำชลประทานไหลผ่านตอนกลางของ
ต�ำบลสะก�ำ ทางทิศตะวนั ตกและทิศเหนอื มคี ลอง
ส่งน�้ำชลประทานกระจายอยู่ทั้งต�ำบล เส้นทาง
คมนาคมท่ีส�ำคัญ คือ ทางหลวงจังหวัด ๔๐๖๑
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ตัดผ่านตอนกลางของต�ำบลและตามแนวเขต
ระหว่างตำ� บล มถี นน รพช. ตดั ผา่ นทางดา้ นทิศใต้
ของตำ� บล และมีถนนโยธาเขา้ หมบู่ า้ นหลายสาย
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดบรรยายธรรมเพ่ือส่งเสริมคุณธรรม
จรยิ ธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชนใหส้ ามารถอยรู่ ว่ มกนั ได้
อย่างมีความสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 103
อาชพี คนพอ่ี าศยั อยทู่ างทศิ เหนอื ของตำ� บล คนนอ้ ง
อาศยั อยทู่ างทศิ ใตข้ องตำ� บล ตอ่ มาไดแ้ ยกตำ� บลเปน็
๒ ต�ำบล คือต�ำบลสาคอใต้ และต�ำบลสาคอบน
คนใต้ได้ปกครองต�ำบลสาคอบน และคนน้องได้
ปกครองต�ำบลสาคอใต้
ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 13. ตำ� บลสาคอบน ตำ� บลสาคอบน
คนในชุมชนร่วมกันปลูกผักสวนครัว
เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยังสามารถ เดิมเป็นต�ำบลเดียวกันกับต�ำบลสาคอใต้ เรียกว่า
สร้างรายได้จากการจ�ำหน่ายผลผลิตทางเกษตร บา้ นสาคอ คำ� วา่ “สาคอ” หมายถงึ ตน้ ไมช้ นดิ หนงึ่
ใหก้ บั ครวั เรอื น มีผลสามารถรับประทานได้ ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่
ด้านวถิ ีวัฒนธรรมไทยทด่ี งี าม อยู่กลางหมู่บ้านและมีหัวหน้าเป็นผู้ปกครองและ
จัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ เพื่อสืบสาน ผู้นำ� หมบู่ า้ นคนนั้น มลี ูกชาย ๒ คน คนโตชอ่ื โตะลู
ประเพณีท้องถ่ินให้คงอยู่ สร้างให้เกิดความรัก และคนเลก็ ชอ่ื โตะ๊ เจะ๊ ตอ่ มาเมอื่ มกี ารเปลย่ี นแปลง
และความสามัคคีให้กบั คนในชุมชน การปกครองและบา้ นสาคอไดร้ บั แตง่ ตง้ั ใหเ้ ปน็ ตำ� บล
แตบ่ า้ นสาคอเปน็ หมบู่ า้ นทใี่ หญม่ ากจงึ ไดแ้ บง่ ออกเปน็
๒ ตำ� บล โดยใชต้ น้ สาคอเปน็ หลกั เขตในการปกครอง
แ ล ะ ใ ช ้ ช่ื อ ต� ำ บ ล ต า ม ลั ก ษ ณ ะ ภู มิ ป ร ะ เ ท ศ
คอื ทศิ เหนอื ของตน้ สาคอเรยี กวา่ สาคอบน โดยให้
ลูกชายคนโตช่ือ โตะลู เป็นก�ำนัน และด้านทิศใต้
ของตน้ สาคอ เรยี กวา่ สาคอใต้ ใหค้ นนอ้ งชอ่ื โตะเจะ๊
เป็นผู้ปกครองหรอื เรยี กก�ำนนั
ซง่ึ ต�ำบลสาคอบน มีการขับเคลือ่ นชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
13.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ บาตสั สอื กูบู
(บ้านบาตัสกบู ู) ระดบั คณุ ธรรม
12. ตำ� บลสาคอใต้ เดิมมีครอบครวั
หน่ึงอาศัยอยใู่ นหมู่บ้านสาคอ ตอ่ มามบี ุตร ๒ คน
ซึ่งเปน็ ผชู้ ายทั้งคู่ คนพช่ี อ่ื โตะ๊ ลู คนน้องชอ่ื โต๊ะเจะ๊
พอเติบโตท้ังสองได้แยกย้ายกันเพื่อไปประกอบ
104 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
ประวัติชุมชน เดิมต�ำบลน้ีมีต้นสาฆอ ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
เปน็ จำ� นวนมาก ซง่ึ คำ� วา่ “สาฆอ” เปน็ คำ� ในภาษายาวี จั ด กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก พื ช ผั ก ส ว น ค รั ว
หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งมีลักษณะล�ำต้นสูงใหญ่ เพื่อสรา้ งรายได้ สร้างอาชพี ใหก้ ับคนในชุมชน
มผี ลเปน็ ฝกั คลา้ ยถว่ั ลนั เตา ซง่ึ ภายในฝกั เมอื่ สกุ จะมี ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยที่ดงี าม
เมล็ดขนาดเท่าเมล็ดถ่ัวด�ำลักษณะเป็นสีแดงและ คนในชุมชนร่วมกันละศีลอดรอมฎอน
มจี ดุ ดำ� อยสู่ ว่ นบนของเมลด็ เมลด็ สามารถจะนำ� มา สัมพันธ์ เพ่ือสร้างความรัก ความผูกพัน
รบั ประทานไดโ้ ดยจะตอ้ งนำ� มาควั่ กอ่ นรบั ประทาน ความสามัคคีให้กับคนในชุมชน และร่วมสืบสาน
ส่วนล�ำต้นน้ันสามารถจะน�ำมาสร้างบ้านได้ ต่อมา วถิ วี ัฒนธรรมทอ้ งถิ่นให้คงอยู่คสู่ งั คมต่อไป
จากค�ำว่า “สาฆอ” ซึ่งยากต่อการออกเสียงจึงได้
เปลย่ี นเปน็ “สาคอ” และไดน้ ำ� ชอื่ หมบู่ า้ นนเ้ี ปน็ ชอื่
ต�ำบลวา่ “ต�ำบลสาคอบน”และได้น�ำช่ือหมู่บา้ นน้ี
ตงั้ เปน็ ชอ่ื ตำ� บลทอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี งกนั วา่ “ตำ� บลสาคอใต”้
และไดใ้ ชช้ ่อื นีต้ ลอดมาจนถึงปัจจบุ ัน
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดอบรมการอาบน้�ำศพตามหลักศาสนา
อิสลาม เพื่อเพ่ิมความรู้ความเข้าใจให้กับคน
ในชุมชนเกี่ยวกับขั้นตอนการอาบน�้ำศพที่ถูกต้อง
ตามหลักศาสนาอิสลาม
รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวัดปตั ตานี 105
อำ� เภอแมล่ าน
อำ� เภอแมล่ าน ซงึ่ แมล่ าน หมายถงึ ลานตน้ ใหญ่ แมล่ าน ไดต้ งั้ เปน็ กงิ่ อำ� เภอ
แมล่ าน ในวันท่ี 21 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2532 โดยแยกออกมาจากอำ� เภอโคกโพธิ์
ต่อมาจึงได้มีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งกิ่งอ�ำเภอแม่ลานเป็น อ�ำเภอแม่ลาน
โดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ที่ 112 ตอนที่ 32 ก ลงวันที่ 8 สิงหาคม
พ.ศ. 2538 มีผลบงั คับใชต้ ง้ั แต่ 7 กันยายน ปเี ดยี วกนั
อำ� เภอแมล่ าน ประกอบดว้ ย 3 ต�ำบล ไดแ้ ก่
1. ตำ� บลมว่ งเตย้ี เดมิ พน้ื ทต่ี ำ� บลมว่ งเตย้ี ไดม้ ขี บวนการกอ่ การรา้ ยขนึ้ บรเิ วณใกลเ้ คยี งชมุ ชน
มีการเข้าปล้นหมู่บ้าน เรียกค่าคุ้มครอง จึงอพยพ
โดยเฉพาะหมู่ท่ี 4 บ้านม่วงเต้ีย มีต้นมะม่วง เข้ารวมกันเป็นหมู่บ้านปลักปรือ ประกอบด้วย
พนื้ เมอื งซงึ่ มลี กั ษณะของลำ� ตน้ เตยี้ เปน็ จำ� นวนมาก กลมุ่ เกาะตอ กลมุ่ ตน้ ทเุ รยี น กลมุ่ หารนอ้ ย กลมุ่ ทงุ่ ขอ่ ย
ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่บริเวณน้ีว่า “บ้านม่วงเต้ีย” กลุ่มปลักรตั น์ และการปอ้ งกันหม่บู า้ นในขณะน้นั
ติดปากมาจนถงึ ปจั จบุ ัน ท�ำให้ชาวปลกั ปรอื เสียชีวติ ๓ คน คอื นายคล้าย
ซึ่งต�ำบลม่วงเตี้ย มีการขับเคล่ือนชุมชน บญุ ยอด นายยิม้ ขาวชว่ ง นายน่มิ บุญยอด แต่ก็
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ป้องกันให้หมู่บ้านปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน และ
ขับเคล่ือนด้วยพลังบวรตามแผนแม่บทส่งเสริม ชาวบ้าน ปลักปรือได้ร่วมกันตั้งโรงเรียน โดยมี
คณุ ธรรมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 1 (พ.ศ. 2559 – 2564) อาจารยพ์ ลบั ชปู ระวตั ิ และกอ่ สรา้ งวดั โดยมี นายสขุ
จำ� นวน 5 ชมุ ชน ประกอบไปดว้ ย นายพรหมแก้ว นายเนียม นายคลา้ ย ฯลฯ โดยมี
สถานที่ศักด์ิสิทธิ์เป็นที่ก่อสร้างวัด คือ ทวดฎีกา
1.1 ชุมชนคณุ ธรรมวัดปลกั ปรือ ซงึ่ เปน็ ทส่ี กั การะบูชา บนบานต่างๆ ซ่ึงมีค�ำกลอน
(บ้านปลกั ปรือ) ระดบั ต้นแบบ ส�ำหรับเป็นคติต่อชาวบ้านปลักปรือฝากให้กับ
ประวัติชุมชน บ้านปลักปรือ ต้ังอยู่ ลกู หลานต่อมา
ต�ำบลม่วงเต้ีย ก่อตั้งโดยประมาณ ๑๕๐ ปีเศษ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ผรู้ ว่ มกลมุ่ กอ่ ตงั้ มี ๓ กลมุ่ กลมุ่ นายเมอื ง กลมุ่ นายจนั ทร์ จัดกิจกรรมอบรมบ่มเพาะความดี
กลุ่มนายชัง ได้ร่วมกลุ่มกัน โดยมีนายเมือง เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม น�ำสังคมสู่สันติสุข
เ ป ็ น หั ว ห น ้ า ก ลุ ่ ม ห รื อ ต� ำ แ ห น ่ ง ผู ้ ใ ห ญ ่ บ ้ า น เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม จรยิ ธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชน
มปี ระชากรประมาณ ๓๐ คน ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐
108 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
1.2 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยิดบนี ตียา
(บ้านท�ำนบ) ระดบั สง่ เสริมคุณธรรม
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ประวัติชุมชน บา้ นทำ� นบ มคี วามเปน็ มา
จัดกิจกรรมแลกเปล่ียนเรียนรู้การท�ำ ทเี่ ลา่ ตอ่ สบื สานกนั มาวา่ แตก่ อ่ นเปน็ ปา่ ทบึ โดยมคี น
ยาหมอ่ งสมนุ ไพรและนำ�้ มนั เหลอื งกบั กลมุ่ วสิ าหกจิ จากนอกพ้ืนที่มาบุกเบิกสร้างบ้านเรือน และพ้ืนที่
บ้านท่าคลอง จังหวัดยะลา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำ� มาหากนิ โดยแบง่ ออกเปน็ พนื้ ทนี่ าสำ� หรบั ปลกู ขา้ ว
ใหม้ คี ณุ ภาพย่งิ ขน้ึ และพน้ื ทปี่ ลกู ผลไม้ ตอ่ มาการเพาะปลกู ประสบกบั
ปัญหาเร่ืองน�้ำ ท�ำให้ชาวบ้านประชุมหารือ
ในการแกป้ ญั หาเรอ่ื งดงั กลา่ ว โดยการสรา้ งฝายกน้ั นำ�้
จงึ ทำ� ใหช้ าวบา้ นเรยี กวา่ “บา้ นทำ� นบ” จนถงึ ปจั จบุ นั
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ
อยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมและใหค้ วามรแู้ กเ่ ดก็
เยาวชน และประชาชนเรอื่ งคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ
ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม ฝึกปฏิบัติตามวิถีทางศาสนาในสถานการณ์ต่างๆ
จดั กจิ กรรมสบื สานประเพณวี นั เขา้ พรรษา มาปรบั ใช้ในการดำ� เนินชีวิตไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
โดยการหล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน�้ำฝน
และเวียนเทียน เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชน เขา้ วดั ทำ� บญุ ใหเ้ ปน็ สริ มิ งคลแกช่ วี ติ
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
กลุ่มจักสานเสื่อคล้าบ้านท�ำนบ ร่วมกัน
จักสานเสื่อส่งจ�ำหน่ายเพ่ือให้สมาชิกในกลุ่ม
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 109
ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕
ใหก้ บั ชุมชน นายสะมะแอ มะแซ ซงึ่ เปน็ หลานของนายหะยอี าแซ
ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยที่ดงี าม มะแซ เปน็ ผใู้ หญ่บ้านในสมยั นนั้ ไดเ้ ปลย่ี นชอื่ เปน็
ร่วมสืบสานวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น คือ บ้านตันหยง มีนายอับดลุ อาซซิ เจะบู เปน็ ผใู้ หญ่
ประเพณีเมาลดิ สมั พนั ธ์ ใหค้ งอยคู่ ู่สงั คม บ้านและกำ� นนั คนปจั จุบนั
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้าง
ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน
ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมเพอื่ ใหค้ วามรแู้ กเ่ ดก็ เยาวชน
และประชาชนเรอื่ งคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและฝกึ ปฏบิ ตั ิ
ตามวิถีทางศาสนาในสถานการณ์ต่างๆ ให้มี
ความสุข
1.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ตนั หยง (กำ� ปงยอร)์ ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
(บา้ นตันหยง) ระดบั สง่ เสรมิ คุณธรรม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการ
ประวตั ชิ มุ ชน หมบู่ า้ นตนั หยง มชี อื่ เดมิ หมู่บ้าน ต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน เพ่ือสร้าง
ว่า ก�ำปงยอร์ ซึ่งแปลว่า แหลมมะพร้าว ผู้ต้ังช่ือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
หมบู่ า้ นนคี้ อื นายหะยอี าแซ มะแซ ซงึ่ เปน็ คนอำ� เภอ เกย่ี วกับการเงนิ ในครัวเรอื น
110 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี
ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยทดี่ ีงาม หมบู่ า้ นมสุ ลมิ มากอ่ นบรรพบรุ ษุ จะมาตงั้ รกรากกค็ อื
ร่วมสืบสานวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการ กุโบร์หรือสุสานมุสลิม มีอายุประมาณ ๒๕๐ ปี
จดั ประเพณเี มาลดิ สมั พนั ธ์ เพอ่ื ใหป้ ระเพณดี งั กลา่ ว ซึง่ ตงั้ อยูร่ มิ แม่น้ำ� ปตั ตานี หมทู่ ี่ ๒ ต�ำบลม่วงเตย้ี
คงอยคู่ สู่ งั คม ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรมเพ่ือ
สรา้ งความเขม้ แขง็ ของชมุ ชนคณุ ธรรมในการอยรู่ ว่ มกนั
ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมเพอ่ื ใหค้ วามรแู้ กเ่ ดก็ เยาวชน
และประชาชนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมและ
ฝกึ ปฏิบตั ติ ามวิถีทางศาสนาให้ถูกตอ้ ง
1.4 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ คูระ
(บ้านคูระ) ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กลุ่มลูกหยีบ้านคูระน�ำผลิตภัณฑ์จาก
ลูกหยไี ปจ�ำหนา่ ยสร้างรายได้ใหก้ บั ครวั เรือน
ประวัติชุมชน ชุมชนบ้านคูระเท่าท่ี ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยที่ดีงาม
เล่าขานมาว่า มีบรรพบุรุษอพยพมาจากอ�ำเภอ จัดประเพณีเมาลิด เพื่อสืบสาน
ยะรงั และอำ� เภอยะหรง่ิ มาตงั้ รกรากในพน้ื ทช่ี มุ ชน วถิ ีวฒั นธรรมไทยให้คงอยูค่ ู่สังคม
แหง่ น้ี คอื ในตระกลู มนู ะ๊ กาซอและสาและ บา้ นครู ะ
พื้นท่ีภูมิประเทศ เป็นแหลมล้อมรอบด้วยแม่น�้ำ
ทศิ ตะวนั ออกตดิ แมน่ ำ้� ปตั ตานี ทศิ ตะวนั ตกมหี นอง
น�้ำใหญ่จรดแม่น้�ำปัตตานีสายเก่า ดังน้ันจึงเหมาะ
สำ� หรบั การดำ� เนนิ ชวี ติ ในดา้ นเกษตรกรรม มแี มน่ ำ้�
ปัตตานี เป็นเส้นทางคมนาคมไปสู่เมืองปัตตานี
คูระเป็นชอื่ ของตน้ ไมย้ ืนตน้ ชนิดหนึ่ง ต้นใหญม่ าก
ในสมัยน้ันข้ึนอยู่ริมแม่น�้ำปัตตานี ดังนั้นชาวบ้าน
จงึ ขนานนามหมบู่ า้ นนว้ี า่ “บา้ นครู ะ” หลกั ฐานและ
โบราณวัตถุท่ีประจักษ์ว่าพ้ืนที่แห่งนี้เป็นพื้นท่ีของ
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี 111
1.5 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ดารลุ เราะหม์ ะห์
(บาโงปาโอ๊ะ) ระดับส่งเสริมคุณธรรม
ประวตั ชิ มุ ชน เลา่ สบื สานกนั มาวา่ หมบู่ า้ น 2. ตำ� บลปา่ ไร่ ตำ� บลปา่ ไรใ่ นสมยั กอ่ น
ม่วงเตี้ยนี้มีพื้นท่ีนาโล่งๆ และมีต้นมะม่วงต้นหน่ึง
ตน้ ใหญ่ และเตยี้ ต้งั อยูท่ บ่ี ้านตยี อ อย่บู ้านทำ� นบ เป็นพ้ืนท่ีที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ท่ีเป็นป่าดงดิบ
ปจั จบุ นั จงึ เรยี กวา่ “บา้ นมว่ งเตยี้ ” จนถงึ ปจั จบุ นั มสี ภาพแวดลอ้ มเปน็ เขาทรี่ าบลมุ่ บางสว่ นเปน็ ลมุ่ นำ�้
ด้านหลักธรรมทางศาสนา ล�ำธารไหลผ่านตลอดปี ท�ำให้สัตว์หลายชนิด
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมทุกวันศุกร์ มาอาศยั อยบู่ รเิ วณนเ้ี ปน็ จำ� นวนมาก มคี วามสมบรู ณ์
เพอ่ื ใหค้ วามรแู้ ก่เดก็ เยาวชนและประชาชน เรอ่ื ง ทางทรพั ยากรธรรมชาติ เมอื่ 100 – 150 ปที ผ่ี า่ นมา
คุณธรรมจริยธรรมและน�ำหลักธรรมค�ำสอน ก็ได้มีชาวบ้านเข้ามาล่าสัตว์ในบริเวณน้ีและ
ทางศาสนาไปปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณน้ีจึงย้ายมา
ตั้งถิ่นฐานจนเป็นชุมชนในบริเวณพื้นที่ป่าแห่งนี้
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง พรอ้ มทง้ั ทำ� การเกษตรในบรเิ วณทรี่ าบลมุ่ ทมี่ แี มน่ ำ�้ ไหล
กลมุ่ เศรษฐกจิ พอเพยี งมสั ยดิ ดารลุ เราะหม์ ะห์ ผ่านตลอดปี ในบริเวณท่ีเป็นเนินเขาชาวบ้าน
ร่วมกันปลูกผักสวนครัว และเลี้ยงปลาดุกเพื่อ ปลูกสวนยางแทนพ้ืนที่ป่าท่ีเคยมีอยู่สลับการท�ำไร่
จ�ำหน่ายสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ผสมผสานเปน็ บางสว่ น สวนบรเิ วณทร่ี าบลมุ่ ทมี่ นี ำ้� ขงั
เลก็ นอ้ ยชาวบา้ นกข็ ดุ ยกหนา้ ดนิ เปน็ คนั นาเพอ่ื ทำ� ไร่
ปลูกข้าวแทนท่ีเคยเป็นทุ่งหญ้าท่ีเป็นสีเขียว
สว่ นสตั วน์ ้อยใหญ่ค่อยๆ อพยพออกจากพืน้ ทดี่ ้วย
การพฒั นาทรี่ วดเรว็ ของมนษุ ยท์ งั้ ในดา้ นความเปน็ อยู่
ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยท่ดี ีงาม และการศึกษา จึงท�ำให้มีส่ิงตา่ งๆ เข้ามาในชุมชน
จัดประเพณีเมาลิดสัมพันธ์ เพ่ือสืบสาน แหง่ นี้ กลายเปน็ ชมุ ชนขนาดใหญใ่ นดา้ นการพฒั นา
วถิ วี ฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ใหค้ งอยคู่ สู่ งั คม ทางด้านสังคมและเทคโนโลยีจนถึงปัจจุบัน
112 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
ด้วยสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนกับคนในพ้ืนที่ ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
ทป่ี ระกอบอาชพี ทำ� สวนยางและปลกู พชื ไรเ่ ปน็ อาชพี หลกั จัดกจิ กรรมท�ำบญุ ตกั บาตร ฟงั พระธรรม
คือเกษตรกร ชาวบ้านจึงต้ังช่ือว่า “ป่าไร่” เ ท ศ น า แ ล ะ เวี ย น เ ที ย น เ น่ื อ ง ใ น วั น ส� ำ คั ญ
ซ่ึงมาจากพื้นท่ีท่ีเคยเป็นพื้นที่ป่าเขาประกอบกับ ทางพระพุทธศาสนา เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
การทำ� เกษตรกรรม จงึ ตงั้ เป็นชอ่ื ตำ� บลปา่ ไรข่ ึ้น และประชาชนไดเ้ ข้าวัดท�ำบญุ ตักบาตร รกั ษาศลี
ซึ่งต�ำบลป่าไร่ มีการขับเคล่ือนชุมชน ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ิธรรม เจริญจติ ภาวนา และ
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จ
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 6 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
2.1 ชุมชนคณุ ธรรมวัดโพธาราม
(บ้านละโพ๊ะ) ระดบั คุณธรรม
ประวตั ชิ มุ ชน จากเดมิ เปน็ หมบู่ า้ นทมี่ ที ง้ั ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
มุสลิมและไทยพุทธ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสาน
มากกวา่ ไทยพุทธ ตอ่ มามีชายไทยพทุ ธท่ีอพยพมา บา้ นละโพะ๊ ทำ� ใหค้ นในชมุ ชนมอี าชพี เสรมิ และเพมิ่
จากบ้านต้นโตนด และหมู่บ้านอ่ืนๆ มาอยู่ รายได้ในครวั เรือน
เป็นจ�ำนวนมาก ประชากรชาวอิสลามจึงอพยพไป ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยที่ดงี าม
ตง้ั หมบู่ า้ นขนึ้ ใหมเ่ หลอื ไวแ้ ตป่ ระชากรทเ่ี ปน็ ไทยพทุ ธ
และในหมู่บ้านจะมีต้นไม้ศักด์ิสิทธ์ิอยู่ต้นหน่ึง
“ชื่อต้นละโพะ” ซ่ึงบริเวณต้นไม้ชนิดน้ีมีศาล
และดอกไมธ้ ปู เทยี นตงั้ ไวบ้ ชู าอยู่ ชาวบา้ นทอี่ พยพมา
ใหค้ วามนบั ถอื กบั ตน้ ไมช้ นดิ นมี้ าก ชาวบา้ นจงึ ตงั้ ชอ่ื
หมู่บา้ นน้วี า่ “บ้านโตละโพะ” เมอื่ ปี พ.ศ. 2414
สมัยผู้ใหญ่บ้านจันทอง และก�ำนันบ้อด�ำ
จงึ เปลยี่ นชอ่ื เปน็ “หมบู่ า้ นละโพะ๊ ” หมทู่ ่ี 6 ตำ� บลปา่ ไร่
อำ� เภอโคกโพธิ์ จังหวัดปตั ตานี เมอื่ พ.ศ. 2528
แบ่งเขตการปกครองโดยแยกจากอ�ำเภอโคกโพธิ์
เปน็ กงิ่ อำ� เภอแมล่ าน บา้ นละโพะ๊ หมทู่ ี่ 6 ตำ� บลปา่ ไร่
อำ� เภอโคกโพธ์ิ จงั หวดั ปตั ตานี เป็น “บ้านละโพ๊ะ”
หมูท่ ่ี 3 ต�ำบลปา่ ไร่ อ�ำเภอแมล่ าน จังหวัดปตั ตานี
ในปัจจบุ ัน
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี 113
จดั กจิ กรรมวนั สารทเดอื นสบิ เพอื่ ปลกู ฝงั
ใหเ้ ดก็ เยาวชนและประชาชนไดแ้ สดงความกตญั ญู
กตเวทีต่อบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว และเป็นการ
รว่ มสืบสานวถิ ีวัฒนธรรมทอ้ งถ่ินใหค้ งอยู่คสู่ งั คม
2.2 ชมุ ชนคุณธรรมวดั บุพพนมิ ิต
(บ้านต้นโตนด) ระดบั คณุ ธรรม
ประวตั ชิ ุมชน บ้านต้นโตนด ต้ังอยู่ที่หมู่ ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยทด่ี งี าม
๑ ต�ำบลป่าไร่ อ�ำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์
เป็นหมู่บ้านหนึ่งของอ�ำเภอแม่ลาน ซึ่งแยกจาก ท�ำความสะอาดล�ำน�้ำคูคลอง เพื่อถวายเป็น
อำ� เภอโคกโพธ์ิ เมอื่ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๒
บา้ นตน้ โตนด มคี วามเปน็ มาทเี่ ลา่ ตอ่ ๆ กนั วา่ พระราชกศุ ลและนอ้ มรำ� ลกึ เนอ่ื งในโอกาสวนั คลา้ ย
หมู่บ้านน้ีแต่ก่อนมีพ้ืนที่เป็นป่าทึบ และมีต้นตาล วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
โตนดจำ� นวนมาก จงึ เรยี กชมุ ชนนว้ี า่ “บา้ นตน้ โตนด” มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
วิถีชีวิตของชาวบ้านต้นโตนด เรียบง่าย
เป็นชุมชนไทยพุทธท่ีอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์
มีวัดบุพพนิมิต อ�ำเภอแม่ลาน และวัดพลานุภาพ
อำ� เภอโคกโพธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่
ด้านหลักธรรมทางศาสนา 2.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั บพุ พนมิ ิต
จัดอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพ่ือสร้าง (บา้ นนาหมอเทพ) ระดับส่งเสรมิ คณุ ธรรม
ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมพหวุ ัฒนธรรมอย่างมคี วามสขุ
ประวัติชุมชน บ้านนาหมอเทพ ตั้งอยู่ที่
ต�ำบลป่าไร่ อ�ำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี
เป็นหมู่บ้านหน่ึงของอ�ำเภอแม่ลาน ซึ่งแยกจาก
อ�ำเภอโคกโพธิ์ เมอ่ื วนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๓๒
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอื่ การจดั ทำ� แผนพฒั นาวถิ ชี วี ติ ดว้ ยหลกั
เศรษฐกิจพอเพยี งใหก้ บั คนในชุมชน
114 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี
บา้ นนาหมอเทพ มคี วามเปน็ มาทเ่ี ลา่ ตอ่ ๆ ด้านวถิ วี ฒั นธรรมไทยทีด่ งี าม
กันว่าหมู่บ้านนี้แต่ก่อนมีครอบครัวหน่ึง ลูกสาว จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นาและเลย้ี งอาหาร
มพี อ่ เปน็ หมอพน้ื บา้ นชอ่ื เทพ ชาวบา้ นเรยี กหมอเทพ เด็กพิการ เพ่ือสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย
มาสร้างบ้านกลางนา เป็นผู้บุกเบิกการท�ำนาและ ด้านการสร้างความรัก ความผูกพันและความ
มีพ้ืนที่ท�ำนามาก เมื่อมีคนถามหาบ้านหมอเทพ เออื้ เฟอ้ื เผือ่ แผ่แก่ผูอ้ นื่
ชาวบา้ นจะบอกวา่ หมอเทพทที่ ำ� นาเยอะ หลงั จากนนั้
ชาวบ้านจึงเรียกช่ือบ้านว่า “บ้านนาหมอเทพ” 2.4 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยดิ ดารสุ ลาม
จวบจนปัจจบุ ัน (ท่าแรด) (บา้ นแม่ตีนะ๊ ) ระดับคุณธรรม
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมทำ� บุญตกั บาตร ฟงั พระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนไดเ้ ข้าวัดทำ� บญุ ตกั บาตร รักษาศีล
ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ัติธรรม เจริญจติ ภาวนา และ
เวียนเทียน เพ่ือถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นแมต่ นี ะ๊ -ทา่ แรด ตงั้ อยทู่ ี่
จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ หม่ทู ่ี ๒ ต�ำบลปา่ ไร่ อ�ำเภอแม่ลาน จงั หวดั ปัตตานี
พอเพียง เพื่อการจัดท�ำแผนพัฒนาวิถีชีวิต เป็นหมู่บ้านหนึ่งของอ�ำเภอแม่ลาน ซ่ึงแยกจาก
ดว้ ยหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งให้กบั คนในชมุ ชน อ�ำเภอโคกโพธ์ิ เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๓๒
บา้ นแมต่ นี ะ๊ มคี วามเปน็ มาทเี่ ลา่ ตอ่ ๆ กนั วา่ หมบู่ า้ นนี้
แต่ก่อนมีวังน้�ำหรือหนองน้�ำอยู่กลางทุ่งนากว้าง
ฤดูแล้งน้�ำก็ไม่แห้ง เด็กชอบหนีพ่อแม่ ไปลงเล่น
ในหนองน้�ำดังกล่าว พ่อแม่ ผู้ปกครองกลัวว่า
จะเกิดอันตราย จึงร้องห้ามว่า “ถ้าลูกไปเล่น
แมต่ นี ะ๊ ” จงึ เรยี กชุมชนนีว้ า่ “บา้ นแม่ตีน๊ะ”
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรม เพ่ือสร้าง
ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 115
2.5 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดดารลุ มตุ ตากีน
(บ้านวงั กว้าง) ระดับส่งเสริมคุณธรรม
ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมเพอื่ ใหค้ วามรแู้ กเ่ ดก็ เยาวชน ประวัติชุมชน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ หรือ
และประชาชนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมและ ประมาณ ๑๘๗ ปีที่ผ่านมา มีบรรพบุรุษเข้ามา
ฝึกปฏิบัติตามวิถีทางศาสนา ในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งถ่ินฐานจ�ำนวน ๗ ครอบครัว ๗ ตระกูล ทาง
และน�ำหลักธรรมค�ำสอนทางศาสนาไปปรับใช้ ทศิ ตะวนั ออกของหมบู่ า้ น มที งุ่ นาและวงั นำ�้ อนั กวา้ ง
ในการด�ำเนินชวี ติ ให้มีความสขุ มคี วามอดุ มสมบรู ณเ์ หมาะในการเพาะปลกู ในพน้ื ทร่ี าบ
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ท�ำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก จึงต้ังชื่อหมู่บ้านน้ีว่า
จัดกิจกรรมสัมมนาการเรียนรู้วิถีชีวิต “บา้ นวงั กวา้ ง” หมทู่ ่ี ๕ ตำ� บลปา่ ไร่ และทศิ ตะวนั ตก
เศรษฐกิจพอเพยี งใหก้ ับคนในชุมชน เปน็ ทรี่ าบเชงิ เขาเหมาะแกก่ ารเพาะปลกู สวนยางพารา
และปลูกพืชไร่ จึงตั้งช่ือต�ำบลนี้ว่า “ต�ำบลป่าไร่”
ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม อำ� เภอแม่ลาน จังหวดั ปตั ตานี สบื มาจนถงึ ปจั จุบนั
จัดกิจกรรมประเพณีเมาลิด เพื่อร่วม ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
สบื สานวิถวี ัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ ใหค้ งอยคู่ ูส่ งั คมสืบไป จัดอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อสร้าง
ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมและฝึกปฏิบัติ
ตามวถิ ีทางศาสนาใหม้ ีความสขุ
ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดกิจกรรม “สวมใส่ผ้าไทย ไปเอามือ
116 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี
ถือแกะ เกบ็ ขา้ ว” ตามโครงการพฒั นาพน้ื ทต่ี น้ แบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมประเพณีเมาลิด เพ่ือร่วม จัดกิจกรรมบรรยายธรรมทุกคืนวันศุกร์
สืบสานวถิ ีวัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ ใหค้ งอยูค่ ู่สงั คม เพื่อสอนหลักธรรมทางศาสนาให้ประชาชน
น� ำ ห ลั ก ธ ร ร ม ค� ำ ส อ น ท า ง ศ า ส น า ไ ป ป รั บ ใ ช ้
ในการด�ำเนินชีวติ ให้มคี วามสุข
2.6 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ควนแปลงงู ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ระดบั ส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มฟาร์มชุมชนบ้าน กรป. เก็บเก่ียว
ประวัติชุมชน บ้านควนแปลงงู ต้ังอยู่ที่ ผลผลิตเมล่อน และส่งจ�ำหน่ายสร้างรายได้ให้กับ
ต�ำบลป่าไร่ อ�ำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี คนในชมุ ชน
เป็นหมู่บ้านหน่ึงของอ�ำเภอแม่ลาน ซ่ึงแยกจาก
อำ� เภอโคกโพธิ์ เม่ือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๒
บ้านควนแปลงงู มคี วามเป็นมาทีเ่ ลา่ ตอ่ ๆ
กนั วา่ หมบู่ า้ นนแ้ี ตก่ อ่ นเปน็ ปา่ ทรี่ าบเชงิ เขา มหี มปู า่
จำ� นวนมาก จงึ เรยี กวา่ ควนแปลงหมู อยมู่ าชาวไทย
มุ ส ลิ ม ข ย า ย บ ้ า น เ รื อ น อ ยู ่ บ ริ เ ว ณ ดั ง ก ล ่ า ว
จงึ เรยี กควนนวี้ า่ “ควนแปลงง”ู จงึ เรยี กชอื่ หมบู่ า้ นนวี้ า่
“บา้ นควนแปลงง”ู จนถงึ ปจั จบุ นั
รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี 117
ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดงี าม
จดั กจิ กรรมจติ อาสา พฒั นา ปรบั ภมู ทิ ศั น์
ภายในชุมชน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย
ดา้ นความเสียสละเพ่อื สว่ นรวม
3. ตำ� บลแมล่ าน เดมิ ที พอ่ จอมมที ดี่ นิ ออกจากหมบู่ า้ น และในเวลาตอ่ มา มคี รอบครวั สอง
ตายายมาตงั้ ถน่ิ ฐานชอ่ื วา่ “ทวดจอมกบั ทวดจนั ทร์
บริเวณหมทู่ ี่ 3 บา้ นมว่ งหวาน เป็นทดี่ ินกว้างและ แกว้ ” มาอยู่ในบา้ นรา้ ง จนมีลกู หลานเกิดข้นึ และ
เป็นลานกว้างช่ือว่า “โคกลาน” พ่อจอมได้อพยพ ได้มีราษฎรอพยพตามมาอาศัยอยู่เป็นจ�ำนวนมาก
ออกจากโคกลาน ต่อมาพ่อจอมย้ายที่ดินให้แก่ โดยมคี รอบครัวหนึ่ง ซงึ่ มีลกู สาวช่อื วา่ “โอ” เป็น
หัวเมืองชุม จากน้ันได้เปล่ียนชื่อจากเดิมโคกลาน คนที่สวยมาก จึงท�ำให้มีข่าวลือไปท่ัว มีผู้ชาย
เปน็ “แมล่ าน” เพราะเปน็ พน้ื ทกี่ วา้ งและไดต้ ง้ั เปน็ มาชอบเธอเปน็ จำ� นวนมาก แตเ่ มอ่ื มใี ครมาขอแตง่ งาน
ตำ� บลแมล่ าน อำ� เภอโคกโพธิ์ และแยกเปน็ กง่ิ อำ� เภอ นางไม่ยอมตกลงกับใครสักคน ท�ำให้ผู้ชาย
เม่ือปี พ.ศ. 2532 เป็นอำ� เภอ เมอ่ื ปี 2534 เกดิ ความโกรธแค้น จึงได้ฆ่านางโอตาย ขา่ วการฆ่า
ซึ่งต�ำบลแม่ลาน มีการขับเคล่ือนชุมชน นางโอตาย จงึ ไดม้ กี ารรำ่� ลอื กนั ไปทวั่ จนทำ� ใหม้ กี ารเรยี ก
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมู่บา้ นนี้ว่า “บา้ นนางโอ” ต้ังแตบ่ ัดน้นั เป็นตน้ มา
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 9 ชมุ ชน จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร ฟังพระธรรม
ประกอบไปดว้ ย เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
3.1 ชุมชนคุณธรรมวดั บพุ พนิมิต และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร รักษาศีล
(บา้ นนางโอ) ระดับตน้ แบบ ฟังธรรมเทศนา ปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา
ประวัติชุมชน หมู่ท่ี ๔ บ้านนางโอ และเวียนเทียน
แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มบ้าน คือ บ้านนางโอ บ้าน
ลูกโคก และบา้ นมว่ งหวาน ซงึ่ หมทู่ ่ี ๔ บ้านนางโอ
มีประวัติความเป็นมาตามที่บรรพบุรุษรุ่นก่อน
ไดเ้ ลา่ สบื ตอ่ กนั มาจนถงึ ปจั จบุ นั คอื เมอื่ ครงั้ อดตี กาล
นานมาแล้วได้มีผู้คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ ปรากฏ
วา่ เกดิ โรคระบาดทเี่ รยี กวา่ “โรคหา่ ” ขนึ้ มผี คู้ นลม้ ตาย
เป็นจ�ำนวนมาก ได้อพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย
118 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอ่ื การจดั ทำ� แผนพฒั นาวถิ ชี วี ติ เศรษฐกจิ
พอเพยี ง มาใชใ้ นการพฒั นาชมุ ชนตนเองสคู่ วามยงั่ ยนื
ด้านวถิ ีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ใหญ่ต้นนี้ และบอกกับทกุ คนว่าเปน็ “ต้นยาลตุ ง”
จดั ประเพณชี กั พระ เพอ่ื ใหป้ ระชาชนรว่ มกนั มียางที่เป็นพิษ ชาวเขาชาวป่าน�ำไปใช้ในการ
ประดิษฐ์และตกแต่งเรือพระและร่วมกันลากเรือ ทำ� ลกู ดอกใชย้ งิ ธนเู พอื่ ลา่ สตั วเ์ ปน็ อาหาร โดยเรยี กกนั
ออกจากวัด แสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคี ท่ัวไปว่า เป็นลูกดอกอาบยาพิษ ต่อจากน้ันมา
ของคนในชมุ ชน และรว่ มสบื สานวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ อีกหลายปีต้นไมใ้ หญต่ น้ นี้ได้โดนฟา้ ผา่ ทำ� ใหต้ น้ ไม้
ให้คงอยคู่ สู่ ังคม ตน้ นนั้ ตาย จงึ ไดต้ งั้ ชอื่ หมบู่ า้ นนต้ี ามตน้ ไมใ้ หญน่ วี้ า่
“บา้ นลตุ ง” นบั ตงั้ แตบ่ ดั นนั้ เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปจั จบุ นั
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกจิ กรรมท�ำบุญตกั บาตร ฟงั พระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร ให้ทาน
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวยี นเทยี น
3.2 ชมุ ชนคุณธรรมบ้านลตุ ง ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม จัดกิจกรรมสาธิตการท�ำน�้ำยาล้างจาน
ประวัติชุมชน ต้ังอยู่หมู่ท่ี ๖ ได้แยก
ออกมาจากหมู่ที่ ๔ ของต�ำบลแม่ลาน ซึ่งได้มี รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี 119
การเลา่ ขานกนั มาวา่ มตี น้ ไมใ้ หญต่ น้ หนง่ึ เพยี งตน้ เดยี ว
เท่านั้น โดยไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อ วันหนึ่ง นายเทียบ
มว่ งทบั ทมิ เปน็ ผทู้ ชี่ าวบา้ นเคารพนบั ถอื ไดท้ ราบขา่ ว
เกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ จึงได้เดินทางไปดูต้นไม้
และท�ำไข่เค็ม ไว้ใช้ในครัวเรือน เพ่ือลดรายจ่าย
เพม่ิ รายไดใ้ ห้กบั ชุมชน
ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยท่ดี งี าม
จดั กจิ กรรมลงแขกเกบ็ ขา้ ว เพอ่ื สรา้ งความรกั
ความสามคั คขี องคนในชมุ ชน รกั ษาวถิ วี ฒั นธรรมที่
ดีงามให้คงอยู่คชู่ ุมชนต่อไป
หาปลา และนำ� ผลผลิตท่ีไดจ้ ำ� หนา่ ยทีจ่ งั หวดั ยะลา
ตอ่ มาทางราชการไดเ้ ปลย่ี นชอ่ื จากบา้ นโคกปดมาเปน็
“โคกพันต้น” จนถึงปัจจุบัน
3.3 ชุมชนคณุ ธรรมวัดควนนอ้ ย ด้านหลักธรรมทางศาสนา
(บ้านโคกพนั ต้น) ระดับคุณธรรม จัดกิจกรรมฟังพระธรรมเทศนาและ
เวียนเทียน เน่ืองในวันส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา
เพอื่ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เยาวชนและประชาชนไดเ้ ขา้ วดั
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่
องค์สมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจา้
ประวัติชุมชน เดิมทีบ้านโคกพันต้นน้ี
มีชื่อว่าบ้าน “โคกปด” ซ่ึงได้ต้ังตามลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศซง่ึ เปน็ ภเู ขาและเนนิ เตยี้ ๆ ลดหลน่ั กนั มา
โดยมีพืชประเภทเล้ือยและไม้เถาอยู่มากคือ
ย่านปด (เรียกตามภาษาท้องถิ่น) จึงได้ต้ังช่ือ
หมู่บ้านน้ีว่าโคกปด เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔๙
โดยกลมุ่ คนกลมุ่ แรกทไ่ี ดเ้ ขา้ มาประกอบดว้ ย ๔ สกลุ
คือ สกุลอินทวงศ์, สกุลศรแก้ว, สกุลสุวรรณอนิ ทร์
และสกุลสมบูรณ์แก้ว ซึ่งได้อพยพมาจากบ้าน
ควนหลัก ต�ำบลควนลัง อ�ำเภอหาดใหญ่ จังหวัด ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
สงขลา และบ้านบางโกระ อ�ำเภอโคกโพธ์ิ จังหวัด ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว
ปัตตานี สาเหตุท่ีได้ย้ายถ่ินฐานมานั้นก็เพราะ ไว้บรโิ ภคเพอ่ื ลดรายจ่ายให้กบั คนในชุมชน
ครอบครัวสมัยก่อน ในชนบทจะมีลูกมากและ
ไมส่ ามารถทจ่ี ะจดั สรรทที่ ำ� มาหากนิ ไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ
จงึ ตอ้ งอพยพจากหมบู่ า้ นเพอื่ หาทที่ ำ� กนิ ใหมส่ ภาพ
ทางภมู ศิ าสตร์ สว่ นใหญเ่ ปน็ สวนยางพารา ทงุ่ หญา้
หนองน�้ำมีจ�ำนวนน้อยซึ่งในปัจจุบันก็หมดไปแล้ว
เพราะเกิดจากการรุกล้�ำท่ีและถมดิน อาชีพหลัก
ของชาวบา้ นคอื การทำ� สวนยางพารา ทำ� นา ปลกู ผกั
120 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ไม่สะดวกในการเลี้ยงวัว ท่านขุนก็ได้ตั้งชื่อสถานี
จดั กจิ กรรมวนั สารทเดอื นสบิ เพอื่ ปลกู ฝงั รถไฟคลองทรายเป็นชื่อหมู่บ้านคลองทรายตั้งแต่
ใหเ้ ดก็ เยาวชนและประชาชนไดแ้ สดงความกตญั ญู นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
กตเวทีต่อบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว และเป็นการ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
สืบสานวถิ วี ัฒนธรรมท้องถนิ่ ให้คงอยู่คูส่ ังคม จัดกจิ กรรมท�ำบุญตกั บาตร ฟงั พระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เน่ืองในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร ให้ทาน
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่
องค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า
3.4 ชุมชนคุณธรรมวดั ป่าสวย ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
(บ้านคลองทราย) ระดับสง่ เสรมิ คุณธรรม จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
ประวัติชุมชน บ้านคลองทราย พอเพียง เพ่ือการจัดท�ำแผนพัฒนาวิถีชีวิตน�ำหลัก
เป็นหมู่บ้านท่ีอยู่ห่างจากที่ว่าการอ�ำเภอแม่ลาน เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการดำ� รงชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ
ประมาณ ๔.๒ กิโลเมตร ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน
ได้เล่าขานให้ลูกหลานฟังสืบทอดกันมาในหมู่บ้าน
น้ีมีคลองใหญ่แต่ในคลองไม่มีน้�ำ มีแต่ทรายและ
มีเจ้าหน้าท่ีในเมืองหลวงที่ทางกรมได้ส่งมาส�ำรวจ
เส้นทางรถไฟตลอดสายใต้ ได้มาปักป้ายไว้
ในหมบู่ า้ นแหง่ นี้ จากนน้ั กม็ คี นงานมาจากเมอื งจนี
ได้เข้ามาขุดดินทรายในคลองใหญ่เพ่ือน�ำไปท�ำ
ถนนรถไฟ และไดต้ ง้ั ชอ่ื วา่ “สถานรี ถไฟคลองทราย”
นายทน ุ พรหมมณี หรอื นามวา่ ทา่ นขนุ เปน็ คนแรก
ท่ีเข้ามา เร่ิมก่อต้ังหมู่บ้าน เหตุท่ีได้อพยพ
จากบ้านเดิมเพราะพ้ืนท่ีที่อยู่เก่ามีน้�ำท่วมถึง
ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม
จดั ประเพณแี หผ่ ้าขึน้ ธาตุในวนั วิสาขบูชา
ของทุกปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมท�ำบุญผ้า
และแห่ผ้ารอบเจดีย์พระธาตุ และร่วมกันสืบสาน
และอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของ
ทอ้ งถ่นิ ให้คงอยู่สบื ไป
รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี 121
3.5 ชุมชนคุณธรรมวัดป่าสวย ส่วนชื่อบา้ น “โคกมว่ ง” มที ีม่ าจากสภาพ
(บ้านโคกม่วง) ระดบั ตน้ แบบ พื้นที่ในหมู่บ้านส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ดอน บนดอน
มตี น้ มะมว่ งขนาดใหญ่ จำ� นวน ๒ ตน้ ซงึ่ บรเิ วณนเี้ ปน็
ทพี่ กั อาศยั ของชาวบา้ นทใี่ ชอ้ พยพมาพกั พงิ ชว่ั คราว
ในฤดูน�้ำท่วม เป็นต้นมะม่วงท่ีประชาชนในชุมชน
มคี วามเชอื่ วา่ มสี งิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธอ์ิ าศยั อยู่ ชาวบา้ นจงึ เรยี ก
หม่บู ้านนวี้ ่า “บา้ นโคกม่วง” จนถงึ ปัจจบุ นั
วิถีชีวิตของชาวบ้านโคกม่วง เรียบง่าย
เป็นชุมชนสองวิถีที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง
มีความสุขสมานฉันท์ มีการท�ำกิจกรรมร่วมกัน
การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแบ่งปันซ่ึงกันและกัน
มกี ารนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาปรบั ใช้
ในการด�ำเนินชีวิต โดยในชุมชนบ้านโคกม่วง
สำ� หรบั ประชาชนทน่ี บั ถอื ศาสนาพทุ ธจะมสี งิ่ ยดึ เหนย่ี ว
ทางจิตใจคือ วัดป่าสวย และศาสนาอิสลาม
จะมมี ัสยดิ ดารลุ มุตากมี
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร ฟังพระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร ให้ทาน
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่
ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นโคกม่วง ตง้ั อยหู่ ม่ทู ี่ ๙ องค์สมเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจ้า
ต�ำบลแม่ลาน อ�ำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี
เป็นชุมชนสองวิถีอยู่ร่วมกันในแบบพหุวัฒนธรรม
ทั้งชาวไทยท่ีนับถือศาสนาพุทธและอิสลาม ท้ังน้ี
บ ้ า น โ ค ก ม ่ ว ง เ ป ็ น ชุ ม ช น นั บ ถื อ ศ า ส น า พุ ท ธ
สว่ นบา้ นจาโดะ๊ นนั้ นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม สภาพทวั่ ไป
บา้ นจาโดะ๊ เปน็ พนื้ ทร่ี าบลมุ่ นำ�้ จะทว่ มขงั ในฤดฝู น
สาเหตทุ ช่ี อ่ื “จาโดะ๊ ” เนอื่ งจากในอดตี ไดม้ พี ระธดุ งค์
ผา่ นมาในหมบู่ า้ นนแี้ ละสอบถามชาวบา้ นวา่ หมบู่ า้ น
นี้ช่ือบ้านอะไร ชาวบ้านบอกว่าไม่มีช่ือของหมู่บ้าน
พระธดุ งคจ์ งึ ใหช้ าวบา้ นเรยี กชอ่ื หมบู่ า้ นตามทพ่ี ระมาธดุ งค์ ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
คอื “โตะ๊ จา” แปลวา่ พระ “ดโู ดะ๊ ” แปลวา่ การพกั อาศยั จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
อยรู่ ว่ มกนั เป็น “จาโด๊ะ” หมายความว่าท่ีพักอาศยั พอเพียง เพื่อการจัดท�ำแผนพัฒนาวิถีชีวิตน�ำหลัก
ของพระธุดงคใ์ นช่วงน้นั เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการดำ� รงชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ
122 รวมพลังชุมชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดกจิ กรรมท�ำบญุ ตักบาตร ฟงั พระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร ให้ทาน
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยทด่ี ีงาม
จดั ประเพณีแห่ผ้าขน้ึ ธาตใุ นวนั วสิ าขบชู า
ของทกุ ป ี เพอ่ื รว่ มกนั สบื สานและอนรุ กั ษป์ ระเพณี
และวฒั นธรรมอนั ดงี ามของท้องถน่ิ ใหค้ งอยสู่ ืบไป
ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพียง เพื่ออบรมให้ความรู้กับคนในชุมชน
3.6 ชุมชนคุณธรรมวัดปา่ สวย ในการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
(บ้านปา่ สวย) ระดับคุณธรรม ในการด�ำเนนิ ชวี ิตใหม้ ีความสขุ
ประวตั ชิ มุ ชน ในอดตี หมทู่ ี่ 9 บา้ นโคกมว่ ง
เคยเป็นหมู่ท่ี 2 มาก่อน แต่ก่อนวัดเก่าอยู่ที่น่ัน
พอฝนตกจะมนี ำ้� ทว่ มขงั ทำ� ใหห้ มบู่ า้ นและวดั ไมน่ า่ อยู่
ตอ่ มามคี รอบครวั ยา้ ยมาหาทตี่ ง้ั วดั ใหม่ เมอื่ เดนิ ขนึ้
เนนิ เขา (วดั ปา่ สวยตอนน)้ี มองดแู ลว้ วา่ มคี วามเหมาะสม
ทจ่ี ะตง้ั วดั ได้ และมตี น้ ไมส้ วย ครอบครวั ของชาวบา้ น
กย็ า้ ยมาตง้ั รอบๆ วดั และตงั้ ชอื่ วดั วา่ “วดั ปา่ สวย”
และหมู่บ้านป่าสวย ดงั เชน่ ปจั จบุ นั
ดา้ นวิถวี ฒั นธรรมไทยที่ดงี าม
จดั ประเพณีแหผ่ ้าขน้ึ ธาตใุ นวันวิสาขบูชา
ของทกุ ปี เพอ่ื ร่วมกนั สืบสานและอนรุ ักษ์ประเพณี
และวัฒนธรรมอนั ดีงามของท้องถน่ิ ให้คงอยู่สืบไป
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี 123
3.7 ชุมชนคุณธรรมวัดปา่ สวย ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บ้านใหม)่ ระดับส่งเสรมิ คุณธรรม จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอ่ื การจดั ทำ� แผนพฒั นาวถิ ชี วี ติ เศรษฐกจิ
พอเพียง สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ
นำ� หลกั เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหก้ บั
คนในชมุ ชน
ประวัติชุมชน เดิมพ่อจอมจางวางได้ ดา้ นวถิ ีวฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
อพยพมาจากจังหวัดสงขลา มาตั้งครอบครัวอยู่ที่ จดั ประเพณแี หผ่ า้ ขน้ึ ธาตใุ นวนั วสิ าขบชู า
บา้ นใหม่ หมทู่ ี่ ๑ และไดม้ บี ตุ รดว้ ยกนั ชอ่ื พอ่ นายแจ้ ของทุกปี วัดจะเตรียมผ้าไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชน
ตอ่ มาไดม้ ภี รรยาและมบี ตุ รธดิ า และไดส้ รา้ งบา้ นเรอื น ได้ร่วมท�ำบุญผ้าและแห่ผ้ารอบเจดีย์พระธาตุและ
ขึ้นมาใหม่ซึ่งบุตรของพ่อนายแจ้ มีชื่อว่า “ใหม” เพื่อร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีและ
ต่อมาได้เขียนใหมมาเป็นใหม่ จนเรียกกันติดปาก วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถ่ินให้คงอยู่สืบไป
กนั จนถึงปจั จุบนั วา่ “บา้ นใหม่”
เปน็ ชมุ ชนสองวถิ ปี ระชาชนนบั ถอื ศาสนา
พุทธและนับถือศาสนาอิสลาม สามารถอยู่ร่วมกัน
ทำ� กจิ กรรมรว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งสมานฉนั ท์ มกี ารชว่ ยเหลอื
ดูแลซง่ึ กนั และกนั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมทำ� บุญตักบาตร ฟังพระธรรม
เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา เพ่ือส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนได้เข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร ให้ทาน
รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่
องคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
124 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี
3.8 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ นูรลุ ฮูดา ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน
(บ้านตน้ ซา้ น) ระดบั สง่ เสริมคณุ ธรรม ในสังคมพหุวัฒนธรรมและน�ำหลักธรรมค�ำสอน
ประวัติชุมชน เม่ือในอดีตมีชาวบ้าน ทางศาสนาไปปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
กลุ่มหน่ึงได้อพยพย้ายมาต้ังถ่ินฐานอาศัยอยู่ในที่น้ี
ซง่ึ สภาพภมู ปิ ระเทศในตอนนน้ั เปน็ ปา่ รกทอี่ ดุ มสมบรู ณ์
ด้วยพันธ์ุไม้ยืนต้นต่างๆ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อาทิเช่น เสือโคร่ง หมูป่า และสัตว์ปีกต่างๆ
อยู่ตามธรรมชาติและมีธารน�้ำใสในคลองไหล
ตลอดทั้งปี แล้วชาวบ้านกลุ่มน้ีก็ได้กระจายกันไป
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
กลมุ่ สตรที ำ� ขนมบา้ นตน้ ซา้ น รว่ มทำ� ขนม
ครองแครง สง่ ขายเพอ่ื สรา้ งรายไดก้ บั คนในชมุ ชน
สร้างบ้านเรือนของตนเอง โดยเลือกอาณาเขตได้ ด้านวถิ ีวัฒนธรรมไทยทีด่ ีงาม
ตามความตอ้ งการวา่ จะอยทู่ ใ่ี ด และเนอื้ ทเ่ี ทา่ ไรกไ็ ด้ จัดประเพณีเมาลิด เพื่อร่วมสืบสาน
เมอ่ื ตง้ั ถนิ่ ฐานทน่ี ไ่ี ดไ้ มน่ านกเ็ ปน็ ทรี่ จู้ กั ของคนนอก วถิ วี ัฒนธรรมทอ้ งถนิ่ ให้คงอยูค่ ่สู งั คมสืบไป
หมู่บ้าน ท�ำให้คนนอกหมู่บ้านได้เข้ามาแวะเวียน
เยี่ยมเยือนท�ำความรู้จักกับคนในหมู่บ้าน แต่ว่า
ห มู ่ บ ้ า น นี้ ยั ง ไ ม ่ ไ ด ้ ตั้ ง ช่ื อ เ รี ย ก เ ป ็ น ท า ง ก า ร
ด้วยเอกลักษณ์ของพื้นท่ีในตอนน้ัน มีต้นไม้ใหญ่
อยู่ชนิดหนึ่ง คือ ต้นซีโป ซึ่งยืนตระหง่านโดดเด่น
อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เลยใช้ชื่อของต้นไม้
ชนดิ นเี้ ปน็ ชอื่ ของหมบู่ า้ นวา่ “กำ� ปงซโี ป” และแปล
เป็นภาษาไทยว่า “ต้นสา้ น” แตว่ ่าเรียกไปเรยี กมา
จนถึงปัจจุบันว่า “ต้นซ้าน” ซึ่งแต่เดิมเร่ิมก่อตั้ง
หมู่บ้านมีบ้านเรือนประมาณ 10 หลังคาเรือน
ระหวา่ งบา้ นหนง่ึ ไปยงั อกี บา้ นหนงึ่ ตง้ั อยไู่ กลกนั มาก
จะเดนิ ไปอกี บา้ นหนงึ่ กต็ อ้ งมเี พอื่ นเดนิ ทางรว่ มดว้ ย
เนอ่ื งจากมเี สอื และสตั วอ์ นื่ ๆ อาศยั เปน็ จำ� นวนมาก
กลัวจะถูกทำ� ร้ายจากสัตวเ์ หลา่ นั้น
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อสร้าง
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี 125
3.9 ชมุ ชนคุณธรรมบ้านท�ำเนยี บ เวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา
ระดับสง่ เสริมคุณธรรม เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เยาวชนและประชาชนไดเ้ ขา้ วดั
ประวัติชุมชน หมู่ท่ี ๓ บ้านท�ำเนียบ รกั ษาศลี ฟงั ธรรมเทศนา ปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ภาวนา
แยกออกเป็น ๒ กลุม่ บ้าน คอื บา้ นทำ� เนยี บ และ และเวียนเทียน เพ่ือถวายเป็นพุทธบูชาแด่
บ้านม่วงหวาน ซงึ่ บา้ นท�ำเนยี บประวตั ขิ องหมู่บา้ น องคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ตามที่รุ่นก่อนๆ ได้เล่าต่อๆ กันมาจนถึงบัดนี้ คือ ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
แตก่ อ่ นสถานทนี่ ไี้ ดเ้ ปน็ ทสี่ ำ� หรบั นดั ประชมุ กนั ของ จัดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
คนรนุ่ กอ่ นเกย่ี วกบั เรอื่ งตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเปน็ เรอื่ งของ พอเพียง เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ
การปกครองของหมบู่ า้ น ตำ� บล หรอื หวั เมอื งตา่ งๆ การนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาปรบั ใช้
ส่วนมากจะนัดกันมาประชุมท่ีนี่ ต่อมาผู้ท่ีมา ในการด�ำเนนิ ชีวิตให้มีความสขุ
ตั้งหมู่บ้านก็ตั้งช่ือว่าบ้านท�ำเนียบ ส�ำหรับ
บ้านม่วงหวานนั้น ได้เล่ากันมาแต่ก่อนน้ีท่ีตรงนั้น
มีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ประมาณ ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ดี งี าม
๓ – ๔ คน โอบรอบโคนตน้ และแตกกงิ่ กา้ นสาขาออกมา จดั กจิ กรรมวนั สารทเดอื นสบิ เพอ่ื ปลกู ฝงั
ปกคลมุ พนื้ ทกี่ วา้ งขวางรอบบรเิ วณ ผลของมะมว่ ง ให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้แสดงออกถึง
กม็ รี สชาตหิ วานเปน็ ทเ่ี ลอื่ งลอื ของผทู้ ไี่ ดร้ บั ประทาน ความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว
ในเวลาต่อมาชาวบ้านเลยเรียกต่อๆ กันมาว่า
“บา้ นม่วงหวาน” และเพอ่ื สบื สานประเพณี วฒั นธรรมทด่ี งี ามของชมุ ชน
ให้คงอยตู่ ่อไป
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมฟังพระธรรมเทศนาและ
126 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี
อำ� เภอเมืองปตั ตานี
อ�ำเภอเมืองปัตตานี เป็นอ�ำเภอ แทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้วแต่ยังพอปรากฏ
หน่ึงของจังหวัดปัตตานี อ�ำเภอเมือง เ ป ็ น ด ง ส า คู ริ ม ค ล อ ง ที่ ไ ห ล ผ ่ า น บ ริ เ ว ณ
ปัตตานีต้ังอยู่ริมชายฝั่งทางทิศตะวันตก องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลกะมยิ อ จงึ ตง้ั ชอื่ หมบู่ า้ นวา่
เฉียงเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อ “กะมยิ อ” ซง่ึ ภาษามลายทู อ้ งถนิ่ แปลวา่ “ตน้ สาค”ู
กับอ�ำเภอข้างเคียง ดังนี้ ซึ่งต�ำบลกะมิยอ มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ทิศเหนือ หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ติดต่อกับอ่าวไทย ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ทิศตะวันออก ประกอบไปดว้ ย
ติดต่อกับอ�ำเภอยะหริ่ง 1.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยิดกะมยิ อ
(นรู ลู ยากนี ) ระดับส่งเสริมคณุ ธรรม
ทิศใต้
ตดิ ตอ่ กบั อำ� เภอยะรงั และอำ� เภอหนองจกิ ประวัติชุมชน กะมิยอ เป็นภาษามลายู
ท้องถิ่น แปลว่า “ตน้ สาค”ู เหตทุ ่ใี ช้ชือ่ นี้ เนอ่ื งจาก
ทิศตะวันตก ชมุ ชนดง้ั เดมิ ทตี่ ง้ั อยรู่ ายลอ้ มกบั รมิ คลองนน้ั เตม็ ไป
ติดต่อกับอ�ำเภอหนองจิก ด้วยต้นสาคูใช้ประโยชน์สารพัดอย่างจากต้นสาคู
อ�ำเภอเมืองปัตตานี ประกอบด้วย แม้ปัจจุบันต้นสาคูแทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว
13 ต�ำบล ได้แก่ แต่ยังพอปรากฏเป็นดงสาคูเดิมข้างริมคลอง
ทไ่ี หลผา่ นบรเิ วณองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลกะมยิ อ
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายคุณธรรมจริยธรรม
ด้านศาสนา เพอื่ สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมให้กับ
คนในชุมชน
1. ต�ำบลกะมยิ อ บา้ นกะมิยอตง้ั อยทู่ ี่
ต�ำบลกะมยิ อ อำ� เภอเมอื งปตั ตานี จังหวดั ปตั ตานี
เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่กว่า ๔๐๐ ปี มี “ต้นสาคู”
ข้ึนอยู่รายล้อมริมคลอง และใช้ประโยชน์
สารพัดอย่างจากต้นสาคู แม้ปัจจุบันต้นสาคู
128 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
ด้านวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม ริมแม่น�้ำปัตตานีตรงสามแยกต�ำบลจะบังติกอ
จดั กจิ กรรมสบื สานประเพณกี ารกวนอาซรู อ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ตัววังหันหน้าไปทาง
เ พ่ื อ รั ก ษ า ม ร ด ก ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี ทศิ ตะวนั ออก บนเนอื้ ท่ี ๗ ไร่ วงั นสี้ รา้ งโดยสถาปนกิ
อันดงี ามของพ้นื ถนิ่ ใหค้ งอยู่คู่สังคม ชาวจีน ตัววังล้อมรอบด้วยก�ำแพงทึบก่ออิฐถือปูน
รูปทรงของวังเป็นบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ หลังคา
2. ต�ำบลคลองมานิง คลองมานิง ทรงปั้นหยา หรือแบบลีมะ ตัวอาคารเป็นรูป
ส่ีเหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ๑ เมตร สร้างด้วยไม้
เปน็ คำ� ท่เี พยี้ นมาจากภาษามลายู “ฆลอมานิง” มี ภายในอาคารมีห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้เป็นทท่ี �ำงาน
ความหมายว่า คลองส�ำหรับอาบน�้ำ เดิมในต�ำบล ของเจา้ เมอื ง สว่ นดา้ นหลงั ของหอ้ งโถงจะเปน็ ทอี่ ยู่
คลองมานิง มีล�ำคลองที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือ อาศยั ของภรรยาและบรวิ าร วงั จะบงั ตกิ อไดใ้ ชเ้ ปน็
สญั จร ไป-มา ตอ่ มาลำ� คลองตน้ื เขนิ เรอื จงึ ลม่ เพราะ ศนู ยก์ ลางการปกครองในทอ้ งถน่ิ และเปน็ ทอี่ ยอู่ าศยั
เกยตนื้ และสว่ นหนงึ่ ของลำ� คลองเปน็ วงั นำ้� เมอ่ื เรอื ลม่ ของเจ้าเมืองปัตตานีคนต่อๆ มา ได้แก่
ทกุ คนในเรอื กม็ าเลน่ นำ้� ทว่ี งั นำ�้ นน้ั เมอ่ื มคี นผา่ นไปเหน็ ตนกูปูเต๊ะ บุตรชายคนโตของตนกูมูฮัมหมัด
ก็พูดต่อๆ กันว่าท่ีนี่เป็นที่คนอาบน�้ำหรือ เมอื่ ตนกปู เู ตะ๊ ถงึ แกก่ รรม บตุ รชายคนโต คอื ตนกตู มี งุ
ภาษามลายูว่า “มานิง” จึงเป็นชื่อต�ำบลท่ีเรียก ได้เป็นเจ้าเมืองต่อจนกระทั่งถึงสมัยตนกูอับดุล
จนถึงปัจจุบนั กอร์เดร์ เจ้าเมืองคนสุดท้าย เน่ืองจากพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้
จดั การปฏริ ปู การปกครองทว่ั ประเทศ จงึ ไดย้ บุ เมอื งตา่ งๆ
ทงั้ ๗ เมอื ง ไดแ้ ก่ เมอื งปตั ตานี ยะหรงิ่ ยะลา รามนั
สายบุรี ระแงะ และหนองจิก รวมเป็นมณฑล
เรียกว่า มณฑลปัตตานี ต่อมาวังซ่ึงเคยเป็น
ศนู ยก์ ลางการปกครองกเ็ ปลย่ี นสภาพไปกลายเปน็ เพยี ง
ที่อยู่อาศัยของบุตรหลาน และบรรดาญาติๆ
สืบต่อมาถงึ ปัจจุบัน
3. ต�ำบลจะบังติกอ (วังเก่า) ซง่ึ ตำ� บลจะบงั ตกิ อ มกี ารขบั เคลอ่ื นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วังจะบังติกอ สร้างในสมัยตนกูมูฮัมหมัด (พ.ศ. หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
๒๓๘๘ - ๒๓๙๙) เชื้อสายราชวงศ์กลันตัน ซ่ึง ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ประกอบไปด้วย
แต่งต้ังให้เป็นเจ้าเมืองปัตตานี วังแห่งน้ีต้ังอยู่
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 129
3.1 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยดิ จะบังติกอ
(รายอฟาฏอน)ี ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน จะบังติกอเป็นชุมชนหน่ึง ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
ที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ซ่ึงจะบังติกอ จดั กจิ กรรม Shining Pattani ปตั ตานใี ชเ่ ลย
มีชอื่ เรยี กภาษามลายูแปลว่า สามแยก เป็นชุมชน เพอ่ื สะทอ้ นความเปน็ ตวั ตนของจงั หวดั ปตั ตานี และ
ทม่ี มี านานแลว้ ประมาณ ๒๐๐ ปี โดยมตี นกอู าหมดั เพ่ือแสดงให้เห็นถึง 3R อันได้แก่ อาคาร อาหาร
(ตนกบู อื ซา) เจา้ เมอื งราชวงศก์ ลนั ตนั ประเทศมาเลเซยี และอาภรณ์ที่เป็นเอกลกั ษณข์ องเมืองปตั ตานี
มาเป็นเจ้าเมืองปัตตานีในสมัยน้ัน (พ.ศ. ๒๓๙๕) ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยทีด่ งี าม
โดยมาสร้างพระราชวังที่ประทับที่จะบังติกอ ร่วมสืบสานประเพณีการกวนอาซูรอ
วังที่ประทับยังมีอยู่เรียกว่า “วังเก่าจะบังติกอ” เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
ทม่ี าของจะบงั ตกิ อ คอื ๓ ทางแยกจากการสมั ภาษณ์ ของพื้นถิ่นให้คงคา่ และคงอยเู่ พ่ือคนรนุ่ หลงั ตอ่ ไป
ผอู้ าวโุ สในชมุ ชนไดใ้ หค้ วามหมายของจะบงั ตกิ อ คอื
ทางแยกของแม่น�้ำ ๓ สาย ทีม่ าบรรจบ ณ บริเวณ
ท่ีตั้งของวังเก่าจะบังติกอ (กัวลาบือลูวง)
(Pengkalanperahu Raja) อยู่ทางด้านหลังวัง
ในปจั จบุ ัน โดยสายทห่ี น่ึงมาจากเส้นทางยะลาเขา้
สจู่ างา ตำ� บลปะกาฮะรงั สายทส่ี องจากกวั ลาบอื ลวู ง
ไปสู่กัวลาบือเกาะห์ (ปากน�้ำปัตตานี) สายท่ีสาม
จากกัวลาบือลูวงไปสู่บ้านกะลุแปและบ้านเจ๊ะดี
ตำ� บลปะกาฮะรงั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมการจัดการศพตาม
หลักศาสนาอิสลาม เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจ
ทถ่ี กู ตอ้ งเกย่ี วกบั ขน้ั ตอนและวธิ กี ารในการอาบนำ�้ ศพ
ตามหลกั ของศาสนาอสิ ลามใหก้ บั คนในชุมชน
130 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
4. ต�ำบลตะลุโบะ ต�ำบลตะลุโบะ ร้อนของพ่อค้า แม่ค้า ในสมัยน้ัน น�ำสินค้าต่างๆ
มาจากยะรัง ปูยุด และบาราเฮาะ เดินทางจะไป
อ�ำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี แต่เดิมชุมชน ขายสินค้าดังกล่าวในตลาดปัตตานี โดยเดินเท้า
แห่งน้ีมีช่ือว่า “บึงลูโบ๊ะ” แปลว่า บึงลึก ท้ังน้ี และบรรทกุ รถเกวยี นววั ได้ใช้เส้นทางผ่านหมู่บ้าน
เนอื่ งจากบริเวณนี้เป็นทต่ี ำ่� มีบึงขนาดใหญ่ และมี แบรออาตะจือรังพอถึงหมบู่ า้ นแหง่ น้ี พอ่ คา้ แมค่ า้
เรอ่ื งเลา่ วา่ ในบงึ ใหญน่ ม้ี จี ระเขเ้ ผอื กอาศยั อยใู่ นบงึ นี้ ทงั้ หลายจำ� เปน็ ตอ้ งพกั รอ้ นที่ศาลาดังกล่าว บางคน
เรียกว่า “บึงลูโบ๊ะ” เรียกกันมาเรื่อยๆ ในที่สุด กอ็ าบนำ�้ บางคนกด็ ม่ื นำ�้ โดยตกั นำ้� จากบอ่ ใกลศ้ าลา
เปล่ยี นเปน็ ตะลโุ บะมาจนถงึ ทุกวันน้ี บางคนกเ็ รยี กหมบู่ า้ นแหง่ นวี้ า่ “หมบู่ า้ นแบรอวอกสั ”
ซึ่งต�ำบลตะลุโบะ มีการขับเคลื่อนชุมชน หรือหมู่บ้านแบรออาตะจือรัง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่อมาในการเขียนหนังสือภาษาไทย
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย จากหมู่บา้ นแบรออาตะจอื รงั กก็ ลายเปน็ หมู่บา้ น
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน แบรออาตะจรงั (จากจอื รงั เปน็ จรงั ) หมบู่ า้ นแบรอ
ประกอบไปด้วย อาตะจรงั แหง่ นี้ มสี เุ หรา่ เปน็ ทป่ี ระกอบศาสนากจิ
แหง่ แรกในละแวกตำ� บลตะลโุ บะและไดจ้ ดทะเบยี น
กบั ทางการประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยจดทะเบยี นเปน็
“สุเหร่าแบรออาตะจรัง” มีหมู่บ้านใกล้เคียงไป
ประกอบศาสนกิจท่ีสุเหร่าดังกล่าวน้ีเป็นประจ�ำ
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รื้อถอนสุเหร่า
ออก และสร้างมัสยิด โดยใช้ทะเบียนของสุเหร่า
เดิมจากสุเหร่ามาเป็นมัสยิด แบรออาตะจรัง
จนถึงทกุ วนั น้ี
4.1 ชุมชนคุณธรรมมัสยิดแบรออาตะจรงั กอ่ นทจี่ ะสรา้ งมสั ยดิ แบรออาตะจรงั แหง่ น้ี
(บา้ นตะลุโบะ) ระดับส่งเสรมิ คณุ ธรรม ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้สร้างท่ีเรียนหนังสือ
ประวตั ชิ มุ ชน บยี ารออาตะจอื รงั หมายถงึ ส�ำหรับเด็กๆ เรียนหนังสือสามัญ (ภาษาไทย)
หมู่บ้านบนที่ราบสูง เป็นหมู่บ้านท่ีสูงกว่าท่ีอ่ืน สรา้ งบนถนนใหญต่ รงขา้ มกบั โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นตะลโุ บะ
ในละแวกนน้ั ทกุ ปถี งึ เวลาฤดฝู น ทอ่ี นื่ นำ้� ทว่ มขงั หมด และได้ต้งั ชอ่ื วา่ โรงเรยี นบา้ นแบรอจะรัง มีชัน้ ป.๑
สว่ นหมบู่ า้ นแบรออาตะจอื รงั นำ้� ไมท่ ว่ ม หมบู่ า้ นอน่ื ๆ ถึง ป.๔ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ร้ือถอนที่เรียน
ได้พาสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น วัว แพะ แกะ เป็ด ไก่
เปน็ ตน้ มาเกบ็ ไวแ้ ละเลยี้ งทห่ี มบู่ า้ นแบรออาตะจอื รงั
หมู่บ้านแบรออาตะจือรังมีช่ืออีกช่ือหนึ่ง คือ
แบรอวอกัส หมายถึง แบรอศาลา ส่วนวอกัสคือ
ศาลาพกั รอ้ น ศาลาแหง่ นเ้ี ปน็ ศาลาทเ่ี กา่ แกศ่ าลาหนงึ่
บัดนี้ วอกสั หรือ ศาลา ก็ยังมีให้เห็นอยู่ เยื้องกับ
โรงเรียนชุมชนบ้านตะลุโบะ อายุประมาณ ๑๐๐
กว่าปี ข้างศาลามีบ่อน�้ำหน่ึงบ่อ ศาลาดังกล่าวน้ี
เปน็ ทพ่ี กั ผอ่ นของผคู้ นภายในหมบู่ า้ นและเปน็ ทพ่ี กั
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี 131
หนังสือของเด็กและสร้างโรงเรียนใหม่ สถานท่ีต้ัง เพ่ืออบรมเกี่ยวกับการร้อยมาลัยไว้สร้างอาชีพ
ที่โรงเรียนชุมชนบ้านตะลุโบะขณะนี้ เป็นโรงเรียน และสร้างรายไดใ้ ห้กับครวั เรือนไดเ้ ป็นอย่างดี
บ้านแบรอจะรัง ต่อมาเปล่ียนช่ือโรงเรียนเป็น ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม
โรงเรียนบ้านพรุ หลายปีต่อมาได้สร้างอาคารใหม่ จดั กจิ กรรมประเพณกี ารกวนอาซรู อ เพอ่ื
เพ่ิมเติมและขยายชั้นเรียนจาก ป.๔ ถึง ป.๖ และ รกั ษามรดกทางวฒั นธรรมประเพณอี นั ดงี ามของพนื้ ถน่ิ
ได้เปลี่ยนช่ือโรงเรียนใหม่อีกเป็น โรงเรียนชุมชน ให้คงคา่ และคงอยู่ เพือ่ คนรนุ่ หลังตอ่ ไป
บ้านตะลุโบะจนถึงปัจจุบันนี้ (จากบียารออาตะ
จือรัง เป็นบียารออาตะจรังและบียารออาตะจรัง 4.2 ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดปาแดบูงอ
เป็นแบรอจรัง) และหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้าน (บา้ นปาแดบงู อ) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
“แบรอจะรัง” ส่วนทะเบียนมัสยิดเป็น มัสยิด ประวัติชุมชน เดิมหมู่บ้านชื่อว่า
แบรออาตะจรัง บ้านแบรอจะรัง หมู่ที่ ๒ ต�ำบล “จอื นอื รง” แตด่ ว้ ยเหตผุ ลทวี่ า่ หมบู่ า้ นนเ้ี ปน็ ทรี่ าบลมุ่
ตะลโุ บะ อ�ำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นำ้� ทว่ มทกุ ปหี มบู่ า้ นตดิ กบั คลองธรรมชาติ ชาวบา้ น
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา ในสมัยน้ันใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอ่ื คลองแห่งน้ียังเป็นทางผ่านของผู้คนหลายๆ
ปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชนในการ ประเทศโดยเฉพาะจีน มาเลเซีย อินโดนีเซียและ
อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ ภายใตค้ วามหลากหลาย อกี มากมายหลายประเทศ เพอ่ื เดนิ ทางไปทา่ เทยี บเรอื
ทางวัฒนธรรม ตันหยงลุโละ ต�ำบลบานา อ�ำเภอเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี ซ่ึงท่าเทียบเรือน้ันจึงเป็นศูนย์รวม
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ของการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้า รวมท้ัง
กลมุ่ แมบ่ า้ นมาลยั ตะลโุ บะ มกี ารรวมตวั กนั การประกอบอาชพี อกี ดว้ ย และคลองแหง่ นย้ี งั เปน็ ท่ี
ทำ� มาหากนิ ของชาวบา้ นในหมบู่ า้ นและตา่ งหมบู่ า้ น
ในสมัยนั้น ชาวบ้านเลยตั้งชื่อหมู่บ้านข้ึนใหม่ว่า
“หมูบ่ า้ นคลองจอื นอื รง”
อย่มู าวนั หนึ่ง มีครอบครัวหนง่ึ ไดเ้ ดินทาง
เข้ามาโดยใช้เรือเป็นพาหนะเพื่อมาประกอบอาชีพ
ทางดา้ นเกษตร ปลกู พชื ผกั สวนครวั ทส่ี วนแหง่ หนงึ่
ซ่ึงต้ังอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านคลองจือนือรงมากนัก
พ ว ก เ ข า ท� ำ ก า ร เ ก ษ ต ร ไ ด ้ อุ ด ม ส ม บู ร ณ ์ แ ล ะ
เกดิ ผลผลติ ทด่ี มี าก เพราะสว่ นหนงึ่ เปน็ พนื้ ทรี่ าบสงู
เปน็ ดนิ รว่ นปนทรายเหมาะแกก่ ารเพาะปลกู เปน็ อยา่ งมาก
132 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
แลว้ พ้นื ที่รอบๆ ก็เต็มไปด้วยดอกไมห้ รอื เรียกได้ว่า ดา้ นวิถวี ฒั นธรรมไทยทด่ี ีงาม
เป็นสวนดอกไม้เลย เพราะมีดอกไม้เยอะมาก ร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณี
ซ่ึงดอกไม้ที่ว่าน้ันก็คือ “ดอกเคราตาแปะ” การกวนอาซูรอ เพ่ือรักษามรดกทางวัฒนธรรม
เมอ่ื ชาวบา้ นทอ่ี ยใู่ นหมบู่ า้ นคลองจอื นอื รงไดท้ ราบทด่ี นิ ประเพณอี นั ดงี ามของพน้ื ถน่ิ ใหค้ งคา่ ใหค้ งอยู่ เพอ่ื
บริเวณนั้นสามารถใช้ท�ำการเกษตรแล้วท�ำให้ คนรุน่ หลังตอ่ ไป
เกดิ ผลผลติ ไดด้ อี กี ดว้ ยกเ็ ลยพากนั ยา้ ยมาสรา้ งบา้ น
ในสวนแหง่ นแ้ี ละทำ� การเพาะปลกู มาเรอ่ื ยๆ จนเปน็ 5. ต�ำบลตันหยงลุโละ ต�ำบล
อาชีพหลัก หมู่บ้านแห่งน้ีเต็มไปด้วยไม้ยืนต้น
ไมด้ อกและไมป้ ระดบั ชาวบา้ นเลยคดิ ตงั้ ชอื่ หมบู่ า้ น ตันหยงลุโละ เป็นส่วนหน่ึงของอ�ำเภอเมือง
นี้ขึ้นใหม่ว่า “หมู่บ้านปาแดบูงอ” หรือภาษาไทย จังหวัดปัตตานี ซึ่งเดิมเป็นเมืองปาตานี สมัยก่อน
เรียกว่า “บ้านจะรงั บองอ” ซงึ่ เป็นชื่อเรียกทีใ่ ช้อยู่ เคยเป็นเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรปาตานีและ
ในปัจจุบัน ของเอเชยี อาคเนย์ ทค่ี นทว่ั ไปไดเ้ คยมาตดิ ตอ่ คา้ ขาย
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา รวมทั้งเป็นอารยธรรมอิสลาม เป็นที่รู้จักกันทั่วไป
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอ่ื ในสมยั นนั้ ซงึ่ ไดม้ รี อ่ งรอยประวตั ศิ าสตรป์ รากฏอยู่
เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน เช่น คลองปาเปรี บ่อฮังตูวะห์ มัสยิดเก่ากรือเซะ
และให้คนในชุมชนน�ำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ ฮวงซยุ้ เจา้ แมล่ มิ้ กอเหนยี่ ว เปน็ ตน้ คำ� วา่ “ตนั หยง”
ในการดำ� เนินชีวติ ใหม้ ีความสขุ หมายถึง แหลมตันหยง ค�ำว่า “ลุโละ” หมายถึง
เพชร พลอย ของมคี า่ “ตันหยงลโุ ละ” จึงหมายถงึ
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง แหลมทเ่ี ต็มไปด้วยเพชร พลอย และสง่ิ ของทมี่ ีคา่
คนในชุมชนส่งเสริมการปลูกแปลงผัก ท่ีท�ำให้ประชาชนในต�ำบลท�ำมาหากินง่ายและ
ฟกั ทอง เพ่อื ไว้ทานในครวั เรือน เป็นตำ� บลที่อดุ มสมบรู ณ์
ซ่ึงต�ำบลตันหยงลุโละ มีการขับเคล่ือน
ชุมชนด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถี
รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 133
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในการด�ำรงชีวิต
ให้มีความสขุ
วัฒนธรรมไทยท่ีดีงามภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
จ�ำนวน 3 ชมุ ชน ประกอบไปด้วย
5.1 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดตนั หยงลุโละ ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บา้ นตันหยงลโุ ละ) หมูท่ ี่ 1 ระดับคุณธรรม ส ่ ง เ ส ริ ม ใ ห ้ ค น ใ น ชุ ม ช น น ้ อ ม น� ำ
หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ
ให้มีความสุข
ประวัติชุมชน ต�ำบลตันหยงลุโละ เป็น
ส่วนหน่ึงของอ�ำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเดิม
เปน็ เมอื งปาตาน ี สมยั กอ่ นเคยเปน็ เมอื งศนู ยก์ ลางของ
อาณาจกั รปาตานแี ละของเอเชยี อาคเนยท์ ค่ี นทว่ั ไป ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
ไดเ้ คยมาตดิ ตอ่ คา้ ขายรวมทง้ั เปน็ อารยธรรมอสิ ลาม จัดนิทรรศการ “ว่าว” เพื่อสร้างให้เกิด
เป็นที่รู้จักกันท่ัวไปในสมัยน้ัน ซึ่งได้มีร่องรอย องค์ความรู้เกี่ยวกับว่าวและเช่ือมโยงกับ
ประวตั ศิ าสตรป์ รากฏอยู่ เชน่ คลองปาเปรี บอ่ ฮงั ตวู ะห์ วถิ คี วามเป็นอย่ขู องคนในชมุ ชน
มัสยิดเก่ากรือเซะ ฮวงซุ้ยเจ้าแม่ลิ้มกอเหน่ียว
เปน็ ตน้ ค�ำวา่ “ตันหยง” หมายถงึ แหลมตนั หยง
ค�ำว่า “ลุโละ” หมายถึง เพชร พลอย ของมีค่า
“ตันหยงลุโละ” จึงหมายถึง แหลมที่เต็มไปด้วย
เพชร พลอย และส่ิงของทม่ี คี ่า ทท่ี �ำใหป้ ระชาชน
ใ น ต� ำ บ ล ท� ำ ม า ห า กิ น ง ่ า ย แ ล ะ เ ป ็ น ต� ำ บ ล ท่ี
อดุ มสมบูรณ์
134 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี
5.2 ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดตันหยงลโุ ละ
(บา้ นตนั หยงลุโละ) หมู่ท่ี 2 ระดบั ตน้ แบบ
ประวัติชุมชน ต�ำบลตันหยงลุโละ ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยที่ดีงาม
เปน็ สว่ นหนงึ่ ของอำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ปตั ตานี ซงึ่ เดมิ จัดกิจกรรมพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์
เปน็ เมืองปาตานี สมัยกอ่ นเคยเป็นเมืองศูนยก์ ลาง ท�ำความสะอาด เก็บขยะ เก็บกวาดรอบๆ บรเิ วณ
ของอาณาจักรปาตานีและของเอเชียอาคเนย์ มสั ยดิ กรอื เซะ เพอ่ื เสรมิ สรา้ งความรกั ความสามคั คี
ท่ีคนทั่วไปได้เคยมาติดต่อค้าขาย รวมทั้งเป็น และความเสียสละใหก้ บั คนในชมุ ชน
อารยธรรมอิสลามเป็นท่ีรู้จักกันท่ัวไปในสมัยน้ัน 5.3 ชมุ ชนคุณธรรมกรีเซะ๊
ซึ่งได้มีร่องรอยประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่ เช่น (บา้ นกรีเซะ๊ ) ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
คลองปาเปรี บ่อฮังตูวะห์ มัสยิดเก่ากรือเซะ
ฮวงซุย้ เจ้าแมล่ ิ้มกอเหน่ียว เป็นตน้
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรม เพอื่ การพฒั นา
คณุ ภาพชวี ติ ประชาชนและเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็
ของชุมชนในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
อย่างมีความสุข
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ประวัติชุมชน มีต�ำนานเล่าสืบต่อกันมา
จัดอบรมการท�ำขนมเพื่อสร้างรายได้ วา่ ในยคุ ทเ่ี มอื งปตั ตานมี เี จา้ ผคู้ รองเมอื งเปน็ นางพญา
สรา้ งอาชพี และนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาปรบั ใช้ในการด�ำเนินชวี ติ ให้มีความสขุ
รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี 135
ชื่อ รายาบรี ู (พ.ศ. ๒๑๕๑ - ๒๑๖๗) และมชี าวจนี ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยท่ดี ีงาม
ชื่อ ลมิ้ เต้าเคียน มาอยูเ่ มอื งปตั ตานี และเข้ารีตรบั จดั กจิ กรรมจติ อาสาถวายเปน็ พระราชกศุ ล
นับถือศาสนาอิสลามแล้วไม่ยอมกลับเมืองจีน และน้อมรำ� ลกึ เนื่องในวนั คล้ายวันพระราชสมภพ
หลมิ กอเหนย่ี วนอ้ งสาวเดนิ ทางมาตามพช่ี ายใหก้ ลบั พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ห ล ้ า น ภ า ลั ย
เมอื งจนี เพอื่ ดแู ลมารดาทช่ี ราตามประเพณขี องชาวจนี ด้วยการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ท�ำความสะอาด
แ ต ่ ลิ้ ม เ ต ้ า เ คี ย น ไ ม ่ ย อ ม ก ลั บ เ พ ร า ะ ไ ด ้ รั บ เกบ็ ขยะ เกบ็ กวาดรอบๆ บรเิ วณมัสยดิ กรอื เซะ
มอบหมายจากเจา้ เมอื งปตั ตานใี หเ้ ปน็ ผคู้ วบคมุ กอ่ สรา้ ง
มัสยิดกรือเซะอยู่ และยังสร้างไม่เสร็จจะขออยู่ 6. ต�ำบลบานา บานาเปน็ ตำ� บลหน่งึ
เมอื งปตั ตานตี อ่ ไปจนกวา่ จะสรา้ งเสรจ็ หลมิ กอเหนย่ี ว
มคี วามนอ้ ยใจจงึ ทำ� อตั วนิ บิ าตกรรมประทว้ งพชี่ าย ของอำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ปตั ตานี มปี ระวตั คิ วามเปน็ มา
แต่ก่อนท่ีนางจะผูกคอตายนางได้อธิษฐานว่า ที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปัตตานี
“แมพ้ ชี่ ายจะเกง่ เพยี งใดกข็ อใหส้ รา้ งมสั ยดิ นไี้ มส่ ำ� เรจ็ ” ก่อนยุคอิสลามกลายเป็นรัฐปัตตานีดารุสสลาม
ดว้ ยแรงแหง่ คำ� สาปแชง่ ของนางปรากฏวา่ ลม้ิ เตา้ เคยี น คำ� วา่ “บานา” เปน็ ภาษาเปอรเ์ ซยี (ปจั จบุ นั อหิ รา่ น)
สรา้ งไมส่ ำ� เรจ็ ไดท้ ำ� การสรา้ งหลงั คาและโดมถงึ สามครง้ั ซึ่งมีความหมายว่า เมืองท่าเรือ จากบันทึก
เ ม่ื อ ส ร ้ า ง จ ว น เ ส ร็ จ ก็ เ กิ ด อั ส นี บ า ต ฟ า ด โ ด ม ทางประวตั ศิ าสตรใ์ นหนงั สอื ตารคี ฟาฎอนี ไดบ้ นั ทกึ ไว้
และหลงั คาพงั ทลายลงมาทกุ ครงั้ ทำ� ใหล้ ม้ิ เตา้ เคยี น ว่าบนั ดัร (บานา) เปน็ เมอื งท่าของอาณาจักรมลายู
เกิดความหวาดกลัว จึงได้ทงิ้ งานก่อสร้างให้คา้ งอยู่ ลังกาสกุ ะ
จนบัดนี้ ฝั่งทะเลตะวันออกและเคดาร์ บริเวณ
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา สุไหงเมอร์รือบก เป็นเมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตก
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่ บ้านบานา (ท่าเรือปัตตานี) ในบันทึกของตารีค
ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่ร่วมกัน ปาตานี ระบวุ า่ เรอื สนิ คา้ มาจอดเปน็ จำ� นวนรอ้ ยๆ ลำ�
ในสังคมพหุวัฒนธรรมอยา่ งมคี วามสขุ จ�ำนวนมากถูกขายหมด ถึงขนาดต้องสั่งจากพม่า
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดกิจกรรมอบรมการสร้างอาชีพด้วย
การปลูกพืช ผกั สวนครัวและน้อมนำ� หลกั ปรชั ญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชเ้ พอ่ื สรา้ งรายได้ สรา้ งอาชพี
ใหก้ บั คนในชมุ ชน
136 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี
และกัมพูชา ในท้องทะเลปัตตานีบริเวณท่าเรือ ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
บานายามราตรี จะมีแสงระยิบระยับดุจดวงดาว จดั กจิ กรรมบรรยายธรรม เพอื่ การพฒั นา
บนทอ้ งฟา้ คณุ ภาพชวี ติ ประชาชนในการเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็
ซึ่งต�ำบลบานา มีการขับเคลื่อนชุมชน ของชุมชนในการอยูร่ ่วมกันในสังคมพหุวฒั นธรรม
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 3 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
6.1 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดนูรลุ อสิ ลาม
(บ้านกแู บอีเตะ) ระดบั คณุ ธรรม
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์
ดา้ นการเกษตร “นำ้� จมิ้ อเนกประสงค”์ เขา้ สรู่ ะบบ
อุตสาหกรรม เพ่ือสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และ
น้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้
ในชมุ ชน
ประวัติชุมชน “กูแบ” แปลว่า ปลัก
“อีเตะ” แปลวา่ เป็ด รวม ๒ คำ� กแู บอเี ตะ แปลว่า
ปลักเป็ด จากต�ำนานเล่าของบรรพบุรุษในชุมชน
สมยั กอ่ น เลา่ วา่ ในปา่ ใจกลางหมบู่ า้ นมสี ายนำ้� ไหลผา่ น
ในหมู่บ้านเป็นท่ีราบลุ่มและเนินสูง ด้วยความ
อดุ มสมบรู ณข์ องพนื้ ทม่ี พี นั ธพ์ุ ชื นานาชนดิ มอี าหาร ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม
ส�ำหรับหล่อเล้ียงชุมชนพร้อมทั้งป่าสมุนไพร คร้ัน ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการ
วันหนึ่งชาวบ้านออกไปหาสมุนไพรในป่าชุมชน กวนอาซรู อ เพอื่ รกั ษามรดกทางวฒั นธรรมประเพณี
ดงั กลา่ ว คน้ พบแอง่ นำ้� ขนาดใหญม่ ฝี งู เปด็ ธรรมชาติ อันดีงามของพ้นื ถน่ิ ใหค้ งอยเู่ พื่อคนรุ่นหลังต่อไป
พักอาศัย ยามฝนตกโปรยปรายตอนพลบค่�ำ
แอบเหลอื บเหน็ เปด็ ทองคหู่ นง่ึ กำ� ลงั เลน่ นำ�้ ชาวบา้ น
ทเี่ ขา้ ไปหาสมนุ ไพรในปา่ ตกใจจงึ สง่ เสยี งรอ้ งดงั ทำ� ให้
เป็ดทองคู่นั้นตกใจและบินหนีไปเป็นปรากฏการณ์
ซ่ึงจะเห็นได้ไม่บ่อยนัก จึงเป็นท่ีมาของช่ือหมู่บ้าน
“กแู บอเี ตะ”
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 137
6.2 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยิดอัลฮสุ นา ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
(บ้านสไุ หงปาแน) ระดบั คุณธรรม จัดกิจกรรมปลูกต้นปาล์มริมคลองของ
หมบู่ า้ น เพอ่ื ปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั นช์ มุ ชน เปดิ พน้ื ทสี่ เี ขยี ว
และให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน
พร้อมต้อนรับนักท่องเท่ียวที่จะเข้ามาเรียนรู้
วิถีชุมชนต่อไป
ประวัติชุมชน บ้านสุไหงปาแน มีชื่อ ดา้ นวถิ วี ัฒนธรรมไทยที่ดงี าม
ด้งั เดิมคือ “ซไู งปนั ดัน” หมายถงึ วิสัยทศั นห์ รือผู้ท่ี จัดกิจกรรมเมาลิดนบี เพ่ือสืบสาน
มองการณ์ไกล เนื่องจากสมัยก่อน ชุมชนแห่งนี้ วถิ วี ัฒนธรรมทอ้ งถิ่นให้คงอยู่คูส่ ังคมสบื ไป
จะมากด้วยผู้ท่ีมีความรู้และมีสถานท่ีสอนศาสนา
หลายแหง่ ตอ่ มาเกดิ การเพยี้ นเสยี งเรอ่ื ยมา ซไู งปนั ดนั
จงึ เพย้ี นเปน็ สไุ หงปาแนในปจั จบุ นั บา้ นสไุ หงปาแน
เปน็ ส่วนหนงึ่ ของต�ำบลบานา อ�ำเภอเมือง จงั หวัด
ปัตตานี ใกล้กับมัสยิดกรือเซะท่ีมีความส�ำคัญ
เชงิ ประวตั ศิ าสตรอ์ นั ยาวนานบนความรุ่งโรจน์ของ
“ราชอาณาจักรมลายูปัตตานี” หรือ “ปัตตานี
ดารุสลาม” (ปตั ตานี นครแห่งสันติ) ในอดตี
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม เพื่อส่งเสริม
คุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชนด้วยการ
อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ ภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม
6.3 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ นรู ุดดนิ
(บา้ นแหลมนก) ระดบั คุณธรรม
ประวัติชุมชน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒
ประชากรจากหลายพื้นที่ จากท่าเทียบเรือน้�ำลึก
มาปกั หลกั ตง้ั ถน่ิ ฐานทอี่ ยอู่ าศยั บรเิ วณปลายแหลม
ติดทะเล เป็นเขตพ้ืนท่ีของต�ำบลบานาจนมาถึง
เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ประชากรเพ่ิมมากขึ้น จึงได้
ขยายพน้ื ทต่ี ง้ั ของหมบู่ า้ น การตงั้ ชอ่ื ของหมบู่ า้ นได้
138 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
กลมุ่ เลยี้ งปลากะพงในกระชงั รวมกลมุ่ กนั
ต่อยอดในการประกอบอาชีพตามแนวทางปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดรายจ่าย เพ่ิมรายได้
น�ำมาซ่ึงความสุขและวิถีการใช้ชีวิตในชุมชนของ
ตนเอง
มาจากฝูงนก ซ่ึงพ้ืนที่ดังกล่าวเป็นท่ีอยู่อาศัยของ
ฝูงนกหลากหลายชนิด โดยต้ังช่ือตามสภาพ
แวดล้อม ชาวบ้านจึงต้ังชื่อว่า “บ้านแหลมนก”
มาจนถงึ ปจั จบุ นั บา้ นแหลมนก หมทู่ ี่ ๙ ตำ� บลบานา ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
อำ� เภอเมอื งปตั ตานี จงั หวดั ปัตตานี ตั้งอยหู่ า่ งจาก จัดกิจกรรมเมาลิดนบี เพื่อให้พี่น้อง
ทวี่ ่าการอ�ำเภอเมอื ง ประมาณ ๓.๕ กโิ ลเมตร ชาวไทยมสุ ลมิ ในพน้ื ทรี่ ว่ มเฉลมิ ฉลองเนอ่ื งในวนั คลา้ ย
วนั ประสตู ขิ องศาสดานบมี ฮู มั หมดั ผซู้ ง่ึ เปน็ แบบอยา่ ง
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา ของชาวมุสลิมทั่วโลก รวมท้ังเป็นการส่งเสริม
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม เพ่ือปลูกฝัง กิจกรรมทางศาสนาอิสลามให้คงอยู่ และเป็นการ
คณุ ธรรม จริยธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชน และเพอ่ื ให้ ปลูกฝังให้เยาวชน ประชาชน รักและหวงแหน
คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในศาสนา ตลอดจนปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
ภายใต้สังคมพหุวฒั นธรรม อนั ดแี ก่ชมุ ชนและสรา้ งสานความสมั พันธ์อันดี
รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี 139
7. ต�ำบลบาราโหม ต�ำบลบาราโหม มุซ๊อรฟัรซาร์ ได้ไปเยือนอยุธยาเพ่ือสร้าง
สั ม พั น ธ ไ ม ต รี กั บ พ ร ะ ม ห า จั ก ร พ ร ร ดิ แ ห ่ ง
แยกออกมาจากตำ� บลตนั หยงลโุ ละ ประมาณ ๘๐ กรงุ ศรอี ยธุ ยา ไดท้ รงมอบเชลยศกึ ทไ่ี ดม้ าจากกมั พชู า
- ๙๐ ปี ประชากรมาจากหมู่เกาะมลายู ตง้ั รกราก และพม่า นับถือศาสนาพุทธ มอบให้แก่สุลต่าน
มาเปน็ ๑๐๐ ปี ถ่นิ ฐานเดิมเป็นหมบู่ ้านทเี่ ก่ยี วข้อง มุซ๊อรฟัรซาร์ เม่ือกลับมาถึงเมืองปัตตานีพระองค์
กับประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานีเดิม เกี่ยวโยง ได้ทรงมอบทีด่ นิ บริเวณคลองปาเระ ซึง่ ตรงขา้ มกับ
มาจากเมอื งลังกาสกุ ะ ประชาชนเดิมนับถอื ศาสนา บริเวณประตูช้าง ของพระต�ำหนักอิสตานานีลัม
พุ ท ธ นิ ก า ย ม ห า ย า น เ ป ็ น เ มื อ ง พุ ท ธ ม ล า ยู ไวเ้ พอ่ื จดั สรา้ งบา้ นเรอื นและวดั ในปจั จบุ นั ในบรเิ วณ
แหง่ ราชอาณาจกั รลงั กาสกุ ะอยภู่ ายใตก้ ารปกครอง พน้ื ทรี่ อบๆ วดั ไดม้ ปี ระชาชนทงั้ ไทยพทุ ธ และไทย
ของราชวงศ์โกตาลิฆัย ต่อมามีการเปล่ียนแปลง มสุ ลมิ สรา้ งบา้ นเรอื นอาศยั อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสงบสขุ
โครงสรา้ งนครรฐั พทุ ธเปน็ รฐั อสิ ลาม มพี ญาอนิ ทริ า ชุมชนคุณธรรมวัดบ้านดี ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ต�ำบล
เป็นผู้ก่อต้ังรัฐปาตานีดารุสลาม (นครแห่งสันติ) บาราโหม อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดปตั ตานี มีวัดบา้ นดี
นอกจากนน้ั ยงั เปน็ ทฝ่ี งั พระศพราชนิ ี ๓ องค์ ไดแ้ ก่ เป็นศาสนสถานในการยึดเหนี่ยวจิตใจของคน
ราชนิ ฮี เิ ยา ราชินบี รี ู และราชินีองู ู แห่งราชวงศ์ศรี ในชุมชน ชุมชนคุณธรรมวัดบ้านดีในสมัยก่อนมีที่
วังษา ผูป้ กครองปตั ตานี ตั้งฝั่งปอเนาะทางทิศใต้ของชุมชน เมื่อชุมชนเร่ิม
ที่มาของชอื่ ต�ำบลบาราโหม ช่ือเดมิ มาจาก เจรญิ รงุ่ เรอื ง มกี ารคมนาคมทด่ี ี จงึ ยา้ ยฝง่ั ทตี่ ง้ั วดั บา้ นดี
เป็นที่ฝังศพของพญาอินทิรา ในเขตพระราชวัง เดิมเป็นที่ต้ังในปจั จบุ ัน
สมยั กอ่ นตงั้ ชอ่ื กโุ บรว์ า่ โตะ๊ งอฮง มาจากอลั มรั โหม ด้านหลักธรรมทางศาสนา
และได้ต้ังชื่อเป็นต�ำบลบาราโหม ในสมัยก่อนไม่มี จดั กิจกรรมท�ำบุญตักบาตรเพอื่ ถวายเป็น
บ้านเรือนชาวบ้านส่วนมากจะตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ พระราชกศุ ล แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร
ริมน�้ำ เพราะสมยั ก่อนยงั ไมม่ ีน�้ำประปาใช้ ตำ� บล มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร วนั ชาติ
บาราโหมมีอยู่ ๒ ฝง่ั ในสมยั กอ่ นถ้าจะมาทีป่ าเระ และวนั พอ่ แหง่ ชาติ ๕ ธนั วาคม เพอื่ สง่ เสรมิ ใหค้ น
ตอ้ งไปทฝ่ี ง่ั บอ่ เซะดาวดู เพราะคนสมยั กอ่ นจะเรยี ก
ฝั่งเซะดาวูดว่าปาเระ แต่ถ้าจะเข้ามาท่ีบาราโหม
ต้องเข้ามาท่ีบ้านปาเระด้านใน เพราะสมัยก่อน
เรียกบา้ นปาเระว่า “บาราโหม”
ซงึ่ ตำ� บลบาราโหม มกี ารขบั เคลอ่ื นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
7.1 ชมุ ชนคุณธรรมวดั บ้านดี
(บ้านดี) ระดบั ตน้ แบบ
ประวตั ชิ มุ ชน วดั บา้ นดี หรอื วดั กะดี มชี อ่ื
เปน็ ทางการวา่ วดั พทุ ธาวาส เปน็ วดั เกา่ แกท่ ส่ี รา้ งขนึ้
ในสมัยสุลต่านมูซัฟฟัร ชาห์ เป็นเจ้าเมืองปัตตานี
หรือราวๆ ช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจาก
140 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
7.2 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดบาราโหม
(บา้ นปาเระ) ระดบั ตน้ แบบ
ในชมุ ชนนำ� ศาสนามาเปน็ แนวทางในการดำ� เนนิ ชวี ติ ประวตั ชิ มุ ชน เปน็ ชมุ ชนเกา่ แกท่ เ่ี กยี่ วขอ้ ง
ใหม้ คี วามสขุ กับประวัติศาสตร์ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เชิงประวัติศาสตร์ มีแหล่งโบราณสถานที่เก่าแก่
สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู พชื ผกั สวนครวั ในยคุ สมยั ทปี่ ตั ตานเี ปน็ เมอื งทา่ ทรี่ งุ่ เรอื ง มชี าวตา่ งชาติ
ไว้ทานเพอื่ ลดรายจา่ ยใหก้ ับครอบครวั ทงั้ อาหรบั เปอรเ์ ซยี ยโุ รป เขา้ มาคา้ ขายเปน็ จำ� นวนมาก
ปรากฏไดจ้ ากโบราณวตั ถจุ ำ� พวกเศษเครอื่ งถว้ ยจนี
ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทด่ี ีงาม อยุธยาและนานาประเทศ นอกจากน้ียังเป็น
จัดงานประเพณีชักพระ เพ่ืออนุรักษ์ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศ มปี า่ ชายเลนทอี่ ดุ มสมบรู ณ์
สื บ ส า น ป ร ะ เ พ ณี วั ฒ น ธ ร ร ม ท่ี สื บ ต ่ อ กั น ม า เปน็ แหลง่ ดนู กทะเลนานาชนดิ อกี ทงั้ สามารถเลอื กซอ้ื
และส่งเสริมความสามัคคใี นหมู่คณะ ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและชิมอาหารพ้ืนบ้าน
ท่ีมคี วามอร่อยเป็นที่คุน้ เคยและเลื่องชื่อมากมาย
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
อยา่ งตอ่ เนอื่ งเพอ่ื สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการ
ดำ� เนนิ ชวี ิตใหก้ ับคนในชุมชน
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 141
ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง เหมาะแก่การท�ำการเกษตร ฉะน้ันในการตั้งช่ือ
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับอาหาร ตำ� บลอยา่ งเปน็ ทางการจงึ ใชช้ อ่ื คำ� วา่ “บาราเฮาะ”
พื้นบ้านของชุมชน เพ่ือการพัฒนาคุณภาพของ ในทส่ี ุด
อาหารพ้ืนบ้านสู่การเพ่ิมมูลค่าและการต่อยอด
สรา้ งรายไดใ้ หก้ ับชมุ ชนต่อไป
ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ซงึ่ ตำ� บลบาราเฮาะ มกี ารขบั เคลอ่ื นชมุ ชน
จัดอบรมวิถีแห่งความเชื่อภูมิปัญญา ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และบทบาทของผหู้ ญงิ ในการมสี ว่ นรว่ มเพอื่ สบื สาน หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
มรดกทางวัฒนธรรม ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
8.1 ชุมชนคุณธรรมมสั ยดิ บิลดอ
(บิลดอ) ระดับคณุ ธรรม
8. ตำ� บลบาราเฮาะ ตำ� บลบาราเฮาะ ประวัติชุมชน ต�ำบลบาราเฮาะ อยู่ทาง
อยู่ทางทิศใต้ของที่ว่าการอ�ำเภอเมืองปัตตานี ทศิ ใตข้ องทวี่ า่ การอำ� เภอเมอื งปตั ตานี ระยะทาง ๕
ระยะทาง ๕ กิโลเมตร แต่เดิมชุมชนแห่งน้ีมีชื่อ กโิ ลเมตร แตเ่ ดิมชมุ ชนแหง่ นมี้ ชี อื่ เรยี กวา่ “สะนงิ ”
เรียกว่า “สะนิง” แปลว่า สักครู่ ท้ังน้ีเนื่องจาก แปลวา่ สกั ครู่ ทง้ั นเี้ นอ่ื งจากบรเิ วณนจ้ี ะเปน็ ทางผา่ น
บรเิ วณนจ้ี ะเปน็ ทางผา่ นไปจังหวัดยะลา นราธิวาส ไปจังหวัดยะลา นราธิวาส หรือท่ีอื่นๆ ซ่ึง
หรือที่อนื่ ๆ ซง่ึ เมอื่ ผเู้ ดนิ ทางจะไปแหง่ ใดกม็ กั จะมา เมอ่ื ผเู้ ดนิ ทางจะไปแหง่ ใดกม็ กั จะมาหยดุ พกั ทนี่ สี่ กั ครู่
หยุดพักท่ีน่ีสักครู่หน่ึงเพ่ือเดินทางต่อ ส�ำหรับค�ำว่า หนง่ึ เพอื่ เดนิ ทางตอ่ สำ� หรบั คำ� วา่ “บาราเฮาะ” นนั้
“บาราเฮาะ” น้ัน แปลว่า สมบูรณ์ หรือสงบสุข แปลวา่ สมบรู ณ์ หรอื สงบสขุ เนอื่ งจากในเขตตำ� บลน้ี
เนื่องจากในเขตต�ำบลน้ีมีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ มสี ภาพดนิ อดุ มสมบรู ณ์ เหมาะแกก่ ารทำ� การเกษตร
142 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี
ฉะนั้นในการต้ังช่ือต�ำบลอยา่ งเป็นทางการจึงใช้ช่ือ การกวนอาซูรอ เพ่ือรักษามรดกทางวัฒนธรรม
คำ� วา่ “บาราเฮาะ” ในท่สี ุด ประเพณอี นั ดงี ามของพ้นื ถ่นิ ใหค้ งอยู่
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอ่ื 9. ตำ� บลปะกาฮะรงั ตำ� บลปะกาฮะรงั
สง่ เสรมิ การมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการดำ� เนนิ ชวี ติ
ให้มีความสขุ ภายใต้สังคมพหวุ ฒั นธรรม มตี น้ มะเกลือเป็นจ�ำนวนมาก เจรญิ เติบโตเป็นกลมุ่
มรี ากไมท้ ส่ี วยงามเมอ่ื มองไกลๆ จะดคู ลา้ ยปะการงั
ในทะเล ชาวบ้านน�ำต้นมะเกลือมาท�ำเป็นรั้วบ้าน
ซงึ่ ภาษามลายคู ำ� วา่ “ร้ัว” เรยี กว่า “ปากา” ค�ำวา่
ตนมะเกลอื เรยี กวา่ “ฮารงั ” คนสว่ นใหญจ่ งึ เรยี กวา่
“ปะกาฮะรัง”
ซงึ่ ตำ� บลปะกาฮารงั มกี ารขบั เคลอื่ นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง 9.1 ชุมชนคุณธรรมมัสยดิ อะหม์ าดยี ะห์
จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตของ (บ้านปะกาฮารงั ) ระดบั สง่ เสริมคณุ ธรรม
ผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และ
น้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้
ในชุมชน
ประวัติชุมชน บ้านกอแลบีเละ ตั้งอยู่
หมทู่ ี่ ๖ เปน็ หนึ่งในจ�ำนวน ๘ หมูบ่ า้ น ของตำ� บล
ปะกาฮะรัง อ�ำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
ตง้ั อยทู่ างทศิ ใต้ มพี นื้ ทตี่ ดิ ตอ่ กบั เขตองคก์ ารบรหิ าร
ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดงี าม ส่วนต�ำบลลิปะสะโง อ�ำเภอหนองจิก จังหวัด
ร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณี ปัตตานี ระยะห่างจากองค์การบริหารส่วนต�ำบล
ประมาณ ๓ กโิ ลเมตร กอแล แปลวา่ บงึ หรอื หนองนำ�้
บีเละ แปลว่า ห้องหรือที่ประทับของพระราชา
รัฐปัตตานี
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี 143
โดยน�ำหลักธรรมทางศาสนามาเป็นแนวทาง ภมู ิหลงั ประวตั ิศาสตร์ กล่าวคอื ในปี พ.ศ. ๒๒๓๐
ในการดำ� เนินชีวติ สมัยราชอาณาจักรมลายูปัตตานี เม่ือราชวงศ์
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง โกตามหลิฆัยเสื่อมถอยลง การปกครองไม่เป็นสุข
จัดอบรมการท�ำจากมุงหลังคา ซึ่งเป็น ถงึ สมยั เจา้ เมอื งนามวา่ ลองยนุ สุ มพี นี่ อ้ งตา่ งมารดา
การสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อยและส่งเสริมให้คน ๓ คนดว้ ยกนั คอื ระตปู กาลนั เจา้ เมอื งสายบรุ ี ระตู
ในชมุ ชนสามารถใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์ ปูยุด และ อาลงตารับ ลองยุนุสได้สร้างมัสยิดขึ้น
ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม หลังหนึ่ง คือ มัสยิดปิตูกรือบัน ปัจจุบันคือมัสยิด
ร่วมสืบสานประเพณีการกวนอาซูรอเพ่ือ กรือเซะ ขณะทีก่ �ำลงั สรา้ งมสั ยิดจวนจะเสร็จ ระตู
รักษามรดกทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ปะกาลนั ผนู้ อ้ ง ไดก้ อ่ การกบฏขนึ้ ดว้ ยเหตนุ ี้ มสั ยดิ
ของพน้ื ถิน่ ใหค้ งอยู่ กรือเซะ มิได้มีการสร้างต่อเติม เน่ืองจาก
นายช่างผู้สร้างก็ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับ
สงครามกลางเมืองคราวนน้ั
ซึ่งต�ำบลปูยุด มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
10.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยิดริดวานีย๊ะ
(บ้านบาราเฮาะ) ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
10. ตำ� บลปยู ดุ ตำ� บลปยู ดุ เปน็ ทอ้ งที่ ประวัติชุมชน ปูยุดเป็นเมืองที่มีภูมิหลัง
ทางประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2230 สมัย
ทม่ี ผี ลไมม้ ากและรสชาตอิ รอ่ ย เชน่ ทเุ รยี น ลองกอง ราชอาณาจักรมลายูปัตตานี ราชวงศ์โกตามหลิฆัย
เงาะ มังคุด ลางสาด และอื่นๆ ต่างเป็นท่ีสนใจ (Kota Mahaligai) เส่ือมถอยลง การปกครองบ้าน
ของผู้สัญจรผ่านไปมาและมักจะหยุดซ้ือติดมือไป เมืองไม่ปกติสุข ถึงสมัยเจ้าเมืองลองยูนุส มีพี่น้อง
ฝากญาติ และเพ่อื นฝงู อยเู่ สมอ การท่ีมีผลไม้อร่อย ต่างมารดา ๓ คน คือ ระตูปะกาลันเจ้าเมืองสายบุรี
เป็นท่ีเลื่องลือนี้เอง มีอยู่ครั้งหน่ึงปู่กับหลาน
เดินผา่ นมา หลานจงึ ใหป้ หู่ ยดุ ซอ้ื ผลไมต้ า่ งๆ ตง้ั แต่
นั้นมา จึงช่ือว่าบ้านปู่หยุด และต่อมาก็แผลง
มาเรอื่ ยๆ ว่า “ปยู ุด” จนถงึ ทกุ วันน้ี
ต�ำบลปูยุด เป็นเมืองท่ีมีความส�ำคัญทาง
144 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี
ราตูปูยุด และอาตารับ ลองยูนุส ได้สร้างมัสยิด คือ ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม
มัสยิดปีตูกรือบัน ปัจจุบันคือมัสยิดกรือเซะ ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการ
ขณะท่ีก�ำลังสร้างมัสยิดจวนจะเสร็จ ระตูปะกาลัน กวนอาซรู อ เพอ่ื รกั ษามรดกทางวฒั นธรรมประเพณี
เจ้าเมืองสายบุรีผู้น้องได้ก่อการกบฏขึ้น ลองยูนุส อนั ดงี ามของพ้นื ถิน่ ใหค้ งอยู่
ได้น�ำกองทัพไปปราบพวกกบฏและเสียชีวิตลง
ด้วยเหตุน้ี มัสยิดกรือเซะ จึงถูกทอดท้ิง
มิได้มีการสร้างต่อเติม เน่ืองจากนายช่างผู้สร้าง
ไดห้ ายสาบสญู ไปพรอ้ มกบั สงครามกลางเมอื งในคราวนน้ั
หลังจากสุลต่านลองยูนุส ถึงแก่กรรม เจ้าเมือง
คนต่อมา คือ ระตูจาระกันและราตูปูยุด ตามล�ำดับ
ในสมัยท่ีราตูปูยุดเป็นเจ้าเมืองปัตตานี ได้ย้ายที่ต้ัง
เมืองปัตตานีไปอยู่ ณ บ้านปูยุดชั่วระยะหนึ่ง
ปัจจุบันยังคงมีซากก�ำแพงดินและไม้ไผ่ปลูกไว้
บนเนนิ เปน็ คา่ ยคเู มอื ง พอเหน็ รอ่ งรอยปรากฏอยบู่ า้ ง
จึงนับได้ว่า คร้ังหนึ่งต�ำบลปูยุด มีฐานะเป็น
เมอื งหลวงแหง่ ราชอาณาจักรปัตตานี มปี ราชญผ์ ู้รู้
มากมายเป็นพ้ืนฐานให้ชาวบ้านปูยุด
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
ทุกวันศกุ ร์ของแตล่ ะสัปดาห์ เพอื่ สง่ เสริมคณุ ธรรม
จรยิ ธรรมในการดำ� เนนิ ชีวติ ให้กับคนในชุมชน
ด้านหลกั ปรชั ญา เศรษฐกิจพอเพยี ง 11. ตำ� บลรสู ะมแิ ล หมบู่ า้ นรสู ะมแิ ล
จั ด อ บ ร ม ก า ร ส ร ้ า ง อ า ชี พ ด ้ ว ย
วิถีการเกษตร : การปลูกมะนาว เพ่ือสร้างรายได้ เป็นชายฝั่งท่ีติดทะเล ความเป็นมาของหมู่บ้าน
สรา้ งอาชพี และนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง รสู ะมแิ ลนน้ั ไมม่ หี ลกั ฐานทแี่ นช่ ดั วา่ มคี วามเปน็ มา
มาปรับใช้ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ ีความสุข อย่างไร สันนิษฐานจากต�ำนานและค�ำบอกเล่า
ของคนเฒา่ คนแก่ คำ� วา่ “รสู ะมแิ ล” มาจากภาษาทอ้ งถนิ่
หรอื ภาษายาวี หมายถงึ “สนเกา้ ตน้ ” (รู แปลวา่
สน สะมิแล แปลว่า เก้า) เอามารวมกัน
และเรยี กตดิ ปากสน้ั ๆ วา่ หมบู่ า้ นรสู ะมแิ ล และเลา่ กนั วา่
บรเิ วณหมู่บ้านรูสะมแิ ล สมัยก่อนมสี นเกา้ ตน้ เรยี ง
อยตู่ ามรมิ ทะเล ชาวบา้ นผา่ นไปผา่ นมากจ็ ะเหน็ ตน้ รู
เกา้ ตน้ เรยี งกนั อยู่ ใตต้ น้ รู (ตน้ สน) ยงั เปน็ ทห่ี ยดุ พกั
ของชาวประมงในยามออกทะเล เพราะบางคร้ัง
รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 145
ชาวประมงต้องหลบคลื่นอยู่ใต้ต้นรู (ต้นสน) ก ่ อ น ท่ี จ ะ ถึ ง เ ท ศ บ า ล เ มื อ ง ป ั ต ต า นี นั้ น
จากการใหก้ ารของผเู้ ชยี่ วชาญทงั้ ๓ ทา่ น ไดใ้ หก้ าร ให้มองทางด้านขวามือประมาณ ๒๐๐ เมตร
ที่เหมือนกันในการอธิบายถึงความเป็นมาของ จะเห็นหลังคาพระอุโบสถทรงไทยสวยงาม
หมู่บ้านรูสะมิแล ท่ีกล่าวถึงต้นรูท้ังเก้าต้น และ มงุ กระเบอ้ื งเคลอื บ สเี ขยี วสลบั สแี ดง เดน่ ชดั งามตา
การทเี่ รยี กวา่ รสู ะมแิ ล กเ็ พราะวา่ ยดึ ต้นรู (ต้นสน) ตงั้ แตร่ ะยะไกล หากใกลเ้ ขา้ มากจ็ ะเหน็ กฏุ ภิ กิ ษสุ งฆ์
ทั้งเก้าต้น จึงเป็นที่เรียกติดปากของชาวบ้านว่า ทรงไทยขนาดกะทัดรัดสีเหลือง หลังคาแดง
“รูสะมิแล” มาจนถงึ ทกุ วันนี้ ปลูกอยเู่ รยี งรายเปน็ แถวระเบียบเรียบร้อย
12. ต�ำบลสะบารัง ชุมชนสะบารัง ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรม
เป็นชุมชนท่ีอยู่ริมฝั่งแม่น�้ำปัตตานี ชาวบ้าน สวนะ (วันพระ) ห้ิวปิ่นโตเข้าวัด เพื่อส่งเสริมให้
ส่วนใหญ่จะเรียกชุมชนนี้ว่า “กือดาอาเนาะยอ” คนในชุมชนร่วมกันน้อมน�ำหลักธรรมทางศาสนา
เนอื่ งจากในอดตี มตี น้ มะพรา้ วขน้ึ อยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก มาปรบั ใช้ในการด�ำเนินชวี ติ ให้มีความสขุ
แต่ปัจจุบันพ้ืนที่ส่วนใหญ่กลายเป็นบ้านเรือน
ของประชาชน ชาวบา้ นบางสว่ น จะรจู้ กั ชมุ ชนแหง่ นวี้ า่
กำ� ปงกอและ หรือซูงากอและ เพราะมเี รือกอและ
จอดเทียบฝง่ั อยู่เป็นจ�ำนวนมาก ปจั จุบนั จะไมค่ ่อย
มีเรือกอและให้เห็นมากนัก จะแทนท่ีด้วย
เรอื อวนลากและอวนรนุ ขนาดใหญ่ ชาวบา้ นจากทเ่ี คย
ออกเรอื หาปลาเองกต็ อ้ งมาเปน็ ลกู จา้ ง ชมุ ชนทเี่ คยกวา้ ง
ก็แออัดด้วยบ้านเรือนและผู้คนจากที่ต่างๆ
ท่ีเข้ามาอาศยั อยู่
ซ่ึงต�ำบลสะบารัง มีการขับเคล่ือนชุมชน ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลมุ่ แมบ่ า้ นชมุ ชนคณุ ธรรมวดั นพวงศาราม
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย จัดอบรมการท�ำข้าวต้มใบกะพ้อ เพ่ือเป็น
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
12.1 ชมุ ชนคุณธรรมวัดนพวงศาราม
(บา้ นโคกส�ำโรง) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน วัดนพวงศาราม ตั้งอยู่
หมู่ที่ ๑ ตำ� บลสะบารงั อำ� เภอเมอื งปตั ตานี จงั หวดั
ปัตตานี เมื่อเดินทางเข้ามาในจังหวัดปัตตานี
146 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี