The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความSTEM STED สมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yodrak pukjira, 2022-02-09 00:41:52

บทความSTEM STED สมบูรณ์

บทความSTEM STED สมบูรณ์

การพฒั นารปู แบบการเรียนการสอนวชิ า วทิ ยาศาสตร์ เร่ือง วงจรไฟฟา้
ตามแนวคิด STEM รว่ มกบั เทคนิคกลมุ่ ร่วมมือ STAD

สำหรับนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั อตุ รดิตถ์
THE DEVELOPMENT OF USING STEM AND STAD EDUCATION ON ELECTRIC

AND ELECTROMAGNETIC OF STUDUTS IN MATHAYOM 3
AT UTTARADIT RAJABHAT UNIVERSITY DEMONSTRATION SCHOOL

ภัคจริ า ยอดรัก1 , ภาณมุ าศ จันทร2 , และ คชาภรณ์ อุดเลศิ 3
Pukjira Yodrak1, 2, Phanumas Junthorn and Khachaporn Udllert3

1สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ์
2ครูวิทยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ราชภฎั อตุ รดิตถ์

3อาจารยป์ ระจำหลักสูตรครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ท่วั ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ์
E-mail: [email protected]

ชอ่ื เรอื่ ง การพัฒนารูปแบบการเรยี นการสอนวิชา วิทยาศาสตร์ เร่อื ง วงจรไฟฟา้ ตามแนวคดิ STEM ร่วมกับ
เทคนคิ กล่มุ รว่ มมือ STAD สำหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
ผวู้ ิจัย ภคั จิรา ยอดรัก
ทีป่ รกึ ษา อาจารยค์ ชาภรณ์ อุดเลศิ
คำสำคัญ ตามแนวคดิ STEM รว่ มกับเทคนคิ กลมุ่ ร่วมมอื STAD

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.) เพื่อพัฒนารูปแบบทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง
วงจรไฟฟ้า ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยการ
จัดการเรยี นรู้ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนคิ กลุ่มร่วมมือ STAD 2.) เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลอง
ใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD จัด
กิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง วงจรไฟฟา้ กับนักเรียนระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยราช
ภัฏอุตรดิตถ์ 3.) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิ ต
มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่มตี อ่ การทดลองใช้การจัดการเรียนรตู้ ามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่ม
ร่วมมือ STAD จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้า กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเลือกประชากร คือ
นกั เรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จงั หวดั อุตรดิตถ์
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 45 คน เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจดั การเรียนรู้ ชุด
กิจกรรมตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD แบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจ
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ คา่ เฉลีย่ รอ้ ยละ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) เพื่อพัฒนารูปแบบทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยการจัดการเรียนรูต้ ามแนวคิด
STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD 89/81.2 เป็นไปตามตามเกณฑ์ 80/80 2.) เพื่อทดลองและศึกษา
ผลการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ
STAD จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้า กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้งั ไว้ 3) ระดับ
ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่มีต่อ
การทดลองใช้การจัดการเรียนรูต้ ามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มรว่ มมอื STAD จัดกิจกรรมการเรียนรู้
เร่อื ง วงจรไฟฟ้า อยู่ในระดบั ทส่ี งู มาก

Research Title : The development of using stem and STAD education on electric and
electromagnetic of students in mathayom 3 at Uttaradit Rajabhat
Researcher : University Demonstration School
Adviser : Ms.Pukjira Yodrak
Key Words : Ms.Khachaporn Udllert
STEM Education, STAD Cooperative

Abstract

The objectives of this research were 1.) to develop the learning of using stem and
STAD education on electric and electromagnetic of students in mathayom 3 at Uttaradit
Rajabhat University Demonstration School with STAD cooperative. 2.) to demonstrate the
learning of using stem and STAD cooperative about electric and electromagnetic of students
in mathayom 3 at Uttaradit Rajabhat University Demonstration School. 3.)to study the
students’ satisfaction mathayom 3 at Uttaradit Rajabhat University Demonstration School
after learning through the learning of using stem and STAD cooperative about electric and
electromagnetic. A sample was selected from 45 cases of the students in mathayom 3 at
Uttaradit Rajabhat University Demonstration School, second session year 2020. The research
instrument were lesson plans, the STEM activities and STAD cooperative, test and the
students’ satisfaction after leaning. Statistic in this research used the average value, standard
deviation, and t-test independent. The research results were 1) to develop the learning of
using stem and STAD education on electric and electromagnetic of students in mathayom 3
at Uttaradit Rajabhat University Demonstration School with STAD cooperative 89/81.2, the
standard was 80/80. 2.)to demonstrate the learning of using stem and STAD cooperative
about electric and electromagnetic of students in mathayom 3 at Uttaradit Rajabhat
University Demonstration School had statistically significant difference at 0.05 that according
to the assumption 3.)to study the students’ satisfaction mathayom 3 at Uttaradit Rajabhat
University Demonstration School after learning through the learning of using stem and STAD
cooperative about electric and electromagnetic were at good level.

กิตตกิ รรมประกาศ

งานวิจยั ฉบับนี้สำเร็จลงได้ดว้ ยดี เน่อื งจากได้รับความกรณุ าอยา่ งสูงจากอาจารย์คชาภรณ์ อุดเลิศ
ที่ปรึกษาและคณะกรรมการทุกทา่ น ที่ได้ให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วย
ความเอาใจใส่เปน็ อย่างยงิ่ จนการศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเองสำเร็จสมบรู ณไ์ ด้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็น
อย่างสูงไว้ ณ ทีน่ ้ี
ขอกราบขอบพระคณุ ครภู าณุมาศ จนั ทร ครูพติ ะวัน ทิอ่อน และครูปญุ ญิสา สมั พันธ์ ที่กรุณาใหค้ ำแนะนำ
แก้ไขและตรวจสอบเครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการศึกษาคน้ คว้า จนทำใหก้ ารศกึ ษาค้นคว้าครง้ั นส้ี มบูรณ์และมคี ณุ คา่

ขอขอบพระคุณผู้บริหาร บุคลากรและนักเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคน โรงเรียน
สาธติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวดั อุตรดติ ถ์ ทไ่ี ด้ใหค้ วามอนเุ คราะห์อำนวยความสะดวกและให้ความ
ร่วมมือเปน็ อย่างยิ่ง ในการเกบ็ ขอ้ มูลและตอบแบบสอบถาม

คณุ ค่าและประโยชน์อันพงึ มีจากการศกึ ษาค้นคว้าฉบับนี้ ผ้วู จิ ยั ขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา ผู้มี
พระคุณ ตลอดจน ครูอาจารยท์ กุ ท่าน ทก่ี รุณาประสิทธิประสาทความรูใ้ นการทำวิจัยในครง้ั น้ี

ภัคจริ า ยอดรกั

บทนำ

พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจัดการศึกษาต้อง
ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศกึ ษาตอ้ งส่งเสริมให้ผเู้ รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพความตาม
มาตรา 24 (1) บญั ญตั ิว่า การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ให้สถานศึกษาและหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรยี นรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญตั วิ ่า ให้สถานศกึ ษาพฒั นากระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละ
สถานศึกษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการ
เรียนรู้ใด ๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผล
อย่างใดอย่างหนึ่งคือ จำนวนผู้เรียนทัง้ ชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือผูเ้ รียนจำนวนส่วน
นอ้ ยของชัน้ เรียนมีผลสัมฤทธกิ์ ารเรียนร้ตู ่ำกว่าเกณฑม์ าตรฐานท่ีผู้สอนกำหนดขนึ้ ผลการประเมินดังกล่าวไม่
สามารถลงข้อสรปุ ว่า ผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผูส้ อนกำหนดและถูกตัดสินให้
“ตก” ในสาระการเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่า
เกณฑ์มาตรฐานท่กี ำหนดอาจเป็นเพราะวา่ วธิ แี ละเทคนิคการสอนตามท่ีผู้สอนนำมาใช้จดั กิจกรรมการเรียนรู้
อาจนั้นไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการ
สอนวิธีใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐาน
ยืนยันว่า วิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผูส้ อนนำมาใช้จดั กจิ กรรมการเรียนรูน้ ้ันมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อยา่ งไร เมอ่ื เปรียบเทียบกบั วธิ ีการและเทคนิคการสอนวิธเี ดมิ ดว้ ยเหตุดงั กล่าว
จึงตอบคำถามวา่ ทำไมผสู้ อนจงึ ตอ้ งทำวจิ ยั ทัง้ วจิ ัยเพอ่ื พฒั นาและแก้ปัญหาผูเ้ รยี น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551 (ฉบับปรังปรุง 2560) สาระแกนกลางการ
เรียนรู้ดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียนพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เฉพาะตัวชี้วัด ว 2.3 ม.3/7 กำหนดข้อความว่า เขียนแผนภาพและต่อ
ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้าจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ถูกกำหนดเป็น สาระการเรียนรู้
แกนกลางว่า เขียนแผนภาพและต่อชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า
วงจรไฟฟา้ หนงั สือดังกลา่ วจัดทำโดยสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่เลขที่ 27 ถนนอินใจมี ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึง

ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ปัจจบุ นั มคี รูจำนวนทง้ั ส้ิน 129 คน และมีนักเรียนรวมทกุ ระดบั ช้นั จำนวน 2,172
คน คณะผู้วิจัยในฐานะครูทำหน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้สาระการเรียนรู้ที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ตามตัวชี้วัดตาม ว 2.3 ม.3/7 ให้กับนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 เฉพาะเรื่อง วงจรไฟฟ้า ของรายวิชาดังกล่าวจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน
ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD การประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ประเมิน 3 ด้าน
รวมกนั คือ ดา้ นความรู้(K) ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P) และด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) และกำหนด
ระดับผลการประเมินเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก ดี พอใช้ และต้องปรับปรุง สำหรับเกณฑ์การประเมินผ่าน
เฉพาะรายบคุ คลนัน้ นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรู้ต้งั แต่ระดับ ดี ส่วนเกณฑ์การประเมินผ่าน
รวมทง้ั ชน้ั เรยี นนนั้ ตอ้ งมีนักเรยี นอยา่ งน้อยรอ้ ยละ 75 ของจำนวนทัง้ หมดมผี ลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต้ังแต่ระดับ
ดี

จากการวัดและประเมินผลรวมทัง้ ช้นั เรยี นเร่อื ง วงจรไฟฟ้า ตามเกณฑก์ ารประเมนิ ผ่านดังกล่าวก่อน
หน้าพบว่า นกั เรียนทม่ี ีผลสัมฤทธ์ิการเรียนร้อู ยู่ในระดับคุณภาพพอใช้ ซึง่ ต่ำกว่าระดบั ดี คิดเปน็ ร้อยละ 60
ของจำนวนท้ังหมด ซ่งึ ต่ำกวา่ เกณฑ์ท่กี ำหนดคือร้อยละ 75 ของจำนวนทง้ั หมด

จากการสัมภาษณ์ครูประจำวิชา พบว่าสาเหตุของการท่ีมีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ประเมนิ ผ่าน
เป็นสว่ นใหญม่ าจากนกั เรียนขาดทักษะความรเู้ ดมิ ในเรอ่ื งการตอ่ วงจรไฟฟ้าเบอ้ื งต้น จำสัญลักษณ์สบั สนทำให้
เวลาท่ีจะตอ้ งปฏบิ ัติจริงและนำไปใช้ในชีวติ ประจำวันไม่เกิดประโยชน์ และไม่มกี ารสอดแทรกกิจกรรมเพ่ือท่ี
นกั เรียนจะเข้าใจ รู้สึกมสี ว่ นรว่ มในการทำงานมากข้ึน อีกทงั้ เพ่ือให้ถูกต้อง รวดเรว็ ประหยัดเวลา สามารถ
วดั ไดอ้ ยา่ งแม่นยำและมองเห็นเปน็ รูปธรรมมากขึ้น จากสาเหตขุ องปัญหาและความสำคัญของการจดั กจิ กรรม
การเรยี นร้เู ร่ืองดังกลา่ วกอ่ นหน้า ผู้วิจัยในฐานะผสู้ อนจึงตอ้ งทำการวิจัยเพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้เรื่อง
วงจรไฟฟา้ สาระการเรยี นรทู้ ่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพของนกั เรียนระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อตุ รดติ ถ์

เมื่อกล่าวเฉพาะสาระสำคัญของทฤษฎีการจัดการเรียนรู้โดยจากการศึกษาการเรียนการสอนตาม
แนวคิด STEM พบว่า เป็นแนวทางการจัดการศึกษารูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะและ
สม ร ร ถน ะ ที ่ สอ ดคล้ อ งก ั บความ ต้อ งก ารขอ งสั งคม ในปั จจุ บัน แล ะ เพื ่ อคว าม ก้ าวหน้ าในศตวรรษท่ี
21(Dechakoop, 2015, p. 7 สะเต็มศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 4 สาขาวิชา ได้แก่
วิทยาศาสตร์(Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์
(Mathematics) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานคุณภาพทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
ของประเทศสหรัฐอเมริกา การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM จึงเน้นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
สรา้ งสรรค์ช้ินงานและมที กั ษะในการออกแบบและคิดหาวิธีการแกป้ ัญหาไดต้ ามสภาพจริง (Kijkuakul, 2015,
pp. 201-207) การจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์

ในปจั จุบนั จึงควรสง่ เสริมให้ผ้เู รียนได้ฝึกทกั ษะการเรยี นรูเ้ พ่ือการประกอบอาชีพ โดยจัดกิจกรรมให้
ผเู้ รยี นไดบ้ ูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทำใหผ้ ้เู รียนได้ฝึกทักษะการ
เรียนรู้การทำงานแบบร่วมมือ สามารถนำความรู้ และทักษะจากการเรียนรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง
(Julawatthanathon, 2013, pp. 3-14)

ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มคละ
ความสามารถ คอื สมาชกิ ในกลมุ่ จะประกอบไปด้วยนักเรยี นที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดบั สูง ปาน
กลาง และต้องพัฒนา โดยสมาชิกแต่ละคนจะต้องพัฒนาความรู้ของตนเองในเรื่องที่ครูกำหนด เพื่อบรรลุ
เป้าหมายของกลุ่ม ทำใหเ้ กดิ การช่วยเหลือแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ระหว่างกนั เพอ่ื ให้สมาชิกทุกคนมีความรู้
ความเข้าใจเก่ียวกับสง่ิ ทค่ี รสู อน เน่อื งจากความสำเร็จรายบุคคลเป็นความสำเร็จของกล่มุ ด้วย จากนั้นใช้การ
ทดสอบความรู้เป็นรายบุคคล เปรยี บเทยี บคะแนนเพือ่ ดูพัฒนาการของสมาชกิ แต่ละคน และรวมคะแนนเป็น
กลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้รับการชมเชยหรือรางวัล ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและได้ฝกึ การทำงานรว่ มกนั เป็นกลุ่ม

ดังน้ันการเรยี นรูร้ ูปแบบการจดั การเรียนรตู้ ามแนวคิด STEM ร่วมกบั เทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD เป็น
อีกวธิ หี นึ่งท่นี ำมาใช้ในการเรยี นการสอน วิทยาศาสตร์ ทีจ่ ะทำให้ผู้เรยี นเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา
ผลงานใหม่ ๆ และเพื่อพฒั นาใหผ้ ้เู รียนเกิดทักษะทางสตปิ ญั ญาจนนำมาสู่การศกึ ษาคน้ ควา้ สืบเสาะหาความรู้
ตา่ ง ๆ การช่วยเหลอื แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพ่ือใช้แก้ปญั หาจนบรรลุตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้
ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM แล้วพบว่า มีแนวทางด้วยการตั้งปัญหาหรือ
การต้ังคำถามจนนำไปสู่การหาคำตอบ และเพมิ่ การออกแบบทางวศิ วกรรม (Engineering Design Process)
เขา้ รว่ มด้วยเพอ่ื ใหส้ ามารถสร้างและพัฒนาผลงานใหม่ ๆ ไดศ้ ึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเองตามความสามารถ และ
ความสนใจ มีอิสระทางความคิด ความสามารถ ประกอบกจิ กรรมการเรยี นดว้ ยตนเองมากกว่า ทีจ่ ะใหค้ รูบอก
หรือกำหนดให้ โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนให้มปี ระสิทธิภาพ มี
กิจกรรมให้กับนักเรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม ซึ่งผู้เรียนจะดำเนินการเรียนตามคำแนะนำที่เป็นไป
ตามลำดับขั้นด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่อยากรู้อยากเห็น
อยากคดิ ค้นในส่งิ ต่าง ๆ นอกจากนใ้ี นสถานการณ์ปจั จุบนั สถานศึกษาทกุ แห่งจำเปน็ ต้องใช้เทคโนโลยีในการ
ติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข้อมลู สารสนเทศ การค้นคว้าหาความรูจ้ ากแหลง่ ต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ
ดังน้ันภาครฐั รวมถงึ ภาคเอกชนต้องชว่ ยกันดูแลโรงเรียนท่ีอยู่ในชุมชนอย่างท่วั ถงึ และเปน็ ธรรม เพื่อจะทำให้
เด็กและเยาวชนเหล่านั้นได้รับการพัฒนาความรู้ในโลกกว้างอย่างที่แท้จริง ของประทมพงค์.(2558) ซ่ึง
สอดคล้องกับงานวิจัยของ (ทิศนา แขมมณี, 2559: 96) พบว่า การเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตาม
แนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD สามารถนำมาใช้สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดบั ประถมศึกษา
จนถึงระดับมัธยมศึกษาได้ ซง่ึ การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพื้นฐานของนักเรยี นหลงั เรียน

โดยใช้การเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนร้ตู ามแนวคิด STEM รว่ มกบั เทคนคิ กลุม่ ร่วมมอื STAD สูงกว่าก่อน
เรยี นอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตราที่ 22 มาตราที่ 24
วงเล็บ 5 และมาตราที่ 30 รวมถึงจากสภาพของปัญหาและความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ รื่อง
วงจรไฟฟ้า ผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับชน้ั
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการ
เรียนรตู้ ามแนวคดิ STEM รว่ มกบั เทคนิคกลุม่ ร่วมมอื STAD ผลการวจิ ยั จะทำให้นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
มผี ลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้เพม่ิ ขึ้น

วัตถุประสงค์การวจิ ัย
1. เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้รู ายวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง วงจรไฟฟ้า ของนกั เรียนระดบั ชนั้

มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุตรดติ ถ์ โดยการจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ STEM
ร่วมกับเทคนคิ กลุ่มรว่ มมอื STAD

2. เพอื่ ทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้การจัดการเรยี นรรู้ ปู แบบการจัดการเรียนร้ตู ามแนวคดิ
STEM รว่ มกบั เทคนคิ กลมุ่ รว่ มมือ STAD จัดกิจกรรมการเรยี นรูเ้ รื่อง วงจรไฟฟ้า กบั นักเรียนระดับชัน้
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์

3. เพ่อื ศกึ ษาระดับความพงึ พอใจของนักเรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏอุตรดติ ถ์ ทม่ี ตี ่อการทดลองใช้การจดั การเรียนร้ตู ามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มรว่ มมือ STAD
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง วงจรไฟฟ้า

สมมตฐิ านการวิจัย
นกั เรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ท้ังชนั้ เรียนโรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยราชภฏั อตุ รดิตถ์ มี

ผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรเู้ รอื่ ง วงจรไฟฟ้า มีคณุ ภาพระดบั ดีข้นึ ไป เมื่อใช้การจัดการเรียนรูต้ ามแนวคิด STEM
รว่ มกบั เทคนิคกลมุ่ ร่วมมือ STAD แทนวธิ ีและเทคนิคการสอนวิธีเดมิ

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม

ปญั หา การพัฒนาแผนการ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรรู้ ายวิชาวิทยาศาสตร์ เรือ่ ง
ปญั หานกั เรียนไดเ้ หน็ ภาพ จัดการเรยี นรู้ วงจรไฟฟา้ ของนักเรียนระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เม่ือ
รายวิชา ไดร้ บั การจดั การเรยี นรู้ตามแนวคดิ STEM รว่ มกับเทคนคิ
ไม่สามารถเช่ือมโยงองคค์ วามรู้ กลมุ่ ร่วมมอื STAD
ทีเ่ ป็นประสบการณเ์ ดมิ กบั องค์ วิทยาศาสตร์ เรื่อง 2. เจตคตทิ ่ีมีต่อการเรยี น รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
ความรู้ท่เี ป็นประสบการณ์ใหม่ วงจรไฟฟา้ ตาม เรื่อง วงจรไฟฟ้า ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เม่ือ
ของนกั เรยี นได้ และนกั เรียน แนวคิด STEM ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM รว่ มกับเทคนิค
คาดความคดิ สร้างสรรค์ รว่ มกับเทคนคิ กล่มุ กลุ่มรว่ มมอื STAD
ร่วมมือ STAD 3. ประสิทธภิ าพชดุ กิจกรรมการเรยี นรเู้ พือ่ พัฒนาผลสมั ฤทธิ์
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สำหรบั นักเรยี นชั้น ทางการเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้า ไดร้ ับการจดั การเรียนรู้ตาม
ตามแนวคดิ STEM ร่วมกับ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 แนวคิด STEM ร่วมกบั เทคนคิ กลมุ่ ร่วมมือ STAD
เทคนคิ กลมุ่ รว่ มมอื STAD โรงเรียนสาธติ
เป็นวทิ ยาการจัดการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราช
แบบ บูรณาการ ภัฏอตุ รดิตถ์

วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
ประชากร คือ นกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุตรดติ ถ์

อำเภอเมอื ง จงั หวดั อตุ รดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 45 คน
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยนี้ เป็นเนื้อหากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน

พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า
ประกอบด้วยเน้ือหายอ่ ยดงั นี้

เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัยและการหาคุณภาพเครื่องมือ
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั เป็นเคร่ืองมือที่ผู้วจิ ัยสรา้ งขนึ้ ประกอบด้วย
1. แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน (14 ชั่วโมง) ซ่ึงหาคณุ ภาพเคร่ืองมอื จากการตรวจสอบ

คุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยใช้แบบประเมินชนิดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating
Scale) มีผลการประเมนิ ทุกแผนการจัดการเรยี นรู้ มคี ่าเฉล่ียโดยรวมเท่ากับ 4.34

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ซึ่งหาคุณภาพ
เครื่องมือจากการตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน พบว่า มีค่าดัชนีความ
สอดคลอ้ งตง้ั แต่ 0.67-1.00 และทดลองใช้ที่ไมใ่ ช่กล่มุ ตัวอยา่ ง

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ในการวิจัยครง้ั น้ี ผู้วิจยั ดำเนินการทดลองใช้แผนการจดั การเรียนรู้ จำนวน 7 แผน ใช้เวลา 14

ชั่วโมง กบั นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 จำนวน 45 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนสาธติ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอตุ รดิตถ์ ดำเนินการตามขนั้ ตอนดังนี้

1. แจง้ วัตถปุ ระสงค/์ ช้แี จงนกั เรียนทเ่ี ป็นกล่มุ ตวั อยา่ งเพ่ือให้นักเรียนได้เตรยี มตัวลว่ งหนา้
2. ทดสอบก่อนเรยี นโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น จำนวน 20 ข้อ
คะแนนเต็ม เท่ากับ 20 คะแนน
3. จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เร่ือง วงจรไฟฟ้า โดยใช้การ
จดั การเรยี นรู้ตามแนวคดิ STEM ร่วมกับเทคนคิ กลุ่มร่วมมอื STAD
4. ทดสอบหลังเรยี นโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน จำนวน 20 ขอ้
5. ประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรียนโดยใชแ้ บบวดั ความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ
การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผู้วิจยั นำขอ้ มูลที่ไดม้ าวิเคราะหห์ าคา่ ตา่ งๆ ดงั นี้
1. การวิเคราะห์ขอ้ มูลแบบสอบถามของขอ้ คำถาม และ ตรวจสอบชุดกิจกรรมโดยผ้เู ชยี่ วชาญโดยนำ
ชดุ กจิ กรรมทีส่ ร้างข้ึน ใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนอ้ื หา โดยใชส้ ตู ร ค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง
2. การวิเคราะห์ขอ้ สอบว่าเหมาะสมกบั นักเรียนหรอื ไม่ โดยพิจารณาจากการใชส้ ตู รค่าความยากงา่ ย
3. การวิเคราะหห์ าประสทิ ธิภาพของแบบทดสอบ
4. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยจะใช้สูตร E1/E2 โดย E1 เป็นการหา
ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนการสอนระหว่างเรียนทั้งหมด E2 เป็นการหาประสิทธิภาพของ
ผลผลิตหลังจากผู้เรียน เรียนจบกระบวนการ โดยคิดคะแนนจากหลังเรียน ได้มาจากแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิ
6. การวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า
ร้อยละ

ผลการวจิ ยั
1) เพื่อพัฒนารูปแบบทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า ของนักเรียนระดับช้นั

มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM
ร่วมกบั เทคนิคกลมุ่ รว่ มมือ STAD 89/81.2 เปน็ ไปตามตามเกณฑ์ 80/80

2.) เพ่ือทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคดิ
STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้า กับนักเรียนระดับชั้น
มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอตุ รดติ ถอ์ ย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05 ซึง่ เป็นไป
ตามสมมติฐานท่ตี ัง้ ไว้

3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยราชภฏั
อุตรดิตถ์ ที่มีต่อการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD จัด
กิจกรรมการเรยี นรู้เร่อื ง วงจรไฟฟ้า อยู่ในระดบั ท่สี งู มาก

อภปิ รายผล
จากการดำเนินการวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า ตาม
แนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัยมศึกษาปีที่ 3 มีประเด็นที่จะนำมา
อภิปรายผลดังนี้

1.ผลการพัฒนารปู แบบการจัดการเรียนรู้รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง วงจรไฟฟ้า ตามแนวคิด
STEM รว่ มกับเทคนคิ กลุ่มรว่ มมอื STAD สำหรับนกั เรียนช้ันมัยมศึกษาปีที่ 3 มปี ระสทิ ธภิ าพ E1/E2
89/81.2 เป็นไปตามตามเกณฑ์ 80/80 และมคี วามเหมาะสมท่ีจะนำไปใชเ้ ป็นแนวทางการจดั การเรียนรู้
อย่างยงิ่ ทง้ั น้ีการพฒั นารูปแบบการจดั การเรียนรู้รายวชิ าวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง วงจรไฟฟ้า ตามแนวคดิ STEM
ร่วมกบั เทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD สำหรับนกั เรยี นชัน้ มัยมศึกษาปีที่ 3 ดำเนินการตามขัน้ ตอน รวมท้ังได้
ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์จุดหมาย สมรรถนะการเรยี นรู้ รวมถงึ ขอบเขตของเน้อื หาสาระการพิจารณาคาบเวลาเรยี น
และวเิ คราะห์ ความรู้ความสามารถของผเู้ รยี นตลอดจนการทำความเขา้ ใจโครงสร้างของหลักสตู ร จัดวาง
โครงสร้างตามรายละเอียดของสาระการเรียนรทู้ ่ีหลกั สูตรกำหนดไว้ ซง่ึ สอดคล้องกบั อภิรกั ษ์ กุลชุตินธร และ
คณะ (2564 : บทคัดยอ่ ) การพัฒนาการเรยี นร้วู ชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสตรงโดยใชโ้ ครงงานของนกั เรยี นช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2การวจิ ัยคร้ังนีม้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื นกั เรยี นส่วนใหญ่มพี ัฒนาการการเรียนรวู้ ชิ าวงจรไฟฟ้า
กระแสตรงโดยใชโ้ ครงงานสูงขึ้น จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นร้วู ิชา
วงจรไฟฟ้ากระแสตรงโดยใช้โครงงาน นกั เรียนผ่านเกณฑไ์ มต่ ่ำกวา่ ร้อยละ 70 จำนวน 23คน คิดเป็น ร้อยละ
76.66 และ นักเรยี นทไ่ี มผ่ า่ นเกณฑจ์ ำนวน 7คน คิดเป็น ร้อยละ 23.33 3) ความพึงพอใจโดยรวมของ
นกั เรยี นในการเรียนรวู้ ิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรงโดยใช้โครงงาน อยใู่ นระดบั มาก( =3.77)

2.นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ทไี่ ดร้ ับพฒั นารปู แบบการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง
วงจรไฟฟา้ ตามแนวคดิ STEM ร่วมกับเทคนคิ กลุม่ รว่ มมอื STAD ทร่ี ะดบั .05 ซ่งึ เปน็ ไปตามวัตถุประสงค์
และสมมติฐานของการวิจัยท่ีตง้ั ไว้ เนอื่ งมาจากรปู แบบการจัดการเรียนรรู้ ายวิชาวิทยาศาสตร์ เรอื่ ง
วงจรไฟฟา้ ตามแนวคดิ STEM รว่ มกบั เทคนิคกลุ่มรว่ มมอื STAD ผูเ้ รยี นเกิดปฏิสมั พันธร์ ่วมขณะทำกิจกรรม
การเรยี นรู้ ฉุดใหน้ ักเรียนเกดิ ข้อสงสัยและอยากท่ีจะคน้ หาขอ้ มูลและเกิดการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง สอดคลอ้ งกบั
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศ์ กั ด.ิ์ 2565 : 30-40 โลกในปัจจบุ นั มีการเปลยี่ นแปลงท่รี วดเรว็ และมีความ
สลับซบั ซอ้ นมากยง่ิ ขึ้น การแกป้ ญั หาด้วย วิธกี ารเดมิ ๆ มักใช้ไม่ได้ผล จงึ จำเปน็ ตอ้ งใชค้ วามคดิ สร้างสรรคเ์ ขา้
มาช่วยในการแก้ปญั หาดว้ ยวธิ กี ารใหมๆ่ การพฒั นาความคิดสร้างสรรค์จึงมีความจำเปน็ สำหรบั ผ้เู รียนทกุ คน
เพราะความคิดสร้างสรรค์จะชว่ ยให้ มองเห็นโอกาสท่จี ะนำไปสกู่ ารค้นพบส่ิงใหมก่ ารประดิษฐ์คดิ คน้ และ
ก่อใหเ้ กดิ นวัตกรรมใหมท่ ่ีไมห่ ยดุ ยั้งการมีความคดิ สรา้ งสรรค์จะทำให้ผูเ้ รยี นแก้ปญั หาต่างๆ ท่เี ขา้ มาได้อย่าง
รวดเรว็ ในปจั จุบันทุกอาชีพต้องการคนทม่ี ีความคิดสรา้ งสรรค์ เพราะโลกของการแขง่ ขันทำให้ตอ้ งมีการ
พฒั นาส่งิ ต่างๆ อย่างไม่หยุดนง่ิ ทกุ หน่วยงาน ตอ้ งพัฒนาตนเองเพ่อื ปรับปรงุ ผลงานหรอื ผลติ ภณั ฑ์ต่างๆ ใหด้ ี
ข้นึ กว่าเดิมอยู่เสมอเพ่อื พรอ้ มก้าวเขา้ สู่อนาคตและยงั สอดคลอ้ งกบั งานวิจัย เขมวดี พงศานนท์, 2563 ได้
เหตผุ ลประกอบถงึ สาเหตุที่การศกึ ษาในยคุ ปจั จบุ ันต้องใชส้ ะเต็ม ดังนเี้ นอ่ื งจากประเทศไทยขาดก าลงั คนดา้ น
สะเตม็ ท่สี อดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นกั เรียนเหน็ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรเ์ ป็นเรื่องไกลตวั
และขาดแรงบันดาลใจในการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ดงั นั้นสะเตม็ จงึ เป็นแนวคิดหนึง่ ท่ีมสี ่วนช่วยใน
การจัดการเรยี นรทู้ ่มี คี วามเชื่อมโยงกบั ทักษะในศตวรรษที่ 21 จากการศึกษางานวจิ ัยของพลศกั ดิ์ แสงพรมศร
ได้เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั บูรณาการ และเจตคติตอ่ การ
เรียนวชิ าเคมี ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ที่ได้รบั การจัดการเรยี นรู้สะเต็มศกึ ษากบั แบบปกติ ผลการ
เปรยี บเทียบพบว่า1) นักเรียนที่ได้รับการจดั การเรียนรู้สะเต็มศึกษา มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นบรู ณาการ และเจตคติต่อการเรยี นวชิ าเคมี หลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี นอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .05 และ2) นักเรยี นท่ไี ด้รับการจดั การเรยี นรู้สะเต็มศกึ ษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันบูรณาการ และเจตคติตอ่ การเรยี นวชิ าเคมี สงู กว่านกั เรียนท่ีไดร้ ับการ
จดั การเรียนรู้แบบปกติอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เปน็ ไปตามสมมุติฐานการวจิ ยั ทีว่ า่ ผเู้ รียนทไี่ ดร้ บั
การสอนดว้ ยเทคนคิ การสอน STEM มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นรดู้ ้านการคิดวเิ คราะหห์ ลงั การทดลองสงู ขนึ้
เนื่องจากการใช้เทคนคิ การสอนแบบSTEM รว่ มกบั เทคนคิ กลมุ่ ร่วมมือ STAD เปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นและผ้สู อน
มโี อกาสในการปรึกษาหารือช่วยเหลอื กนั การค้นหาคําตอบที่สงสยั การรว่ มกนั อธบิ าย อภปิ รายสรปุ ขอ้ ค้นพบ
และเน้ือหารว่ มกนั ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ การจดั การเรียนการสอนวธิ นี ีจ้ ึงเหมาะตอ่ การใชเ้ พื่อศึกษา
ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนรดู้ า้ นการคิดวเิ คราะหข์ องผ้เู รียนให้มปี ระสิทธภิ าพมากย่ิงข้นึ

3. ระดับความพึงพอใจจัดการเรียนรู้การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์
เรื่อง วงจรไฟฟ้า ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD อยู่ในระดับที่สูงมาก อาจ
เนื่องมาจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า
ตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ STAD ได้ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้ปฏิบัติด้วย
ตนเอง และมีการแลกเปลย่ี นเรียนรู้กับเพ่ือน ไดด้ ำเนนิ การขนั้ ตอนตามขัน้ ตอนตามแนวคดิ STEM ร่วมกับ
เทคนคิ กลุ่มรว่ มมอื STAD พบวา่ เมือ่ นักเรียนทำชดุ กจิ กรรมไดเ้ อง นักเรยี นรสู้ กึ ภาคภมู ิใจในตวั เอง มีชิ้นง
งานที่สร้างสรรค์ ออกแบบดว้ ยตนเอง และพบว่าผู้เรยี นมคี วามตอ้ งการที่อยากจะทำชุดกจิ กรรมในเรื่อง
ต่อ ๆ ไปและผู้สอนได้เรียงลำดับความยาก – ง่าย จากแบบที่ง่ายไปหาข้อทีย่ ากและมีความสับซ้อนขน้ึ
ส่งผลให้นักเรียนมีความสุขและพร้อมที่จะเรียนรู้ในเนื้อหาถัด ๆ ไป ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของกมล
ทิพย์ สำราญจักร์ (2560) การพัฒนากจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามแนวสะเต็มศกึ ษาเรือ่ ง โมเมนตัมและการชน
สำหรบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษา

กลา่ ววา่ เม่อื นักเรยี นไดม้ ีสว่ นร่วมในการดำเนินกิจกรรม ได้ปฏบิ ัตดิ ้วยตนเองก่อนและเปิดโอกาสให้
นักเรียนได้แลกเปล่ียนความคิดเหน็ ภายในกลุม่ ใหน้ ักเรยี นเก่งได้ชว่ ยเหลือนักเรียนทอ่ี อ่ นให้สามารถคิดหรือ
แกป้ ญั หาได้

ข้อเสนอแนะ
จากผลการศึกษาค้นคว้าครัง้ น้ี ผวู้ จิ ัยมขี ้อเสนอแนะ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ และ

การศึกษาวิจยั ดังนี้

1. ขอ้ เสนอแนะทั่วไป

1.1 ครูผสู้ อนควรมีการเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นเข้าส่กู ารสอนตามขน้ั ตอนของการจดั การเรียนรู้ตาม
แนวคิด STEM รว่ มกบั เทคนิคกลุ่มรว่ มมอื STAD เพ่อื ให้การสอนดำเนนิ การไดอ้ ย่างเป็นขั้นเปน็ ตอน

1.2 ครผู ู้สอนกล่มุ สาระการเรยี นร้ทู างวิทยาศาสตรค์ วรนำแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคดิ STEM
ร่วมกับเทคนิคกล่มุ รว่ มมือ STAD มาใช้ในการจัดการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ท้ังน้ีเพราะแผนการจัดการเรยี นรู้
ตามแนวคดิ STEM ร่วมกับเทคนิคกล่มุ ร่วมมือ STAD นสี้ ามารถช่วยให้ผสู้ อนสามารถพฒั นาการเรยี นร้ขู อง
ผู้เรียนใหม้ ีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรท์ ่ีดีขนึ้ ได้

1.3 ครผู ู้สอนควรมคี วามเขา้ ใจในวิธีการจัดการเรยี นรแู้ บบตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่ม
ร่วมมอื STAD โดยการศึกษาเน้ือหา กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และวิธสี อนท่ีเหมาะกบั ผู้เรยี น โดย

คำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งของแตล่ ะบุคคล และเตรยี มความพรอ้ มทเี่ ป็นผทู้ ี่เอ้ือตอ่ การอำนวยความสะดวกให้กับ
ผเู้ รยี น เพื่อใหเ้ กิดการจัดการเรียนรู้ดว้ ย แผนการจัดการเรียนรแู้ บบตามแนวคิด STEM รว่ มกับเทคนคิ กลุ่ม
ร่วมมอื STAD ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

2. ข้อเสนอแนะสำหรบั การทำวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป

2.1 ควรทำการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชดุ กจิ กรรม ร่วมกับเทคนิคการสอนใน
รปู แบบอืน่ ๆ กบั ศาสตร์สาขาอน่ื ๆ เชน่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ศิลปะ เป็นตน้

2.2 ควรมีการเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้แบบตามแนวคิด STEM ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมมือ
STAD กับรูปแบบอนื่ ๆ ควบคเู่ พื่อหารปู แบบท่ีเหมาะสมกบั นกั เรียนมากที่สุด เช่น การใช้ปญั หาเป็นฐาน,
CICP model, PODS เป็นตน้

2.3 ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้นี้กับกลุ่มของนักเรียนที่มี
ความสามารถทางการเรียนตา่ งกัน (กลมุ่ เกง่ กลมุ่ กลาง และกลุ่มออ่ น)

บรรณานกุ รม

บรรณานุกรม

กมลฉตั ร กลอ่ มอ่ิม. (2559). การจดั การเรียนรู้ แบบบรู ณาการสะเตม็ ศึกษาส าหรบั นักศกึ ษาวชิ าชีพครู.
เพชรบูรณ์: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์.

ปยิ ะภรณ์ สารบิ รู ณ์. (2553). การเปรียบเทียบผลการเรียนรกู ลุ่มสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์เร่อื ง การหาร
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ระหว่างการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชเ้ ทคนิค STAD กบั การจดั การเรยี นรูโ้ ดย

วธิ ี
ปกติ. วิทยานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. มหาสารคาม: บัณฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม

พัทธมน นามปวน นันทรัตน เครอื อนิ ทร และฉัตรชยั เครืออนิ ทร. (2557). รูปแบบการจัดกจิ กรรม
การเรยี นรูวิชาวทิ ยาศาสตร เร่อื งวสั ดแุ ละสมบัติของวัสดุ แบบสะเต็มศกึ ษา (STEMeducation)
ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท่ี5.บทคัดยอการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติศกึ ษาศาสตรวจิ ัยคร้งั ท่ี 1
คณะศึกษาศาสตรมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี วันท่ี 29-30 พฤษภาคม พ.ศ.
2557 ณ โรงแรมหรรษา เจบี อําเภอหาดใหญ จังหวดั สงขลา.

สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลย.ี (2545). คูมือการจัดสาระกลุมสาระการเรยี นรู
วทิ ยาศาสตร.กรงุ เทพฯ: สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

สพุ ตั รา โคตะวงค์. (2559). การสง่ เสริมทกั ษะการทำงานเป็นทีมดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสะเตม็
ศึกษาร่วมกับการเรยี นรู้ แบบร่วมมอื ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปี ที่ 4 โรงเรยี นชมุ แพ
ศึกษา. (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม.

Good, Carter V. (1973) . Dictionary of Education. Edited DY Carter V. Good. New York :
McGraw – Hill Book Company.

ประวัตยิ ่อของผู้วิจยั

ชื่อ นางสาวภัคจิรา ยอดรัก

วนั เดือน ปีเกดิ 12 เมษายน 2542

สถานทีเ่ กดิ อำเภอบา้ นโคก จังหวัดอตุ รดิตถ์

ท่อี ยู่ปัจจุบัน 154 หมู่ 2 ตำบลมว่ งเจด็ ต้น อำเภอบา้ นโคก

จงั หวดั อตุ รดติ ถ์ 53180

ประวตั กิ ารศึกษา 2559 มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นบ้านโคกวทิ ยาคม

อำเภอบ้านโคก จงั หวัดอุตรดติ ถ์

2564 คบ. เอก วทิ ยาศาสตร์ทวั่ ไป มหาวิทยาลัยราชภฏั อตุ รดติ ถ์


Click to View FlipBook Version