The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระรามาธิบดีที่๑(พระเจ้าอู่ทอง)และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่๕)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natthanansartpan, 2022-01-28 12:14:50

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระรามาธิบดีที่๑(พระเจ้าอู่ทอง)และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่๕)

สมเด็จพระ
รามาธิบดี

ที่ ๑

พระเจ้าอู่ทอง

(สมัยก่อนรัตนโกสินทร์)

พระราชกรณียกิจ

การสถาปนากรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อ
วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล จุลศักราช ๗๑๒ ตรงกับวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓ ชี
พ่อพราหมณ์ถวายพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี แล้วโปรดให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็น
พระเชษฐาของพระมเหสีเป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ไปครองเมืองสุพรรณบุรี
ส่วนพระราเมศวร รัชทายาทให้ไปครองเมืองลพบุรี

การศาสนา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างวัดต่าง ๆ เช่น วัดพุทไธศวรรย์
(สร้างปี พ.ศ. ๑๘๗๖) วัดป่าแก้ว (สร้างปี พ.ศ. ๑๙๐๐)
และวัดพระราม (สร้างปี พ.ศ. ๑๙๑๒)

การสงครามกับเขมร

ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระองค์ทรงเจริญสัมพันธไมตรี
กับแว่นแคว้นต่าง ๆ มากมาย แม้กระทั่ง ขอม ซึ่งก็เป็นมาด้วยดีจน
กระทั่งกษัตริย์ขอมสวรรคต พระราชโอรสนาม พระบรมลำพงศ์ ทรง
ขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระบรมลำพงศ์ก็แปรพักตร์ไม่เป็นไมตรีดังแต่ก่อน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จึงให้สมเด็จพระราเมศวรยกทัพไปตี
กัมพูชา และให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรง
ยกทัพไปช่วย จึงสามารถตีเมืองนครธมแตกได้ พระบรมลำพงศ์
สวรรคตในศึกครั้งนี้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ จึงแต่งตั้ง ปาสัต
พระราชโอรสของพระบรมลำพงศ์เป็ นกษัตริย์ขอม

การตรากฎหมาย



สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงประกาศใช้กฎหมายถึง 10 ฉบับ ในรัชสมัย

ของพระองค์ ได้แก่



• พระราชบัญญัติลักษณะพยาน



• พระราชบัญญัติลักษณะอาญาหลวง



• พระราชบัญญัติลักษณะรับฟ้ อง



• พระราชบัญญัติลักษณะลักพา



• พระราชบัญญัติลักษณะอาญาราษฎร์



• พระราชบัญญัติลักษณ์โจร



• พระราชบัญญัติเบ็ดเสร็จว่าด้วยที่ดิน



• พระราชบัญญัติลักษณะผัวเมีย



• พระราชบัญญัติลักษณะโจรว่าด้วยโจร



ในประวัติศาสตร์บางแหล่งบอกว่ามีมากกว่านี้ แต่เท่าที่หาหลักฐานได้ มี
เพียงเท่านี้เท่านั้น

การสงครามกับสุโขทัย

รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
(พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยานั้น
คาบเกี่บวกับรัชสมัยของ พระมหาธรรม
ราชาที่ 1 (ลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย ช่วง
นั้นเป็ นช่วงที่สุโขทัยมิอาจต้านทาน
ความแข็งแกร่งของอยุธยาได้ แม้ว่าพระ
มหาธรรมราชาลิไท จะเสด็จไปประทับที่
สองแคว (พิษณุโลก) เพื่อเตรียมรับศึก
อยุธยาแล้วก็ตาม

แต่สุดท้ายพระมหาธรรมราชาลิไท การค้าขายและสัมพันธไมตรี
ก็ได้เจรจาประนีประนอมยอมให้กรุง ระหว่างประเทศ
ศรีอยุธยาเป็นราชธานีคู่กับสุโขทัย และ
ทั้งสองนครนี้ก็เป็ นไมตรีต่อกันมาจน

ตลอดรัชกาลของพระองค์

ในด้านไมตรีกับต่างประเทศในสมัยเมื่อ
สร้างกรุงศรีอยุธยานั้น ฝรั่งกับญี่ปุ่นยังไม่มี
มาค้าขาย แต่การไปมาค้าขายกับเมืองจีน,
แขก, จาม, ชวา, มลายู ตลอดจนอินเดีย,

เปอร์เซีย และ ลังกานั้นไปถึงกันมานาน
แล้ว



สำหรับการค้าขายกับจีนนั้น ราชวงศ์อู่ทอง
ของไทย ตรงกับราชวงศ์หมิงของจีน

พระเจ้าหงอู่ แห่งราชวงศ์หมิงเมื่อทราบว่า
กรุงศรีอยุธยาตั้งเป็ นอิสรภาพก็แต่งให้
หลุย จงจุ่น เป็นราชทูตเข้ามาเจริญพระ

ราชไมตรีถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงแต่ง
ให้ราชทูตออกไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูต
จีน เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนในคราว

นั้นด้วย

พระบาท
สมเด็จพระ
จุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่5

(สมัยรัตนโกสินทร์)

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณี ยกิจด้านการไปรษณี ย์โทรเลข

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการสื่ อสารเป็ นเรื่ องสำคัญ
และจำเป็นอย่างมากต่อไปในอนาคต พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวง
กลาโหมดำเนินการก่อสร้างวางสายโทรเลขสำหรับสายโทรเลขสายแรกของ
ประเทศเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.๒๔๑๘ จากกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ ระยะทาง
๔๕ กิโลเมตร และได้วางสายใต้น้ำต่อยาวออกไปจนถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำ
เจ้าพระยาสำหรับบอกข่าวเรือเข้า - ออก ต่อมาได้วางสายโทรเลขขึ้นอีกสาย
หนึ่งจากกรุงเทพฯ - บางปะอิน และขยายไปทั่วถึงในเวลาต่อมา

สำหรับกิจการไปรษณี ย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้น
เป็นครั้งแรกในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๒๔ มีที่ทำการเรียกว่าไปรษณียาคาร ตั้งอยู่
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ ๔ สิงหาคม
พ.ศ.๒๔๒๖ หลังจากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมโทรเลขรวมเข้ากับกรมไปรษณีย์ชื่อว่า
กรมไปรษณีย์โทรเลข

พระราชกรณี ยกิจด้านการโทรศัพท์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล
และพระปรีชาสามารถอย่างมากในการพัฒนาประเทศ โดยกระทรวง
กลาโหมได้นำโทรศัพท์อันเป็ นวิทยาการในการสื่ อสารที่ทันสมัยเข้ามาท
ดลองใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ จากกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ
เพื่อแจ้งข่าวเรือเข้า - ออกที่ปากน้ำ์



ต่อมากรมโทรเลขได้มารับช่วงต่อในการวางสายโทรศัพท์ภายใน
กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลา ๓ ปีจึงแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการกับประชาชน
และพัฒนามาจนกระทั่งทุกวันนี้




พระราชกรณี ยกิจด้านการขนส่งและสื่ อสาร

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้
คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจเส้นทาง เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟ
จากกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ มีการวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัดเข้าเมืองใหญ่ๆ ใน
บริเวณภาคกลางของประเทศแล้วแยกเป็ นชุมสายตัดเข้าสู่จังหวัดใหญ่ทางแถบภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นหัวลำโพงเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า

การสำรวจเส้นทางในการวางเส้นทางรถไฟนี้เสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ และในวัน
ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ
พระราชดำเนินขุดดินก่อพระฤกษ์ เพื่อสร้างทางรถไฟครั้งแรกที่เกิดขึ้นใน
ประเทศไทย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็นรถไฟหลวงแห่งแรกของไทย

พระราชกรณี ยกิจด้านการพยาบาลและสาธารณสุข

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะสร้าง
โรงพยาบาลเพื่อรักษาประชาชนด้วยวิธีการแพทย์แผนใหม่ เนื่องจาก
การรักษาแบบเดิมนั้นล้าสมัย ไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที
ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายเมื่อเกิดโรคระบาด พระองค์จึงทรงจัดสร้าง
โรงพยาบาลขึ้นบริเวณริมคลองบางกอกน้ อย อันเป็นที่ตั้งของ
พระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง

โดยได้พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวน ๑๖,๐๐๐ บาท
เป็นทุนเริ่มแรกในการสร้างโรงพยาบาล ให้ใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลวัง
หลัง เปิดทำการรักษาแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๖
เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑

ต่อมาพระองค์ได้พระราชทานนามโรงพยาบาลแห่งนี้ใหม่ว่าโรง
พยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าลูกยาเธอเจ้า
ฟ้ าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสที่ประสูติในสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ที่สิ้นพระชนมายุเพียง ๑ ปี ๗
เดือน

ทั้งยังได้พระราชทานพระเมรุ พร้อมกับเครื่องใช้ เช่น เตียง เก้าอี้
ตู้โต๊ะ ฯลฯ ในงานพระศพให้กับโรงพยาบาลเพื่อใช้ประโยชน์ รวมทั้ง
พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ า
ศิริราชกกุธภัณฑ์ จำนวน ๕๖,๐๐๐ บาท ให้กับโรงพยาบาลเป็นทุนใน
การใช้จ่าย

พระราชกรณียกิจด้านการไฟฟ้ า

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
เล็งเห็นว่าไฟฟ้ าเป็นพลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก เมื่อมีโอกาส
ประพาสต่างประเทศ ได้ทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้ า และทรงเห็นถึงประโยชน์
มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้ า พระองค์จึงทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไวยว
รนารถเป็นผู้ริเริ่มในการจ่ายกระแสไฟฟ้ าขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ซึ่งเป็นการเปิด
ใช้ไฟฟ้ าครั้งแรกของไทย

และปีเดียวกัน (พ.ศ. ๒๔๓๓) มีการก่อตั้งโรงไฟฟ้ าที่วัดเลียบ หรือวัดราช
บูรณะ จนกระทั่งถึงพ.ศ. ๒๔๓๖ ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้ าก้าวหน้ ายิ่งขึ้น
รัฐบาลได้โอนกิจการให้ผู้ชำนาญด้านนี้ ได้แก่ บริษัทอเมริกัน ชื่อ แบงค็อค
อิเลคตริกซิตี้ ซิดิแคท เข้ามาดำเนินงานต่อ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ บริษัท
เดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้ าเพื่อใช้ในการเดินรถรางที่
บริษัทได้รับสัมปทานการเดินรถในเขตพระนคร ต่อมาบริษัทต่างชาติทั้ง ๒
บริษัทได้ร่วมกันรับช่วงงานจากกรมหมื่นไวยวรนาถ และก่อตั้งเป็นบริษัทไฟฟ้ า
สยาม ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้ าครั้งสำคัญของ
ประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้ าใช้เป็นครั้งแรก

พระราชกรณี ยกิจด้านการกฎหมาย

กฎหมายในขณะนั้นมีความล้าสมัยอย่างมาก เนื่องจากใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาล
ที่ ๑ และยังไม่เคยมีการชำระขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ทำให้ต่างชาติใช้
เป็ นข้ออ้างในการเอาเปรียบไทยเรื่ องการทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับการขึ้นศาลตัดสิน
คดีที่ไม่ให้ชาวต่างชาติขึ้นศาลไทย โดยตั้งศาลกงสุลพิจารณาคดีคนในบังคับต่าง
ชาติเอง แม้ว่าจะมีคดีความกับชาวไทยก็ตาม

ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ สร้าง
ประมวลกฎหมายอาญาขึ้นใหม่เพื่อให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ ในปี
พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง
โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเป็นสถานที่สำคัญที่ผลิตนัก
กฎหมายที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ
ให้ตรากฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ อันเป็นลักษณะกฎหมายอาญาฉบับแรกที่
นำขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง พิจารณาทำ
กฎหมายประมวลอาญาแผ่นดินและการพาณิชย์ ประมวลกฎหมายว่าด้วย
พิจารณาความแพ่ง และพระธรรมนูญแห่งศาลยุติธรรม

แต่ยังไม่ทันสำเร็จดีก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน เมื่อสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมาใช้
แล้ว บทลงโทษแบบจารีตดั้งเดิมจึงถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงในรัชกาลของ
พระองค์เอง เพราะมีกฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษ ที่เป็นหลักการพิจารณาที่ดีและ
ทันสมัยกว่าเดิมด้วย

พระราชกรณี ยกิจด้านการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด
เกล้าฯ ให้ทำธนบัตรขึ้นเรียกว่า อัฐ เป็นกระดาษมีมูลค่าเท่ากับเหรียญทอง
แดง ๑ อัฐ แต่ใช้ได้เพียง ๑ ปีก็เลิกไป เพราะประชาชนไม่นิยมใช้ ต่อมาทรง
ตั้งกรมธนบัตรขึ้นมา เพื่อจัดทำเป็นตั๋วสัญญาขึ้นใช้แทนเงินกรมธนบัตรได้เริ่ม
ใช้ตั๋วสัญญาเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕ เป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาส
เฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้มีการผลิตธนบัตรรุ่นแรกออกมา ๕ ชนิด คือ ๑,๐๐๐
บาท ๑๐๐ บาท ๒๐ บาท ๑๐ บาท ๕ บาท ภายหลังมีธนบัตรใบละ ๑ บาทออก
มาด้วย รวมถึงพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดหน่วยเงินตรา โดยให้หน่วย
ทศนิยมเรียกว่า สตางค์ กำหนดให้ ๑๐๐ สตางค์ เท่ากับ ๑ บาท พร้อมกับผลิต
เหรียญสตางค์ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกเรียกว่าเบี้ยสตางค์ มีอยู่ด้วยกัน ๔ ชนิด
คือ ราคา ๒๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ๔ สตางค์ ๒ สตางค์ครึ่ง ใช้ปนกับเหรียญ
เสี้ยว และอัฐ

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออก
ประกาศยกเลิกใช้เงินพดด้วงและทรงออกพระราชบัญญัติมาตราทองคำ
ร.ศ.๑๒๗ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ ว่าด้วยเรื่องให้ใช้แร่
ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแทนแร่เงิน เพื่อให้เสถียรภาพเงินตราของไทย
สอดคล้องกับหลักสากล และในปีต่อมาทรงออกประกาศเลิกใช้เหรียญเฟื้ อง
และเบี้ยทองแดง

พระราชกรณี ยกิจด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในการศึกษารูป
แบบใหม่โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับ
การศึกษาทั่วกัน เพราะการศึกษาสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังศึกษาอยู่ในวัด เมื่อมี
การสร้างโรงเรียนและการศึกษาเจริญก้าวหน้ าขึ้นเท่ากับเป็นการบ่งบอกถึง
ความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียน
หลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔

และ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบไล่สามัญศึกษาขึ้นอีกด้วย เพื่อเป็นการ
ทดสอบความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงโปรด
เกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงขึ้นอีกหลายแห่ง กระจัดกระจายไปตาม
วัดต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้าง
ขึ้นในวัด คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม โรงเรียนหลวงที่ตั้งขึ้นมานี้เพื่อให้
บุตรหลานของประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้กัน

การศึกษาขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับด้วยความสนใจของประชาชนที่
ต้องการมีความรู้มากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนเหล่านี้อยู่ภายใต้
การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ มีการพิมพ์ตำราพระราชทาน เพื่อ
เป็ นตำราในการเรียนการสอนด้วย


Click to View FlipBook Version