The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pornwilai.ba62, 2021-05-07 12:26:35

jibjoyz

jibjoyz

บนั ทกึ การเรยี นรู้

jibjoyz

การวัดและประเมนิ การศกึ ษาและการเรยี นรู้

(21042103)

เสนอ
รองศาสตราจารยด์ ร.สาํ ราญ กําจดั ภัย

จัดทาํ โดย
นางสาวพรวิลยั บรรดาศกั ดิ
62115239127 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์

คณะครุศาสตร์

คํานํ า

บนั ทึกการเรียนรฉู้ บับบนีเปนสว่ นหนึงของรายวชิ าวัดและการ
ประเมินการศกึ ษาและการเรียนรู้ รหัสวิชา 21004009โดยมจี ุด
ประสงค์ทีจะนําเนือหาทังหมด 16 สปั ดาห์ มาสรุปเพอื ให้งา่ ต่อ
การศกึ ษาข้อมลู ทังนีตอ้ งขอขอบคณุ รองศาสตราจารย์
ดร.สําราญกําจัดภยั อาจารยป์ ระจาํ วิชาวดั และ การประเมนิ การ
ศึกษาและการเรยี นรู้ ทคี อยช่วยเหลอื แนะนําและให้คาํ ปรึกษา
ในการทาํ บันทึกการเรียนรใู้ นครังนี ผ้จู ดั ทาํ หวังวา่ บันทกึ ผลการ
เรียนนีจะเปนประโยชนต์ อ่ นกั ศึกษาครู ครหู รอื ผูส้ นใจ หากมีขอ้
ผิดพลาดประการใดก็ข้ออภยั มา ณ ทีนีด้วย

พรวิลัย บรรดาศักด์ิ
ผู้จัดทํา

สารบัญ ก

คํานํ า 4
สารบัญ 5
แนะนําผูจ้ ดั ทาํ 6
แนะนาอาจาร์ผู้สอน2 7
ปฐมนิเทศ 8-10
ใบความรทู้ ี 1 11-13
ใบความรทู้ ี 2 14-16
ใบความรทู้ ี 3 17-18
ใบความรูท้ ี 4 19-20
ใบความรู้ที 5 21-22
ใบความรู้ที 6 23-24
ใบความรทู้ ี 7 25-27
ใบความรทู้ ี 8 28-30
ใบความร้ทู ี 9 31-33
ใบความร้ทู ี 10 34-36
ใบความร้ทู ี 11 37-39
ใบความรู้ที 12 40-42
ใบความรทู้ ี 13 43-45
ใบความรทู้ ี 14 46-48
ใบความรู้ที 15 49
ใบความร้ทู ี 16 50
ใบสญั ญาการเรียน
ส่งท้ายความรสู้ ึก

ประวตั ิสวนตวั

ช่อื :นางสาวพรวิลยั 00_11______z
สกุล:บรรดาศกั ด์ิ
ช่อื เลน :จอย
อาย:ุ 20 ปี
รหสั นกั ศึกษา:62115239127
ปัจจบุ ันเรียนอย:ู ช้ันปีที่ 2 สาขาวิชา
วิทยาศาสตร คณะครุศาสตร มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏสกลนคร
ทพี่ กั :หอพกั กนั เกรา (หอพักใน)
สถานะ:โสด
คติ :"อยาพ่ึงยอมเเพ เม่ือยงั ไมเ รมิ่ "

"หมูกระทะ และชาบจู ะเยียวยาทกุ สงิ่ "

ขอบคณุ คะ

พรวิลัย

อาจารยผ์ ูส้ อน

รองศาสตราจารย์ ดร.สําราญ กาํ จดั ภยั

Week 1

15 ธนั วาคม 2563

ปฐมนิเทศ

ใบความร1ทู ี่

ชีเ้ เจงโครงการสอน รวมกนั สรา งกตกิ า และทาํ
(มคอ) สัญญาการเรยี น

ปฐมนิเทศ

แนวคดิ การเรยี นรู แนะนาํ การจัดทํา
บันทึกการเรียนรู
ประจําบทเรยี น
เอกสารประกอบ

การสอน

สรปุ องคค์ วามรู้
จากการศกึ ษาแนวคดิ เกียวกบั การเรียนรู้ มีอยู่ 4 หัวข้อ ไดแ้ ก่ ความหมายของการเรียนรู้
พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ด้านพุทธพิ ิสยั พฤตกิ รรมการเรยี นรดู้ ้านจติ พสิ ยั พฤติกรรมการ
เรยี นรู้ด้านทักษะพสิ ยั
การเรยี นร้(ู Learning) หมายถึง “การเปลยี นแปลงพฤติกรรมทีค่อนข้างถาวร
อนั เนืองมาจากการได้รับประสบการณ”์
พฤตกิ รรมด้านพทุ ธิพิสัย (Cognitive) เชน่ ความจาํ ความเข้าใจ
พฤติกรรมด้านจติ พสิ ยั (Affective) เชน่ ความรูส้ กึ ความเชือ เจตคติ ค่านิยม
พฤตกิ รรมดา้ นทกั ษะพิสยั (Psychomotor) เปนพฤติกรรมเกยี วกับการเคลือนไหว
การปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น การวาดภาพ การอ่านออกเสียงบทรอ้ ยกรอง การร้องเพลง
การพูดอภปิ รายการเต้นตามจังหวะดนตรี

Week 2

22 ธันวาคม 2563

แนวคิดการวดั และประเมนิ ผล

วิธีการวัดผลท่ไี มส ามารถ ใบความ2รทู ี่
วดั ส่ิงที่ตองการวัด
วิธกี ารวัดผลท่สี ามารถวัดส่ิง ไดโดยตรง
ที่ตองการวดั ได
โดยตรงจริง ๆ การวัดผลทางออ ม

การวดั ผลทางตรง “การวัดผลการเรียนร”ู

แนวคดิ เบ้ืองตนเก่ียวกบั การวดั และ
ประเมนิ ผลการเรียนรู

Assessment ระดบั ของการวดั ผล
เป็ นกระบวนการเก็บรวบรวม
ระดับนามบัญญัติ
ขอ มูลท่ีเกีย่ วขอ งกับ ระดบั เรยี งอันดบั
พฤติกรรมการเรยี นรขู องผู
ระดับอตั ราสว น
เรียน ระดบั อนั ตรภาค

Evaluation หมายถงึ
กระบวนการตดั สินคุณคาหรือ
คณุ ภาพเก่ยี วกับการเรยี นรูของ

ผเู รยี น

สรปุ องคค์ วามรู้
จากการศกึ ษาแนวคดิ เบอื งตน้ เกียวกับการวัดและประเมนิ ผลการ
เรยี นรู้ มี 3 หวั ข้อ ไดแ้ ก่ แนวคิดเกียวกบั การวดั ผล แนวคดิ เกยี วกบั
การประเมนิ ผล แนวทางการนําผลการประเมินการเรยี นร้ไู ปใช้
ประโยชน์
“การวัดผลการเรยี นรู้” กระบวนการทีครูผู้สอนน าเครอื งมืออย่างใด
อย่างหนึงไปใชก้ บั ผู้เรียน โดยมีจุดม่งุ หมายเพอื ให้ผเู้ รยี นตอบสนอง
หรือแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ออกมา มีการวดั ผล 2 ทาง ทางตรง
และทางออ้ ม
“ขอ้ มูลซึงเปนตัวเลขหรือสญั ลกั ษณแ์ ทนปริมาณหรอื
คณุ ภาพของพฤตกิ รรมการเรียนรทู้ ีได้จากการวัดผล”
มอี ยู่ 4 ระดบั ได้แก่ ระดบั นามบญั ญตั ิ(Nominal scale) ระดบั เรยี ง
อนั ดับ (Ordinal scale) ระดับอันตรภาค (Interval scale) และระดบั
อตั ราส่วน (Ratio scale)
Evaluation หมายถงึ กระบวนการตัดสนิ คณุ คา่ หรอื คุณภาพเกียวกับ
การเรียนรู้ของผู้เรยี น
Assessment
เปนกระบวนการเก็บรวบรวมขอ้ มูลทเี กียวข้องกบั พฤตกิ รรมการเรียนรู้
ของผ้เู รยี น

Week 3

27 ธนั วาคม 2563

หลักการและจุดมงุ่ หมายการวัดและ
ประเมินผลการเรยี นรู้

(1)ปรชั ญาการศกึ ษา ใบความร3ทู ี่
(2) หลกั สูตร (3) การสอน (4) การวัด

และประเมนิ ผล และ (5) การวจิ ยั

จดุ มงุ หมายของการวัดและ
ประเมนิ ผลการเรยี นรู

หลกั การและจุดมุง่ หมาย
การวดั และประเมินผลการ

เรยี นรู้

ประเภทของการวดั และประเมิน ความสําคญั ของการวดั และ
ผลการเรียนรู ประเมนิ ผลการเรยี นรู

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ความสําคัญตอผเู รยี น
จําแนกตามขัน้ ตอนการจดั การเรียน ความสําคัญตอ ผสู อน

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรูจําแนก
ตามวธิ ีการแปลความหมาย

สรุปองคค์ วามรู้
จากการศึกษาหลกั การและจุดมุง่ หมายการวัดและประเมนิ ผล
การเรยี นรู้มีอยู่ 4 หวั ขอ้ ไดแ้ ก่ความสาํ คัญของการวดั และ
ประเมินผลการเรยี นรปู้ ระเภทของการวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้
หลักการของการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
จดุ มงุ่ หมายของการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ความสาํ คญั ของการวดั และประเมินผลการเรียนรใู้ นระดบั ชนั
เรยี น ซึงการวัดและประเมินผลการเรียนรรู้ ะดบั ชนั เรยี น มคี วาม
สําคญั หรอื ประโยชนจ์ ําแนกตาม
ผ้เู กียวข้องทีสําคัญทสี ดุ คอื ผู้เรยี น และผูส้ อน
ประเภทของการวัดและประเมินผลการเรยี นรกู้ ารวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ จําแนกตามขนั ตอนการจัดการเรยี น
การสอน กอ่ นเรียน ระหวา่ งเรยี น และหลังเรียน
การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร้จู ําแนกตามวิธีการแปลความ
หมายผลการเรียนรู้ หรอื ตามการอา้ งองิ
จดุ มุ่งหมายของการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
(1)ปรัชญาการศึกษา(2) หลกั สตู ร (3) การสอน (4) การวดั และ
ประเมินผล และ (5) การวิจยั

Week 4

27 ธันวาคม 2563

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
โดยใชแ้ บบทดสอบ

: แบบทดสอบความเรยี ง หรือแบบทดสอบอัตนยั

“แบบทดสอบความเรยี ง” เป็ นชุดของขอคาํ ถาม ใบความร4ทู ี่
ท่ผี สู อนกําหนดขนึ้ เพ่ือให
ผูเรยี นเขยี นเรียบเรยี งคําตอบอยางอสิ ระ โดยใช
ความรู ความสามารถในการคิดระดับสงู ตา ง ๆ

กําหนดจํานวนขอ คําถามใน หลักการหรือ เขยี นขอ คาํ ถาม
แตละผลการเรยี นรูท ีเ่ ลือกไว แนวทางในการ โดยใชถอ ยคําที่
สรา งแบบทดสอบ
โดยควรเลอื กใช ชัดเจน
ขอคาํ ถามทมี่ คี ําตอบไมยาวนัก ความเรียง
เลอื กและกําหนด
ผลการเรียนรูที่
เกีย่ วขอ งกบั การ
ใชสตปิ ัญญาขัน้

สงู

แบบทดสอบความเรียง

หรอื แบบทดสอบอัตนัย แนวทางการตรวจ
ใหค ะแนนขอสอบ

ความเรียง

ควรระมัดระวงั เกี่ยวกบั สรา งเกณฑ
ความลําเอยี งหรืออคติ การใหคะแนน

ไมควรนําเอาประเดน็ ความ (Rubrics)
ถกู ตอ งเก่ียวกับไวยากรณ อยา งละเอยี ด
หรอื โครงสรา งของ
ประโยค หรือขอ ผิดพลาด ชดั เจน
เก่ยี วการสะกดคาํ มาเป็น
เกณฑในการตรวจให
คะแนนคําตอบ
ของผเู รียน

สรปุ องคค์ วามรู้
จากการศึกษาแบบทดสอบความเรียง หรือแบบทดสอบอัตนัยซงึ ประเภทของ
แบบทดสอบทีใชใ้ นการทดสอบก็มีอยหู่ ลากหลาย
แตกต่างกนั ไปตามเกณฑท์ ใี ชแ้ บง่ เช่น จําแนกตามลักษณะการตอบ แบง่ ได้ 3
ประเภท คอื 1) แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ (Performance test) เปนแบบทดสอบที
ตอ้ งใหผ้ ู้เรยี นลงมือปฏบิ ัติจรงิ ในรายวชิ าต่าง ๆ 2) แบบทดสอบเขียนตอบ
(Paper-pencil test) เปนแบบทดสอบทกี าํ หนดข้อคาํ ถามแล้วให้เขียนตอบ และ
3) แบบทดสอบดว้ ยวาจา(Oral test)
“แบบทดสอบความเรียง” เปนชดุ ของข้อคําถามทผี ู้สอนกาํ หนดขึน เพือให้ผู้
เรยี นเขยี นเรยี บเรยี งคําตอบอย่างอสิ ระ โดยใช้ความรู้ ความสามารถในการคิด
ระดบั สงู ต่าง ๆ อาทิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ รเิ ริมสร้างสรรค์ และประเมินคา่ รวมทงั
ความสามารถใน การจัดระบบแนวคิดและทกั ษะการเขียน
หลกั การหรอื แนวทางในการสร้างแบบทดสอบความเรยี ง
1) เลอื กและกาํ หนดผลการเรยี นรู้ทีเกยี วข้องกับการใชส้ ติปญญาขันสูง ทีไม่
สามารถวัดได้โดยใชแ้ บบทดสอบปรนยั
2) กาํ หนดจาํ นวนข้อคาํ ถามในแตล่ ะผลการเรยี นรู้ทเี ลือกไว้ โดยควรเลือกใช้ ข้อ
คาํ ถามทีมีคําตอบไม่ยาวนกั
3) เขยี นข้อคาํ ถามโดยใชถ้ ้อยคําทีชดั เจน สอดคล้องกับผลการเรียนรทู้ ี ตอ้ งการ
วัด
แนวทางการตรวจให้คะแนนขอ้ สอบความเรียง
1) สรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน (Rubrics) อย่างละเอยี ดชดั เจน
2) ควรระมัดระวงั เกยี วกับความลาํ เอยี งหรอื อคติ
3) ควรตรวจใหค้ ะแนนคาํ ตอบของผเู้ รียนทกุ คนใหเ้ สร็จทีละขอ้ คาํ ถามใน เวลาที
ต่อเนืองกนั
4)ไม่ควรนําเอาประเดน็ ความถกู ต้องเกยี วกบั ไวยากรณ์ หรอื โครงสร้างของ
ประโยค หรือขอ้ ผิดพลาดเกียวการสะกดคํา มาเปนเกณฑ์ในการตรวจให้คะแนน
คาํ ตอบ ของผเู้ รยี น เวน้ เสยี แต่ว่าทกั ษะการเขียนเหลา่ นีได้กาํ หนดไวใ้ น
วัตถปุ ระสงค์

Week 5

5 มกราคม 2564

แบบทดสอบปรนยั ชนิดถกู ผิด
แบบทดสอบปรนัยชนิดจับคู่

“แบบทดสอบปรนัยชนิดถกู ผดิ (True or false test)” ใบความร5ทู ี่
เป็ นชดุ ของขอ ความซ่งึ อาจ เขยี นอยูในรปู ประโยค

บอกเลา ธรรมดาหรอื ประโยคคาํ ถาม

โดยอาจเลอื กตอบจากสอง ผเู รียนสามารถทจี่ ะ
ทางเลือกระหวา ง แยกแยะขอเท็จจรงิ ออก
จากความคิดเหน็ และ
“ถกู -ผดิ ” หรือ “จรงิ -ไมจรงิ ” ระบขุ อเทจ็ จริงเหลา นัน้
หรือ “ใช-ไมใ ช”
ไดวาถกู หรอื ผิดตาม
ลกั ษณะของแบบ หลักวชิ าการของศาสตร
ทดสอบปรนัยชนิด นัน้ ๆ หรือหลัก ความ

ถกู ผดิ จริงทัว่ ไป

แบบทดสอบ
ปรนั ยชนิ ด

ถกู ผิด

หลกี เลยี่ งการลอกขอความ
จากหนังสือเรียน

หลกั การหรอื แนวทางในการสรา งแบบ
ทดสอบปรนัยชนิดถกู ผดิ

เขยี นขอ ความท่ีเป็น เขียนคําชีแ้ จงในการทําแบบ
สถานการณของขอ ทดสอบใหช ัดเจนวา จะใหผู
คาํ ถามดวยภาษาท่ี เรียนตอบอยางไร เชน ใหต อบ

เรียบงา ย วา ถกู -ผิด ใช-ไมใช

ไมควรใช ควรหลีกเลย่ี งการใชคํา ขอถกู และขอ ผดิ
ขอ ความ ศัพทที่ผเู รยี นไมค ุนเคย ควรอยูกระจายกนั
ปฏิเสธซอ น หรอื ไมเ หมาะสมกับวัย
ออกไป
ของผูเรยี น

ขอความท่เี ป็นสถานการณของ
ขอคําถามจะตองถูกหรือผดิ อยา ง
แทจ ริง อยา งใดอยางหน่ึงเทานัน้

แบบทดสอบปรนัยชนิดจับคู (Matching test) เป็น ใบความร6ทู ี่
รปู แบบหน่ึงของแบบทดสอบ ปรนัยซ่ึงลักษณะโดย

ทวั่ ไปมักจะวางกลมุ ของคาํ วลี ตัวเลข หรือ
สญั ลักษณไวเป็น 2 คอลัมน คอลัมนซายและ

คอลมั นขวา

แบบทดสอบ หลักการหรือแนวทาง
ปรนั ยชนิ ดจบั การสราง

คู คํา วลี ตัวเลข หรือสัญลักษณตาง ๆ
ทงั้ ท่อี ยใู นคอลัมนขอคาํ ถามและ
เขยี นคาํ ชแี้ จงในการจบั คู คอลมั นคําตอบ ควรเป็นเร่ืองราวหรอื
ระหวางชดุ รายการขอ เน้ือหาเดียวกนั (Homogeneous

คําถามกับชุดรายการ คํา content)
ตอบใหช ัดเจน
ควรทบทวนรายการขอ คาํ ถามและ
ขอ คําตอบของชดุ ขอสอบจบั คู
อยางรอบคอบวา ไมไ ดชีแ้ นะคํา
ตอบอยา งเดน ชดั

ชุดขอสอบจบั คูชุดหน่ึง ๆ ควร
กาํ หนดจํานวนรายการขอ

คาํ ถาม (คอลมั น A) ทีอ่ ยทู าง
ซายมือใหเหมาะสม

สรุปองคค์ วามรู้
จากการศกึ ษาแบบทดสอบปรนัยชนิดถกู ผิดและแบบทดสอบปรนัยชนิด
จบั คู่ เปนวิธีการสรา้ งแบบทดสอบ
แบบทดสอบปรนัยชนิดถูกผดิ (True or false test) เปนชุดของข้อความซึง
อาจ เขียนอยูใ่ นรปู ประโยคบอกเลา่ ธรรมดาหรอื ประโยคคําถาม
หลกั การหรอื แนวทางในการสร้าง
1.เขยี นคาํ ชแี จงในการ ทําแบบทดสอบใหช้ ัดเจน
2.ขอ้ ความทีเปนสถานการณข์ องข้อคาํ ถามจะต้องถกู หรอื ผดิ อยา่ งแท้จรงิ
3.เขยี นขอ้ ความทเี ปนสถานการณข์ องข้อคําถามด้วยภาษาทเี รยี บง่าย
4.ในแตล่ ะขอ้ คาํ ถามกวนถามเพยี งประเดน็ เดยี ว
5.ในแต่ละข้อคําถามควรให้ขอ้ มูลสารสนเทศพืนฐานทีเพียงพอ
6.หลกี เลยี งการลอกข้อความจากหนงั สอื เรยี น
7.ขอ้ คาํ ถามโดยทัวไปนิยมเขียนโดยอยู่ในรูปแบบของประโยคบอกเลา่
8.ควรหลีกเลียงการใช้คาํ ศพั ท์ทผี ูเ้ รยี นไมค่ นุ้ เคย
9.ควรหลีกเลียงการใชค้ าํ ทีเปนเครืองชคี าํ ตอบ
10.ไมค่ วรใชข้ ้อความปฏิเสธซอ้ น
11.คาํ ตอบของข้อคําถามควรถูกหรอื ผิดตามหลกั วิชา
แบบทดสอบปรนัยชนิดจบั คู่ (Matching test) เปนรูปแบบหนึงของแบบ
ทดสอบ ปรนัยซงึ ลกั ษณะโดยทวั ไปมกั จะวางกลมุ่ ของคํา วลี ตัวเลข หรอื
สญั ลกั ษณไ์ วเ้ ปน 2 คอลัมน์ คอลัมนซ์ า้ ยและคอลมั นข์ วา
หลกั การหรือแนวทางในการสรา้ งคลา้ ยๆกนั กับการสรา้ งแบบทดสอบปรนัย
ชนิดถกู ปดเรืองภาษาและการเลือกใช้คําแต่ตา่ งกนั ทแี บบทดสอบชนิดจับคู่
จะตอ้ ง
กาํ หนดจาํ นวนรายการขอ้ คําถาม (คอลมั น์ A) ทอี ย่ทู างซา้ ยมอื ให้เหมาะสม
และอกี คอลัมนค์ าํ ตอบจะตอ้ งมมี ากกวา่ คาํ ตามประมาณ 2-3 ขอ้ กาํ ลงั พอดี

Week 6

12 มกราคม 2564

แบบทดสอบปรนยั ชนิดเติม
คําและตอบสนั

แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือก
ตอบ

แบบทดสอบชนิดเตมิ คาํ (Completion test) เป็นแบบ ใบความร7ทู ี่
ทดสอบปรนัยชนิดหน่ึงที่ มงุ ใหผ ูเ รยี นคิดหาคาํ ตอบดว ย
ตนเอง ซ่งึ อาจเป็นคํา วลี หรอื ประโยค แลว เขียนคาํ ตอบ
นัน้ ลงในชองวา งตอ จากขอ ควาํ มท่ีไดเขียนคางไว เพ่อื ให

เป็นขอ ความท่ถี ูกตอ งสมบรู ณ สมเหตสุ มผล

แบบทดสอบปรนัย
ชนิดเติมคาํ และชนิด

ตอบแบบสนั้

หลกั การหรอื ใหขอ แนะนําในการตอบ
แนวทางการสรา ง ขอสอบอยา งชัดเจน โดย
ระบุรายละเอยี ด ของคาํ
เขยี นประโยคขอความทีเ่ ป็นขอ ตอบวา ควรเป็นอยา งไร
คาํ ถามใหช ดั เจนและสมบรู ณเพยี ง
พอ เพ่ือใหม ีคําตอบทถ่ี ูกตอ งเพียง ประโยคขอ ความทเ่ี ป็นขอคําถาม
ควรสรางข้นึ ใหม ไมควรนํา
คําตอบเดยี วเทานัน้ ทเ่ี ป็นไปได ขอ ความจากบทเรียน หนังสอื

ควรเวน ชองวา งสําหรบั ขอคําถามควรเป็นเร่อื งท่ี
เตมิ คาํ ตอบใหมีความยาว สําคญั ของบทเรียน
เพียงพอในการเขียน คํา
สอดคลอ งกับวตั ถุประสงค
ตอบที่คาดหวังไว

แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ ใบความร8ทู ี่
(Multiple choice test)เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดหน่ึงที่
มกี ารกาํ หนดคาํ ตอบไวห ลายตวั เลอื กในขอ สอบแตล ะขอ

สาํ หรบั ใหผ ูเ รียนไดเ ลือกตอบตามตอ งการ

หลกั การหรือแนวทาง แบบทดสอบ
การสราง ปรนั ย

ชนิดเลอื ก
ตอบ

ตองแนใจวา ขอสอบขอหน่ึง ๆ มตี วั ขอสอบแตละขอความมีจาํ นวนตัว
เลอื กซ่งึ เป็นคาํ ตอบท่ถี ูกตอ ง เลือกอยูใ นชวง 3-5ตัวเลอื ก

หลกี เลย่ี งการสรางขอคถามทีเ่ ป็นเชิง หลีกเลย่ี งการใชขอ ความตา ง
ลบหรอื เชงิ ปฏิเสธ ๆ ท่ีคดั ลอกจากหนังสอื

หลีกเล่ียงการใชขอความ หรอื เขยี นขอ คาํ ถามใหชดั เจนกระชบั
สัญลักษณใด ๆ ทเ่ี ป็นการชแี้ นะคํา รดั กุม มีขอมลู เพียงพอสําหรบั การ

ตอบ ตอบคาํ ถามได

ตองมนั่ ใจวาไมมขี อสอบขอใด
ขอหน่ึงไปชีแ้ นะ หรือ เปิดเผย

คาํ ตอบในคาตอบขอ อ่ืน ๆ

สรปุ องค์ความรู้
จากการศึกษาแบบทดสอบปรนยั ชนิดเตมิ คาํ
ตอบสันและชนิดเลือกตอบ
แบบทดสอบปรนัยชนิดเติมคําและตอบ
สัน(Completion test) เปนแบบทดสอบปรนยั
ชนิดหนึงที ม่งุ ใหผ้ ู้เรยี นคิดหาคําตอบดว้ ยตนเอง
ซึงอาจเปนคํา วลี หรอื ประโยค แลว้ เขียนคําตอบ
นนั ลงในชอ่ งวา่ งต่อจากขอ้ ควํามทไี ดเ้ ขียนค้างไว้
เพือให้เปนข้อความทถี ูกตอ้ งสมบูรณ์ สมเหตสุ ม
ผล
แบบทดสอบปรนัยชนิดเลอื กตอบ(Multiple
choice test)เปนแบบทดสอบปรนัยชนิดหนึงทมี ี
การกําหนดคาํ ตอบไวห้ ลายตวั เลือกในข้อสอบ
แต่ละขอ้ สาํ หรบั ให้ผู้เรยี นไดเ้ ลอื กตอบตาม
ต้องการ
หลกั การสร้างของทัง2 แบบทดสอบคลา้ ย ๆกนั
ในเรืองการใชค้ ําภาษาและเนือหา ต้องกนั ทแี บบ
ทดสอบปรนยั ชนิดเลือกตอบมีชอ้ ยต์ตัวเลอื กให้

Week 7

26 มกราคม 2564

การตรวจสอบคุณภาพของ
แบบทดสอบ

ใบความร9ทู ี่

ระดับคุณภาพขอ สอบแตละขอของ เป็นคณุ สมบตั ขิ องเคร่ืองมอื วดั ที่
แบบทดสอบฉบบั หน่ึงๆท่ีบง บอกวา สามารถวัดไดต รงตามจดุ มงุ หมายได
อยา งถกู ตองแมนยํา ครอบคลมุ ครบ
สามารถแยกคนเป็ นสองกลุมคอื
กลุมสงู และกลมุ ต่าํ ถว นตรงตามเน้ือหาสาระ

อาํ นาจจาํ แนก ความเท่ยี งตรง (Validity)

การตรวจสอบคุณภาพ ความเช่ือมัน่ ของแบบทดสอบ
ของแบบทดสอบ
เป็นคุณสมบัตทิ ด่ี ีอยา งหน่ึง
ของแบบทดสอบทงั้ ฉบับทบี่ ง

บอกวาสามารถวดั
คณุ ลักษณะทต่ี อ งการวัดได

คงเสน คงวา

ความเป็นปรนัย (Objectivity) ความยากงายรายขอ

เป็ นการบงบอกความ สามารถวดั คุณลกั ษณะที่
ชัดแจงในการเขียนคํา ตองการวัดไดทัง้ นี้ตอ งอยู
ภายใตสถานการณตางๆท่ี
ชแี้ จงและขอ ความ เหมอื นเดิมหรือใกลเคยี ง
แตละขอ

สรุ ปองค์ความรู ้
จากการศึ กษาเรอื งการตรวจสอบคุณภาพ

การตรวจสอบคุณภาพ มที งั หมด 5 หัวข้อ ไดแ้ ก่ ความเทยี งตรง
ของแบบทดสอบ ความเปนปรนัยของแบบทดสอบ ความยากรายข้อ
ของแบบทดสอบ อาํ นาจความจาํ แนกของแบบทดสอบ ความเชือมนั
ของแบบทดสอบ
ความเทยี งตรง แบง่ ออกเปน 3ประเภทคือ
-ความเทยี งตรงตามเนือหา
-ความเทยี งตรงตามโครงสรา้ ง
-ความเทยี งตรงตามเกณฑส์ ัมพันธ์
ความเปนปรนั ย
เปนการบง่ บอกความชัดแจง้ ในการเขียนคาชีแจงและข้อความแตล่ ะ
ข้อ รวมถึงตวั เลอื กตา่ ง ของแบบทดสอบ
ความยากรายข้อ
สามารถวดั คุณลกั ษณะทตี อ้ งการวดั ไดท้ งั นีตอ้ งอยภู่ ายใต้
สถานการณ์ตา่ ง ๆ ทเี หมอื นเดมิ หรอื ใกลเ้ คียง ค่าดชั นีความยาก
ตงั แต่ 0.20ถึง 0.80
อาํ นาจความจาํ แนก
-แบบทดสอบองิ กลมุ่
-แบบทดสอบองิ เกณฑ์
ค่าดชั นีอาํ นาจจาํ แนกรายข้อตงั แต่ 0.20ถึง 1.00
ความเชือมนั
-แบบองิ กลมุ่ กรณีทขี ้อสอบแตล่ ะข้อให้คะแนนเปน 0กบั 1
-แบบองิ เกณฑม์ กี ารให้คะแนนไมเ่ ปน 0กบั 1
ความเชือมนั ตงั แต่ 0.00ถึง 1.00ถ้าใกล้ 0แสดงวา่ ขาดความเชือมนั
แตใ่ กล้ 1แสดงวา่ มคี วามเชือมนั สงู

Week 8

9 กมุ ภาพันธ์ 2564

การวิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใช้
SPSS

การวเิ คราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ ใบความร1ทู0ี่
และแบบสอบถาม โดยใช้ SPSS

กรณีข้อสอบให้คะแนน 0 กบั 1

ขันที 1 สรา้ งไฟลข์ ้อมลู ของกลมุ่ ทดลองใช้ N คน

ขันที 2 รวมคะแนนทงั ฉบบั ของแตล่ ะคน โดยใช้คํา
สังCompute variable

ขันที 3 เรยี งคะแนนจากน้อยไปหามาก โดยใช้คําสังSort
case

ขันที 4 คํานวณหาจาํ นวนคนในกลมุ่ สงู (Nu) และจาํ นวน
คนในกลมุ่ ตา (Nl) โดยใช้สตู ร 20 % ของ Nเช่น ถ้า N=5020
% ของ N = (27/100)*(50) ≈14 คน นันคือ Nu=Nl= 14

ขันที 5 สรา้ งตวั ใหม่ ตงั ชือ Group โดยกาํ หนดคํา
(Value)ให้ 1 แทน กลมุ่ ตา (L) 2 แทนกลมุ่ กลาง (M) และ3
แทนกลมุ่ สงู (U)

ขันที 6 คียข์ ้อมลู ตวั แปร Group โดย กลมุ่ ตาพิมพ์เลข 1 กลมุ่ สงู
พิมพ์เลข 2 และ กลมุ่ กลางพิมพ์เลข 3

ขันที 7 ตดั ข้อมลู กลมุ่ กลางออกทงั หมด จากนันบนั ทกึ ไฟลโ์ ดย
ตงั ชือไฟลใ์ หม่ หรอื ใช้คําสัง Selectcaseเลอื กเฉพาะ Group=1
or Group=3

ขันที 8 วเิ คราะห์ข้อมลู เพือหาค่านวณจาํ นวนคนตอบถูกใน
กลมุ่ ตา (Rl) และจาํ นวนคนตอบถูกในกลมุ่ สงู (Ru) ของ
ข้อสอบแตล่ ะข้อ โดยใช้คําสังCrosstabs

สรุปองคค์ วามรู้

จากการศกึ ษาการวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบและแบบสอบถาม
โดยใช้ SPSS
การหาคา่ อาํ นาจจําแนกรายขอ้ (r) และคา่ ความยาก (p)ดยใช้เทคนิค 27
% กล่มุ สงู -กลุ่มตาํ
ขนั ที 1 สร้างไฟล์ข้อมลู ของกลุม่ ทดลองใช้ N คน
ขันที 2 รวมคะแนนทังฉบับของแตล่ ะคน โดยใชค้ ําสงั Compute
variable
ขันที 3 เรยี งคะแนนจากนอ้ ยไปหามาก โดยใชค้ าํ สงั Sort case
ขนั ที 4 คํานวณหําจ ํานวนคนในกลมุ่ สงู (Nu) และจํานวนคนในกลมุ่ ตาํ
(Nl) โดยใช้สตู ร 20 % ของ N
เชน่ ถา้ N=5020 % ของ N = (27/100)*(50) ≈14 คน นนั คือ Nu=Nl=
14
ขันที 5 สร้างตวั ใหม่ ตงั ชอื Group โดยกาํ หนดคาํ (Value)ให้ 1 แทน
กลุ่มตํา (L) 2 แทนกลุ่มกลาง (M)
และ3 แทนกลมุ่ สงู (U)
ขนั ที 6 คยี ์ข้อมลู ตัวแปร Group โดย กล่มุ ตําพมิ พเ์ ลข 1กลุ่มสงู พมิ พ์
เลข 2 และกลุม่ กลางพิมพเ์ ลข 3
ขนั ที 7 ตัดขอ้ มลู กลมุ่ กลางออกทังหมด จากนันบันทึกไฟลโ์ ดยตงั ชอื
ไฟล์ใหม่ หรอื ใชค้ ํา่ สัง Select
caseเลอื กเฉพาะ Group=1 or Group=3
ขันที 8 วเิ คราะห์ขอ้ มูล เพือหําค่านวณจ่านวนคนตอบถกู ในกลุ่มตาํ (Rl)
และจํา่ นวนคนตอบถูกในกลมุ่
สูง(Ru) ของขอ้ สอบแต่ละข้อ โดยใชค้ ํา่ สังCrosstabs

Week 9

การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้องิ มาตรฐาน
โดยใช้กระบวนการออกแบบย้อนกลบั

เป็ นการวางแผนและจัดทํา
หนวยการเรียนรูซ่ึงเป็ นสาระ

ยอยของรายวชิ า โดยมี
มาตรฐานการเรยี นรแู ละตัวชี้
วดั เป็นเป าหมายสําคญั ของตวั ชี้

วัด

ความหมาย

การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้
องิ มาตรฐาน

โดยใช้กระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั

การวเิ คราะหต ัวชวี้ ดั กําหนดหลักฐานการ
เรยี นรู

ระบวุ ธิ กี ารจดั แบบประเมนิ ผล

การวิเคราะหต ัว
ชวี้ ัด

วธิ จี ดั และประเมนิ ชว ยใหผ ูสอนสามารถ
การเรยี นรเู คร่อื งมือท่ี ออกแบบหนวยการ
เรียนรูก จิ กรรมการ
ใช ประเมนิ ไดอ ยางมี

ประสิทธิภาพ

สรุ ปองค์ความรู ้

21กกขเ.ก.ขขอรจิ8า7ัน6ผา5ํผขัน4ัน3อ2ยีร1..กอห..ัลนลท....กทนวทเกรอวกชนผวสกสช3ีมตเิแ2ีรกจิ1ไีธิ คาลินลาดาาืาออบดมกแกีรวรกรรรารตติงหหนบ้บากอรบาะเปาาํะะรางรลนรกบรอรยาะหกบสนฏฐแยีรวหกั่รามกอ้วผุาํนยาบิาหนดัผรปลยฐรน์แตกคลนอ้ ดตัอนรแนกเราทุบาวักัญลนรกหอนอืิลระาํแชารีบลพัยีกาปกเภรลเหะกลีวะมบัรหรนลธแเรปากับดัานะรเนิยี รนรท์บัะบรรรฐจมไุัยีนกูจะไท้่จเวยีตีะวบาดั ีนรงดจคาํรยะเ3นใ้กันอ้หปมยีาหะูรอ้ชะ้ขนกษงกรนปรนนูแนิ้ยนั่วนาขกูาแ้ะะท่รนา่รยรวผ่วรัตนแาสลงะูยเใ้ไียลนรเอลรกทกมบะดรหกกหกปนยีตละอียีกีร้า้ผาาป1รคนรวัรกบันบัารสู้รอืรช่ะาเรรฐดเรมเอรนจขะรูรีวณอ้าูว้ท้อยีนสัาํนิยีดันยยีงิ ย์บหนกยีินทสมนมกกอหาหนราธทราํารารมูรมอ้่มหูตวร้ภิู้ผีเรอืงิยาราเรนาเู้ รบัรผมยกรพยีฐดยีถลไยีาานาเนดตรอนนกปรเ้อรราูคห้าหรโูกฐรแ้ หวยีรรดเาแบรมนรอือืนยบง่รยีากหรใูไบ้ยนูโาช้ ลดหรดร้กกัเ้ เยูนป้รรฐใ่นะวยีาชบยนน้ก2กวทกปรนาาเี ะรรเกรสบเะสารเดวรภยีอนงทนนวกรา่ าูผ้ รู้
เวกธิ ตวี ุ ดั กแารลสะปัมรภะาเษมณนิ ์ผเลปกนาตรน้ เรยี นรู้ มหี ลายวธิ ี อาจใช้การทดสอบ การสัง

Week 10

16 กุมภาพนั ธ์ 2564

การประเมนิ จากการสือสารระหวา่ ง
บคุ คล

“การสือสารระหวา่ งบคุ คล (Interpersonal ใบความร12ทู ี่
Communication)" เปนกระบวนการ ของการตดิ ตอ่
สือสาร หรอื การแสดงปฏกิ ริ ยิ าโตต้ อบ(Reciprocal
interaction) ระหวา่ ง บคุ คลสองคนหรอื มากกวา่
นั นขนึ ไป

-ผสู้ ง่ สาร -สาร
-สือ หรือช่องทาง
-ผูร้ บั สาร

องค์ประกอบสาํ คัญ ๆ

การประเมนิ จาก
การสือสารระหวา่ งบคุ คล

วิธกี ารวัดและประเมินผล การถามตเรอยี บนในชนั
การเรยี นรจู้ ากการสอื สาร

ระหว่างบุคคล

การบนั ขทอกึ งเผหู้เตรกุียานรณ์ การสอบปากเปลา่ การพบปะพูดคุยกบั
ผูเ้ รยี น

เกียกวาขร้อพงูดกคบั ุยผก้เู ับรยีผกนทู้ าี รตฝรกวหจัดกปารรบะจ้านาํ วหันรอื แบบ

การอภปิ รายในชนั เรยี น

สรุ ปองค์ความรู ้

ปผสจรรู้ําาะบัคกกกัสญอาาบรๆรศขกอึ้ากายงรษู่ ตท4าน้ เีกอรางารจคปะ์ปรสระือะเสมกานิอรบจสาํคากเือกราจ็ ผรนสู้ สัน่งือสจสะาาตรรอ้ รสงะาปหรรวสะา่ ืกงออบหบคุ รดคอื ว้ลชย่อม4งอี ทงอาคงงค์ป์ รแะลกะอบ
รสผสสสสะยวค่สงรู้สีผ่หหผูืางัธอิ วสบัาาสู้รรูน้วกีารราสผห่ไา่งบั้มาารปงรู้าสรคหรสรแทรบบัยอืือวาู้ารลงัคา่รคุสชดัรคอื ทะเผวค่าแอรเือคแสารู้าปรงลลอื สือมงือบัใบนทงะดคหหสคุปบรรแางิด้ไรูงาาปครคุหดปรวอื ะลภคคลครท้ฏชเาผลวมง่ือบั กมีกิ่อพาสู้กนิ ลริงคีกมส่งาํ เผยิทมุ่วลิตงเปสานลาบามุ่ทอ้ นาตมงิกดคุงบรเี อตหนปาสกคตคุ บรน้ํมานาาลอ้คเกสรารรพงลยลาหยีออารบั รนหาหหาจศตอืรรรรนาัมอย่มูอืจ้อืกะสผวณาสผขหลืกสู้อิสู้อง์ นช่กหงฯตง่ง่ลาสวนรสา่สรยฯงอืาทาาสงรชรรซรี ๆืาอ่อไบัึงนทสปทงถเทาํารยทอี ่าหรทีอืงัายานจงผงาํท้หรอาทรู้ อทายบันาํ ดวใู่นีหส้าจขนํทานาา่าสรร้กใีวาูปานทสผเรชูสา้นี ขกร่น่จํงาอาาสสงจรคกาาขาสําผรรก้อ่งพสู้ไไผมปปูด่งู้ ลู
กทกกาาเีารกรรพยีสบวบอนั ขบปท้อปะงกึ พากเกหดู บั เคตปผุยกุ เู้ลรกาา่ ยีรบั นณผกเู้์ขากรรอายี พงรนผตดู เู้กรครวาุยยี รจกนถกบั าาผมรกทู้ บตารเี อา้ กอนบยี ภหใวปิ นขรร้อือชาแงันยบใเกรบนบั ยี ฝชผนกันเู้ รหเยี รัดนยี ปนรกะาจราํ พวูดนั คุยกบั ผู้

Week 11

23 กมุ ภาพนั ธ์ 2564

การประเมินการปฏิบัติ

“การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment)” หมายถึง ใบความร1ทู3ี่
กระบวนการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเกียวกบั พฤตกิ รรมการเรียนรขู้ อง

ผู้เรยี น ผ่านการลงมือ ปฏิบตั จิ ริงตามภาระงานทผี สู้ อนได้
ออกแบบไว้ แลว้ น าขอ้ มูลทีได้มาวิเคราะหใ์ หไ้ ด้ สารสนเทศส าห

รับพัฒนาผู้เรยี น หรอื ตัดสนิ คณุ ภาพการเรียน

แนวคิดและความหมาย จดุ แข็ง จดุ ออ่ น

สามารถวัดความ คอ่ นข้างใชเ้ วลานานและ
สามารถทีไมอ่ าจวดั ยากในการพัฒนา การ
โดยวิธอี ืนได้ ปฏบิ ัติงานใหส้ มบูรณ์

การประเมินการปฏบิ ัติ

“ภาระงาน (Task)”
ใหผ้ ู้เรยี นไดป้ ฏบิ ตั ิ

จรงิ

ขนั ตอนการประเมนิ ลกั ษณะสาํ คัญ เนน้ การประเมิน
“กระบวนการปฏบิ ัติ
ขนั ที 1 กาํ หนดจุดมงุ่ หมาย
งาน (Process)”

ขันที 2 กําหนดรายการทกั ษะ ความสามารถ การประเมินการปฏิบตั มิ กั มี
ขนั ที 3 ออกแบบงานหรือภาระงานให้ผเู้ รียนปฏิบัติ ความเปนอตั นยั (Subjective)
ขันที 4 พฒั นาเกณฑ์การประเมิน อย่างชดั เจน
ขันที 5 เลือกวธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในการประเมิน
ขนั ที 6 จดั ทาํ ใบงาน
ขนั ที 7 วางแผนและดําเนินการ

สรุ ปองค์ความรู ้

ตวเถลรจนดั ึงแกยีัาสกนนาษกินขกวรณ้ผคอาคะรมา่ะุณบิดนสศลู ว“ภํึากกกทนาคษาาไีพกัญรรดาากลปกม้ราขงารเารันกมระวเบ็ปเเิอืตรมคยีรรอปนิรนวะนาฏกเบกมะบิารหานิ รตัวร์ใปกมจิปหาฏขรร้ไรบิ้องิ ดะปมตตัเ้ มฏสูลาิ (นิบิมาเPกรตัภeจสยี าิ rดุมวรนfกoออีะเrงอ่ยบัทmานู่ พศ4นaแสฤnทหลตcาผีัวะกิeหขูส้จรร้อaุดอรบัsหนเมsเพลขไeกด็กััฒงsาsอ้รนไmอเดราeกแ้ผยี nแกนเู้tบร)่ ร”ยีแบูข้ นนหไอวมวงห้ คาแผรยิดลู้ อื ้
1((.PSกขลruาํันoกัbหตcjษนeeอณcดsนtsจะกi)vสดุ าภeํามร)าคปงุ่ รใัญหระนงะมกกเาามาานยรรนิ ปป(Tมรรaอีะะsเยเkมมู่ )7นินิ ใกขหเัานน้ผร้นเู้ ปรกฏยี านบิ รตัไปดมิ รป้ กั ะฏเมมบิ คี นิ ตัวาจิ กมรรเงิ ะปบนวอนตั กนาัยรปฏบิ ตั งิ าน
2.กาํ หนดรายการทกั ษะ
3.ออกแบบงาน
54..เพลัฒอื กนวาธิ เกเี กณบ็ ฑข้อก์ มารลู ประเมนิ
6.จดั ทาํ ใบงาน
สจจ7มดุ.ดุ วบอแาอ่งรูขนแณ็งผ์ สคน่อาแมนลาขระ้าดถงาํวใเดั ชนค้เินววลกามาานรสาานมาแรลถะทยาไี มกใอ่ นาจกวาดั รโพดัฒยนวธิ าอี กนื าไรดป้ ฏบิ ตั งิ านให้

Week 12

23 กมุ ภาพันธ์ 2564

การประเมนิ ตามสภาพจริงใน
ชนั เรยี น

เปนทางเลือกใหม่ของการวัดและ ประเมนิ ผล ใบความร1ทู4ี่
การเรยี นรูข้ องผเู้ รียนทมี ีจุดเดน่ หลายประการ
ทกี ารวดั และประเมินผล การเรยี นรตู้ ามแนว
ดังเดิม (เนน้ การทดสอบ) ทําไมไ่ ด้ หรอื ทําได้

ยาก

แนวคิดและความหมาย ผเู้ รียนตอ้ งได้ใช้ เนน้ การประเมนิ
ทกั ษะการคดิ ขนั ทใี ห้ผเู้ รยี นได้
การประเมินตามสภาพ ตอบสนองหรอื
จรงิ ในชันเรียน สูง แสดงออกอย่าง
หลากหลาย

ลักษณะสาํ คญั เปนการวดั

และประเมนิ

ผลการเรียนรู้

แนวทางการประเมิน ของผเู้ รยี น ที

ให้ผู้เรยี นประเมินผล มลี กั ษณะ
งานตนเอง ซงึ จะชว่ ย เฉพาะเจาะจง

ให้ผเู้ รยี นได้มีทาง ใหม้ องเห็นจุดออ่ นและ ม่งุ ประเมนิ ความ
เลอื กในการสร้างชิน จดุ แข็งของตนเอง สามารถของผเู้ รียน
งานทพี วกเขาพอใจ
เพือรับ การประเมิน ใชว้ ธิ กี ารประเมนิ ที แบบ องคร์ วม

เหมาะสมอยา่ งหลาก

หลายและเนน้ การมี

ส่วนร่วม

ขนั ตอนการประเมนิ
1.กาํ หนด ชินงาน ขอบเขต วตั ถุประสงค์ และผ้ปู ระเมนิ
2.เลอื กวธิ ีการ สงั เกต สัมภาษณ์ สอบถามฯลฯ
3.จัดทําเอกสารใหช้ ดั เจน
4.ดาํ เนินการกจิ กรรมต่างๆ
5.กาํ กับ ตดิ ตาม ตรวจสอบ และแนะนํา
6.ประเมินสรปุ รวบยอด

สรุ ปองค์ความรู ้

ตแจอนานกวกคกาาิดรรแศปลึ กระษะคเามวกานิ ามรหปมราะยเมลนิ กั สษภณาพะสจํารคงิ ัญในแชนันวเทรยีางนกมาอี รยปู่ ร4ะหเมัวนิ ข้อแหลละกั ขันๆ คือ
ปกสกขใพเแรจิอัแงาํันมหนล(เทอะนกแงหเเสด้ลี้มนกัตนเกใครานวนมน่ดกัษออจตก้งนรท์รวนิดงษงหนเเาณมวคกาพลสอเสรลณมกงตชหาิดะัออืือมมราากรา่สิน็นะแกกรุภยสีปรงทาผเําลอบใังจป่าฉปวรรๆคเู้ดหยาษะดุนรพรปวรกัญนสคกา่มอยีบณะะรรางาาํอวกข่อ่นเะยว่ะรขไ์หกมาบนาเอเมสอดตปอมจบัมนิลร)งดแอแ้อ้บรหาทนิใากทบลตงะกมะเกหมกีาขจาํเไะดิถ่ใอีห้รผมาเาไดตงจชาตปยยวรมลเู้นิ ใ้ดุมรู่้วาดดันววไ่าช1เแฯมยีธิ ดัดตักยใ0แนก้ทลนขกีหแถ้ยีล้าตนมขหฯกั็งาไว้รุผลปะรัรนกงุ่ดขษรกจวเู้ะรวปปปารออืม้ขดัะบัปดั ะจรยีงรรทรกัทีนแสกทรสปนตะะะาาําลตะางาํอเเเรรไนงปรเมมเมคะอบดมะคอเปปเรนินินนิ์เลอย้นิกิดแมะรแรทผคกอืงาสขเผลนิะะลกมลกาวเีันาเลเะหทระมานิมใกรผสแมปมนใีนิกในิาผปู้ นูงหสรรหาากสลผระเะระ้าผ้ชางลภระสเนมเรเู้ ัมดเายีรากรมํามสานพนิเนยี ายีรอจนิรรนตจนถรยนา้ เนูรข้รขา่เไงรลูงิงดต้ออเดชยี ออืใหงต้งานาํินงนกมผเผลอรนงวแชูเ้เู้บซาูข้ารริธินกนันสึงนอยียีกี หกวจเนงนนทาราดละผรอทพีแยีรชงัาเู้ งนบมีรวยเ่วหดกยีบจีแยรมินเุดลเขปอื ะาทนี

Week 13

1 มนี าคม 2564

การใช้รบู รกิ ส์ในการวดั และ
ประเมินผลการเรยี น

Rubrics เปนชดุ ของเกณฑห์ รือมาตรฐานทอี อกแบบอย่าง ใบความร1ทู 5ี่
สอดคล้องกับ เปาหมายการเรียนรู้ ส าหรบั ใชเ้ ปนแนวทางในการ
ใหค้ ะแนนคุณภาพการปฏบิ ตั งิ านของ ผ้เู รยี น ทงั ในส่วนทเี ปนผล
การปฏบิ ตั ิ (Performance) และ/หรือผลผลติ (Product) ทีเกดิ

ขนึ รวมถงึ พฤตกิ รรมการท างาน

สงิ ทีผูส้ อนและ ผู้เรยี นร่วมกันกําหนดขึน “ดีมาก” ไปจนถงึ “ปรับปรงุ ”
ซงึ สามารถสะท้อนถึงคุณภาพเกียวกับ
ภาระงานทผี ูเ้ รยี นตอ้ ง ปฏบิ ตั ิ ระดับความสามารถหรอื ระดบั
คณุ ภาพ
ประเดน็ ทีจะประเมิน (เกณฑ)์

องคป์ ระกอบ

การใชร้ บู รกิ ส์ในการวัดและ
ประเมนิ ผลการเรียน

การบรรยายคุณภาพ

ประเภทของรูบริกส์ ของแต่ละระดบั

การเขียนบรรยายหรอื

พรรณนารายละเอยี ด

Holistic rubrics เปน Analytic rubrics เปน เพิมเตมิ ว่า ระดับ
Rubrics ทถี ูกสร้างขนึ ส าหรับ Rubrics ทีสรา้ งขึนส าห คณุ ภาพหรือคะแนนที
ให้คะแนนการปฏิบัติ งาน หรือ รับให้คะแนนการปฏิบัติ ได้ ลดหลันลงไปจาก “ดี
งาน หรือผลผลิตจากการ มาก” ไปจนถึง
ผลผลติ จากการปฏบิ ตั ิงาน ปฏบิ ตั งิ านของผเู้ รยี น “ปรบั ปรุง”
ของผเู้ รยี นในภาพรวม

แยกแยะตามประเดน็ ที

จะประเมิน

General rubrics หรือเรียก

วา่ “รบู รกิ ส์แบบทัวไป” เปน Task specific rubrics หรอื
Rubrics ที สร้างขึนโดยใช้ เรยี กวา่ “รบู รกิ สแ์ บบเฉพาะ
งาน” เปน Rubrics ทีสรา้ งขนึ
เกณฑ์หรอื ประเดน็ ทีจะ โดยมเี ปาหมายเพอื ประเมิน
ประเมินกว้าง ๆ

เฉพาะงานใดงานหนึงทีมอบ

หมายให้ผเู้ รยี น ปฏิบตั

สรุ ปองค์ความรู ้

แทใเชป4ปจตนาํ ดุ รางล่นหสขกะาะ่เัววอเนกครภขนงะารโทอ้ เทดรดอกื ขไเีศบัยงณปอดึกมกคงนแ้ฑอืษาวรกผรท์าหูบาค่ลมแกอีรรวยกสอาือกิ ากํราาแกสมรเใแนรแ์หชปยแจ็บวรม้ ฏะลทูบบาบิ ะแายอรแตัลงขยกิ นใิะอา่หสนอวงง์รใทธกสรนอื บิาูาบอผกงรารดแลยใากิ คหรลคผสลว้คะลุณ์ดัขอ้ ะอติ ภนัแแงงทาลกนตคพเี ะบัอกน์ปปขนเดิกรอปรกขะางะากนึราเเหมกปรอมรนิสณบฏาวรผขบิ ยฑมา้อลตักถงไ์ งกงิาวงึรรรอ้าาูพบูบนรเยรฤรรเา่ขรยีกิตกิงอยีนสกิชสงน์รRดัร์ผกูร้uรเเู้สาจูรb้มรมํานยีrกแหที iนใcบารงันรทsง่บัหคงั ใมือชด้
รรRะะuดดbบับั riคcวsมามี 3สอางมคา์ปรถระหกรออื บระคดือบั คเกุณณภฑาพก์ าแรลปะรกะาเมรนิบรหรรยอื าปยคระุณเดภน็ าพทขจี อะงปแรตะเล่ มะนิ
ปงปAารHฏนnะoบิaเมหllตัiyนิsรtิ tงiอื icาcผนrลruuผหbbลรrriอติื iccผจssลาเเกปผปกลนนาติ รRRจปuuาbฏbกrบิrกiicตัcาsรsงิ ปทาทนฏสี ถี ขบิรกู อา้ตั สงงงิ รผขาา้นึเู้ นรงสขยขี อนึนางหสแผรยาเู้ บักรหใยแี รหนยบั ้คะใใตนะหแาภ้คมนาะปนพแรกนระวานเดมรกปน็ าฏทรบิ จี ตัะ ิ
ปงAารนnะaเมหlyนิ รtiอื cผrลuผbลriติ cจsาเกปกนารRปubฏrบิ icตั sงิ ทานสี ขรอา้ งงผขนึเู้ รสยี ํานหแรยบั กใแหย้คะะตแานมนปกระาเรดปน็ ฏทบิ จี ตั ะิ
หRTuมabาsrยkiใcsหsp้ผทeเู้ cรสี iยี รfiนา้cงปrขuนึฏbบิโrดตัicยิ sมหเี ปราอื หเรมยี ายกเวพา่ ือ“ปรูรบะรเกิมสนิ ์แเฉบพบาเะฉงพาานะใงดานงา”นเหปนนึ งทมี อบ
ขนึ Gโeดnยeใrชaเ้lกrณubฑriห์ cรsอื หปรรอื ะเเรดยี น็ กทวจีา่ ะ“ปรรูบะรเกมิ นิส์แกบวา้บงทๆวั ไป” เปน Rubrics ที สรา้ ง

Week 14

9 มีนาคม 2564

การประเมนิ โดยใชแ้ ฟมสะสมผลงาน
(Portfolio assessment)

“การประเมนิ โดยใช้แฟมสะสมผลงาน” หมายถงึ วธิ กี าร ใบความร1ทู 6ี่
ประเมินผลการเรยี นรู้ อย่างหนึงทีมสี ิงประเมินคือ “แฟมสะสม
ผลงาน” ซึงผู้เรียนจดั ทําขนึ โดยการรวบรวม ผลงานจากการ
ปฏบิ ัติงานทีเกยี วข้องกับการเรยี นการสอนอยา่ งมีจดุ มงุ่ หมาย

ผู้เรยี นตอ้ งมีส่วนรว่ มในการเลอื ก ตอ้ งดาํ เนินการรวบรวมผลงานอย่าง
รายการผลงาน การกําหนดเกณฑ์ มจี ดุ ม่งุ หมายเพือเปนหลกั ฐานแสดง
คัดเลือกผลงาน เกณฑต์ ัดสินคณุ ภาพ
ใหเ้ หน็ ถงึ ผลสัมฤทธิทางการเรยี น
ของผลงาน

เปนการรวบรวมผลงานตลอด หลักการ เปนการทาํ งานรว่ มกนั
ชว่ งระยะเวลาหนึงตามที ระหว่างผูเ้ รยี นกับผ้สู อน
กาํ หนด

การประเมนิ โดยใชแ้ ฟมสะสมผลงาน ผ้เู รยี นต้องเปนผู้มสี ว่ นร่วมทงั ใน
(Portfolio assessment) กระบวนการเรยี นรู้ และ
กระบวนการ
ประเมินผลการเรยี นรู้

Assessment portfolio ประเภทของแฟมสะสม Working portfolio
เปนแฟมสะสมผลงานที ผลงานของผู้เรียน เปนแฟมสะสมผลงานที
ผู้เรยี นจดั ทําขนึ โดยมี ผู้เรยี นจดั ท าขนึ เพอื
จดุ มงุ่ หมายเพอื ให้ผ้สู อน Display or show
ทําการประเมินคุณภาพ portfolio เปนแฟมสะสม เก็บรวบรวม
การเรียนร้ดู ้านตา่ ง ๆ ผลงานทผี เู้ รียนจัดทาํ ขนึ หลักฐานตา่ ง ๆ เกียวกับ
ตามเกณฑห์ รือ รายการ โดยทํา การคดั เลือกผลงาน
ประเมินทไี ด้กําหนดไว้ ทดี ที ีสุดจากแฟมสะสมผล ผลการปฏิบตั งิ านใน
ล่วงหนา้ ระหว่างผสู้ อน งานทีรวบรวมไวใ้ นระหวา่ ง ระหว่างการเรยี นการ

กบั ผเู้ รยี น การปฏิบตั งิ าน สอน

ขันตอนของการประเมนิ

1. ขนั เตรียมการประเมนิ โดยใช้
แฟมสะสมผลงาน
2. ขันจัดทาํ แฟมสะสมผลงาน
3.ขันประเมนิ แฟมสะสมผลงาน
ทสี มบรู ณ์
4.ขันประชาสมั พนั ธผ์ ลงาน

สรุ ปองค์ความรู ้

4321ขผ3.ข..2.ป1ขจัขนขเล.จขอ3..ปเกท2ฏนัเนันัหเดุ1พนัปดุง.ตงรพอพก.ฏณ.คาํคบิจปลมเจาตWAวมือรอปยืกDอตือาบิวนวาตัดับกัรงุ่ฑsนะนใงุ่า่รรoใiาใรากาตัsะsหอตเิหทงรฐหหประrหห์เมขมยีภeเpกงิอหยชวk้าาผมมคาม้ผร้ผหรอมหsทlาานมiงมา่าแaนเู้นิาาsะัดเู้nอืเู้งนกรมรมงสขรภฟyรmยตเยึgงผกเแศยมเีาาัายอมีรยาีลเขปา่มทeoรลยฟาึยนพpกนิรนงาพนงอือrสnรนปมีขoงยะมษืแอไโหไังtนกไปๆะงสีrsาดรรอกดดสใดฟากลสผhtนpธาริะะงงหพ้าเยพ้ะfพ้oนามเกัมบoลกกผ์ะจปรoกส้ผมใัฒรwัฒrัฒเผสกทลงาบยีปlาชารมสู้นิมiปtรกานลoวราะงแไีน้ะรfนpผอนิโนปรดรoกสเกาปงฟาะoเาดลมานะlนโรทปเคร้าบัมาiครrปมมเยนิงoดนทปะรบัtนวดีมผผะวสรานิใเfยคปราาํเเมมาลทีนิลนแoชะะมปมกทใบัือมฏอเนิlสแฟก้งสีทแiชภนินสาไีสปบoิบฟามโา“มดุฟรดสีท้แาโแาแนดรรตัหผมเปสจมก้มดมฟมฟุปฟงปยงิขจมลสาะราบายาสมมนาใฏมกดุสอารหงหะะรใรูนชะสยสบิเสสแถงาแมมถรชนมณสแ้ ในทะฟผะใฟมะตังุ่ผอืใ้แฟนิดนสมสนส์เี”เูนห้ผลมขงิมกฟรไมคผมรมมกดัาลมหสกงสวยียีะสผลมนุณผผาเาล้างะมาะหนวกละรงสนลยใสลราสว่ภาขวสลคนานงสงะงทยมงมอ้าา่แนมาสาัดารหถพะางผผผีงลนผนผทะนมเกนงึลกลเู้กะลลหลทร”อ้ผา้ขงบัางาวอืงยีวงผรีนซรนัลราาธิกกาา่นาเเู้นนะเงึแงตกีรนงรนารผหจผทลาทรกยียอีายีตลวดันเู้ มรเะนผีนารีนนรา่า่รงทปปรทีเู้วงยกงีจยีารรเรบาํรง้ัผนนดัูารนด้ยีๆขะะหรรสู้ยีทจนา้เนึกเกทวสมมมอนนดั าําจมาเีนิอดนินเขรกตทกดัรพไนนึผสผกวาา่าํเดิ5ทือกรงลใ้ขลอบัหจโาํเนสนึบ็งนกกดผขๆัวาารอโกนึบ็ขาเู้ยรตนรดะนรอ้ มรวหกยาีโเยไวบีตรมดนวดากบยีรา่า่รยแ้างรงนวรกวมกรๆ่มาู้ ร

ส่งทา้ ยความรูส้ ึก

ขเอเยพไหลอจาหเงักปสรรบอยืนสอจดั ออหนุอ่ัน่เญอืคบนา้พวกราาาแนั่วอรพงสั่ะญรจยจีารมเลแยทๆยตแรรมีราดนาะาอละๆมก์ รลกัจีราเวีคกคี คตบรAะาะเ็ยวิยะศะเุาณ่หะ่ะยีอก่เรคAเมหน์เ์ิรลรชขลนยมไ็ยีคอวR(าิเนยีดาอ้ดาลอรา่นอืาวราวมนเจูบหนท้มดยีจาาู่นารข้ๆวหะทงใมนัานรวอีคยีงชอิจ2นหาารูชินัใ้รานแง่ะยูะาสนํหคยาหจู้อส้านเอถคงัพคเากเ์เชราานึ้กากพจีวป่ะยสรบรวจรงัจีพบัหนูสาํอรคนนายหยาีปคาไํตพันะามางราเ์วอรกุดน่ะะหมะปอ่มแ้รยวากยย)อดค้คคูารูไนมกท้ดถ์ รา่น์าหคี่ะเกปิดิดบัหางวจขคูวาไี ะ่ะนควตควทดหดสวทิ้าาน่ะคา่่ะา่ชูชิรล่ะเอม้อีงูลยะอูรหขหยาขออานาแาางัสายี นจนสนกน์จปกดบอตจสะุดนาัาาาญูเบรูเะครรคากุ่ดทรกขรดวรครูบัปพ่ะะญอ่คยนัห้ดิวายา้อยะนใแนเรใ์ดัย่ะาทไ์กนาเต์รชังจเบแปะกนจหแาตีรยีคูตอ้ ้คหใดอาบราสีลกนกนงังางันรุณรนบีเกอะต็บ้ใอโาเใรทเยก้ฮปเาบรจรนหคอ้าจตยีกด์นัากฮะจรยีสสงีฟ่ะดนเอ่รรุาจบ็คทะานขัอพมมแงใ็งรรเะวยบกุอนทชมภูานวม้ปยนเๆเคาไกา้แชาํนิข่ราใ์วดงกษใาๆกหก้ลอาืีวหดนวบหน้าเรณติลงนะล้คทนัระๆทั้ว่งทวั คยูก์อาํ มี ี ะ็ๆ

สัญญาการเรยี น


Click to View FlipBook Version