รายงาน
เรื่อง วงจรทรัพยากรมนษุ ยแ ละการจายตอบแทน
จดั ทาํ โดย
นางสาวกุลสตรี ชางทํา เลขท่ี 2
นางสาวตรีรตั น ขาวท่วั เลขท่ี 3
เสนอ
อาจารยนพิ ร จุทัยรัตน
รายงานนีเ้ ปน สวนหนึง่ ของการศึกษาตามหลกั สูตรเทคโนโลยบี ณั ฑติ (การบัญช)ี
ภาคเรยี นท่ี 2/2565
วิทยาลยั อาชีวศึกษาชลบรุ ี
รายงาน
เรื่อง วงจรทรัพยากรมนษุ ยแ ละการจายตอบแทน
จดั ทาํ โดย
นางสาวกุลสตรี ชางทํา เลขท่ี 2
นางสาวตรีรตั น ขาวท่วั เลขท่ี 3
เสนอ
อาจารยนพิ ร จุทัยรัตน
รายงานนีเ้ ปน สวนหนึง่ ของการศึกษาตามหลกั สูตรเทคโนโลยบี ณั ฑติ (การบัญช)ี
ภาคเรยี นท่ี 2/2565
วิทยาลยั อาชีวศึกษาชลบรุ ี
คาํ นํา
รายงานเลมน้ีจัดทําขึ้นเพ่ือเปนสวนหนึ่งของวิชาปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศทางการ
บญั ชแี ละดิจิตอล (Accounting Information System and Digital Practice) รหัส 23-4201-8001
เพื่อใหไดศึกษาหาความรูใ น เร่ือง วงจรทรัพยากรมนษุ ยและการจายตอบแทน ซึ่งรายงานนีม้ ีเนือ้ หา
เก่ียวกับวงจรทรัพยากรมนุษยและการจายตอบแทน และไดศึกษาอยางเขาใจเพื่อเปนประโยชนกับ
การเรยี น
ผูจัดทําหวังวารายงานเลมนี้จะเปนประโยชนกับผูอาน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กําลังหา
ขอมลู เร่อื งน้ีหากมีขอ แนะนําหรอื ขอ ผิดพลาดประการใด ผจู ัดทําขออภยั มา ณ ที่นดี้ ว ย
ผูจดั ทํา
นางสาวกุลสตรี ชางทํา
นางสาวตรรี ตั น ขาวท่ัว
สารบัญ
หนา
คํานาํ ...........................................................................................................................................................ก
สารบัญ........................................................................................................................................................ข
ความหมายทรพั ยากรมนุษย. .......................................................................................................................1
การวางแผนทรพั ยากรมนษุ ย (Human Resource Planning)..................................................................1
ความหมายของการวางแผนทรัพยากรมนุษย..............................................................................................1
ความสําคญั ของการวางแผนทรัพยากรมนุษย.............................................................................................1
วัตถุประสงคข องการวางแผนทรพั ยากรมนุษย. ...........................................................................................2
ประโยชนข องการวางแผนทรัพยากรมนษุ ย ...............................................................................................2
การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย (Human Resource Management)...........................................................3
การวางแผนทรพั ยากรมนษุ ย (Human resource Planning) .................................................................3
กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย. .......................................................................................................3
วงจรผลติ ภัณฑ (Product Life Cycle)......................................................................................................5
การจดั คนเขา ทํางาน (Staffing)..................................................................................................................7
การจายคาตอบแทน (Compensation)...................................................................................................14
การประเมินผลการปฏิบตั ิงาน (Performance Appraisal).....................................................................15
กลยทุ ธใ นการสรางความสัมพนั ธอ นั ดรี ะหวางองคก รกบั ผูสมัครงาน (CRM)..............................................18
ภาคผนวก...................................................................................................................................................ค
1
ความหมายทรัพยากรมนษุ ย
ทรัพยากรมนุษยเปนทรพั ยากรท่ีมคี ณุ คา มคี วามคิด ซึง่ มศี กั ยภาพในตัวเองทีแ่ ตละคน
แตกตา งกันทง้ั ในดานความรู ดานทักษะและเจตคติและมีความสามารถในการปฏิบตั ิงานหรือผลที่ได
จาดการปฏิบัติงานก็แตกตา งกนั ดวย ท้ังสองประเดน็ น้ีจึงตองนาํ มาพิจารณารวมกันเพราะผลจากการ
ปฏบิ ตั งิ านจะสะทอนศักยภาพของมนุษยและกระบวนการทํางาน ถา สามารถวิเคราะหไ ดว า มนุษยม ี
ศกั ยภาพเพยี งใดผลปฏบิ ัตงิ านเปน เชนไร แลวก็สามารถท่ีจะดําเนินการพฒั นาหรอื ดงึ ศักยภาพของ
มนษุ ยออกมาใชใหเกิดประโยชนใ นการปฏิบัติงาน ใหเปนไปตามเปาหมายขององคการ
การวางแผนทรัพยากรมนษุ ย (Human Resource Planning)
เปน สวนของกิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนษุ ย ท่ีตองดําเนนิ การตอ จากการวิเคราะหงาน
ซึ่งเปน กระบวนการทีม่ ุงจะพยายาม ใหองคก ารมที รัพยากรบคุ คลเพยี งพอ ทัง้ ในเชงิ ปริมาณและ
คุณภาพ สําหรบั ปฏิบตั ภิ ารกิจขององคการให บรรลุวตั ถุประสงคใ นอนาคต
ความหมายของการวางแผนทรัพยากรมนุษย
R Waynd Mondy ไดอ ธบิ ายวาการวางแผนทรัพยากรมนุษย เปน กระบวนการทบทวนความ
ตอ งการ ดานทรัพยากรมนุษยขององคการอยา งเปน ระบบ เพือ่ ใหมนั่ ใจวาจํานวนบคุ ลากรที่มี
คณุ สมบตั ิ และทกั ษะทจ่ี ําเปนสําหรบั การปฏิบัติงานมีเพียงพอ เม่ือถึงเวลาท่อี งคการตอ งการ
กระบวนการน้ีจึงเปนการคาดคะเนความตอ งการบุคลากรกับจํานวนตาํ แหนงงาน ท่ีจะเปดรบั
พนกั งานในระยะเวลาที่ไดระบุไวใน อนาคต
Arthur w.Sherman ไดใหคําจาํ กัดความของการวางแผนทรพั ยากรมนุษยไววา เปน
กระบวนการพยากรณความตองการทรพั ยากรบุคคล โดยเปรียบเทียบความตองการท่ี จะใชพนักงาน
กบั จํานวนพนกั งานที่ มีอยูจรงิ แลวจงึ ดาํ เนินการตดั สนิ ใจตามความเหมาสม เพื่อใหเกิดความสมดลุ
ระหวางจํานวนบุคลากรท่ีตอ งการในอนาคตกบั จาํ นวนทีต่ องสรรหาเพม่ิ วิธีการทใ่ี ชเพอ่ื พยากรณ
ความตองการทรัพยากรมนุษยใชทั้ง วิธีเชงิ ปริมาณ และคุณภาพควบคูกันไป
ความสําคญั ของการวางแผนทรพั ยากรมนุษย
1. ทําใหการปฏิบตั งิ านของบุคลากรมีประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล ใชค นใหถกู กับงาน
“put the right man on the right job” (วธิ กี ารวางแผน สรรหา คดั เลือก ฝก อบรม พัฒนา และ
ประเมินผล)
2
2. ทาํ ใหบุคลากรเกิดความพอใจ และมกี ารพัฒนาท่ีดีขึ้น (ระบบงานที่ดี มีความยุตธิ รรม ให
โอกาส กา วหนา ทา ทาย พัฒนาอาชพี มสี วนรว ม เลื่อนข้นั คาตอบแทน)
3. ทําใหเกิดการจางงานที่เทา เทียมกัน (มีความเปนธรรม ความม่ันคง เสมอภาค วางแผนทดี่ ี
ให กําลงั ใจ)
4. ทาํ ใหองคก ารสามารถดําเนินการอยางมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพในอนาคต
5. ทําใหองคก ารสามารถดาํ เนนิ การอยา งมน่ั คงทา มกลางสภาพสงั คมที่เปลย่ี นแปลง
6. ทาํ ใหองคการมีแผนดําเนินการอยา งละเอยี ด ท่ีจะปฏิบตั ิงานดา นบุคคลอยา งมีขัน้ ตอน
เชน การ สรรหาการคัดเลือก การโอนยาย การเลือ่ นตาํ แหนง
วัตถุประสงคของการวางแผนทรัพยากรมนษุ ย
1. เพื่อคาดคะเนความตอ งการจาํ นวนและประเภทของทรัพยากรบุคคล ท่ีจะปฏิบตั ิงาน
รวมถึง ระดับของทักษะ ความรู และความสามารถท่ีตอ งการ
2. เพื่อใหไดม าและธํารงไวซ ่ึงทรัพยากรมนษุ ย ในจาํ นวนและคณุ ภาพทต่ี องการ
3. เพ่ือบริหารการใชทรพั ยากรบคุ คล ในองคก ารทมี่ ีอยูใหไ ดประโยชนสงู สุด และปองกัน
พนักงานท่ีมีความรูค วามสามารถออกจากงาน หลงั จากทีไ่ ดรบั การพฒั นาจากองคการแลว
4. เพื่อคาดคะเนลวงหนาถงึ ปญหาตาง ๆ เก่ียวกบั ทรพั ยากรมนษุ ย เชน ปญ หาการขาด
แคลนบคุ ลากร และปญ หาการมบี ุคลากรเกินความตองการเปนตน
5. เพื่อสรา งความเขา ใจรวมกันเก่ยี วกับสภาพทรัพยากรมนษุ ยของหนว ยงานตาง ๆ ภายใน
องคก าร ซง่ึ จะเชื่อมโยงไปถึงการเกลย่ี กําลงั คนระหวางหนวยงานในที่สดุ
ประโยชนข องการวางแผนทรัพยากรมนุษย
1. ชว ยใหองคการสามารถวางแผนพัฒนาการใชท รพั ยากรมนุษยใหเ กิดประโยชนส งู สดุ ชวย
ใหกิจกรรมดานทรพั ยากรมนุษยและเปาู หมายขององคการในอนาคตมคี วามสอดคลอ งกัน
2. ชวยในกิจกรรดา นทรัพยากรมนุษยเปนไปอยางมรี ะบบและมีความสมั พันธต อเน่ืองกัน
3. ชว ยใหการจางพนักงานใหมเปนไปอยางมปี ระสิทธภิ าพ
4. เปน การเตรยี มการใหไดพนักงานใหมเปน ไปตามความตองการของแผนหรอื ฝายตา ง ๆ
5. สง เสริมและพัฒนาโอกาลความเทา เทยี มกนั ของพนกั งานในหนวยงานตา ง ๆ ขององคการ
6. เปน แนวทางสาํ หรบั องคก ารทมี่ ีหนาที่ผลติ จะไดผลติ กาํ ลังคนใหสอดคลอ งกับความ
ตอ งการของหนว ยงาน
3
การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย (Human Resource Management)
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management) หมายถงึ การดาํ เนิน
กิจกรรมตา ง ๆ ท่ีจําเปนเกย่ี วกับทรัพยากรมนุษย เพ่ือใหอ งคกรมีทรัพยากรมนษุ ยทีเ่ พียงพอ ท้ังใน
ดานคุณภาพและปริมาณตลอดจนสามารถดาํ เนนิ งานไดบ รรลุวัตถปุ ระสงคท ่ีกาํ หนด
กระบวนการในการการบริหารทรัพยากรมนุษยมีขั้นตอนดงั น้ี
การวางแผนทรัพยากรมนุษย( Human resource Planning)
การางแผนทรัพยากรมนษุ ยคือการพิจารณากาํ หนดความตองการกําลังคนขององคก ร
(Human resource Demand) ทงั้ ในดา นปรมิ าณและคณุ ลักษณะของกําลังคน (Human Resource
Characteristics) ตามแผนการดําเนนิ ธุรกิจท่ีกาํ หนดไว เพื่อนําไปเปรียบเทยี บกับกาํ ลงั คน (Human
Resource Supply) ที่มอี ยูขององคกร
กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย
1. พิจารณาวิสัยทศั น ดว ยมมุ มองของผบู ริหาร
- มมุ มองเตา (turtle’s eyes view) ระยะส้ันมองเฉพาะงานในสวนท่ตี นเองทําอยู
เทาน้ัน (ระดับปฏิบัติ)
- มมุ มองแบบสงิ โต (lion’s eyes view) ชาํ นาญเฉพาะดา น ไมช อบการเปลี่ยนแปลง
(ผูจ ัดการแผนก)
- มุมมองแบบนก (bird’s eyes view) ประเมินสถานการณค ดิ วิเคราะหกอ นตัดสินใจ
(ผูบริหารระดบั สูง)
2. การวิเคราะห S.W.O.T
4
3. การจัดทําแผนกลยุทธ
1. แผนระดับกลยทุ ธองคก าร (เตบิ โต คงท่ี หดตัว)
2. แผนงานระดบั จัดการ
- กลยทุ ธสรา งความแตกตาง (พัฒนาตนเอง แผนฝกอบรม)
- กลยทุ ธการเปน ผนู าํ ทางดานตน ทุน (เปลย่ี นแปลงกระบวนการทาํ งาน เพ่มิ
ประสทิ ธิภาพการ ทาํ งาน)
- กลยุทธก ารตอบสนองท่ีรวดเรว็
- กลยุทธการมงุ ทีล่ กู คา กลุมเลก็
3. การจัดทําแผนกลยุทธ แผนงานระดบั ปฏบิ ตั กิ าร
5
วงจรผลติ ภัณฑ (Product Life Cycle)
วงจรผลิตภัณฑ (Product Life Cycle)
ชว งแนะนํา (Introduction stage) เปนเสมือนการเปด ตัวครงั้ แรกในตลาดมีการสงเสริมทาง
การตลาดอยา งมาก เพื่อใหผ ูบริโภคไดรับรูห รือมีประสบการณในการทดลองใช ชวงนอ้ี าจมียอดขายท่ี
ตาํ่ แต ยังไมม ีคแู ขงหรือมีนอยมาก
ชวงกาํ ลงั เติบโต (Growth stage) ไดผลยอมรับจากชวงแรกดี ทําใหมีการตอบสนองจาก
ผูบรโิ ภคมากขึน้ โดยดูจากยอดขายท่ีเพิ่มขึน้ อยา งรวดเร็ว ตองเพิ่มชอ งทางการจัดจําหนา ยแบบทัว่ ถงึ
เรม่ิ มคี แู ขงทางการคา มากขน้ึ
ชว งเติบโตเต็มท่ี (Maturity stage) รกั ษาความเปนผนู าํ ของสนิ คา เนนความแตกตางในตรา
สนิ คาและสาระประโยชนของสนิ คา ใหเลอื กมากขนึ้ ต้ังราคาใหส อดคลองหรอื ดกี วาคแู ขง
ชวงกําลงั ถดถอย (Saturation stage) ชวงตกตํา่ (Decline stage) ตลาดเรม่ิ อม่ิ ตวั คแู ขงขัน
มมี ากขนึ้ และรปู แบบสินคา ใกลเ คยี งกนั เนนเรื่องของราคาเปนหลกั ปริมาณการขายตกตาํ่ ตัดเลือก
ชอ งทางการจัด จําหนายที่ไมทาํ กําไร ลดรายจา ย มงุ เนนลูกคา เฉพาะกลมุ เปน หลัก
6
7
การจัดคนเขาทํางาน (Staffing)
การจัดคนเขาทํางานประกอบดว ยขน้ั ตอนหลกั 2 ประการไดแก
1. การสรรหาบุคคล (Recruitment) ท่ีมีคุณลักษณะและคณุ สมบัติเหมาะสมตาม
ขอ กําหนดของตําแหนงงานน้ันๆกระบวนการในการแสวงหาและจงู ใจผูส มคั รงานท่มี ีความสามารถเขา
มาทาํ งานในองคก าร เริม่ ตน ต้ังแตการแสวงหาคนเขา ทาํ งานและส้นิ สดุ เมือ่ บคุ คลไดมาสมัครงานใน
องคการ กระบวนการที่ควรนํามาพิจารณาในการสรรหา คือ
- การวางแผนทรัพยากรมนุษย (Human Resource Planning)
- ความตองการหรือการรองขอของผูจดั การ (Specific requests of managers)
- การระบุตําแหนงงานที่จะรับบคุ ลากรใหม (Job opening identified)
- รวบรวมสารสนเทศที่ไดจากการวิเคราะหง าน (Job analysis information)
- ขอ คดิ เห็นของผูจัดการ (Manager's comments) ขอ คดิ เหน็ ของผูจัดการจะเปน
ตวั ตรวจสอบใหการวิเคราะหขอมลู ทําดว ยความรอบคอบและลกึ ซึ้งมากข้ึน
- กําหนดคณุ สมบัตบิ ุคลากรตรงกับงาน (Job requirement)
- กําหนดวิธีการสรรหา (Methods of recruitment) ผสู รรหาจะศกึ ษาแนวทาง
และแหลงท่จี ะดาํ เนนิ การสรรหาพนักงาน
- ความพงึ พอใจท่ีไดผูส มคั ร (Satisfactory pool of recruits)
8
ขอ กําหนดท่คี วรนํามาพจิ ารณาในการสรรหา
1. นโยบายขององคการ (Organization policies) โดยท่วั ไปมงุ แสวงหาความสาํ เร็จ
1.1 นโยบายการสง เสรมิ บุคคลภายในใหบรรจุในตําแหนง งานทวี่ างลง (Promote
fromwithin policies) องคก ารตองการที่จะสนับสนนุ ใหโอกาสแกบ ุคคลท่ีทํางานอยูในองคก ารของ
ตนไดม โี อกาสเลอ่ื นหรือเปลย่ี นไปทํางานในตําแหนงท่ีวางลง โดยเชอื่ วา จะเปนการสรา งขวัญและ
กําลังใจแกพ นักงานที่ทํางานอยู
1.2 นโยบายรบั บคุ คลภายนอกมาบรรจุในตาํ แหนงท่ีวางลง (Promote from
outside policies) องคก ารตองการบุคคลท่ีมีแนวความคิดใหมๆ เขา มาในองคก ารแทนทจี่ ะวนเวยี น
เฉพาะคนในองคก ารของตน
1.3 นโยบายคาตอบแทน (Compensation policies) คือ บริษัทท่ีกาํ หนดราคา
เงนิ เดอื นต่าํ กวาราคาที่ตลาดกําหนดจะไดรบั บุคคลทห่ี มดโอกาสจากทอ่ี ื่น ๆ แลว อาจจะสง ผลกระทบ
ตอ การทาํ งานในองคก าร
1.4 นโยบายดานสถานภาพการจางงาน (Employment status policies) บาง
องคการไดกําหนดนโยบายที่จะรบั บคุ คลเขาทาํ งานนอกเวลา (Part- time) และทํางานเปนลูกจา ง
ชวั่ คราว
1.5 นโยบายการจางคนตา งชาติ (International hiring policies) ผสู รรหาจะตอง
ทําการศกึ ษาหาความรูตาง ๆ ดานกฎหมายเพื่อใหการจา งงานประเภทน้เี ปนไปอยางถกู ตอง
2. แผนดา นทรัพยากรมนษุ ย (Human Resources Plans) จะทาํ ใหผูส รรหาไดร ับรู
รายละเอยี ดเกี่ยวกบั พนกั งาน และการเล่อื นข้นั ของพนักงาน รวู างานที่กาํ หนดในแผนน้ันควรหา
บุคคลจากแหลง ภายในองคการเองหรอื จากแหลงภายนอก
3. สภาพแวดลอ มทว่ั ๆ ไป (Environments Conditions) ผสู รรหาควรไดม กี าร
ตรวจสอบกับมาตรการ 3 ประการ ดงั ตอไปน้ี
3.1 ดัชนชี ีน้ าํ ทางเศรษฐกิจทีภ่ าครัฐบาลไดสรปุ ใหเห็นทศิ ทางของสภาพเศรษฐกิจ
นับวา เปน สิง่ ที่ควรนาํ มาประกอบการพิจารณาดวย
3.2 การพิจารณาขอเปรยี บเทยี บระหวางการดําเนนิ การจรงิ และท่คี าดการณไ ว
เพ่อื จะได เห็นความแปรผันในสงิ่ ตาง ๆ ที่เกิดขนึ้ จะไดรูแนชัดวาบุคลากรทม่ี ีอยูนั้นมลี กั ษณะเชน ไร
ตอ งการบคุ ลากร ลกั ษณะใดมาเพม่ิ เตมิ
9
3.3 การพิจารณาขอมูลจากการประกาศการหางานทําในหนา หนงั สือพิมพ เพราะ
ขอมลู เหลา น้ีจะเปน ดัชนีช้ีใหเหน็ ถึงการแขงขันกนั ดานแรงงาน เพื่อผทู ําหนาทส่ี รรหาจะไดด ําเนนิ การ
วางแผนกลยทุ ธช วงชิงใหคนท่ีมีความสามารถสนใจงานในบริษัทของเรากอนบริษทั คูแขง
4. การกาํ หนดคุณลกั ษณะบุคคลที่ตรงกบั งาน (Job Requirements) ผูสรรหาจะตอ ง
ศกึ ษาและเรียนรู ความตองการตาง ๆ จากสารสนเทศทีไ่ ดจากการวิเคราะหงาน และคาํ รองขอของ
ผูจ ัดการฝายตา ง ๆ ความรดู า นคุณลักษณะบุคคลท่ตี รงกับงานจะเปน ตัวเลอื กที่ดที ี่สุด และส่ิงทค่ี วร
คดิ บางประการ คือ "สาํ หรบั คนบางคนในงานบางประเภท การมีประสบการณ 10 ป แตทาํ งาน อยา ง
เดียวกันทุกปซ ํ้ากันถึง 10 ป อาจจะไมม ี คุณคา ทางประสบการณด ีกวาผูที่มีประสบการณ 1 ป ก็ได"
5. คณุ สมบัตขิ องผสู รรหา (Recruiter qualification) นับวา เปน ส่ิงสําคญั ท่ีทําให
กระบวนการสรรหา เปนไปอยางถูกตองเหมาะสมผูส รรหาจะทาํ หนาท่ีไดด ีเพียงไรข้ึนอยูกบั เขามี
คณุ สมบตั ิตามท่กี าํ หนดหรือไม
วิธกี ารสรรหา (Channels of Recruitment)
1. การมาสมัครงานดวยตนเอง (Walk- in)
2. การเขยี นจดหมายมาสมคั รงาน (Write- in)
3. การแนะน าของพนักงานในองคการ (Employee referrals)
4. การโฆษณา (Advertising)
5. กรมแรงงาน (Department of Labour)
6. หนวยงานจัดหางานของเอกชน (Private Placement Agencies)
7. สถาบันการศกึ ษา (Educational Institutions)
2. การคดั เลือก (Selection) ใหไ ดบ คุ คลที่เหมาะสมท่ีสุดสาํ หรับตําแหนงงานนน้ั ๆ
การคดั เลือกจะประสบความสําเร็จเปนอยางดีน้ัน จะตอ งมีตัวปอนเขา (input ) ที่ดีดวย
ตวั ปอนเขา ท่ี จะไปสูการคดั เลือกน้นั มี 3 ประเภท ดว ยกัน คอื
1. การวิเคราะหงาน (Job analysis)
2. แผนทรัพยากรมนุษย (Human resource plans)
3. การสรรหา (Recruitment)
10
กระบวนการคดั เลือกมีลําดับขัน้ ตอนดงั นี้
ข้ันท่ี 1. การตอ นรับผสู มคั ร (Preliminary reception of application) การ
คัดเลอื กเปน โอกาสแรกที่ผสู มัครจะเร่ิมรบั รูเ กีย่ วกับลักษณะขององคก ารขณะเดียวกนั ฝายบคุ คลเองก็
มโี อกาสสังเกตกิรยิ าทาทาง เพื่อดูปฏกิ ิริยาตอบสนองของผูสมคั ร ซึ่งจะเปนขอ มลู อยา งดใี นการ
พิจารณา ตอไป
ขน้ั ท่ี 2 การทดสอบ (Employment tests) แบบทดสอบเปนเคร่ืองมือสําคัญที่ใช
ในการคดั เลือกบุคคลเขาทํางานทน่ี าํ ไปเรา ใหบ ุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรมออกมา
ประเภทของแบบทดสอบ
1. แบง ตามสมรรถภาพทจ่ี ะวัด แบงเปน 3 ประเภท คือ
1.1. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) หมายถึง แบบทดสอบที่วดั
ความรู ทกั ษะทบี่ คุ คลไดรบั การเรยี นรมู าในอดตี
1.2. แบบทดสอบความถนดั (Aptitude Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ใชวัด
สมรรถภาพทาง สมองเกยี่ วกับความสามารถในการปฏิบัติกจิ กรรม การทํางานใหบ รรลผุ ลสําเร็จดว ย
ความถกู ตองแมน ยําชาํ นาญและคลอ งแคลว
1.3. แบบทดสอบบคุ คล-สงั คม (Personal-Social Test) หรือแบบทดสอบการ
ปรบั ตวั (Adjustment) หมายถึงแบบทดสอบที่ใชวัดบุคลิกภาพ (Personality) และการปรบั ตัวใหเขา
กับสังคม
2.แบงตามลักษณะของการกระทําหรอื การตอบ แบง ไดด งั นี้
2.1 แบบใหล งมอื กระทาํ (Performance Test) แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิท้ังหลาย
2.2 แบบใหเขยี นตอบ (Paper-Pencil Test) แบบทดสอบขอเขยี น
2.3 การสอบปากเปลา (Oral Test) การสอบสมั ภาษณน ่ันเอง
3. แบงตามจดุ มุงหมายการสราง แบงเปน
3.1 แบบอตั นัย (Subjective test) มุงการบรรยายพรรณนา
3.2 แบบปรนยั (Objective test) มงุ การถามใหครอบคลุมเน้ือหา
4. แบง ตามเวลาท่ีกาํ หนดใหต อบ
4.1 แบบใชค วามรวดเร็ว (Speed test) ตอ งการดูความไว
4.2 แบบท่ีใหเวลามาก (Power test) ตอ งการการแสดงความคิดเหน็ เชิงวิเคราะห
11
5. แบง ตามประโยชน
5.1 เพอื่ การวนิ ิจฉยั
5.2 เพ่อื การทาํ นายคาดการณส ่งิ ที่จะเกิดขึน้ ในอนาคต
ข้ันที่ 3 การสัมภาษณ (Selection interview) แบงเปน 5 ประเภท
1. การสัมภาษณแ บบไมมีโครงสราง (Unstructured interview) การสมั ภาษณแบบน้ีให
อสิ ระแกผูส ัมภาษณ
2. การสมั ภาษณแ บบมีโครงสราง (Structured or directive interview) คาํ ถามแตละ
คําถามจะถูกเตรยี มกอนท่ีจะเร่มิ สมั ภาษณ
3. การสัมภาษณแบบผสม (Mixed interview) การสัมภาษณที่ผสมผสานระหวา งการ
สมั ภาษณแบบไมมีโครงสรา ง
4. การสัมภาษณแ บบแกปญหา (Problem-solving interviews) เปนการสมั ภาษณท ่ีเนน
แนวคดิ ความคิดและวิธีการที่ผสู มคั รใชแกป ญ หาตอสถานการณตาง ๆ
5. การสัมภาษณแบบเขมขน (Stress interviews) เปน การสัมภาษณเนน สถานการณใน
ดาน ความเครียดและความกดดันตาง ๆ เพ่ือพิจารณาปฏกิ ิรยิ าตอบสนองของผูท่ถี ูกสัมภาษณ
กระบวนการสมั ภาษณแ บงเปน 5 ข้ัน คือ
1. การเตรียมการสมั ภาษณ ผสู ัมภาษณควรมีการเตรียมคาํ ถามตาง ๆ เอาไวก อ น
2. การสรา งสายสัมพนั ธ (Creation of rapport) จะทาํ ใหสัมพันธภาพระหวางผู
สมั ภาษณ และผถู ูกสมั ภาษณมีความไวใจ
3. การแลกเปล่ียนสารสนเทศ (Information exchange) เพ่ือสรา งบรรยากาศใน
การสัมภาษณ บางครงั้ ผสู มั ภาษณต อ งการใหการสมั ภาษณเปน การสือ่ สารสองทาง (two-way
communication)
4. การยุติการสัมภาษณ (Termination) ผสู ัมภาษณจ ะเปน ฝายยุตกิ ารสัมภาษณอ าจ
บอกวา เราคยุ กนั มาพอสมควรผมขอถามคาํ ถามสุดทา ย
5. การประเมินผล (Evaluation) หลงั จากการสมั ภาษณส ้ินสุดลง ผสู ัมภาษณต อ งบันทกึ
ผลทันที
ขัน้ ท่ี 4 การตรวจสอบภมู ิหลงั (References and background check) ในขั้นนจ้ี ะพจิ ารณา
ตรวจสอบภมู ิหลังจากบริษัทเดมิ หรือผูท่ีอางถึงในใบสมัครขอมูลการตรวจสอบภมู ิหลงั ชวยยืนยนั ความ
แนใจในการตัดสินใจของคณะกรรมการไดดขี ้นึ
12
ขนั้ ท่ี 5 การตรวจสุขภาพ (Medical Evaluation) ใหผสู มัครตรวจสขุ ภาพในหนวยงานตา ง ๆ
ทีท่ างองคก ารกําหนดให การตรวจสขุ ภาพนี้ชว ยไมใหองคการมีปญหาภายหลงั จากการรับพนกั งาน
เขามาทํางานแลวเกิดภยั อนั ตรายถึงแกช วี ติ เนือ่ งจากสุขภาพเบอื้ งตน
ขั้นที่ 6 การประชุมปรกึ ษาพจิ ารณา (Conference) คณะกรรมการซ่ึงประกอบดว ยหัวหนา
หนวยงาน ผคู ดั เลือกเละกรรมการท่ีไดรับการแตงต้งั พิจารณา ตัดสนิ คร้งั สดุ ทาย คณะกรรมการชุดนี้
จะรวมกันอภิปรายความเหมาะสมในการตดั สินใจคัดเลอื กใหบุคคลใด เขาทาํ งานในองคก าร
ขน้ั ที่ 7 ทดลองการปฏบิ ัตงิ าน (Realistic Job Preview) ในข้ันนี้จะไดป ระโยชนแกผ ถู ูก
คดั เลอื กโดยตรงเพราะจะไดสํารวจตนเองวา มคี วามเหมาะสมในงานนัน้ จริงหรอื ไม สามารถปรับตัว
ตอ สภาพการณต า งไดหรือไม
ขนั้ ที่ 8 การตดั สินใจจาง (Hiring Decision) ดาํ เนินการบรรจุเปนพนกั งานขององคก ารผู
ทํางานดา นนต้ี องท าการตดิ ตามผลงานของตนเองในทุก คร้งั จากผนู าผลงานของเราไปใช
การประเมนิ ผลพนกั งาน (Employee Appraisal)
การประเมนิ ผลพนกั งาน คือระบบประเมนิ ผลบคุ คล อันเกย่ี วเน่ืองมาจากผลการ
ปฏิบัติงานโดยอาศัย หลกั เกณฑและวธิ ีการตา ง ๆ อยางปราศจากอคติใด ๆ ท้งั น้ีเพื่อดาํ เนนิ การ
ตัดสินใจวนิ ิจฉัยปรับปรงุ สงเสรมิ และพฒั นาพนกั งานใหม ีคณุ ภาพมากขึ้นจนเปนที่พึงพอใจและเปน
การเปด โอกาสใหพนักงานเห็นชองทางความกาวหนาของเขาจะสง ผลใหองคการเจริญเติบโต
ความสาํ เร็จของการประเมนิ ผลพนกั งานประโยชนของการประเมินผลพนักงาน มดี งั น้ี
1. ปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิงาน การประเมินผลจะชว ยสรา งและรักษาไวซ ง่ึ ระดบั ของการ
ทาํ งานใหอยูใน ระดบั ท่นี าพอใจจากการปฏบิ ตั ิงานของพนักงานนัน้ ๆ
2. ชว ยพัฒนาตัวพนักงานทําใหผปู ระเมนิ ทราบวาพนักงานผูน ้ันตองการอะไรมโี อกาสท่ี
จะกา วหนา และพัฒนาตัวเองอยางไร
3. ชว ยใหเกิดความเขา ใจและชว ยเหลือซง่ึ กันและกัน
4. เปนชอ งทางขยับขยายเปลี่ยนแปลงหนา ทกี่ ารงาน ชวยในการพิจารณา เกีย่ วกับการ
เล่ือนตําแหนง โยกยาย เลิกจาง และปลดออกจากงาน
5. เปน มาตรการนาํ มาใชพิจารณาคา จา งเงนิ เดือน
6. ชว ยฝายบุคคลดา นวาจางพนักงาน
13
การฝก อบรมและพัฒนา (Training and Developing)
การฝก อบรมและการพฒั นาหมายถงึ การดาํ เนนิ การใดๆ เพื่อเพิ่มพนู ความรู และทักษะท่ี
จําเปนตอการปฏบิ ัติงานซง่ึ รวมถึงงานท่รี บั ผดิ ชอบอยูในปจจุบนั และงานอนื่ ท่อี าจไดรบั มอบหมายใน
อนาคตการฝกอบรมและการพัฒนานอกจากเพ่ิมพูนความรแู ละทักษะแลว ยังชวยสรา งความม่ันใจใน
การปฏบิ ัติงาน และทาํ ใหพนักงานพึงพอใจที่มคี วามรูและทักษะตา งๆเพิ่มเติมการฝกอบรมพนกั งานได
รูจักกฎระเบียบการปฏบิ ตั ติ นตลอดจนหัวหนา งานในองคการท่พี นักงานเหลาน้ีตองเขา ปฏิบัตคิ วามมงุ
หมายการจดั ปฐมนิเทศ
1. เพื่อใหพนักงานใหมรูจกั ประวตั ิและความเปน มาขององคก าร
2. เพื่อใหพ นกั งานใหมรูจกั ผบู ังคับบัญชาระดับตา ง ๆ ในองคก าร
3. เพื่อใหพนักงานใหมไดรูจักการแบงสายงานในองคการ
4. เพื่อใหพนักงานใหมรจู ักกฎ ระเบียบตา ง ๆ ที่ตองการปฏบิ ตั ขิ ณะทอ่ี ยใู นองคก าร
5. เพ่ือใหเกดิ ความอบอนุ ใจ คลายความกงั วล
ประโยชนที่ไดรับจากการฝก อบรม
1. ผลประโยชนท่พี นกั งานไดร ับจากการฝก อบรม
1.1 ทาํ ใหเกิดความม่ันใจในการปฏบิ ตั ิงาน
1.2 พนักงานสามารถรถู ึงมาตรฐานการทํางานและนโยบายตาง ๆ ของหนวยงาน
1.3 ทําใหพนกั งานมีอนาคตกาวหนาตอไปใหตําแหนง และหนา ท่ีซึ่งจะเปน การกระตนุ ให
เกิดกาํ ลงั ขวญั ในการทํางาน
2. ผลประโยชนตอผูจัดการ ผูบังคบั บัญชา หรอื หัวหนา งาน
2.1 ประหยัดเวลาในการท่ีจะใชสอนหรอื แนะนาํ งานตาง ๆ ใหกับพนักงาน
2.2 ประหยัดเวลาที่จะใชควบคมุ ดูแล สามารถเอาเวลาไปใชในการวางแผนงานและ
บริหารดา น อ่นื ได
2.3 ทาํ ใหพนกั งานสามารถทํางานรวมกนั ไดอ ยางมีประสิทธิภาพ
14
3. ผลประโยชนตอ องคการ
3.1 ชว ยทําใหผ ลผลิต มีคุณภาพไดมาตรฐาน
3.2 ชวยลดคา ใชจายตาง ๆ ในการซอ มแซมและบํารุงรักษาเคร่อื งจักร
3.3 ชวยลดอบุ ัติ การส้ินเปลืองและการเสียหายตา ง ๆ
การจายคาตอบแทน (Compensation)
การจายคา ตอบแทนเปนข้ันตอนทสี่ าํ คญั ที่สุดประการบริหารทรัพยากรมนษุ ย เนอื่ งจากการ
จา ยคา ตอบแทนทีเ่ หมาะสมนอกจากเปนสว นสาํ คญั ทีท่ ําใหบุคคลในองคก รเกดิ ความพึงพอใจ และทํา
ใหภาระคา ใชจา ยดานบุคลากรอยูในระดับท่ีเหมาะสมแลว ยงั สามารถดงึ ดูดใหผ ทู ่ีมีความรู
ความสามารถสนใจเขาทํางานในองคก รอีกดวย "คา จา ง"(Wage) หมายถึงจํานวนเงินทค่ี นงานไดรับ
เปนการตอบแทน โดยถือเกณฑจ ํานวนชั่วโมงใน การทํางานของคนงาน เพราะคาจา งสว นใหญ
กาํ หนดไวส าํ หรับจายคนงานเปน รายช่วั โมง ที่เรยี กกนั วา Nonsupervisor or Blue-collar
"เงนิ เดือน"(Salary) หมายถึงจํานวนเงนิ ทบ่ี ุคคลไดรับเปน การตอบแทนการท างานถือเปนเกณฑการ
จายเหมาเปนรายเดือนและถือเปน รายไดป ระจาํ เรยี กกนั วา White-collar or Professional
สว นประกอบของคาจางตามแนวความคิดใหม
การบริหารคา จา งสมยั ใหมก็จะเขียนไดเปน สมการดงั ตอไปน้ี การบริหารคา จาง = เงนิ เดือน
+ ผลประโยชนแ ละบรกิ าร + คา ตอบแทนทางสังคม สวนประกอบของการบรกิ ารคาจางสมัยใหม
ประกอบไปดวยคา จางดงั ตอไปนี้
1. คาจา งท่ีเปนรปู เงิน (Money pay) นักบรหิ ารจึงถือเอาเงินหรือสวสั ดิการทต่ี องจา ยให
พนกั งานเปน เครอ่ื งมือสาํ หรับใชในการบริหารคา จางและเงินเดือน
2. คา จางท่ีเปน รูปความสาํ คัญของงาน (Power pay) คาจา งทมี่ ิไดจา ยเปน รปู เงนิ ทง้ั
ทางตรงและ ทางออ ม คือ สนิ จางรางวัลที่จายตอบแทนพนกั งานในรูปความสําคัญของงานที่เขา
ปฏิบตั ิอยู
3. คา จา งที่เปน รปู ตําแหนง งานที่ไดรบั เล่ือนใหส ูงข้นึ (Authority pay)
4. คา จา งในรปู สถานภาพที่ฝายบริหารยกยอง (Status pay)
5. คา จา งในรปู องคการทมี่ ีหลกั การที่ดี (Meta - goals pay)
5.1 หลักความพอเพยี ง (Adequacy) คือ การจา ยคาจางขนั้ ตํ่าใหเปน ไปตามกฎหมาย
กาํ หนด จะตองพอเพยี งทลี่ กู จางจะยงั ชีพอยูไดโดยเฉลี่ยทั่ว ๆ ไป
15
5.2 หลักความยตุ ธิ รรม (Equity)
5.3 หลักดลุ ยภาพ (Balance) หมายถงึ ความเหมาะสมระหวางคา จางและผลประโยชน
อ่นื ๆ ระหวา งคา จางท่ีเปน เงินและที่เปนคา ทางสังคม
5.4 หลักควบคุม (Control) การควบคมุ ตนทุนคาใชจ ายเปนสิง่ จําเปน เพราะการลด
คาใชจ า ยฟุมเฟอยและการประกอบการอยา งมปี ระสทิ ธิภาพเปน หัวใจของการบริหารการควบคุมจงึ
เปนหลักการของ การวางแผนและบรหิ ารเงนิ เดือน
5.5 หลักความมั่นคง (Security) ความมน่ั คงของพนักงานทั่วไป หมายถงึ การจัดใหม ี
การประกันชราภาพ เกษียณอายุ ทุพพลภาพ เจบ็ ปวยหรือตายเน่ืองจากอุบัติเหตใุ นงาน การวา งงาน
สวนความม่นั คงของ พนักงานระดับสูงและฝายจัดการก็อยูที่ การทีหลกั ทรัพยทดี่ นิ และบาน
5.6 หลกั ลอ ใจในการทาํ งาน (Incentives)
5.7 หลกั การตอรองคาจา งแลกคา เหน่อื ย (Pay - and - Effort Bargain)
5.8 หลักการยอมรบั (Acceptability)
การประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ าน (Performance Appraisal)
การประเมินผลการปฏิบตั ิงาน หมายถึง การวดั และการประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบ
ระยะเวลาหนึง่ ๆแลว เปรียบเทียบกบั เปาหมายหรือมาตรฐานท่กี ําหนดไวล วงหนา ผูบริหารควรแจงให
พนักงานทราบเปา หมายและวธิ ีการประเมนิ ลว งหนา โดยเปนเปาหมายหรอื วิธีการแระเมินที่ผบู ริหาร
กําหนดเองหรือพิจารณารวมกันได ผลการประเมินสามารถนาํ ไปใชประโยชนในการบริหารทรัพยากร
บุคคลไดหลายประการ ไดแ ก ชว ยใหผูบริหารเลง็ เหน็ โอกาสฝก อบรมพนกั งานในดา นตา งๆตามความ
จาํ เปน หรอื ชวยใหพนกั งานทราบวา ตนจาํ เปนตองไดรับความรเู พิ่มเตมิ หรอื ดา นตา งๆตามความ
จาํ เปน
หลกั การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน
1. การประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านเปน กระบวนการประเมินคาผลการปฏบิ ตั ิงานมิใช
ประเมนิ คาบุคคล
2. การประเมินผลการปฏิบัติงานเปน สวนหนึ่งของหนาท่ีและความรับผดิ ชอบของ
ผบู งั คบั บญั ชาทกุ คน
3. การประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านจะตอ งมคี วามแมน ยําในการประเมิน
4. การประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านจะตอ งมีเคร่ืองมือหลกั ชวยในการประเมิน
5. จะตองมกี ารแจงผลการประเมนิ และหารือผลการปฏิบัติงานภายหลงั จากเสร็จสิน้ การ
ประเมินแลว
16
6. จะตอ งมกี ารดําเนินการเปนกระบวนการอยา งตอ เนื่อง
วิธกี ารประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน
วิธกี ารประเมินผลการปฏิบัตงิ านมีอยูมากมายหลายวิธีแตล ะวิธีเหมาะสมกบั การประเมนิ
การปฏิบตั งิ านใน ลกั ษณะใดขน้ึ อยกู ับลักษณะงานและมาตรฐานที่กาํ หนด ไวจ ากอดีตถึงปจจุบนั
สามารถแบงรปู แบบวิธีการประเมินผลไดเปน 6 ลักษณะใหญ ๆ คือ
1. วิธีการประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านทีย่ ึดคณุ ลักษณะบุคคลเปน หลัก เปนการ ประเมินผล
การปฏิบตั งิ านที่เนนรปู แบบการประเมนิ ผลเก่ียวกับ คุณลกั ษณะของบคุ คล หรือบคุ ลกิ ภาพ
2. วิธีการประเมินผลการปฏิบตั ิงานท่ียึดพฤติกรรมการปฏบิ ัติงานเปนหลัก เปนการ
ประเมินผลการปฏิบัติงานที่เนนรปู แบบการประเมนิ ผลเก่ยี วกับพฤตกิ รรม การปฏิบัตงิ านทที่ าํ ใหงาน
บรรลผุ ลสําเรจ็
3. วิธีการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านทีย่ ดึ ผลสําเร็จของงาน หรือวัตถุประสงคเปน หลัก โดย
มกั จะประเมนิ ในรปู ของปรมิ าณ คุณภาพ เวลา หรอื ประสิทธผิ ลใน การปฏิบัตงิ าน แบงวิธกี าร
ประเมินผลการปฏิบัตงิ านทย่ี ึดผลสาํ เร็จของงาน
4. วิธีการประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ านแบบผสมผสาน ระหวางววิธีการประเมินท่ีเนนวางแผน
กับวธิ ปี ระเมนิ ตามพฤติกรรม เพ่อื ใชประเมนิ ผลสาํ เร็จของงานและพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตงิ านของพกั
งาน
5.วธิ ีการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา เปน การประเมนิ ผลแบบขอมูล
ยอนกลบั เก่ียวกบั การปฏบิ ัติงานของ พนักงาน
วิธีการประเมินผลการปฏบิ ัติงานโดยใชดัชนวี ัดผลงานหลกั เปนวธิ ีการ
ประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านทน่ี ยิ มแพรห ลายในปจจบุ นั โดยเฉพาะองคก รที่ มงุ เนน การ
บริหารจดั การสมยั ใหม เปน การประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านท่ยี ดึ และ พฒั นามาจากวิธีการประเมนิ ผล
การปฏิบัตงิ านท่ียึดผลสําเร็จของงานหรือ วตั ถปุ ระสงคเ ปน หลัก
ขอควรคํานงึ ในการประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน
ขอจาํ กัดดานระบบการประเมินเปนเรอ่ื งท่ี เก่ียวของกบั การวางแผนและวางระบบการ
ดําเนินการประเมนิ ซงึ่ มีสาเหตมุ ากจาก
- การรบี รอนในการวางระบบการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิ
17
- การนาํ เอาระบบการประเมนิ ผลทจี่ ัดทําไวส ําเรจ็ รูปมาใชอยางมาเหมาะสมโดยมิได
คาํ นงึ ถงึ ลักษณะเฉพาะและความตองการของ องคก ารซึง่ มีความแตกตา งกัน
ขอจํากดั เกย่ี วกับผปู ระเมินหรอื ผูบ งั คบั บัญชาในการประเมินผลการปฏิบตั งิ านมี หลาย
ประการดงั ตอ ไปน้ี
- ผูบ ังคบั บัญชาขาดความรูความ
- ผบู ังคบั บัญชามีความลาํ เอยี ง
- ผบู งั คบั บญั ชากําหนดมาตรฐานของการปฏบิ ัตงิ านไวส ูงเกนิ ไป
- ผูบงั คบั บัญชาไมต อ งการแยงกบั ผูใตบ งั คบั บญั ชา
- ผูบังคับบัญชามอี คติหรอื ไมชอบลักษณะการทํางานของผปู ระเมิน
- อิทธิพลของหนวยงาน
ประโยชนของการประเมินผลการปฏบิ ัติงาน
1. ใชเปน เคร่ืองมือในการจดั สรรทรพั ยากรของหนว ยงานอยางเปน ธรรม
2. สรางแรงจงู ใจและใหรางวัลตอบแทนพนักงานทม่ี ผี ลงานไดมาตรฐานหรือสูงกวา
มาตรฐาน
3. ใชเ ปนเคร่อื งมือใหพนกั งานยดึ ถือระเบยี บขอ บังคบั รวมกันอยา งเทา เทียม
4. ใหพ นกั งานไดท ราบถงึ ความรคู วามสามารถของตนเองในสายตาของผบู ังคบั บัญชา
และ/หรือ เพื่อนรวมงาน ตลอดจนผูท ี่เก่ียวขอ ง
การรกั ษาความสัมพันธ (Relationship Maintenance)
ในปจจบุ ันการรักษาความสัมพันธกบั พนักงานมีบทบาทและความสําคัญเพ่ิมสงู ข้ึนเรื่อยๆ
ผูบริหารทีส่ ามารถรกั ษาความสัมพันธอันดีกบั พนักงานไวไดจ ะบรหิ ารงานไดอ ยา งราบร่นื ไดรบั ความ
รว มมือจากพนักงานและพนักงานมที ศั นคติทด่ี ีตอองคก ร มีขวัญและกําลังใจในการปฏิบตั งิ าน การ
รกั ษาความสัมพนั ธระหวา งองคก รและพนกั งานใหด ีไดน ั้น ผูบริหารจาํ เปนตองคาํ นึงถึงประเด็นตา งๆ
ซ่ึงนิยมใหเปนหลักในการรกั ษาความสัมพนั ธ ไดแกการจา คา ตอบแทนทีเ่ ปนธรรม (Compensation),
การตดิ ตอสื่อสาร (Communication) ทีม่ ีประสิทธิภาพและสมา่ํ เสมอกับพนักงาน, การสรางความทา
ทายใหเกิดขึน้ ในงานทพ่ี นักงานทาํ อยู, การดแู ลเอาใจใส
18
CRM คือ กลยทุ ธใ นการสรางความสมั พนั ธอนั ดีระหวางองคกรกับผูส มัครงาน
เพ่ือสรรหาวิธสี รางความพงึ พอใจท่ีจะนาํ ไปสูความจงรักภักดีตอ องคกร ไมวาจะเปน ผสู มคั รปจ จุบัน
ทีก่ าํ ลังอยใู นกระบวนการสรรหา ผสู มคั รในอดีตทีเ่ ปนฐานขอมลู รวมไปถึงผูส มัครที่มศี กั ยภาพใน
อนาคต โดย CRM สื่อสารและสรางปฏสิ ัมพนั ธกบั ผูส มัครผานระบบตา ง ๆ
องคประกอบในการทํา CRM
1. การบริหารคนกลยทุ ธการใชค นใหมีประสิทธิภาพสงู ท่สี ุดทัง้ ทักษะความสามารถจะทาํ ให
งานออกมามปี ระสิทธิภาพและสามารถพัฒนาทกั ษะและกลยทุ ธใหเหมาะสมกบั องคกรไดอ ีกดวย
2. การจดั การกลุม เปาหมายการติดตามลูกคา เปนหัวใจสําคัญของ CRM เพราะสามารถ
วางแผนกลยุทธการตลาดเพื่อใหเกดิ ยอดขายและกาํ ไรตอธุรกิจได
3. ระบบอัตโนมตั หิ รือ Sale Force Automation (SFA) คอื องคป ระกอบทีส่ ําคญั ที่จะชว ย
ใหการตดิ ตามลูกคางา ยมากยิง่ ข้ึนท้ังการวเิ คราะหหาโอกาสในการเปนลกู คา การโตตอบการพยากรณ
การขายการสรุปผลการขายและยงั ชว ยใหฝา ยการตลาดสามารถนาํ ขอ มลู มาวิเคราะหเพื่อสรา งกลยุทธ
ดงึ ดูดลูกคาและยงั ชวยใหพ นกั งานภายในองคก รสามารถเขาถึงขอมูลและนําขอมูลไปใชไดอ ยา งมี
ประโยชนส ูงสดุ
4. ฝายบรกิ ารลกู คา เปนฝายทีใ่ กลชดิ กบั ลกู คามากทีส่ ดุ ทาํ ใหค วามตองการหรอื ปญ หาของ
ลกู คา มากทีส่ ุดจึงเปนฝายท่สี าํ คญั ตอองคกรในการรวบรวมขอ มลู ท่เี ก่ียวของเพ่ือใหฝ า ยอื่น ๆ สามารถ
นาํ ขอมลู ไปใชส รางความสัมพันธกบั ลกู คา และรกั ษาลูกคาไวไดน นั่ เอง
5. ฝา ยการตลาดมีหนา ท่ีชว ยสรางโอกาสดวยแผนการสง เสรมิ การตลาดตา ง ๆ รวมไปถงึ การ
วิเคราะหก ลมุ เปาหมายใหตอบสนองตอ ความตองการของลูกคามากท่สี ดุ
6. กระบวนการทํางานแบบอัตโนมตั ิ (work flow automation) มีสวนชว ยในการรกั ษา
ความสมั พันธกับลกู คา ไดม ีประสิทธิภาพท่ีสดุ และยังชวยลดตนทุนลดการใชแ รงงานงานที่ไมจําเปน
และยังชวยใหกระบวนการทํางานมวี ัตถุประสงคเ ดยี วกนั ทัง้ องคกรอีกดวย
7. การรายงานผลและวิเคราะหขอมูลจะชว ยใหบ ุคคลากรสามารถเขาถึงขอ มูลไดใ นทันทแี ละ
สามารถนําขอมลู ไปวิเคราะหเพ่อื หาแนวโนม เปรยี บเทียบกับขอ มูลในอดีตและอ่นื ๆ อีกมากมายทาํ ให
สามารถวางแผนและวางกลยุทธในอนาคตเพื่อใหตอบสนองตอความตองการของกลมุ เปาหมายได
6 ข้ันตอนชวยกระชบั ความสัมพันธ
1. เปด โอกาสใหพนักงานไดระบายความรูสึกในเร่อื งตา ง ๆ การมีเพ่ือนรบั ฟงในยามทีม่ ี
ปญ หาหนักใจ ถือวาเปน เรือ่ งที่ใครหลายคนตองการมาก ๆ เม่ือเกิดความเครยี ดหรืออัดอั้นในเร่ืองตา ง
19
ๆ ดังนนั้ หากเปน ไปได ฝายบุคคลควรสังเกตพฤติกรรมของพนักงานวา เปนอยา งไร พนกั งานดูเครยี ด
กวา ปกติหรอื เปลา และจัด Session ใหกบั พนักงานภายในองคกรเพื่อรบั ฟงปญหาชีวิตของพนักงาน
ทง้ั ที่เก่ยี วของและไมเกย่ี วของกบั งาน อยางนอ ยก็จะชวยสรางความสบายใจและความเขาใจกนั
ระหวางฝายบุคคลและพนกั งานภายในองคกร
2. ชวยรกั ษาท้งั ผลประโยชนขององคก รและของพนักงานแนน อนวา ภารกิจหลักของฝา ย
บุคคลนั้นมักจะมุงเนน ไปทีก่ ารรกั ษาผลประโยชนขององคกรเสยี มาก แตอยางไรก็ตาม เราก็ควรจะ
สรา งความสมดุลของผลประโยชนทง้ั สองฝา ยใหม ีความเสมอภาคหรือยตุ ธิ รรมมากท่ีสดุ หากฝา ย
บุคคลพบวา บริษทั กําลงั เอาเปรียบพนกั งานภายในองคกร ฝายบุคคลสามารถเปนกระบอกเสยี งใหก บั
พนักงานเพื่อใหองคกรลดความไดเ ปรยี บลง โดยนอกจากพนักงานจะไดผ ลประโยชนแ ลว ยังชว ยเพม่ิ
ความเขา อกเขา ใจระหวา งพนักงานและฝา ยบุคคลอีกดวย
3. พฒั นาทักษะการทาํ งานของพนักงานอยา งสมํา่ เสมอในการทํางานนัน้ เมือ่ มาถงึ จุดหนึ่ง
พนกั งานยอมตองมีการเรยี นรูทักษะอน่ื ๆ ท่เี กย่ี วของกับงานเพิม่ เติม เพ่ือใหพ นักงานสามารถทาํ งาน
ไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพมากขึ้น ดงั นั้น ฝายบุคคลจึงควรสรรหาคอรส หรือการอบรมทม่ี ีความนา สนใจ
เก่ยี วขอ งกับพนกั งาน และชว ยพัฒนาท้งั Soft Skill และ Hard Skill ของพนกั งานภายในองคกร โดย
การอบรมน้ี ฝา ยบคุ คลไมจ ําเปน ตองเปนแตผ ูส รรหาเพียงอยา งเดียวเทา นัน้ อาจจะเปนการสาํ รวจ
ความคดิ เหน็ และความตองการของพนกั งาน นําขอมลู ดังกลาวมาวิเคราะห และจัดหาคอรสและการอ
บรมทเี่ หมาะสมและตรงกับความตอ งการของพนักงาน โดยจะชว ยใหพนักงานและฝายบคุ คลมี
ความรสู ึกดี ๆ ตอ กนั มากข้นึ
4. สงเสริมความกา วหนาทางการงานของพนกั งานหากภายในองคก รนั้นมตี ําแหนง งานใน
ระดับสงู ทตี่ องการผมู ที ักษะมาทํางาน ฝา ยบุคคลควรพิจารณาจากพนักงานภายในกอนเพื่อให
พนกั งานมคี วามกา วหนา ทางอาชีพมากขึน้ อาจจะพิจารณาจากประสบการณการทาํ งาน ผลประเมิน
งานรายป รวมไปถึงการทดลองใหพนกั งานทาํ งานในตําแหนง ทพ่ี นักงานเองตอ งการ บางคร้ังเรา
อาจจะพบวา พนักงานอาจจะทํางานในตําแหนง ใหมไดด ีกวาตําแหนง เดิมกไ็ ดครับ
5. รว มแสดงความยินดกี ับพนักงานในโอกาสตาง ๆ หากพนักงานภายในองคกรน้ัน ประสบ
ความสําเร็จในดานตาง ๆ หรือถึงวาระอนั ดี หรือมีเร่ืองดี ๆ เกิดข้ึนกบั ชีวติ ของพนักงาน ฝา ยบุคคล
ควรเขาไปรวมแสดงความยนิ ดีดวยใจจริงเพอ่ื แสดงใหพนกั งานภายในองคก รเหน็ ถึงความตัง้ ใจและ
ความยนิ ดขี องเรา เพอ่ื ใหพวกเขามที ัศนคตทิ ่ดี ีกบั ฝา ยบุคคลมากขึ้น
6. ใสใจพนกั งานอยางพอดี ไมม ากหรือนอยจนเกินไปการท่จี ะเปน HR ที่ทุกคนรักไดน ั้น
อาจจะไมใชเร่ืองงาย ๆ แตการทาํ ใหทกุ คนมองวาเราเปนคนที่ใสใจพนักงาน และปฏบิ ตั ติ อทกุ คน
20
อยางเทาเทียมนั้นงา ยกวา ดงั น้ัน ฝายบคุ คลควรทจ่ี ะใสใจกับพนกั งานอยางพอดี ไมใสใจตอพนักงาน
คนใดคนหน่ึงจนเกนิ ไป หรือใสใจพนักงานบางคนนอยจนเกินไป เพราะอาจจะทําใหฝา ยใดฝายหนง่ึ
เกดิ ความอดึ อัดใจขนึ้ ได หากเปน ไปได HR ควรที่จะใสใจกับพนักงานทุกคนอยา งเทาเทียมกนั และ
จริงใจ ไมเลือกปฏบิ ตั ิ ซึ่งจะเปน ส่งิ ที่ดี และชว ยใหพนกั งานในองคก รและ HR มีความเขาอกเขา ใจกนั
มากย่งิ ข้ึน
ภาคผนวก
ภาพประกอบการนําเสนอ