The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by info_dlict, 2020-06-29 03:45:37

ชุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน เล่มที่ 4 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

ชุดกิจกรรมการวิจัยในชั้นเรียน


เล่มที่ 4

การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน




























กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา


ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1

ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


กระทรวงศึกษาธิการ






เอกสาร ศน.สพป.ลป.1

ที่ 12 /2560







ค าน า

ั้




ั้

ี่
ชดกิจกรรมการวิจยในชนเรียน เลมท 4 การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียนเลมนี้
มีวัตถุประสงค เพื่อให้ครูผสอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขียนรายงานการวิจยใน

ู้


ชนเรียนได 3 รูปแบบ คอ แบบไม่เน้นวิชาการ กึ่งวิชาการ และเชงวิชาการ
ั้



ุ่

ี่

กลมนิเทศ ตดตาม และประเมินผลการจดการศกษา สานักงานเขตพื้นทการศกษา


ู้
ประถมศึกษาล าปางเขต 3 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารเล่มนี้ คงมีประโยชน์ต่อครูผสอนหรือผทเกี่ยวข้อง
ี่
ู้
น าแนวคด วิธีการและตัวอย่างการเขียนรายงานการวิจัยในช้นเรียนในแต่ละรูปแบบท่ได้มีการน า




ขั้นตอนของการวิจัยในช้นเรียนไปแก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน จากนั้นน าข้อมูลท่ได้มา

วิเคราะห์ สรุปแลวน ามาเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนของตนเองได้ถูกต้องตามรูปแบบ ต่อไป




กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา

ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลาปาง เขต 1







ค าชี้แจง

จุดประสงค์


มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขียนรายงานการวิจัยในช้นเรียนได้ถูกต้องตาม
รูปแบบ

รายละเอียดของชุดปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน




ั้

ี่

ั้

ชดปฏิบัตการวิจยในชนเรียน เลมท 4 การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียน เลมนี้
มีรายละเอียด ดังนี้
1. เนื้อหาที่ให้ศึกษา
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

ั้
1.1 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบไม่เนนวิชาการ



1.2 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบกึ่งวิชาการ



ั้




ั้

1.3 การเขียนรายงานวจยในชนเรยนแบบเชงวชาการ

2. กิจกรรมที่ให้ผู้ศึกษาฝึกปฏิบัต มี 2 กิจกรรม คือ
กิจกรรมที่ 1 การเขียนงานวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ
กิจกรรมที่ 2 การเขียนงานวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ


ั้

ครูผสอนสามารถเขียนรายงานการวิจยในชนเรยนไดถูกตองตามรปแบบ
ู้









สารบัญ

เรื่อง หน้า


ค าน า ก

ค าชี้แจง ข
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน………………………………….…………..………..…….. 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ………….………………………... 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ………………………………………….. 3

การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ…………………………..…………….. 7
กิจกรรมที่ 1 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ…….…………… 16
กิจกรรมที่ 2 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ………..…………….. 18

บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………... 21

คณะผู้จดท า.............................................................................................................. 22




การเขียนรายงานการวิจัยในชนเรยน





การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนจากการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้เป็นขั้นตอนสดทาย

ู้
ของการท าวิจย เพื่อแสดงถึงกระบวนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผเรียนกระบวนการจดการเรียนรู้


ของครูผสอน และกระบวนการพัฒนาคณภาพสถานศกษา ในการเขียนรายงานตองแสดงให้เห็นถึง


ู้

ี่
ี่

สภาพของปัญหา วิธีการทน ามาใชในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาและผลทเกิดขึ้น ซึ่งมี 3 รูปแบบ คอ
แบบไม่เน้นวิชาการ กึ่งวิชาการ และเชิงวิชาการ ดังนี้

1. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ

ั้
การเขียนรายงานการวิจยในชนเรียนแบบไม่เน้นวิชาการเป็นการน าเสนอผลแบบไม่เป็น

ั้
ุ่
ทางการ หรืออาจเรียกว่าแบบลกทง โดยการน าเสนอเนื้อหาสาระโดยสรุปอย่างสน ๆ และไม่ยึด
รูปแบบการน าเสนอที่ตายตัว แต่มีความยืดหยุ่นสูง สาระส าคัญที่น าเสนอควรมุ่งตอบค าถาม ดังนี้
1. ปัญหาการเรียนรู้ คือ อะไร
2. ครูนักวิจัยใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู้นั้นอย่างไร
3. ผลการแก้ปัญหาพัฒนาการเรียนรู้หรือผลการวิจัยเป็นอย่างไร



ดูตัวอย่างการเขียน
ต่อไปเลยครับ

2







ตัวอย่างการเขียนรายงาน

การวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ





1. ปัญหาการเรียนรู้ คือ อะไร
นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวเรื่อง ไฟฟ้า
2. วิธีการแก้ปัญหา

น าเนื้อหา เรื่อง ไฟฟ้า ชั้นประถมศึกษาปีท 6 มาท าชุดการสอน จ านวน 4 เรื่อง คือ
ี่
เรื่องที่ 1 แหล่งก าเนิดและประโยชน์ของไฟฟ้า เรื่องที่ 2 วงจรไฟฟ้า เรื่องที่ 3 ตัวน าและฉนวนไฟฟ้า
เรื่องที่ 4 อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรรู้จัก
3. ผลการแก้ปัญหาพัฒนาการเรียนรู้

3.1 นักเรียน จานวน 30 คน หรือคดเป็นร้อยละ 100 ทาแบบทดสอบก่อนเรียนได ้



คะแนนตามที่หัวข้อวัตถุประสงค์ก าหนดเฉลี่ยร้อยละ 25.56 ซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่รอบรู้
3.2 เมื่อใช้กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยชุดการสอนนี้แล้ว นักเรียนจ านวน 30 คน




หรือคิดเป็นร้อยละ 100 สามารถทาแบบทดสอบหลงเรียนไดคะแนนบรรลตามวัตถุประสงคก าหนด

เฉลี่ยร้อยละ 91.56 ซึ่งผ่านเกณฑ์รอบรู้ที่ก าหนดไว้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
3.3 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชดการสอนสื่อประสมทใช้วิธีการเรียนแบบรอบรู้
ี่

สรุปได้ดังนี้

ี่

ื่

ื่

1) วัสดทใชเป็นสอการเรียนการสอน นักเรียนชอบเรียนโดยใชสอเพราะรู้สก

ี่

ื่
ตนเตนกับผลทไดจากคณลกษณะของสอแตละอย่างแตกตางกันไปตามเนื้อหาและหน่วยการเรียน




ื่
ท าให้การเรียนไม่น่าเบื่อหน่าย
2) กิจกรรมในการเรียน นักเรียนชอบที่จะเรียนเป็นกลุ่มย่อยขนาดประมาณ 5 คน

โดยเฉพาะการเรียนดวยทกษะกระบวนการทดลองซึ่งตองอาศยการทางานเป็นกลมแบ่งหน้าทและ



ุ่
ี่

ร่วมกันสังเกต แสดงความคิดเห็นเพื่อน ามาเป็นบทสรุปของกลุ่ม ท าให้นักเรียนรู้จกการทางานร่วมกับ


ผู้อื่นได้เป็นอย่างด ี
3) แรงจงใจ นักเรียนสนุกและพึงพอใจกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ดวย






ชดการสอนทใชวิธีการเรียนแบบรอบรู้ ซึ่งประกอบไปดวยสไลดชดทดลอง และสมุดภาพประกอบ

ี่
ค าบรรยาย อยากให้ใช้ชุดการสอนนี้กับเนื้อหาเรื่องอื่นด้วย

4) การวัดและประเมินผล นักเรียนมีความมั่นใจมากในการทาแบบทดสอบ ซึ่งเป็น


ผลมาจากการแจงให้นักเรียนทราบถึงวัตถุประสงคทกครั้งก่อนการเรียนในแตละหน่วยการเรียน และ



ี่

การมีส่วนร่วมในการตรวจและเฉลยแบบทดสอบในแตละครั้งททาการวัดประเมินผล ทาให้นักเรียนมี

ทิศทางหรือเป้าหมายในการเรียน จึงท าให้เกิดความรู้ถึงขั้นรอบรู้

3






2. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ


รายงานการวิจัยในช้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ เป็นรูปแบบท่เป็นทางการมากขึ้นกว่า

รูปแบบแรกไม่ยึดรูปแบบที่ตายตัว มีความยึดหยุ่นบ้าง อาจเรียกว่า แบบลกกรุง ซึ่งเป็นการน าเสนอ
การสะท้อนผลการวิจัย โดยมีโครงสร้าง เนื้อหาสาระ ดังนี้
1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัย
2. ความสาคัญของปัญหาวิจัย

3. ปัญหาวิจัย

4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
6. วิธีด าเนินการวิจัย
7. ผลการวิจัย

8. ข้อเสนอผลการวิจัย
ี่



ู้

นอกจากนี้สาระดงกลาวแลว ผวิจยอาจเพิ่มสวนประกอบในสวนทเป็นบทน า และ


ส่วนอ้างอิง (เช่น บรรณานุกรม และภาคผนวก) เพื่อให้รายงานวิจัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น


ไม่ยากใช่ไหมครับ

หัวข้อที่จะเขียน

4






ตัวอย่างการเขียนรายงาน
การวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ






1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัย

การพัฒนาทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคดสร้างสรรค ์ สาหรับ


ี่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้
2. ความสาคัญของปัญหาวิจัย

การเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรคความรู้จะเน้นให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นกลมท ี่
ุ่


ั้



เริ่มตนการเรียนรู้ดวยการให้นักเรียนพบกับภาพปัญหา ทงนี้เพื่อให้นักเรียนคนหาสาเหตและ



แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยการระดมสมองของสมาชิกกลุ่มเพื่อน าผลความคดเหลานั้น

ู่


ไปสข้อสรุปของปัญหา เพื่อน าไปยืนยันแนวคดเดมหรือเป็นการสร้างแนวคดใหม่ให้กับตนเอง ซึ่ง




ี่

แนวคดทคนพบจะตองมีการประเมินผลทกครั้งว่ามีความถูกตองหรือมีการยอมรับมากน้อยเพียงใด
ด้วยการประเมินผลของตนเองและหรือจากการประเมินผลของครูผู้สอน




การจดการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้จะให้ความสาคญกับระบบ


ุ่
กลมทงนี้เนื่องจากการว่าการทางานกลมนั้นนักเรียนมีโอกาสไดแสดงความคดเห็นของตนเองให้กับ



ุ่
ั้
ี่
สมาชกคนอื่น ๆ ฟังไดอย่างเป็นกันเอง ฝกการยอมรับฟังความคดเห็นของผอื่นทแตกตางจาก


ู้



ตน ได้หรือสามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมตอกลุ่มในกรณีที่ตนเองมีความคดเห็นขัดแย้งกับผอื่น

ู้




ุ่
ได ฝึกการควบคุมอารมณ์มีการช่วยเหลือกันระหว่างสมาชิกแต่ละคนภายในกลม ไดเรียนรู้การทางาน


กลม และเคารพเงื่อนไขของกลม ซึ่งกิจกรรมการเรียนการสอนสวนใหญ่จะดาเนินไปดวยตวของ
ุ่
ุ่


ี้

ื่
ี่
นักเรียนเองโดยครูทาหน้าทจดเตรียมสอ กิจกรรมและเอกสารให้แก่นักเรียน และชแนะในบางโอกาส

เมื่อนักเรียนต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนตามแนวคดสร้างสรรคความรู้จะ




เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้ทันกับเหตุการณ์ท่เปล่ยนแปลงไปอย่าง
ี่
รวดเร็วในยุคปัจจบันทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าและเปลยนแปลงไปไม่หยุดยั้ง ซึ่ง

ี่
วิทยาการและนวัตกรรมทเกิดขึ้นใหม่ ๆ เหลานั้น ลวนเป็นผลมาจากความคดสร้างสรรคของมนุษย์




ี่
ทั้งสิ้น และการที่จะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า จ าเป็นต้องอาศัยบุคคลที่มีทักษะกระบวนการ

ในการท างานและมีความคิดสร้างสรรค
3. ปัญหาวิจัย


3.1 ครูขาดสื่อ และแผนการจดการเรียนรู้ที่สงเสริมทักษะกระบวนการ และความคิด
สร้างสรรค ์
3.2 นักเรียนขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค ์

5





4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
4.1 เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิต(พืชและสัตว์) ส าหรับนักเรียน
ี่
ชั้นประถมศึกษาปีท 6 ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้

4.2 เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรคของ
ี่

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนดวยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

6. วิธีด าเนินการวิจัย
6.1 จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์และ
ความคิดสร้างสรรค์ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการผสมผสานวิธีการจัดการเรียน
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้กับการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้ ซึ่งมีขั้นตอน

ในการสร้าง ดังนี้
1) ศึกษาวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ี่
ปีท 5 ตามหลักสูตร และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

ี่
2) ศกษาทฤษฎีและหลกการเรียนการสอนทเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบสบเสาะหา


ความรู้การเรียนรู้ร่วมกัน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค ์
3) ท าการวิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง สิ่งมีชีวิต (พืชและสัตว์)
4) จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง สาระส าคัญ จุดประสงค ์
เนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียน และภาคผนวก โดยเน้นการเรียนการสอนแบบสบเสาะหาความรู้ และ


การเรียนรู้ร่วมกัน มีท้งหมด 11 แผนการจัดการเรียนรู้ คือ 1. การจาแนกประเภทของพืช




2. การขยายพันธุ์ของพืชดอกและพืชไร้ดอก 3. สารสเขยวของพืช 4. การสกัดคลอโรฟิลลในใบพืช

5. การสร้างอาหารของพืช 6. ก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสาคัญต่อพืช





7. การจาแนกประเภทของสตว์ 8. ลกษณะภายนอกของสตว์ไม่มีกระดกสนหลง 9. ลกษณะ




ี่






ี่


ภายนอกของสตว์ทมีกระดกสนหลง 10. ขนาดและจานวนขาของสตว์ทมีกระดกสนหลงและไม่มี


ื่
กระดูกสันหลัง และ11. การทรงตัวและการเคลอนไหวของสตว์ที่มีกระดกสันหลังและไม่มีกระดกสันหลัง

ู้
ี่
5) น าแผนการจดการเรียนรู้ทสร้างขึ้นไปให้ผเชยวชาญตรวจสอบความถูกตอง

ี่

ความครอบคลุมในด้านเนื้อหาและโครงสร้าง แล้วน าไปปรับปรุงแก้ไข

6) น าแผนการจัดการเรียนรู้ท่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองกับนักเรียน

ชั้นประถมศกษาปีท 6
ี่


7) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และความคิดสร้างสรรค ตามแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ความรู้ ให้สมบูรณ์ก่อนน าไปใช้จริง


ี่
ู้
6.2 สร้างแบบทดสอบวัดทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แลวให้ผเชยวชาญ

ตรวจสอบ ก่อนน าไปใช้ทดสอบนักเรียน

ี่
ู้
6.3 สร้างแบบวัดความคดสร้างสรรค แลวให้ผเชยวชาญตรวจสอบ ก่อนน าไปใช ้


ทดสอบนักเรียน

6





7. ผลการวิจัย

ี่


ิ่

7.1 แผนการจดการเรียนรู้ เรื่อง สงมีชวิต (พืชและสตว์) ทสร้างขึ้นตามแนวคด

สร้างสรรค์ความรู้ สาหรับนักเรียนช้นประถมศึกษาปีท่ 6 มีความเท่ยงตรงเชิงโครงสร้างและ



ความเหมาะสมดานเนื้อหา


ั้



ี่

ี่
7.2 นักเรียนชนประถมศกษาปีท 6 ทไดเรียนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้
มีคะแนนทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคะแนนความคดสร้างสรรคก่อนเรียนและหลงเรียน




แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
8. ข้อเสนอแนะผลการวิจัย




8.1 การจดการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้ ควรจดกิจกรรม

การเรียนการสอนให้ผู้เรียน เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Learning) ประกอบกับการเรียนรู้
ร่วมกัน (Cooperative Learning)

ู้
8.2 การน าวิธีการเรียนการสอนตามแนวคดเชงสร้างสรรคความรู้ไปใชครูผสอน







ควรศกษารูปแบบของแนวคด ขั้นตอนการเรียนการสอน และเงื่อนไขตางๆ ของแนวคดนี้ให้เข้าใจ
เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประสบผลส าเร็จ

8.3 การจดการเรียนการสอนตามแนวคดนี้ ครูผสอนควรเตรียมพร้อมในดานการทางาน

ู้


ด้วยกระบวนการกลุ่มให้กับนักเรียน เพื่อให้การท ากิจกรรมของกลุ่มด าเนินไปอย่างราบรื่น
ู้


ู้

ู้
ี้
ี่
8.4 ครูผสอนควรทาหน้าทเป็นพี่เลยงมากกว่าผบอกเลา โดยครูเป็นผจดเตรียมสอ
ื่
ี้

เอกสารตาง ๆ จดกิจกรรมให้สอดคลองกับบทเรียน พร้อมทงชแนะนักเรียนในบางโอกาส เพื่อให้


ั้
นักเรียนได้มีโอกาสใช้ความคิดของนักเรียนได้อย่างเต็มท ี่

8.5 การจดกิจกรรมการเรียนการสอนครูผสอนไม่ควรจากัดเวลา หรือหากมีเวลา
ู้




จ ากัดควรใชเวลานอกห้องเรียนเพิ่มเตม และควรสร้างบรรยากาศให้นักเรียนไดมีเวลาคดและปฏิบัต ิ

กิจกรรมด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด

สู้ๆๆๆ นะครับ
เพื่อพัฒนาเด็กไทย

7





3. การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเชิงวิชาการ เป็นการน าเสนอรายงานผลการวิจัย


ท่เป็นทางการมากท่สุด เป็นลักษณะของรายงานเชิงวิชาการ ซึ่งจะมีรูปแบบหรือโครงสร้างของ

ี่

ั่
ี่
รายงานการวิจยทมีลกษณะเฉพาะเป็นแบบสากลทใชกันโดยทวไปแล้ว ประกอบด้วยส่วน

ส าคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนน า ส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง โดยแต่ละส่วนประกอบด้วย ดังนี้
ส่วนที่ 1 ส่วนน า ประกอบด้วย
1.1 ปกนอก
1.2 ปกใน/รองปก
1.3 ค าน า/กิตติกรรมประกาศ
1.4 บทคัดย่อ
1.5 สารบัญเนื้อเรื่องและสารบัญตาราง
ส่วนที่ 2 ส่วนของเนื้อหา ประกอบด้วย

2.1 บทน า
2.1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา
2.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย


2.1.3 สมมตฐานการวิจัย
2.1.4 ขอบเขตของการวิจัย
2.1.5 ประโยชน์ทคาดว่าจะได้รับ
ี่
2.1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ
2.2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.2.1 แนวคิด ทฤษฎี และหลักการ
2.2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.3 วิธีด าเนินการวิจัย

2.3.1 ประชากร (กลุ่มเป้าหมาย) ที่ต้องการแก้ปัญหา /พัฒนา

2.3.2 เครื่องมือที่ใชในการแก้ปัญหา/พัฒนา (วิธีการ/กิจกรรมนวัตกรรม)

2.3.3 เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูล (แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
แบบประเมิน แบบสังเกต แบบวัดเจตคติ ฯลฯ)

2.3.4 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ
2.3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
2.3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
2.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล/ผลการวิจัย

2.5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ส่วนที่ 3 ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วย
3.1 บรรณานุกรม
3.2 ภาคผนวก

8







วิธีการเขียนส่วนน า





ื่
ปกนอก ประกอบด้วย ชื่อเรื่องการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ ชอผู้วิจัย ชื่อหน่วยงาน
หรือสถานศึกษาของผู้วิจัย และปีที่ท าการวิจัยเสร็จ


ปกใน มีขอความเหมือนปกนอกทกประการ ในกรณีที่ไม่ไดจัดท าเป็นรูปเลมอาจไม่


จ าเป็นต้องมีปกใน

ค าน า หรือกิตติกรรมประกาศ เป็นการเขียนน าให้เห็นถึงความสาคัญหรือความจาเป็น



ี่


ี่

ของการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ข้อคนพบทสาคญ และประโยชน์ทไดจากการวิจย
รวมทั้งกล่าวขอบคุณผู้มีส่วนให้การด าเนินงานวิจัยส าเร็จลุล่วงด้วยดี
ี่


บทคดย่อ เป็นการเขียนสรุปย่อรายงานการวิจยทมีความกะทดรัดและชดเจนเขียนเป็น







ความเรียงไม่ตองมีหัวข้อเขียนไม่เกิน 2 หน้า โดยมีช่อเรื่อง ช่อผ้วิจัย ปีท่ทาการวิจัยสาระสาคัญ


โดยย่อ ซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย และสรุปผลการวิจัย
ี่


สารบัญเนื้อหา เป็นสวนทแสดงถึงหัวข้อของรายงานการวิจยการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา
การเรียนรู้และเลขหน้า เพื่อแสดงให้ผู้อ่านทราบว่ารายงานฉบับนี้ประกอบด้วยหัวข้อใดบ้าง อยู่ในหน้าใด
สารบัญตารางจะแสดงเลขที่ตาราง ชื่อตาราง และเลขหน้าที่มีตารางทั้งหมดในรายงาน ก ากับไว้ด้วย
สารบัญภาพ เป็นบัญชีแสดงก ากับภาพต่าง ๆ ทั้งหมดในรายงานการวิจัย ได้แก่ ภาพ แผนภูมิ
แผนผัง หรือแผนที่ เป็นต้น โดยก าหนดเลขที่ล าดับภาพ ชื่อภาพและเลขหน้าก ากับไว้ด้วย
ส่วนน าของรายงานจะไม่นับหน้าเป็นตัวเลข แต่จะใช้ตัวอักษรแทน เช่น หน้า 1 เขียนแทน
ด้วย ตัวอักษร ก หน้า 2 เขียนอักษร ข เรื่อยไปตามล าดับ

9







การเขียนบทที่ 1 บทน า




ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา

การเขียนความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาจะต้องเขียนให้เห็นความสาคัญของปัญหา

หรือหัวข้อที่จะท าการวิจัย โดยกล่าวเน้นให้เห็นประเด็นส าคัญ ๆ ทจ าเป็นมีส่วนเกี่ยวพันกับปัญหาท ี่
ี่
ท าการวิจัยโดยตรง ในการเขียนหัวข้อมีข้อควรค านึง คอ


1. เขียนให้ตรงประเด็น เหตผลที่น าเสนอควรเป็นเหตุผลที่น าไปสจุดทเป็นปัญหาทจะทา
ู่
ี่
ี่

วิจัย และชี้ให้เห็นความส าคัญของสิ่งที่จะวิจัย

2. ควรใช้ข้อมูลอ้างอิง เพื่อให้เหตผลนั้นดูมีน้ าหนักสมควรที่จะท าการวิจัย
3. ควรเขียนให้เขาใจง่าย โดยน าเสนอประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นล าดบต่อเนื่อง


การเขียนความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา อาจมีแนวทางในการเขียนดังนี้
1. กล่าวถึงสภาพการเรียนการสอนที่พึงปรารถนาหรือที่ควรจะเป็นโดยอาจกล่าวถึง

แผนการศึกษาชาติ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร นโยบายการจัดการศึกษาระดับกรมตลอดจนจดประสงค ์
รายวิชาที่ตนสอน
2. กลาวถึงสภาพปัญหาการเรียนการสอนทประสบ หรือไม่เป็นไปตามทปรารถนา
ี่
ี่

โดยบรรยายถงสภาพปัญหาจากการวิเคราะห์ตามขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา ถ้ามีข้อมูลทเปนตวเลข
ี่



ประกอบให้น ามาระบุไว้ด้วย
3. สรุปแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยข้อความ
ที่เขียนในส่วนนี้จะต้องต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัย จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการศึกษาในเรื่องอะไร



เขียนให้สอดคล้องกับปัญหาการวจย ใชภาษาที่กะทดรัด สั้น ไดใจความชดเจน และนิยมเขียน









ี่


ประโยคบอกเลา ในกรณทมีวตถุประสงค์หลายข้อให้เขยนเป็นขอ ๆ เรียงล าดบจากวตถุประสงค ์
หลกไปหาวัตถุประสงคย่อย


สมมติฐานการวิจัย
ี่
สมมตฐานการวิจัย เป็นคาตอบทคาดหวังไว้ก่อนทจะท าการวิจัยการตั้งสมมตฐานการวิจัย

ี่



ต้องตั้งบนรากฐานแนวคิดทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น กลาวคอ ผู้วิจัยตองศึกษา


แนวคิดทฤษฎีหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ การตั้งสมมติฐานมีข้อควรค านึงคือ
1. ควรเขียนข้อความที่ชัดเจน สามารถทดสอบได ้

2. ควรเขียนโดยใช้ภาษาที่ง่าย ไม่สลบซับซ้อน
3. ควรเขียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค ์

10





ขอบเขตของการวิจัย
ขอบเขตของการวิจัยเป็นการบอกกรอบงานวิจัยว่า มีขอบเขตเพียงใด ครอบคลุมอะไรบ้าง


การระบุขอบเขตการวิจัยจะชวยใหเข้าใจงานวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทั่ว ๆ ไป การก าหนดขอบเขต
การวิจัย จะก าหนดในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง


ระบุให้ชดเจนว่าระบุถึงสิ่งที่ต้องการศกษาให้ชดเจนถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลองให้ระบุถึง

ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
เนื้อหาในการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษากับวิชาและเนื้อหาอะไร
ระยะเวลา
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษาในช่วงเวลาใด
นิยามศัพท์เฉพาะ






มีค าบางค าในรายงานการวิจยทต้องให้ค าจ ากดความหรอนยาม เพื่อท าความเขาใจ
ี่
ระหว่างผู้วิจัยกับผู้รายงานการวิจัย ซึ่งค าเหล่านั้นจะเป็นค าที่มีความหมายแตกต่างไปจากความหมาย
ทั่ว ๆ ไป ความหมายของค าที่นิยาม ให้นิยามเป็นเชิงปฏิบัติการไม่ใช่นิยามตามทฤษฎี
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผวิจยตองตอบค าถามให้ไดว่า เมื่อท าวจยเสร็จแล้วเราจะน าไปใชประโยชน์โดยตรงได ้


ู้




ี่
อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องสอดคล้องกับความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาและให้กล่าวถึงประโยชน์ ทเป็น
ผลตามมาด้วย

11






การเขียนบทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



การเขียนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ก าลังด าเนินงานอยู่จะตอง


สรุปกรอบความคด หลักการ แนวทาง หรือรูปแบบของนวัตกรรมที่ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอน

ที่น ามาใชในการแก้ปัญหาหรือทดลองโดยแยกเป็นตอน ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวม เช่น
ตอนที่ 1 ความหมาย หรือมโนทัศน์ที่สาคัญเกี่ยวกับนวัตกรรมที่น ามาใช้ในการแก้ปัญหา

การเรียนการสอน
ี่

ี่


ี่
ตอนท 2 แนวคด หรือทฤษฎีหรือหลกการทเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทน ามาใชใน
การแก้ปัญหาในการวิจัยในชั้นเรียน ในการน าเสนอควรน าเสนอในเชิงทฤษฎีก่อนและตามด้วยแนวคิด

เชิงทฤษฎี หรือ ความคดของผู้เชี่ยวชาญสาขานั้น ๆ เขียนแยกเป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย
ตรงตามประเด็นเลือกที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถน าไปอ้างอิงในข้อวิจารณ์หรือการอภิปรายผลได ้
ตอนที่ 3 ผลการวิจัย หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่น ามาใช้ในการแก้ปัญหา
เป็นการน าเอาผลการวิจัย หรือข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยและตัวแปร
ทจะศึกษามาศึกษาทบทวน เพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยต่อไปและเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ
ี่
งานวิจัยนั้น



เราต้องศึกษาแนวคิด ทฤษฎี

และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


ใหเข้าใจก่อนค่อยลงมือปฏิบัต ิ

12






การเขียนบทที่ 3
วิธีด าเนินการวิจัย





การเขียนวิธีด าเนินการวิจัย จะเขียนให้เห็นล าดับขั้นตอนของการสร้างและการพัฒนา
นวัตกรรม บอกขั้นตอนของการพัฒนาเครื่องมือวัด ระบุเป้าหมายทใชในการทดลอง รูปแบบ
ี่

การทดลอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางในการเขียนบทนี้
แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ และขั้นด าเนินการ

1. ขั้นเตรียมการ
1.1 ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาในการเรียนการสอนของนักเรียนเป็นรายบุคคล
1.2 ก าหนดปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการพัฒนา


1.3 ศึกษาเนื้อหาหลักสตร หลักการ แนวคิด จิตวิทยา และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาหรือหรือพัฒนา
1.4 สร้างและพัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรม ทจะใช้ด าเนินการแก้ปัญหา และเขียน
ี่
ขั้นตอนการด าเนินการสร้างและพัฒนารูปแบบอย่างละเอียด พร้อมทั้งหาคุณภาพ
1.5 สร้างเครื่องมือส าหรับตรวจสอบและประเมิน มีเครื่องมือกี่ชนิดอะไรบ้าง เช่น

แบบทดสอบ แบบสอบถามความคดเห็นของนักเรียนที่ใช้นวัตกรรม เครื่องมือแต่ละชนิดมีวิธีสร้าง

ั้
อย่างไร สร้างเองหรือน าของผู้อื่นมาดัดแปลงอย่างไร พร้อมทงหาคุณภาพของเครื่องมือ
2. ขั้นด าเนินการ

2.1 ก าหนดกลุ่มตัวอย่าง เขียนระบุว่าสุ่มตัวอย่างโดยวิธีใด มีขนตอนในการสุ่ม
ั้
ั้
อย่างไรพร้อมทงบอกจ านวนกลุ่มตัวอย่างดวย

2.2 การด าเนินการทดลองเขียนเป็นขั้นตอนตั้งแต่การก าหนดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุม แต่ละกลุ่มด าเนินการอย่างไร มีการควบคุมการทดลองอย่างไร

2.3 การรวบรวมข้อมูลหรือการประเมินผล เขียนรายงานว่าใครเป็นคนเก็บมีวิธีการ
เก็บอย่างไร เก็บเมื่อไร มีการติดตามผลการเก็บข้อมูลอย่างไร

2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ใชสถิติใด เลือกให้เหมาะสมกับนวัตกรรมเขียนสูตรของ
สถิติให้ถูกต้อง

13






การเขียนบทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล




การน าเสนอผลการวิเคราะหข้อมูลเชิงปริมาณต้องเขยนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงคของ


การวิจัย โดยมีหลักในการเสนอผลการวิเคราะห์ขอมูล ดังนี้

1. ควรเสนอเรียงล าดบตามวัตถประสงค์ของการวิจัย หรือตามสมมติฐานของการวิจัย


ทีละข้อ
2. ถ้าสามารถน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมเป็นตารางเดียวกันได้ก็ควรจะรวมกันไว้
และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลก็ควรแปลเฉพาะประเด็นที่ส าคัญหรือค้นพบที่เด่น ๆ แปลความ
เชิงสถิติเป็นหลักไม่ควรตีความหรือขยายความเพิ่มเติมในบทนี้
3. ใช้เทคนิคในการแปลผลทเรียกว่า “ข้อมูลพูดได้ ’’ เช่น ใช้แผนภูมิ แผนภาพต่างๆ
ี่
ประกอบในการแปลผล ไม่จ าเป็นจะต้องเสนอตารางที่มีตัวเลขมาก ๆ
4. ใช้ภาษาเขียนที่อ่านเข้าใจง่ายและเหมาะสมกับผู้อ่าน พยายามแปลงภาษาทางสถิต ิ
ให้เป็นภาษาเขียนที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
5. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างตาราง ควรมีข้อความน าเพื่อเชื่อมโยงให้เห็น
ความต่อเนื่องระหว่างสิ่งที่เสนอไปแล้วกับสิ่งที่จะเสนอต่อไปอย่างไร

6. การเขียนหัวข้อตาราง ในการเขียนหัวข้อตารางจะต้องเขียนให้ชัดเจนไม่คลุมเครือ
บอกล าดับตาราง เพื่อง่ายแก่การค้นคว้าจากสารบัญตาราง
7. เสนอผลกระทบซึ่งเกิดจากการดาเนินการแก้ปัญหา เช่น นักเรียน ครูได้รับคาชมเชย


เกียรติบตรรางวัล หรือได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร หรือหน่วยงานอื่นมาเยี่ยมชมผลงานที่ดาเนินการนี้




ต้องออกแบบการน าเสนอข้อมูล

ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค ์
การวิจัยนะครับ

14






การเขียนบทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ





การเขียนสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะเป็นการน าเสนอข้อค้นพบท่ได้ให้

ี่





สอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจย อภิปรายผล โดยอ้างอิงแนวคดทฤษฎีผลการวิจยทสอดคลอง

รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบ โดยมีแนวทางการเขียน ดังนี้





1. สรุปวัตถุประสงคของการวิจยในชวงตน พร้อมทงเลาวิธีการด าเนินการโดยย่อใน
ั้
ช่วงกลางก่อนที่จะเขียน สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ


2. การเขียนสรุปผลการวิจัยควรสรุปส้น ๆ กระชับ สอดคล้องและเรียงลาดับตาม
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
3. การเขียนอภิปรายผลการวิจัย
ี่

3.1 เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจยทไดสอดคลองหรือขัดแย้งกับหลกการทฤษฎีหรือ



ี่

ผลการวิจัยของผู้อื่นที่ท าไว้อย่างไร ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคดเหนหรือเหตผลหรือข้อจากัดททาให้ผล




ที่ได้เป็นเช่นนั้น ในการอภิปรายควรแยกประเด็นไปทีละประเด็น
3.2 ในการอภิปรายผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามผลการวิจัย



ผ้วิจัยอาจยกประเด็นท่เป็นท่น่าสังเกต หรือโดดเด่น หรือประเด็นท่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตาม


สมมติฐานการวิจัย
4. การเขียนข้อเสนอแนะ
ควรเขียนข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ประโยชน์ เขียนให้สอดคล้องกับประโยชน์
ที่คาดว่าจะได้รับ

15






การเขียนส่วนอ้างอิง




ื่
ี่


บรรณานุกรม เป็นการน ารายชอเอกสารทกเลมทอ้างอิงในรายงานการวิจัยมาเขียนตาม
รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อใชรูปแบบใดแลวก็ตองยึดตามรูปแบบนั้น



เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม และควรเขียนแยกเอกสารภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเป็นคนละ
ส่วนกัน โดยเขียนเรียงล าดับตามตัวอักษร
ภาคผนวก เป็นการน าส่งท่ไม่ได้น าเสนอในส่วนท่เป็นเนื้อหามารวมไว้ท้ายรายงาน



เพื่อต้องการให้ผ้อ่านได้ศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ตารางผล การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เครื่องมือ และอื่น ๆ เป็นต้น ที่ผู้วิจัยเห็นว่ามีประโยชน์ในการศึกษาวิจัยเท่านั้น

16






กิจกรรมที่ 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ




ค าชี้แจง ขอให้ท่านเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการจากการแก้ปัญหา
การเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนของท่าน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

17






แนวค าตอบกิจกรรมที่ 1
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เน้นวิชาการ










ดังตัวอย่าง
หน้า 2 ครับ

18






กิจกรรมที่ 2
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ




ค าชี้แจง ขอให้ท่านเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการจากการแก้ปัญหาการเรียนรู้
ของนักเรียน โดยใช้ขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนของท่าน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

19





………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

20






แนวค าตอบกิจกรรมที่ 2
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบกึ่งวิชาการ











ดังตัวอย่าง
หน้า 4 ครับ

45





บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2545). วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ :

คุรุสภา.
ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช. (2544). คู่มือการเขียนแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ :
ฟิสิกส์เซนเตอร์.
ี่
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2535). การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพ : B & B Publishing.
ี่
ู้
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนร ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งท 2.
กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏพระนคร.

ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต. (2542). แนวทางการประเมินผลตามสภาพจริง.
กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
หน่วยศึกษานิเทศก์. (ม.ป.ป.) ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 4
นวัตกรรมการศึกษา. หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา.

22





คณะผู้จัดท า

ที่ปรึกษา

1. นายสุทิน แก้วพนา ผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
2. นายสมเกียรติ ปงจันตา รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
3. นางวรางคณา ไชยเรือน รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1
4. นายเจริญชัย กิตติพีรเดช รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1

5. นายสมคด ธรรมสิทธิ์ รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1

6. นายประสทธิ์ พรมศรี รองผู้อ านวยการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1

7. นายประเสริฐ ศุภชาติไพบูลย์ ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1



ผู้เขียน และออกแบบปก

นายเอกฐสิทธิ์ กอบก า ศึกษานิเทศก์ช านาญการพิเศษ
ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาล าปาง เขต 1


Click to View FlipBook Version