บัดน้ัน นนทกผู้ใจแกล้วกล้า
ไมร่ วู้ า่ นารายณ์แปลงมา ก็โสมนสั สาพนั ทวี
ยิ้มแล้วจึง่ กลา่ วว่าสนุ ทร ดูกอ่ นนางฟา้ เฉลิมศรี
เจ้าจกั ปรารมภไ์ ปไยมี พ่เี ป็นคนเก่าพอเขา้ ใจ
เชิญเจ้าราเถิดนะนางฟ้า ให้สน้ิ ทา่ ที่นางจาได้
ตัวพ่จี ะราตามไป มใิ หผ้ ิดเพลงนางเทวี ฯ
ฯ ๖ คา ฯ
เมอ่ื น้นั พระนารายณท์ รงสวัสด์ิรัศมี
เหน็ นนทกหลงกลกย็ ินดี ทาทเี ยอ้ื งกรายให้ยวนยนิ ฯ
ฯ ๒ คา ฯ เจรจา
เทพนมปฐมพรหมส่หี นา้ สอดสร้อยมาลาเฉดิ ฉิน
ทง้ั กวางเดินหงสบ์ นิ กินรนิ เลียบถา้ อาไพ
อีกชา้ นางนอนภมรเคลา้ ทง้ั แขกเตา้ ผาลาเพียงไหล่
เมขลาโยนแกว้ แววไว มยุเรศฟอ้ นในอมั พร
ลมพดั ยอดตองพรหมนิมติ ทัง้ พิสมัยเรยี งหมอน
ยา้ ยทา่ มัจฉาชมสาคร พระสี่กรขวา้ งจกั รฤทธิรงค์
ฝา่ ยนนทกกร็ าตาม ดว้ ยความพสิ มยั ใหลหลง
ถงึ ทา่ นาคาม้วนหางวง ชต้ี รงถูกเพลาทนั ใด ฯ
ฯ ๘ คา ฯ เพลง
ด้วยเดชนิว้ เพชรสทิ ธศิ กั ด์ิ ขาหกั ลม้ ลงไมท่ นได้
นางกลายเปน็ องค์นารายณ์ไป เหยียบไวจ้ ะสังหารราญรอน ฯ
ฯ ๒ คา ฯ เชิด
บัดน้ัน นนทกแกล้วหาญชาญสมร
เห็นพระองคท์ รงสงั ข์คทาธร เป็นสี่กรก็รู้ประจกั ษใ์ จ
ว่าพระหริวงศ์ทรงฤทธ์ิ ลวงล้างชวี ติ ก็เปน็ ได้
จ่ึงมวี าจาถามไป โทษข้าเปน็ ไฉนใหว้ ่ามา ฯ
ฯ ๔ คา ฯ
เมอื่ นน้ั พระนารายณ์บรมนาถา
ไดฟ้ ังจง่ึ มีบัญชา โทษามึงใหญ่หลวงนัก
ด้วยทาโอหังบังเหตุ ไมเ่ กรงเดชพระอิศวรทรงจกั ร
เอ็งฆ่าเทวาสรุ ารักษ์ โทษหนักถึงทีบ่ รรลัย
ตวั กกู ค็ ิดเมตตา แต่จะไวช้ วี ามึงไมไ่ ด้
ตรัสแล้วแกวง่ ตรีเกรยี งไกร แสงกระจายพรายไปดงั่ ไฟกาล
ฯ ๖ คา ฯ
บัดน้นั นนทกผ้ใู จแกล้วหาญ
ได้ฟังจ่งึ ตอบพจมาน ซึง่ พระองค์จะผลาญชีวี
เหตุใดมทิ าซง่ึ หนา้ มารยาเปน็ หญิงไมบ่ ดั สี
หรอื ว่ากลวั นิ้วเพชรนี้ จะชีพ้ ระองค์ใหบ้ รรลัย
ตวั ข้ามมี อื แตส่ องมือ หรือจะสทู้ ง้ั ส่กี รได้
แม้นส่มี อื เหมือนพระองค์ทรงชัย ที่ไหนจะทาไดด้ ่ังนี้ ฯ
ฯ ๖ คา ฯ
เมือ่ นน้ั พระนารายณ์ทรงสวัสดร์ิ ัศมี
ไดฟ้ ังจง่ึ ตอบวาที กูนี้แปลงเปน็ สตรมี า
เพราะมึงจะถึงแกค่ วามตาย ฉิบหายดว้ ยหลงเสนห่ า
ใช่วา่ กลวั ฤทธา ศักดาน้ิวเพชรนั้นเมื่อไร
ชาติน้ีมึงมีแตส่ องหตั ถ์ จงไปอบุ ัตเิ อาชาตใิ หม่
ให้สิบเศียรสบิ พกั ตร์เกรยี งไกร เหาะเหนิ เดินได้ในอมั พร
มีมือย่สี บิ ซ้ายขวา ถอื คทาอาวธุ ธนูศร
กูจะเปน็ มนุษยแ์ ต่สองกร ตามไปราญรอนชวี ี
ให้สิ้นวงศม์ ึงอันศกั ดา ประจกั ษ์แก่เทวาทุกราศี
วา่ แลว้ กวดั แกว่งพระแสงตรี ภมู ตี ัดเศยี รกระเด็นไป ฯ
ฯ ๑๐ คา ฯ เชิด โอด
ครน้ั ล้างนนทกมรณา พระจกั ราผู้มีอัชณาสัย
เหาะระเห็จเตร็จฟา้ ดว้ ยวอ่ งไว ไปยังเกษยี รวารี ฯ
ฯ ๒ คา ฯ เชิด
เม่ือนนั้ ฝ่ายนางรชั ดามเหสี
องค์ทา้ วลัสเตียนธิบดี เทวมี รี าชบุตรา
คือวา่ นนทกมากาเนดิ เกิดเปน็ พระโอรสา
ชอ่ื ทศกณั ฐ์กุมารา สิบเศียรสบิ หน้ายีส่ บิ กร
อันน้องซึง่ ถดั มานัน้ ชอ่ื กมุ ภรรณชาญสมร
องคพ์ ระบิตุเรศมารดร มิใหอ้ นาทรสักนาที
เทพอปั สร นางฟา้
ธาตรี แผน่ ดิน,โลก
นนทก,นนทกุ ในรามเกียรต์ิพระราชนพิ นธร์ ชั กาลท่ี ๑
ตัวละครตวั น้ชี ่ือวา่ นนทก
นาคี นาค คืองูใหญ่มีหงอน เป็นสตั ว์ในนยิ าย
บทบงส,์ุ บทศรี ใช้หมายถึงพระบาทของเทวดา
หรือกษตั รยิ ์
บังเหตุ ประมาท,ทาให้เป็นเหตุ
พระหรวิ งศ์ พระนารายณ์
กระเษียรวารี เกษยี ร สมุทรหรอื ทะเลนา้ นม
ไกรลาส ชือ่ ภเู ขาท่เี ป็นที่ประทบั ของพระอศิ วร
คนธรรพ์ ชาวสวรรคพ์ วกหน่ึง มคี วามชานาญในวชิ าคนตรี
และขบั รอ้ ง
จุไร ผมท่เี กลา้ เป็นจุกและประดบั อยา่ งสวยงาม
ตรยั ตรงึ ศา ตรัยตรึงศห์ รือ่ ดาวดงึ ส์ แปลวา่ ๓๓
ตรี คอื ตรีศูล เป็นอาวธุ สามงาม ปกติเป็นเทพอาวุธ
ของพระอศิ วร
พระองค์ทรงสงั ข์คทาธร พระนารายณ์ ตามคติอินเดียวา่ มี
สก่ี รถือ สังข์ จกั ร คทาและธรณี
ไฟกาล ไฟกลั ป์ หรอื ไฟบรรลยั กัลป์
ภักษ์ผล ผลสาเรจ็
ลักษมี ชายาของพระนารายณ์
วทิ ยา ในทน่ี ี้คอื วิทยาธร ชาวสวรรค์
พวกหนง่ึ มวี ิชาอาคม
สาเร็จมโนรถ ไดต้ ามตอ้ งงการ
ส้นิ ท่า ครบทุกทา่ รา
สุบรรณ ครฑุ คือ พญานกในเทพนิยาย
สรุ สั วดี ชายาของพระพรหม
โสมนัสา คือคาวา โสมนัยน์ หมายความวา่ ยนิ ดี
หัสนยั น์ ผู้มพี ันตา หมายถงึ พระอินทรเปน็
เทวราชผู้เป็นใหญใ่ นสวรรคช์ ั้นดาวดงึ ส์
อสุนี อสนุ ีบาต หมายถึง ฟา้ ผา่
อฒั จันทร์ ในที่นีห้ มายถึงขัน้ บันได
ขอ้ คดิ
• อานาจตกอย่ใู นมอื ของคนที่ลมื ตัว จะเกดิ ผลร้าย
ตามมาได้
• เมอ่ื คนมีอานาจ จะตัดสนิ ใจด้วยความร้สู กึ กา้ วรา้ ว
รนุ แรงไดง้ า่ ยเมอื่ คดิ วา่ ถกู รังแก
• คนเราควรใช้อานาจเพยี งเพ่อื ปอ้ งกนั ตัวไม่ให้รับ
พบิ ัตเิ ทา่ นน้ั
• ไมใ่ ชเ่ พอ่ื ทาลายผอู้ ืน่ เพ่ือแกแ้ ค้น
• ความหลงอานาจเปน็ กิเลสอย่างหนง่ึ ท่ที าให้ผอู้ ยู่
รว่ มในสงั คม
• ตอ้ งไดร้ ับความเดือดร้อน
• วรรณคดีเป็นบทวิจารณช์ วี ติ ท่ีทาใหค้ นเราเขา้ ใจ
ชวี ิตของเพอ่ื นมนษุ ย์ได้อกี ทางหนงึ่
คณุ คา่
ดา้ นเนือ้ หา คณุ คา่ ของบทประพันธ์
บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอน นารายณ์
ปราบนนทก เป็นวรรณคดีท่ีได้รับอิทธิพล มาจาก
ประเทศอินเดีย นับได้ว่าเป็นวรรณคดีท่ีมี
เอกลักษณ์ของความเปน็ ไทยปรากฏอยู่
แก่นเรื่องท่ีสาคัญท่ีสะท้อนออกมาคือ
การให้อานาจแก่บุคคลท่ีไม่สามารถใช้สติควบคุม
ตัวเองได้ ย่อมกอ่ ใหเ้ กดิ ความเดอื ดร้อน
ดา้ นวรรณศลิ ป์ คณุ ค่าของบทประพันธ์
การดาเนินเรื่องรวดเร็ว กระชับ ใช้คาชมความ
งามของนางแปลงได้อย่างเห็นภาพพจน์ เหมาะ
สาหรับการนาไปแสดงโดยมีการขับร้องและใช้
ดนตรปี ระกอบ
ด้านวรรณศลิ ป(์ รสในวรรณคด)ี คุณคา่ ของบทประพนั ธ์
1. เสาวรจนีย์ (ชมโฉม ชมความงาม) ดังตอนท่ีนนทกเห็นนางนารายณแ์ ปลง
กต็ กตะลงึ หลงในความงาม ก็ถงึ กบั พรรณนาออกมาดงั ความว่า
“เหลือบเหน็ สตรวี ิไลลกั ษณ์ พศิ พักตรผ์ อ่ งเพียงแขไข
งามโอษฐ์งามแก้มงามจุไร งามนยั เนตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองคย์ ่ิงเทพอปั สร
งามจรติ กริ ยิ างามงอน งามเอวงามออ่ นทัง้ กายา”
ดา้ นวรรณศิลป(์ รสในวรรณคด)ี คณุ คา่ ของบทประพันธ์
2. นารีปราโมทย์ (บทเก้ียวพาราสี) ดังตอนที่นนทกเก้ียวนางนารายณ์แปลง
ดังความวา่
“สดุ เอยสุดสวาท โฉมประหลาดลา้ เทพอปั สร
ทง้ั วาจาจริตกง็ ามงอน ควรเป็นนางฟอ้ นวไิ ลลักษณ์
อันซึ่งธรุ ะของเจ้า หนกั เบาจงแจง้ ประจกั ษ์
ถ้าวาสนาเราเคยบารงุ รัก ก็จะเปน็ ภักษผ์ ลสืบไป”
ด้านวรรณศิลป(์ รสในวรรณคด)ี คุณคา่ ของบทประพนั ธ์
3. พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อต่อว่า หรือบทโกรธ) ดังตอนทน่ี นท
กต่อว่าพระนารายณ์ ดังความวา่
“.................... ซงึ่ พระองคจ์ ะผลาญชีวี
เหตุใดมิทาซ่ึงหนา้ มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
ฤาว่ากลัวนิ้วเพชรนี้ จะชพ้ี ระองคใ์ หบ้ รรลยั ”
ดา้ นวรรณศลิ ป(์ รสในวรรณคด)ี คณุ ค่าของบทประพันธ์
4. สัลลาปังคพิสัย (บทเศร้าโศก คร่าครวญ) ดังตอนที่นนท
กทลู ขอพรจากพระอศิ วรความวา่
“พระองค์ผทู้ รงศักดาเดช ไม่โปรดเกศแกข่ า้ บทศรี
กรรมเวรสงิ่ ใดดง่ั นี้ ทลู พลางโศกีราพัน”
คุณค่าดา้ นสังคม คุณค่าของบทประพันธ์
๑) สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนไทย ท่ีว่า
ทาดไี ด้ดี ทาชว่ั ได้ชว่ั
๒) สะท้อนให้เห็นความเชื่อของคนไทย ซ่ึง
บทละครเรื่องน้ี สะท้อนความเชื่อ เร่ือง
โลกหน้า ภพหนา้
๓) ส ะ ท้ อ น ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง วั ฒ น ธ ร ร ม ด้ า น
นาฏศิลป์ไทย ซึ่งมีการกล่าวถึงท่ารา
แม่บทแบบตา่ งๆ ของไทย
แบบทดสอบ
ข้อใดแสดงถึงควำมงำมของนำรำยณแ์ ปลงกำยจน
นนทกหลงใหล
ก. เม่อื นน้ั พระนำรำยณท์ รงสวสั ดิ์รัศมี
ข. เมื่อนนั้ นำงนำรำยณ์เยำวลกั ษณ์เสน่หำ
ค. ถงึ โฉมองคอ์ คั รลักษมี พระสุรัสวดเี สน่หำ
ง. เป็นโฉมนำงเทพอัปสร อ้อนแอ้นอรชรเฉลิมศรี
2. ข้อควำมที่กำกับอยทู่ ำ้ ยคำประพันธแ์ ตล่ ะตอน เชน่
ฯ 8 คำ ฯ เสมอ ฯ 6 คำ ฯ โอด หมำยควำมวำ่ อยำ่ งไร
ก. บอกท่ำรำ
ข. บอกทำนองเพลง
ค. บอกลกั ษณะคำประพันธ์
ง. บอกจำนวนคำทใ่ี ช้ในกำรแต่ง
3. เหตกุ ำรณใ์ ดเกิดขนึ้ กอ่ นเหตกุ ำรณ์อ่นื
ก. นนทกถูกเทวดำกลั่นแกล้ง
ข. พระอศิ วรประทำนพรใหน้ นทก
ค. นนทกหลงรกั นำงสุวรรณอัปสร
ง. นนทกทูลขอน้วิ เพชรจำกพระอศิ วร
4. ขอ้ ใดมอี ุปมำโวหำร
ก. เชิญไปสงั หำรไอ้อำธรรม์ ใหม้ ันส้ินชีพชวี ำ
ข. ฮึดฮดั ขดั แคน้ แนน่ ใจ ตำแดงดัง่ แสงไฟฟ้ำ
ค. กจู ะเปน็ มนุษย์แต่สองกร ตำมไปรำญรอนชวี ี
ง. จนหัวไม่มีผมติด สุดคดิ ทีเ่ รำจะอดกล้นั
5. คำทท่ี ำตวั หนำขอ้ ใด ไมไ่ ดห้ มำยถงึ พระนำรำยณ์
ก. ครั้นล้ำงนนทกมรณำ พระจกั ราผมู้ ีอัชฌำสัย
ข. เมื่อนั้น หสั นยั นเ์ จำ้ ตรยั ตรงึ ศำ
ค. ย้ำยท่ำมัจฉำชมสำคร พระสีก่ รขว้ำงจักรฤทธิรงค์
ง. เห็นพระองคท์ รงสังขค์ ทำธร เป็นสก่ี รกร็ ู้ประจักษ์ใจ
6. กลอนบทใดเปน็ กำรยกย่อง
ก. ครั้นถึงจงึ่ ประณตบทบงส์ุ ทูลองคพ์ ระอิศวรเรืองศรี
ข. ตัวขำ้ ก็มีชอบนัก ลำ้ งเท้ำสุรำรกั ษ์ถงึ โกฏปิ ี
ค. วำ่ พระองค์เป็นหลักธำตรี ยอ่ มเมตตำปรำณที ัว่ พกั ตร์
ง. ผใู้ ดทำชอบตอ่ เบอ้ื งบำท ก็ประสำทท้งั พรแลยศศกั ด์ิ
ข้อคิดใดจำกเร่ือง รำมเกยี รติ์ ตอน นำรำยณ์ปรำบ
นนทก ทนี่ กั เรียนสำมำรถนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้
ก. กำรใช้อำนำจ
ข. แคน้ น้ตี อ้ งชำระ
ค. กำรอดทนอดกล้ัน
ง. เวรย่อมระงับดว้ ยกำรจองเวร
8. กำรตัดพ้อต่อว่ำ ตรงกับลกั ษณะของกลอนบทใด
ก. ตวั ขำ้ มีมอื แตส่ องมือ หรือจะสู้ท้งั ส่ีกรได้
ข. หรือวำ่ กลัวน้วิ เพชรน้ี จะช้พี ระองคใ์ หบ้ รรลัย
ค. ชำตินม้ี ึงมแี ตส่ องหตั ถ์ จงไปอบุ ตั เิ อำชำตใิ หม่
ง. จ่งึ มวี ำจำถำมไป โทษข้ำเป็นไฉนให้วำ่ มำ
9. กลอนบทใดกลำ่ วถงึ พระนำรำยณ์
ก. ได้ฟงั องค์อมรนิ ทรำ จงึ่ มบี ญั ชำตอบไป
ข. รบั พรพระศุลมี ยี ศ บังคมลำแลว้ บทจรไป
ค. เหำะระเห็จเตร็จฟ้ำดว้ ยวอ่ งไว ไปยังกระเษียรวำรี
ง. วำ่ พระองคเ์ ป็นหลักธำตรี ยอ่ มเมตตำปรำนที ่วั พกั ตร์
10. ต้องสบุ รรณเทวำนำคี ดั่งพิษอสนุ ีไมท่ นได้
ลม้ ฟำดกลำดเกลอื่ นลงทันใด บรรลยั ไมท่ ันพริบตำ
ในบทกลอนนี้กลำ่ วถงึ อมนุษยก์ ป่ี ระเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท
ง. 5 ประเภท
(เสริม)ด้วยเดชน้วิ เพชรสิทธศิ ักด์ิ ขำหักล้มลงไมท่ นได”้
คำประพันธ์น้เี น้นใหเ้ หน็ สจั ธรรมด้ำนใดชัดเจนทส่ี ุด
1. กำรใชอ้ ำนำจอยำ่ งไม่มีส้ินสุด
2. กรรมเป็นของตน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้
3. ควำมดไี ม่มีสูญ ดังน้ันไมค่ วรประกอบกรรมชั่ว
4. อำนำจทีเ่ ทยี่ วใช้ระรำนผอู้ น่ื นน้ั ในทีส่ ุดกก็ ลับมำลงโทษตวั เอง
(เสริม)คำประพันธ์ในข้อใดเปน็ บทนำรีปรำโมทย์
1. ตัวกูจะใหด้ ัง่ จินดำ อย่ำแสนโศกำอำลัย
2. ถ้ำวำสนำเรำเคยบำรงุ รกั กจ็ ะเปน็ ภกั ษ์ผลสืบไป
3. สัพยอกหยอกเลน่ เหมือนทุกวัน สรวลสันตเ์ ยำะเยย้ เฮฮำ
4. พระองคผ์ ้ทู รงศักดำเดช ไมโ่ ปรดเกศแกข่ ำ้ บทศรี
10. ต้องสบุ รรณเทวำนำคี ดั่งพิษอสนุ ีไมท่ นได้
ลม้ ฟำดกลำดเกลอื่ นลงทันใด บรรลยั ไมท่ ันพริบตำ
ในบทกลอนนี้กลำ่ วถงึ อมนุษยก์ ป่ี ระเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท
ง. 5 ประเภท
สรปุ วรรณคดีอย่างงา่ ย โดย ครูพหี่ นึ่ง
รามเกียรต์ิ
นารายณป์ ราบนนทก