สารบัญ หน่วยที่ 1 การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม หน่วยที่ 3 สารและการเปลี่ยนแปลง หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน หน่วยที่ 5 วัฏจักร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 1 การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร หมายถึงการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีระเบียบ และเป็น ขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ - การตั้งปัญหา (Problem) - การตั้งสมติฐาน (Hypothesis) - การตรวจสอบสมมติฐาน (Test with experiment) - การบันทึกผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data analyze) - การสรุปผล (Conclusion) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 1. การสังเกต - เป็นการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างร่วมกัน เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ 2. การจ าแนกประเภท - เป็นการแบ่งพวก การจัดกลุ่ม เหตุการณ์ และวัตถุต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยใช้ความเหมือนหรือแตกต่างกันมาเป็น เกณฑ์ 3. การวัด - เป็นการเลือกและใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อวัดปริมาณ ออกมาเป็นตัวเลขให้ถูกต้อง 4. การใช้จ านวน - เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจ านวนและการค านวณ 5. การลงความเห็นจากข้อมูล - เป็นการใช้ความคิดเห็นหรือความรู้ จากประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล 6. การจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล - น าข้อมูลที่รวบรวมได้ จากวิธีต่าง ๆ มาจัดกระท าให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและความสัมพันธ์ กันมากขึ้น 7. การหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา - การหาความสัมพันธ์ ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองอยู่ และการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่ วัตถุครอบครอง เมื่อเวลาผ่านไป 8. การพยากรณ์ - เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฎการณ์ สถานการณ์ การสังเกต หรือการทดลองไว้ล่วงหน้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ชีวิตและสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตสามารถด ารงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การหา อาหาร การล่าเหยื่อ การสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต การปรับตัวให้เข้ากับแหล่งที่อยู่ ซึ่งแหล่งที่อยู่แต่ละแห่งจะมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ทั้งสภาพภูมิอากาศและ ลักษณะภูมิประเทศ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในแต่ละ แหล่งที่อยู่อาศัยให้ได้ เพื่อการด ารงชีวิตที่ยั่งยืน การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่งที่อยู่ การปรับตัวด้านโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตเป็นการ ปรับตัวทางกายภาพ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปร่าง สีของล าตัว ลักษณะขน หรือผิวหนังที่ปกคลุมร่างกาย เพื่อให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอด สามารถหาอาหาร สืบพันธุ์ เจริญเติบโต ในแหล่งที่อยู่ต่าง ๆ เช่น แหล่งน้ า ป๋าชายเลน บริเวณขั้วโลก ทะเลทราย เป็นต้น การปรับตัวของพืชในแหล่งน้้า พืชในแหล่งน้ าต่าง ๆ ต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างให้เข้ากับ แหล่งน้ าที่อยู่อาศัย เช่น ผักตบชวาและบัวจะมีช่องอากาศเล็ก ๆ จ านวน มากอยู่ภายในก้านใบและก้านดอก ท าให้ล าต้นมีน้ าหนักเบาและลอยน้ า ได้ ผักกระเฉดมีปลอกเป็นปุยสีขาวหุ้มล าต้นเรียกว่า นวม ภายในมี ลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ า ซึ่งช่วยพยุงล าต้นให้ลอยน้ าได้ ตัวอย่าง ผักกระเฉด มีการสร้างปลอกสีขาว หุ้มตัวมีลักษณะพรุน ช่วยใน การพยุงและลอยน้ า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การปรับตัวของสัตว์ในแหล่งน้้า สัตว์ที่อาศัยในแหล่งน้ าล้วนมีการปรับตัวด้านโครงสร้าง เพื่อให้อยู่ รอดในสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยู่ได้ เช่น ปลา / สัตว์สะเทินน้ าสะเทิน บก / กลุ่มนกบางชนิด ตัวอย่าง กบ มีการสร้างทางระบบ หายใจที่เปลี่ยนไปจากการหายใจ ทางเหงือกในระยะลูกอ๊อด เปลี่ยนมาเป็นหายใจทางปอดเมื่อ เข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย ตัวอย่าง ห่าน / เป็ด มีการสร้างเท้าที่มีลักษณะ เป็นพังผืดระหว่างนิ้ว ช่วยในการ ว่ายน้ า ตัวอย่าง ปลาประเภทต่างๆ มีการสร้างรูปร่างเพรียว ยาวเพื่อลดแรงต้านของน้ า และ มีครีบเพื่อช่วยในการเคลื่อนที่ใน น้ า สัตว์สะเทินน้้าสะเทินบก กลุ่มนกบางชนิด กลุ่มปลา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การปรับตัวของพืชและสัตว์ในป่าชายเลน พืชที่มีลักษณะการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของป่าชายเลนเพื่อการ เจริญเติบโตที่ดี ได้แก่ โกงกาง ตะบูน แสม ประสัก เสม็ด ปรง โกงกาง มีลักษณะ ของรากอยู่ 2 ประเภทคือ ช่วยในการค้ าจุนและช่วย ในการหายใน ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูณ์ จึงมีสัตว์อาศัย อยู่จ านวนมาก สัตว์น้ าที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน เช่น ปูแสม หอยนางรม หอยแมลงภู่ ปลาตีน หนอนทะเล ซึ่งมีลักษณะการปรับตัวให้เข้ากับ สภาพของป่าชายเลน ปูแสมอาศัยในรูเพื่อ ความอบอุ่นของร่างกาย หอยนางรมและหอยแมลงภู่ จะเกาะติดอยู่กับก้อนหินหรือราก ค้ าจุนของพืช
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การปรับตัวของพืชและสัตว์ในทะเลทราย พืชในทะเลทรายมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาพแห้งแล้ง 3 ลักษณะ ได้แก่ การปรับตัวด้วยการเก็บน้ าไว้ในล าต้น หรือมีรากหยั่งลึก ในดินเพื่อหาน้ า การปรับตัวด้วยการลดรูปของใบให้มีขนาดเล็กลง หรือมี สารคล้ายขี้ผึ้งเคลือบผิวใบเพื่อลดการคายน้ า และการปรับตัวด้วยการ ผลิตเมล็ดที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง ตัวอย่างพืชทะเลทราย สัตว์ที่มีการปรับตัวโดยการจ าศีลตลอดช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด และออกหากินเมื่อฝนตกหรือออกหากินในเวลากลางคืน เช่น กระรอก ทะเลทรายสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม พันธุกรรม ( Heredity ) หมายถึง การถ่ายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุ่น หนึ่งไปยังรุ่น หนึ่ง หรือจากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลาน เช่น ลักษณะสีผิว ลักษณะ เส้นผม ลักษณะสีตา เป็นต้น ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม กรรมพันธุ์หรือลักษณะต่างๆในสิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอด ไปสู่รุ่นต่อไปได้โดย ผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ กล่าวคือ เมื่อเกิดการ ปฏิสนธิระหว่างเซลล์ไข่ ของแม่และอสุจิของพ่อ ลักษณะต่าง ๆ ของ พ่อและแม่จะถ่ายทอดไปยังลูก ความแปรผันทางพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์จ าแนกสิ่งมีชีวิตหลายชนิดออกจากกัน โดยดู จากความ คล้ายคลึง และแตกต่างของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น จ าแนกได้ 2 ประเภท คือ 1. ลักษณะที่มีความแปรผันแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะที่มีความแปร ผันแบบไม่ต่อเนื่อง (discontinuous variation) เป็นลักษณะทาง พันธุกรรมที่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจนลักษณะความแปร ผันไม่ต่อเนื่องเกิดจากอิทธิพลทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว เช่น ลักษณะลักยิ้ม (มีลักยิ้มหรือไม่มีลักยิ้ม) ติ่งหู (มีติ่งหูหรือไม่มีติ่งหู) ห่อ ลิ้น (ห่อลิ้นได้หรือห่อลิ้นไม่ได้) เป็นต้น 2. ลักษณะที่มีความแปรผันแบบต่อเนื่อง ลักษณะที่มีความแปร ผันแบบต่อเนื่อง (continuous variation) เป็นลักษณะทางพันธุกรรม ที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เด่นชัด เช่น ความสูง น้ าหนัก โครง ร่าง สีผิว ซึ่งเป็นลักษณะที่ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม และ สิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่นความสูงของคน ถ้าเราได้รับอาหารที่ถูกหลัก โภชนาการ มีการออกก าลังกาย จะท าให้เรามีร่างกายสูงขึ้นได้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ค้าศัพท์ที่ควรทราบในการศึกษาพันธุศาสตร์ 1.เซลล์สืบพันธุ์ (Gamete or Sex cell)หมายถึง ไข่ (Egg) หรือ สเปิร์ม ( Sperm) 2.ลักษณะเด่น (Dominance) หมายถึง ลักษณะที่ปรากฏออกมา ในรุ่นลูกหรือรุ่นต่อ ๆ ไปเสมอ 3.ลักษณะด้อย (Recessive) หมายถึง ลักษณะที่ไม่มีโอกาส ปรากฏในรุ่นต่อไป 4.ยีน (Gene) หมายถึง หน่วยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ สิ่งมีชีวิตเป็นสารเคมีจ าพวกกรดนิวคลีอิก โดยเฉพาะ ชนิด DNA จะพบ มากที่สุด ชนิด RNA 5.โฮโมโลกัสยีน (Homologous gene) หมายถึง ยีนที่เหมือนกัน อยู่ด้วยกัน เช่น TT , tt , AA , bb 6.เฮเทอโรไซกัสยีน (Heterozygous gene) หมายถึง ยีนที่ต่างกัน อยู่ด้วยกัน เช่น Tt , Aa , Bb 7.จีโนไทป์ (Genotype) หมายถึง ลักษณะหรือแบบของยีนที่ ควบคุมลักษณะ 8.ฟีโนไทป์ (Phenotype) หมายถึง ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏ ออกมาเนื่องจากการ แสดงออกของยีนและอิทธิพลของ สิ่งแวดล้อม 9.โฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous chromosome) หมายถึง โครโมโซมที่เป็นคู่กัน มีขนาดและรูปร่างภายนอกเหมือนกัน 10.โฮโมไซกัสโครโมโซม (Homozygous chromosome) หมายถึง โครโมโซมที่เป็นโฮโมโลกัสกันและมียีนที่เป็นโฮโมไซกัสกัน อย่างน้อย 1 คู่
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม กฏพันธุกรรมของเมนเดล เมนเดลได้ทดลองผสมถั่วลันเตาที่มีลักษณะต่าง ๆ กัน 7 ลักษณะ ซึ่งกระจายอยู่บนโครโมโซมต่างท่อนกัน โดยได้ท า การทดลองนานถึง 7 ปี จึงพบกฏเกณฑ์การถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ และได้รับการยกย่องเป็น บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ (Father of Genetics) กฎการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมของเมนเดล ที่ส าคัญ คือ กฏข้อที่ 1 กฏแห่งการแยก (Law of segregation)มีสาระส าคัญ ดังนี้คือ : ยีนที่อยู่คู่กันจะแยกตัวออกจากกันไปอยู่ในแต่ละเซลล์สืบพันธุ์ ก่อนที่จะมารวมตัวกันใหม่เมื่อ จะมารวมตัวกันใหม่เมื่อ กฎข้อที่ 2 กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ ( Law of independent assortment) มีสาระส าคัญดังนี้คือ : ยีนที่เป็นคู่กันเมื่อ แยกออกจากกันแล้ว แต่ละยีนจะไปกับ ยีนอื่นใดก็ได้อย่างอิสระนั่นคือ เซลล์ สืบพันธุ์จะมีการรวมกลุ่มของหน่วยพันธุกรรมของลักษณะต่าง ๆ โดยการรวมกลุ่มที่เป็นไปอย่างอิสระ จึงท าให้สามารถท านายผลที่ เกิดขึ้นในรุ่นลูกรุ่นหลายได้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การสืบพันธุ์ หมายถึง กระบวนการผลิตหรือเกิดหน่วยสิ่งมีชีวิต ใหม่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ส าคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตในการด ารงเผ่าพันธุ์ให้ อยู่สืบไป การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ หมายถึง การสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เชลล์สืบพันธุ์แต่ใช้เซลล์ ร่างกายหรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเพื่อการเพิ่มจ านวน ดังนั้นลูกที่เกิดขึ้นจึงมี ลักษณะ ทุกประการเหมือนกับสิ่งมีชีวิตต้นแบบ 1) การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช เป็นการสืบพันธุ์ของ พืชโดยไม่ใช้เซลล์สืบพันธุ์แต่ใช้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ ต้นเดิม ได้แก่ การไหล การแตกหน่อ การเกิดต้นใหม่จากใบ รากหรือล าต้น อีกทั้ง มนุษย์ ยังสามารถน าส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก ล าต้น กิ่ง ใบ มา ท า ให้เจริญเป็นต้นใหม่ได้อีกด้วย 2) การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของสัตว์ เป็นการสืบพันธุ์ของ สัตว์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ กับ เซลล์สืบพันธุ์พศเมีย มักพบในสิ่งมีชีวิตเซลล์ เดียวหรือสัตว์ชั้นต่ า การ สืบพันธุ์แบบ ไม่อาศัยเพศของสัตว์ได้แก่ การงอกใหม่ การแตกหน่อ และการแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน การแตกหน่อของไฮดรา การงอกใหม่ ของดาวทะเล
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นกระบวนการสืบพันธุ์โดยอาศัย เซลล์สืบพันธุ์ เพศผู้ (อสุจิ) เข้าไปผสมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ซลล์ไข่) เรียกว่า การปฏิสนธิ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช เมื่อพืชมีการเจริญเติบโต เต็มที่แล้วจะเริ่มออกดอก ซึ่งภายในดอกจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยเกสร เพศผู้จะสร้างเรณูที่ภายในท าหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ได้ ส่วน เกสรเพศเมีย จะมีรังไข่ภายในรังไข่จะมีออวุลซึ่งท าหน้าที่เก็บเซลล์ สืบพันธุ์เพศเมีย เมื่อเกิดการถ่ายเรณู ไปตกบนยอดเกสรเพศเมียแล้ว เรณูจะเริ่มงอกหลอดไปตามก้านชูเกสรเพศเมียจนถึงออวุล จากนั้นอสุจิ จะเข้าผสมกับเซลล์ไข่ภายในออวุล หลังจากเกิดการปฏิสนธิของสปิร์ม กับเซลล์ไข่แล้ว เซลล์ไข่จะเจริญเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไปเป็น เมล็ด รังไข่เจริญไปเป็นผล เมื่อมีปัจจัยในการงอกที่เหมาะสมเอ็มบริโอ จะงอก ออกจากเมล็ดแล้วเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ พืชต้นใหม่ที่เกิดจากการ สืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศจะมีลักษณะที่หลากหลายและอาจจะแตกต่าง ไปจากพืชต้นเดิม การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์ สัตว์ต่าง ๆ เมื่อถึงวัยที่ เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจะมีการสืบพันธุ์โดยสัตว์เพศผู้ จะสร้างอสุจิ ส่วนสัตว์เพศเมียจะสร้างเซลล์ไข่แล้วเกิดการปฏิสนธิพัฒนาไปเป็น เอ็มบริโอ ซึ่งจะเจริญไปเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 2 ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์ เมล็ด ต้นอ่อน สืบพันธุ์ ผ่านดอก ผล
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 3 สารและการเปลี่ยนแปลง สาร และสมบัติของสาร สสาร หมายถึง สิ่งที่มีมวล ต้องการที่อยู่ และ สามารถสัมผัสได้โดย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ดิน น้ า อากาศ ฯลฯภายในสสารเป็นเนื้อของ สสาร เรียกว่า สาร สาร คือ สสารที่ทราบสมบัติหรือ สสารที่จะศึกษา ดังนั้นจึงเป็น สสารที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะมี สมบัติของสาร 2 ประเภท คือ - สมบัติกายภาพ หมายถึง สมบัติที่สังเกตได้จากลักษณะภายนอก และเกี่ยวกับวิธีการทางฟิสิกส์ เช่น ความหนาแน่น , จุดเดือด , จุด หลอมเหลว - สมบัติทางเคมี หมายถึง สมบัติที่เกิดขึ้นจากการท าปฏิกิริยาเคมี เช่น การติดไฟ , การเป็นสนิม , ความเป็นกรด - เบส ของสาร การจ้าแนกสารตามสถานะของสาร สถานะของสารจ าแนกได้ 3 สถานะ คือของแข็งของเหลว แก๊สการ เปลี่ยนสถานะของสารเป็นการท าให้ระยะระหว่างโมเลกุลของสาร เปลี่ยนแปลงไป แต่องค์ประกอบของสารยังคงเป็นสารชนิดเดิม สูตร โมเลกุลยังเหมือนเดิม 1. ของแข็ง จะมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลสูงมาก ท าให้โมเลกุล แต่ละโมเลกุลอยู่ใกล้ชิดกันมาก 2. ของเหลว จะมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยกว่าของแข็ง ท าให้โมเลกุลอยู่ห่างกันมากขึ้นท าให้โมเลกุลมีการสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นหรือ สามารถเคลื่อนที่ได้ 3. แก๊ส มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยมาก โมเลกุลเคลื่อนที่ ได้อย่างอิสระ ท าให้เกิดการฟุ้งกระจายได้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 3 สารและการเปลี่ยนแปลง การจ้าแนกสารตามเนื้อของสาร แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ สาร เนื้อเดียว และสารเนื้อผสม สารเนื้อเดียว คือ สารที่มองเห็นเป็นเนื้อเดียว และถ้าตรวจสอบ สมบัติของสารจะเหมือนกันทุกส่วนอาจมีองค์ประกอบเดียว หรือหลาย องค์ประกอบ แบ่งเป็นสารบริสุทธิ์และสารละลาย สารเนื้อผสม คือ สารที่มีองค์ประกอบมากกว่าหนึ่งส่วน สารที่ มองไม่เป็นเนื้อเดียวหรือองค์ประกอบเดียวแต่จะสามารถเห็นเป็น 2 องค์ประกอบขึ้นไป การเปลี่ยนสถานะของสสาร ลูกศรสีแดง แสดงถึงการได้รับความร้อน ลูกศรสีฟ้า แสดงถึงสารสุญเสียความร้อน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 3 สารและการเปลี่ยนแปลง การหลอมเหลว ( Melting ) กระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเพิ่มความร้อนให้กับของแข็ง อนุภาค ภายในของแข็ง จะมีพลังงานจลน์เพิ่มขึ้น อนุภาคเกิดการสั่นมากขึ้นและ มีการถ่ายเทพลังงานให้กับอนุภาคข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งบาง อนุภาคเหล่านั้นมีพลังงานสูงกว่าแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคอนุภาค ของของแข็งจึงเคลื่อนที่และอยู่ห่างกันมากขึ้น ของแข็งจึงเปลี่ยนสถานะ เป็นของเหลว การกลายเป็นไอ (Evaporation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเพิ่มความร้อนให้กับของเหลว ท าให้ อนุภาคของของเหลวมีพลังงานเพิ่มขึ้น เมื่ออนุภาคเหล่านั้นมีพลังงานสูง กว่าแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค จะท าให้อนุภาคของของเหลวแยกออก จากกัน ของเหลวจะเปลี่ยนเป็นแก๊สในที่สุด กระบวนการนี้เรียกว่า การ กลายเป็นอ เรียกอุณหภูมิที่ท าให้อนุภาคชนะแรงยึดเหนี่ยวของของเหลว ได้ว่า จุดเดือด ( bเiling point ) การควบแน่น ( Condensation ) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อลดความอุณหภูมิ และเพิ่มความดัน ของแก๊ส จนถึงระดับหนึ่ง อนุภาคของแก๊สจะมีพลังงานจลน์น้อยลง ท า ให้อนุภาคเคลื่อนที่ช้าลงและเคลื่อนที่เข้าใกล้กันมากขึ้น ท าให้เกิดแรงยึด เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากขึ้น และในที่สุดจะสามารถท าให้โมเลกุล รวมกันเป็นสารในสถานะของเหลว
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 3 สารและการเปลี่ยนแปลง การแข็งตัว ( Fleezing ) เป็นกระบวนการการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร จากของเหลว เปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง ซึ่งจ าเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาใน รูปของการคายความร้อน เช่น น้ า เปลี่ยนสถานะเป็น น้ าแข็ง มีการคาย ความร้อนเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนของ โมเลกุล เพื่อให้พันธะไฮ โดรเจน สามารถยึดเหนี่ยวโมเลกุลให้จับตัวกันเป็นโครงสร้างผลึก การระเหิด ( Sublimation ) เป็นกระบวนการที่ของแข็งมีการดูดความร้อนเข้าไปถึงระดับหนึ่ง แล้วมีเปลี่ยนสถานะไปเป็นแก๊สโดยไม่ผ่านการเป็นของเหลวก่อน เรียกว่า การระเหิด ซึ่งสารดังกล่าวต้องเป็นสารประกอบที่มีความดันไอสูง สมบัติ เฉพาะตัวของสารนี้สามารถน าไปใช้แยกสารเนื้อผสมที่เป็นของแข็งออก จากกัน โดยของแข็งชนิดหนึ่งมีสมบัติระเหิดได้ เช่น การบูรกับเกลือแกง เมื่อให้ความร้อนการบูรจะกลายเป็นไอแยกออกจากเกลือแกง เมื่อดักไอ ของการบูรด้วยภาชนะที่เย็นจะได้การบูรเป็นของแข็งแยกออกมา การระเหิดกลับ (Deposition) คือการเปลี่ยนแปลงสถานะจากแก๊สไปเป็นของแข็ง ซึ่งจะใช้ความ เย็นเป็นตัวช่วยในการก่อตัว เมื่อลดความร้อนให้กับสสารที่อยู่ในสถานะ ของแก๊สบางชนิดในระดับหนึ่งจะท าให้แก๊สกลายเป็นของแข็งโดยไม่ผ่าน สถานะของเหลว
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน แรง คือ ความพยายามที่จะท าให้วัตถุ เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลง ของวัตถุ มีในลักษณะต่างกัน เช่น รูปร่าง ต าแหน่ง หรือการหมุน ซึ่งเกิดจากการ กระท าของแรงในลักษณะต่าง ๆ และอาจจะ มีแรงมากกว่า 1 แรงที่มากระท าต่อวัตถุนั้น แรงดึง (Pull) คือ การออกแรงดึงวัตถุ จะท าให้วัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแรง ดึงโดยเคลื่อนที่เข้าหาตัวเรา แรงผลัก(Push) คือ การออกแรงผลัก วัตถุจะท าให้วัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทาง เดียวกับ แรงผลัก โดยเคลื่อนออกจากตัวเรา แรงลัพธ์(Resultant Force) คือ ผลรวมของแรงที่กระท าต่อ วัตถุตั้งแต่ 2 แรงขึ้นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการหาแรงลัพธ์ จึง เขียนสัญลักษณ์ทนแรงด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรแทนขนาดของ แรง หัวลูกศรแทนทิศทางของแรงเมื่อวัตถุถูกแรงกระท าพร้อม ๆ กัน มากกว่าหนึ่งแรงขึ้นไป ผลของแรงกระท าทั้งหมดจะส่งผลเสมือนเกิด จากแรง ๆ เดียว ซึ่งเป็นผลจากการรวมกันของแรงทุกแรง เราเรียก แรงที่เกิดจากการรวมแรงหลาย ๆ แรงนี้ว่า แรงลัพธ์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน การหาแรงลัพธ์(Resultant Force)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน แรงเสียดทาน หมายถึง แรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของ วัตถุ 2 ชิ้นที่สัมผัสกัน ซึ่งแรงนี้เป็นแรงที่ผิววัตถุผิวหนึ่งต้านทานการ เคลื่อนที่ของผิววัตถุอีกผิวหนึ่ง ส่งผลท าให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดนิ่งในที่สุด แรงเสียดทานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แรงเสียดทานสถิต เกิดขึ้นเมื่อวัตถุยังไม่มีการเคลื่อนที่ และจะมีค่าสูงสุดเมื่อวัตถุเริ่มเคลื่อนที่ 2. แรงเสียดทานจลน์เกิดขึ้นขณะที่วัตถุก าลังเคลื่อนที่ ประโยชน์ของแรงเสียดทาน การเล่นกีฬาและการเดินทาง - รองเท้ากีฬาจะมีการเพิ่มแรงเสียดทานที่พื้นรองเท้า เพื่อช่วย ลดอุบัติเหตุต่าง ๆ บริเวณขอบของขั้นบันไดมักท าเป็นร่องตื้น ๆ หรือ ติดแถบยาง เพื่อกันลื่นตกจากบันได การก่อสร้าง - ใช้ค้อนตอกตะปูหรือใช้ไขควงไขนอตเพื่อยึดไม้เข้าด้วยกัน หรือยึดบานพับติดกับไม้ เกิดแรงเสียดทานระหว่างตะปูกับเนื้อไม้ ท า ให้สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แข็งแรง การลดแรงเสียดทาน - ตลับลูกปืนในอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยลดแรงเสียดทานให้ท างาน ได้คล่อง บางครั้งแรงเสียดทานอาจท าให้เกิดอันตรายและเป็นโทษต่อ มนุษย์ได้ เช่น ให้ความร้อนออกมาเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ ใช้ พลังงานในการเคลื่อนย้ายสิ่งของมาก ท าให้สิ้นเปลืองแรงและ พลังงาน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน เสียง เป็นคลื่นกลที่ใช้อากาศเป็นพาหะ เกิดจากการสั่นสะเทือนของ วัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือน ก็จะท าให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของ คลื่นเสียง และถูกส่งผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ ไปยังหู แต่เสียง สามารถเดินทางผ่านก๊าซ ของเหลว และของแข็งก็ได้ แต่ไม่สามารถ เดินทางผ่าน สุญญากาศ เช่น ในอวกาศ ได้ เมื่อการสั่นสะเทือนนั้น มาถึงหูของเรา มันจะถูกแปลงเป็นพัลส์ประสาท ซึ่งจะถูกส่งไปยัง สมองท าให้เรารับรู้และจ าแนกเสียงต่างๆ ได้ การเดินทางของเสียง อาศัยอากาศเป็นตัวกลางในการ เดินทางมาถึงหู ซึ่งแหล่งก าเนิดเสียงจะท าให้ อากาศรอบ ๆ สั่นสะเทือนออกไปในทุก ทิศทาง ตัวกลางที่ถ่ายทอดเสียงได้ดีที่สุดคือ ของแข็ง ของเหลว และอากาศหรือแก๊ส ตามล าดับ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเสียงดัง การสะท้อนของเสียง เมื่อเสียงเดินทางไปกระทบสิ่งกีดขวางจะเกิด การสะท้อน โดยจะสะท้อนได้ดีกับวัตถุแข็งและผิว เรียบ เสียงที่สะท้อนกลับมาเรียกว่า เสียงก้อง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน อวัยวะรับเสียง คือ หู มี 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก ได้แก่ ใบหูและ รูหูหูชั้นกลาง ได้แก่ เยื่อแก้วหูและกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน และหูชั้นใน ประกอบด้วย กระดูกก้นหอย โครงสร้างอวัยวะรับเสียง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน การได้ยินเสียงแต่ละครั้งเริ่มต้นที่หูจะรับ การสั่นจากคลื่นเสียง โดยมีใบหูช่วยสะท้อน คลื่นเสียงเข้าไปในรูหู จะท าให้กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลนสั่น แล้วส่ง สัญญาณไปยังกระดูกก้นหอย ซึ่งของเหลว ภายในหูจะถูกดันให้เป็นคลื่นจังหวะเดียวกับ เสียง และส่งสัญญาณต่อไปยังสมอง เสียงสูงเสียงต่้า เรียกว่า ระดับเสียงถ้าแหล่งก าเนิดเสียงมีความเร็วในการ สั่นสะเทือน (มีความถี่สูง) จะท าให้เกิดเสียงสูง และถ้า แหล่งก าเนิดเสียงมี ความเร็วในการสั่นสะเทือนน้อย หรือเบา (มีความถี่ต่ า) จะท าให้เกิดเสียง ต่ า หรือเสียงทุ้ม ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเสียงสูงต่้า เสียงสูงต่ าขึ้นอยู่กับความถี่ในการสั่นสะเทือนของวัตถุที่เป็น แหล่งก าเนิดเสียงแหล่งก าเนิดเสียงสั่นสะเทือนด้วยความถี่ต่ า จะเกิดเสียง ต่ า แต่ถ้าสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง เสียงก็จะสูง โดยระดับเสียงสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ด้วย 1. ขนาดของวัตถุก าเนิดเสียง 2. ความยาวของวัตถุก าเนิดเสียง 3. ความตึงของวัตถุก าเนิดเสียง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 4 แรงและพลังงาน อันตรายที่เกิดจากเสียงดัง เสียงที่ก่อให้เกิดความร าคาญ เรียกว่า มลพิษทาง เสียง อันตรายมีดังนี้ 1. ท าให้หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที 2. ท าให้หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวร เกิดจากการ อยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ 3. รบกวนการพักผ่อนและท าให้เสียสุขภาพ 4. ก่อให้เกิดความร าคาญและเสียสุขภาพจิต 5. ท าให้ประสิทธิภาพในการท างานลดลง การแก้ปัญหา 1. ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี 2. ไม่ควรบรรทุกสัมภาระมากไป หรือขับด้วยความเร็วสูง หรือเร่งเครื่องแรง ๆ 3. ไม่ควรใช้แตรลมหรือบีบแตรโดยไม่จ าเป็น 4. ควรใช้เครื่องป้องกันหูหรือใช้ส าลีอุดหู รวมทั้งสร้าง ก าแพงกั้นเสียงหรือปลูกต้นไม้ตามแนวบ้าน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร วัฏจักรของน้้า คือ การเกิดและการหมุนเวียนของน้ าที่อยู่ใน โลกนั่นเอง การหมุนเวียนของน้ าเป็น Cycle อาจเริ่มนับได้จาก มหาสมุทร เมื่อน้ าระเหยจาก มหาสมุทรไปสู่บรรยากาศ เป็นไอน้ าแล้ว ความแปรปรวน ของลมฟ้าอากาศจะท าให้เกิด ฝนตกลงสู่ผิวโลก ใน ทะเลบ้าง บนผิวดินบ้าง น้ าฝนที่ตกบนดินก็จะเกิดการสูญเสียดูดซึม ลงดินเสียเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุอื่นบ้างเล็กน้อย เช่น ระเหย ขัง ในที่ลุ่ม พืชดูดไปใช้ ส่วนที่เหลือก็จะไหลเป็นน้ าท่าลงแม่น้ าล าธารออก ทะเล ส่วนที่ซึมลงดินนั้นก็จะค่อย ๆ ซึมออกสู่แม่น้ าล าธาร และไหล ออกทะเลไปเช่นกัน แต่อาจช้ากว่ามากซึ่งจะเห็นได้ว่าสุดท้าย น้ าจะ ระเหยกลายเป็นไอสู่บรรยากาศ วัฏจักรของน้ าจึงไม่มีเริ่มต้นไม่มีที่ สิ้นสุด วัฏจักรของน้้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร เมฆ คือ ละอองน้ าและเกล็ดน้ าแข็งที่รวมตัวกัน เป็นกลุ่มก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศที่เราสามารถ มองเห็นได้ไอน้ าที่ควบแน่นเป็นละอองน้ า (โดยปกติแล้ว จะมีขนาด 0.01 มม) หรือเป็นเกล็ดน้ าแข็ง ซึ่งเมื่อเกาะ ตัวกันเป็นกลุ่มจะเห็นเป็นก้อนเมม ก้อนเมฆนี้จะสะท้อน คลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในช่วงที่ตามองเห็นได้ ในระดับที่เท่าๆกัน จึงท าให้เรามองเห็นก้อนเมฆนั้นเป็น สีขาว แต่ก็สามารถมองเห็นเป็นสีเทาหรือสีด าถ้าหาก เมมนั้นมีความหนาแน่นสูงมากจนแสงผ่านไม่ได้ เมฆ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร เกิด จ ากไอ น้ าใ น อากาศเกิดการควบแน่น เป็นละอองน้ าเล็ก ๆ และ เกาะกลุ่มรวมกันลอยอยู่ ใกล้พื้นดิน การเกิดหมอก การเกิดหิมะ เกิดจากไอน้ าในอากาศ ระเหิดกลับเป็นผลึกน้ าแข็ง จากนั้นรวมตัวกันจนหนักมาก และ ตกลงพื้นโลก เมื่อตก ลงมาในเขตอากาศเย็นจะตก ลงมาถึงพื้นโลกเป็นหิมะ การเกิดลูกเห็บ เ กิ ด จ า ก ห ย ด น้ า เปลี่ยนเป็นน้ าแข็ง แล้วถูกพายุ พัดวนในเมฆฝนฟ้าคะนองจน หยดน้ ากลายเป็นก้อนน้ าแข็ง แล้วตกลงพื้นโลก
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร เกิดจากเมื่อไอน้ าใน อากาศควบแน่นเป็นละอองน้ า เล็ก ๆ เมื่อละอองน้ าในเมฆ ร ว ม ตั ว กั น จ น อ า ก า ศ ไ ม่ สามารถพยุงไว้ได้จึงตกลงมา เป็นฝน การเกิดฝน การเกิดน้้าค้าง เกิดจากอากาศที่อยู่ใกล้ พื้นดินในเวลากลางคืนเย็นลง เร็วกว่าอากาศบนท้องฟ้า จึง ท าให้ไอน้ าควบแน่นเป็น ละอองน้ าเกาะอยู่บนพื้นผิว วัตถุใกล้ๆ พื้นดิน การเกิดน้้าค้างแข็ง เกิดจากเมื่ออุณหภูมิที่ อยู่ใกล้พื้นดินต่ ากว่าจุดเยือก แข็ง น้ าค้างจะเกิดการแข็งตัว กลายเป็นน้ าค้างแข็ง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ประโยชน์ของน้้า น้ าเป็นแหล่งก าเนิดชีวิตของสัตว์และพืชคนเรามีชีวิตอยู่ โดยขาดน้ าได้ไม่เกิน 3 วัน และน้ ายังมีความจ าเป็นทั้งในภาค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งมีความส าคัญอย่างยิ่งในการ พัฒนาประเทศ ประโยชน์ของน้ า ได้แก่ - น้ าเป็นสิ่งจ าเป็นที่เราใช้ส าหรับการดื่มกิน การประกอบ อาหาร ช าระร่างกาย ฯลฯ - น้ ามีความจ าเป็นส าหรับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ แหล่ง น้ าเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ าอื่น ๆ ซึ่งคนเราใช้เป็น อาหาร - ในการอุตสาหกรรม ต้องใช้น้ าในขบวนการผลิตใช้ล้าง ของเสียใช้หล่อเครื่องจักรและระบายความร้อน ฯลฯ - การท านาเกลือโดยการระเหยน้ าเค็มจากทะเล - น้ าเป็นแหล่งพลังงาน พลังงานจากน้ าใช้ท าระหัด ท า เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ - แม่น้ า ล าคลอง ทะเล มหาสมุทร เป็นเส้นทางคมนาคม ขนส่งที่ส าคัญ - ทัศนียภาพของริมฝั่งทะเลและน้ าที่ใสสะอาดเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวของมนุษย์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร การอนุรักษ์น้้า หมายถึง การป้องกันปัญหาที่พึงจะเกิด ขึ้นกับน้ า และการน ามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการ ด ารงชีพของมนุษย์ การอนุรักษ์น้ าสามารถด าเนินการได้ ดังนี้ โดยเฉพาะการปลูกป่าบริเวณพื้นที่ต้นน้ า หรือ บริเวณพื้นที่ภูเขา เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวกักเก็บน้ าตาม ธรรมชาติ ทั้งบนดินและใต้ดิน แล้วปลดปล่อยออกมา อย่างต่อเนื่องตลอดปี 1. การปลูกป่า เนื่องจากปัจจุบันแหล่งน้ าธรรมชาติต่าง ๆ เกิดสภาพตื้น เขินเป็นส่วนใหญ่ ท าให้ปริมาณน้ าที่จะกักขังไว้มีปริมาณลดลง การพัฒนาแหล่งน้ าเพื่อให้มีน้ าเพียงพอจึงจ าเป็นต้องท าการขุดลอก แหล่งน้ าให้กว้างและลึกใกล้เคียงกับสภาพเดิม 2.การพัฒนาแหล่งน้้า 3.การใช้น้้าอย่างประหยัด เป็นการน าน้ ามาใช้ประโยชน์หลายอย่างอย่างต่อเนื่อง และเกิดประโยชน์สูงสูด ทั้งด้านการอนุรักษ์น้ าและตัวผู้ใช้น้ าเอง กล่าวคือ สามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าน้ าลงได้ ปริมาณน้ าเสียที่ จะทิ้งลงแหล่งน้ ามีปริมาณน้อยลง และป้องกันปัญหาการขาดแคลน น้ า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ระบบสุริยะ ระบบสุริยะ ประกอบด้วยดาวเคราะห์และดาวบริวารที่เคลื่อนที่ รอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ที่ส าคัญมี 8 ดวง นับจากดวงที่ใกล้ดวง อาทิตย์ออกมาตามล าดับ คือ 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกร์ 3. โลก 4. ดาวอังคาร 5. ดาวพฤหัสบดี 6. ดาวเสาร์ 7. ดาวยูเรนัส (ดาวมฤตยู) 8. ดาวเนปจูน (ดาวเกตุ) ลักษณะเฉพาะของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ดวง หนึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มแก๊ส ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยแก๊ส ไฮโดรเจนและฮีเลียมที่มีการลุก ไหม้อยู่ตลอดเวลา เหมือนลูกไฟ ดวงใหญ่ ให้พลังงานความร้อน และแสงสว่าง ตรงกลางดวง อาทิตย์จะร้อนถึง 15 ล้านองศา เซลเซียสดวงอาทิตย์มีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 1,392,000 กิโลเมตร โตกว่าโลกประมาณ 109 เท่า ดวงอาทิตย์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ลักษณะเฉพาะของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ ดาวพุธ เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ห่างจาก ดวงอาทิตย์ประมาณ 58 ล้าน กิโลเมตร มีพื้นผิวเป็นหลุมบ่อ คล้ายผิวของดวงจันทร์ มีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 4,880 กิโลเมตร (ประมาณเท่ากับขนาด ดวงจันทร์ของโลก) โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ใช้เวลา 88 วัน ไม่มี ดาวบริวารและชั้นบรรยากาศ ดาวพุธ ดาวศุกร์ เป็นดาวที่อยู่ใกล้โลก มากที่สุด มีขนาดเกือบเท่าโลก มี บ ร ร ย า ก า ศ เ ป็ น แ ก๊ ส คาร์บอนไดออกไซด์ห่อหุ้มอยู่ หนาแน่นท าให้พื้นผิวมีความร้อน มาก เป็นดาวเคราะห์ที่มองเห็น สว่างสุกใสที่สุดในท้องฟ้า ไม่มี ดาวบริวาร หากเราเห็นดาวศุกร์ ต อ น เ ช้ า มื ด เ รี ย ก ว่ า ด า ว กัลปพฤกษ์ แต่หากเห็นตอน หัวค่ าเรียกว่า ดาวประจ าเมือง ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้ เวลา 225 วัน ดาวศุกร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ลักษณะเฉพาะของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ โลก อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็น อันดับ 3 โลกได้ชื่อว่าเป็นดาว เคราะห์สีน้ าเงิน เป็นดาวดวง เดียวในระบบสุริยะที่มีน้ า ออกซิเจน และสิ่งมีชีวิต มี สารเคมีและสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต โลกหมุน รอบตัวเองใช้เวลา 1 วันและ โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้ เวลา365 วัน มีดวงจันทร์บริวาร 1 ดวง โลก ดาวอังคาร เป็นดาวที่มีขนาด เพียงครึ่งหนึ่งของโลก เป็นดาว เคราะห์สีแดง หมุนรอบตัวเอง ด้วยเวลาเท่าๆ กับโลก พื้นผิว คล้ายกับดวงจันทร์ เต็มไปด้วย ฝุ่น แห้งแล้งและเย็นจัด มี บรรยากาศเบาบาง ดาวอังคาร โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลา 687 วัน และมีดาวบริวาร 2 ดวง ดาวอังคาร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ลักษณะเฉพาะของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มี ขนาดใหญ่กว่าโลกมาก มี ลักษณะเป็นก้อนแก๊สหรือ ของเหลวที่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนและ ฮีเลียม ดาวพฤหัสบดีโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นเวลา12 ปีโลก มี ดาวบริวารที่ค้นพบแล้ว 17 ดวง ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ประกอบด้วยแก๊ส ไฮโดรเจนและฮีเลียมคล้ายดาว พฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาว เคราะห์ที่สวยงาม มีวงแหวน ขนาดใหญ่ล้อมรอบ 7 ชั้น วง แหวนจะประกอบด้วยก้อน น้ าแข็งเล็กๆ แต่ละชั้นประกอบ ด้วยวงแหวนเป็นพันๆ วง ดาว เสาร์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็น เวลา 29.5ปีโลก มีดาวบริวารที่ ค้นพบแล้ว 18ดวง ดาวเสาร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ลักษณะเฉพาะของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ ดาวยูเรนัสหรือดาวมฤตยู เป็น ดาวเคราะห์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่ เห็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ส่อง ดู ดาวยูเรนัสมีส่วนประกอบ คล้ายกับดาวพฤหัสบดี มีสีเขียว อ่อน และมีวงแหวนจางๆ ล้อมรอบ ดาวยูเรนัสโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นเวลา 84 ปีโลก มีดาวบริวาร 21 ดวง ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูนหรือดาวเกตุ เป็น ดาวเคราะห์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่ เห็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ส่อง ดู ถือว่าเป็นดาวแฝดของดาว ยูเรนัสเพราะดาวทั้ง 2 ดวง คล้ายกันมาก ดาวเนปจูนมี ขนาดใหญ่เป็น 4 เท่าของโลก โคจรรอบดวงอาทิตย์เกือบเป็น วงกลมและโคจรรอบดวงอาทิตย์ ใช้เวลา 163.7 ปีโลกมีดาวบริวาร 8 ดวง ดาวเนปจูน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยที่ 5 วัฏจักร ปรากฏการณ์การขึ้นตกของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลกจากทิศตะวันตกไปยังทิศ ตะวันออก จึงท าให้เห็นดวงอาทิตย์ทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และ เคลื่อนที่จนลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก การขึ้นและการตกของดวงจันทร์ เกิดจากการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์จากทิศตะวันตกไปยัง ทิศ ตะวันออก โดยที่ดวงจันทร์ใช้เวลา 27.3 วันในการโคจรรอบโลก ท าให้ ดวงจันทร์ปรากฏในต าแหน่งเดิมช้าลง จึงเห็นดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงทุก วัน ผลจากการเคลื่อนที่ของโลก 1. ดาวขึ้น – ตก เพราะโลกหมุนรอบตัวเองจากตะวันตกไป ตะวันออกรอบละ 1 วัน 2. เส้นทางขึ้น – ตกของดาวฤกษ์จะคงที่เหมือนเดิมทุกคืนตลอด ชีวิตของเรา แต่จะขึ้นเร็วหรือมาอยู่ที่เก่าในเวลาที่เร็วขึ้นวันละ 4 นาทีเพราะโลกโคจรอบดวงอาทิตย์ 3. เส้นทางขึ้น - ตกของดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะแกน ที่ โลกหมุนรอบเอียงจากแนวตั้งฉากกับแนวระนาบทางโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์เป็นมุมประมาณ 23.5 องศา 4. เส้นทางขึ้น - ตกของดวงจันทร์ดาวเคราะห์เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะดวงจันทร์โคจรรอบโลกและดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์