ตน้ ดอกผ้ึง
ถา่ ยทอดภูมปิ ญั ญาโดย เยาวชนกลมุ่ กองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชมุ
วดั พระธาตุเชงิ ชมุ วรวหิ าร ตาบลธาตุเชิงชุม อาเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
นาเสนอโดย นายพจนวราภรณ์ เขจรเนตร
เนื้อหาภูมิปญั ญาตน้ ดอกผึ้ง
การบชู าในทางพระพทุ ธศาสนา ขั้นตอนการทาตน้ ดอกผงึ้
ความหมายของ “ตน้ ดอกผง้ึ ” วิเคราะหภ์ ูมปิ ัญญา
ท่มี าและความสาคัญ สรปุ
จุดเดน่ อ้างอิง
บริบทพื้นท่ี
ท่ตี ั้งแหลง่ ภมู ิปญั ญา
วัสดุ
อุปกรณ์
การบูชาในทางพระพุทธศาสนา
“การบูชา” คือ การแสดงความเคารพ การกราบไหว้ การยกย่อง
นับถือบุคคลที่ควรเคารพนับถือ เช่น พระพุทธรูป พระสถูป ธาตุ เจดีย์
พระภิกษุสงฆ์ สามเณร พระมหากษัตริย์ บิดามารดา ครูอาจารย์
และญาติผู้ใหญ่ โดยการบูชาถือเป็นเหตุนาความสุข ความเจริญ และ
ความก้าวหนา้ ในชวี ิตมาใหแ้ ก่ผู้กระทาการบูชาส่งิ น้ัน ๆ
ในทางพระพุทธศาสนา แยกการบชู าออกเปน็ ๒ ประเภท คอื
๑. อามิสบูชา เป็นการบูชาด้วยสิ่งของ ปรนนิบัติดูแล ให้ข้าวน้า
ที่อยอู่ าศัย ยารกั ษาโรค ค่าใชจ้ ่าย และบูชาด้วยดอกไม้ ธปู เทียน
๒. ปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาด้วยการปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตามแบบ
ที่ท่านทา ปฏิบัติตามคาที่ท่านสอน ได้แก่ทานปฏิบัติ มาอย่างไรก็ปฏิบัติ
ตาม ทา่ นสอนอยา่ งไร แนะนาอย่างไรก็ทาตามดว้ ยความเตม็ ใจ
อ้างองิ : พระธรรมกติ ตวิ งศ์ (ทองดี สรุ เตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต. พจนานุกรมเพ่ือการศกึ ษาพุทธ
ศาสน์ ชุด คาวดั . กรงุ เทพฯ : วดั ราชโอรสาราม, พ.ศ. ๒๕๔๘
ความหมายของคาวา่ “ต้นดอกผงึ ้ ”
ต้น - น. ลําของต้นไม้ เป็นชื่อรวมทั่วไปของต้นไม้และพืชผักต่าง ๆ เช่น
ต้นมะขาม ตน้ สกั ตน้ หญ้า ต้นผักชี ต้นข้าว ลักษณนามว่า ต้น เช่น มะม่วงต้นหนึ่ง
ผักชี ๒ ต้น
ดอก - น. ส่วนหน่ึงของพรรณไม้ที่ผลิออกจากต้นหรือก่ิง มีหน้าที่ทําให้เกิดผล
และเมลด็ เพอื่ สืบพันธ์ุ มเี กสรและเรณเู ป็นเคร่ืองสืบพันธุ์ เรียกเตม็ ว่า ดอกไม้
ผึ้ง,ขี้ผ้ึง - ไขมันในสถานะของแข็ง เกิดขึ้นจากการผสมของสารประกอบหลาย
ชนิด โดยเกิดจากต่อมส่วนท้องของผ้ึง มนุษย์นําข้ีผ้ึงไปใช้ในการผลิตเทียนไข
คณุ ภาพดี, เครื่องสําอาง รวมถึงวัสดุและสารขัดเงา (มักจะเป็นยาขัดรองเท้า) และ
เป็นส่วนประกอบในการประดิษฐ์หุ่นข้ีผ้ึง รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ขี้ผึ้งเม่ือนํามาใช้
เป็นเทียนจะไม่เกิดน้ําตาเทียนและมีควันท่ีน้อยกว่าธูปหรือเทียนธรรมดาอย่างมาก
ซึ่งทําให้มนั เปน็ ที่นยิ มใชใ้ นการประกอบพิธที างศาสนา
อ้างองิ : พจนานกุ รมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑติ ยสถาน จาก https://dictionary.sanook.com/
ทีม่ าและความสาคัญ
ชาวเมืองสกลนคร มีองค์พระธาตุเชิงชุม และพระพุทธองค์แสนเป็น
ศนู ย์รวมใจ ในการนมัสการองค์พระธาตุเชิงชุม และหลวงพ่อพระองค์แสน
ของชาวเมืองสกลนคร พบในรูปแบบของการปฏิบัติบูชาและการถวาย
อามสิ บชู าควบคกู่ นั
“ต้นดอกผ้งึ ” บางพน้ื ทีเ่ รยี กวา่ “ตน้ ดอกไม้หงวย” หรือ “ดอกไมไ้ หว”
เป็นเครื่องสักการะบูชาอย่างหน่ึงของชาวเมืองสกลนคร ที่มักนิยมจัดทา
ถวายต่อส่ิงศักดิ์สิทธ์ิท่ีเคารพนับถือ พร้อมกับการจัดเตรียมขัน ๕ ซึ่ง
หมายถึงเครือ่ งบชู าอย่างละ ๕ คู่ โดยมากมีดอกไมข้ าว ๕ คู่ เทียนเล็ก ๕ คู่
ในบางกรณยี งั มีการเตรียมชุดหมากพลปู ระกอบด้วย
ทั้งน้ี การถวายต้นดอกผ้ึงเป็นการถวายอามิสบูชาแด่องค์พระธาตุ
เชิงชุมและพระพุทธองค์แสน ซึ่งประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม
ซงึ่ เช่ือวา่ เมื่อได้ปฏบิ ัตแิ ล้วยอ่ มดลบนั ดาลให้เกดิ ความสขุ ให้แก่ชีวติ
จดุ เดน่ ของต้นดอกผึ้ง
“ต้นดอกผ้ึง” เรียกอย่างหน่ึงว่า “ดอกไม้หงวย” หรือ “ดอกไม้ไหว”
ในบางครั้งใช้แผ่นโลหะตัดและดุนขึ้นรูปแล้วประกอบเป็นช่อดอกไม้
หากแต่ในส่วนของต้นดอกผึ้งน้ี ใช้วัสดุไม้ไผ่สาหรับทาต้นและช่อดอก
และปิดปลายก้านด้วยข้ีผ้ึงและขม้ิน ส่วนฐานทาด้วยไม้ยอป่า หรือต้น
กล้วย แล้วนาไปบชู าต่อสิ่งศกั ดสิ์ ิทธ์ิ
บรบิ ทพน้ื ท่ี
บา้ นธาตเุ ชงิ ชมุ ตาบลธาตุเชิงชุม อาเภอเมอื งสกลนคร จงั หวัดสกลนคร
“บ้านธาตุเชิงชุม” เดิมช่ือ “บ้านเชียงชุม” ได้รับการยกฐานะ
ขึ้นเป็น “เมืองสกลนคร” ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตัวเมืองตั้งทับซ้อนอยู่บน
พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
สืบเน่ืองเข้าสู่สมัยทวารวดี เขมร ล้านช้าง และรัตนโกสินทร์ตามลาดับ
โดยที่ตั้งชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเป็นที่ดอนริมฝั่งหนองหาร โดยมีเทือกเขา
ภูพานอยู่ทางด้านทิศใต้ ในส่วนของชาวเมืองสกลนคร เป็นกลุ่มชาติพันธ์ุ
ญ้อ เกือบร้อยละ ๘๐ ของจานวนประชากร รองลงมาเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุ
ผู้ไท โส้ กะเลิง และลาวตามลาดบั
โดยราษฎรชาวเมืองสกลนคร ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีขนบธรรมเนียม
ประเพณีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเฉพาะความศรัทธาต่อองค์พระธาตุ
เชงิ ชมุ และพระพทุ ธองคแ์ สน ซึ่งเป็นศูนยร์ วมใจของชาวสกลนคร
ทีต่ ้ังแหล่งภูมิปัญญา
วดั พระธาตเุ ชิงชมุ วรวิหาร
บา้ นานธาตุเชงิ ชมุ ตาบลธาตเุ ชิงชมุ อาเภอเมอื งสกลนคร จงั หวดั สกลนคร
วัดพระธาตุเชิงชุม เป็นพระอารามหลวงช้ันโท ชนิดวรวิหาร ต้ังอยู่ใน
เขตเทศบาลนครสกลนคร ตาบลธาตุเชิงชุม อาเภอเมืองสกลนคร จังหวัด
สกลนคร อาณาเขตของวัดพระธาตุเชิงชุมมีดังนี้ ทิศตะวันออก จรดเขต
หนองหาน ทิศตะวันตก จรดถนนเรืองสวัสด์ิ ทิศเหนือ จรดสวนสมเด็จ
พระศรีนครินทร์ สระพังทอง และท่ีเอกชน ทิศใต้ จรดถนนเจริญเมือง
ปัจจุบันมีพระเดชพระคุณพระเทพสิทธิโสภณ (สุรสีห์ กิตติโสภโณ)
เปน็ เจ้าอาวาส
โดยวัดพระธาตุเชิงชุม เป็นวัดท่ีให้การสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์
ศิลปะวัฒนธรรมประเพณีและมรดกภูมิปัญญาของชาวสกลนคร อาทิ
การฟ้อนผู้ไท การทาปราสาทผ้ึง การทาพุ่มผ้ึง และต้นดอกผ้ึง
โดยชาวชุมชนวัดพระธาตุเชิงชุม และกลุ่มเยาวชนกองข้าพระธาตุ
หนองหารเชียงชมุ อีกด้วย
วัสดุ ๓
๒
๑. ไม้ไผ่ จักเป็นเส้นตอก ขนาด ๐.๕๐ เซนติเมตร
ยาว ๑๘ เซนติเมตร
๒. ไม้ไผ่ เหลาเป็นเส้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕
มลิ ลเิ มตร ยาว ๑๘ เซนติเมตร
๒. ข้ีผ้งึ
๑
อปุ กรณ์
๑. มดี จกั ตอก
๒. กรรไกร ๑ ๒๓
๓. พิมพ์ดอกผงึ้
๔
๔. เตาไฟและภาชนะตม้ ขี้ผ้งึ
ขนั้ ตอนการทาตน้ ดอกผ้ึง
๑. เตรียมวสั ดุ โดยนาไม้ไผม่ าจักเป็นเสน้ ตอก ขนาด ๐.๕๐ เซนติเมตร
ยาว ๑๘ เซนติเมตร และเหลาไม้ไผ่สาหรบั ไวท้ าแกนตน้
๒. เม่ือได้วัสดุตอกไม้ไผ่ และแกนต้นแล้ว ให้นาไปแช่น้าเพ่ือให้เส้น
ตอกมีความอ่อนตัวและยืดหยุ่น เพ่ือไมใ่ หเ้ ส้นตอกหักขณะสอดเส้นตอก
ขน้ั ตอนการทาต้นดอกผงึ้
๓. ใช้ตอกจานวน ๔ เส้น นามาวางขัดกันโดยพับทบเข้าหาปลาย
ของอกี ฝ่ัง ในรปู กากบาดใหม้ ีเส้นตอกฝัง่ ละ ๒ เสน้
ขนั้ ตอนการทาต้นดอกผ้งึ
๔. ใช้ตอก ๑ เส้นตรงกันข้าม สอดไขว้ไปยังอีก
ฝ่งั โดยนบั ทีละ ๓ เสน้ แล้วสอดจนครบทกุ เส้น เม่ือ
ครบทุกส้นแลส้ ดึงปลายแตล่ ะเส้นเขา้ หากันให้แนน่
ขน้ั ตอนการทาตน้ ดอกผึ้ง
๕. เมื่อได้แกนสัณฐานกลมแล้ว ให้สอดหุ้มในลักษณะเดิมอีกรอบเป็น
ช้นั ท่ี ๒ แลว้ ดงึ ให้แน่น
ขน้ั ตอนการทาต้นดอกผ้ึง
๖. เมื่อสาเร็จเป็นดุมและก้านไหวแล้ว ให้เตรียมไม้แกนสาหรับเสียบ
ดุมและก้านไหว ท้ังนี้ จานวนชั้นแล้วแต่ผู้ทาจะเลือกใช้กี่ช้ันตามความ
ต้องการหากแต่โดยมากใช้ ๓ ๕ ๗ และ ๙ แล้วตัดแต่งปลายให้เรีบร้อย
สาหรับเสยี บดอกผงึ้
ขน้ั ตอนการทาตน้ ดอกผ้ึง
๗. เมอ่ื ได้โครงตน้ ดอกผึ้งแล้วทาการตม้ ขี้ผง้ึ ซง่ึ ใชเ้ ทียนไขท่ัวไปแทนได้
หากแต่จะมีความเปราะมากกว่าข้ีผึ้งธรรมชาติ แล้วใช้พิมพ์จุ่มในขี้ผึ้งร้อน
แลว้ แกว่งน้าก็จะได้ดอกผง้ึ สาหรับนาไปประดบั บนโครงต้นดอกผง้ึ
ขนั้ ตอนการทาตน้ ดอกผง้ึ
๘. การประดับต้นดอกผึ้ง โดยการนาดอกผึ้งท่ีจุ่มแล้ว
ติดเข้ากับโครงต้นติดเข้ากับปลายก้านไหว ส่วนฐาน
ใช้ต้นกล้วยหรือไม้เนื้ออ่อนตัดเป็นท่อนสาหรับเสียบ
เพ่อื สะดวกในการวางตงั้ กบั พื้น
ขนั้ ตอนการทาตน้ ดอกผ้งึ
๙. ตน้ ผึ้งทจ่ี ดั ทาเรยี บร้อยแลว้
วิเคราะห์ภมู ิปัญญา
ในทางรูปธรรม ต้นดอกผ้ึง เป็นเคร่ืองบูชาท่ีมีความซับซ้อนในขั้นตอน
การประดิษฐ์ต้องอาศัยความชานาญ และความละเอียดอ่อนของผู้จัดทา
เพ่ือสร้างสรรค์ผลงานใหม้ คี วามสวยงาม
ในทางนามธรรม ต้นดอกผึ้งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของ
พุทธศาสนิกชนมีต่อศาสนสถานศักด์ิสิทธ์ิคู่บ้านคู่เมือง โดยเฉพาะในช่วง
เทศกาลประเพณวี นั ออกพรรษา ซ่ึงมกั มีการถวายต้นดอกผึ้งคู่กับการถวาย
ปราสาทผ้งึ เพือ่ หวงั ความสขุ และบญุ กศุ ล
สรุป
ภูมิปัญญาการทาต้นดอกผ้ึงเมืองสกลนคร ในปัจจุบันเร่ิมเส่ือมความนิยม
ลง เน่ืองจากการใช้ธูปเทียนดอกไม้ ซึ่งง่ายในการจัดหา และลดข้ันตอนในการ
จัดทา ซ่ึงมีแนวโน้มว่า การทาต้นดอกผึ้งเพ่ือบูชาพระธาตุเชิงชุม จะเส่ือมสูญ
หายไปในอนาคต เยาวชนกลุ่มกองข้าพระธาตุหนองหานเชียงชุม จึงได้ร่วมกัน
กับวัดพระธาตเุ ชิงชุมวรวิหาร อนรุ ักษ์ภูมปิ ัญญาการทาเครอ่ื งสักการต้นดอกผึ้ง
ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุเชิงชุมและพระพุทธองค์แสนซึ่งเป็น
ศูนย์รวมใจของชาวสกลนครสืบไปตราบนานเท่านาน
อา้ งองิ
เอกสาร
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.(๒๕๖๒). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน.
กรงุ เทพฯ โรงพมิ พช์ ุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด.
จังหวัดสกลนคร. (๒๕๕๙). พระพุทธองค์แสน สตสหัสสปฏิมานุสรณ์.
เชียงใหม่ : หจก. วนดิ าการพมิ พ.์
ขอ้ มูลบุคคลใหส้ ัมภาษณ์
พระสิริพัฒนาภรณ์ (วินัย) รองเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุม วรวิหาร,
ให้สมั ภาษณ์เรอ่ื ง “ภูมิปัญญาตน้ ดอกผง้ึ ”, วนั ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๕.
นางสาวบญุ ธรกิ า ศรผิ ลา ประธานกลุ่มเยาวชนกองข้าพระธาตุหนองหาน
เชียงชุม, ให้สัมภาษณ์เร่ือง “ภูมิปัญญาต้นดอกผ้ึง”, วันที่ ๗ ตุลาคม
๒๕๖๕.