สารบัญ หน่วยที่ 1 การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร หน่วยที่ 3 การแยกสารเนื้อผสม หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยี อวกาศ หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 1 การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร หมายถึงการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีระเบียบ และเป็น ขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ - การตั้งปัญหา (Problem) - การตั้งสมติฐาน (Hypothesis) - การตรวจสอบสมมติฐาน (Test with experiment) - การบันทึกผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data analyze) - การสรุปผล (Conclusion) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 1. การสังเกต - เป็นการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างร่วมกัน เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ 2. การจ าแนกประเภท - เป็นการแบ่งพวก การจัดกลุ่ม เหตุการณ์ และวัตถุต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยใช้ความเหมือนหรือแตกต่างกันมาเป็น เกณฑ์ 3. การวัด - เป็นการเลือกและใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อวัดปริมาณ ออกมาเป็นตัวเลขให้ถูกต้อง 4. การใช้จ านวน - เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจ านวนและการค านวณ 5. การลงความเห็นจากข้อมูล - เป็นการใช้ความคิดเห็นหรือความรู้ จากประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล 6. การจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล - น าข้อมูลที่รวบรวมได้ จากวิธีต่าง ๆ มาจัดกระท าให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและความสัมพันธ์ กันมากขึ้น 7. การหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา - การหาความสัมพันธ์ ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองอยู่ และการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่ วัตถุครอบครอง เมื่อเวลาผ่านไป 8. การพยากรณ์ - เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฎการณ์ สถานการณ์ การสังเกต หรือการทดลองไว้ล่วงหน้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร อาหาร หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่รับเข้าสู่ร่างกาย แล้ว เกิดประโยชน์แก่ร่างกายซึ่งการ รับเข้าสู่ร่างกายจะด้วย วิธีใดก็ตาม อาหารเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับมนุษย์ เมื่ออาหาร เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเกิดขบวนการย่อย การดูดซึม การ แปรรูป การขนส่งไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ ในการด ารงไว้ซึ่งการท างานของเซลล์อวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกาย สารอาหาร (Nutrients) หมายถึง สารเคมีที่อยู่ใน อาหาร โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้ คือ สารอาหาร ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย (Macronutrients or Fuel Nutrients) ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นสารอาหารที่จ าเป็นในการควบคุมปฏิกิริยาเคมี ต่าง ๆ ในร่างกาย ได้แก่ สารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นต่อร่างกาย อาหารหลัก 5 หมู่ การจ าแนกอาหารหลักของคนไทยออกเป็นหมู่ใหญ่ 5 หมู่ เพื่อจะเป็นประโยชน์ทางโภชนาการ คือ ให้ได้รับ สารอาหารที่ครบถ้วน เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จะได้สมบูรณ์ แข็งแรง และไม่มีปัญหาทุพโภชนาการ การ จ าแนกอาหารหลัก 5 หมู่ สามารถจ าแนกได้ ดังนี้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ หรือสิ่งแทนเนื้อ อาหารหมู่นี้ส่วนใหญ่จะให้สารอาหารโปรตีน และ บางส่วนจะให้วิตามิน เกลือแร่และไขมันด้วย ได้แก่ อาหาร พวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง นอกจากนี้ยังมีผลไม้เปลือกแข็ง (Nuts) เช่น เกาลัด มะม่วงหิม พานต์ แป๊ะก๊วย กระจับ เป็นต้น หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง น้ าตาล อาหารหมู่นี้ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ และ เปลี่ยนเป็นพลังงาน ส าหรับการท างานของร่างกาย ได้แก่ พวก เมล็ดข้าว และผลิตภัณฑ์ของข้าว เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าว สาลี ข้าวโพด แป้งที่ท ามาจากข้าวต่าง ๆ น้ าตาล เช่น น้ าตาล ทราย น้ าตาลมะพร้าว น้ าผึ้ง พวกหัวและรากที่มีแป้งมาก เช่น มันเทศ มันส าปะหลัง มันฝรั่ง หมู่ที่ 3 ผักใบเขียว และพืชผักอื่น ๆ อาหารหมู่นี้ส่วนใหญ่จะให้วิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ แก่ ร่างกาย ซึ่งจะมีกากใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นการท างานของ อวัยวะทางเดินอาหาร หรือช่วยป้องกัน ท้องผูกได้ดี และถือว่า เป็นอาหารพวกป้องกันโรค(Protective Foods) สามารถแบ่ง ออกเป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ 1. ผักกินใบ ดอก ปลี 2. ผักกิน ผลกินฝัก 3. ผักพวกที่กินหัว ราก
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่าง ๆ อาหารหมู่นี้ให้วิตามิน และเกลือแร่ เช่นเดียวกับผักจึงถือว่า เป็นอาหารพวกป้องกันโรค(Protective foods) ผลไม้สดทั่วไปจะมี วิตามินซีอยู่มาก เช่น ผลไม้พวกส้ม (ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ฯลฯ) ผลไม้สุกบางชนิด และมีสีเหลือง เช่น มะม่วงสุก มะละกอสุก จะมี วิตามินเอสูงกว่าดิบ ผลไม้พวกกล้วยจะมีวิตามินเอ และบีสองมาก ผลไม้ที่มีน้ ามากจะมีแคลอรีต่ า เช่น ส้ม แตงโม หมู่ที่ 5 ไขมันจากสัตว์และพืช อาหารหมู่นี้จะให้พลังงานแก่ร่างกายสูงช่วยในการดูดซึม ของวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค นอกจากนี้ยังให้กรดไขมันที่จ าเป็นแก่ร่างกาย ไขมันจากสัตว์จะ มีกรดไขมันที่อิ่มตัวสูงส่วนไขมันที่มาจากพืชจะมีกรดไขมันที่ไม่ อิ่มตัวสูง ยกเว้นน้ ามันมะพร้าวที่มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวน้อย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร ประโยชน์ของสารอาหาร สารอาหาร ประโยชน์ คาร์โบไฮเดรต ช่วยให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ ร่างกาย โปรตีน ท าให้ร่างกายเจริญเดิบโต ซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมัน ให้ความอบอุ่น ให้พลังงาน ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน วิตามิน ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ท างานเป็นปกติสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ ร่างกาย เกลือแร่ ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ท างานเป็นปกติสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ ร่างกาย น้ า ช่วยในการน าของเสียออกจาก ร่างกายช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร สรุปสารอาหาร วิตามิน ความส าคัญ แหล่งอาหาร ผลกระทบ เมื่อขาด A ช่วยบ ารุงสายตาและผิวหนัง นม เนย ไข่แดง ตับ น้ ามันตับปลา ผัก และ ผลไม้ จะมองเห็นวัตถุในที่ สลัวไม่ชัดเจนตาด า อักเสบ กระจกตาขุ่น และผิวหนังแห้ง B1 ให้พลังงานและน ากระแส ความรู้สึกของเส้นประสาท ยีสต์ ธัญพืช ถั่ว และ เนื้อสัตว์และมักจะผสมใน วิตามินบีรวม มีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดความจ าไม่ดี นอนไม่หลับ B2 มีความจ าเป็นต่อสุขภาพ ผิวหนังและระบบประสาท เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ และผักใบ เขียว ตาจะไวต่อแสงแดด และอาจพร่า เลือน ผิวหนังจะเป็น สะเก็ดมันๆ C เสริมสร้างภูมิคุ้มกันซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอและต่อต้านการ ติดเชื้อ ผัก ผลไม้ เช่น พริกหวาน โขม กะหล่ าดอก และตับ สัตว์ อาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ D ช่วยเสริมการท างานของ กระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ ปอดและสมอง แสงแดด เกิดโรคกระดูกพรุน E ป้องกันการอุดตันของเม็ด เลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบ ไข่ พืช ผัก ผลไม้ อาหาร จ าพวกถั่ว คามผิดปกติทางระบบ ประสาทระบบเลือด ระบบสืบพันธุ์ สูตรการจ า A = ตา B2 = ประสาท D = กระดูก B1 = ชา C = ภูมิคุ้มกัน E = หมัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร สรุปสารอาหาร ธาตุ ความส าคัญ แหล่งอาหาร ผลกระทบ เมื่อขาด Ca แคลเซียม นม เนื้อ ไข่ ผักสีเขียวเข้ม สัตว์ที่กินทั้งเปลือกและ กระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลา ช่วยในการท างานของ ประสาทและกล้ามเนื้อ เด็กเจริญเติบโตไม่ เต็มที่ ในหญิงมีครรภ์ จะท าให้ฟันผุ P ฟอสฟอรัส ช่วยในการสร้างกระดูกและ ฟันการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต การสร้างเซลล์ประสาท นม เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ผัก บางชนิด เช่น เห็ดมะเขือ เทศ อ่อนเพลีย กระดูก เปราะและแตก ง่าย K โพแทสเซียม ควบคุมสมดุลของน้ าใน ร่างกายและช่วยท าให้หัว ใจเต้นเป็นปกติ ผักใบเขียวทุกชนิด เมล็ด ทานตะวัน ถั่ว เป็นต้น ท้องผูก อ่อนเพลีย สูญเสียเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ภาวะหัวใจ เต้นผิดปกติ Fe เหล็ก ตับ เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ ผักสี เขียว เป็นส่วนประกอบของ เอนไซม์บางชนิดและ ฮีโมโกลบินในเม็ด เลือดแดง โลหิตจาง อ่อนเพลีย I ไอโอดีน อาหารทะเล เกลือสมุทร เกลือเสริมไอโอดีน เป็นส่วนประกอบของ ฮอร์โมน ไทรอกซิน ซึ่งผลิตจาก ต่อมไทรอยด์ ในเด็กท าให้สติปัญญา เสื่อมร่างกายแคระ แกรน ในผู้ใหญ่ จะท าให้เป็น โรคคอพอก
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร ธงโภชนาการ ธงโภชนาการ คือ แนวทางการรับประทานอาหารที่ให้คุณค่าทาง อาหารครบถ้วนกับความต้องการของร่างกาย โดยการน าอาหารหลัก 5 หมู่ มาจัดแบ่งออกเป็นชั้นๆ ตามสัดส่วน ปริมาณ และความหลากหลาย ที่ควรรับประทานใน 1 วัน ดังแผนภาพ น้ าตาล น้ ามัน นม เกลือวันละ น้อยๆ ผลไม้ วันละ 3-5 ส่วน นม 1-2 แก้ว เนื้อสัตว์ 6-12 ช้อนกินข้าว ผัก วันละ 4-6 ทัพพี ข้าว วันละ 8-12 ทัพพี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร การทดสอบสารอาหาร สารละลายไอโอดีน มีสีน้ าตาลเหลือง ใช้ทดสอบ แป้ง วิธีการทดสอบ หยดสารละลายไอโอดีน 1 หยดลงในสารละลาย ที่ต้องการทดสอบ ผลการทดสอบ ถ้าน าไปทดสอบสารใด ๆ แล้วเปลี่ยนจาก สีน้ าตาลเหลือง เป็นสีน้ าเงินเข้มหรือสีน้ าเงินปน ม่วง แสดงว่ามีแป้ง การทดสอบแป้ง การทดสอบใบยูเร็ต (คอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4 ในโซเดียมไฮ ดรอกไซด์ (NaOH)) มีสีฟ้า ใช้ทดสอบ โปรตีน วิธีการทดสอบ หยดคอปเปอร์ซัลเฟต 5 หยดลงในสารละลายที่ ต้องการทดสอบแล้วหยดโซเดียมไฮดรอกไซด์อีก 10 หยด หากมีโปรตีนจะได้ สารสีม่วง ผลการทดสอบ ถ้าน าไปทดสอบสารใด ๆ แล้วเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นสีน้ าเงินม่วง แสดงว่าสารนั้นมีโปรตีน การทดสอบโปรตีน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร การทดสอบสารอาหาร สารละลายเบเนดิกต์ มีสีฟ้า ใช้ทดสอบ น้ าตาล วิธีการทดสอบ หยดสารละลายเบเนดิกต์5 หยดลงใน สารละลายที่ต้องการทดสอบ แล้วน าหลอด ทดลองไปต้มในบีกเกอร์ 2 นาที หากมีน้ าตาลจะ ได้ตะกอนสีแดงอิฐ ผลการทดสอบ ถ้าน าไปทดสอบสารใด ๆ แล้วเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นสีส้ม สีแดงอิฐ แสดงว่าสารนั้นมีน้ าตาล การทดสอบน้ าตาล กระดาษขาว - ใช้ทดสอบ ไขมัน วิธีการทดสอบ หยดน้ ามันพืชลงบนกระดาษขาว ขนาด 2 ตาราง เซนติเมตร แล้วใช้มือถูไปมา จากนั้นยกกระดาษ ขึ้นให้แสงผ่าน สังเกตว่าโปร่งแสงหรือไม่ ผลการทดสอบ หากน าไปทดสอบสารใด ๆ แล้วกระดาษขาวโปร่ง แสง แสดงว่าสารนั้นมีไขมัน การทดสอบไขมัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร การย่อยอาหาร (Digestion) คือกระบวนการที่ท าให้โมเลกุลของ อาหารมีขนาดเล็กลง จนสามารถดูดซึมเข้าเซลล์น าไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ เพราะว่ารูของเยื่อหุ้มเซลล์ยอมให้สารที่มีอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่ารูเท่านั้น ผ่านได้จึงต้องให้สารอาหารที่ได้มาจากการกินอาหารผ่านการย่อยอาหารซึ่ง เกิดขึ้นภายในทางเดินอาหารเสียก่อนจึงจะดูดซึมเข้าไป ระบบย่อยอาหาร มี 2 ระบบ 1. ก าร ย่ อ ย เชิ ง ก ล ( Mechanical digestion) เป็ น ก า ร เปลี่ยนแปลงขนาดของอนุภาคของสารอาหารเล็กลงโดยการบดเคี้ยวของ ฟัน การท าให้ไขมันแตกตัวโดยน้ าดี การบีบตัวของทางเดินอาหาร 2. การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการเปลี่ยนแปลง ขนาดของอนุภาคของสารอาหารเล็กลงโดยอาศัยเอนไซม์เป็นน้ าย่อย ระบบย่อยอาหารของคน ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ แบ่งเป็น ส่วนๆดังนี้ - ช่องปาก มีฟันและต่อมน้ าลายเกี่ยวกับการย่อยส่วนนี้ - หลอดอาหาร - กระเพาะอาหาร - ล าไส้เล็ก มีตับและตับอ่อนเกี่ยวข้องกับการย่อยระบบนี้ - ล าไส้ใหญ่
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร ปาก น้ าย่อยอาหารในปากจะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า ไทยาลิน (Ptyalin ) ซึ่งเป็นเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) ชนิดหนึ่ง ท าหน้าที่ย่อยแป้งซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ แป้ง ที่ถูกย่อยแล้วจะอยู่ในรูปของเดกซ์ตริน (Dextrin) ซึ่งเป็น คาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ยังไม่ เปลี่ยนเป็นน้ าตาล แต่ถ้าถูกย่อยนานๆอาจถูกย่อยให้ เป็นน้ าตาลโมเลกุลคู่ได้ หลอดอาหาร การย่อยอาหารในหลอดอาหาร เป็นการย่อย เชิงกล เนื่องจากหลอดอาหารไม่สามารถสร้างน้ าย่อย แต่มีต่อมสร้างน้ าเมือกช่วยหล่อลื่นอาหารให้เคลื่อนที่ไป ง่าย โดยหลอดอาหารจะบีบตัวท าให้อาหารมีขนาดเล็ก ลง และเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหาร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร กระเพาะอาหาร หน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือการย่อยสลาย สารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการท างาน ของกรดเกลือ (hydrochloric acid) เพื่อให้ง่ายต่อการดูด ซึมที่ล าไส้เล็ก นอกจากนี้กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิต เอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน คือเอนไซม์เพปซิน ล าไส้เล็ก ท าหน้าที่ผลิตเอนไซม์และน าเอนไซม์ที่ส่งมาจากตับอ่อน มาย่อยโปรตีนคาร์โบไฮเดรต และไขมันเมื่อสารอาหารใน ล าไส้เล็กถูกย่อย และดูดซึมแล้วจะเป็นกากอาหารส่งไป ยังล าไส้ใหญ่ ท าหน้าที่รับกากอาหารจากล าไส้เล็ก ดูดซึมน้ าและเกลือ แร่ออกจากกากอาหารและล าเลียงไปยังทวารหนัก ล าไส้ใหญ่
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการย่อยอาหาร เคล็ดลับการกินเพื่อระบบย่อยอาหารที่ดี เคี้ยวอาหารให้ละเอียด การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดช่วย ให้กระเพาะอาหารไม่ต้องท างานหนัก เพราะถ้ากระเพาะ ต้องย่อยมาก การหลั่งกรดในกระเพาะ และการบีบตัว ของกระเพาะจะมากขึ้น รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ควรรับประทานอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ในเวลาที่เหมาะสม และรับประทาน อาหารแต่ละมื้อในเวลาเดียวกันทุกวัน ดื่มน้ าให้เพียงพอ ควรดื่มน้ า 2 ลิตรต่อวัน เพราะน้ าท า หน้าที่ช่วยย่อยอาหารได้สะดวก จะเห็นว่าถ้าดื่มน้ าน้อย มักมีอาการท้องผูก และระบบย่อยอาหารท างานยาก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ทางที่ดีควร หันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา เป็นต้น การออกก าลังกาย ควรออกก าลังกายเป็นประจ า วันละ 20-30 นาที จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารท างานดีขึ้น และ การขับของเสียออกจากร่างกายก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 3 การแยกสารเนื้อผสม การจ าแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ เมื่อใช้สมบัติทางกายภาพของสารที่ได้จากการ สังเกตลักษณะความแตกต่างของเนื้อสาร จะสามารถ จ าแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ - สารเนื้อเดียว ( Homogeneous Substance ) หมายถึง สารที่มีเนื้อสารเหมือนกันทุกส่วน ท าให้สารมี สมบัติเหมือนกันตลอดทุกส่วน เช่น แอลกอฮอล์ , ทองค า ( Au ) , โลหะบัดกรี - สารเนื้อผสม ( Heterogeneous Substance) หมายถึง สารที่มีเนื้อสารแตกต่างกันในแต่ละส่วน จะท า ให้สารนั้นมีสมบัติ ไม่เหมือนกันตลอดทุกส่วน เช่น น้ าอบ ไทย , น้ าคลอง ฯลฯ วิธีการแยกสารเนื้อผสม การแยกสารเนื้อผสมอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การ กรอง การใช้กรวยแยก การใช้อ านาจแม่เหล็ก การระเหิด การระเหยจนแห้ง ซึ่งเป็นการแยกสารโดยวิธีทางกายภาพ ทั้งสิ้น สารที่แยกได้จะมีสมบัติเหมือนเดิม ซึ่งรายละเอียดของ วิธีการแยกแบบต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 3 การแยกสารเนื้อผสม การจ าแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ 1.การหยิบออก คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง ผสมกับของแข็งที่มีขนาดและมี ลักษณะแตกต่างกันชัดเจน 2. การร่อน คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... .............................................................................. เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็งที่มี ขนาดแตกต่างกันผสมกันอยู่ให้ออก จากกัน โดยของแข็งมีขนาดเล็ก และ ไม่สามารถใช้มือหยิบออกได้ 3. การระเหิด คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง ที่ระเหิดได้ผสมกับของแข็งที่ระเหิด ไม่ได้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 3 การแยกสารเนื้อผสม การจ าแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ 4. การใช้แม่เหล็กดึงดูด คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เ ป็ น วิ ธี ก า ร แ ย ก ส า ร ผ ส ม ที่ ใ น ส่วนประกอบหนึ่งของสารผสมมีสมบัติ ในการถูกแม่เหล็กดึงดูดได้ เรียกว่า สารแม่เหล็ก 5. การรินออก คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง ผสมอยู่กับของเหลว โดยของแข็งจะไม่ ละลายในของเหลวนั้น 6. การตกตะกอน คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง แขวนลอยอยู่ในของเหลว โดยสารผสม นั้นจะมีลักษณะขุ่น
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 3 การแยกสารเนื้อผสม การจ าแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ 7. การกรอง คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง ผสมอยู่กับของเหลว หรือใช้แยกสาร แขวนลอยออกจากน้ า 8. การระเหยแห้ง คือ ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีของแข็ง ละลายอยู่ในของเหลวอย่างผสม กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน หรือ เรียกว่า สารละลาย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า แรงไฟฟ้า คือ แรงที่เกิดขึ้นระหว่างประจุไฟฟ้าด้วยกัน มีทั้งแรง ดึงดูดและแรงผลัก แรงไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติคือ การน าวัตถุมาขัดถู กันจะท าให้เกิดแรงไฟฟ้าขึ้นบริเวณที่มีการขัดถูของวัตถุเท่านั้น เรียก แรงไพฟ้านี้ว่า ไฟฟ้าสถิต เมื่อน าประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันมาอยู่ใกล้กัน จะเกิดแรงทางไฟฟ้าดึงดูดเข้าหากัน เมื่อน าประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาอยู่ใกล้กัน จะเกิดแรงทางไฟฟ้าผลักออกจากกัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วงจรไฟฟ้า คือ เส้นทางของกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งก าเนิด ไฟฟ้า ผ่านตัวน าไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า แล้ว กลับไปยังแหล่งก าเนิดไฟฟ้าวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วงจรไฟฟ้าไหลครบวงจรและเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถท างานได้จะ เรียกว่า วงจรปิด วงจรไฟฟ้าไฟลไม่ครบวงจร โดยปลดสายไฟฟ้าเส้นใดเส้นหนึ่ง ออกหรือยกสวิตช์ขึ้นและเครื่องใช้ ไฟฟ้าไม่สามารถท างานได้จะ เรียกว่า วงจรเปิด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย 3 ส่วนส าคัญ ดังนี้ 1.แหล่งก าเนิดไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉาย แบตตอรี่ ท าหน้าที่ให้ พลังงานไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ถ่านไฟฉายหรือแบตเตอรี่ซึ่งประกอบด้วย เซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์ต่อกัน มีหลายประเภทและมีรูปร่างหลายแบบ บางประเภทมีอายุการใช้งานสั้น บางประเภทมีอายุการใช้งานนาน หรือ บางประเภทสามารถบรรจุพลังงานไฟฟ้าได้ใหม่ แบตตอรี่ 2.สายไฟฟ้าหรือตัวน าไฟฟ้า ท าหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง แหล่งก าเนิดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในสายไฟฟ้ามีลวดทองแดง ซึ่งเป็นตัวน าไฟฟ้าที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่าน ส่วนภายนอกมีฉนวนหุ้ม ซึ่งจะไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่าน สายไฟฟ้าหรือตัวน าไฟฟ้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย 3 ส่วนส าคัญ ดังนี้ 3.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ท าหน้าที่เปลี่ยนพลังงาน ไฟฟ้าเป็นพลังงานอื่น เช่นหลอดไฟฟ้าท าหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานแสง อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า สัญลักษณ์ของส่วนประกอบต่าง ฯ ในการต่อวงจรไฟฟ้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์ของส่วนประกอบต่าง ฯ ในการต่อวงจรไฟฟ้า
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม เป็นการน าเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ ตัวมาต่อเรียงกันไปเรื่อย ๆ กระแสไฟฟ้าจากการต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินได้ทางเดียว เท่านั้น ถ้าหากเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดความเสียหาย จะท าให้ วงจรทั้งหมดไม่ท างาน การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน เป็นการน าเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า ห ล า ย ๆ ตั ว ม า ต่ อ กั น โ ด ย ใ ห้ ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ้ า ที่ ไ ห ล อ อ ก จ า ก แหล่งก าเนิดไฟฟ้าแยกไหลออกเป็น ห ล า ย เ ส้ น ท า ง ดั ง นั้ น ห า ก มี เครื่องใช้ไฟฟ้าในเส้นทางใดเสียหาย หรือหยุดท างานเครื่องใช้ไฟฟ้าใน เส้นทางอื่นจะยังคงสามารถท างาน ต่อไปได้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 4 แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า ประโยชน์ของความรู้ของการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม และแบบขนาน การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม ประโยชน์ .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม ข้อจ ากัด .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. - หากหลอดไฟฟ้าดวงหนึ่งช ารุดหรือถูก ถอดออกหลอดไฟฟ้าดวงที่เหลือจะดับ ทั้งหมด (วงจรไฟฟ้าเปิด) - ใช้กับการต่อหลอดไฟฟ้าที่ต้องการให้ สว่างพร้อมกัน เช่น โคมไฟหรือไฟประดับ ตามสถานที่ต่าง ๆ การต่อหลอดไ ฟฟ้าแบบขนาน ประโยชน์ ....................................................................... ....................................................................... ....................................................................... ....................................................................... ....................................................................... การต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน ข้อจ ากัด .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. -หลอดไฟฟ้าทุกดวงสว่างเท่ากัน -เมื่อหลอดไฟฟ้าดวงหนึ่งเสีย หลอดไฟฟ้าดวงอื่นจะยังคงท างาน ได้ตามปกติ -สามารถเปิดหรือปิดหลอดไฟฟ้า เฉพาะดวงที่ต้องการใช้งานได้ - ต้องใช้อุปกรณ์ต่อหลอดไฟฟ้า มากกว่าแบบอนุกรม - วิธีการต่อหลอดไฟฟ้าซับซ้อน มากกว่าการต่อแบบอนุกรม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ การเกิดเงา เงา คือ บริเวณมืดหลังวัตถุที่เกิดขึ้นจากวัตฤต่าง ๆ ขวางกันทางเดิน ของแสงไว้แสงจึงไม่สามารถเดินทางไปถึง หรือไปถึงเพียงบางส่วน เงาเกิดขึ้นเมื่อมีวัตถุกั้นแสง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. เงามัว (Penumbra) คือ เงาของวัตถุในบริเวณที่มีแสงบางส่วน ผ่านไปถึง ท าให้บริเวณนั้นมืดไม่สนิท 2. เงามืด (Umbra) คือ เงาของวัตถุในบริเวณที่ไม่มีแสงผ่านไปถึง ท า ให้บริเวณนั้นมืดสนิท เมื่อมีวัตถุกั้นแสงจะเกิดเงาบนฉากเป็นบริเวณมืด หลังวัตถุ กล่าวคือ เงาเกิดจากการที่ตัวกลางทึบแสงมาขวางกั้นทางเดิน ของแสง โดยรูปร่างของเงาจะเป็นไปตามวัตถุที่มากั้นแสง ช่วงกว้างของ การเกิดเงามืดเงามัวขึ้นอยู่กับขนาดของแหล่งก าเนิดแสง วัตถุกั้นแสง และ ระยะห่างระหว่างแหล่งก าเนิดแสงกับวัตถุกั้นแสงและฉากรับแสง แหล่งก าเนิดแสง สิ่งกีดขวาง เงามัว เงามืด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ ปรากฎการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา สุริยุปราคาเต็มดวง เกิดจากดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมาก เงาดวงจันทร์จึงมี ขนาดใหญ่ คนบนโลกที่อยู่บริเวณเงามืดของดวงจันทร์จะ มองเห็น ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนมิด หรือมองเห็นดวง อาทิตย์มืดทั้งดวง เกิดจากโลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง เดียวกันกับดวงอาทิตย์ โดยมี ดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวง อ า ทิ ต ย์ กั บ โ ล ก ต้ อ ง ใ ช้ อุปกรณ์ในการสังเกต เช่น แว่นดูดวงอาทิตย์ กล้อง โทรทรรศน์ส าหรับดูดวง อาทิตย์ ปรากฏการณ์สุริยุปราคา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เกิดจากคนบนโลกที่อยู่ ในบริเวณเงามัวบนผิวโลก จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวง อาทิตย์เพียงบางส่วน จึงท า ให้มองเห็นดวงอาทิตย์แหว่ง เป็นเสี้ยว สุริยุปราคาบางส่วน เกิดจากบางครั้งดวง จันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก ท า ให้เงาของดวงจันทร์ทอดไปไม่ ถึงผิวโลก ดวงจันทร์จึงมี ขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ จึง บังดวงอาทิตย์ไม่หมด ท าให้ มองเห็นขอบของดวงอาทิตย์ เป็นรูปวงแหวน สุริยุปราคาวงแหวน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เกิดจากดวงจันทร์และ โ ล ก โ ค จ ร ม า อ ยู่ ใ น แ น ว เส้นตรงเดียวกันกับดวง อาทิตย์ โดยมีโลกอยู่ระหว่าง ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ สามารถสังเกตได้ด้วยตา เปล่า ปรากฏการณ์ จันทรุปราคา เกิดจากดวงจันทร์ทั้งดวง โคจรเข้าไปในเงามืดของโลก คนที่อยู่บนโลกจะมองเห็น ดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐหรือ เรียกว่า พระจันทร์สีเลือด จันทรุปราคาเต็มดวง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เกิดจากดวงจันทร์ บางส่วนโคจรเข้าไปในเงามืด ของโลก คนที่อยู่บนโลกจะ มองเห็นดวงจันทร์บางส่วน มืดลงบางส่วนมีสีอิฐ จันทรุปราคาบางส่วน เกิดจากดวงจันทร์โคจรเข้าไป ใ น เ ง า มั ว เ ท่ า นั้ น ท า ใ ห้ มองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่ เห็นได้ไม่ชัดเจนเพราะความ สว่างของดวงจันทร์จะลด น้อยลง จันทรุปราคาเงามัว
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ หมายถึง เทคโน โลยีที่ใช้ในการส ารวจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ทั้งในโลกและนอกโลกการค้นหาความรู้เกี่ยวกับอวกาศของมนุษย์ นั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณ เมื่อประมาณ 800 ปีก่อน คริสตกาล มนุษย์มีความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเมื่อเวลา ผ่านไป 200 ปี พีทาโกรัส นักปราชญ์ชาวรีกได้สร้างแบบจ าลองของระบบ จักรวาล โดยมีโลกเป็นศูนย์กลางขึ้นมาต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 กาลิ เลโอ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ได้สร้างกล้องโทรทรรศน์ ท าให้กาลิเลโอ เห็นทางช้างเผือกที่มีดาวมากมาย และเห็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาว พฤหัสบดีจ านวน 4 ดวงกาลิเลโอจึงค้นพบว่า "โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของ จักรวาล แต่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์"นักดาราศาสตร์ในอดีตเริ่มศึกษา ดาวต่าง ๆ โดยการสังเกตด้วยตาเปล่า และจดบันทึกไว้ จนเมื่อพ.ศ. ๒๑๕๒ กาลิเลโอ กาลิเลอี ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ กล้องโทรทรรศน์ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ สังเกตวัตถุบน ท้องฟ้าที่อยู่ไกล ๆ โดยขยายภาพของ วัตถุใหม่มีขนาดใหญขึ้น ดาวเทียม เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเพื่อ ส่งขึ้นไปโคจรรอบ โลก เพื่อใช้งานใน วัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น การพยากรณ์ การ ติดต่อสื่อสาร สถานีอวกาศ เป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ ที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้และปฏิบัติภารกิจ ในนั้นได้หลายเดือน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 5 เงา อุปราคาและเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ ยานอวกาศ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ในการ เดินทาง เพื่อส ารวจอวกาศของมนุษย์ จรวด เป็นยานพาหนะที่ใช้ในการ ส่งยานอวกาศ เพื่อให้หลุดพ้นจากแรง โน้มถ่วงของโลก
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ หิน หิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1.หินอัคนี (Igneous rocks) เกิดจากการแข็งตัวและเย็นตัว ของหินหนืดซึ่งร้อนและหลอมเหลว หินหนืดที่อยู่ใต้เปลือกโลก เรียกว่า แมกมา เมื่อเย็นตัวแมกมาจะค่อย ๆ แข็งตัวในขณะที่อยู่ใต้ เปลือกโลกอย่างช้า ๆ สามารถแบ่งหินอัคนีตามแหล่งที่มา ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.หินอัคนีแทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหินที่กิ ดจากหินหนืดที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ ท าให้ผลึกแร่ มีขนาดใหญ่ และเนื้อหยาบ เช่น หินแกรนิต หินไดออไรต์และหิน แกรโบร 2.หินอัคนีพุ ( Extrusive ingneous rocks) บางทีเรียกว่า หิน ภูเขาไฟ เป็นหินหนืดที่เกิดจากลาวาบนพื้นผิว โลกเย็นตัวอย่าง รวดเร็ว ท าให้ผลึกมีขนาดเล็ก และเนื้อละเอียด เช่น หินบะซอลต์ หินไรออไรต์และหินแอนดีไชต์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ หิน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ หิน 2. หินตะกอน หรือ หินชั้น (Sedimentary rocks เป็นหินที่ถูก แสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้ า หรือ ถูกกระแทกแล้วแตกเป็นก้อน เล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลง เศษหินที่ผุพังทั้งอนุภาคใหญ่และ เล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยา เคมีจนกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยที่ท าให้เกิดหินตะกอน หรือ หินชั้น คือ การผุพัง (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการพัด พา (Transportation)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ หิน 3. หินแปร (Metamophic rock) เกิดการแปรสภาพของหินอัคนี หิน ตะกอน หรือ หินแปร เนื่องจากความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึกของแร่เรียงตัวขนานกันเป็นแถบ บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้ บางชนิดเป็นเนื้อผลึกที่มีความแข็งมาก เช่น หินไนส์แปรมาจากหินทรายหินชนวนแปรมาจากหินดินดาน หินค วอร์ตไซต์แปรมาจากหินทราย และหินอ่อนแปรมาจากหินปูน ซึ่งจัด แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ หินไนซ์ (Gneiss) หินควอตไซต์ (Quartzite) หินชนวน (Slate)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ วัฏจักรของหิน (rock cycle) เป็นการเปลี่ยนแปลงของหิน 3 ชนิด คือ หินอัคนี (Igneous rock) หินชั้น หรือตะกอน (Sedimentary rock) และหินแปร (Metamorphic rock) จากหินชนิดหนึ่งไปเป็นหินอีกชนิดหนึ่ง หรืออาจเปลี่ยนกลับไป เป็นหินชนิดเดิมอีกก็ได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ กับอุณหภูมิ ความดัน การผุพัง และการกัดกร่อนแร่ธาตุต่าง ๆ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 6 หิน และซากดึกด าบรรพ์ ซากดึกด าบรรพ์ ซากดึกดาบรรพ์ คือ ซากพืช ซากสัตว์ หรือร่องรอยของ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในยุคโบราณที่ถูกแปรสภาพ ด้วยกระบวนการทาง ธรณีวิทยา แล้วถูกเก็บรักษาไว้ในหิน หรือ ชั้นหินจากการสะสม และ ทับถมของตะกอน ซากดึกดาบรรพ์ เกิดจาก การทับถมหรือประทับรอยของ สิ่งมีชีวิตในอดีตแล้วผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง ทางธรรมชาติต่าง ๆ จนท าให้กลายเป็น โครงสร้างของซาก หรือร่องรอยของสิ่งมชีวิต การเกิดซากดึกด าบรรพ์ สิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ถูกพัดพาลงไปใต้น้ า ท าให้ถูกฝังอยู่ใต้ชั้น ตะกอน ส่วนอ่อนที่เน่าเปื่อยสลาย ไปจนเหลือแต่โครงร่าง เมื่อเวลาผ่านไปแร่ธาตุจะ แทรกซึมเข้าไปสะสมตาม โครงร่างของสัตว์ เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ล้านปีตะกอนดินและ โครงร่างของสัตว์จะแปร สภาพแล้วกลายเป็นหิน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ ลมบก ลมทะเล และ ลมมรสุม ลม คือ อากาศที่เคลื่อนที่ โดยจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความกด อากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ า หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ าไป ยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ส่วนในช่วงเวลากลางคืนพื้นดินคายความ ร้อนเร็วกว่าน้ าทะเล ท าให้อากาศเหนือน้ าทะเล ร้อนกว่าและมีความหนาแน่นน้อยกว่า อากาศ เหนือพื้นดินที่หนาแน่นกว่าจึงเคลื่อนตัวออกไป ในทะเลเพื่อแทนที่อากาศบริเวณผิวน้ าทะเลที่ ลอยขึ้นสูงเกิดเป็นลมพัดออกจากชายฝั่ง เรียกว่า "ลมบก"
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ ลมบก ลมทะเล และ ลมมรสุม บริเวณชายทะเล ในช่วงเวลากลางวัน พื้นดินร้อนกว่าพื้นน้ าทะเลท าให้อากาศเหนือ พื้นดินร้อนกว่าอากาศเหนือผิวน้ าทะเลด้วย อากาศเหนือพื้นดินจึงขยายตัวและมีความ หนาแน่นน้อยกว่าอากาศเหนือผิวน้ าทะเลจึง เคลื่อนที่เข้าหาชายฝั่งแล้วผลักอากาศเหนือ พื้นดินให้ลอยสูงขึ้นไป เกิดเป็นลมพัดเข้าหา ชายฝั่ง เรียกว่า "ลมทะเล"
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ ลมบก ลมทะเล และ ลมมรสุม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ ลมบก ลมทะเล และ ลมมรสุม ลมมรสุม คือ เป็นลมประจ าฤดู มีหลักการเช่นเดียวกับการเกิดลม บกและลมทะเล คือ เกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นทวีปและพื้น มหาสมุทรมีความแตกต่างกัน ในประเทศไทยมีลมมรสุมพัดผ่าน 2 ชนิด ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทิศทาง ของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจาก มหาสมุทรอินเดียขึ้นสู่ทวีปเอเชีย ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศทางของลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดจาก ประเทศจีนผ่านมายังประเทศไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ ปรากฏการณ์เรือนกระจก ป ร า ก ฏก า ร ณ์ เ รื อ น ก ร ะ จ ก ( greenhouse effect) คื อ ปรากฎการณ์ที่แก๊สเรือนกระจกดูดชับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ว้ บางส่วนในเวลากลางวัน แล้วคายรังสีความร้อนบางส่วน กลับมาสู่ผิว โลกในเวลากลางคืน ท าให้อุณหภูมิในบรรยากาศของโลกไม่เปลี่ยนแปลง ไปอย่างฉับพลัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยที่ 7 ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลด การก่อแก๊สเรือนกระจก การใช้รถจักรยาน เพื่อช่วยลดการปล่อยแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเช่น ปิดสวิตช์ และถอดปลั๊ก ไม่เผาหญ้าริมถนน เพื่อลด แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ตัดไม้ท าลายป่า เพื่อให้ต้นไม้เป็นแหล่งดูดซับ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์