The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by info_dlict, 2020-06-29 03:06:46

ชุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน เล่มที่ 3 การสร้างเครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูล

ชุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน


เล่มที่ 3

การสร้างเครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูล






























กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา

ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1


ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ





เอกสาร ศน.สพป.ลป.1
ที่ 11/2560







ค าน า



ขุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน เล่มที่ 3 การสร้างเครื่องมือและการวิเคราะห์ขอมูล เลมนี้
มีวัตถุประสงค เพื่อให้ครูผสอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล

ู้
หาประสทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม คุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ สถิติพื้นฐานท ี่

เหมาะสมกับการวิจัยในชั้นเรียน

ี่
ุ่




กลมนิเทศ ตดตาม และประเมินผลการจดการศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษา


ู้

ประถมศกษาลาปางเขต 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารเลมนี้ คงมีประโยชน์ตอครูผสอนหรือผท ี่
ู้

เกี่ยวข้องน าแนวคดและวิธีการไปสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล หาประสทธิภาพวิธีการหรือ









นวัตกรรม คุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรยนรู้ ค านวณหาคาสถิตไดถูกตอง ตลอดจนเลอกใชสถิต ิ
ไดเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยในชั้นเรียน ต่อไป







กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา

ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1







ค าชี้แจง

จุดประสงค์






1. มีความรู้ ความเข้าใจ และสร้างเครืองมอการเกบรวบรวมข้อมลไดเหมาะสม

กับปัญหาทพบในชนเรยน
ั้
ี่
2. หาประสทธภาพวิธการหรือนวตกรรมไดถูกตอง














3. หาคณภาพของเครืองมอวดผลการเรยนรูไดถูกตอง
4. ค านวณหาคาสถิตพื้นฐานไดถกตอง





ี่


5. เลอกใชสถิตทเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยในชั้นเรียน


รายละเอียดของชุดปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน
ชุดปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน เล่มท 3 เครื่องมือ และสถิติการวิจัยในชั้นเรียน เล่มนี้
ี่
มีรายละเอียด ดังนี้
1. เนื้อหาที่ให้ศึกษา
1.1 เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูล




1.2 การหาประสทธภาพวิธการหรือนวตกรรม






1.3 การหาคณภาพของเครืองมอวดผลการเรยนรู ้
1.4 สถิตพื้นฐานทเหมาะสมกับการวิจัยในชั้นเรียน

ี่
2. กิจกรรมที่ให้ผู้ศึกษาฝึกปฏิบัต มี 7 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 การสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล
กิจกรรมที่ 2 การหาประสทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม

กิจกรรมที่ 3 การหาค่า IOC
กิจกรรมที่ 4 การหาค่าความยากง่าย และคาอ านาจจ าแนก

กิจกรรมที่ 5 การหาค่าความเชื่อมั่น
กิจกรรมที่ 6 การหาค่าสถิติพื้นฐาน
กิจกรรมที่ 7 การเปรียบเทียบคะแนนก่อน – หลังเรียน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ี่

ั้
ครูผู้สอนสามารถสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลไดเหมาะสมกับปัญหาทพบในชนเรียน

หาประสิทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม คณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ คานวณหาค่าสถิติได ้



ถูกตอง ตลอดจนเลอกใชสถิตไดเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยในชั้นเรียน










สารบัญ

เรื่อง หน้า


ค าน า ก
ค าชี้แจง ข
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………..……………….. 1

กิจกรรมที่ 1 การสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล………………………….…………….. 8
การหาประสิทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม..........………….………………….………………….. 10

กิจกรรมที่ 2 การหาประสทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม……………………………………….. 13
การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้............................................................... 14

กิจกรรมที่ 3 การหาค่า IOC…………………………………………………….…………………………. 21
กิจกรรมที่ 4 การหาค่าความยากง่าย และคาอ านาจจ าแนก…………………………………... 23

กิจกรรมที่ 5 การหาค่าความเชื่อมั่น………………………………………….…………………………. 25

สถิติพื้นฐานที่เหมาะสมกับการวิจัยในชั้นเรียน…………………………………….……………….. 29
กิจกรรมที่ 6 การหาค่าสถิติพื้นฐาน…………………………………………………………………….. 36
กิจกรรมที่ 7 การเปรียบเทียบคะแนนก่อน – หลังเรียน...................................................... 42
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………….... 46

คณะผู้จดท า..…………………………………………………………………………………………………… 47

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอมูล





ี่


เครื่องมือทใชเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยในชั้นเรียนมีหลายชนิดและแตละชนิดมีคณลกษณะ



เฉพาะที่แตกตางกันไปและมีความเหมาะสมในการเก็บข้อมูลไม่เหมือนกัน ลักษณะของเครื่องมือนิยมใชกัน



มาก ไดแก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสงเกต แบบสมภาษณ และแบบวัดเจตคต


1. แบบทดสอบ
แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้วัดพฤตกรรมประเภทความรู้ แบบทดสอบ แบ่งได ้

หลายแบบ เช่น
1.1 แบบทดสอบแบบอัตนัย หมายถึง แบบทดสอบที่ก าหนดปัญหาหรือคาถามมาให้

โดยให้ผู้เรียนเขียนตอบยาว ๆ ภายในเวลาที่ก าหนดให้ ข้อสอบประเภทนี้เหมาะส าหรับวัดหลาย ๆ
ด้านในแต่ละข้อ ดังตัวอย่าง
1) การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อะไร...............................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
2) การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ อะไร..........................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

1.2 แบบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบที่ให้ตอบสนๆ หรือแบบก าหนดค าตอบให้เลือก
ั้
เช่น
1) แบบถูก – ผิด

ค าชี้แจง นักเรียนเขียนเครื่องหมาย  หน้าข้อความที่เห็นว่าถูกต้อง
และเขียนเครื่องหมาย  หน้าข้อความที่เห็นว่าผิด
.......... 1. ปลาวาฬออกลูกเป็นไข่

.......... 2. ปลาหายใจโดยใช้เหงือก
.......... 3. กุ้ง ปลา เป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยง เพื่อน ามาท าเป็นอาหาร
.......... 4. กบ คางคก เป็นสัตว์ที่มีการจ าศีล
.......... 5. นกเค้าแมวเป็นสตว์ที่ออกหากินในเวลากลางวัน

.......... 6. ปลาหางนกยูง และปลาทอง เป็นปลาที่เลี้ยงไว้เพื่อดูเล่น

2





2) แบบเติมค า
ี้
ค าชแจง นักเรียนเติมข้อความในช่องว่างให้สมบูรณ ์

1. ดาว.................เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สด
2. ดาว..................มีขนาดใกล้เคียงกับโลก


3) แบบจบคู่
ค าชี้แจง นักเรียนน าตัวอักษรที่อยู่ข้างหน้าข้อความทางขวามือไปไว้หน้าข้อความ
ทางซ้ายมือที่เห็นว่าเป็นค าตอบทถูกต้องและสัมพันธ์กัน
ี่
...........การสังเคราะห์แสง ก. ออกซิเจน

...........ก๊าซที่ใช้ปรุงอาหาร ข. คาร์บอนไดออกไซด ์
ี่
...........ก๊าซทพืชคายในตอนกลางคืน ค. ใบพืช
ง. รากพืช
4) แบบเลือกตอบ

ี่
ค าชี้แจง นักเรียน  ทับค าตอบทถูกต้อง เพียงค าตอบเดียว
1. สารละลายในข้อใดที่ใช้ทดสอบหาแป้งในใบพืช

ก. ไอโอดีน ข. เบนาดิกซ์
ค. โซเดียมคลอไรด์ ง. น้ าตาลทราย
2. ปัจจัยในการด ารงชีวิตในข้อใดที่พืชจะขาดไม่ได้เลย
ก. ดิน น้ า แสงแดด ข. ดิน น้ า อากาศ
ค. ดิน อากาศ แสงแดด ง. น้ า อากาศ แสงแดด

3





2. แบบสังเกต


แบบสังเกต เป็นเครื่องมือช่วยบันทึกข้อมูลจากการที่ผู้สังเกตพยายามใชประสาทสัมผส



เฝาดอย่างเอาใจใสและจดบันทกพฤตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยประเมินดานการใชความคด












ี่
ั้
การปฏิบติงาน อารมณ ความรูสกและลกษณะนิสย ซึ่งสามารถท าไดทกเวลา ทกสถานท ทงใน


และสถานการณนอกหองเรียน



ตัวอย่างแบบสังเกต

แบบบันทึกพฤติกรรม
ี่
ชื่อผู้ถูกสังเกต……………………….............…….วันท……………………........เวลา………..น
ชื่อผสังเกต………………...............………สถานท…….......……………………………………
ี่
ู้
เหตุการณ์ทเกิด…………………...................…………………………………………………………………….
ี่
..……………………………………………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………….................……………………………………………………………………………
…….......................................……………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………….......................................…………………………
…………………………………………………………….................…………………………………………………………………
การแปลความหมาย………………………..………………………………...................………………………….
……….…………………………………………………………………………….........................…………………………………
……………………………….……………………...................................................................................................
………………………………………………………………………………………………….…………………………..................

4





3. แบบสอบถาม
แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือที่ใช้กับนักเรียนที่เขียนได้แล้ว ซึ่งจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ

ความรู้สึก ความพึงพอใจ ความคิดเห็นหรือข้อมูลพื้นฐานมีหลายลักษณะ คือ มทั้งแบบปลายปิด
แบบปลายเปิด ดังตัวอย่าง

3.1 แบบปลายปิด
ค าชี้แจง นักเรียนท าเครื่องหมาย  ลงในช่องระดับคุณภาพตามความเป็นจริง


ระดับคุณภาพ
รายการ มาก มาก ปานกลาง น้อย น้อย
ที่สุด ที่สุด
1. กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์

ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียน
2. กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่งเสริมการแก้ปัญหาการเรียนรู้

3. กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
ช่วยใหค้นพบความรู้ด้วยตนเอง


3.2 แบบปลายเปิด

ค าชี้แจง นักเรียนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
1. การจดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการคิดมากขึ้น

ควรด าเนินการ อย่างไรบ้าง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหรือไม่

ถ้าส่งเสริมความคิดสร้างสรรค เพราะอะไร

…………………………………………………………………………………………….………………………………………………..
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………….………………………………………………..
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………….………………………………………………..
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………….………………………………………………..
……………………………………………………………………………………….……………………………………………………..

5





4. แบบสัมภาษณ์


แบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือที่เหมาะสาหรับเก็บขอมูลจากเด็ก ๆ หรือกลุ่มตัวอย่าง
ที่อ่านหนังสือไม่ออก และเป็นการซักถามพูดคุยกันระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งมีการซักถามและ
โต้ตอบซึ่งกันและกัน

ประเภทของการสัมภาษณ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท


1. การสัมภาษณแบบไม่มีโครงสร้าง ใช้ค าถามแบบเปิดเพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณตอบได ้
อย่างอิสระ


2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ใช้คาถามที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตามล าดบ
มักเป็นค าถามแบบมีคาตอบตายตัว

วิธีการสร้าง

1. คาถามทุกคาถามต้องให้สัมพันธ์กับเรื่องที่ตองการประเมิน และตรงกับวัตถุประสงค ์


ี่


ของการประเมินหรือเป็นค าถามทสอดคลองกับข้อเทจจริง

ี่
2. ค าถามนั้นตองชดเจน ไม่คลมเครือ มีคาตอบทเหมาะสมและถูกตอง กลาวคอ









ถ้าก าหนดค าตอบตายตว ตองแน่ใจว่าไม่มีค าตอบอย่างอื่น หรือมีก็เป็นสวนน้อยมาก
ู้


3. ค าถามนั้นผตอบตองรู้จริง และตอบได แตไม่ควรเป็นค าถามทไม่อยากตอบ

ี่
4. ค าถามไม่ควรเป็นค าถามน าและแนะน าค าตอบ

6





ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ที่ไม่มีโครงสร้าง

ชื่อโรงเรียน …………………………...............…….สังกัด…………………...........

ชื่อผู้ให้สัมภาษณ……………….............……………….วัน/เดือน/ปี ที่สัมภาษณ ์

1. การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ นักเรียนชอบเรียนรู้อะไร เพราะอะไร
……………..………………………………………………………………….………………...............…………………….………
……………………………………………………………………………................…………………………………………………


ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง

1. นักเรียนชอบเรียนวิทยาศาสตร์หรือไม่

ชอบ ไม่ชอบ

2. การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ นักเรียนชอบเรียนเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง (ตอบได ้

มากกว่า 1 ข้อ)
สิ่งมีชีวิต
ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
สารและสมบัติสาร
แรงและการเคลื่อนท ี่

พลังงาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
ดาราศาสตร์

อื่น ๆ ………………………………………………………….
5. แบบวัดเจตคต ิ
เจตคติเป็นการวัดความรู้สกอันทเกิดจากการสัมผสรับรู้ต่อสิ่งนั้น โดยแสดงความโน้มเอียง

ี่

อย่างใดอย่างหนึ่งในรูปแบบของการประเมินว่าชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบ
แบบวัดเจตคต มี 3 แบบได้แก่

1. แบบของเทอร์สโตน เป็นการก าหนดคณลกษณะจากค่าน้อยทสดไปหาคามากที่สด
ี่





โดยแบ่งค่าคณลักษณะเป็น 11 ช่วงดังนี้

นักเรียนชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์



น้อยทสุด 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 มากที่สุด
ี่

7










2. แบบของลเคอร์ท (Likert) เป็นมาตรวัดเจตคต5ระดบ ซึ่งอาจจะก าหนดคาระดบ
เชน เห็นดวยอย่างยิ่ง เห็นดวย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นดวย และไม่เห็นดวยอย่างยิ่ง หรือในลกษณะอื่นๆทมี





ี่







5 ระดบ เชนเดยวกันนี้ก็ได โดยแตละระดบตองเป็นการบอกน้ าหนักการประเมินข้อความต่าง ๆ ท ี่

ก าหนดให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นออกมา
วิธีการสร้าง
1. รวบรวมข้อความที่ต้องการให้แสดงความคิดเห็น
2. ก าหนดประเด็นและสร้างค าถามโดยใช้ภาษาที่ชัดเจนไม่มีความหมายก ากวม

3. ตรวจสอบข้อความในคาถามให้สอดคล้องกับแนวทางการตอบ เช่น เห็นด้วย / ไม่
เห็นด้วย หรือ ชอบ /ไม่ชอบ เป็นต้น

ี่
4. น าแบบวัดทสร้างไปทดลองขั้นตอน เพื่อดความชัดเจนของข้อความ
5. ก าหนดน้ าหนักคะแนนตัวเลอกในแตละข้อ เช่น 5 – 1 หรือ 4 – 0 เป็นต้น


ดังตวอย่าง

ไม่เห็นด้วย ไม่ ไม่ เห็นด้วย
รายการเจตคต ิ เห็นด้วย
อย่างยิ่ง เห็นด้วย แน่ใจ อย่างยิ่ง
1. กิจกรรมวิทยาศาสตร์ น่าสนใจ
2. นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมตอบค าถาม
วิทยาศาสตร์ด้วยความเต็มใจ
3. นักเรียนภาคภูมิใจผลงาน
ี่
ทได้จัดท าขึ้น


3. แบบของออสกูด เป็นมาตราวัดเจตคติทใชความหมายทางภาษาในรูปค าคณศัพทที่แสดง

ี่
ความหมายตรงข้ามกันอย่างมีเหตุผล แบ่งได้ 4 ประเภทคือ


1. ค าคณศัพท์ที่ใช้แสดงออกทางดานประเมินค่า ได้แก่ ดี – เลว, สุข-ทุกข์ ฉลาด –โง่,
ส าเร็จ - ล้มเหลว, หวาน – เปรี้ยว, มีค่า - ไร้ค่า, สวย - ขี้เหร่ เป็นต้น
2. ค าคุณศัพท์ที่ใช้ประเมินด้านศักยภาพ ทแสดงพลงและอ านาจ ได้แก่ แข็งแรง –

ี่
อ่อนแอ, หนัก - เบา, แข็ง - นุ่ม, หนา - บาง, ใหญ่ - เล็ก เป็นต้น

3. คาคณศัพทที่ใช้ดานกิจกรรม แสดงกริยาอาการ ได้แก่ เร็ว - ช้า, ร้อน - เย็น, คม -



ทื่อ, ขยัน - ขี้เกียจ, คล่องแคล่ว - เฉื่อยชา เป็นต้น


ี่



ี่



4. ค าคณศพททนอกเหนอจาก 3 ประเภท ทกลาวข้างตน แตมความส าคญ เชน


มีประโยชน์ – ไม่มีประโยชน์, เหมือน – ไม่เหมือน, เข้าใจ – ไม่เข้าใจ, ซับซ้อน – ไม่ซับซ้อน เป็นต้น
วิธีการสร้าง
1. เลือกสิ่งที่จะศึกษาหรือสิ่งทจะให้ผู้ตอบจัดอันดับคุณภาพให้ โดยปกตแล้วมักจะก าหนด

ี่
เรื่องทเกียวกับตัวเอง เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ หรอเกี่ยวกับสิ่งทผตอบเกียวข้องโดยสิ่งทจะศึกษานั้น

ี่
ู้

ี่
ี่

เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เข้าใจตรงกัน และสามารถกระตุ้นให้ผู้ตอบแสดงความคดเห็นและมีความรู้สึก

แตกต่างกันได ้
2. เลอกค าคณศัพทคทเหมาะสมจ านวนมาก ๆ มาอธบายสิ่งทจะศึกษา และพยายาม




ี่
ู่
ี่
ให้ครอบคลุมโดยใช้คาศัพท์ตั้งแต 3 คู่ขึ้นไป


8






กิจกรรมที่ 1

การสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล





ี่
ค าชี้แจง ขอให้ทานสร้างเครื่องมือทจะน าไปใชเก็บรวบรวมข้อมูลตามปัญหาที่พบในชั้นเรียน

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
………………….....................…………………………………………………………………………………………..................
...………………………………………………………………………………………….....................………………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………

……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
…………………………………………………………….....................………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

......………………………………………………………………………………………….....................……………………………

9






แนวค าตอบกิจกรรมที่ 1

การสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล



ี่

ั้

ตัวอย่างแบบทดสอบวัดความรู้ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดลอมของนักเรียน ชนประถมศกษาปีท 6
ิ่
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ต่างๆ และความสมพันธ์ของสงมีชวิตกับสงมีชวิต



ิ่
ในรูปของโซ่อาหาร




ค าชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคาตอบทถูกที่สดเพียงคาตอบเดียว
ี่

1. รูปแบบความสมพันธ์ซึ่งกันและกันของสงมีชวิตในข้อใด คลายความสมพันธ์ระหว่าง



ิ่
เหาฉลามกับปลาฉลาม
ก. แมวกับหนู
ข. นกท ารังกับต้นไม้ใหญ่
ค. แมลงกับดอกไม้
ง. พยาธิกับคน

2. โซ่อาหารในข้อใดเขียนถูกต้อง
ก. ต้นพืช  ตั๊กแตน  นก
ข. นก  ผึ้ง  ดอกไม้
ค. ใบไม้  ตั๊กแตน  กบ

ง. เสือ  ปลา  งู


ใช้แผนภาพ ตอบค าถามข้อ 3

ใบไม้อ่อน  A  นก  งู

A
3. น่าจะเป็นสัตว์ในข้อใด
ก . มด
ข. จิ้งหรีด
ค. หนอน

ง. กบ

10






การหาประสิทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรม









ี่
วิธีการหรือนวัตกรรมทใชพัฒนาการเรียนรู้ เชน ชดการสอน แบบฝก บทเรียนสาเร็จรูป


หรือกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ทผสอนพัฒนาขึ้นควรมีความถกต้องดานเนื้อหา มีความเทยงตรง และ
ี่
ี่
ู้

ครอบคลมเนื้อหาตามจดมุ่งหมายของหลกสตร ตลอดจนภาษา ถ้อยคา รูปภาพและขั้นตอนทก าหนดขึ้น
ี่





ี่
ู้
ควรเหมาะสมกับนักเรียนดวย ซึ่งผสอนสามารถหาประสทธิภาพของเครื่องมือได โดยให้ผเชยวชาญ


ู้
ตรวจสอบ หรือใช้การวิเคราะห์คะแนน เช่น
1. การหาประสิทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรมที่ส าคัญ ดังนี้
ี่
ู้

1.1 ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปแบบของเครื่องมือ โดยผเชยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เชน






ผู้สอนต้องการให้ผเรียนมีความคงทนทางการเรียนคณตศาสตร์ จงสร้างชดฝกทกษะการคดคานวณขึ้น
ู้


ผสอนควรน าชดฝกไปให้ผเชยวชาญอย่างน้อย 3 คน ตรวจสอบ ถ้ามีความคดเห็นสอดคลองกัน 2 หรือ


ู้

ี่
ู้
3 คน แสดงว่าเนื้อหาและรูปแบบมีความถูกต้องเที่ยงตรง และครอบคลุม
1.2 หาเกณฑ์ประสทธิภาพของสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์คะแนนใช ้

สูตรค านวณ ดังนี้


X
X
E = หรือ E = ×100
1
1
A

100
N
A

E คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ
1
X คือ ผลรวมของคะแนนนักเรียนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน
A คือ คะแนนเต็มของแบบวัด
N คือ จานวนผู้เรียน


 Y Y

E = 100 หรือ E = ×100
B
N
2
2
B

E คอ ประสทธภาพของผลลพธ์ไดจากคะแนนเฉลยของการท า


ี่



2
ั้


ู้
แบบทดสอบหลงเรยนของผเรียนทงหมด
Y คือ คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน
B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
การก าหนดเกณฑ์ที่ยอมรับว่าสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ด้านความรู้
ความจ า E /E มีค่า 80/80 ขึ้นไป ด้านทักษะปฏิบัติ E /E มีค่า 70/70 ขึ้นไป
1 2
1 2

11





ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 10 คน ข้อมูล ดังนี้

นักเรียนคนท ี่ คะแนนระหว่างเรียน (50) ทดสอบหลังเรียน(20)

1 40 18
2 38 17
3 42 18

4 43 17
5 45 18
6 39 15

7 37 16
8 40 17
9 43 18

10 42 17
รวม 409 171


409

E = 10  100
1
50

= 81.80
171


E = 10  100
2
20

= 85.50


E /E = 81.80/85.50
1 2

12






ี่
กิจกรรมท 2
การหาประสิทธิภาพของวิธีการหรือนวัตกรรม



ค าชี้แจง ขอให้ท่านหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 จ านวน 10 คน ข้อมูลดังนี้
ี่


นักเรียนคนท ี่ คะแนนระหว่างเรียน (40) ทดสอบหลังเรียน(20)
1 35 16

2 36 17
3 32 18
4 38 16
5 34 15

6 35 14
7 33 16
8 32 15

9 34 14
10 30 15
รวม


…………………………………………………………………………………………..................……………………………………
…………………………………………………….................…………………………………………………………………………

………………................………………………………………………………………………………………….................………
………………………………………………………………………………….................……………………………………………
…………………………………………….................…………………………………………………………………………………
……….................………………………………………………………………………………………….................……………
…………………………………………………………………………….................…………………………………………………

……….................………………………………………………………………………………………….................……………
…………………………………………………………………………….................…………………………………………………
……….................………………………………………………………………………………………….................……………

…………………………………………………………………………….................…………………………………………………
……….................………………………………………………………………………………………….................……………
…………………………………………………………………………….................…………………………………………………

13






เฉลยกิจกรรมที่ 2
การหาประสิทธิภาพของวิธีการหรือนวัตกรรม




นักเรียนคนท ี่ คะแนนระหว่างเรียน (40) ทดสอบหลังเรียน (20)
1 35 16
2 36 17

3 32 18
4 38 16
5 34 15

6 35 14
7 33 16
8 32 15

9 34 14
10 30 15
รวม 339 156



339
10
E =
 100
1
40
= 84.75

156

E =
10  100
2
20
= 78.00


E /E = 84.75/78.00
1 2

14






การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้




ี่

เครื่องมือทใชวัดผลการเรียนรู้ เชน แบบทดสอบวัดผลสมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถาม









ี่
จะตองให้ไดข้อมูลตรงกับวัตถุประสงคทตองการทราบ ครอบคลมเนื้อหาสอดคลองกับจดประสงค
เชิงพฤติกรรมและไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห์ ดังนี้

1. หาความตรงเนื้อหา เป็นการหาว่าแบบวัดจะวัดให้ครอบคลุมส่งท่ตองการวัด


หรือไม่ โดยอาศยการพิจารณาของผเชยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะสมกับเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้
ี่
ู้

เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบทดสอบ เป็นต้น
2 หาความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยให้ผเชี่ยวชาญ
ู้

พิจารณา ใช้สตรการค านวณ ดังนี้

IOC =  R
N


IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจดประสงค ์
R คือ คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ
R คือ ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญแตละคน

N คือ จ านวนผู้เชี่ยวชาญ
การก าหนดคะแนนของผู้เชี่ยวชาญอาจจะเป็น +1 หรือ 0 หรือ –1 ดังนี้
+ 1 = แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ระบุไว้
จริง
0 = ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ระบุไว้
- 1 = แน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่ได้วัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท ี่
ระบุไว้
คาดชนความสอดคลองทยอมรบไดตองมีคาตงแต 0.50 ขึ้นไป





ั้
ี่





15






ตัวอย่างการหาค่า IOC แบบทดสอบ






ู้
น าแบบทดสอบวัดผลสมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จานวน 10 ข้อ ให้ผเชยวชาญ
ี่
3 คน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับจุดประสงค์โดยก าหนดคะแนนเป็น +1 หรือ 0 หรือ –1 ได้ผล
ดังนี้

ผู้เชี่ยวชาญ ( R ) ผลรวมของ  R
ข้อท ี่ IOC = หมายเหต ุ
คนที่ 1 คนที่ 2 คนท 3 คะแนน (R) N
ี่
1 +1 0 +1 2 0.67

2 +1 +1 +1 3 1.00
3 +1 +1 0 2 0.67
4 -1 +1 +1 1 0.33 ปรับปรุง
5 +1 0 -1 0 0.00 ปรับปรุง


ี่
ี่
จากตารางจะเห็นว่า ข้อท 4 และข้อท 5 มีค่า IOC ต่ ากว่า 0.50 ดังนั้นจะต้องปรับปรุง


3. การหาคาความยากง่าย

การวิเคราะห์ความยากง่าย เป็นการวิเคราะห์รายข้อ ใชสูตรการค านวณ ดังนี้


P = H P P L
2n

P คือ ดัชนีความยากของข้อสอบ


P H คือ จานวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง
P คือ จ านวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ า
L
n คือ จ านวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ า
เกณฑ์ค่าความยากง่ายที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80

16







4. การหาคาอ านาจจาแนก
การวิเคราะห์คาอ านาจจ าแนก เป็นการดความเหมาะสมของรายข้อว่าข้อค าถาม


ุ่



สามารถจาแนกกลมเก่งและกลุ่มอ่อนไดจริงหรือจาแนกผู้ที่มีคณลกษณะสูงจากผู้มีคณลักษณะตาได ้





ใชสตรการค านวณ ดงนี ้



r = P  P L
H
n

r คือ คาอ านาจจ าแนก


ุ่
P H คือ จ านวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลมสูง
ุ่
P คือ จ านวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลมต่ า
L
n คือ จ านวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ า
เกณฑ์ของค่าอ านาจจ าแนก
0.40 ขึ้นไป ดีมาก
0.30 - 0.39 ดี
0.20 - 0.29 พอใช้ควรมีการปรับปรุงตัวเลือกบางตัว
0.19 ลงไป ไม่ดี ควรตัดทิ้งหรือแก้ไขใหม่

17








ตัวอย่าง แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุดหนึ่งมี 10 ข้อ เปนข้อสอบปรนัยชนิด 4 ตวเลอก
น าไปใชทดสอบนักเรียนกล่มหนึ่ง 20 คน เมื่อตรวจให้คะแนน และน ามาเรียงตามคะแนนมากไป


ุ่


ุ่
ุ่


ุ่
น้อย แบงเป็น 2 กลม กลมสงประมาณ 27 % และกลมตาประมาณ 27 % จะไดกลมละ 6 คน
จากนั้นหาจ านวนนักเรียนตอบถูกของแต่ละข้อในแต่ละกลุ่มได้ดังตาราง

ข้อ P P P + P P - P p r
H
H
L
L
L
H
1 4 2 6 2 0.50 0.33
2 6 3 9 3 0.75 0.50
3 5 5 10 0 0.83 0.00
4 4 2 6 2 0.50 0.33
5 3 1 4 2 0.33 0.33
6 2 1 3 1 0.25 0.17
7 6 2 8 4 0.67 0.67
8 4 1 5 3 0.42 0.50
9 3 4 7 -1 0.58 -0.17
10 4 1 5 3 0.42 0.50





จากตารางจะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาคา P และ คา r จากการวิเคราะห์แลวจะเห็นได้ว่า
แบบทดสอบที่ใช้ได้มีข้อท 1, 2, 4, 5, 7, 8, 10 ต้องปรับปรุงหรือตัดทิ้ง 3, 6, 9
ี่

18






5. การหาคาความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด




ื่

การหาความเชอมั่นแบบคเดอร์-ริชาร์ดสน เป็นการหาคาความเชอมั่นซึ่งใชไดดกับ

ื่



ี่

เครื่องมือหรือข้อสอบทให้คะแนนแตละข้อคาถามตรวจให้คะแนน 1 หรือ 0 (ถูกได 1 ผดได 0)

ใช้สูตรการค านวณของ Kuder - Richardson - 21 (KR - 21)

n 
จากสูตร r = n 1    1  X n X X     

n
tt
2
 
r คือ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด
tt
n คือ จ านวนข้อในของเครื่องมือวัด
2
 คือ ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด
x
X คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมด
เกณฑ์ความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้จะมีค่าตั้งแต่ 0.75 ขึ้นไป

19





ื่



ตวอย่าง การหาคาความเชอมั่นของแบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ไปทดลองใช้ เพื่อหา

ประสิทธิภาพของแบบทดสอบกับนักเรียน ช้นประถมศึกษาปีท่ 6 จานวน 20 คน


แบบทดสอบมี 10 ข้อ ๆ ละ 1 คะแนน ได้ผลดังนี้

ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 X X
2
คนท ี่
1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 1 6 36

2 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
3 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
4 1 1 0 1 1 0 1 1 1 1 8 64

5 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
6 1 1 1 0 1 0 1 0 1 1 7 49
7 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100

8 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
9 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 1
10 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100

11 1 0 0 0 0 0 0 0 1 0 2 4
12 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 9 81
13 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 9 81

14 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 9 81
15 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
16 1 1 0 0 0 0 1 0 0 0 3 9

17 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
18 0 0 1 0 1 0 0 0 0 1 3 9
19 1 1 1 1 0 1 0 1 0 1 7 49
20 1 1 1 0 1 1 1 0 1 1 8 64

2
X =
รวม 19 16 16 13 16 13 15 13 15 16 X= 152
1328

20






จากตารางผลการทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ดังที่กลาวมาข้างต้น ก่อน

การค านวณหาคาความเชื่อมั่นผู้สอนจะต้องหาคาเฉลี่ย และความแปรปรวนเสียก่อน ดังนี้

X =
คะแนนรวมของนักเรียนทั้งหมด

จ านวนนักเรียน
X =
6+10+10 + 8+10+7+10+10+1+10+2+9+9+9+10+3+10+3+7+ 8
20
X = 760



2
 = N X   2  X  2
X
 N N 1 

N คือ จ านวนนักเรียน
X 2 คือ ผลรวมของคะแนนของนักเรียนแต่ละคนยกก าลังสอง

(X) 2 คือ ก าลังสองของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทุกคนได ้
(20  1328) – (152)
2
2
 = = 9.09
x
20 (20 - 1)


จากสูตร r = n   1  X n X   
tt

n 1    n 2 X   

r คือ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด
tt
n คือ จ านวนข้อในของเครื่องมือวัด
2
 คือ ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด
x
X คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมด
2
จากนั้นแทนค่า n = 10, X = 7.60, และ  = 9.09 ในสูตร
x

.
7
r tt = 10  1  . 7 60 10  60 

9
.
10 1  10  09 


= 0.89
ุ่

จะเห็นว่าคาความเชอมั่นของแบบทดสอบกลมสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เทากับ 0.89
ื่

ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด คือ 0.80 ดังนั้นผู้สอนสามารถน าแบบทดสอบชุดนี้ไปใช้ได ้

21






กิจกรรมท 3
ี่
การหาค่า IOC



ค าชี้แจง ขอให้ท่านหาค่า IOC จากแบบทดสอบและข้อมูลในตารางที่ก าหนดให้
น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จ านวน 5 ข้อ ให้ผู้เชี่ยวชาญ
3 คน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับจุดประสงค์ โดยก าหนดคะแนนเป็น +1 หรือ 0 หรือ –1

ได้ผล ดังนี้

ผู้เชี่ยวชาญ ( R ) ผลรวมของ  R
ข้อท ี่ IOC = หมายเหต ุ
คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คะแนน (R) N
1 +1 0 +1 ………… …………
2 +1 0 -1 ………… …………

3 +1 +1 0 ………… …………
4 +1 +1 +1 ………… …………
5 +1 0 +1 ………… …………


จากตารางสรุปได้ว่า
1. แบบทดสอบที่มีคา IOC ต่ ากว่า 0.50 มีข้อ……………………………….

2. แบบทดสอบที่มีคา IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป มีข้อ………………………….


22






เฉลยกิจกรรมที่ 3

การหาค่า IOC



ผู้เชี่ยวชาญ ( R ) ผลรวมของ  R
ข้อท ี่ IOC = หมายเหต ุ
คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คะแนน (R) N

1 +1 0 0 1 0.33 ปรับปรุง
2 +1 +1 -1 1 0.33 ปรับปรุง
3 +1 +1 +1 3 1.00

4 +1 +1 0 2 0.67
5 +1 0 -1 0 0.00 ปรับปรุง

จากตารางสรุปได้ว่า

1. แบบทดสอบที่มีคา IOC ต่ ากว่า 0.50 มีข้อ 1, 2 และ 5

2. แบบทดสอบที่มีคา IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป มีข้อ 3 และ 4


23






ี่
กิจกรรมท 4
การหาค่าความยากง่าย และค่าอ านาจจ าแนก





ค าชี้แจง ขอให้ท่านหาค่าความยากง่ายและคาอ านาจจาแนกจากข้อมูล ดังนี้
แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชดหนึ่งมี 10 ข้อ เป็นข้อสอบปรนัยชนิด 4 ตวเลอก



น าไปใช้ทดสอบนักเรียนกลุ่มหนึ่ง 20 คน เมื่อตรวจให้คะแนน และน ามาเรียงตามคะแนนมากไปน้อย
ุ่

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มสูงประมาณ 27 % และกลุ่มต่ าประมาณ 27 % จะไดกลมละ 6 คน ผลปรากฏ
ดังนี้

ข้อ P P P + P P - P p r
H
L
H
L
H
L
1 5 3
2 4 1
3 5 2
4 6 3
5 6 2
6 3 3
7 6 4

8 5 3
9 3 4
10 4 1


จากตารางเมื่อพิจารณาค่า P และ ค่า r จากการวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า
1. แบบทดสอบที่ใช้ได้มีข้อที่ …………………………………………………
ี่
2. แบบทดสอบที่ต้องปรับปรุงหรือตัดทิ้งมีข้อท………………………………

24






ี่
เฉลยกิจกรรมท 4
การหาค่าความยากง่าย และค่าอ านาจจ าแนก




ข้อ P P P + P P - P p r
L
L
H
H
L
H
1 5 3 8 2 0.67 0.33
2 4 1 5 3 0.42 0.50
3 5 2 7 3 0.58 0.50
4 6 3 9 3 0.75 0.50
5 6 2 8 4 0.67 0.67

6 3 3 6 0 0.50 0.00
7 6 4 10 2 0.83 0.33
8 5 3 8 2 0.67 0.33
9 3 4 7 -1 0.58 -0.17

10 4 1 5 3 0.42 0.50


จากตารางเมื่อพิจารณาค่า P และ ค่า r จากการวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า
1. แบบทดสอบที่ใช้ได้มีข้อที่ 1, 2, 3, 4, 5, 7, 8,10
2. แบบทดสอบที่ต้องปรับปรุงหรือตัดทิ้งมีข้อ 6, 9

25






กิจกรรมท 5
ี่
การหาค่าความเชื่อมั่น






ื่


ค าชี้แจง ขอใหทานหาคาความเชอมันของเครื่องมือวดแบบคเดอร์ - ริชารดสน


Kuder -Richardson-21 (KR - 21) จากข้อมูล ดงนี้

น าแบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 5 จ านวน 20 คน
ี่
แบบทดสอบมี 10 ข้อ ๆ ละ 1 คะแนน จากนั้นน าแบบทดสอบมาหาค่าความเชื่อมั่น ได้ผลดังนี้

ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 X X
2
คนท ี่
1
1 0 1 0 0 0 0 0 0 1
2 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
3 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1
4 1 1 0 1 1 0 1 1 1 1
5 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1
6 1 0 1 0 1 0 1 0 0 0
7 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1

8 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1
9 1 0 0 0 0 0 1 0 0 0

10 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
11 1 0 0 0 0 0 0 0 1 0
12 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1
13 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1

14 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0
15 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
16 1 1 0 0 0 0 1 0 0 0

17 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
18 0 0 1 0 1 0 0 0 0 1
19 1 1 1 1 0 1 0 1 1 1

20 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1
2
รวม X= X =

26






………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

27






เฉลยกิจกรรมที่ 5

การหาค่าความเชื่อมั่น



ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 X X
2
คนท ี่
1
1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 3 9
2 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
3 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 9 81
4 1 1 0 1 1 0 1 1 1 1 8 64

5 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 9 81
6 1 0 1 0 1 0 1 0 0 0 4 16

7 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
8 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 9 81
9 1 0 0 0 0 0 1 0 0 0 2 4
10 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100

11 1 0 0 0 0 0 0 0 1 0 2 4
12 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 9 81
13 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100

14 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 9 81
15 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
16 1 1 0 0 0 0 1 0 0 0 3 9

17 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10 100
18 0 0 1 0 1 0 0 0 0 1 3 9
19 1 1 1 1 0 1 0 1 1 1 8 64

20 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 9 81
2
รวม 19 15 16 13 15 11 16 13 14 15 X= 147 X =1,265

28





จากตารางผลการทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก่อนการค านวณหาค่า
ู้
ความเชื่อมั่นผสอนจะต้องหาค่าเฉลี่ย และความแปรปรวนเสียก่อน ดังนี้

คะแนนรวมของนักเรียนทั้งหมด
X =
จ านวนนักเรียน
X = 3+10+9+8+9+4+10+9+2+10+2+9+10+9+10+3+10+3+8+9
20

X = 7.35


2
 = N X   2  X  2
X
 N N 1 

N คือ จ านวนนักเรียน

X 2 คือ ผลรวมของคะแนนของนักเรียนแต่ละคนยกก าลังสอง

2
(X) คือ ก าลังสองของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทุกคนได ้

(20  1265) – (147)
2
2
 = = 9.71
x
20 (20 - 1)


n 
จากสูตร r = n 1    1  X n X X     
n

2
tt
 
r คือ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด
tt
n คือ จ านวนข้อในของเครื่องมือวัด

2
 คือ ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด
x
X คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมด
2
จากนั้นแทนค่า n = 10, X = 7.35, และ  = 9.71 ในสูตร
x

.
7
r tt = 10  1  . 7 35 10  35 

.
10 1   10  71 
9
= 0.89

จะเห็นว่าคาความเชอมั่นของแบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ เทากับ 0.89 ซึ่งสูงกว่า
ื่

เกณฑ์ที่ก าหนด คือ 0.80 ดังนั้น ผู้สอนสามารถน าแบบทดสอบชุดนี้ไปปรับปรุงแก้ไข

29







สถิติพื้นฐานที่เหมาะสมกับการวิจัยในชั้นเรียน





ี่
สถิตทใชวเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนากระบวนการเรยนรู ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายถึง

ลักษณะข้อมูลว่ามีลักษณะอย่างไร มีจ านวนหรือความถี่มากน้อยเพียงใด มีการกระจายเป็นอย่างไร


และใช้การเปรียบเทียบให้เห็นความแตกตางของ 2 สิ่ง หรือข้อมูล 2 ชุด ซึ่งประกอบดวยสถิติพื้นฐานท ี่
เหมาะสมส าหรับการใช้กับการวิจัยในชั้นเรียน ดังนี้
1. จ านวนนับ
เป็นข้อมูลที่น าเสนอเป็นตัวเลขทจ าแนกมาได้มีจ านวนเท่าใด โดยยังไม่มีการประมวล
ี่

เช่น นักเรียนในห้องหนึ่งมีเพศชาย จานวน 20 คน เพศหญิง จ านวน 10 คน รวมเป็น 30 คน เป็นต้น
2. ความถี่



เป็นการแจงนับว่าข้อมูลแตละตัวหรือแตละกลุ่ม มีจ านวนที่ซ้ ากันเทาใด เช่น คะแนนสอบ
วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 10 คน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน เป็นดังนี้
15 19 12 16 14 16 17 15 18 16
ความถีของคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรยนกลมนีทจดเรียงตวเลขจากน้อย



ุ่

ี่

ไปหามากคอ

คะแนน 12 14 15 16 17 18 19 รวม
ความถ ี่ 1 1 2 3 1 1 1 10



ี่
การน าเสนอดวยความถี่นั้นนิยมน าเสนอเรียงตามความถี่สูงสดไปหาน้อยทสด เช่น มีนักเรียน


สอบไดคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ เรียงความถี่จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ได 16 คะแนน มี 3 คน ได้ 15

คะแนน มี 2 คน ได้ 12 คะแนน 14 คะแนน 17 คะแนน18 คะแนน 19 คะแนน มี 1 คน

เทากัน เป็นต้น
3. ค่าร้อยละหรือเปอร์เซนต์
เป็นคาทแสดงให้เห็นว่า ถ้าข้อมูลทเราก าลังศึกษาทั้งหมด เปลยนให้มีฐานเป็น 100
ี่
ี่
ี่

หน่วย จ านวนข้อมูลที่เราสนใจศึกษาจะเป็นกี่หน่วย หากเทียบกับจ านวน 100 หน่วย ดังกล่าว

การค านวณใชสูตร ดังนี้
ี่
ร้อยละ (ข้อมูลทเราสนใจศึกษา) = จ านวนข้อมูลที่เราสนใจศึกษา  100
จ านวนข้อมูลทั้งหมด
เช่น นักเรียนชั้น ป. 6 มี 30 คน โดยนักเรียนที่สอบวิชาวิทยาศาสตร์ ได้ 16 คะแนน จาก
คะแนนเต็ม 20 คะแนน มีจ านวน 12 คน
ถ้าต้องการทราบว่านักเรียนที่สอบวิชาวิทยาศาสตร์ ได้ 16 คะแนนคิดเป็นร้อยละเท่าไร
ของจ านวนนักเรียนทั้งห้อง ค านวณได้ ดังนี้
12
ร้อยละ (จ านวนนักเรียนที่สอบได้ 16 คะแนน ) =  100
30
= 40

30





โดยที่ 12 คือ จ านวนนักเรียนที่เราสนใจศึกษา

30 คือ จานวนนักเรียนทั้งห้อง
ั้
ดังนั้น มีนักเรียนที่สอบได้ 16 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 ของนักเรียนทงห้อง

4. ค่าเฉลี่ยเลขคณิตหรือค่าเฉลี่ยของข้อมูล เป็นการหาค่ากลางเพื่อเป็นตัวแทนของข้อมูล




ชุดนั้น โดยน าเอาตัวเลขข้อมูลทั้งหมดมารวมกัน แลวหารดวยจานวนของข้อมูลที่มีทั้งหมดใช้สัญลักษณ

X (อ่านว่า เอ็กบาร์) ถ้าประชากรใช้สัญลักษณ์  (มิว) การค านวณ ใช้สูตร ดังนี้

ี่
4.1 กรณีข้อมูลที่ไม่แจกแจงความถจะใช้สตร

 X
X =
N
X หมายถึง ข้อมูล

X หมายถึง ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด
N หมายถึง จ านวนของข้อมูลที่มีทั้งหมด

เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน
10 คน ได้คะแนน คือ 6 5 2 7 5 6 4 5 9 อยากทราบว่านักเรียนห้องนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร

X 6 + 5 + 2 + 7 + 5 + 6 + 7 + 4 + 5 + 9
= 10

= = 5.6
X



ดังนั้น คะแนนเฉลี่ยของการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ 5.6

4.2 กรณีที่ข้อมูลมีการแจกแจงความถี่จะใชสูตร ดังนี้

 fx
X =
N

x หมายถึง ข้อมูล
f หมายถึง ความถี่ของข้อมูล

fx หมายถึง ผลรวมทั้งหมดของผลคูณระหว่างความถี่กับข้อมูล
N หมายถึง จ านวนของข้อมูลทั้งหมด
เช่น ข้อมูลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้น ป. 6

คะแนน (x) 6 8 9 10 รวม
ความถี่ (f) 2 4 3 1 10
fx 12 32 27 10 fx = 81

จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน

31






(2  6) + ( 4  8) + (3  9) + (1  10)
X
=
10

X
= 8.1

ดังนั้น ค่าเฉลี่ยของคะแนนการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้น ป. 6 คือ 8.1 คะแนน
5. ค่ามัธยฐาน

เป็นการหาค่าที่อยู่ตรงกลางของข้อมูล ได้จากการน าข้อมูลมาจัดเรียงค่าน้อยไปหามาก

ี่

หรือจากมากไปหาน้อย ข้อมูลทอยู่ในตาแหน่งตรงกลางของข้อมูลทั้งหมด คอ คามัธยฐานซึ่งค่ามัธยฐานเป็น



ค่าที่แสดงให้ทราบว่า คะแนนที่เป็นตัวแทนของข้อมูลทั้งชดมีค่าเทาใด และเป็นตัวแสดงให้ทราบว่ามี
จ านวนข้อมูลที่มากกว่า และน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณร้อยละ 50 เช่น
ี่
ี่
1) กรณข้อมูลทมีจ านวนเป็นเลขค เชน การสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน


5 คน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ให้หาค่ามัธยฐานของนักเรียนกลุ่มนี้

2 4 5 7 9

ค่ามัธยฐานของการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ คือ 5


2) กรณีข้อมูลที่มีจานวนเป็นเลขคี่ เช่น การสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน

6 คน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ให้หาค่ามัธยฐานของนักเรียนกลุ่มนี้

3 4 5 6 7 9


ค่ามัธยฐานของคะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ คือ 5 + 6 = 5.5
2



6. คาฐานนิยม เป็นตวแทนของข้อมูลที่มีจานวนข้อมูลมากทสุด หรือจานวนที่ซ้ ากันมาก


ี่
ที่สดซึ่งอาจจะมีได้มากกว่า 1 ค่ามักจะใช้เมื่อข้อมูลมีไม่มากนัก เช่น

ข้อมูลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 10 คนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ดังนี้
2 4 3 2 4 2 5 5 1 2
จะเห็นว่า 2 มีจ านวนที่ซ้ ากันมากที่สุด คือ 4 ตัว ดังนั้นฐานนิยมของคะแนนการสอบ
วิชาวิทยาศาสตร์ คือ 2
ข้อมูลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 10 คน เป็นดังนี้
2 4 3 1 4 2 5 2 4 5

จะเห็นว่า 2 และ 4 มีจ านวนที่ซ้ ากันมากที่สุด คือ 3 ตัวเท่ากัน
ดังนั้น ฐานนิยมของคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ คือ 2 และ 4

32






7. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการวัดการกระจายของข้อมูลโดยการหาว่าข้อมูลแตละตัว

ห่างจากค่าเฉลี่ยเลขคณิตมากหรือน้อยเพียงใด ใชสัญลักษณ์ S หรือ S.D. มีสูตรการค านวณ ดังนี้


S.D. =  (X X) 2

N 1

2

 
ี่
หรือ S.D. = N X ( X) 2 (กรณีข้อมูลที่ไม่ได้แจกแจงความถ)

N(N 1)

2

 
S.D. = N fX ( fX) 2 (กรณีข้อมูลที่แจกแจงความถี่)

N(N 1)

S.D. หมายถึง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

X หมายถึง ข้อมูลแตละตัว
X หมายถึง ค่าเฉลี่ยเลขคณต

f หมายถึง ความถ ี่

N หมายถึง จ านวนข้อมูลทั้งหมด

ี่
7.1 กรณีที่ไม่มีการแจกแจงความถ เช่น คะแนนสอบภาษาอังกฤษของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 10 คน ปรากฏ ดงนี้

คะแนน (X) 6 7 3 4 7 6 5 3 8 6 X = 55
2
X 2 36 49 9 16 49 36 25 9 64 36 X = 329




S.D. = (10 329) (55) 2 (กรณีข้อมูลที่ไม่ได้แจกแจงความถี่)

10(10 1)

S.D. = 1.71
7.2 กรณีที่มีการแจกแจงความถี่ เช่น การสอบถามความพึงพอใจวิธีสอนของครูผู้สอน

วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 20 คน เมื่อก าหนดระดับความพึงพอใจ
5 ระดับ คือ
5 = พอใจมากที่สด 4 = พอใจมาก

3 = พอใจปานกลาง 2 = พอใจน้อย

1 = พอใจน้อยที่สุด

33





ความพึงพอใจ (x) ความถ (f) fx x 2 fx 2
ี่
5 3 15 25 75
4 10 40 16 160

3 5 15 9 45
2 6 12 4 24
1 1 1 1 1
2
f = 25 fx = 83 f x = 305




(25 305) (83) 2
S.D. = (กรณีข้อมูลที่แจกแจงความถ)
ี่

25(25 1)
S.D. = 1.11
หมายเหต หากตองการหาคาความแปรปรวน จะด าเนินการได โดยน าคาเบี่ยงเบน





มาตรฐานยกก าลังสอง

8. การเปรียบเทียบความแตกตางของผลการเรียนรู้
หากต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลการเรียนรู้หรือทดสอบสมมตฐานการวิจัย

โดยใช้สถิติทดสอบที t- test แบบ dependent ซึ่งมีสูตร ดังนี้

จากสตร t =  D ; df = n - 1

2
n D ( D) 2

 

n 1

เมื่อ D แทน ค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละค ู่

n แทน จ านวนคู่ของคะแนน
เมื่อค านวณค่า t ได้จากสูตรแล้วให้น าไปเปรียบเทยบกับค่า t ที่ได้จากการเปิดตาราง

การแจกแจงแบบ t โดยมีแนวทางการแปลความหมาย ดังนี้




1. ถ้าคา t ที่คานวณได้มีคาน้อยกว่าคา t ตาราง แปลความหมายว่าผลการเรียนรู้ของ
นักเรียนก่อนและหลังการเรียนจากนวัตกรรมไม่แตกต่างกัน (หรือแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยส าคัญ) หรือ


อาจอธิบายได้ว่า ผลการเรียนของนักเรียนทั้งก่อนและหลังใกลเคยงกันหรือพอ ๆ กัน หรือ


2. ถ้าคา t ที่ค านวณได้มีคามากกว่าหรือเทากับค่า t ที่ได้จากตาราง แปลความหมายว่า

ผลการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนจากนวัตกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิตท ี่

ระดับ….(ระดับนัยส าคัญ  ที่ก าหนดไว้ หรือผลการเรียนรู้หลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ……….

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารรอบตว ก่อนและหลังเรียนจาก


ชุดกิจกรรม โดยมุ่งตรวจสอบว่าหลังเรียนจากชดกิจกรรม นักเรียนชั้นประถมศกษาปีท 6 มีผลสมฤทธิ์
ี่

ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่

34








ตาราง การหาคา t และแสดงการเปรียบเทียบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารรอบตว
ก่อนและหลังการเรียนจากชุดกิจกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

คนท ี่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน ผลตางของ D

2
(เต็ม 10) (เต็ม 10) คะแนน ( D)
1 6 7 1 1
2 6 8 2 4

3 5 8 3 9
4 6 9 3 9
5 7 8 1 1

6 5 8 3 9
7 6 8 2 4
8 6 7 1 1

9 5 7 2 4
10 5 9 4 16
รวม 57 79 22 58


จากสตร t =  D

2
n D ( D) 2

 

n 1

= 22

10(58) (22) 2
9

22
=
3.27

= 6.73


ค่า t จากตาราง (เมื่อ df = 9,  = .05) เทากับ 1.833

35





ค่า t ที่ค านวณได้ (6.73) มีค่ามากว่า t จากตาราง (1.833) แสดงว่า หลังการเรียนจาก




ชุดกิจกรรม นักเรียนมีผลสมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารรอบตัว สงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคญ
ทางสถิตที่ระดบ .05 ซึ่งน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้



ตาราง แสดงผลการเปรียบเทียบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารรอบตัว ของนักเรียน
ชั้นประถมศกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนจากชดกิจกรรม



2
สภาพการเรียน N X D D t
ก่อนการเรียน 10 3.0 22 58 6.73*
หลังการเรียน 10 6.8

*มีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ .05

ี่
จากตาราง พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารรอบตัว







สงกว่าก่อนเรยนอย่างมนยส าคัญทางสถตที่ระดบ .05 นั้นแสดงว่า ชุดกิจกรรม ท าให้นักเรียน

มีผลสมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง

36






ี่
กิจกรรมท 6
การหาค่าสถติพื้นฐาน




ค าชี้แจง ขอให้ทานหาค่าสถิติพื้นฐานจากข้อมูลทก าหนดให้ ดังนี้
ี่

1. ค่าเฉลี่ย
1.1 ค่าเฉลี่ยกรณีข้อมูลที่ไม่แจกแจงความถ ี่

ข้อมูลที่ไดจากการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ห้องหนึ่ง มี 10 คน ไดคะแนน จากคะแนน

เต็ม 10 คะแนน ดังนี้

คนท ี่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

คะแนน 8 7 8 6 5 7 6 7 9 8

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………

…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......…………………………………………………………………………………………....................……………………………
…………………………………………………………….....................………………………………………………………………

………………………….....................………………………………………………………………………………………….........
............………………………………………………………………………………………….....................………………………
………………………………………………………………….....................…………………………………………………………
1.2 ค่าเฉลี่ยกรณที่ข้อมูลมีการแจกแจงความถ ี่

ข้อมูลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากคะแนน
เต็ม 10 คะแนน

คะแนน (x) 14 10 12 13 9 รวม

ความถี่ (f) 5 6 4 3 2
fx fx =


………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

…………………………………………………………………………………………....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………

37





2. ค่ามัธยฐาน (Median)
2.1 4 6 7 8 9 10 11

ค่ามัธยฐาน คือ………………..

2.2 3 5 6 8 9 10 11 12 13 14

ค่ามัธยฐาน คือ………………..


3. ค่าฐานนิยม
3 4 5 6 4 3 2 3 5 4 8 3
ฐานนิยม คือ……………………


4. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4.1 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกรณีที่ไม่มีการแจกแจงความถี่
คะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของนักเรียน 10 คน

จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ปรากฏ ดังนี้

คะแนน (X) 8 9 6 5 7 8 3 4 6 5 X =
2
X 2 X =


………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………

……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………

…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
......………………………………………………………………………………………….....................……………………………

38





4.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกรณีที่มีการแจกแจงความถี่
การสอบถามความคิดเห็นวิธีสอนของครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 6 จ านวน 30 คน เมื่อก าหนดระดับความคดเห็น 5 ระดับ คือ

5 = มากที่สด 4 = มาก
3 = ปานกลาง 2 = น้อย
1 = น้อยที่สุด

ความคิดเห็น (x) ความถ (f) fx x 2 fx 2
ี่
5 8
4 6
3 6

2 3
1 7
2
f = 30 fx = f x =

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………

…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………

…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………

……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………

…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………….....................…………………………………
……………………………………………………….....................……………………………………………………………………
…………………….....................…………………………………………………………………………………………...............

39






ี่
เฉลยกิจกรรมท 6
การหาค่าสถติพื้นฐาน



1. ค่าเฉลี่ย
1.1 ค่าเฉลี่ยกรณีข้อมูลที่ไม่แจกแจงความถ ี่
ข้อมูลที่ไดจากการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ห้องหนึ่ง มี 10 คน ได้คะแนน จาก

คะแนนเต็ม 10 คะแนน ดังนี้


คนท ี่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
คะแนน 8 7 8 6 5 7 6 7 9 8


X = 8 + 7 + 8 + 6 + 5 + 7 + 6 + 7 + 9 + 8

10
X
= 7.1


1.2 ค่าเฉลี่ยกรณที่ข้อมูลมีการแจกแจงความถ ี่

ข้อมูลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากคะแนน

เต็ม 20 คะแนน

คะแนน (x) 14 10 12 13 9 รวม
ความถี่ (f) 5 6 4 3 2 20

fx 70 60 48 39 18 fx = 235
จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน

= (5  14) + ( 6  10) + (4  12) + (3  13) + (2  9)
20
= 235

20
= 11.75
2. ค่ามัธยฐาน (Median)
2.1 4 6 7 8 9 10 11

ค่ามัธยฐาน คือ 8
2.2 3 5 6 8 9 10 11 12 13 14
ค่ามัธยฐาน คือ 9.5

40





3. ค่าฐานนิยม
3 4 5 6 4 3 2 3 5 4 8 3
ฐานนิยม คือ 3
4. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

4.1 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกรณีที่ไม่มีการแจกแจงความถี่
คะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของนักเรียน 10 คน
จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ปรากฏ ดังนี้


คะแนน (X) 8 9 6 5 7 8 3 4 6 5 X = 61
2
X 2 64 81 36 25 49 64 9 16 36 25 X = 405



S.D. = (10 405) (61) 2 (กรณีข้อมูลที่ไม่ได้แจกแจงความถี่)

10(10 1)
S.D. = 1.91


4.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกรณีที่มีการแจกแจงความถี่
การสอบถามความคิดเห็นวิธีสอนของครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษา


ปีที่ 6 จ านวน 30 คน เมื่อก าหนดระดับความคดเหน 5 ระดับ คือ


5 = มากที่สุด 4 = มาก
3 = ปานกลาง 2 = น้อย

1 = น้อยที่สุด

ความคิดเห็น (x) ความถ (f) fx x 2 fx 2
ี่
5 8 40 25 200
4 6 24 16 96
3 6 18 9 54
2 3 6 4 12

1 7 7 1 7
2
f = 30 fx = 95 f x = 369



(30 369) (95) 2
S.D. = (กรณีข้อมูลที่แจกแจงความถ)
ี่

30(30 1)

S.D. = 1.53

41






ี่
กิจกรรมท 7
การเปรียบเทียบคะแนนก่อน - หลังเรียน



ค าชี้แจง ขอให้ท่านหาค่า t แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง สารและสมบัติของสาร ก่อนและหลังเรียนจากชุดการเรียนการสอนของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ดังนี้



คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน ผลตางของ 2
คนท ี่ D
(เต็ม 10) (เต็ม 10) คะแนน ( D)
1 6 8

2 5 7
3 7 8
4 4 8

5 5 9
6 5 7
7 4 7

8 4 8
9 6 8
10 4 7

รวม

42






ี่
เฉลยกิจกรรมท 7
การเปรียบเทียบคะแนนก่อน – หลังเรียน




คนท ี่ คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน ผลตางของ D

2
(เต็ม 10) (เต็ม 10) คะแนน ( D)
1 6 8 2 4
2 5 7 2 4

3 7 8 1 1
4 4 8 4 16

5 5 9 4 16
6 5 7 2 4
7 4 7 3 9
8 4 8 4 16

9 6 8 2 4
10 4 7 3 9

รวม 50 77 27 83


จากสตร t =  D
2

 
n D ( D) 2

n 1

= 27

10(83) (27) 2
9


= 27
3.35

= 8.06


ค่า t จากตาราง (เมื่อ df = 9,  = .05) เทากับ 1.833
ค่า t ที่ค านวณได้ (8.06) มีค่ามากว่า t จากตาราง (1.833) แสดงว่าหลังการเรียนจาก
ชุดการเรียนการสอน นักเรียนมีผลสมฤทธิ์ทางการเรียน สารและสมบัตของสาร สงกว่าก่อนเรียน



อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดบ .05 ซึ่งน าเสนอผลการวิเคราะห์ขอมูล ดังนี้




43







ตาราง แสดงผลการเปรียบเทยบผลสมฤทธิ์ทางการเรียน สารและสมบัติของสารของ
นักเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนจากชดการเรียนการสอน


2
สภาพการเรียน N X D D t
ก่อนการเรียน 10 3.0 22 58 6.73*
หลังการเรียน 10 6.8



*มีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ .05
ั้

จากตาราง พบว่า นักเรียนชนประถมศกษาปีท 6 มีผลสมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารและ
ี่



สมบัตของสาร สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ระดับ.05 แสดงว่า ชุดการเรียน

การสอน ท าให้นักเรียนมีผลสมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง


44

45





บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2545). วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ :

คุรุสภา.
ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช. (2544). คู่มือการเขียนแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ :
ฟิสิกส์เซนเตอร์.
ี่
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2535). การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพ : B & B Publishing.
ี่
ู้
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏพระนคร.

ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต. (2542). แนวทางการประเมินผลตามสภาพจริง.
กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
หน่วยศึกษานิเทศก์. (ม.ป.ป.) ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 4
นวัตกรรมการศึกษา. หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา.

46




คณะผู้จัดท า

ที่ปรึกษา

1. นายสุทิน แก้วพนา ผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
2. นายสมเกียรติ ปงจันตา รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
3. นางวรางคณา ไชยเรือน รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
4. นายเจริญชัย กิตติพีรเดช รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1


5. นายสมคด ธรรมสิทธิ์ รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
6. นายประสิทธิ์ พรมศรี รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
7. นายประเสริฐ ศุภชาติไพบูลย์ ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1



ผู้เขียน และออกแบบปก

นายเอกฐสิทธิ์ กอบก า ศึกษานิเทศก์ช านาญการพิเศษ
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1


Click to View FlipBook Version