โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง ประวัติความเป็นมาศรีสะเกษ จัดทำ โดย นางสาวทิพยรัตน์ อนุพันธ์ เลขที่21 นางสาวพิชชาภา งามเฉลียว เลขที่25 นางสาววรพิชา ช่วยสง เลขที่30 นางสาววิลัยพร ไยอิม เลขที่34 นายคมกริช สายโงน เลขที่41 เสนอ อาจารย์ จิณณ์ณณัช ปุณณภาพงศ์พัช รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2566 โรงเรียนกำ แพง จังหวัดศรีสะเกษ สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร
เกี่ยวกับโครงงาน โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง ประวัติความเป็นมาของศรีสะเกษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้จัดทำ นางสาวทิพยรัตน์ อนุพันธ์ เลขที่21 นางสาวพิชชาภา งามเฉลียว เลขที่25 นางสาววรพิชา ช่วยสง เลขที่30 นางสาววิลัยพร ไยอิม เลขที่34 นายคมกริช สายโงน เลขที่41 ครูที่ปรึกษา จิณณ์ณณัช ปุณณภาพงศ์พัช สถานศึกษา โรงเรียนกำ แพง ปีการศึกษา 2566
กิตติกรรมประกาศ โครงงานนี้สำ เร็จขึ้นได้ด้วย ความกรุณาจากคุณครูปรีชา กิจจาการ คุณครูที่ปรึกษา โครงงานที่สอนทำ โครงงานและแนะนำ สิ่งต่างๆในการทำ โครงงานในครั้งนี้ ขอ ขอบพระคุณ คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ให้คำ แนะนำ เรื่องรูปแบบของ โครงงาน ขอขอบพระคุณผู้ปกครองที่ให้คำ ปรึกษาและสนับสนุนการทำ โครงงานมา เป็นอย่างดีตลอด ทำ ให้โครงงานนี้ประสบความสำ เร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและพัฒนา ต่อยอดโครงงานต่อไปได้ สุดท้ายนี้ผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อการศึกษาของ ผู้สนใจต่อไป ผู้จัดทำ
สารบัญ บทที่1 บทนำ ที่มาและความสำ คัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง Electronic Book (e-Book) ประวัติความเป็นมาศรีสะเกษ โปรเเกรนที่ใช้ในการดำ เนินงาน บทที่3 วิธีการจัดการโครงงาน วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือหรือโปรเเกรมที่ใช้ วิธีการจัดทำ โครงงาน บทที่ 4 ผลการศึกษา บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า อภิปรายและเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการศึกษา สมมุติฐานของการศึกษา วิธีการดำ เนินการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลและการอภิปรายผล การศึกษาและข้อเสนอแนะ อ้างอิง ภาคผนวก 1 1 1 1 2 3 3 8 28 29 29 29 31 41 41 41 41 41 42 42 42 43 44 เรื่อง หน้า
บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำ คัญของโครงงาน มนุษย์ต้องการเก็บความทรงจำ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษ อุปกรณ์ในการเก็บความเป็นมาซึ่งจัดเก็บเรียกหนังสือe-book ได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจาก การเขียนในหนังสือ จนถึงการจัดทำ หนังสือ e-book ที่มีการใช้งานง่ายขึ้น ช่วยอำ นวย ความสะดวกให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น มีองค์ประกอบที่ดีและลายละเอียดเกี่ยวกับประวัติความ เป็นมาที่น่าสนใจเเละมีการนำ เสนอข้อมูลให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบัน แทบจะเรียกได้ว่าการใช้อินเตอร์เน็ตเป้นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกๆคน เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ไม่ยาก จึงเป็นเรื่องที่สำ คัญที่เราจัดทำ หนังสือ e-bookที่มีคุณภาพ และให้ประโยชน์กับผู้อ่าน คณะผู้จัดจัดทำ จึงเห็นถึงความสำ คัญในจุดนี้ จึงมีความคิดที่จัดทำ หนังสือe-book และเป็นประโยชน์กับทุกคน ที่สนใจในประวัติความ เป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษ วัตถุประสงค์ 1 เพื่อศึกษาการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) เรื่องประวัติความเป็นมาศรีสะเกษ 2. ศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้าง เช่น โปรแกรมชุด filpalbum 3. เพื่อสรุปประวัติความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษในรูปเเบบของE-BOOK ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า -โครงงานประยุกต์ใช้โปรเเกรม -วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือโปรเเกรมที่ใช้ ได้เเก่ -หนังสือ การถ่ายภาพสี(เนื้อหา)เว็บไซต์ต่างๆ 1
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.ได้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใช้สำ หรับผู้ที่สนใจ 2.ได้ศึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3.ได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของจังหวัดสรีสะเกษ 2
บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดทําโครงงานคอมพิวเตอร์ การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อการศึกษาเรื่องอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ (Hardware) นี้ผู้จัดทําได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1.Electronic Book (e-Book) 2.ประวัติความเป็นมาศรีสะเกษ 3.โปรเเกรนที่ใช้ในการดำ เนินงาน 1.Electronic Book (e-Book) E-BOOK e-Book ย่อมาจากคำ ว่า Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้าง ข้ึนด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะ เป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟ ไลน์และออนไลน์คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถ เชื่อมโยงจุดไปยัง ส่วนต่างๆของหนังสือเว็บไซต์ต่างๆตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพเสียงภาพเคลื่อนไหวแบบ ทดสอบและสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้อีกประการ หนึ่งที่สำ คัญก็คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่ง คุณสมบัติเหล่าน้ีจะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป 1.1ข้อดีของ(e-Book) 1. อ่านที่ไหนเมื่อไหร่ได้ตลอดเวลาเนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จํานวนมาก 2. ประหยัดการตัดไม้ทำ ลายป่าเพราะไม่ต้องตัดไม้มาทำ กระดาษ 3. เก็บรักษาได้ง่ายประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บประหยัดค่าเก็บรักษา 3
4. ค้นหาข้อความได้ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ 5. ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม) 6. อ่านได้ในที่มืดหรือแสงน้อย 7. ทำ สำ เนาได้ง่าย 8. จำ หน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ 9. อ่านได้ไม่จำ กัดจำ นวนครั้งเพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ 10. สะดวกสบายไม่ต้องเดินทางแค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอ่านหนังสือที่ต้องการ ได้ทันที 11. เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติโดยลดการใช้กระดาษกับ True e-Book ข้อเสียของ e-Book 1. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตตารี่ 2. เสียสุขภาพสายตาจากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ 3. ขาดความรู้สึกหรืออรรถรสหรือความคลาสสิค 4. อาจเกิดปัญหากับการลง hardware หรือ software ใหม่หรือแทนที่อันเก่า 5. ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดี ไม่ให้เสียหรือสูญหาย 6. การอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา 7. เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย 8. ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น 4
ข้อจำ กัดของ E-book เนื่องจากอาจเกิดปัญหากับการลง Hardware หรือ Software ใหม่หรือแทนที่อัน เก่ดังนั้นจึงต้องมีโปรแกรมและเครื่องมือในการอื่นคือ Hardware ประเภทเครื่อง คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆพร้อมทั้งระบบติดตั้งระบบปฏิบัติ การหรือ Software ที่ใช้อ่านข้อความต่างๆตัวอย่างเช่น Organizer แบบพกพา Pocket PC หรือ PDA เป็นต้นการดึงข้อมูล E-Book ซึ่งจะอยู่บนเว็บไซต์ที่ให้บริการ ทางด้านนี้่มาอ่านก็จะใช้วิธีการ Download ผ่านทางอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามมิใช่ว่า Hardwareทุกชนิดจะอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้เนื่องจากมี ข้อจำ กัดของชนิดไฟล์บางประเภทนั่นเองซึ่งต้องมีการแก้ปัญหาด้วยการนำ Software บางตัวมาช่วยสำ หรับ Software ที่ใช้งาน กับ E-Book ในปัจจุบันมีสอง ประเภทคือ Software ที่ใช้อ่านข้อมูลจาก E-Book และ Software ที่ใช้เขียน ข้อมูลออกมาเป็น E-Book นอกจากนี้ผู้ใช้ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดีไม่ให้เสียหรือ สูญหายคำ นึงเสมอว่าการอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา E-Bookนี้ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น ประเภทของ E-book ผู้ผลิตสามารถเลือกสร้าง E-Books ได้ 4 รูปแบบ คือ Hyper Text Markup Language (HTML) Portable Document Format (PDF) Peanut Markup Language (PML) Extensive Markup Language (XML) ซึ่งรายละเอียดของไฟล์ แต่ละประเภทจะมีดังนี ้HTML : เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด HTML เป็น ภาษามาร์กอัปออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บเพจหรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่านทาง เว็บBrowser เริ่มพัฒนาโดยทิมเบอร์เนอรส์ ลี(Tim Berners Lee) สําหรับภาษา SGML ในปัจจุบัน HTML เป็ น 5
มาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W3C) ในปัจจุบันทาง W3C ผลักดันรูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XMLแบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำ หนด โครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่ามาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน HTML ยังคงเป็นรูปแบบไฟล์อย่างหนึ่งสำ หรับ .html และ สำ หรับ .htm ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการที่รองรับรูปแบบนามสกุล3ตัวอักษร PDF : ไฟล์ประเภท PDF หรือ Portable Document Format ถูกพัฒนาโดย Adobe System Inc เพื่อจัดเอกสารให้อยู่ในรูปแบบที่เหมือนเอกสารพร้อมพิมพ์ไฟล์ประเภทนี้ สามารถใช้งานได้ใน ระบบปฏิบัติการจำ นวนมากและรวมถึงอุปกรณ์E-Book Reader ของ Adobe ด้วยเช่นกันและยังคง ลักษณะเอกสารเหมือนต้นฉบับเอกสารในรูปแบบ PDF สามารถจัดเก็บตัวอักษร รูปภาพรูปลายเส้น ใน ลักษณะเป็นหน้าหนังสือตั้งแต่หนึ่งหน้าหรือหลายพันหน้าได้ในแฟ้มเดียวกัน PDF เป็นมาตรฐานที่เปิ ดให้ คนอื่นสามารถเขียนโปรแกรมมาทางานร่วมกับ PDF ได้ การใช้งานแฟ้ มแบบ PDF เหมาะสมสำ หรับงานที่การแสดงผลให้มีลักษณะ เดียวกันกับต้นฉบับ ซึ่งแตกต่างกับการใช้งานรูป Browser แบบอื่นเช่น HTML การแสดงผลของ HTML จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้และจะแสดงผลต่างกันถ้าใช้คอมพิวเตอร์ต่างกัน PML : พัฒนาโดย Peanut Press เพื่อใช้สำ หรับสร้าง E-Books โดยเฉพาะ อุปกรณ์พกพาต่างๆที่ สนับสนุนไฟล์ประเภท PML นี้จะสนับสนุนไฟล์นามสกุล .pdb ด้วย 6
XML : สำ หรับการใช้งานทั่วไปพัฒนาโดย W3C โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นสิ่งที่ เอาไว้ติดต่อกันใน ระบบที่มีความแตกต่างกัน (เช่นใช้คอมพิวเตอร์มี่มีระบบปฏิบัติการคนละตัว หรืออาจจะเป็นคนละโปรแกรมประยุกต์ที่มีความต้องการสื่อสารข้อมูล ถึงกัน)และเพื่อเป็นพืนฐานในการสร้างภาษามาร์กอัปเฉพาะทางอีกขั้นหนึ่ง XML พัฒนามาจาก SGML โดยดัดแปลงให้มีความซับซ้อนลดน้อยลง XML ใช้ในแลก เปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันและเน้นการแลกเปลี่ยน ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต XML ยังเป็นภาษา พื้นฐานให้กับภาษาอื่นๆอีกด้วย (ยกตัวอย่างเช่น Geography Markup Language(GML), RDF/XML, RSS, MathML, Physical Markup Language (PML), XHTML, SVG, MusicXMLและ cXML) ซึ่งอนุญาตให้โปรแกรมแก้ไขและท างานกับ เอกสารโดยไม่จำ เป็นต้องมี ความรู้ในภาษานั้นมาก่อน 7
2.ประวัติความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษ ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง ลักษณะภูมิประเทศทางตอนใต้เป็นที่สูงและค่อยๆลาดต่ำ ไปทางเหนือลง สู่ลุ่มแม่น้ำ มูลซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดปัจจุบันมีเนื้อที่ 8,840 ตาราง กิโลเมตร ประกอบด้วยอำ เภอ 22 อำ เภอ มีประชากรราว1.47ล้านคนประกอบ ด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ หลากหลายซึ่งพูดภาษาถิ่นต่างๆกัน อาทิภาษาลาว(สำ เนียงลาวใต้ซึ่งใช้ครอบคลุม ทั้งฝั่งอุบลราชธานีและจำ ปาศักดิ์) ภาษากูย ภาษาเยอ และภาษาเขมรถิ่นไทย ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและนับถือผีมาแต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานในจังหวัด ศรีสะเกษมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนเกิดพัฒนาการที่เข้มข้นในสมัย อาณาจักรขอมซึ่งได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมหลายประการไว้ เช่น ปราสาทหิน และปรางค์กู่ศิลปะขอมตั้งกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ครั้นในสมัยอาณาจักร อยุธยา มีการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำ ดวน(บริเวณใกลๆปราสาทกุด หรือ ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำ ดวน วัดเจ็ก อำ เภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน) เป็นเมืองขุขันธ์ และในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ได้ย้ายเมืองไปยังบริเวณตำ บล เมืองเก่า (ตำ บลเมืองเหนือ อำ เภอเมืองศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) แต่เรียกชื่อเมือง ขุขันธ์ ตามเดิม กระทั่งยกฐานะเป็น จังหวัดขุขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2459 แล้วเปลี่ยนชื่อ เป็น จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ. 2481 8
ก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษแสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานของ มนุษย์ในพื้นที่นี้ย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สมัยก่อนที่จะมีการใช้ตัว อักษรหรือภาษาเขียนจารึกเรื่องราวต่างๆในสังคมมนุษย์) ตอนปลาย ในยุคเหล็กราว 2,500 ปีมาแล้ว เช่นแหล่งภาพสลักบริเวณผาเขียน-ผาจันทน์แดง ในเขตอำ เภอ ขุนหาญตามแนวเทือกเขาพนมดงรักอันเป็นเขตพื้นที่สูงทางตอนใต้ของจังหวัดแนว ชายแดนไทย-กัมพูชานอกจากนั้นยังร่องรอยชุมชนสมัยเหล็กอยู่ในบริเวณพื้นที่ราบ ลุ่มแม่น้ำ มูล ทางตอนเหนือของจังหวัด เช่นกลุ่มชุมชนโบราณในเขตอำ เภอราษีไศล ซึ่งปรากฏร่องรอยชุมชนที่มีหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้รับการฝังศพพร้อมกับ วัตถุอุทิศอันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำ ด้วยเหล็กและภาชนะดินเผา ตลอดจน แบบแผนพิธีกรรมฝังศพแบบวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำ มูล-ชีหรือที่เรียกว่า"วัฒนธรรมทุ่ง กุลาร้องไห้" สมัยทวารวดี ต่อมาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 (ประมาณ 1,400 - 1,200 ปีมาแล้ว) ชุมชน สมัยเหล็ก (โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มูล ทางตอนเหนือของจังหวัด) ได้ มีพัฒนาการต่อมาเป็นชุมชนในพุทธศาสนา นิกายเถรวาทหรือหินยาน มีการจารึก เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษรหรือภาษาเขียนแบบโบราณ จึงจัดเป็นช่วง "ยุคหรือสมัยประวัติศาสตร์" ตอนต้น รวมทั้งมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดย การขุดคูน้ำ และสร้างคันดินล้อมรอบเมือง เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ ในฤดูแล้งและ ใช้เป็นแนวป้องกันน้ำ ท่วมในฤดูน้ำ หลาก ชุมชนโบราณสำ คัญที่มีลักษณะผังเมืองดัง กล่าวนี้ เช่น เมืองโบราณที่มีคูน้ำ -คันดินในเขตอำ เภอราษีไศล, เมืองโบราณโคก ขัณฑ์(គោ កខណ្ឌ)ซึ่งเป็นที่ตั้งตัวอำ เภอขุขันธ์ในปัจจุบัน 9
สมัยขอมหรือเขมรโบราณ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-17 (ประมาณ 1,300 - 900 ปีมาแล้ว) ก็มีชุมชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับกระแสวัฒนธรรมแบบ ขอมโบราณตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตตอนกลางและตอนล่างของพื้นที่จังหวัด ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่นับถือเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 13-16) และพุทธศาสนา นิกายมหายาน (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17) โดยปรากฏเป็นชุมชนขนาดน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง หลาย ชุมชมมีการก่อสร้างศาสนาสถานซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันคือปราสาทหิน โบราณ เช่น ปราสาทหินสระกำ แพงใหญ่[11] ปราสาทหินสระกำ แพงน้อยใน เขตอำ เภออุทุมพรพิสัย ปราสาทบ้านปราสาท อำ เภอห้วยทับทันปราสาทกู่ สมบูรณ์ อำ เภอบึงบูรพ์ ปราสาททามจาน(หรือปราสาทบ้านสมอ)ปราสาท ปรางค์กู่ อำ เภอปรางค์กู่ ปราสาทตาเล็ง อำ เภอขุขันธ์ ปราสาทเยอ อำ เภอ ไพรบึง ปราสาทภูฝ้าย ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณพะลาน หินเขตผามออีแดง ปราสาทโดนตวล อำ เภอกันทรลักษ์ ปราสาทหนอง ปราสาท ปราสาทตำ หนักไทร อำ เภอขุนหาญ เป็นต้น โบราณสถานที่เรียกว่า ปราสาทหินแบบศิลปะขอมที่พบเป็นจำ นวนมากในจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ จังหวัดศรีสะเกษได้รับสมญานามว่า "เมืองปรางค์ร้อยกู่" หรือ "นครร้อย ปราสาท" 10
สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาอาณาจักรไทยกว้างขวางมาก มีชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชนกลุ่ม น้อย ( MINORITY TRIBE ) อาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำ ปาสักฝั่งซ้าย แม่น้ำ โขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน ชนพวกนี้เรียก ตัวเองว่า "ข่า" ส่วย" "กวย" หรือ "กุย" อยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทย โดย สมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ.112) พากนี้มีความรู้ความ สามารถ ในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งานชาวส่วยหรือชาวกวยได้อพยพย้าย ที่ทำ มาหากินข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำ โขงเนื่องจากชาวเมืองศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานแย่งที่ทำ มาหากิน ในปี พ.ศ.2260 ชาวส่วยได้อพยพแยกออกเป็นหลายพวกด้วยกันแต่ละพวกมี หัวหน้าควบคุมมาเช่นเซียงปุม เซียงสีเซียงสง ตากะจะและเซียงขัน เซียงฆะ เซียง ไชย หัวหน้าแต่ละคนก็ได้หาสมัครพรรคพวกไปตั้งรกรากในที่ต่างๆกันเวียงปุมอยู่ที่ บ้านทีเซียงสีหรือตะกะอามอยู่ที่รัตนบุรีเซียงสงอยู่บ้านเมือลีง (อำ เภอจอมพระ) เซี ยงฆะ อยู่ที่สังขะ เวียงไชยอยู่บ้านจารพัด (อำ เภอศรีขรภูมิ) ส่วนตากะจะและเซียง ขันอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำ ดวน (บ้านดวนใหญ่ปัจจุบัน) พวกส่วยเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรและหาของ ป่ามาบริโภคใช้สอยมีการไปมาหาสู่ติดต่อกันระหว่างพวกส่วยอยู่เสมอมีสภาพภูมิ ประเทสติดต่อเขตกัมพูชาและมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นกันเขตแดน ป่าดงเขตนี้ มีฝูงสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ โขลงช้างพัง ชางพลาย ฝูงเก้ง กวาง ละมั่งและโคแดงอยู่ มากมายตามทุ่งหญ้าและราวป่าเหมาะกับการทำ มาหาเลี้ยงชีพของชาวส่วยอย่างยิ่ง 11
พ.ศ.2302 ปีเถาะ จุลศักราช 1181 ตรงกับสมัยแผ่นดินพระบรมราชาที่ 3 หรือ พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุง ศรีอยุธยาพระยาช้างเผือกของพระองค์ได้แตกออกจากโรงช้างต้นในกรุงศรีอยุธยา เดิน ทางมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โปรดให้ทหารเอกคู่พระทัยสองพี่น้อง (เข้าใจว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกพระนามเดิมทองด้วงและกรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท พระนามเดิมบุญมา) คุมไพร่พล 30 นายออกติดตามผ่านมาแขวงพิมายทราบ จากเจ้าเมืองพิมายว่า ในดงริมเขาพนมดงรักมีพวกส่วยชำ นาญใชการจับช้าง เลี้ยงช้าง สองพี่น้องกับไพร่พล จึงได้ติดตามสองพี่น้องไปเซียงสีไปที่บ้านกุดหวาย (อำ เภอรัตนบุรี) เซียงสีจึงได้พาสองพี่น้องและไพร่พลไปตามหาเซียงสงที่บ้านเมืองลีงเซียงปุ่มที่บ้านเมืองที เซียงไชยที่บ้านกุดปะไท ตากะจะและเซียงขัน ที่บ้านโคกลำ ดวน เซียฆะที่บ้านอัจจะปะ นึง (เขตอำ เภอสังขะ) ทุกคนร่วมเดินทางติดตามพระยาช้างเผือกสองพี่น้องและหัวหน้า ป่าดงทั้งหมด ได้ติดตามล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านหนองโชก ได้คืนมาและนำ ส่งถึง กรุงศรีอยุธยา ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสริยามรินทร์ จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หัวหน้าบ้านป่าดงมีบรรดาศักด์ทั้งหมด ตากะจะหัวหน้า หมู่บ้านโคกลำ -ดวน ได้เป็นหลวงแก้วสุวรรณเซียงขันได้เป็นหลวงปราบอยู่กับตากะจะ ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านป่าดงทั้ง 5 ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุง ศรีอยุธยา โดยนำ สิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นก ระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำ ผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามพระราชประเพณี สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทรงพิจารณาเห็นความดีความชอบเมื่อครั้งได้ช่วย เหลือจับพระยาช้างเผือก และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำ สิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นทุกคน ในปี พ.ศ.2302 นี้เอง หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) บ้านโคกลำ ดวนได้บรรดาศักดิ์ เป็นเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวนมีพระบรมราชโองการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดง ลำ ดวน ซึ่งเดิมเรียกว่า "เมืองศรีนครลำ ดวน" ขึ้นเป็นเมืองขุขันธ์แปลว่า "เมืองป่าดง" ให้ พระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวนเป็นเจ้าเมืองปกครอง 12
สมัยกรุงธนบุรี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้อิสรภาพและทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี พ.ศ.2321 ปีจอ จุลศักราช 1140 กรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เป็นกบฎต่อไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาม สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าพระยาสุรสียห์เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปทาง เมืองพิมายแม่ทัพสั่งให้เจ้าเมืองพิมายแต่งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำ ลังเมืองประทายสมันต์ (จังหวัดสุรินทร์) เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองรัตนบุรี เป็นทัพบกยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำ ปาศักดิ์ ได้ชัยชนะยอมขึ้นต่อไทยทั้งสองเมืองกองทัพไทยเข้าเมืองเวียงจันทน์ ได้ อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางพร้อมคุมตัวนครจำ ปาศักดิ์ไชยกุมารกลับกรุงธนบุรีใน การศึกครั้งนี้เมื่อเดินทางกลับ หลวงปราบ (เซียงขัน) ทหารเอกในกองทัพ ได้หญิงม่ายชาว ลาวคนหนึ่งกลับมาเป็นภรรยา มีบุตรชายติดตามมาด้วยชื่อท้าวบุญจันทน์ พ.ศ.2324 เมืองเขมรเกิดจราจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ ได้รับพระบรม ราชโองการให้เป็นแม่ทัพยกกองทัพไปปราบจราจลครั้งนี้ โดยเกณฑ์กำ ลังของเมืองปะทาย สมันต์ เมืองขุ-ขันธ์ และเมืองสังฆะ สมทบกับกองทัพหลวงออกไปปราบปราม กองทัพไทย ยกไปตีเมืองเสียมราฐ กำ พงสวาย บรรทายเพชร บรรทายมาศและเมืองรูงตำ แรย์ (ถ้ำ ช้าง) เมืองเหล่านี้ยอมแพ้ ขอขึ้นเป็นขอบขัณฑ-สีมา เสร็จแล้วยกทัพกลับกรุงธนบุรี เมื่อเสร็จสงครามเวียงจันทน์ และเมืองเขมรแล้ว ได้ปูนบำ เหน็จให้แก่เจ้าเมืองปะทาย สมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาให้พระยาทั้งสามเมือง เจ้าเมืองขุขันธ์ ได้บรรดาศักดิ์ใหม่ จากพระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวน เป็นพระยาขุขันธ์ ภักดีในปีเดียวกันนั้นเอง พระยาขุขันธ์ภักดี (ตากะจะ) ถึงแก่อนิจกรรมจึงโปรดให้หลวง ปราบ (เซียงขัน) ขึ้นเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ -ดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ต่อมาเมืองขุขันธ์ที่ บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำ ดวนกันดารน้ำ พระยาไกรภักดีฯ จึงอพยพเมืองย้ายมาอยู่บ้าน แตระ (แตระ) ตำ บลห้วยเหนือ ที่ตั้งอำ เภอขุขันธ์ในปัจจุบัน 13
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลุ พ.ศ.2325 ปีขาล จุลศักราช 1144 พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวน (เซียงขัน) ได้บรรดาสักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี ได้มีใบบอกกราบบังคมทูลข้อตั้งท้าวบุญจันทร์ เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำ ดวน ผู้ ช่วยเจ้าเมืองอยู่มาวันหนึ่งพระยาขุขันธ์ภักดี เผลอเรียกพระยาไกรภักดีฯ (บุญ จันทร์) ว่า"ลูกเชลย" พระยาไกรภักดีจึงโกรธและผูกพระยาบาทภายหลังมีพ่อค้า ญวน 30 คน มาซื้อโคกระบือที่เมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีอำ นวยความสะดวก และจัดที่พักให้ญวนตลอดจนให้ไพร่นำ ทางไปช่องโพย ให้พวกญวนนำ โค กระบือไป ยังเมืองพนมเปญได้สะดวกพระยาไกรภักดีฯ (บุญจันทร์) ได้กล่าวโทษมายังกรุงเทพฯ และโปรดเกล้า ให้เรียกตัวพระยาขุขันธ์ไป ลงโทษและจำ คุกไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระยาไกรภักดีฯ- (บุญ จันทร์) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทน ในปี พ.ศ.2325 นี้ พระภักดีภูธรสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์กราบบังคมทูล ขอแยกจากขุขันธ์ไปตั้งที่บ้านโนนสามขาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้าน โนนสามขาขึ้นเป็นเมือง "ศรีสระเกศ" ต่อมาปี พ.ศ.2328 ได้ย้ายเมืองศรีสระเกศ จากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอีอยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษทุก วันนี้ พ.ศ.2342 มีโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์กำ ลังเมืองสุรินทร์ เมืองขุขันธ์เมืองสังฆะ เมืองละ 100 รวม 300 ยกทัพไปตีพม่าซึ่งยกมาตั้งในเขตนครเชียงใหม่ กองทัพไทย มิทันไปถึง กองทัพพม่าก็ถอยกลับ จึงโปรดเกล้าฯให้กองทัพไทยยกกลับ 14
พ.ศ.2350 ทรงพระราชดำ ริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เป็นเมือง เคยตามเสด็จพระราชดำ เนินในการพระราชสงครามหลายครั้งมีความชอบมาก จึง โปรดเกล้าฯ ให้ทั้ง 3 เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีอำ นาจชำ ระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้น ต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน พ.ศ.2369 รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์แต่ง ตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์คุมกองทัพบกเข้าตีเมือง รายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฝ่ายทางเมืองจำ ปาศักดิ์ เจ้านครจำ ปาศักดิ์ (เจ้าโย่) เกณฑ์กำ ลังยกทัพมาตีเมืองขุขันธ์จับพระไกรภักดีศรีนครลำ ดวน (บุญ จันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองกับพระแก้ว มนตรี (ทศ) ยกกระบัตรกับกรมการได้ ฆ่าตายทั้งหมด เจ้าเมืองสังฆะ และเมือง สุรินทร์หนีได้ทัน กองทัพจำ ปาศักดิ์ ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านส้มป่อย แขวงเมืองขุขันธ์ค่าย หนึ่ง และค่ายอื่น ๆสี่ค่าย กวาดต้อนครอบครัวไทยเขมรไปเมืองจำ ปาศักดิ์จากนั้น มาเมืองขุขันธ์ ไม่มีข้าราชการปกครองโปรดเกล้าฯให้พระยาสังฆะ ไปเป็นพระยา ไกรภักดีศรีนครลำ ดวนเจ้าเมือง ให้พระไชยเป็นพระภักดีภูธรสงครามปลัดเมืองให้ พระสะเทื้อน (นวน) เป็นพระแก้วมนตรียกกระบัตรเมือง ให้ท้ายหล้า บุตรพระยา ขุขันธ์ (เซียงขัน) เป็นมหาดไทยช่วยกันรักษาเมืองขุขันธ์ต่อไปจากนั้นมาได้มีการ เปลี่ยนแปลงตำ แหน่งเจ้าเมืองและนามเจ้าเมืองหลายครั้ง พ.ศ.2426 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาขุขันธ์ (ปัญญา) เจ้าเมืองกับพระปลัด (จันลี) ได้นำ ช้างพังสีประหลาดหนึ่งเชือกลงมา น้อมเกล้าฯถวายที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2433 มีสารตราโปรดเกล้าฯให้เมืองศรีสระเกษ (ชื่อเดิม) ไปอยู่ในบังคับ บัญชาของข้าหลวงใหญ่ได้โปรดให้หลวงจำ นงยุทธกิจ (อิ่ม) กับขุนไผทไทยพิทักษ์ (เกลื่อน) เป็นข้าหลวงเมืองศรีสะเกษ 15
พ.ศ.2435 โปรดเกล้าฯให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลเมืองศรีสะเกษขึ้นอยู่กับ เมณฑลอีสานกองบัญชาการมณฑลอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธาณี พ.ศ.2445 เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็น มณฑลอุบลมีเมืองขึ้น 3 เมืองคือ อุบลราชธานีขุขันธ์และสุรินทร์ ไม่ปรากฎชื่อเมืองศรีสระเกศสันนิษฐานว่าเมือง ศรีสระเกศถูกยุบลงเป็นอำ เภอขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม พ.ศ.2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำ บลห้วยเหนืออำ เภอ ขุขันธ์ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำ บลเมืองเก่า (ปัจจุบันคือตำ บลเมืองเหนือในเขต เทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ"เมืองขุขันธ์"ยุบเมืองขุขันธ์เดิม เป็นอำ เภอห้วยเหนือ (อำ เภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้) พ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทย มีประกาศให้เปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมืองเป็น จังหวัดเมืองขุขันธ์จึงเป็นเป็นจังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2459 เปลี่ยนผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 16
สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2418 เมืองหนองคายเกิดกบฏโดยกลุ่มฮ่อ โปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพคุมกองทัพจาก นครราชสีมา และกองทัพจากเมืองต่างๆรวมทั้งเมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม และเมือง ศรีสะเกษ ไปปราบกบฏฮ่อที่หนองคาย สามารถตีกลุ่มกบฏฮ่อแตกพ่ายยับเยิน ที่เหลือก็ถูก จับเป็นเชลยทั้งหมด ต่อมาใน พ.ศ. 2424 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด เกล้าฯ เริ่มใช้นโยบายเลิกทาส มีสารตรา ไปยังหัวเมืองด้านตะวันออก ห้ามมิให้จับข่า มา ทำ การซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สอยการงานต่าง ๆ และส่วนผู้ใดได้ซื้อหามาจากผู้ใดอยู่ ก่อนนั้น ก็ให้อยู่กับผู้นั้นต่อไป เพราะถ้าจะให้ข้าทาสนั้นหลุดพ้นค่าตัวไปก็จะเป็นเหตุเดือด ร้อนแก่มูลนายซึ่งเป็นผู้ซื้อและแลกเปลี่ยนมาก่อนนั้น นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้ วางโครงข่ายระบบโทรเลขจากเมืองขุขันธ์ไปยังเมืองต่าง ๆ 2 สายคือ สร้างทางสายโทรเลข ขุขันธ์-จำ ปาศักดิ์ และสร้างทางสายโทรเลขจากเมืองขุขันธ์-มโนไพร-เมืองเสียมราฐ นอกจากนี้ยังจัดตั้งบ้านโนนหินกอง เป็น เมืองราษีไศล ขึ้นกับเมืองศรีสะเกษ พุทธศักราช 2432 กรมการเมืองสุวรรณภูมิ มีใบบอกได้กล่าวโทษพระเจริญราชเดช (ท้าวฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคาม พระยาสุรินทรภักดีศรีปะทายสมัน (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ และพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ว่ากระทำ การอันมิชอบ คือ ได้ทำ การ แย่งชิงแบ่งเอาดินแดนที่เป็นเขตของเมืองสุวรรณภูมิบางส่วนไปตั้งเป็นเมืองขึ้นใหม่ โดยเจ้า เมืองมหาสารคามได้เอาบ้านนาเลา ตั้งเป็นเมืองวาปีปทุม เจ้าเมืองสุรินทร์ได้เอาบ้านทัพ ค่าย ขอตั้งเป็นเมืองชุมพลบุรี ส่วนพระวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศรีสะเกษ ได้เอาบ้าน โนนหินกองขอตั้งเป็นเมืองราษีไศล จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าหลวงกำ กับเมืองจำ ปาศักดิ์ และข้าหลวงกำ กับเมืองบริเวณอุบลราชธานีร่วมคณะไปสอบสวนหาข้อเท็จจริง ผลการ สอบสวนได้คำ สัตย์จริงดังที่เจ้าเมืองสุวรรณภูมิกล่าวโทษ แต่เนื่องจากพระองค์เห็นว่าการ กระทำ ของเจ้าเมืองทั้ง 3 ดังกล่าว ได้สำ เร็จและล่วงเลยมานานแล้ว ยากที่จะรื้อถอนได้ จึง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คงเป็นเมืองขึ้นของทั้ง 3 เมืองตามเดิม และในปีนี้ภาคตะวันออกได้เกิด แห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ราษฎรไม่ได้ทำ ไร่ทำ นาเป็นเวลาติดต่อกันมาหลายปี ราษฎรได้รับความอดอยาก กินหัวเผือก หัวมันแทนข้าว ในปีนี้ข้าวเปลือกมีราคาสูงถึง เกวียนละ1ชั่ง8ตำลึง17
ใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารและ พลเรือนออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองนครจำ ปาศักดิ์ กองหนึ่งให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาว กาว ให้เมืองนครจำ ปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาลวัน เมืองอัตตะปือ เมืองคำ ทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสะเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไสย เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม ทั้งหมดนี้เป็นเมือง ใหญ่ 21 เมือง นอกจากนี้ยังมีเมืองขึ้น 43 เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาว กาว และในปีถัดมา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลขึ้น โดยให้ เมืองศรีสะเกษขึ้นอยู่กับมณฑลอีสาน ทในปีเดียวกัน พระพรหมภักดี (ท้าวโท) ยกกระ บัตรเมืองศีร์ษะเกษจึงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาวิเศษภักดี เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ท่านที่ 5 ถือศักดินา 3,000 ส่วนท้าวเหง้าบุตรพระยาวิเศษภักดี (ท้าวบุญจันทร์) เจ้า เมืองศรีสะเกษท่านที่ 4 เป็น พระภักดีโยธา ปลัดเมือง ถือศักดินา 600 ให้ราชวงศ์ (ปัญญา) บุตรหลวงไชย (สุก) เป็น พระพรหมภักดี ยกกระบัตรเมือง ถือศักดินา 500 และท้าวเกษ บุตรของพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) รับราชการตำ แหน่งผู้ช่วยราชการ เมืองศรีสะเกษ ในปีนี้เจ้าเมืองและกรมการเมือง ได้ขอตั้งบ้านโนนหินกองซึ่งอยู่ในเขต เมืองสุวรรณภูมิ เป็นเมืองราษีไศล และให้เมืองราษีไศลนั้นขึ้นแก่เมืองศรีสะเกษ ให้ พระพลราชวงศา (จันศรี) บุตรหลวงอภัย กรมการเมือง เป็นพระประจนปัจจนึก เจ้า เมืองราษีไศลคนแรก ถือศักดินา 800 ขึ้นตรงต่อเมืองศรีสะเกษแต่นั้นมา และมีตรา พระราชสีห์ โปรดเกล้าฯ ตั้งหลวงแสง (จัน) น้องชายของพระประจนปัจจนึก เป็น หลวงหาญศึกพินาศ ปลัดเมือง ให้ท้าวคำ เม็ก บุตรเจ้าเมืองราษีไศลพระประจนปัจ จนึก เป็นหลวงพิฆาตไพรี ยกกระบัตรเมืองราษีไศล ขึ้นต่อเมืองศีร์ษะเกษ และในปีนี้มี ท้องตราราชสีห์ถึงหัวเมืองตะวันออกให้ราษฎรซื้อขายให้ปันสัตว์พาหนะแก่กัน ทำ ตั๋ว พิมพ์รูปพรรณเป็นหลักฐานแก่กัน ห้ามมิให้ทำ หนังสือเดินทางแก่พวกพ่อค้าที่ไล่ต้อน สัตว์พาหนะไปขาย โดยไม่มีตั๋วพิมพ์รูปพรรณ 18
ใน พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้ยกทัพขึ้นทางเมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร และเมืองสมโบก ซึ่งสมัน นั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรในฐานะผู้ สำ เร็จราชการข้าหลวงใหญ่มณฑลอีสานได้รับหน้าที่ผู้อำ นวยการป้องกันราชอาณาจักร ให้ เกณฑ์กำ ลังหัวเมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองขุขันธ์ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด เมืองละ 800 เมืองสุวรรณภูมิ และเมืองยโสธร เมืองละ 500 ฝึกการรบแล้วส่งกำ ลังรบเหล่านี้ เข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสทุกจุด สถานการณ์สงครามสงบลงในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2436 ต่างฝ่ายต่างถอนกำ ลังรบ กำ ลังรบของเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ จึงได้กลับคืนบ้านเมือง อาจกล่าวได้ว่านับแต่ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดศึกสงครามจากข้าศึกนอกราช อาณาจักร ชาวขุขันธ์และชาวศรีสะเกษจะมีบทบาทในการป้องกันบ้านเมืองด้วยเสมอ โดยใน ระยะเวลาดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความจำ เป็นเร่งด่วน เพื่อจัดการปกครองภายในหัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่ ประจำ หัวเมืองลาวกาวและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่ามณฑลลาวกาว สืบแทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม หลวงพิชิตปรีชากร นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) เป็นข้าหลวง เมืองขุขันธ์ โดยรวมเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์และเมืองสังขะ เป็นบริเวณเดียวกัน ตั้งที่ทำ การ ข้าหลวง ณ เมืองขุขันธ์ พุทธศักราช 2428 – 2450 เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอันมีผลต่อความมั่นคงของราช อาณาจักร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำ ริจัดการปฏิรูปการ ปกครองตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้รวมศูนย์กลางเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องจากสมัยก่อนจะมี ตำ แหน่งเจ้าเมือง ปกครองมีอำ นาจในการปกครองท้องถิ่น มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้น ๆ ในหัว เมืองใหญ่นอกราชอาณาเขตหรือบางเมืองเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครสามารถแต่งตั้งขุนนางเอง ได้ และเมื่อเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครถึงแก่กรรม บุตรหลานผู้สืบสกุลก็สามารถเป็นเจ้าเมือง ครองอำ นาจในเมืองนั้น ๆ สืบต่อไปได้ ด้วยความที่ทรงไม่ไว้วางพระทัยในความไม่มั่นคงของ ราชอาณาจักร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตำ แหน่ง ข้าหลวงประจำ เมืองใหญ่ ๆ และมีความสำ คัญในแต่ละภูมิภาคจากส่วนกลางมากำ กับดูแลเมือง สำ คัญและเมืองบริวารอีกชั้นหนึ่งด้วย 19
สำ หรับเมืองศีร์ษะเกษในสมัยนั้นปรากฏชื่อหลวงจำ นงยุทธกิจ (อิ่ม) และขุนไผทไทย พิทักษ์ (เกลื่อน) คณะข้าหลวงเมืองศีร์ษะเกษที่ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าเมืองศรีสะเกษ ในปี พุทธศักราช 2433 - 2443 และในปีพุทธศักราช 2443 – 2450 พระภักดีโยธา (ท้าว เหง้า) ปลัดเมืองศีร์ษะเกษ บุตรชายพระยาวิเศษภักดี (ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ท่านที่ 4 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าราชการเมืองศีร์ษะเกษท่านแรก พุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ออกพระ ราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ยกเลิกการปกครองแบบอาชญา 4 แบ่งการปกครอง เป็นหมู่บ้าน ตำ บล อำ เภอ เมือง มณฑล ตำ แหน่งที่ถูกยกเลิกไป คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร โดยเปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการเมืองปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วย ผู้ว่าราชการเมืองตามลำ ดับ ตำ แหน่งท้าวฝ่ายหรือนายเส้น ตาแสง จ่าบ้าน นายบ้าน ซึ่ง เดิมเจ้าเมืองแต่งตั้งขึ้นเพื่อปกครองท้องที่ต้องถูกยกเลิกไปด้วย ผู้ครองเมืองเล็ก ๆ ที่ถูก ยุบลงเป็นอำ เภอหรือตำ บล เป็นกลุ่มที่ไม่อาจปรับเข้ากับการปกครองแบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังได้มีการยกเลิกการปกครองโดยการสืบสกุลด้วย ทำ ให้ผู้ดำ รงตำ แหน่งเดิมที่ ไม่อาจปรับเข้ากับตำ แหน่งใหม่ได้ต้องถูกลดความสำ คัญลง ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยและ รักษาเกียรติยศของผู้ปกครองเดิมไว้ จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาเจ้านาย พระยา ท้าว แสน เมืองประเทศราชในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2442 และในปี เดียวกันนี้ได้โปรดเกล้าฯเปลี่ยนชื่อมณฑลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชื่อบริเวณใน มณฑลนครราชสีมาเมืองขุขันธ์ขณะที่ยกเป็นผู้ว่าราชการเมือง มีพระยาขุขันธ์ภักดี ศรีนครลำ ดวน (ปัญญา) เป็นผู้ว่าราชการเมืองร่วมกับเมืองต่าง ๆ ในมณฑลลาวกาวอีก 17 เมือง และเป็นผู้ว่าราชการเมืองคนเดียวในมณฑลนี้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ขณะที่ เมืองสำ คัญต่าง ๆ เช่น เมืองอุบลราชธานี เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุรินทร์ เมืองยโสธร เมือง สุวรรณภูมิ เมืองวารินชำ ราบ เมืองศีขรภูมิ ฯลฯ ผู้ว่าราชการเมืองมีบรรดาศักดิ์ชั้นพระ เท่านั้นส่วนเมืองศีร์ษะเกษไม่มีผู้เหมาะสมกับตำ แหน่งผู้ว่าราชการเมืองจึงได้ว่างตำ แหน่ง ไว้ นัยว่าพระภักดีโยธา (ท้าวเหง้า) ปลัดเมืองศรีสะเกษ มีความชอบพอกับเสืยงที่ทาง ราชการปราบปรามได้เมื่อพุทธศักราช 2437 เมืองศีร์ษะเกษจึงว่างผู้ว่าราชการเมือง 20
พุทธศักราช 2443 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ขณะนั้น ดำ รงตำ แหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ตรากฎกระทรวง ชื่อ กฎข้อบังคับเรื่อง เปลี่ยนชื่อมณฑล 4 มณฑล เป็นผลให้ชื่อมณฑลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปลี่ยนไป คือ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลอีสาน มณฑลฝ่ายเหนือ เป็นมณฑลอุดร สำ หรับมณฑลอีสานนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ ดำ รง ตำ แหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ สำ เร็จราชการมณฑลอิสาณ ได้จัดแบ่งการปกครองเป็น ระบบมณฑลเทศาภิบาล ออกเป็น 5 บริเวณ 14 เมือง 37 อำ เภอ คือ บริเวณเมืองนคร จำ ปาศักดิ์ บริเวณอุบลราชธานี บริเวณร้อยเอ็ด บริเวณสุรินทร์ และบริเวณขุขันธ์ บริเวณเมืองนครจำ ปาศักดิ์ มี 1 เมือง คือ เมืองนครจำ ปาศักดิ์ กับเมืองอื่น ที่ขึ้นกับเมือง นครจำ ปาศักดิ์ ยุบลงเป็นอำ เภอมี 11 อำ เภอ คือ อำ เภอเมืองนครจำ ปาศักดิ์ อำ เภอ สยามโภค อำ เภอธาราบริวัฒน์อำ เภอพระพิพัฒน์ อำ เภอเซลำ เภา อำ เภอสะพังภูยา อำ เภอมูลป่าโมกข์ อำ เภอสุขุมา อำ เภอโพนทอง อำ เภอบัว และอำ เภอโดมประดิษฐ์ ต่อ มาเมื่อปีพุทธศักราช 2446 เมืองนครจำ ปาศักดิ์ตกเป็นของลาวในอารักขาของฝรั่งเศส ยกเว้นอำ เภอบัวเป็นของไทยและขึ้นอยู่กับเมืองเดชอุดม บริเวณอุบลราชธานีมี 3 เมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองยโสธร และเมืองเขมราฐ และเมืองอื่น ๆ ที่ขึ้นกับเมืองเหล่านี้ ยุบลงเป็นอำ เภอ ระยะแรกมี 19 อำ เภอ บริเวณสุรินทร์ มี 2 เมือง คือ เมืองสุรินทร์กับ เมืองสังฆะบุรี และเมืองอื่นที่ขึ้นกับเมืองเหล่านี้ยุบลงเป็นอำ เภอ ระยะแรกมี 7 อำ เภอ บริเวณขุขันธุ์ มี 3 เมือง คือ เมืองขุขันธ์ เมืองศีร์สะเกษ และเมืองเดชอุดม มีพระยาบำ รุง บุระประจันต์ (จันดี) เป็นข้าหลวงบริเวณ เมืองขุขันธ์ ระยะแรกมี 5 อำ เภอ คือ อำ เภอขุขันธ์ อำ เภอกันทรลักษ์ อำ เภอทุมพรพิสัย อำ เภอกันทรารมณ์ และอำ เภอมโนไพร มีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำ ดวน (ปัญญา) เป็น ว่าที่ผู้ว่าราชการเมือง เมืองศรีสะเกษ ระยะแรกมี 4 อำ เภอ คือ อำ เภอกลางศรีสะเกษ อำ เภออุทัยศรีสะเกษ อำ เภอ ปจิมศรีสะเกษ และอำ เภอราษีไศล มีพระภักดีโยธา (เหง้า) เป็นผู้ว่าราชการเมือง เมืองเดชอุดม ระยะแรกมี 3 อำ เภอ คือ อำ เภอกลางเดชอุดม อำ เภออุทัยเดชอุดม และอำ เภอปจิมเดชอุดม มีพระสุรเดชอุดมมาภิรักษ์ (ทองปัญญา) เป็นผู้ว่าราชการเมือง 21
พุทธศักราช 2447 มีการยุบอำ เภอกันทรลักษ์ โดยส่วนหนึ่งไปรวมกับอำ เภอ อุทุมพรพิสัย ส่วนหนึ่งไปรวมกับอำ เภอห้วยเหนือ สาเหตุเนื่องจากเป็นที่ซ่องสุม ผู้คนของท้าวบุญจันทร์ และในปีเดียวกันนี้พระยาบำ รุงบุรประจันต์ (จันดี) ได้ย้าย ศาลากลางเมืองขุขันธ์ ไปตั้งที่อำ เภอกลางศรีสะเกษเป็นที่ตั้งปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องมา จากเหตุผลความปลอดภัยจากความตึงเครียดกรณีกบฏท้าวบุญจันทร์ พุทธศักราช 2448 มีการย้ายที่ว่าการอำ เภอปจิมศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านสำ โรงใหญ่ ตำ บลสำ โรง เรียกว่าอำ เภอสำ โรงใหญ่ พุทธศักราช 2449 ที่ทำ การบริเวณขุขันธ์ ตั้งอยู่ที่เมืองขุขันธ์ ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ อำ เภอเมืองศรีสะเกษ ทั้งนี้เพราะทราบว่ารัฐบาลจะตัดทางรถไฟผ่านอำ เภอเมือง ศรีสะเกษและในปีนี้ให้โอนเมืองกันทรารมณ์ที่อยู่ในความปกครองเมืองสังฆะบุรี ไปขึ้นอยู่ในปกครองเมืองขุขันธ์ แล้วยุบเมืองกันทรารมณ์ลงเป็นตำ บลกันทรารมณ์ และในปีเดียวกันนี้ย้ายที่ว่าการอำ เภออุทัยศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านหนองกก ตำ บล ยาง พุทธศักราช 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรด เกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงการปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคงจัดเป็นมณฑล แต่แบ่งการปกครองมณฑลเป็นบริเวณ ดังนี้ 22
1. มณฑลอีสาน แบ่งการปกครองเป็น 4 บริเวณ คือ บริเวณอุบลราชธานี บริเวณ ขุขันธ์ บริเวณสุรินทร์ และบริเวณร้อยเอ็ด บริเวณขุขันธ์ประกอบด้วย เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม 2. มณฑลอุดร แบ่งการปกครองเป็น 5 บริเวณ คือ บริเวณหมากแข้ง บริเวณ ธาตุพนม บริเวณสกลนคร บริเวณภาชี และบริเวณน้ำ เหือง 3. มณฑลนครราชสีมา แบ่งการปกครองเป็น 3 เมือง คือ เมืองนครราชสีมา เมือง บุรีรัมย์ และเมืองชัยภูมิ พุทธศักราช 2452 ย้ายที่ว่าการอำ เภออุทุมพรพิสัยมาอยู่ที่บ้านชนา ตำ บลน้ำ อ้อม เปลี่ยนชื่อเป็นอำ เภอน้ำ อ้อม และย้ายที่ว่าการอำ เภอน้ำ อ้อมมาตั้งที่บ้านโนนสว่าง ตำ บลน้ำ อ้อม พุทธศักราช 2452 ย้ายที่ว่าการอำ เภออุทุมพรพิสัยมาอยู่ที่บ้านชนา ตำ บลน้ำ อ้อม เปลี่ยนชื่อเป็นอำ เภอน้ำ อ้อม และย้ายที่ว่าการอำ เภอน้ำ อ้อมมาตั้งที่บ้านโนนสว่าง ตำ บลน้ำ อ้อม พุทธศักราช 2455 มีการประกาศแบ่งมณฑลอีสาน ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม อยู่ในการปกครองของมณฑลอุบลราชธานี และมีการปรับบริเวณ เมืองให้รวมเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม ซึ่งเรียกว่า บริเวณขุขันธ์ เป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า เมืองขุขันธ์ มีศาลากลางอยู่ที่อำ เภอกลางศรีสะเกษ ในปี เดียวกันนี้ได้ยุบอำ เภอกันทรารมย์ลงเป็นตำ บลกันทรารมย์ และเปลี่ยนชื่ออำ เภอ ขุขันธ์เป็นอำ เภอห้วยเหนือ ต่อมาในปีเดียวกันได้มีการยุบอำ เภอกลางเดชอุดม อำ เภออุทัยเดชอุดม และอำ เภอปจิมเดชอุดม ลงเป็นอำ เภอเดชอุดม ขึ้นกับเมือง ขุขันธ์ 23
พุทธศักราช 2456 เปลี่ยนชื่ออำ เภอกลางศรีสะเกษ เป็นอำ เภอศรีสะเกษ และเปลี่ยนชื่อ อำ เภอสำ โรงใหญ่ เป็นอำ เภออุทุมพรพิสัย เพื่อรักษานามเมืองอุทุมพรพิสัยเดิมที่ถูกยุบไป (ที่ตั้งเมืองอุทุมพรพิสัยเดิมนั้นปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศกัมพูชาและอำ เภอกันทรลักษ์บาง ส่วน) เปลี่ยนชื่ออำ เภอราษีไศล เป็นอำ เภอคง ตามชื่อตำ บลที่ตั้งและนามเมืองเดิม ดังนั้น ระหว่างปีพุทธศักราช 2447 – 2450 ตำ แหน่งผู้ว่าราชการเมืองศรีสะเกษว่างลง และในปีพุทธศักราช 2450 เมืองบริเวณขุขันธ์ถูกยุบรวม คือ เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม ถูกยุบรวมเป็นเมืองเดียวกันรวมเรียกว่า เมืองขุขันธ์ เป็นผลทำ ให้ อำ เภอทุกอำ เภอที่ขึ้นต่อเมืองศรีสะเกษ เมืองเดชอุดม และขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ ให้ขึ้นและ อยู่ในการปกครองของเมืองขุขันธ์ทั้งสิ้น ดังนั้น ชื่อคำ ว่า เมืองศรีสะเกษ ได้เปลี่ยนแปลง ไป และลดฐานะเป็นอำ เภอกลางศรีสะเกษ และชื่อคำ ว่าเมืองเดชอุดม ได้เปลี่ยนและลด ฐานะเป็นอำ เภอกลางเดชอุดม ทำ ให้ชื่อคำ ว่าเมืองศรีสะเกษ และชื่อคำ ว่าเมืองเดชอุดม สิ้นสุดและสิ้นสภาพของความเป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา พุทธศักราช 2459 ได้มี "ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ เปลี่ยนคำ ว่าเมือง ให้เรียกว่าจังหวัด ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459"มีสาระ สำ คัญว่า “เพื่อความเข้าใจง่ายในการปกครอง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำ ว่า เมือง ให้ เรียกว่าจังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง ให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัด ตามประกาศราชกิจจานุ เบกษา เล่มที่ 33, 2459 หน้า 51…” ดังนั้นเมืองขุขันธ์จึงเปลี่ยนเป็น“จังหวัดขุขันธ์” ]ตั้งแต่วันที่19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 เป็นต้นมา โดยเริ่มแรกมี 7 อำ เภอ คือ อำ เภอศรีสะเกษอำ เภอห้วยเหนืออำ เภออุทุมพรพิสัยอำ เภอท่าช้างอำ เภอน้ำ อ้อมอำ เภอ คงและอำ เภอเดชอุดมมีที่ตั้งศาลากลางจังหวัดที่อำ เภอศรีสะเกษต่อมามีการเพิ่มอีก 1 กิ่ง อำ เภอเป็นผลให้เขตการปกครองของจังหวัดขุขันธ์ในอดีตมี 7 อำ เภอ 1 กิ่งอำ เภอซึ่งมีราย ชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2460 ได้แก่ อำ เภอเมืองขุขันธ์ อำ เภอศรีสะเกษ อำ เภอราษีไศล (อำ เภอคง) อำ เภอรัตนบุรี (ต่อ มาถูกโอนไปขึ้นกับจังหวัดสุรินทร์) 24
อำ เภอกันทรลักษ์ (อำ เภอน้ำ อ้อม) อำ เภออุทุมพรพิสัย อำ เภอเดชอุดม (ต่อมาได้รับการ โอนไปขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานีใน พุทธศักราช 2472) กิ่งอำ เภอบัวบุณฑริก (หรืออีก ชื่อหนึ่งคือกิ่งอำ เภอโพนงาม ซึ่งแยกออกมาจาก อำ เภอเดชอุดม ในปีพุทธศักราช 2466 ต่อมาได้รับการโอนไปขึ้นกับ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกับอำ เภอเดชอุดมพุทธศักราช 2465 มีการปรับปรุงการบริหารงานส่วนภูมิภาคใหม่ โดยรวมมณฑลหลายมณฑลเข้า เป็นภาค และโปรดเกล้าฯ ให้รวมมณฑลอุดร มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ขึ้นเป็นภาคอีสาน โดยมีอุปฮาด ทำ หน้าที่ตรวจการบริหารราชการเหนือสมุห เทศาภิบาล และทำ หน้าที่สมุหเทศาภิบาลประจำ มณฑล ซึ่งที่ทำ การภาคตั้งอยู่ด้วย โดย ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องอยู่ในปกครองของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การสั่งงานเป็นไปโดยรวดเร็วยิ่งขึ้น พุทธศักราช 2468 มีการยุบเลิกมณฑล อุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ให้ไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา จังหวัดขุขันธ์จึงขึ้น กับมณฑลนครราชสีมา พุทธศักราช 2470 มีการยุบเลิกมณฑลทั่วประเทศ จังหวัดขุขันธ์จึงขึ้นต่อการบริหาร ส่วนกลาง ต่อมามีการโอนตำ บลต่าง ๆ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีไปขึ้นในการปกครอง ของจังหวัดขุขันธ์ คือ 1. โอนพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำ บลโพนค้อ อำ เภอวารินชำ ราบ ไปขึ้นกับอำ เภอน้ำ อ้อม ต่อ มาเป็นตำ บลเสียว ตำ บลหนองหว้า ตำ บลท่าคล้อ และตำ บลหนองงูเหลือม อำ เภอ เบญจลักษ์ 2. โอนพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำ บลโพนค้อ อำ เภอวารินชำ ราบ ไปขึ้นกับอำ เภอกันทรารมย์ ต่อมาเป็นตำ บลโนนค้อ และตำ บลหนองกุง อำ เภอโนนคูณ 3. โอนพื้นที่ตำ บลหนองแก้ว ตำ บลทาม ตำ บลละทาย ตำ บลเมืองน้อย และตำ บลหนอง แวง อำ เภอเขื่องใน ไปขึ้นกับอำ เภอกันทรารมย์ 25
พุทธศักราช 2471 จังหวัดขุขันธ์ได้โอนพื้นที่อำ เภอเดชอุดม และกิ่งอำ เภอโพนงามไปขึ้น กับจังหวัดอุบลราชธานีพุทธศักราช 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 7 มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม โดยจัดระเบียบ ราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด อำ เภอ ตำ บล หมู่บ้าน ให้จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วย บริหารราชการแผ่นดิน มีตำ แหน่งข้าหลวงประจำ จังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้ บริหาร เป็นผลให้ภาคและมณฑลต้องถูกยุบเลิกไป ในปีเดียวกันนี้มีการแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีก โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัด ให้ จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล อำ นาจการบริหารที่อยู่กับกรมการจังหวัดเปลี่ยนมาเป็นผู้ ว่าราชการจังหวัดมีอำ นาจแต่ผู้เดียว โดยมีกรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษา ต่อมามีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยทางอ้อม โดยการเลือกผู้แทนตำ บลไปเลือกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2476 ปรากฏว่าผู้แทนราษฎรจังหวัดขุขันธ์ คือ ขุนพิเคราะห์คดี (อินทร์ อินตะนัย) บุตรญาแม่ มาศ หลานพระยาวิเศษภักดี (ท้าวโท) เจ้าเมืองศรีะเกษท่านสุดท้าย เป็นผู้แทนราษฎรท่านแรกของจังหวัดขุขันธ์ วันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2481 คณะผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้ตรา “พระราช กฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัดและอำ เภอบางแห่ง” โดยในมาตรา 3 กำ หนดให้เปลี่ยนชื่อ “จังหวัดขุขันธ์” เป็น จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ปี เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่ออำ เภอ คือ อำ เภอห้วยเหนือเป็นอำ เภอขุขันธ์ อำ เภอน้ำ อ้อมเป็นอำ เภอกันทรลักษ์ อำ เภอคงเป็นอำ เภอราษีไศล และอำ เภอศรีสะเกษ เป็นอำ เภอเมืองศรีสะเกษ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและสากลเหมือนกันทั่วประเทศ ชื่อจังหวัดศรีสะเกษจึงยึดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 55 หน้า 664 หลังจาก ที่มีการเขียนไม่เหมือนกันมาจึงเป็นที่ยุติว่า“จังหวัดศรีสะเกษ” ตลอดมาจนปัจจุบัน 26
คำ ขวัญประจำ จังหวัด ศรีสะเกษ แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำ ดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำ สามัคคี ดอกไม้ประจำ จังหวัดศรีสะเกษ ดอกลำ ดวน จังหวัดศรีสะเกษแบ่งการปกครองเป็น 2,557 หมู่บ้าน, 206 ตำ บล, 22 อำ เภอ ได้แก่ 1 อำ เภอเมืองศรีสะเกษ 2 อำ เภอยางชุมน้อย 3 อำ เภอกันทรารมย์ 4 อำ เภอกันทรลักษ์ 5 อำ เภอขุขันธ์ 6 อำ เภอไพรบึง 7 อำ เภอปรางค์กู่ 8 อำ เภอขุนหาญ 9 อำ เภอราษีไศล 10 อำ เภออุทุมพรพิสัย 11 อำ เภอบึงบูรพ์ 12 อำ เภอห้วยทับทัน 13 อำ เภอโนนคูณ 14 อำ เภอศรีรัตนะ 15 อำ เภอน้ำ เกลี้ยง 16 อำ เภอวังหิน 17 อำ เภอภูสิงห์ 18 อำ เภอเมืองจันทร์ 19 อำ เภอเบญจลักษ์ 20 อำ เภอพยุห์ 21 อำ เภอโพธิ์ศรีสุวรรณ 22 อำ เภอศิลาลาด 27
3.โปรเเกรนที่ใช้ในการดำ เนินงาน e-Book Software คือโปรแกรมที่ใช้ในการสร้าง และอ่าน e-Book โดยปกตินิยม ทำ เป็น โปรแกรมชุดที่ประกอบด้วยโปรแกรมสร้าง (e-Book Editor หรือ e-Book Builder) และโปรแกรม อ่าน (e-Book Reader) แยกจากกันเพื่อความสะดวกและเหมาะสมในการสร้าง และ อ่าน e-Book โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากใน ปัจจุบันได้แก่ 1. โปรแกรมชุด FilpAlbum 2. โปรแกรม DeskTop Author 3. โปรแกรม Flip Flash Album ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำ หรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะ เปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย 1.1 โปรแกรมชุด FlipAlbum ตัวอ่านคือ FilpViewer 1.2 โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader 1.3 โปรแกรมชุด Flip Flash Album ตัวอ่านคือ Flash Player สำ หรับบางท่านที่มีความชำ นาญในการใช้โปรแกรม Flash Mx ก็สามารถสร้าง eBook ได้เช่นกัน แต่ต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน Script และ XML เพื่อสร้าง e-Book ให้แสดงผล ตามที่ต้องการได้ 28
บทที่3 วิธีการจัดการโครงงาน การจัดทำ โครงงานคอมพิวเตอร์ การสร้างหนังสือ e-book เรื่องประวัติความเป็น มาของจังหวัดศรีสะเกษมีวิธีดำ เนินโครงงานตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1.วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือหรือโปรเเกรมที่ใช้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ โครงงานได้เเก่ -เครื่องคอมพิวเตอร์ -โปรแกรมชุด FilpAlbum โปรแกรม DeskTop Author โปรแกรม Flip Flash Album -หนังสือการถ่ายภาพสี -เว็บไซต์ที่ใช้ในการค้นคว้า 2. วิธีการจัดทำ โครงงาน 2.1 คิดหัวข้อโครงงานเพื่อนําเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน 2.2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจ คือประวัติความเป้นมา ของจังหวัดศรีสะเกษ และศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพียงใดจากเว็บไซต์ต่าง ๆ และจัดเก็บข้อมูลเพื่อจัดทํา เนื้อหาต่อไป 29
2.3ศึกษาการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์( e-book)โดยใช้โปรแกรมชุด FilpAlbum โปรแกรม DeskTop Author โปรแกรม Flip Flash Albumจาก เอกสารและจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เสนอเทคนิควิธีการสร้าง 2.4จัดทําโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์เพื่อนําเสนอครูที่ปรึกษา 2.5 จัดทําโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์( e-book)เรื่อ วประวัติความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษโดยสร้างบทเรียนที่สนใจตามแบบ เสนอโครงร่างที่เสนอ 2.6 นําเสนอรายงานความกาวหน้าให้ครูที่ปรึกษาโครงงานได้ตรวจสอบ ซึ่งครู ที่ปรึกษาจะให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้จัดทําเนื้อหาและการนําเสนอที่น่า สนใจ ทั้งนี้เมื่อได้รับคําแนะนําก็จะนำ มาปรับปรุงให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น 2.7จัดทําเอกสารรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์ 2.8 ประเมินผลงานโดยให้ครูที่ปรึกษาประเมินผลงาน และให้เพื่อนผู้ที่สนใจ ร่วมประเมิน 30
บทที่ 4 ผลการศึกษา จากการศึกษาการสร้างโครงงานเรื่อง ประวัติความเป็นมาของศรีสะเกษ ในการจัด ทำ โครงงานคร้ังน้ีผู้จัดทำ ได้ 4.1 ขั้นตอนการออกแบบหนังสือ รูปที่ 4.1 เปิดโปรแกรมcanva ทาการออกแบบหนงั สือดว้ ยโปรแกรม ตามที่ผู้สร้างหนงั สือตอ้ งการ ในโครงการน้ี สร้างจาก โปรแกรมcanvaโดยดับ เบิ้ลคลิกท่ีโปรแกรมcanva ดังรูปที่4.1 31
รูปที่ 4.2 การวางหนา้ เปิดโปรแกรมสาเร็จแลว้ ให้ทาการกดสร้างดีไซน์ เพื่อทาการเตรียมใส่ข้อมูล 32
รูปที่4.3 การเลือกใช้กระดาษ กดเลือกใบงาน A4 เพื่อออกแบบสร้างดีไซน์ 33
รูปที่4.4 กระดาษที่ใช้ พอกดเข้ามาก็จะเป็นหน้ากระดาษA4ที่เลือกใช้แล้วก็ออกแบบตามใจที่ต้องการได้เลย 34
รูปที่4.5 การจัดเรียงการออกแบบ หลังจากที่ทำ การออกแบบและดีไซน์เสร็จก็จะได้แบบที่ต้องการ 35
รูปที่4.6 หลังจากจัดเรียงเสร็จ หลังจากที่ทำ เสร็จแล้วก็กดที่ดาวน์โหลดได้เลย 36
รูปที่4.7 การบันทึก กดเลือกที่ไดรฟ์แล้วก็กดบันทึกได้เลย 37
รูปที่4.8 กดค้นหาเว็บไซต์ที่ใช้ กดค้นหาเว็บไซต์anyflip ได้เลย แล้วก็จะขึ้นเว็บนี้มา 38
รูปที่4.9 การทำ ebook กดเลือกไฟล์แล้วก็ใส่ชื่อหนังสือที่จะใช้ได้เลย และก็กดดาวน์โหลดไฟล์ 39
รูปที่4.10ebook หลังจากที่ดาวน์โหลดเสร็จแล้วก็จะได้หนังสือebook 40
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า อภิปรายและเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้กำ หนดวัตถุประสงค์ของการศึกษา สมมุติฐานของการศึกษา วิธีการดำ เนินการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลและการอภิปรายผล การศึกษาและข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ประวัติ ความเป็นมาของศรีสะเกษ สมมุติฐานของการศึกษา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ กำ หนด (70/70) ขอบเขตของการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ มุ่งพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อให้การ ศึกษาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้ 41
ตัวแปรที่ศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีตัวแปรที่ศึกษา 2 ตัวคือ 4.1 ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ประวัติความเป็นมาของศรีสะเกษ 4.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ได้เรียนเนื้อหาจาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สรุปผลการค้นคว้า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องประวัติความเป็นมาของศรีสะเกษ มี ประสิทธิภาพ การอภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะพัฒนาและหาประสิทธิภาพของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ประวัติความเป็นมาของศรีสะเกษ ให้ได้ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 จากผล การวิเคราะห์ข้อมูล สามารถอภิปราย 42
43 อ้างอิง https://sisaket.treasury.go.th/th/about/
ภาคผนวก 44
45
46