The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-11-07 22:37:44

ฐานการเรียนรู้เปิดโลกธรณี

สื่อป้ายQR Code

คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E-BOOK ฐานการเรียนรู้เปิดโลกธรณีของศูนย์
วิทยาศาสตร์เพ่ือการศึกษาสมุทรสาคร ในฐานการเรียนรู้เปิดโลกธรณีนี้
จัดทาขึ้นเพื่อเป็นคู่มือศึกษาและบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้อย่างง่ายต่อ
การเรียนตามอัธยาศัยให้ผู้เรียนมีความสนใจกับการเรียนรู้ด้วยตัวเองมาก
ขนึ้ เพอื่ เป็นสือ่ การเรียนการสอนให้แกผ่ เู้ รียน

หวังว่าผู้ใช้คู่มือฉบับนี้ คงจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้เป็นอย่างดี
และทางคณะผู้จัดทา พยายามให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
และเพิม่ เติมสาระการเรียนรวู้ ชิ าการใหม้ ากขนึ้

ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ซ่ึงอาศัยอยู่บนผืน
แผ่นดินและสูญพันธ์ุหมดส้ินจากโลกน้ี เม่ือหลายสิบล้านปีมาแล้ว
ในปัจจบุ ันพบเพียงซากกระดูกส่วนตา่ ง ๆ ซ่ึงเราเรียกว่าฟอสซิลของ
ไดโนเสาร์คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์ที่ใหญ่โต มโหฬาร
หรือเป็นสัตวป์ ระหลาดขนาดยักษ์เช่นเดียวกับปลาวาฬ บ้างก็วา่ เป็น
สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าท่ีเคยมีชีวิตอยู่ในโลก แต่โดยความเป็นจริง
ไดโนเสาร์มี ขนาดและรูปร่างแตกต่างกันมากมาย ต้ังแต่ขนาดใหญ่
มหมึ า นา้ หนกั กว่า 100 ตนั สูงมากกวา่ 100 ฟตุ จนถึงพวกท่ีขนาด
เลก็ ๆ บางชนิดก็มขี นาดเล็กกวา่ ไก่ บางพวกเดินสี่ขา บางพวกก็เดิน
และวิง่ บนขาหลัง 2 ข้าง บางพวกกินแต่พืชเป็นอาหาร ในขณะที่อีก
พวกหน่ึงกนิ เน้อื เช่นเดียวกบั สัตวท์ ม่ี ีอยู่ในปจั จบุ ัน

ไดโนเสาร์พวกแรกปรากฎข้ึนมาในโลกในช่วงตอนปลายของ
ยุคไทรแอสสิกเมื่อกว่า225ลา้ นปีมาแล้วเป็นเวลาท่ีทวีปทั้งหลาย ยังต่อ
เป็นผืนเดียวกัน สัตว์เล้ือยคลานพวกนี้มีชีวิตอยู่และมีวิวัฒนาการตลอด
ระยะเวลาอันยาวนานถึง 160 ล้านปี กระจัด กระจายแพร่หลายอยู่ทั่ว
ผืนแผ่นดินในโลก แล้วจึงได้สูญพันธุ์ไปหมดในปลายยุคครีเทชียสหรือ
เม่ือ 65 ล้านปีท่ีล่วงมาแล้ว ในขณะที่ต้นตระกูลของมนุษย์เพ่ิงจะ
ปรากฎในโลกเม่ือ 5 ล้านปีท่ีผา่ นมา หลงั จาก ไดโนเสาร์สญู พันธุ์ไปแล้ว
ถึง 60 ล้านปี และเผ่าพันธ์ุของมนุษย์ปัจจุบันนั้นเพ่ิงเริ่มต้นมาเมื่อไม่
เกินหนึ่งแสนปีมานี่เองมนุษย์มักจะคิดว่าไดโนเสาร์น้ันโง่และธรรมชาติ
สร้างมาไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จึงท้าให้มันต้องสูญพันธุ์ไป
ทั้งหมด ความคิดนี้ไม่ถูก โดยแท้จริงแล้วไดโนเสาร์ได้เจริญแพร่หลาย
เป็น เวลายาวนานกว่า 30 เท่า ที่มนุษย์ได้อาศัยอยู่ในโลก ตลอด
ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ไดโนเสาร์ได้มีวิวัฒนา การออกไปเป็นวงศ์สกุล
ต่าง ๆ กันมากมาย เท่าท่ีค้นพบและจ้าแนกแล้วประมาณ 340 ชนิด
และคาดว่า ยังมีอีกเป็นจ้านวนมากที่ก้าลังรอคอยการค้นพบอยู่ในที่
ต่าง ๆ กันทัว่ โลก

ทุกวันนี้ ทั่วโลกมีคณะส้ารวจ ไดโนเสาร์อยู่ประมาณ 100
คณะท้าให้มีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพิ่มข้ึนอีกมากมาย ประมาณ
ว่ามี การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพ่ิมข้ึน 1 ชนิดในทุกสัปดาห์ นัก
โบราณชีววิทยา แบ่งไดโนเสาร์ออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ โดยอาศัยความ
แตกตา่ งของกระดูกเชิงกราน

1. พวกซอริสเซียน (Saurischians) มีกระดูกเชิง กรานเป็น
แบบสัตว์เล้ือยคลาน คือ กระดูก พิวบิส และอิสเชียมแยกออกจากกัน
เปน็ มมุ กวา้ ง

2. พวกออรนื ธิ สิ เชยี น (Ornithiscians) มีกระดูก เชิงกรานเป็น
แบบนก คอื กระดูกทง้ั 2 (พวิ บสิ และอสิ เชยี ม) ชไ้ี ปทางด้านหลัง

ฟนั ของไดโนเสารซ์ อโรพอด
พบจากแหลง่ ขดุ คน้ วดั สักกะวัน จ.กาฬสินธุ์

ฟันกรามลา่ งของไดโนเสาร์ปากนกแกว้
ซติ ตะโกซอรสั สัตยารกั ษ์กี

นกั วิทยาศาสตร์ที่ศกึ ษาเรือ่ งฟอสซลิ ไดค้ น้ พบไดโนเสาร์มานาน

แล้ว แต่มีการตัง้ ชือ่ ไดโนเสาร์คร้งั แรกเมอ่ื พ.ศ.2384 (ค.ศ.1841)ในการ

ประชุมของสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าในประเทศอังกฤษโดย

ศาสตราจารย์ ริชาร์ด โอเวน หลังจากน้ัน ท้าให้ฟอสซิลของ

สตั วเ์ ลื้อยคลานขนาดใหญ่ท่ีได้คน้ พบกันมานาน

เปน็ ทรี่ ้จู กั แพร่หลาย

ค้าว่า ไดโนเสาร์(dinosaur) มาจากภาษากรีกโดยค้าว่า"ได

โน"(deinos) แปลวา่ นา่ กลัวมาก และ"ซอรอส" หมายถึงสัตว์เลือ้ ยคลาน

ปัจจุบันไดโนเสาร์ได้สูญพันธ์ุไปแล้วและมีแนวความคิดหรือ

สมมติฐานเก่ียวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ มากมายโดยอ้างถึง
สาเหตุต่างๆเช่น การเปล่ียนแปลงของระดับน้าทะเลการเปลย่ี นแปลง
ของสภาพภูมิอากาศ และการระเบิดจากนอกโลก(supernova) เป็น
ต้น แต่มีอยู่ 2 สมมติฐานที่ได้รับความสนใจและเป็นท่ีถกเถียงกัน
อย่างเข้มข้นไดแ้ ก่ การชนโลกของดาวเคราะหน์ อ้ ย(Asteroid Impact
or K-T Impact)

การชนท้าให้เกิดการระเบิดและฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองสู่
บรรยากาศโลก เป็นเสมือนม่านบดบังแสงอาทิตย์ เป็นผลให้เกิดความ
มืดมิดและความหนาวเย็นอย่างฉับพลันอยู่นานเป็นเดือนๆจน
ไดโนเสาร์ไมส่ ามารถ มีชวี ิตอยูไ่ ดใ้ นสภาพแวดลอ้ มดงั กล่าว

แนวความคิดหรือสมมติฐานนี้อ้างหลักฐานการพบธาตุ
Iridium ปริมาณมากกว่าปกติในช้ัน clay บางๆท่ีมีอายุอยู่ในช่วง
รอยต่อระหว่างยุค Cretaceous และ Tertiary(K-T boundary) ใน
บริเวณต่างๆของโลก นอกจากน้ันยังพบโครงสร้างท่ีเช่ือว่าเกิดจาก
การชนของดาวเคราะน้อย คือChicxulub Structure ท่ีแหลม
Yucatan ในประเทศเมกซิโก

การระเบิดของภูเขาไฟท่ีท่ีราบสูง Deccan ในประเทศ
อินเดีย(Deccan Traps Volcanism) การระเบดิ คร้ังนเี้ ป็นการระเบดิ
ที่รุนแรงท่ีสุดในช่วงอายุของโลกและเป็นการระเบิดท่ีเน่ืองมาจาก
mantle plume หรอื hotspot จากใต้โลก

เป็นผลท้าให้ลาวาชนิด basaltic (basaltic lava) จ้านวน
มหาศาลไหลสู่เปลือกโลก ปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางไมล์ และ
หนากว่า 1 ไมล์ เกิด mantle degassing ท้าให้คาร์บอนไดออกไซด์
และไอน้าถูกน้าข้ึนสู่ผิวโลกด้วยอัตราท่ีผิดปกติ ก่อให้เกิดชั้น
greenhouse gases ในบรรยากาศกักเก็บความร้อน จากดวง
อาทิตย์ไว้ทีผ่ ิวของโลกไมใ่ ห้มีการถา่ ยเท อณุ หภูมจิ งึ สงู ข้นึ รวมท้ังท้า
ให้วัฎจักรของคาร์บอนและออกซิเจน เปล่ียนแปลงจนน้ามาสู่การ
สญู พันธข์ุ องไดโนเสาร์

ส่วนปลายของกระดกู อสิ เซียมของไดโนเสารโ์ ปรซอโรพอด

เมื่อไดโนเสาร์ตาย สว่ นอ่อนๆ เช่น เน้ือและหนังจะเน่าเปื่อย
หลุดไป เหลือแต่ส่วนแข็ง เช่น กระดูกและฟัน ซึ่งจะถูกโคลนและ
ทรายทับถมเอาไว้ ถ้าการทับถมของโคลนทรายเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วก็
จะคงเรียงรายต่อกันในต้าแหน่งท่ีมันเคยอยู่เป็นโครงร่าง แต่หากการ
ทับถมเกิดข้ึนอย่าง ช้าๆกระดูกก็จะมีโอกาสถูกท้าให้กระจัดกระจาย
ปะปนกัน การทับถมของโคลนทรายท้าให้อากาศและออกซเิ จนซึง่ เปน็
ส่วนส้าคัญในการเติบโตของแบคทีเรียไม่สามารถเข้าถึง ซากได้
ขณะเดียวกันน้าและโคลนท่ีเต็มไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลไซต์
เหล็กซลั ไฟด์และซิลกิ ้ากค็ อ่ ยๆซมึ เขา้ ไปในเนือ้ กระดูก อุดตนั โพรงและ
ช่องว่างท่ีมีอยู่ ท้าให้กระดูกเหล่านั้นแกร่งข้ึน สามารถรับน้าหนักของ
หนิ ดิน ทรายที่ทับถมต่อมาภายหลงั ได้ นานๆเข้ากระดูกจะกลายเป็น
หิน มีเพียงฟันที่ไม่ค่อยจะถูกแปรสภาพเท่าไรเน่ืองจากฟันเป็นส่วนท่ี
แขง็ ทสี่ ุด

บางคร้ังแร่ธาตุบางอย่างเข้าไปกัดกร่อนละลายกระดูกและท้ิง
ลักษณะกระดูกไว้เป็นโพรง โพรงเหล่าน้ีจึงกลายเป็นเสมือนแม่พิมพ์
และตอ่ มาเม่ือแร่ธาตุอืน่ เขา้ ไปอยูเ่ ต็มโพรง ก็จะเกิดเป็นรูปหล่อ ของชิ้น
กระดูก บางคร้ังเมื่อไดโนเสาร์ตายใหม่ๆแล้วถูกทับถมด้วยโคลนแล้ว
เน้ือหนังเป่ือยเน่าเป็นโพรงก็จะเกิดรูปหล่อของรอยผิวหนังท้าให้เรารู้
ลักษณะของผิวหนังในที่บางแห่งซากไดโนเสาร์ ถูกน้าพัดพามาทับถม
อ ยู่ ด้ ว ย กั น เ กิ ด เ ป็ น ชั้ น ส ะ ส ม ข อ ง ก ร ะ ดู ก ไ ด โ น เ ส า ร์

นอกจากฟอสซิลกระดูก ฟันและร่องรอยของผิวหนังแล้ว
ไดโนเสาร์ยังทิ้งรอยเท้าไว้บนโคลน ฟอสซิลรอยเท้าเหล่าน้ีท้าให้ทราบ
ถงึ ชนดิ ลกั ษณะท่าทางของไดโนเสาร์เช่น เดิน 2 ขาหรือ 4 ขา เชื่องช้า
หรือว่องไว อยู่เป็นฝูงหรืออยู่เด่ียวๆ บางครั้งพบมูลของไดโนเสาร์
กลายเป็นฟอสซิล เรียกว่า คอบโปรไลท์ ซึ่งท้าให้ทราบถึงขนาดและ
ลักษณะของล้าไส้ ไข่ไดโนเสาร์ท่ีพบเป็นฟอสซิลก็ท้าให้ทราบว่า
ไดโนเสาร์ออกลูกเป็นไข่ บางคร้ังพบตัวอ่อนอยู่ในไข่ท้าให้รู้ว่าเป็นไข่
ของไดโนเสาร์ชนดิ ไหน นอกจากน้ียังมีการคน้ พบโครงกระดูกไดโนเสาร์
ในลักษณะก้าลังกกไข่อยู่ในรัง ท้าให้รู้ว่าไดโนเสาร์บางชนิดก็ดูแลลูก
อ่อนด้วย

เม่ือยุคไดโนเสาร์ผ่านไปหลายล้านปีช้ันของทรายและโคลน

ยังคงทับซากไดโนเสาร์ไว้จนกลายเป็นหินและถูกผนึก ไว้ในช้ันหินด้วย
ซีเมนต์ธรรมชาติได้แก่ โคลนทราย จนเมื่อพื้นผิวโลกมีการเคลื่อนตัว ช้ัน
หินบางส่วนถูกยกตัวสูงขึ้นแล้วเกิดการกัดกร่อนท้าลายชั้นหินโดยความ
ร้อนจากดวงอาทติ ย์ ความเย็นจากนา้ แขง็ ฝน และลม จนกระทั่งถึงชั้นท่ี
มีฟอสซิลอยู่ท้าให้บางส่วนของฟอสซิลโผล่ออกมาเป็นร่องรอยให้
นักวทิ ยาศาสตร์มาขุดคน้ ต่อไป

เนื่องจากไดโนเสาร์เป็นสตั ว์บก มีชีวิตอยู่ในช่วงยุค Triassic ถึง
Cretaceous หรือประมาณ 245-65 ล้านปีมาแล้ว ดังนั้นซากดึกด้า
บรรพข์ องไดโนเสาร์จึงพบอยู่ในช้ันหินตะกอนท่ีสะสมตัวบนบกในช่วงยุค
Triassic ถึง Cretaceous หรือหินในช่วงมหายุค Mesozoic จากการ
ส้ารวจธรณีวิทยาในประเทศไทย พบว่าหินท่ีมีอายุดังกล่าวพบโผล่อยู่
ท่ัวไปในบริเวณท่ีราบสูงโคราชและพบเป็นแห่งๆในภาคเหนือและภาคใต้
ของประเทศไทย ช้ันหินดังกล่าวประกอบด้วย หินดินดาน หินทรายแป้ง
หินทรายและ หินกรวดมนมีสีน้าตาลแดงเป็นส่วนใหญ่ ตอนบนของหิน
ชุดนี้มีชั้นของเกลือหินและยิปซั่มอยู่ด้วย เน่ืองจากชั้นหินเหล่าน้ีมีสีแดง
เกือบทั้งหมดจึงเรียกหินชุดนี้ว่า ชั้นหินตะกอนแดง(red bed) ซึ่ง เรา
รู้จักกันในช่ือ กลุ่มหินโคราช หินกลุ่มน้ีมีความหนากว่า 4,000 เมตร
ดังนั้นจึงพบซากดึกด้าบรรพ์ของไดโนเสาร์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอ่ืนๆ
อยู่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากมายหลาย แห่ง เช่น ภูเวียง
ภพู าน และภูหลวงเป็นต้น

ก า ร ค้ น ห า ฟ อ ส ซิ ล ข อ ง ไ ด โ น เ ส า ร์ ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย
เพิ่งเริ่มต้นในทศวรรษท่ีผา่ นมาน้ีเองโดยโครงการศึกษาวิจัยฟอสซิลของ
สัตว์ มีกระดูกสันหลังในประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี ก่อนหน้านี้มี
รายงานการวิจัยฟอสซิลของสัตว์มีกระดูกสันหลังน้อยมาก ในปี
พ.ศ.2519 กรมทรัพยากรธรณีได้ค้นพบกระดูกขนาดใหญ่ จากภูเวียง
จังหวัดขอนแกน่ แต่ผลการวจิ ัยขณะนนั้ ทราบเพยี งวา่ เป็นไดโนเสาร์ซอโร
พอด พวกกินพืช เดิน 4 เท้า คอยาว หางยาว มีความยาวประมาณ
15 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นรายงานการ ค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกใน
ประเทศไทย ต่อมาในปีพ.ศ.2524 และ2525ได้มีการส้ารวจท่ีบริเวณภู
เวียงอีกท้าให้พบกระดูกส่วนต่างๆของไดโนเสาร์และสัตว์อื่นๆเป็น
จ้านวนมากอยู่ในชั้นหิน จึง นับได้ว่าเป็นการเร่ิมต้นการค้นหาฟอสซิล
ไดโนเสารอ์ ย่างจริงจงั

แหลง่ ข้อมลู : กรมทรัพยำกรธรณี



แบรกคิโอซอรัส (อังกฤษ: Brachiosaurus) หรือ ก้ิงก่าท่อนแขน เป็นซอโรพอด ขนาดใหญ่ลาตัว
ยาว 30เมตรสูง 13-14 เมตรน้าหนัก 78 ตันหรือเท่ากับช้างแอฟริกา 15 เชือกอาศัยอยู่ใน
ยุคจูราสซกิ 200-130 ล้านปกี อ่ นท่ขี ุดคน้ พบอเมรกิ าเหนือ และแอฟริกา เคยเป็นซอโรพอดท่ีตวั ใหญ่ท่ีสุด
กอ่ นคน้ พบ ซปุ เปอร์ซอรัส อาร์เจนติโนซอรสั และไซโมซอรสั

ลักษณะเด่น ของแบรกคิโอซอรัส จากซอโรพอดอ่ืนคือ บริเวณจมูกบนกระหม่อมมีโหนกย่ืน
ขึ้นมาชดั เจนกวา่ คามาราซอรสั หรือ ซอโรพอดอ่ืน หางสั้นไมม่ ปี ลายแส้ มีขาหนา้ ท่ียาวกวา่ ขาหลงั ทาให้ตัว
ลาดลงแบบยีราฟ ส่งผลใหส้ ว่ นคอของแบรกคิโอซอรสั ตั้งชนั สูงกวา่ ซอโรพอดตระกูลอื่นๆ ทาให้มันสามารถ
หาใบไมบ้ นยอดสงู ได้ดีกว่าพวกอนื่ และมปี ระโยชนใ์ นการมองเห็น ไดโนเสารก์ นิ เนอื้ แตไ่ กล

แบรกคิโอซอรัส ได้เป็นท่ีรู้จักมาก จากการปรากฏตัวในภาพยนตร์เร่ือง "จูราสสิค พาร์ค
กาเนิดใหม่ไดโนเสาร์"แต่มีข้อวิพากย์ถึงท่าทางในภาพยนตร์ ท่ีมันยืน 2 ขา เพ่ือยืดตัวกินยอดใบไม้ ด้วย
สาเหตุที่ส่วนคอของมันต้ังสูงเหมาะกับการกินอาหารบนยอดไม้อยู่แล้ว ส่วนขาหลัง 2 ข้างของมันยังส้ัน
และเล็ก และสรีระทางสะโพกก็น้อย นอกจากนี้มันไม่มีท่อนหางยาวสาหรับคานน้าหนักเหมือนซอโรพอ
ดวงศ์ดพิ โพลโดซเิ ด ก็ไม่น่าจะแบกรับนา้ หนักของรา่ งกายช่วงบนเวลาท่มี นั "ยนื "ไหว

สเตโกซอรัส( ก้ิงก่ามีหลังคา) เป็นไดโนเสาร์กินพืชจาพวกสะโพกนก
( Ornithischia ) ทม่ี ีเกราะป้องกนั ตัวจาพวกแรกๆ

มีลักษณะโดดเด่น มีขาหน้าสั้น และปากเล็ก มีแผ่นเกล็ดเรียงบนหลังยาวไป
จนถึงปลายหางแผ่นเกล็ดน้ีมีไว้ขู่ศัตรูโดดสูบ ฉีดเลืดไปท่ีเกล็ด ซึ่งสันนิษฐานว่ามันมีเส้น
เลือดเป็นจานวนมากในบริเวณนี้ และแผ่นกระดูกนี้ไม่ได้มีไว้สาหรับป้องกันตัว แต่มีไว้เพื่อ
ช่วยในการควบคุมอณุ หภูมิของรา่ งกาย นอกจากนี้มันยังหนามแหลมท่ีปลายหาง ซึ่งเอาไว้
ป้องกนั ตวั จากไดโนเสารก์ นิ เนือ้ ในยคุ นนั้ ได้ดี อยา่ ง อัลโลซอรัส

รูปร่างดูน่ากลัวแต่สมองมันเล็กกว่าถ่ัวเขียวและหนักไม่ถึง 70 กรัม ลาตัว
ยาว 9 เมตรหนัก 2-3 ตันอาศยั อยยู่ คุ จแู รสซกิ 170-130 ล้านปี

เป็นไดโนเสาร์ท่ีมชี ีวติ อยู่ในปลายยุคครีเทเชียสราว 68-65 ล้านปีมันเป็น
1ในไดโนเสาร์ชนิดสุดท้ายไทรเซอราทอปส์เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่หนักราว6-8ตันและ
ยาวได้กว่า6-10เมตรโดยท่ัวไปแล้วไทรเซอราทอปส์จะกินเฟริน สนซ่ึงเป็นพืชเน้ือหยาบ
มนั มจี งอยปากคลา้ ยนกแกว้ ไว้ตัดพชื และมนั จะกลนื หนิ ไปในกระเพาะเพอื่ บดอาหารหินน้ี
เรียกว่า แกสโตรลิท ไทรเซอราทอปส์มีวิถีชีวิตคล้ายแรดอยู่รวมเป็นฝูงเล็มอาหารเม่ือถูก
คกุ คามจากนักลา่ เช่น ไทรนั โนซอรัส จะหนั หน้าเป็นวงกลมให้ตัวอ่อนแอและเด็กอยู่ในวง
ล้อม หากศัตรูเข้ามาทางใดจะพุ่งชนด้วยแรงชนกว่า6ตัน ไทรเซอราทอปส์มีเขา3เขาอยู่
บนหัวเขาแรกยาว20เซนติเมตรอยู่เหนือจมูก ส่วน2เขาหลังอยู่ที่ตายาวราว1เมตรแทง
เพียงคร้ังเดียวอาจถึงตาย บางตัวเขาอาจยาวกว่า2เมตร แต่ด้วยพละกาลังและขนาดเป็น
2เทา่ ของช้างนกั ล่าสว่ นใหญ่จึงไม่ค่อยโจมตมี ัน แต่มันมีจุดอ่อนที่แผงคอทาให้มันมองหลัง
ไม่ดีแต่หากโจมตีข้างหน้าสถานการจะกลับกันไทรเซอราทอปส์กินค่อนข้างมากเฉล่ียถึง
500กิโลกรัม มันมีช่ือเสียงพอๆกับที-เร็กซ์และมักเห็นภาพมันเข้าปะทะกับที-เร็กซ์ทาให้
เจ้า3เขาตัวน้ไี ดค้ าขนานนามว่าคู่ปรบั แหง่ ราชาไดโนเสาร์ นอกจากนี้มันยังเป็นพระเอกใน
การ์ตูนญ่ีปุ่นเร่ืองไดโนคิง (DINOSAUR KING) อีกด้วย ไทรเซอราทอปส์มีช่ือเต็มว่า
ไทรเซอรำทอปส์ ฮอริดัส ฟอสซิลของไทรเซอราทอปส์ตัวแรกพบโดยมารช์คู่แข็งของ
โคป ในสงครามกระดูก

ทีเร็กซ์นั้นมีการค้นพบกันเป็นคร้ังแรกเม่ือปี ค.ศ.1905 ท่ีอเมริกาและมีการค้นพบ
กันมาเป็นระยะ มีการค้นพบซากฟอสซิลแบบสมบูรณ์ก็หลายครั้งเช่นกันครับ ทีเร็กซ์น้ันอาศัยอยู่
ในช่วงยุคครีเตเชียสตอนต้น หรือประมาณ75 ล้านปีก่อน มีความยาวต้ังแต่หัวจรดหาง12.8
เมตรครบั ดว้ ยกะโหลกท่ีใหญ่ ขากรรไกรกว้างกว่าเมตร ทาให้ทีเร็กซ์นั้นดูเป็นนักล่าที่น่าเกรงขาม
ทเี ดียวแรกเริ่มเดิมทีน้ันคิดกันว่า ทีเร็กซ์ เป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ท่ีสุดในโลกแต่ทฤษฎีนั้นก็ได้ถูก
ลบล้างไปตามครรลองของวิทยาศาสตร์ เมื่อมีทฤษฎีใหม่ๆ พร้อมด้วยหลักฐานที่บ่งช้ีว่า ทีเร็กซ์
น้นั ไมไ่ ด้เป็นสัตว์นักล่าที่ใหญ่ท่ีสุดอีกต่อไปเมื่อเจอเข้ากับผู้ท้าชิงรายใหม่ๆ ท่ีมีการค้นพบกัน และ
ทฤษฎีที่ว่าทีเร็กซ์นั้นเป็นสัตว์นักล่า ก็โดนทฤษฎีท่ีกล่าวว่า จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นเพียงแค่สัตว์
กินซากเท่านั้นก็เป็นได้ โดยมีการนาตัวอย่างซากฟอสซิลมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในเรื่อง
เหล่านี้ และกพ็ บกับข้อมูลบางอย่างทเ่ี ราไมเ่ คยร้กู ันเลยครับ ว่าทีเร็กซ์นั้นไม่น่าจะเป็นสัตว์นักล่าที่
วิ่งไล่จับเหยื่อเหมือนอย่างที่เราเห็นในภาพยนตจากการวิจัยพบว่า กระดูกขาของทีเร็กซ์และ
จานวนมัดกล้ามน้ัน ไม่น่าเพียงพอต่อการรับน้าหนักอันมหาศาลของตัวมันเองในการที่จะวิ่งไล่จับ
เหยือ่ หรอื พูดง่ายๆ ว่า ขามันไม่แข็งแรงพอน่ันเองครับ อีกประการหน่ึงก็คือมือของทีเร็กซ์เองนั้น
แน่นอนว่าใช้ประเทศในการจับยึดไม่ได้แน่นอน เพราะขนาดอันเล็กมาก จนแทบจะใช้ทาอะไร
ไม่ได้เมื่อเทียบกับขนาดของตัวมันเอง มีเพียงแต่กราม ขากรรไกรและฟันอันแหลมคมเท่าน้ันท่ี
เหมาะจะเป็นสัตว์กินเนื้อ ดว้ ยเหตผุ ลเหล่านเี้ องครบั ทาให้เกิดทฤษฎีใหม่ข้ึนมาว่า ทีเร็กซ์ นั้นเป็น
แคส่ ตั ว์กินเนอื้ หรอื กนิ ซากเท่านั้นครับ ซึ่งอาจคล้ายกับหมาไนในปัจจุบัน และน่าจะซุ่มโจมตีเหยื่อ
มากกวา่ ทีจ่ ะวิง่ ไลใ่ หเ้ หนอื่ ยแรง

แหลง่ ขอ้ มูล : DINOSAUR HISTORY



นกั ธรณวี ิทยาแบง่ หนิ ออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะของการ
เกิด ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เม่ือหินหนืดร้อน
ภายในโลก (Magma) และ หนิ หนืดร้อนบนพื้นผิวโลก (Lava) เย็นตัวลง
กลายเป็น “หินอัคนี” (Igneous rocks) ลมฟ้าอากาศ น้า แสงแดด
และสิ่งมีชีวิต ท้าให้หินผุพังสึกกร่อนเป็นตะกอนทับถมกัน เป็นเวลานาน
หลายล้านปี แรงดันและปฏิกิริยาเคมีท้าให้เกิดการรวมตัวเป็น “หิน
ตะกอน” (Sedimentary rocks) การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและ
ความร้อนจากแมนเทิลใต้เปลือกโลก ท้าให้เกิดการแปรสภาพเป็น “หิน
แปร” (Metamorphic rocks) กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงรอบ
เรียกว่า “วัฏจักรหนิ ” (Rock cycle) อย่างไรก็ตามกระบวนการของวัฏ
จักรหินไม่จ้าเป็นต้องเรียงล้าดับตามท่ีกล่าวมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงของ
หนิ อาจเกิดข้นึ ย้อนกลับไปมาได้ ขน้ึ อยู่กบั ปัจจัยแวดล้อม

•แมกมาใต้เปลือกโลกมีความอุณหภูมิและแรงดันสูงแทรกตัวข้ึนสู่
พื้นผิว แมกมาท่ีตกผลึกภายในเปลือกโลกกลายเป็นหินอัคนีแทรก
ซอน (มีผลึกขนาดใหญ่) ส่วนลาวาท่ีเย็นตัวบนพ้ืนผิวกลายเป็นหินอัคนี
พุ (มผี ลึกขนาดเลก็ )
•หินทุกชนิดเม่ือผุพัง สึกกร่อน จะถูกพัดพาให้เป็นตะกอนทับถมและ
กลายเปน็ หินตะกอน
•หินทุกชนิดเม่ือถูกกดดัน หรือท้าให้ร้อน เนื้อแร่จะตกผลึกใหม่
กลายเป็นหนิ แปร
•หินทุกชนิดเมื่อจมตัวลงใต้เปลือกโลก จะหลอมละลายกลายเป็นแมก
มา แรงดันท้าให้มันแทรกตัวขึ้นสู่เปลือกโลกอีกครั้งหนึ่ง และเย็นตัวลง
กลายเป็นหนิ อคั นี

แหล่งทีม่ า: ศนู ย์การเรยี นรู้วิทยาศาสตรโ์ ลกและดาราศาสตร์

หนิ แปร (Metamorphic Rock)

ภาพ : shutterstock.com
เป็นหนิ ท่ีเกิดจากการแปรสภาพของหนิ อื่นๆ หรือของหินแปรเอง
โดยเน้ือหินมีการแปรสภาพไปจากเดิมเพราะได้รับแรงดันและอุณหภูมิสูง
อย่างเช่นแรงดนั และความร้อนสงู จากแมกมาใตเ้ ปลือกโลก แต่ไม่ใช่การแปร
สภาพจากการหลอมเหลว หนิ แปรมีหลากหลายชนิด เชน่
1. หินชนวน เกิดจากการแปรสภาพของหินดินดาน จึงมีเน้ือละเอียด เป็น
ชั้นบาง ๆ สามารถกระเทาะออกจากกันได้ นิยมน้ามาท้าเป็นกระดานชนวน
กระดานดา้ ใชม้ ุงหลงั คาหรอื ปูทางเท้า
2. หินอ่อน แปรสภาพมาจากหินปูน นิยมน้ามาใช้ในการตกแต่งอาคารเพ่ือ
ความสวยงาม ทั้งยงั ใช้ในงานแกะสลกั
3. หินควอร์ตไซต์ แปรสภาพมาจากหินทราย มีความหนาแน่นมากกว่าหิน
ทราย ประกอบไปด้วยผลึกของเม็ดทรายขนาดไล่เล่ียกัน มีความคงทนสูง
มาก

หนิ ตะกอนหรอื หนิ ช้นั
(Sedimentary Rock)

ภาพ : shutterstock.com

ทเี่ รยี กวา่ หนิ ตะกอนเพราะเกดิ จากการจบั ตัวกันของเศษตะกอนต่างๆ ทั้งซาก
พชื ซากสัตว์ เศษดินโคลน กรวด ทราย และเศษหินต่าง ๆ ที่ผุกรอ่ น ที่ถูกสายน้า สายลม
พัดพามาตกตะกอนทับถมกัน มีลักษณะเป็นแผ่นเป็นช้ัน จึงเรียกว่าหินช้ันด้วย มีหลาย
ชนดิ แลว้ แตช่ นดิ ของตะกอนที่ทับถมกัน เช่น
1. หินกรวด เกิดจากเศษกรวดทับถมกันจนจับตัวกันแน่นแข็ง มีเน้ือหยาบ นิยมน้ามาท้า
ถนน
2. หนิ ทราย เกิดจากการทับถมกันของเม็ดทรายขนาดเล็ก จงึ มีเนื้อละเอียดกว่าหนิ กรวด
นิยมนา้ มาใชใ้ นงานตกแตง่ อาคาร สิ่งปลกู สรา้ ง ใชท้ า้ รปู แกะสลัก
3. หินดินดาน เกิดจากการทับถมกันของเศษดินโคลน ดินเหนียว ทรายแป้ง มีเนื้อ
ละเอียดมาก เกาะตัวกันเป็นชั้นบาง ๆ เปราะแตกง่าย นิยมน้ามาใช้ในงาน
เครือ่ งปนั้ ดนิ เผา
4. หนิ ปูน เกิดจากการทับถมกันของซากสัตว์ กระดูกสัตว์ กระดองสัตว์ทะเลอย่าง ปู กุ้ง
หอย หินปูนจึงมีองค์ประกอบเป็นแคลไซต์ ถูกกัดกร่อนได้ง่ายด้วยกรด หินปูนใช้ท้า
ปูนซีเมนตเ์ พอ่ื ผสมเป็นคอนกรีตสา้ หรับงานกอ่ สรา้ ง

หินอคั นี (Igneous Rock)

ภาพ : shutterstock.com
เกิดจากการเย็นตัวลงของหนิ หนืดร้อนหรือลาวาที่ปะทุออกมาจาก
ใต้พื้นโลก มีความแข็งมากกว่าหินประเภทอื่น ๆ หินอัคนีมีหลายชนิด
แล้วแตแ่ รธ่ าตทุ เ่ี ป็นสว่ นประกอบและลักษณะการเย็นตัว เชน่
1. หินแกรนิต เกิดจากการเย็นตัวช้า ๆ ของลาวา ท้าให้มีผลึกขนาดใหญ่ มี
ความแขง็ แรงและทนทานตอ่ การกดั กรอ่ น จงึ ถกู น้ามาใชใ้ นงานกอ่ สร้าง
2. หินบะซอลต์ เกิดจากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของลาวา มีผลึกขนาด
เล็กและมีรูพรุน แต่มีความแข็งแรงทนทาน จึงถูกน้ามาใช้ในงานก่อสร้าง
เช่นกนั
3. หินออบซิเดียน เกิดจากการเย็นตัวลงแบบฉับพลันของลาวา ไม่มีผลึก มี
แร่ซิลิกาสูงจึงมีลักษณะคล้ายแก้วสีด้า ผิวเรียบ มีความมันวาว รอยแตกคม
สมัยโบราณถูกน้ามาใชเ้ ปน็ มดี และอาวุธ

แหลง่ ทมี่ า: https://www.trueplookpanya.com


Click to View FlipBook Version