ชุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน
เล่มที่ 4
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
เอกสาร ศน.สพป.ลป.1
ที่ 12 /2560
ก
ค าน า
ั้
ั
่
ุ
ั
ั้
่
ี่
ชดกิจกรรมการวิจยในชนเรียน เลมท 4 การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียนเลมนี้
มีวัตถุประสงค เพื่อให้ครูผสอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขียนรายงานการวิจยใน
์
ู้
ั
ื
ชนเรียนได 3 รูปแบบ คอ แบบไม่เน้นวิชาการ กึ่งวิชาการ และเชงวิชาการ
ั้
้
ิ
ิ
ุ่
ี่
ึ
กลมนิเทศ ตดตาม และประเมินผลการจดการศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษา
ั
ึ
ู้
ประถมศึกษาล าปางเขต 3 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารเล่มนี้ คงมีประโยชน์ต่อครูผสอนหรือผทเกี่ยวข้อง
ี่
ู้
น าแนวคด วิธีการและตัวอย่างการเขียนรายงานการวิจัยในช้นเรียนในแต่ละรูปแบบท่ได้มีการน า
ี
ั
ิ
ั
ขั้นตอนของการวิจัยในช้นเรียนไปแก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน จากนั้นน าข้อมูลท่ได้มา
ี
วิเคราะห์ สรุปแลวน ามาเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนของตนเองได้ถูกต้องตามรูปแบบ ต่อไป
้
กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1
ข
ค าชี้แจง
จุดประสงค์
ั
มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขียนรายงานการวิจัยในช้นเรียนได้ถูกต้องตาม
รูปแบบ
รายละเอียดของชุดปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน
ุ
ิ
่
ั้
ั
ี่
ั
ั้
่
ชดปฏิบัตการวิจยในชนเรียน เลมท 4 การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียน เลมนี้
มีรายละเอียด ดังนี้
1. เนื้อหาที่ให้ศึกษา
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน
ี
ั้
1.1 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบไม่เนนวิชาการ
้
ิ
ั
1.2 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบกึ่งวิชาการ
ิ
ั
ี
ั้
ี
ิ
ิ
ั
ั้
ิ
1.3 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบเชงวชาการ
ิ
2. กิจกรรมที่ให้ผู้ศึกษาฝึกปฏิบัต มี 2 กิจกรรม คือ
กิจกรรมที่ 1 การเขียนงานวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
กิจกรรมที่ 2 การเขียนงานวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ั
้
ั้
ี
ครูผสอนสามารถเขียนรายงานการวิจยในชนเรยนไดถูกตองตามรปแบบ
ู้
ู
้
ค
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ค าน า ก
ค าชี้แจง ข
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน………………………………….…………..………..…….. 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ………….………………………... 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ………………………………………….. 3
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ…………………………..…………….. 7
กิจกรรมที่ 1 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ…….…………… 16
กิจกรรมที่ 2 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ………..…………….. 18
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………... 21
ั
คณะผู้จดท า.............................................................................................................. 22
ี
้
ั
การเขียนรายงานการวิจัยในชนเรยน
ุ
้
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนจากการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้เป็นขั้นตอนสดทาย
ั
ู้
ของการท าวิจย เพื่อแสดงถึงกระบวนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผเรียนกระบวนการจดการเรียนรู้
ั
ึ
ของครูผสอน และกระบวนการพัฒนาคณภาพสถานศกษา ในการเขียนรายงานตองแสดงให้เห็นถึง
้
ุ
ู้
ื
ี่
ี่
้
สภาพของปัญหา วิธีการทน ามาใชในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาและผลทเกิดขึ้น ซึ่งมี 3 รูปแบบ คอ
แบบไม่เน้นวิชาการ กึ่งวิชาการ และเชิงวิชาการ ดังนี้
1. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
ั
ั้
การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียนแบบไม่เน้นวิชาการเป็นการน าเสนอผลแบบไม่เป็น
ู
ั้
ุ่
ทางการ หรืออาจเรียกว่าแบบลกทง โดยการน าเสนอเนื้อหาสาระโดยสรุปอย่างสน ๆ และไม่ยึด
รูปแบบการน าเสนอที่ตายตัว แต่มีความยืดหยุ่นสูง สาระส าคัญที่น าเสนอควรมุ่งตอบค าถาม ดังนี้
1. ปัญหาการเรียนรู้ คือ อะไร
2. ครูนักวิจัยใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู้นั้นอย่างไร
3. ผลการแก้ปัญหาพัฒนาการเรียนรู้หรือผลการวิจัยเป็นอย่างไร
ดูตัวอย่างการเขียน
ต่อไปเลยครับ
2
ตัวอย่างการเขียนรายงาน
การวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
1. ปัญหาการเรียนรู้ คือ อะไร
นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวเรื่อง ไฟฟ้า
2. วิธีการแก้ปัญหา
น าเนื้อหา เรื่อง ไฟฟ้า ชั้นประถมศึกษาปีท 6 มาท าชุดการสอน จ านวน 4 เรื่อง คือ
ี่
เรื่องที่ 1 แหล่งก าเนิดและประโยชน์ของไฟฟ้า เรื่องที่ 2 วงจรไฟฟ้า เรื่องที่ 3 ตัวน าและฉนวนไฟฟ้า
เรื่องที่ 4 อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรรู้จัก
3. ผลการแก้ปัญหาพัฒนาการเรียนรู้
3.1 นักเรียน จานวน 30 คน หรือคดเป็นร้อยละ 100 ทาแบบทดสอบก่อนเรียนได ้
ิ
คะแนนตามที่หัวข้อวัตถุประสงค์ก าหนดเฉลี่ยร้อยละ 25.56 ซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่รอบรู้
3.2 เมื่อใช้กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยชุดการสอนนี้แล้ว นักเรียนจ านวน 30 คน
้
ั
์
หรือคิดเป็นร้อยละ 100 สามารถทาแบบทดสอบหลงเรียนไดคะแนนบรรลตามวัตถุประสงคก าหนด
ุ
เฉลี่ยร้อยละ 91.56 ซึ่งผ่านเกณฑ์รอบรู้ที่ก าหนดไว้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
3.3 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชดการสอนสื่อประสมทใช้วิธีการเรียนแบบรอบรู้
ี่
ุ
สรุปได้ดังนี้
ุ
ี่
้
ื่
ึ
ื่
้
1) วัสดทใชเป็นสอการเรียนการสอน นักเรียนชอบเรียนโดยใชสอเพราะรู้สก
่
ี่
้
ื่
ตนเตนกับผลทไดจากคณลกษณะของสอแตละอย่างแตกตางกันไปตามเนื้อหาและหน่วยการเรียน
่
ุ
ั
้
ื่
ท าให้การเรียนไม่น่าเบื่อหน่าย
2) กิจกรรมในการเรียน นักเรียนชอบที่จะเรียนเป็นกลุ่มย่อยขนาดประมาณ 5 คน
้
โดยเฉพาะการเรียนดวยทกษะกระบวนการทดลองซึ่งตองอาศยการทางานเป็นกลมแบ่งหน้าทและ
ั
ั
ุ่
ี่
้
ร่วมกันสังเกต แสดงความคิดเห็นเพื่อน ามาเป็นบทสรุปของกลุ่ม ท าให้นักเรียนรู้จกการทางานร่วมกับ
ั
ผู้อื่นได้เป็นอย่างด ี
3) แรงจงใจ นักเรียนสนุกและพึงพอใจกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ดวย
้
ู
์
ุ
้
ุ
ชดการสอนทใชวิธีการเรียนแบบรอบรู้ ซึ่งประกอบไปดวยสไลดชดทดลอง และสมุดภาพประกอบ
้
ี่
ค าบรรยาย อยากให้ใช้ชุดการสอนนี้กับเนื้อหาเรื่องอื่นด้วย
4) การวัดและประเมินผล นักเรียนมีความมั่นใจมากในการทาแบบทดสอบ ซึ่งเป็น
์
้
ผลมาจากการแจงให้นักเรียนทราบถึงวัตถุประสงคทกครั้งก่อนการเรียนในแตละหน่วยการเรียน และ
่
ุ
ี่
่
การมีส่วนร่วมในการตรวจและเฉลยแบบทดสอบในแตละครั้งททาการวัดประเมินผล ทาให้นักเรียนมี
ทิศทางหรือเป้าหมายในการเรียน จึงท าให้เกิดความรู้ถึงขั้นรอบรู้
3
2. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ
ี
ั
รายงานการวิจัยในช้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ เป็นรูปแบบท่เป็นทางการมากขึ้นกว่า
ู
รูปแบบแรกไม่ยึดรูปแบบที่ตายตัว มีความยึดหยุ่นบ้าง อาจเรียกว่า แบบลกกรุง ซึ่งเป็นการน าเสนอ
การสะท้อนผลการวิจัย โดยมีโครงสร้าง เนื้อหาสาระ ดังนี้
1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัย
2. ความสาคัญของปัญหาวิจัย
3. ปัญหาวิจัย
4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
6. วิธีด าเนินการวิจัย
7. ผลการวิจัย
8. ข้อเสนอผลการวิจัย
ี่
ั
่
่
ู้
ั
นอกจากนี้สาระดงกลาวแลว ผวิจยอาจเพิ่มสวนประกอบในสวนทเป็นบทน า และ
้
่
ส่วนอ้างอิง (เช่น บรรณานุกรม และภาคผนวก) เพื่อให้รายงานวิจัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่ยากใช่ไหมครับ
หัวข้อที่จะเขียน
4
ตัวอย่างการเขียนรายงาน
การวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ
1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัย
ั
การพัฒนาทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคดสร้างสรรค ์ สาหรับ
ิ
ี่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้
2. ความสาคัญของปัญหาวิจัย
การเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรคความรู้จะเน้นให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นกลมท ี่
ุ่
์
ั้
ุ
้
้
เริ่มตนการเรียนรู้ดวยการให้นักเรียนพบกับภาพปัญหา ทงนี้เพื่อให้นักเรียนคนหาสาเหตและ
้
ิ
่
แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยการระดมสมองของสมาชิกกลุ่มเพื่อน าผลความคดเหลานั้น
ิ
ู่
ิ
ิ
ไปสข้อสรุปของปัญหา เพื่อน าไปยืนยันแนวคดเดมหรือเป็นการสร้างแนวคดใหม่ให้กับตนเอง ซึ่ง
ิ
ุ
้
้
ี่
้
แนวคดทคนพบจะตองมีการประเมินผลทกครั้งว่ามีความถูกตองหรือมีการยอมรับมากน้อยเพียงใด
ด้วยการประเมินผลของตนเองและหรือจากการประเมินผลของครูผู้สอน
์
ั
ิ
ิ
การจดการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้จะให้ความสาคญกับระบบ
ั
ุ่
กลมทงนี้เนื่องจากการว่าการทางานกลมนั้นนักเรียนมีโอกาสไดแสดงความคดเห็นของตนเองให้กับ
ิ
้
ุ่
ั้
ี่
สมาชกคนอื่น ๆ ฟังไดอย่างเป็นกันเอง ฝกการยอมรับฟังความคดเห็นของผอื่นทแตกตางจาก
ิ
้
ู้
ึ
่
ิ
ตน ได้หรือสามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมตอกลุ่มในกรณีที่ตนเองมีความคดเห็นขัดแย้งกับผอื่น
ิ
ู้
่
้
้
ุ่
ได ฝึกการควบคุมอารมณ์มีการช่วยเหลือกันระหว่างสมาชิกแต่ละคนภายในกลม ไดเรียนรู้การทางาน
้
ั
กลม และเคารพเงื่อนไขของกลม ซึ่งกิจกรรมการเรียนการสอนสวนใหญ่จะดาเนินไปดวยตวของ
ุ่
ุ่
่
ี้
ั
ื่
ี่
นักเรียนเองโดยครูทาหน้าทจดเตรียมสอ กิจกรรมและเอกสารให้แก่นักเรียน และชแนะในบางโอกาส
เมื่อนักเรียนต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนตามแนวคดสร้างสรรคความรู้จะ
ิ
์
ี
ี
เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้ทันกับเหตุการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปอย่าง
ี่
รวดเร็วในยุคปัจจบันทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าและเปลยนแปลงไปไม่หยุดยั้ง ซึ่ง
ุ
ี่
วิทยาการและนวัตกรรมทเกิดขึ้นใหม่ ๆ เหลานั้น ลวนเป็นผลมาจากความคดสร้างสรรคของมนุษย์
์
ิ
้
่
ี่
ทั้งสิ้น และการที่จะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า จ าเป็นต้องอาศัยบุคคลที่มีทักษะกระบวนการ
์
ในการท างานและมีความคิดสร้างสรรค
3. ปัญหาวิจัย
ั
่
3.1 ครูขาดสื่อ และแผนการจดการเรียนรู้ที่สงเสริมทักษะกระบวนการ และความคิด
สร้างสรรค ์
3.2 นักเรียนขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค ์
5
4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
4.1 เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิต(พืชและสัตว์) ส าหรับนักเรียน
ี่
ชั้นประถมศึกษาปีท 6 ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้
์
4.2 เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรคของ
ี่
้
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนดวยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
6. วิธีด าเนินการวิจัย
6.1 จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์และ
ความคิดสร้างสรรค์ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการผสมผสานวิธีการจัดการเรียน
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้กับการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้ ซึ่งมีขั้นตอน
ในการสร้าง ดังนี้
1) ศึกษาวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ี่
ปีท 5 ตามหลักสูตร และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ั
ี่
2) ศกษาทฤษฎีและหลกการเรียนการสอนทเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบสบเสาะหา
ื
ึ
ความรู้การเรียนรู้ร่วมกัน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค ์
3) ท าการวิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง สิ่งมีชีวิต (พืชและสัตว์)
4) จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง สาระส าคัญ จุดประสงค ์
เนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียน และภาคผนวก โดยเน้นการเรียนการสอนแบบสบเสาะหาความรู้ และ
ื
การเรียนรู้ร่วมกัน มีท้งหมด 11 แผนการจัดการเรียนรู้ คือ 1. การจาแนกประเภทของพืช
ั
ี
ี
์
2. การขยายพันธุ์ของพืชดอกและพืชไร้ดอก 3. สารสเขยวของพืช 4. การสกัดคลอโรฟิลลในใบพืช
5. การสร้างอาหารของพืช 6. ก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสาคัญต่อพืช
ั
ั
ั
ั
7. การจาแนกประเภทของสตว์ 8. ลกษณะภายนอกของสตว์ไม่มีกระดกสนหลง 9. ลกษณะ
ั
ั
ู
ู
ี่
ั
ั
ั
ั
ั
ี่
ู
ั
ภายนอกของสตว์ทมีกระดกสนหลง 10. ขนาดและจานวนขาของสตว์ทมีกระดกสนหลงและไม่มี
ู
ั
ื่
กระดูกสันหลัง และ11. การทรงตัวและการเคลอนไหวของสตว์ที่มีกระดกสันหลังและไม่มีกระดกสันหลัง
ู
ู้
ี่
5) น าแผนการจดการเรียนรู้ทสร้างขึ้นไปให้ผเชยวชาญตรวจสอบความถูกตอง
้
ี่
ั
ความครอบคลุมในด้านเนื้อหาและโครงสร้าง แล้วน าไปปรับปรุงแก้ไข
ี
6) น าแผนการจัดการเรียนรู้ท่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองกับนักเรียน
ึ
ชั้นประถมศกษาปีท 6
ี่
ั
ั
7) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และความคิดสร้างสรรค ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้ ให้สมบูรณ์ก่อนน าไปใช้จริง
์
ั
ี่
ู้
6.2 สร้างแบบทดสอบวัดทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แลวให้ผเชยวชาญ
้
ตรวจสอบ ก่อนน าไปใช้ทดสอบนักเรียน
้
ี่
ู้
6.3 สร้างแบบวัดความคดสร้างสรรค แลวให้ผเชยวชาญตรวจสอบ ก่อนน าไปใช ้
ิ
์
ทดสอบนักเรียน
6
7. ผลการวิจัย
ั
ี่
ี
ั
ิ่
ิ
7.1 แผนการจดการเรียนรู้ เรื่อง สงมีชวิต (พืชและสตว์) ทสร้างขึ้นตามแนวคด
ี
สร้างสรรค์ความรู้ สาหรับนักเรียนช้นประถมศึกษาปีท่ 6 มีความเท่ยงตรงเชิงโครงสร้างและ
ั
ี
ความเหมาะสมดานเนื้อหา
้
์
ั้
ิ
ิ
้
ี่
ึ
ี่
7.2 นักเรียนชนประถมศกษาปีท 6 ทไดเรียนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้
มีคะแนนทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคะแนนความคดสร้างสรรคก่อนเรียนและหลงเรียน
ิ
ั
์
ั
แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
8. ข้อเสนอแนะผลการวิจัย
ั
ิ
์
ิ
8.1 การจดการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้ ควรจดกิจกรรม
ั
การเรียนการสอนให้ผู้เรียน เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Learning) ประกอบกับการเรียนรู้
ร่วมกัน (Cooperative Learning)
้
ู้
8.2 การน าวิธีการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้ไปใชครูผสอน
ิ
ิ
์
ิ
ึ
่
ิ
ควรศกษารูปแบบของแนวคด ขั้นตอนการเรียนการสอน และเงื่อนไขตางๆ ของแนวคดนี้ให้เข้าใจ
เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประสบผลส าเร็จ
ิ
8.3 การจดการเรียนการสอนตามแนวคดนี้ ครูผสอนควรเตรียมพร้อมในดานการทางาน
ู้
้
ั
ด้วยกระบวนการกลุ่มให้กับนักเรียน เพื่อให้การท ากิจกรรมของกลุ่มด าเนินไปอย่างราบรื่น
ู้
ั
ู้
่
ู้
ี้
ี่
8.4 ครูผสอนควรทาหน้าทเป็นพี่เลยงมากกว่าผบอกเลา โดยครูเป็นผจดเตรียมสอ
ื่
ี้
ั
เอกสารตาง ๆ จดกิจกรรมให้สอดคลองกับบทเรียน พร้อมทงชแนะนักเรียนในบางโอกาส เพื่อให้
่
้
ั้
นักเรียนได้มีโอกาสใช้ความคิดของนักเรียนได้อย่างเต็มท ี่
8.5 การจดกิจกรรมการเรียนการสอนครูผสอนไม่ควรจากัดเวลา หรือหากมีเวลา
ู้
ั
้
ิ
ิ
จ ากัดควรใชเวลานอกห้องเรียนเพิ่มเตม และควรสร้างบรรยากาศให้นักเรียนไดมีเวลาคดและปฏิบัต ิ
้
กิจกรรมด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด
สู้ๆๆๆ นะครับ
เพื่อพัฒนาเด็กไทย
7
3. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ เป็นการน าเสนอรายงานผลการวิจัย
ี
ี
ท่เป็นทางการมากท่สุด เป็นลักษณะของรายงานเชิงวิชาการ ซึ่งจะมีรูปแบบหรือโครงสร้างของ
ั
ี่
้
ั่
ี่
รายงานการวิจยทมีลกษณะเฉพาะเป็นแบบสากลทใชกันโดยทวไปแล้ว ประกอบด้วยส่วน
ั
ส าคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนน า ส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง โดยแต่ละส่วนประกอบด้วย ดังนี้
ส่วนที่ 1 ส่วนน า ประกอบด้วย
1.1 ปกนอก
1.2 ปกใน/รองปก
1.3 ค าน า/กิตติกรรมประกาศ
1.4 บทคัดย่อ
1.5 สารบัญเนื้อเรื่องและสารบัญตาราง
ส่วนที่ 2 ส่วนของเนื้อหา ประกอบด้วย
2.1 บทน า
2.1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา
2.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
ิ
2.1.3 สมมตฐานการวิจัย
2.1.4 ขอบเขตของการวิจัย
2.1.5 ประโยชน์ทคาดว่าจะได้รับ
ี่
2.1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ
2.2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.2.1 แนวคิด ทฤษฎี และหลักการ
2.2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.3 วิธีด าเนินการวิจัย
2.3.1 ประชากร (กลุ่มเป้าหมาย) ที่ต้องการแก้ปัญหา /พัฒนา
้
2.3.2 เครื่องมือที่ใชในการแก้ปัญหา/พัฒนา (วิธีการ/กิจกรรมนวัตกรรม)
้
2.3.3 เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูล (แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
แบบประเมิน แบบสังเกต แบบวัดเจตคติ ฯลฯ)
2.3.4 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ
2.3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
2.3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
2.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล/ผลการวิจัย
2.5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ส่วนที่ 3 ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วย
3.1 บรรณานุกรม
3.2 ภาคผนวก
8
วิธีการเขียนส่วนน า
ื่
ปกนอก ประกอบด้วย ชื่อเรื่องการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ ชอผู้วิจัย ชื่อหน่วยงาน
หรือสถานศึกษาของผู้วิจัย และปีที่ท าการวิจัยเสร็จ
ุ
้
ปกใน มีขอความเหมือนปกนอกทกประการ ในกรณีที่ไม่ไดจัดท าเป็นรูปเลมอาจไม่
้
่
จ าเป็นต้องมีปกใน
ค าน า หรือกิตติกรรมประกาศ เป็นการเขียนน าให้เห็นถึงความสาคัญหรือความจาเป็น
ั
ั
ี่
้
้
ี่
ของการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ข้อคนพบทสาคญ และประโยชน์ทไดจากการวิจย
รวมทั้งกล่าวขอบคุณผู้มีส่วนให้การด าเนินงานวิจัยส าเร็จลุล่วงด้วยดี
ี่
ั
ั
บทคดย่อ เป็นการเขียนสรุปย่อรายงานการวิจยทมีความกะทดรัดและชดเจนเขียนเป็น
ั
ั
ู
ื
ื
ี
ความเรียงไม่ตองมีหัวข้อเขียนไม่เกิน 2 หน้า โดยมีช่อเรื่อง ช่อผ้วิจัย ปีท่ทาการวิจัยสาระสาคัญ
้
โดยย่อ ซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย และสรุปผลการวิจัย
ี่
ั
่
สารบัญเนื้อหา เป็นสวนทแสดงถึงหัวข้อของรายงานการวิจยการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา
การเรียนรู้และเลขหน้า เพื่อแสดงให้ผู้อ่านทราบว่ารายงานฉบับนี้ประกอบด้วยหัวข้อใดบ้าง อยู่ในหน้าใด
สารบัญตารางจะแสดงเลขที่ตาราง ชื่อตาราง และเลขหน้าที่มีตารางทั้งหมดในรายงาน ก ากับไว้ด้วย
สารบัญภาพ เป็นบัญชีแสดงก ากับภาพต่าง ๆ ทั้งหมดในรายงานการวิจัย ได้แก่ ภาพ แผนภูมิ
แผนผัง หรือแผนที่ เป็นต้น โดยก าหนดเลขที่ล าดับภาพ ชื่อภาพและเลขหน้าก ากับไว้ด้วย
ส่วนน าของรายงานจะไม่นับหน้าเป็นตัวเลข แต่จะใช้ตัวอักษรแทน เช่น หน้า 1 เขียนแทน
ด้วย ตัวอักษร ก หน้า 2 เขียนอักษร ข เรื่อยไปตามล าดับ
9
การเขียนบทที่ 1 บทน า
ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา
การเขียนความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาจะต้องเขียนให้เห็นความสาคัญของปัญหา
หรือหัวข้อที่จะท าการวิจัย โดยกล่าวเน้นให้เห็นประเด็นส าคัญ ๆ ทจ าเป็นมีส่วนเกี่ยวพันกับปัญหาท ี่
ี่
ท าการวิจัยโดยตรง ในการเขียนหัวข้อมีข้อควรค านึง คอ
ื
ุ
1. เขียนให้ตรงประเด็น เหตผลที่น าเสนอควรเป็นเหตุผลที่น าไปสจุดทเป็นปัญหาทจะทา
ู่
ี่
ี่
วิจัย และชี้ให้เห็นความส าคัญของสิ่งที่จะวิจัย
ุ
2. ควรใช้ข้อมูลอ้างอิง เพื่อให้เหตผลนั้นดูมีน้ าหนักสมควรที่จะท าการวิจัย
3. ควรเขียนให้เขาใจง่าย โดยน าเสนอประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นล าดบต่อเนื่อง
ั
้
การเขียนความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา อาจมีแนวทางในการเขียนดังนี้
1. กล่าวถึงสภาพการเรียนการสอนที่พึงปรารถนาหรือที่ควรจะเป็นโดยอาจกล่าวถึง
ุ
แผนการศึกษาชาติ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร นโยบายการจัดการศึกษาระดับกรมตลอดจนจดประสงค ์
รายวิชาที่ตนสอน
2. กลาวถึงสภาพปัญหาการเรียนการสอนทประสบ หรือไม่เป็นไปตามทปรารถนา
ี่
ี่
่
โดยบรรยายถงสภาพปัญหาจากการวิเคราะห์ตามขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา ถ้ามีข้อมูลทเปนตวเลข
ี่
็
ึ
ั
ประกอบให้น ามาระบุไว้ด้วย
3. สรุปแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยข้อความ
ที่เขียนในส่วนนี้จะต้องต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัย จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการศึกษาในเรื่องอะไร
์
ั
ั
เขียนให้สอดคล้องกับปัญหาการวจย ใชภาษาที่กะทดรัด สั้น ไดใจความชดเจน และนิยมเขียน
้
ั
ิ
้
ี
ั
้
ั
ั
ี่
ี
่
ประโยคบอกเลา ในกรณทมีวตถุประสงค์หลายข้อให้เขยนเป็นขอ ๆ เรียงล าดบจากวตถุประสงค ์
หลกไปหาวัตถุประสงคย่อย
ั
์
สมมติฐานการวิจัย
ี่
สมมตฐานการวิจัย เป็นคาตอบทคาดหวังไว้ก่อนทจะท าการวิจัยการตั้งสมมตฐานการวิจัย
ิ
ี่
ิ
้
ต้องตั้งบนรากฐานแนวคิดทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น กลาวคอ ผู้วิจัยตองศึกษา
่
ื
แนวคิดทฤษฎีหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ การตั้งสมมติฐานมีข้อควรค านึงคือ
1. ควรเขียนข้อความที่ชัดเจน สามารถทดสอบได ้
ั
2. ควรเขียนโดยใช้ภาษาที่ง่าย ไม่สลบซับซ้อน
3. ควรเขียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค ์
10
ขอบเขตของการวิจัย
ขอบเขตของการวิจัยเป็นการบอกกรอบงานวิจัยว่า มีขอบเขตเพียงใด ครอบคลุมอะไรบ้าง
้
่
การระบุขอบเขตการวิจัยจะชวยใหเข้าใจงานวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทั่ว ๆ ไป การก าหนดขอบเขต
การวิจัย จะก าหนดในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ั
ั
ระบุให้ชดเจนว่าระบุถึงสิ่งที่ต้องการศกษาให้ชดเจนถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลองให้ระบุถึง
ึ
ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
เนื้อหาในการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษากับวิชาและเนื้อหาอะไร
ระยะเวลา
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษาในช่วงเวลาใด
นิยามศัพท์เฉพาะ
้
ั
ั
ื
ิ
มีค าบางค าในรายงานการวิจยทต้องให้ค าจ ากดความหรอนยาม เพื่อท าความเขาใจ
ี่
ระหว่างผู้วิจัยกับผู้รายงานการวิจัย ซึ่งค าเหล่านั้นจะเป็นค าที่มีความหมายแตกต่างไปจากความหมาย
ทั่ว ๆ ไป ความหมายของค าที่นิยาม ให้นิยามเป็นเชิงปฏิบัติการไม่ใช่นิยามตามทฤษฎี
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผวิจยตองตอบค าถามให้ไดว่า เมื่อท าวจยเสร็จแล้วเราจะน าไปใชประโยชน์โดยตรงได ้
้
ั
ู้
ิ
ั
้
้
ี่
อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องสอดคล้องกับความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาและให้กล่าวถึงประโยชน์ ทเป็น
ผลตามมาด้วย
11
การเขียนบทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การเขียนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ก าลังด าเนินงานอยู่จะตอง
้
ิ
สรุปกรอบความคด หลักการ แนวทาง หรือรูปแบบของนวัตกรรมที่ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอน
้
ที่น ามาใชในการแก้ปัญหาหรือทดลองโดยแยกเป็นตอน ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวม เช่น
ตอนที่ 1 ความหมาย หรือมโนทัศน์ที่สาคัญเกี่ยวกับนวัตกรรมที่น ามาใช้ในการแก้ปัญหา
การเรียนการสอน
ี่
ิ
ี่
้
ั
ี่
ตอนท 2 แนวคด หรือทฤษฎีหรือหลกการทเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทน ามาใชใน
การแก้ปัญหาในการวิจัยในชั้นเรียน ในการน าเสนอควรน าเสนอในเชิงทฤษฎีก่อนและตามด้วยแนวคิด
ิ
เชิงทฤษฎี หรือ ความคดของผู้เชี่ยวชาญสาขานั้น ๆ เขียนแยกเป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย
ตรงตามประเด็นเลือกที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถน าไปอ้างอิงในข้อวิจารณ์หรือการอภิปรายผลได ้
ตอนที่ 3 ผลการวิจัย หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่น ามาใช้ในการแก้ปัญหา
เป็นการน าเอาผลการวิจัย หรือข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยและตัวแปร
ทจะศึกษามาศึกษาทบทวน เพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยต่อไปและเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ
ี่
งานวิจัยนั้น
เราต้องศึกษาแนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
้
ใหเข้าใจก่อนค่อยลงมือปฏิบัต ิ
12
การเขียนบทที่ 3
วิธีด าเนินการวิจัย
การเขียนวิธีด าเนินการวิจัย จะเขียนให้เห็นล าดับขั้นตอนของการสร้างและการพัฒนา
นวัตกรรม บอกขั้นตอนของการพัฒนาเครื่องมือวัด ระบุเป้าหมายทใชในการทดลอง รูปแบบ
ี่
้
การทดลอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางในการเขียนบทนี้
แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ และขั้นด าเนินการ
1. ขั้นเตรียมการ
1.1 ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาในการเรียนการสอนของนักเรียนเป็นรายบุคคล
1.2 ก าหนดปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการพัฒนา
ู
1.3 ศึกษาเนื้อหาหลักสตร หลักการ แนวคิด จิตวิทยา และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาหรือหรือพัฒนา
1.4 สร้างและพัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรม ทจะใช้ด าเนินการแก้ปัญหา และเขียน
ี่
ขั้นตอนการด าเนินการสร้างและพัฒนารูปแบบอย่างละเอียด พร้อมทั้งหาคุณภาพ
1.5 สร้างเครื่องมือส าหรับตรวจสอบและประเมิน มีเครื่องมือกี่ชนิดอะไรบ้าง เช่น
แบบทดสอบ แบบสอบถามความคดเห็นของนักเรียนที่ใช้นวัตกรรม เครื่องมือแต่ละชนิดมีวิธีสร้าง
ิ
ั้
อย่างไร สร้างเองหรือน าของผู้อื่นมาดัดแปลงอย่างไร พร้อมทงหาคุณภาพของเครื่องมือ
2. ขั้นด าเนินการ
2.1 ก าหนดกลุ่มตัวอย่าง เขียนระบุว่าสุ่มตัวอย่างโดยวิธีใด มีขนตอนในการสุ่ม
ั้
ั้
อย่างไรพร้อมทงบอกจ านวนกลุ่มตัวอย่างดวย
้
2.2 การด าเนินการทดลองเขียนเป็นขั้นตอนตั้งแต่การก าหนดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุม แต่ละกลุ่มด าเนินการอย่างไร มีการควบคุมการทดลองอย่างไร
2.3 การรวบรวมข้อมูลหรือการประเมินผล เขียนรายงานว่าใครเป็นคนเก็บมีวิธีการ
เก็บอย่างไร เก็บเมื่อไร มีการติดตามผลการเก็บข้อมูลอย่างไร
้
2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ใชสถิติใด เลือกให้เหมาะสมกับนวัตกรรมเขียนสูตรของ
สถิติให้ถูกต้อง
13
การเขียนบทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ี
การน าเสนอผลการวิเคราะหข้อมูลเชิงปริมาณต้องเขยนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงคของ
์
์
การวิจัย โดยมีหลักในการเสนอผลการวิเคราะห์ขอมูล ดังนี้
้
1. ควรเสนอเรียงล าดบตามวัตถประสงค์ของการวิจัย หรือตามสมมติฐานของการวิจัย
ุ
ั
ทีละข้อ
2. ถ้าสามารถน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมเป็นตารางเดียวกันได้ก็ควรจะรวมกันไว้
และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลก็ควรแปลเฉพาะประเด็นที่ส าคัญหรือค้นพบที่เด่น ๆ แปลความ
เชิงสถิติเป็นหลักไม่ควรตีความหรือขยายความเพิ่มเติมในบทนี้
3. ใช้เทคนิคในการแปลผลทเรียกว่า “ข้อมูลพูดได้ ’’ เช่น ใช้แผนภูมิ แผนภาพต่างๆ
ี่
ประกอบในการแปลผล ไม่จ าเป็นจะต้องเสนอตารางที่มีตัวเลขมาก ๆ
4. ใช้ภาษาเขียนที่อ่านเข้าใจง่ายและเหมาะสมกับผู้อ่าน พยายามแปลงภาษาทางสถิต ิ
ให้เป็นภาษาเขียนที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
5. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างตาราง ควรมีข้อความน าเพื่อเชื่อมโยงให้เห็น
ความต่อเนื่องระหว่างสิ่งที่เสนอไปแล้วกับสิ่งที่จะเสนอต่อไปอย่างไร
6. การเขียนหัวข้อตาราง ในการเขียนหัวข้อตารางจะต้องเขียนให้ชัดเจนไม่คลุมเครือ
บอกล าดับตาราง เพื่อง่ายแก่การค้นคว้าจากสารบัญตาราง
7. เสนอผลกระทบซึ่งเกิดจากการดาเนินการแก้ปัญหา เช่น นักเรียน ครูได้รับคาชมเชย
เกียรติบตรรางวัล หรือได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร หรือหน่วยงานอื่นมาเยี่ยมชมผลงานที่ดาเนินการนี้
ั
ต้องออกแบบการน าเสนอข้อมูล
ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค ์
การวิจัยนะครับ
14
การเขียนบทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การเขียนสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะเป็นการน าเสนอข้อค้นพบท่ได้ให้
ี
ี่
้
์
ิ
ั
ั
สอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจย อภิปรายผล โดยอ้างอิงแนวคดทฤษฎีผลการวิจยทสอดคลอง
้
รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบ โดยมีแนวทางการเขียน ดังนี้
์
่
่
้
ั
1. สรุปวัตถุประสงคของการวิจยในชวงตน พร้อมทงเลาวิธีการด าเนินการโดยย่อใน
ั้
ช่วงกลางก่อนที่จะเขียน สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
ั
2. การเขียนสรุปผลการวิจัยควรสรุปส้น ๆ กระชับ สอดคล้องและเรียงลาดับตาม
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
3. การเขียนอภิปรายผลการวิจัย
ี่
ั
3.1 เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจยทไดสอดคลองหรือขัดแย้งกับหลกการทฤษฎีหรือ
้
้
ั
ี่
ผลการวิจัยของผู้อื่นที่ท าไว้อย่างไร ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคดเหนหรือเหตผลหรือข้อจากัดททาให้ผล
ิ
็
ุ
ที่ได้เป็นเช่นนั้น ในการอภิปรายควรแยกประเด็นไปทีละประเด็น
3.2 ในการอภิปรายผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามผลการวิจัย
ี
ู
ผ้วิจัยอาจยกประเด็นท่เป็นท่น่าสังเกต หรือโดดเด่น หรือประเด็นท่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตาม
ี
ี
สมมติฐานการวิจัย
4. การเขียนข้อเสนอแนะ
ควรเขียนข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ประโยชน์ เขียนให้สอดคล้องกับประโยชน์
ที่คาดว่าจะได้รับ
15
การเขียนส่วนอ้างอิง
ื่
ี่
ุ
่
บรรณานุกรม เป็นการน ารายชอเอกสารทกเลมทอ้างอิงในรายงานการวิจัยมาเขียนตาม
รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อใชรูปแบบใดแลวก็ตองยึดตามรูปแบบนั้น
้
้
้
เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม และควรเขียนแยกเอกสารภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเป็นคนละ
ส่วนกัน โดยเขียนเรียงล าดับตามตัวอักษร
ภาคผนวก เป็นการน าส่งท่ไม่ได้น าเสนอในส่วนท่เป็นเนื้อหามารวมไว้ท้ายรายงาน
ิ
ี
ี
เพื่อต้องการให้ผ้อ่านได้ศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ตารางผล การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ
ู
เครื่องมือ และอื่น ๆ เป็นต้น ที่ผู้วิจัยเห็นว่ามีประโยชน์ในการศึกษาวิจัยเท่านั้น
16
กิจกรรมที่ 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
ค าชี้แจง ขอให้ท่านเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการจากการแก้ปัญหา
การเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนของท่าน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
17
แนวค าตอบกิจกรรมที่ 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
ดังตัวอย่าง
หน้า 2 ครับ
18
กิจกรรมที่ 2
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ
ค าชี้แจง ขอให้ท่านเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการจากการแก้ปัญหาการเรียนรู้
ของนักเรียน โดยใช้ขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนของท่าน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
19
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
20
แนวค าตอบกิจกรรมที่ 2
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ
ดังตัวอย่าง
หน้า 4 ครับ
45
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ. (2545). วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ :
คุรุสภา.
ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช. (2544). คู่มือการเขียนแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ :
ฟิสิกส์เซนเตอร์.
ี่
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2535). การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพ : B & B Publishing.
ี่
ู้
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏพระนคร.
ิ
ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต. (2542). แนวทางการประเมินผลตามสภาพจริง.
กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
หน่วยศึกษานิเทศก์. (ม.ป.ป.) ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 4
นวัตกรรมการศึกษา. หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา.
22
คณะผู้จัดท า
ที่ปรึกษา
1. นายสุทิน แก้วพนา ผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
2. นายสมเกียรติ ปงจันตา รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
3. นางวรางคณา ไชยเรือน รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
4. นายเจริญชัย กิตติพีรเดช รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
5. นายสมคด ธรรมสิทธิ์ รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ิ
6. นายประสทธิ์ พรมศรี รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ิ
7. นายประเสริฐ ศุภชาติไพบูลย์ ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
ผู้เขียน และออกแบบปก
นายเอกฐสิทธิ์ กอบก า ศึกษานิเทศก์ช านาญการพิเศษ
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1