ศรีสะเกษ SISAKET ขอเชิชิญชิชิเยี่ยี่ย ยี่ ย ยี่ มชม วัวัด วั ด วั วาอาราม ชื่ชื่ ชื่ น ชื่ชื่ น ชื่ ชมคุคุณ คุ ณ คุ ค่ค่ ค่ า ค่ าศิศิศิลศิปะ วัวัฒ วั ฒ วั นธรรม แหล่ล่ ล่ ง ล่ งช้ช้อ ช้ อ ช้ ปปิ้ ปิ้ ปิ้ปิ้ ง ครบครัรัน รั น รั ! สัสัม สั ม สั ผัผัส ผั ส ผั เสน่ น่ห์ห์ ห์ห์ เมืมือ มื อ มื งเก่ก่ ก่ า ก่ า ย่ย่า ย่ า ย่ นพระนคร
จังหวัดศรีสะเกษ PROVINCE SISAKETคำ นำ หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง ประวัติความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อ นำ ไปใช้ในการเรียนรู้ ส่วนนักเรียนจะ ได้ทราบวิธีการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ การจัดทำ หนังสือ เล่มนี้ขึ้นเพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของการใช้หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง ระบบสารสนเทศเพื่องาน เลขานุการ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ได้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป จัดทำ โดย คณะผู้จัดทำ
สารบัญ ประวัติความเป็นมาศรีสะเกษ ก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารดี สมัยขอมหรือเขมรโบราณ สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปัจจุบัน คำ ขวัญประจำ จังหวัด ดอกไม้ประจำ จังหวัดศรีสะเกษ อำ เภอในจังหวัดศรีสะเกษ 1 2 2 3 4 6 7 9 15 15 16
ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ลักษณะภูมิประเทศทางตอนใต้เป็นที่สูง และค่อยๆลาดต่ำ ไปทางเหนือลงสู่ลุ่มแม่น้ำ มูลซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดปัจจุบันมีเนื้อที่ 8,840 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย อำ เภอ 22 อำ เภอ มีประชากรราว1.47ล้านคนประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ หลากหลายซึ่งพูดภาษาถิ่นต่างๆกัน อาทิภาษาลาว(สำ เนียง ลาวใต้ซึ่งใช้ครอบคลุมทั้งฝั่งอุบลราชธานีและจำ ปาศักดิ์) ภาษากูย ภาษาเยอ และภาษาเขมรถิ่นไทย ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและ นับถือผีมาแต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานในจังหวัดศรีสะเกษมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนเกิดพัฒนาการที่เข้มข้นในสมัยอาณาจักรขอมซึ่ง ได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมหลายประการไว้ เช่น ปราสาทหินและปรางค์กู่ศิลปะขอมตั้งกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ครั้นในสมัย อาณาจักรอยุธยา มีการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำ ดวน(บริเวณใกลๆปราสาทกุด หรือปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำ ดวน วัดเจ็ก อำ เภอ ขุขันธ์ ในปัจจุบัน) เป็นเมืองขุขันธ์ และในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ได้ย้ายเมืองไปยังบริเวณตำ บลเมืองเก่า (ตำ บล เมืองเหนือ อำ เภอเมืองศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) แต่เรียกชื่อเมืองขุขันธ์ ตามเดิม กระทั่งยกฐานะเป็น จังหวัดขุขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2459 แล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ. 2481 1
ก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษแสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่นี้ย้อนหลังไป ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สมัยก่อนที่จะมีการใช้ตัวอักษรหรือภาษาเขียนจารึกเรื่องราวต่างๆในสังคมมนุษย์) ตอน ปลาย ในยุคเหล็กราว 2,500 ปีมาแล้ว เช่นแหล่งภาพสลักบริเวณผาเขียน-ผาจันทน์แดง ในเขตอำ เภอขุนหาญตามแนว เทือกเขาพนมดงรักอันเป็นเขตพื้นที่สูงทางตอนใต้ของจังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชานอกจากนั้นยังร่องรอยชุมชน สมัยเหล็กอยู่ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มูล ทางตอนเหนือของจังหวัด เช่นกลุ่มชุมชนโบราณในเขตอำ เภอราษีไศล ซึ่ง ปรากฏร่องรอยชุมชนที่มีหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้รับการฝังศพพร้อมกับวัตถุอุทิศอันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำ ด้วยเหล็กและภาชนะดินเผา ตลอดจนแบบแผนพิธีกรรมฝังศพแบบวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำ มูล-ชีหรือที่เรียกว่า"วัฒนธรรม ทุ่งกุลาร้องไห้" สมัยทวารวดี ต่อมาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 (ประมาณ 1,400 - 1,200 ปีมาแล้ว) ชุมชนสมัยเหล็ก (โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มูล ทางตอนเหนือของจังหวัด) ได้มีพัฒนาการต่อมาเป็นชุมชนในพุทธศาสนา นิกายเถรวาทหรือ หินยาน มีการจารึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษรหรือภาษาเขียนแบบโบราณ จึงจัดเป็นช่วง "ยุคหรือสมัย ประวัติศาสตร์" ตอนต้น รวมทั้งมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยการขุดคูน้ำ และสร้างคันดินล้อมรอบเมือง เพื่อใช้เป็น แหล่งเก็บกักน้ำ ในฤดูแล้งและใช้เป็นแนวป้องกันน้ำ ท่วมในฤดูน้ำ หลาก ชุมชนโบราณสำ คัญที่มีลักษณะผังเมืองดังกล่าวนี้ เช่น เมืองโบราณที่มีคูน้ำ -คันดินในเขตอำ เภอราษีไศล, เมืองโบราณโคกขัณฑ์(គោ កខណ្ឌ)ซึ่งเป็นที่ตั้งตัวอำ เภอขุขันธ์ใน ปัจจุบัน 2
สมัยขอมหรือเขมรโบราณ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-17 (ประมาณ 1,300 - 900 ปีมาแล้ว) ก็มีชุมชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับกระแส วัฒนธรรมแบบขอมโบราณตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตตอนกลางและตอนล่างของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่นับถือเทพเจ้าใน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-16) และพุทธศาสนา นิกายมหายาน (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17) โดยปรากฏเป็น ชุมชนขนาดน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง หลายชุมชมมีการก่อสร้างศาสนาสถานซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันคือปราสาทหิน โบราณ เช่น ปราสาทหินสระกำ แพงใหญ่[11] ปราสาทหินสระกำ แพงน้อยใน เขตอำ เภออุทุมพรพิสัย ปราสาทบ้านปราสาท อำ เภอ ห้วยทับทันปราสาทกู่สมบูรณ์ อำ เภอบึงบูรพ์ ปราสาททามจาน(หรือปราสาทบ้านสมอ)ปราสาทปรางค์กู่ อำ เภอปรางค์กู่ ปราสาทตา เล็ง อำ เภอขุขันธ์ ปราสาทเยอ อำ เภอไพรบึง ปราสาทภูฝ้าย ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณพะลานหินเขตผามออีแดง ปราสาทโดนตวล อำ เภอกันทรลักษ์ ปราสาทหนองปราสาท ปราสาทตำ หนักไทร อำ เภอขุนหาญ เป็นต้น โบราณสถานที่เรียกว่า ปราสาทหินแบบศิลปะขอมที่พบเป็นจำ นวนมากในจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้จังหวัดศรีสะเกษได้รับสมญานามว่า "เมืองปรางค์ร้อย กู่" หรือ "นครร้อยปราสาท" 3
สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาอาณาจักรไทยกว้างขวางมาก มีชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ( MINORITY TRIBE ) อาศัย อยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำ ปาสักฝั่งซ้ายแม่น้ำ โขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน ชนพวกนี้เรียกตัวเองว่า "ข่า" ส่วย" "กวย" หรือ "กุย" อยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ.112) พากนี้มีความรู้ความสามารถ ในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งานชาวส่วยหรือชาวกวยได้อพยพย้าย ที่ทำ มาหากินข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำ โขงเนื่องจากชาวเมืองศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานแย่งที่ทำ มา หากิน ในปี พ.ศ.2260 ชาวส่วยได้อพยพแยกออกเป็นหลายพวกด้วยกันแต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมาเช่นเซียงปุม เซียง สีเซียงสง ตากะจะและเซียงขัน เซียงฆะ เซียงไชย หัวหน้าแต่ละคนก็ได้หาสมัครพรรคพวกไปตั้งรกรากในที่ต่างๆกัน เวียงปุมอยู่ที่บ้านทีเซียงสีหรือตะกะอามอยู่ที่รัตนบุรีเซียงสงอยู่บ้านเมือลีง (อำ เภอจอมพระ) เซียงฆะ อยู่ที่สังขะ เวียง ไชยอยู่บ้านจารพัด (อำ เภอศรีขรภูมิ) ส่วนตากะจะและเซียงขันอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำ ดวน (บ้านดวนใหญ่ ปัจจุบัน) พวกส่วยเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรและหาของป่ามาบริโภคใช้สอยมีการไปมา หาสู่ติดต่อกันระหว่างพวกส่วยอยู่เสมอมีสภาพภูมิประเทสติดต่อเขตกัมพูชาและมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นกัน เขตแดน ป่าดงเขตนี้มีฝูงสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ โขลงช้างพัง ชางพลาย ฝูงเก้ง กวาง ละมั่งและโคแดงอยู่มากมายตามทุ่ง หญ้าและราวป่าเหมาะกับการทำ มาหาเลี้ยงชีพของชาวส่วยอย่างยิ่ง ลุ พ.ศ.2302 ปีเถาะ จุลศักราช 1181 ตรงกับสมัยแผ่นดินพระบรมราชาที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามริ นทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาพระยาช้างเผือกของพระองค์ได้แตกออกจากโรงช้างต้น ในกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โปรดให้ทหารเอกคู่พระทัยสองพี่น้อง (เข้าใจว่าสมเด็จเจ้าพระยา มหากษัตริย์ศึกพระนามเดิมทองด้วงและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิมบุญมา) คุมไพร่พล 30 นาย ออกติดตามผ่านมาแขวงพิมายทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในดงริมเขาพนมดงรักมีพวกส่วยชำ นาญใชการจับช้าง เลี้ยงช้าง สองพี่น้องกับไพร่พล จึงได้ติดตามสองพี่น้องไปเซียงสีไปที่บ้านกุดหวาย (อำ เภอรัตนบุรี) เซียงสีจึงได้พาสอง พี่น้องและไพร่พลไปตามหาเซียงสงที่บ้านเมืองลีงเซียงปุ่มที่บ้านเมืองที เซียงไชยที่บ้านกุดปะไท ตากะจะและเซียงขัน ที่บ้านโคกลำ ดวน เซียฆะที่บ้านอัจจะปะนึง 4
(เขตอำ เภอสังขะ) ทุกคนร่วมเดินทางติดตามพระยาช้างเผือกสองพี่น้องและหัวหน้าป่าดงทั้งหมด ได้ติดตาม ล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านหนองโชก ได้คืนมาและนำ ส่งถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หัวหน้าบ้านป่าดงมีบรรดาศักด์ทั้งหมด ตา กะจะหัวหน้าหมู่บ้านโคกลำ -ดวน ได้เป็นหลวงแก้วสุวรรณเซียงขันได้เป็นหลวงปราบอยู่กับตากะจะ ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านป่าดงทั้ง 5 ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำ สิ่งของไป ทูลเกล้าฯ ถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นกระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำ ผึ้ง เป็นการส่งส่วย ตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทรงพิจารณาเห็นความดีความชอบเมื่อครั้งได้ ช่วยเหลือจับพระยาช้างเผือก และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำ สิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นทุกคน ในปี พ.ศ.2302 นี้เอง หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) บ้านโคกลำ ดวนได้บรรดาศักดิ์เป็นเป็นพระยาไกรภักดี ศรีนครลำ ดวนมีพระบรมราชโองการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำ ดวน ซึ่งเดิมเรียกว่า "เมืองศรีนครลำ ดวน" ขึ้น เป็นเมืองขุขันธ์แปลว่า "เมืองป่าดง" ให้พระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวนเป็นเจ้าเมืองปกครอง 5
สมัยกรุงธนบุรี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้ อิสรภาพและทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี พ.ศ.2321 ปีจอ จุลศักราช 1140 กรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เป็นกบฎต่อไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าพระยาสุ รสียห์เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปทางเมืองพิมายแม่ทัพสั่งให้เจ้าเมืองพิมายแต่งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำ ลังเมืองประทายสมันต์ (จังหวัดสุรินทร์) เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองรัตนบุรี เป็นทัพบกยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำ ปาศักดิ์ ได้ชัยชนะ ยอมขึ้นต่อไทยทั้งสองเมืองกองทัพไทยเข้าเมืองเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางพร้อมคุมตัวนคร จำ ปาศักดิ์ไชยกุมารกลับกรุงธนบุรีในการศึกครั้งนี้เมื่อเดินทางกลับ หลวงปราบ (เซียงขัน) ทหารเอกในกองทัพ ได้หญิง ม่ายชาวลาวคนหนึ่งกลับมาเป็นภรรยา มีบุตรชายติดตามมาด้วยชื่อท้าวบุญจันทน์ พ.ศ.2324 เมืองเขมรเกิดจราจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ ได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นแม่ทัพยกกองทัพไปปราบจราจล ครั้งนี้ โดยเกณฑ์กำ ลังของเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุ-ขันธ์ และเมืองสังฆะ สมทบกับกองทัพหลวงออกไปปราบปราม กองทัพไทยยกไปตีเมืองเสียมราฐ กำ พงสวาย บรรทายเพชร บรรทายมาศและเมืองรูงตำ แรย์ (ถ้ำ ช้าง) เมืองเหล่านี้ ยอมแพ้ ขอขึ้นเป็นขอบขัณฑ-สีมา เสร็จแล้วยกทัพกลับกรุงธนบุรี เมื่อเสร็จสงครามเวียงจันทน์ และเมืองเขมรแล้ว ได้ปูนบำ เหน็จให้แก่เจ้าเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมือง สังฆะ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาให้พระยาทั้งสามเมือง เจ้าเมืองขุขันธ์ ได้บรรดาศักดิ์ใหม่ จากพระยาไกรภักดี ศรีนครลำ ดวน เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีในปีเดียวกันนั้นเอง พระยาขุขันธ์ภักดี (ตากะจะ) ถึงแก่อนิจกรรมจึงโปรดให้ หลวงปราบ (เซียงขัน) ขึ้นเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ -ดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ต่อมาเมืองขุขันธ์ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยม ดงลำ ดวนกันดารน้ำ พระยาไกรภักดีฯ จึงอพยพเมืองย้ายมาอยู่บ้านแตระ (แตระ) ตำ บลห้วยเหนือ ที่ตั้งอำ เภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน 6
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลุ พ.ศ.2325 ปีขาล จุลศักราช 1144 พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราช สมบัติ พระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวน (เซียงขัน) ได้บรรดาสักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี ได้มีใบบอกกราบบังคมทูลข้อตั้ง ท้าวบุญจันทร์ เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวน ผู้ช่วยเจ้าเมืองอยู่มาวันหนึ่งพระยาขุขันธ์ภักดี เผลอเรียกพระยา ไกรภักดีฯ (บุญจันทร์) ว่า"ลูกเชลย" พระยาไกรภักดีจึงโกรธและผูกพระยาบาทภายหลังมีพ่อค้าญวน 30 คน มาซื้อ โคกระบือที่เมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีอำ นวยความสะดวกและจัดที่พักให้ญวนตลอดจนให้ไพร่นำ ทางไปช่องโพย ให้พวกญวนนำ โค กระบือไปยังเมืองพนมเปญได้สะดวกพระยาไกรภักดีฯ (บุญจันทร์) ได้กล่าวโทษมายังกรุงเทพฯ และโปรดเกล้า ให้เรียกตัวพระยาขุขันธ์ไปลงโทษและจำ คุกไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระยาไกรภักดีฯ- (บุญจันทร์) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทน ในปี พ.ศ.2325 นี้ พระภักดีภูธรสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์กราบบังคมทูลขอแยกจากขุขันธ์ไปตั้งที่บ้านโนน สามขาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโนนสามขาขึ้นเป็นเมือง "ศรีสระเกศ" ต่อมาปี พ.ศ.2328 ได้ย้ายเมือง ศรีสระเกศจากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอีอยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษทุกวันนี้ พ.ศ.2342 มีโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์กำ ลังเมืองสุรินทร์ เมืองขุขันธ์เมืองสังฆะ เมืองละ 100 รวม 300 ยกทัพไปตี พม่าซึ่งยกมาตั้งในเขตนครเชียงใหม่ กองทัพไทยมิทันไปถึง กองทัพพม่าก็ถอยกลับ จึงโปรดเกล้าฯให้กองทัพไทยยก กลับ พ.ศ.2350 ทรงพระราชดำ ริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เป็นเมืองเคยตามเสด็จพระราชดำ เนิน ในการพระราชสงครามหลายครั้งมีความชอบมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทั้ง 3 เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีอำ นาจชำ ระ คดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน พ.ศ.2369 รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์แต่งตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้า ราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์คุมกองทัพบกเข้าตีเมืองรายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฝ่ายทางเมืองจำ ปาศักดิ์ เจ้า นครจำ ปาศักดิ์ (เจ้าโย่) เกณฑ์กำ ลังยกทัพมาตีเมืองขุขันธ์จับพระไกรภักดีศรีนครลำ ดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองกับพระแก้วมนตรี (ทศ) ยกกระบัตรกับกรมการได้ ฆ่าตายทั้งหมด เจ้า เมืองสังฆะ และเมืองสุรินทร์หนีได้ทัน กองทัพจำ ปาศักดิ์ ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านส้มป่อย แขวงเมืองขุขันธ์ค่ายหนึ่ง และค่าย อื่น ๆสี่ค่าย กวาดต้อนครอบครัวไทยเขมรไปเมืองจำ ปาศักดิ์จากนั้นมาเมืองขุขันธ์ ไม่มีข้าราชการปกครองโปรด เกล้าฯให้พระยาสังฆะ ไปเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวนเจ้าเมือง ให้พระไชยเป็นพระภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง ให้พระสะเทื้อน (นวน) เป็นพระแก้วมนตรียกกระบัตรเมือง ให้ท้ายหล้า บุตรพระยาขุขันธ์ (เซียงขัน) เป็นมหาดไทย ช่วยกันรักษาเมืองขุขันธ์ต่อไปจากนั้นมาได้มีการเปลี่ยนแปลงตำ แหน่งเจ้าเมืองและนามเจ้าเมืองหลายครั้ง 7
พ.ศ.2426 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาขุขันธ์ (ปัญญา) เจ้าเมืองกับพระปลัด (จันลี) ได้นำ ช้างพังสีประหลาดหนึ่งเชือกลงมาน้อมเกล้าฯถวายที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2433 มีสารตราโปรดเกล้าฯให้เมืองศรีสระเกษ (ชื่อเดิม) ไปอยู่ในบังคับบัญชาของข้าหลวงใหญ่ได้โปรดให้ หลวงจำ นงยุทธกิจ (อิ่ม) กับขุนไผทไทยพิทักษ์ (เกลื่อน) เป็นข้าหลวงเมืองศรีสะเกษ พ.ศ.2435 โปรดเกล้าฯให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลเมืองศรีสะเกษขึ้นอยู่กับเมณฑลอีสานกองบัญชาการ มณฑลอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธาณี พ.ศ.2445 เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็น มณฑลอุบลมีเมืองขึ้น 3 เมืองคืออุบลราชธานีขุขันธ์และสุรินทร์ ไม่ ปรากฎชื่อเมืองศรีสระเกศสันนิษฐานว่าเมืองศรีสระเกศถูกยุบลงเป็นอำ เภอขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่ เดิม พ.ศ.2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำ บลห้วยเหนืออำ เภอขุขันธ์ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำ บลเมือง เก่า (ปัจจุบันคือตำ บลเมืองเหนือในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ"เมืองขุขันธ์"ยุบเมือง ขุขันธ์เดิมเป็นอำ เภอห้วยเหนือ (อำ เภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้) พ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทย มีประกาศให้เปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมืองเป็นจังหวัดเมืองขุขันธ์จึงเป็นเป็นจังหวัด ขุขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2459 เปลี่ยนผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นจังหวัดศรีสะเกษตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบัน 8
สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2418 เมืองหนองคายเกิดกบฏโดยกลุ่มฮ่อ โปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพคุมกองทัพจากนครราชสีมา และกองทัพจากเมืองต่างๆรวมทั้ง เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม และเมืองศรีสะเกษ ไปปราบกบฏฮ่อที่หนองคาย สามารถตีกลุ่มกบฏฮ่อแตกพ่ายยับเยิน ที่เหลือก็ถูกจับเป็น เชลยทั้งหมด ต่อมาใน พ.ศ. 2424 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ เริ่มใช้นโยบายเลิกทาส มีสารตรา ไปยังหัวเมือง ด้านตะวันออก ห้ามมิให้จับข่า มาทำ การซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สอยการงานต่าง ๆ และส่วนผู้ใดได้ซื้อหามาจากผู้ใดอยู่ก่อนนั้น ก็ให้อยู่ กับผู้นั้นต่อไป เพราะถ้าจะให้ข้าทาสนั้นหลุดพ้นค่าตัวไปก็จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่มูลนายซึ่งเป็นผู้ซื้อและแลกเปลี่ยนมาก่อนนั้น นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้วางโครงข่ายระบบโทรเลขจากเมืองขุขันธ์ไปยังเมืองต่าง ๆ 2 สายคือ สร้างทางสายโทรเลขขุขันธ์-จำ ปาศักดิ์ และสร้างทางสายโทรเลขจากเมืองขุขันธ์-มโนไพร-เมืองเสียมราฐ นอกจากนี้ยังจัดตั้งบ้านโนนหินกอง เป็น เมืองราษีไศล ขึ้นกับเมือง ศรีสะเกษ พุทธศักราช 2432 กรมการเมืองสุวรรณภูมิ มีใบบอกได้กล่าวโทษพระเจริญราชเดช (ท้าวฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคาม พระยาสุรินทร ภักดีศรีปะทายสมัน (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ และพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ว่ากระทำ การอันมิชอบ คือ ได้ทำ การแย่ง ชิงแบ่งเอาดินแดนที่เป็นเขตของเมืองสุวรรณภูมิบางส่วนไปตั้งเป็นเมืองขึ้นใหม่ โดยเจ้าเมืองมหาสารคามได้เอาบ้านนาเลา ตั้งเป็นเมือง วาปีปทุม เจ้าเมืองสุรินทร์ได้เอาบ้านทัพค่าย ขอตั้งเป็นเมืองชุมพลบุรี ส่วนพระวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศรีสะเกษ ได้เอาบ้านโนนหิน กองขอตั้งเป็นเมืองราษีไศล จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าหลวงกำ กับเมืองจำ ปาศักดิ์และข้าหลวงกำ กับเมืองบริเวณอุบลราชธานีร่วมคณะไป สอบสวนหาข้อเท็จจริง ผลการสอบสวนได้คำ สัตย์จริงดังที่เจ้าเมืองสุวรรณภูมิกล่าวโทษ แต่เนื่องจากพระองค์เห็นว่าการกระทำ ของเจ้า เมืองทั้ง 3 ดังกล่าว ได้สำ เร็จและล่วงเลยมานานแล้ว ยากที่จะรื้อถอนได้ จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้คงเป็นเมืองขึ้นของทั้ง 3 เมืองตามเดิม และในปีนี้ภาคตะวันออกได้เกิดแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ราษฎรไม่ได้ทำ ไร่ทำ นาเป็นเวลาติดต่อกันมาหลายปี ราษฎรได้รับความ อดอยาก กินหัวเผือก หัวมันแทนข้าว ในปีนี้ข้าวเปลือกมีราคาสูงถึงเกวียนละ 1 ชั่ง 8 ตำ ลึง ใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองนครจำ ปาศักดิ์ กองหนึ่งให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวกาว ให้เมือง นครจำ ปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาลวัน เมืองอัตตะปือ เมืองคำ ทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมือง ขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสะเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไสย เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม ทั้งหมดนี้เป็นเมืองใหญ่ 21 เมือง นอกจากนี้ยังมีเมืองขึ้น 43 เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาว กาว และในปีถัดมา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลขึ้น โดยให้เมืองศรีสะเกษขึ้นอยู่กับมณฑลอีสาน ทในปีเดียวกัน พระพรหมภักดี (ท้าวโท) ยกกระบัตรเมืองศีร์ษะเกษจึงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาวิเศษภักดี เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ท่านที่ 5 ถือศักดินา 3,000 ส่วนท้าวเหง้าบุตรพระยาวิเศษภักดี (ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองศรีสะเกษท่านที่ 4 เป็น พระภักดีโยธา ปลัดเมือง ถือศักดินา 600 ให้ ราชวงศ์ (ปัญญา) บุตรหลวงไชย (สุก) เป็น พระพรหมภักดี ยกกระบัตรเมือง ถือศักดินา 500 และท้าวเกษ บุตรของพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) รับราชการตำ แหน่งผู้ช่วยราชการเมืองศรีสะเกษ ในปีนี้เจ้าเมืองและกรมการเมือง ได้ขอตั้งบ้านโนนหินกองซึ่งอยู่ในเขตเมือง สุวรรณภูมิ เป็นเมืองราษีไศล และให้เมืองราษีไศลนั้นขึ้นแก่เมืองศรีสะเกษ ให้พระพลราชวงศา (จันศรี) บุตรหลวงอภัย กรมการเมือง เป็น พระประจนปัจจนึก เจ้าเมืองราษีไศลคนแรก ถือศักดินา 800 ขึ้นตรงต่อเมืองศรีสะเกษแต่นั้นมา และมีตราพระราชสีห์ โปรดเกล้าฯ ตั้ง หลวงแสง (จัน) น้องชายของพระประจนปัจจนึก เป็นหลวงหาญศึกพินาศ ปลัดเมือง ให้ท้าวคำ เม็ก บุตรเจ้าเมืองราษีไศลพระประจนปัจ จนึก เป็นหลวงพิฆาตไพรี ยกกระบัตรเมืองราษีไศล ขึ้นต่อเมืองศีร์ษะเกษ และในปีนี้มีท้องตราราชสีห์ถึงหัวเมืองตะวันออกให้ราษฎรซื้อ ขายให้ปันสัตว์พาหนะแก่กัน ทำ ตั๋วพิมพ์รูปพรรณเป็นหลักฐานแก่กัน ห้ามมิให้ทำ หนังสือเดินทางแก่พวกพ่อค้าที่ไล่ต้อนสัตว์พาหนะไปขาย โดยไม่มีตั๋วพิมพ์รูปพรรณ 9
ใน พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้ยกทัพขึ้นทางเมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร และเมืองสมโบก ซึ่งสมันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรในฐานะผู้สำ เร็จราชการข้าหลวงใหญ่มณฑลอีสานได้รับหน้าที่ผู้อำ นวยการป้องกันราช อาณาจักร ให้เกณฑ์กำ ลังหัวเมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองขุขันธ์ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด เมืองละ 800 เมืองสุวรรณภูมิ และเมืองยโสธร เมืองละ 500 ฝึกการรบแล้วส่งกำ ลังรบเหล่านี้เข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสทุกจุด สถานการณ์สงครามสงบลงในเดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2436 ต่างฝ่ายต่างถอนกำ ลังรบ กำ ลังรบของเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ จึงได้กลับคืนบ้านเมือง อาจกล่าวได้ว่านับแต่ ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดศึกสงครามจากข้าศึกนอกราชอาณาจักร ชาวขุขันธ์และชาวศรีสะเกษจะมีบทบาทในการป้องกันบ้าน เมืองด้วยเสมอ โดยในระยะเวลาดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความจำ เป็นเร่งด่วนเพื่อจัดการปกครอง ภายในหัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ ประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำ หัวเมืองลาวกาวและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่ามณฑลลาวกาว สืบแทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) เป็นข้าหลวงเมืองขุขันธ์ โดยรวมเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์และเมืองสังขะ เป็น บริเวณเดียวกัน ตั้งที่ทำ การข้าหลวง ณ เมืองขุขันธ์ พุทธศักราช 2428 – 2450 เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอันมีผลต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำ ริจัดการปฏิรูปการปกครองตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้รวมศูนย์กลางเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องจากสมัย ก่อนจะมีตำ แหน่งเจ้าเมือง ปกครองมีอำ นาจในการปกครองท้องถิ่น มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้น ๆ ในหัวเมืองใหญ่นอกราชอาณาเขตหรือบาง เมืองเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครสามารถแต่งตั้งขุนนางเองได้ และเมื่อเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครถึงแก่กรรม บุตรหลานผู้สืบสกุลก็ สามารถเป็นเจ้าเมืองครองอำ นาจในเมืองนั้น ๆ สืบต่อไปได้ ด้วยความที่ทรงไม่ไว้วางพระทัยในความไม่มั่นคงของราชอาณาจักร พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตำ แหน่งข้าหลวงประจำ เมืองใหญ่ ๆ และมีความสำ คัญในแต่ละภูมิภาคจากส่วน กลางมากำ กับดูแลเมืองสำ คัญและเมืองบริวารอีกชั้นหนึ่งด้วย สำ หรับเมืองศีร์ษะเกษในสมัยนั้นปรากฏชื่อหลวงจำ นงยุทธกิจ (อิ่ม) และขุนไผทไทยพิทักษ์ (เกลื่อน) คณะข้าหลวงเมืองศีร์ษะเกษที่ ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าเมืองศรีสะเกษ ในปีพุทธศักราช 2433 - 2443 และในปีพุทธศักราช 2443 – 2450 พระภักดีโยธา (ท้าวเหง้า) ปลัด เมืองศีร์ษะเกษ บุตรชายพระยาวิเศษภักดี (ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองศีร์ษะเกษท่านที่ 4 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าราชการเมืองศีร์ษะเกษ ท่านแรก พุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ออกพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ยกเลิกการ ปกครองแบบอาชญา 4 แบ่งการปกครองเป็นหมู่บ้าน ตำ บล อำ เภอ เมือง มณฑล ตำ แหน่งที่ถูกยกเลิกไป คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร โดยเปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการเมืองปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมืองตามลำ ดับ ตำ แหน่งท้าวฝ่ายหรือนายเส้น ตาแสง จ่าบ้าน นายบ้าน ซึ่งเดิมเจ้าเมืองแต่งตั้งขึ้นเพื่อปกครองท้องที่ต้องถูกยกเลิกไปด้วย ผู้ครองเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกยุบลงเป็นอำ เภอหรือ ตำ บล เป็นกลุ่มที่ไม่อาจปรับเข้ากับการปกครองแบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังได้มีการยกเลิกการปกครองโดยการสืบสกุลด้วย ทำ ให้ผู้ดำ รง ตำ แหน่งเดิมที่ไม่อาจปรับเข้ากับตำ แหน่งใหม่ได้ต้องถูกลดความสำ คัญลง ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยและรักษาเกียรติยศของผู้ปกครองเดิมไว้ จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาเจ้านาย พระยา ท้าว แสน เมืองประเทศราชในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2442 และในปีเดียวกัน นี้ได้โปรดเกล้าฯเปลี่ยนชื่อมณฑลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชื่อบริเวณในมณฑลนครราชสีมาเมืองขุขันธ์ขณะที่ยกเป็นผู้ว่าราชการ เมือง มีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำ ดวน (ปัญญา) เป็นผู้ว่าราชการเมืองร่วมกับเมืองต่าง ๆ ในมณฑลลาวกาวอีก 17 เมือง และเป็นผู้ว่า ราชการเมืองคนเดียวในมณฑลนี้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ขณะที่เมืองสำ คัญต่าง ๆ เช่น เมืองอุบลราชธานี เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุรินทร์ เมืองยโสธร เมืองสุวรรณภูมิ เมืองวารินชำ ราบ เมืองศีขรภูมิ ฯลฯ ผู้ว่าราชการเมืองมีบรรดาศักดิ์ชั้นพระเท่านั้นส่วนเมืองศีร์ษะเกษไม่มีผู้ เหมาะสมกับตำ แหน่งผู้ว่าราชการเมืองจึงได้ว่างตำ แหน่งไว้ นัยว่าพระภักดีโยธา (ท้าวเหง้า) ปลัดเมืองศรีสะเกษ มีความชอบพอกับเสืยง ที่ทางราชการปราบปรามได้เมื่อพุทธศักราช 2437 เมืองศีร์ษะเกษจึงว่างผู้ว่าราชการเมือง 10
พุทธศักราช 2443 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ขณะนั้นดำ รงตำ แหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ตรากฎกระทรวง ชื่อ กฎข้อบังคับเรื่องเปลี่ยนชื่อมณฑล 4 มณฑล เป็นผลให้ชื่อมณฑลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปลี่ยนไป คือ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลอีสาน มณฑลฝ่ายเหนือ เป็นมณฑลอุดร สำ หรับมณฑลอีสานนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ ดำ รงตำ แหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ สำ เร็จ ราชการมณฑลอิสาณ ได้จัดแบ่งการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ออกเป็น 5 บริเวณ 14 เมือง 37 อำ เภอ คือ บริเวณ เมืองนครจำ ปาศักดิ์ บริเวณอุบลราชธานี บริเวณร้อยเอ็ด บริเวณสุรินทร์ และบริเวณขุขันธ์ บริเวณเมืองนครจำ ปาศักดิ์ มี 1 เมือง คือ เมืองนครจำ ปาศักดิ์ กับเมืองอื่น ที่ขึ้นกับเมืองนครจำ ปาศักดิ์ ยุบลงเป็นอำ เภอมี 11 อำ เภอ คือ อำ เภอเมืองนครจำ ปาศักดิ์ อำ เภอสยามโภค อำ เภอธาราบริวัฒน์อำ เภอพระพิพัฒน์ อำ เภอเซลำ เภา อำ เภอสะพังภู ยา อำ เภอมูลป่าโมกข์ อำ เภอสุขุมา อำ เภอโพนทอง อำ เภอบัว และอำ เภอโดมประดิษฐ์ ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 2446 เมือง นครจำ ปาศักดิ์ตกเป็นของลาวในอารักขาของฝรั่งเศส ยกเว้นอำ เภอบัวเป็นของไทยและขึ้นอยู่กับเมืองเดชอุดม บริเวณ อุบลราชธานีมี 3 เมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองยโสธร และเมืองเขมราฐ และเมืองอื่น ๆ ที่ขึ้นกับเมืองเหล่านี้ ยุบลงเป็น อำ เภอ ระยะแรกมี 19 อำ เภอ บริเวณสุรินทร์ มี 2 เมือง คือ เมืองสุรินทร์กับเมืองสังฆะบุรี และเมืองอื่นที่ขึ้นกับเมืองเหล่านี้ยุบ ลงเป็นอำ เภอ ระยะแรกมี 7 อำ เภอ บริเวณขุขันธุ์ มี 3 เมือง คือ เมืองขุขันธ์ เมืองศีร์สะเกษ และเมืองเดชอุดม มีพระยาบำ รุง บุระประจันต์ (จันดี) เป็นข้าหลวงบริเวณ เมืองขุขันธ์ ระยะแรกมี 5 อำ เภอ คือ อำ เภอขุขันธ์ อำ เภอกันทรลักษ์ อำ เภอทุมพรพิสัย อำ เภอกันทรารมณ์ และอำ เภอมโนไพร มีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำ ดวน (ปัญญา) เป็นว่าที่ผู้ว่าราชการเมือง เมืองศรีสะเกษ ระยะแรกมี 4 อำ เภอ คือ อำ เภอกลาง ศรีสะเกษ อำ เภออุทัยศรีสะเกษ อำ เภอ ปจิมศรีสะเกษ และอำ เภอราษีไศล มีพระภักดีโยธา (เหง้า) เป็นผู้ว่าราชการเมือง เมือง เดชอุดม ระยะแรกมี 3 อำ เภอ คือ อำ เภอกลางเดชอุดม อำ เภออุทัยเดชอุดม และอำ เภอปจิมเดชอุดม มีพระสุรเดชอุดมมาภิ รักษ์ (ทองปัญญา) เป็นผู้ว่าราชการเมือง 11
พุทธศักราช 2447 มีการยุบอำ เภอกันทรลักษ์ โดยส่วนหนึ่งไปรวมกับอำ เภออุทุมพรพิสัย ส่วนหนึ่งไปรวมกับอำ เภอห้วย เหนือ สาเหตุเนื่องจากเป็นที่ซ่องสุมผู้คนของท้าวบุญจันทร์ และในปีเดียวกันนี้พระยาบำ รุงบุรประจันต์ (จันดี) ได้ย้าย ศาลากลางเมืองขุขันธ์ ไปตั้งที่อำ เภอกลางศรีสะเกษเป็นที่ตั้งปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องมาจากเหตุผลความปลอดภัยจากความ ตึงเครียดกรณีกบฏท้าวบุญจันทร์ พุทธศักราช 2448 มีการย้ายที่ว่าการอำ เภอปจิมศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านสำ โรงใหญ่ ตำ บลสำ โรง เรียกว่าอำ เภอสำ โรงใหญ่ พุทธศักราช 2449 ที่ทำ การบริเวณขุขันธ์ ตั้งอยู่ที่เมืองขุขันธ์ ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่อำ เภอเมืองศรีสะเกษ ทั้งนี้เพราะทราบว่า รัฐบาลจะตัดทางรถไฟผ่านอำ เภอเมืองศรีสะเกษและในปีนี้ให้โอนเมืองกันทรารมณ์ที่อยู่ในความปกครองเมืองสังฆะบุรี ไป ขึ้นอยู่ในปกครองเมืองขุขันธ์ แล้วยุบเมืองกันทรารมณ์ลงเป็นตำ บลกันทรารมณ์ และในปีเดียวกันนี้ย้ายที่ว่าการอำ เภอ อุทัยศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านหนองกก ตำ บลยาง พุทธศักราช 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุง การปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคงจัดเป็นมณฑล แต่แบ่งการปกครองมณฑลเป็นบริเวณ ดังนี้ 1. มณฑลอีสาน แบ่งการปกครองเป็น 4 บริเวณ คือ บริเวณอุบลราชธานี บริเวณขุขันธ์ บริเวณสุรินทร์ และบริเวณ ร้อยเอ็ด บริเวณขุขันธ์ประกอบด้วย เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม 2. มณฑลอุดร แบ่งการปกครองเป็น 5 บริเวณ คือ บริเวณหมากแข้ง บริเวณธาตุพนม บริเวณสกลนคร บริเวณภาชี และ บริเวณน้ำ เหือง 3. มณฑลนครราชสีมา แบ่งการปกครองเป็น 3 เมือง คือ เมืองนครราชสีมา เมืองบุรีรัมย์ และเมืองชัยภูมิ พุทธศักราช 2452 ย้ายที่ว่าการอำ เภออุทุมพรพิสัยมาอยู่ที่บ้านชนา ตำ บลน้ำ อ้อม เปลี่ยนชื่อเป็นอำ เภอน้ำ อ้อม และย้าย ที่ว่าการอำ เภอน้ำ อ้อมมาตั้งที่บ้านโนนสว่าง ตำ บลน้ำ อ้อม พุทธศักราช 2452 ย้ายที่ว่าการอำ เภออุทุมพรพิสัยมาอยู่ที่บ้านชนา ตำ บลน้ำ อ้อม เปลี่ยนชื่อเป็นอำ เภอน้ำ อ้อม และย้าย ที่ว่าการอำ เภอน้ำ อ้อมมาตั้งที่บ้านโนนสว่าง ตำ บลน้ำ อ้อม พุทธศักราช 2455 มีการประกาศแบ่งมณฑลอีสาน ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานี และ มณฑลร้อยเอ็ด เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษและเมืองเดชอุดม อยู่ในการปกครองของมณฑลอุบลราชธานี และมีการปรับ บริเวณเมืองให้รวมเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม ซึ่งเรียกว่า บริเวณขุขันธ์เป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า เมือง ขุขันธ์ มีศาลากลางอยู่ที่อำ เภอกลางศรีสะเกษ ในปีเดียวกันนี้ได้ยุบอำ เภอกันทรารมย์ลงเป็นตำ บลกันทรารมย์ และเปลี่ยน ชื่ออำ เภอขุขันธ์เป็นอำ เภอห้วยเหนือ ต่อมาในปีเดียวกันได้มีการยุบอำ เภอกลางเดชอุดม อำ เภออุทัยเดชอุดม และอำ เภอ ปจิมเดชอุดม ลงเป็นอำ เภอเดชอุดม ขึ้นกับเมืองขุขันธ์ 12
พุทธศักราช 2456 เปลี่ยนชื่ออำ เภอกลางศรีสะเกษ เป็นอำ เภอศรีสะเกษ และเปลี่ยนชื่ออำ เภอสำ โรงใหญ่ เป็นอำ เภอ อุทุมพรพิสัย เพื่อรักษานามเมืองอุทุมพรพิสัยเดิมที่ถูกยุบไป (ที่ตั้งเมืองอุทุมพรพิสัยเดิมนั้นปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศ กัมพูชาและอำ เภอกันทรลักษ์บางส่วน) เปลี่ยนชื่ออำ เภอราษีไศล เป็นอำ เภอคง ตามชื่อตำ บลที่ตั้งและนามเมืองเดิม ดังนั้น ระหว่างปีพุทธศักราช 2447 – 2450 ตำ แหน่งผู้ว่าราชการเมืองศรีสะเกษว่างลง และในปีพุทธศักราช 2450 เมืองบริเวณขุขันธ์ถูกยุบรวม คือ เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม ถูกยุบรวมเป็นเมืองเดียวกันรวมเรียกว่า เมืองขุขันธ์ เป็นผลทำ ให้อำ เภอทุกอำ เภอที่ขึ้นต่อเมืองศรีสะเกษ เมืองเดชอุดม และขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ ให้ขึ้นและอยู่ใน การปกครองของเมืองขุขันธ์ทั้งสิ้น ดังนั้น ชื่อคำ ว่า เมืองศรีสะเกษ ได้เปลี่ยนแปลงไป และลดฐานะเป็นอำ เภอกลาง ศรีสะเกษ และชื่อคำ ว่าเมืองเดชอุดม ได้เปลี่ยนและลดฐานะเป็นอำ เภอกลางเดชอุดม ทำ ให้ชื่อคำ ว่าเมืองศรีสะเกษ และ ชื่อคำ ว่าเมืองเดชอุดม สิ้นสุดและสิ้นสภาพของความเป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา พุทธศักราช 2459 ได้มี "ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนคำ ว่าเมือง ให้เรียกว่า จังหวัด ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459"มีสาระสำ คัญว่า “เพื่อความเข้าใจง่ายในการปกครอง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำ ว่า เมือง ให้เรียกว่าจังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง ให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัด ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 33, 2459 หน้า 51…” ดังนั้นเมืองขุขันธ์จึงเปลี่ยนเป็น“จังหวัดขุขันธ์” ]ตั้งแต่วันที่19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 เป็นต้นมา โดยเริ่มแรกมี 7 อำ เภอ คืออำ เภอศรีสะเกษอำ เภอห้วยเหนือ อำ เภออุทุมพรพิสัยอำ เภอท่าช้างอำ เภอน้ำ อ้อมอำ เภอคงและอำ เภอเดชอุดมมีที่ตั้งศาลากลางจังหวัดที่อำ เภอศรีสะเกษ ต่อมามีการเพิ่มอีก 1 กิ่งอำ เภอเป็นผลให้เขตการปกครองของจังหวัดขุขันธ์ในอดีตมี 7 อำ เภอ 1 กิ่งอำ เภอซึ่งมีรายชื่อดัง ต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2460 ได้แก่ อำ เภอเมืองขุขันธ์ อำ เภอ ศรีสะเกษ อำ เภอราษีไศล (อำ เภอคง) อำ เภอรัตนบุรี (ต่อมาถูกโอนไปขึ้นกับจังหวัดสุรินทร์) อำ เภอกันทรลักษ์ (อำ เภอ น้ำ อ้อม) อำ เภออุทุมพรพิสัย อำ เภอเดชอุดม (ต่อมาได้รับการโอนไปขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานีใน พุทธศักราช 2472) กิ่งอำ เภอบัวบุณฑริก (หรืออีกชื่อหนึ่งคือกิ่งอำ เภอโพนงาม ซึ่งแยกออกมาจาก อำ เภอเดชอุดม ในปีพุทธศักราช 2466 ต่อมาได้รับการโอนไปขึ้นกับ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกับอำ เภอเดชอุดมพุทธศักราช 2465 มีการปรับปรุงการบริหาร งานส่วนภูมิภาคใหม่ โดยรวมมณฑลหลายมณฑลเข้าเป็นภาค และโปรดเกล้าฯ ให้รวมมณฑลอุดร มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ขึ้นเป็นภาคอีสาน โดยมีอุปฮาด ทำ หน้าที่ตรวจการบริหารราชการเหนือสมุหเทศาภิบาล และทำ หน้าที่สมุหเทศาภิบาลประจำ มณฑล ซึ่งที่ทำ การภาคตั้งอยู่ด้วย โดยขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องอยู่ในปกครอง ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การสั่งงานเป็นไปโดยรวดเร็วยิ่งขึ้น พุทธศักราช 2468 มีการยุบเลิกมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ให้ ไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา จังหวัดขุขันธ์จึงขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา 13
พุทธศักราช 2470 มีการยุบเลิกมณฑลทั่วประเทศ จังหวัดขุขันธ์จึงขึ้นต่อการบริหารส่วนกลาง ต่อมามีการโอน ตำ บลต่าง ๆ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีไปขึ้นในการปกครองของจังหวัดขุขันธ์ คือ 1. โอนพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำ บลโพนค้อ อำ เภอวารินชำ ราบ ไปขึ้นกับอำ เภอน้ำ อ้อม ต่อมาเป็นตำ บลเสียว ตำ บล หนองหว้า ตำ บลท่าคล้อ และตำ บลหนองงูเหลือม อำ เภอเบญจลักษ์ 2. โอนพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำ บลโพนค้อ อำ เภอวารินชำ ราบ ไปขึ้นกับอำ เภอกันทรารมย์ ต่อมาเป็นตำ บลโนนค้อ และตำ บลหนองกุง อำ เภอโนนคูณ 3. โอนพื้นที่ตำ บลหนองแก้ว ตำ บลทาม ตำ บลละทาย ตำ บลเมืองน้อย และตำ บลหนองแวง อำ เภอเขื่องใน ไปขึ้น กับอำ เภอกันทรารมย์ พุทธศักราช 2471 จังหวัดขุขันธ์ได้โอนพื้นที่อำ เภอเดชอุดม และกิ่งอำ เภอโพนงามไปขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานี พุทธศักราช 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม โดยจัดระเบียบราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด อำ เภอ ตำ บล หมู่บ้าน ให้จังหวัดมี ฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน มีตำ แหน่งข้าหลวงประจำ จังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร เป็นผล ให้ภาคและมณฑลต้องถูกยุบเลิกไป ในปีเดียวกันนี้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่น ดินอีก โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัด ให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล อำ นาจการบริหารที่อยู่กับกรมการ จังหวัดเปลี่ยนมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำ นาจแต่ผู้เดียว โดยมีกรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษา ต่อมามีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยทางอ้อม โดยการเลือกผู้แทนตำ บลไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง ผล การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2476 ปรากฏว่าผู้แทนราษฎรจังหวัดขุขันธ์ คือ ขุนพิเคราะห์คดี (อินทร์ อินตะนัย) บุตรญาแม่มาศ หลานพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศรีะเกษท่านสุดท้าย เป็นผู้แทนราษฎรท่านแรกของจังหวัดขุขันธ์ วันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2481 คณะผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา อานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้ตรา “พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัดและอำ เภอบางแห่ง” โดยใน มาตรา 3 กำ หนดให้เปลี่ยนชื่อ “จังหวัดขุขันธ์” เป็น จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่ออำ เภอ คือ อำ เภอห้วยเหนือเป็นอำ เภอขุขันธ์ อำ เภอน้ำ อ้อม เป็นอำ เภอกันทรลักษ์ อำ เภอคงเป็นอำ เภอราษีไศล และอำ เภอศรีสะเกษเป็นอำ เภอเมืองศรีสะเกษ ให้สอดคล้อง กับความเป็นจริงและสากลเหมือนกันทั่วประเทศ ชื่อจังหวัดศรีสะเกษจึงยึดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 55 หน้า 664 หลังจากที่มีการเขียนไม่เหมือนกันมาจึงเป็นที่ยุติว่า“จังหวัดศรีสะเกษ” ตลอดมาจนปัจจุบัน 14
คำ ขวัญประจำ จังหวัด ศรีสะเกษ แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำ ดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำ สามัคคี ดอกไม้ประจำ จังหวัดศรีสะเกษ ดอกลำ ดวน 15
จังหวัดศรีสะเกษแบ่งการปกครองเป็น 2,557 หมู่บ้าน, 206 ตำ บล, 22 อำ เภอ ได้แก่ 1 อำ เภอเมืองศรีสะเกษ 2 อำ เภอยางชุมน้อย 3 อำ เภอกันทรารมย์ 4 อำ เภอกันทรลักษ์ 5 อำ เภอขุขันธ์ 6 อำ เภอไพรบึง 7 อำ เภอปรางค์กู่ 8 อำ เภอขุนหาญ 9 อำ เภอราษีไศล 10 อำ เภออุทุมพรพิสัย 11 อำ เภอบึงบูรพ์ 12 อำ เภอห้วยทับทัน 13 อำ เภอโนนคูณ 14 อำ เภอศรีรัตนะ 15 อำ เภอน้ำ เกลี้ยง 16 อำ เภอวังหิน 17 อำ เภอภูสิงห์ 18 อำ เภอเมืองจันทร์ 19 อำ เภอเบญจลักษ์ 20 อำ เภอพยุห์ 21 อำ เภอโพธิ์ศรีสุวรรณ 22 อำ เภอศิลาลาด 16