ศิลาจารึกหลักที่ ๑
จารึกพ่อขุนรามคำแหง
หลักที่ ๑ จังหวัดสุโขทัย พุทธศั กราช ๑๘๓๕
อักษรที่มีในจารึก ไทยสุโขทัย
ลักษณะของศิ ลาจารึก มีทั้งหมด ๔ ด้าน มี ๑๒๗ บรรทัด
•ด้านที่ ๑ มี ๓๕ บรรทัด
•ด้านที่ ๒ มี ๓๕ บรรทัด
•ด้านที่ ๓ มี ๒๗ บรรทัด
•ด้านที่ ๔ มี ๒๗ บรรทัด
วัสดุที่ทำจารึก หินทรายแป้ งเนื้ อละเอียด
ลักษณะของจารึก หลักสี่ เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม
ขนาดของจารึก กว้างด้านละ ๓๕ ซม. สูง ๑๑๑ ซม.
บัญชี/ทะเบียนวัตถุ
1) กองหอสมุดแห่งชาติ กำหนดเป็ น “สท. 1”
2) ในหนั งสือ ประชุมศิ ลาจารึก ภาคที่ 1 กำหนดเป็ น “หลักที่ 1 ศิ ลาจารึก
พ่อขุนรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย”
3) ในหนั งสือ จารึกสมัยสุโขทัย กำหนดเป็ น “ศิ ลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
พุทธศั กราช 1835”
ปี ที่พบจารึก พุทธศั กราช 2376
สถานที่พบ เนิ นปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง
จังหวัดสุ โขทัย
ผู้พบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ปั จจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุ งเทพมหานคร
ประวัติ
ศิ ลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง มรดกแห่งความทรงจำของโลก
เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ องค์การการศึ กษาวิทยาศาสตร์ และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนศิ ลาจารึก
หลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็ นมรดกแห่งความทรงจำของโลก
(The Memory of the World Register) เนื่ องในโอกาสนี้ เราจะนำทุกท่านมา
ทำความรู้จักกับศิ ลาจารึกหลักที่ ๑
ศิ ลาจารึกหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ถูกค้นพบเมื่อปี
พ.ศ.๒๓๗๖ หรือตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่ งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้ง
ยังทรงผนวชเป็ นพระภิกษุ ได้เสด็จจาริกธุ ดงค์ไปทางหัวเมืองแถบเหนื อ
ของประเทศไทย เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย ทรงพบศิ ลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหง ที่บริเวณเนิ นปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย ทอดพระเนตรเห็นเป็ น
“โบราณวัตถุที่สำคัญ” จึงโปรดให้นำลงมาที่กรุ งเทพมหานคร พร้อมกับ
ศิ ลาจารึกวัดป่ ามะม่วง ภาษาเขมร (สท.๓) หลักที่ ๔ และพระแท่น มนั งค
ศิ ลาบาตร ปั จจุบันศิ ลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติพระนคร
แหล่งที่พบศิ ลาจารึกหลักที่ ๑
เนิ นปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย
เนื้ อความของศิ ลาจารึกหลักที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ
ครั้งทรงผนวชได้ทรงอ่านศิ ลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็ นพระองค์แรก ซึ่ง
ถือว่าเป็ นการอ่านจารึกภาษาไทยโบราณ เป็ นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อ
มามีนั กปราชญ์ราชบัณฑิตอีกหลายท่านได้ทำการอ่านและแปลความ ศิ ลา
จารึกพ่อขุนรามคำแหง สามารถสรุ ปเนื้ อหาได้ ๓ ตอนดังนี้ ตอนที่ ๑ กล่าว
ถึงเรื่องราวส่ วนพระองค์ของพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่ประสู ติจนได้ เสวยราช
สมบัติ สันนิ ษฐานว่าตอนที่ ๑ นั้ นจารึกขึ้นโดยพระราชดำรัสของพ่อขุน
รามคำแหงเอง สังเกตได้จากการใช้ว่า “กู” ในการเล่าเรื่องราว ตอนที่ ๒
เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ และธรรมเนี ยมในเมืองสุโขทัย การสร้างพระ
แท่นมนั งคศิ ลาเมื่อ มหาศั กราช ๑๒๑๔ (พ.ศ.๑๘๓๕) การสร้างพระธาตุเมือง
ศรีสัชนาลัย เมื่อ มหาศั กราช ๑๒๐๗ (พ.ศ.๑๘๒๘) และการประดิษฐ์ตัว
อักษรไทยขึ้นเมื่อ มหาศั กราช ๑๒๐๕ (พ.ศ.๑๘๒๖) ตอนที่ ๓ สันนิ ษฐานว่า
จารึกขึ้นภายหลังหลายปี เพราะตัวหนั งสือไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และที่ ๒
คือตัวพยัญชนะลีบกว่าทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง เนื้ อหาของตอนที่ ๓ นี้ เป็ น
คำสรรเสริญ และยอพระเกียรติคุณของพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึง
อาณาเขตเมืองสุ โขทัย
เนื้ อหาของจารึกแบ่งได้เป็ นสามตอน ตอนที่หนึ่ ง บรรทัดที่ 1 ถึง 18
เป็ นการเล่าพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชตั้งแต่ประสูติจนเสวย
ราชย์ ใช้คำว่า "กู" เป็ นหลัก ตอนที่ 2 ไม่ใช้คำว่า "กู" แต่ใช้ว่า "พ่อขุน
รามคำแหง" เล่าถึงเหตุการณ์และธรรมเนี ยมในกรุ งสุโขทัย และตอนที่สาม
ตั้งแต่ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย มีตัวหนั งสือต่างจากตอนที่ 1
และ 2 จึงน่ าจะจารึกขึ้นภายหลัง เป็ นการสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุน
รามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตราชอาณาจักรสุโขทัย
ศิ ลาจารึกทั้ง 4 ด้าน
ด้านที่ 1 ทรงเล่าพระราชประวัติของพระองค์
ตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ จนถึงด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๑ กล่าวถึง
สภาพบ้านเมือง เหตุการณ์ ขนบธรรมเนี ยมประเพณี ความเป็ นอยู่
พระศาสนา การปกครอง ศิ ลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการประดิษฐ์
อักษรไทยขึ้นใน พ.ศ. ๑๘๒๖
ตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑ – ๑๘ เป็ นพระราชประวัติพ่อขุน
รามคำแหง ตั้งแต่ประสูติ จนถึงเสด็จขึ้ครองราชย์ เนื้ อเรื่องกล่าวถึง
พระจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพระราชบิดา พระราชมารดา
และพระเชษฐา
“พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูพี่น้ อง
ท้องเดียวกันห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือ
เตรียมแต่ยังเล็ก”
“เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเราแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้ อตัวปลากูเอา
มาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่
พ่อกู”
ด้านที่ 2 ความต่อจากด้านที่ 1
ตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ จนถึงด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๑ กล่าว
ถึงสภาพบ้านเมือง เหตุการณ์ ขนบธรรมเนี ยมประเพณี ความเป็ น
อยู่ พระศาสนา การปกครอง ศิ ลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการ
ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใน พ.ศ. ๑๘๒๖
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจัก
ใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจัดใคร่ค้าเงินค้าทองค้าไพร่
ฟ้ าหน้ าใส”
“คนเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศี ล มักอวยทาน”
ด้านที่ 3 กล่าวถึงการสร้างพระแท่นมนั งศิ ลา
บาตรในดงตาลสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม
ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ จนถึงบรรทัดที่ ๒๗ (บรรทัดสุดท้าย)
เป็ นการยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตของ
กรุ งสุโขทัย
“ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่ งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้ าหน้ าปก กลางบ้าน
กลางเมือง มีถ้อย มีความ เจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้
ไปสั่ นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก
เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยจึงชม”
ด้านที่ 4 กล่าวถึงการก่อตั้งพระเจดีย์บรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุ การประดิษฐ์อักษรไทย
และอาณาเขตอาณาจักรสุ โขทัย
ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ จนถึงบรรทัดที่ ๒๗ (บรรทัด
สุดท้าย) เป็ นการยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึง
อาณาเขตของกรุ งสุโขทัย
คุณค่าในด้านต่างๆ
๑. ด้านภาษา
จารึกของพ่อขุนรามคำแหงเป็ นหลักฐานที่สำคัญที่สุด ที่แสดงให้
เห็นถึงกำเนิ ดของวรรณคดีและอักษรไทย เช่น กล่าวถึงหลักฐาน
การประดิษฐ์อักษรไทย ด้านสำนวนการใช้ถ้อยคำในการเรียบ
เรียงจะเห็นว่า – ถ้อยคำส่วนมากเป้ นคำพยางค์เดียวและเป็ นคำ
ไทยแท้ เช่น อ้าง โสง นาง เป็ นต้น – มีคำที่มาจากภาษาบาลี
สันสกฤตปนอยู่บ้าง เช่น ศรีอินทราทิตย์ ตรีบูร อรัญญิก ศรัทธา
พรรษา เป็ นต้น – ใช้ประโยคสั้น ๆ ให้ความหมายกระชับ เช่น
แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง – ข้อความบางตอนใช้คำซ้ำ
เช่น “ป่ าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่ าลางก็หลายในเมืองนี้ – นิ ยม
คำคล้องจองในภาษาพูด ทำให้เกิดความไพเราะ เช่น “ในน้ำมี
ปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบเอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไป
ค้า ขี่ม้าไปขาย” – ใช้ภาษาที่เป็ นถ้อยคำพื้น ๆ เป็ นภาษาพูด
มากกว่าภาษาเขียน
๒. ด้านประวัติศาสตร์
ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหง จารึกไว้
ทำนองเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนความรู้ด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี และสภาพสังคมของกรุ งสุโขทัย ทำให้ผู้อ่านรู้ถึง
ความเจริญรุ่งเรืองของกรุ งสุโขทัย พระปรีชาสามารถของพ่อขุน
รามคำแหง และสภาพชีวิตความเป็ นอยู่ของชาวสุโขทัย
๓. ด้านสังคม
ให้ความรู้ด้านกฎหมายและการปกครองสมัยกรุ งสุโขทัย ว่ามีการ
ปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์ดูแลทุกข์สุขของราษฎร
อย่างใกล้ชิด
๔. ด้านวัฒนธรรม ประเพณี
ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของชาวสุโขทัยที่
ปฏิสืบมาจนถึงปั จจุบัน เช่น การเคารพบูชาและเลี้ยงดูบิดามารดา
นอกจากนั้ นยังได้กล่าวถึงประเพณีทางศาสนา เช่น การทอดกฐิน
เมื่อออกพรรษา ประเพณีการเล่นรื่นเริงมีการจุดเทียนเล่นไฟ
พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้ราษฎรทำบุญและฟั งเทศน์ ในวันพระ
เช่น “คนเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศี ล มักอวยทาน…….ฝูงท่วย
มีศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ทรงศี ล เมื่อพรรษาทุกคน”
มรดกแห่งความทรงจำ
(Memorial of the World Project)
คณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติขององค์การศึ กษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประชุมเมื่อวันที่
28-30 สิงหาคม (พ.ศ. 2546) ที่ผ่านมา ณ เมือง กแดนซค์
(Gdansk) ประเทศโปแลนด์ มีมติเห็นชอบให้องค์การยูเนสโกจด
ทะเบียนระดับโลก ศิ ลาจารึก หลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง
มหาราช ภายใต้โครงการมรดกแห่งความทรงจำของโลก ทั้งนี้
ถือว่าศิ ลาจารึกหลักที่ 1 เป็ นหลักฐานที่มีความสำคัญทางด้าน
ประวัติศาสตร์ การปกครอง การค้า และวัฒนธรรมของอาณาจักร
สุโขทัย ที่มีความสำคัญกับนานาชาติซึ่งโครงการมรดกความทรงจำ
ของโลกนี้ เป็ นโครงการเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่มรดกแห่งความ
ทรงจำทีเป็ นเอกสาร วัสดุหรือข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ เช่น กระดาษ
สื่ อทัศนูปกรณ์ และสื่ ออีเล็กทรอนิ กส์ด้วย โดยที่สิ่ งต่าง ๆ ดัง
กล่าวจะต้องมีความสำคัญ มีการเก็บรักษาให้อยู่ในความทรงจำใน
ระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค เมื่อองค์การยูเนสโก ได้
ประกาศจดทะเบียนแล้ว ประเทศเจ้าของมรดก จะมีพันธกรณีทาง
ปั ญญาและทางศี ลธรรม ที่จักต้องอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี
สามารถเผยแพร่ให้ความรู้แก่มหาชน อนุชนคนรุ่นหลังทั่วโลกให้
กว้างขวางเพื่อให้มรดกดังกล่าวอยู่ในความทรงจำของโลกตลอดไป