The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างรายวิชาเเละการวิเคราะห์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๒๑๑o๒

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wasinee22625, 2022-02-28 22:59:38

โครงสร้างรายวิชาเเละการวิเคราะห์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๒๑๑o๒

โครงสร้างรายวิชาเเละการวิเคราะห์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๒๑๑o๒

• เราสามารถใช้ประโยชน์จากการขยายตัวหรือหดตัวของสสารอันเนื่องมาจากความร้อนได้
อย่างไรบ้าง

• การขยายตัวหรอื หดตัวของสสารอันเน่ืองมาจากความร้อนมโี ทษหรอื สร้างความเสียหายต่อ
ชีวิตและทรพั ยส์ นิ ได้อยา่ งไร และจะมที างป้องกันหรอื แก้ปญั หาเหล่านไ้ี ดอ้ ย่างไร

4) ครูแนะนาแหลง่ เรยี นรู้เพิ่มเตมิ ทางอนิ เทอร์เน็ต

ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation)

1) ครูประเมินจากกิจกรรมที่ 5.3 ความร้อนส่งผลต่อสสารแต่ละสถานะอย่างไร การปฏิบัติ
กจิ กรรมกลุม่

2) การตอบคาถามในชั้นเรียน

3) จากสถานการณถ์ นนยกตัวขน้ึ เนือ่ งจากความร้อน ครใู หน้ ักเรียนแต่ละกล่มุ ทาแผ่นพบั เพ่ือ
อธิบายสาเหตุของการยกตัวของถนน พร้อมท้ังเสนอแนะแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อ

ส่อื สารให้คนในชุมชนเข้าใจเหตุการณ์ดงั กล่าว โดยนักเรียนต้องใช้ภาษาท่ีเข้าใจง่ายและใช้แบบจาลองอนุภาค
ของสสารประกอบการอธิบาย

8. ส่อื กำรเรยี นรู้ / แหลง่ เรียนรู้
8.1 กิจกรรมที่ 5.3 ความรอ้ นส่งผลต่อสสารแต่ละสถานะอยา่ งไร ( ตามหนังสอื เรียน สสวท.)
8.2 สอ่ื ออนไลน์

8.3 หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ม.1
8.4 งานกลมุ่ ทาแผน่ พบั เพอ่ื อธิบายสาเหตขุ องการยกตวั ของถนน

9. กำรวดั และกำรประเมนิ

ตวั ชีว้ ัด/ผลกำรเรยี นรู้ วิธกี ำรวัด เครือ่ งมือวัด เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นกำรประเมนิ
- แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2
1 ดา้ นความรู้ :นักเรยี น - การตอบคาถามนักเรียน คาถาม
ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2
สามารถอธบิ ายผลที่เกิด ในช้ันเรยี น - แบบประเมินการทางาน
กลุม่
จากความร้อนทส่ี ง่ ผลให้

สสารเกิดการขยายตัวและ

หดตวั ได้

2. ด้านกระบวนการ : - ตรวจสอบการปฏบิ ัติ

นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติ กิจกรรมท่ี 5.3 ความร้อน

กิจกรรมที่ 5.3 ความร้อน สง่ ผลต่อสสารแต่ละ

สง่ ผลตอ่ สสารแตล่ ะ สถานะอยา่ งไร

47

สถานะอยา่ งไรได้

3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤตกิ รรม - แบบประเมนิ การสงั เกต ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2

เรยี นเสร็จแล้วเกบ็ นกั เรยี น

อุปกรณเ์ ข้าที่เปน็ ระเบียบ

48

กจิ กรรมท่ี 5.3 ควำมร้อนสง่ ผลต่อสสำร
แต่ละสถำนะอยำ่ งไร

จุดประสงค์ 1. สารวจและอธบิ ายผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ นา้ และเหล็ก

วัสดอุ ปุ กรณ์

วัสดุท่ใี ช้ตอ่ กลมุ่

รำยกำร ปรมิ ำณ/กลุม่

ขวดแก้วหรอื ขวดพลาสตกิ 1 ขวด

บกี เกอร์ขนาด 250 cm3 1 อัน

ลกู โป่ง 1 ลกู

ขนั พลาสติก 1 อนั

ขวดรปู กรวย ขนาด 125 cm3 2 ขวด

นา้ สี 350 cm3 1 ขวด

หลอดแกว้ นาแก๊ส 2 หลอด

จกุ ยางเจาะรู 2 จกุ

นา้ ร้อน อุณหภมู ิประมาณ 80 oC 500 cm3

น้าแข็ง 500 cm3

ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์ 1 ชุด

ลกู กลมและวงแหวนโลหะ 1 ชดุ

วธิ กี ำร ให้ดาเนนิ กิจกรรมตามหนังสือเรียน

กำรเตรยี มตัวของครูเตรียม - น้าสโี ดยผสมสผี สมอาหารกบั นา้ เปล่า

- เตรยี มลูกโป่งโดยเป่าลกู โปง่ ใหย้ ืดตวั เลก็ น้อย

ข้อควรระวัง - แอลกอฮอล์เป็นวัตถไุ วไฟจึงควรระมดั ระวงั ในการใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์

- น้ารอ้ นมีอุณหภมู สิ ูงควรใช้ถุงมอื หรอื ผ้าขณะจบั ภาชนะบรรจุน้ารอ้ น

- ระมัดระวังการจับลูกกลมโลหะและวงแหวนโลหะที่รอ้ น

ตัวอยำ่ งกำรดำเนินกจิ กรรม

49

ตำรำงกำรดำเนินกจิ กรรม แชใ่ นนำ้ ร้อน แชใ่ นนำ้ เย็น
วำงในนำ้ อุณหภูมิปกติ วำดภำพพรอ้ มอธบิ ำย วำดภำพพร้อมอธิบำย
วำดภำพพร้อมอธบิ ำย

50

บันทึกการดาเนินกจิ กรรม

บนั ทกึ หลงั การสอน

51

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 5 พลงั งานความรอ้ นกบั การเปลยี่ นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 4 ความร้อนกับการขยายตวั และหดตัวของสสารเราเรีย...
วันท่ี..........15...................เดือน..........พฤศจกิ ายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/1..............

1. จานวนนักเรียนท้งั หมด 39 คน มาเรยี น 36 คน ขาดเรียน 3 คน
2. นกั เรียนผา่ นจุดประสงคก์ ารเรียนรจู้ านวน 37 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 97.36 นกั เรยี นไม่ผา่ นจดุ ประสงคก์ าร

เรียนรจู้ านวน 2 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 5.26
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายผลที่เกิดจากความร้อนที่ส่งผลให้สสารเกิดการ
ขยายตัวและหดตวั ได้

2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถวาดภาพ ความร้อนสง่ ผลต่อสสารแตล่ ะสถานะอยา่ งไรได้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นเสร็จและออกจากหอ้ ง meet พรอ้ มกับครูผู้สอนแลว้ กลา่ วขอบคณุ
พร้อมเพรียงกนั
4) ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้ มีวินยั มุง่ มั่นในการทางาน
4.ปญั หา/อุปสรรค
- เนื่องจากเปน็ คาบทีเ่ รยี นในชว่ งออนไลน์นักเรยี นบ้างคนไม่กลา้ ทจ่ี ะแสดงความคิดเห็น
5.ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คุณครูพยายามเรียกช่ือนกั เรยี นเพ่อื ให้เกิดความคุ้นเคยกับนกั เรียน

ลงชอ่ื .....วาสินี ..ครผู ูส้ อน
(นางวาสินี เด็งระกนี า)

52

บนั ทึกหลงั การสอน

หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลังงานความรอ้ นกับการเปลีย่ นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 4 ความร้อนกับการขยายตัวและหดตัวของสสารเราเรยี ...
วันท.ี่ .........17...................เดือน..........พฤศจกิ ายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/3..............

1. จานวนนกั เรยี นทง้ั หมด 39 คน มาเรยี น 38 คน ขาดเรยี น คน
2. นกั เรยี นผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คิดเปน็ ร้อยละ 94.94 นกั เรยี นไม่ผา่ นจุดประสงคก์ าร

เรียนรูจ้ านวน 1 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 2.56
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายผลท่ีเกิดจากความร้อนท่ีส่งผลให้สสารเกิดการ
ขยายตวั และหดตัวได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรียนสามารถวาดภาพ ความร้อนส่งผลต่อสสารแต่ละสถานะอยา่ งไรได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรียนเรียนเสร็จและออกจากห้อง meet พร้อมกบั ครผู ูส้ อนแล้วกล่าวขอบคณุ
พร้อมเพรยี งกนั
4) ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มวี ินยั มุง่ มนั่ ในการทางาน
4.ปัญหา/อปุ สรรค
- เนื่องจากเป็นคาบที่เรียนในช่วงออนไลน์นักเรยี นบ้างคนไม่กล้าท่ีจะแสดงความคดิ เห็น
5.ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครพู ยายามเรยี กช่อื นกั เรยี นเพื่อให้เกดิ ความคุน้ เคยกับนักเรียน

ลงช่อื .....วาสินี ..ครูผ้สู อน
(นางวาสินี เดง็ ระกนี า)

53

บนั ทกึ หลังการสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลังงานความร้อนกับการเปล่ยี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 4 ความร้อนกับการขยายตัวและหดตัวของสสารเราเรีย...
วนั ที่..........16...................เดือน..........พฤศจกิ ายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/5..............

1. จานวนนักเรียนทง้ั หมด 39 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรียน 3 คน
2. นกั เรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 97.36 นกั เรยี นไมผ่ า่ นจดุ ประสงคก์ าร

เรยี นร้จู านวน 2 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 5.26
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายผลที่เกิดจากความร้อนท่ีส่งผลให้สสารเกิดการ
ขยายตัวและหดตัวได้

2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถวาดภาพ ความรอ้ นส่งผลต่อสสารแตล่ ะสถานะอย่างไรได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นเสรจ็ และออกจากหอ้ ง meet พรอ้ มกบั ครูผสู้ อนแล้วกล่าวขอบคณุ
พร้อมเพรียงกนั
4) ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มวี นิ ยั มุ่งมัน่ ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- เน่ืองจากเปน็ คาบท่เี รยี นในชว่ งออนไลน์นักเรียนบ้างคนไม่กล้าทจ่ี ะแสดงความคดิ เห็น
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คุณครพู ยายามเรยี กช่อื นักเรยี นเพื่อให้เกดิ ความคนุ้ เคยกบั นักเรยี น

ลงช่ือ.....วาสินี ..ครผู ้สู อน
(นางวาสินี เด็งระกีนา)

54

บนั ทกึ หลังการสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลังงานความร้อนกับการเปล่ยี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 4 ความร้อนกับการขยายตัวและหดตัวของสสารเราเรีย...
วนั ที่..........17...................เดือน..........พฤศจกิ ายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/9..............

1. จานวนนักเรียนทง้ั หมด 38 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรยี น 2 คน
2. นกั เรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 94.73 นกั เรยี นไมผ่ า่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นร้จู านวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.63
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายผลที่เกิดจากความร้อนท่ีส่งผลให้สสารเกิดการ
ขยายตัวและหดตัวได้

2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถวาดภาพ ความร้อนส่งผลต่อสสารแตล่ ะสถานะอยา่ งไรได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นเสรจ็ และออกจากหอ้ ง meet พร้อมกบั ครูผสู้ อนแลว้ กล่าวขอบคณุ
พร้อมเพรียงกนั
4) ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มวี นิ ยั มุ่งมัน่ ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- เน่ืองจากเปน็ คาบท่เี รยี นในช่วงออนไลน์นักเรียนบ้างคนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คุณครพู ยายามเรยี กช่อื นักเรยี นเพื่อให้เกดิ ความคนุ้ เคยกบั นักเรียน

ลงช่อื .....วาสินี ..ครผู ู้สอน
(นางวาสินี เด็งระกนี า)

55

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 5

หน่วยกำรเรียนรูท้ ่ี 5 พลังงานความรอ้ นกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร รำยวิชำ วิทยาศาสตร์ รหัสวิชำ ว21102

เรื่อง หน่วยวดั อณุ หภูมิ เวลำ 3 คำบ ชนั้ มัธยมศึกษำปที ี่ 1

โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ผสู้ อน นางวาสนิ ี เดง็ ระกนี า

1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตัวช้ีวัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
- ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร

กบั โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ตัวชี้วัด
- ม.1/10 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนกับการเปล่ียนสถานะของสสาร

โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์และแบบจาลอง

2. สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด
สาระสาคญั
อุณหภูมิ คือการวัดค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ของอนุภาคในสสารใดๆ ซึ่งสอดคล้องกับ

ความร้อนหรือเยน็ ของสสารนน้ั โดยใชห้ น่วยและการแปลงหนว่ ยอณุ หภมู ิเพอ่ื ใช้ในการศกึ ษาอณุ หภูมิ

3. จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้

1) ดำ้ นควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวัดอณุ หภมู ิไปใชง้ าน
ได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถคานวณการเปลี่ยนหนว่ ยการวัดอุณหภูมิได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นักเรียนเรียนมวี ินยั และใฝ่เรียนรู้

4. คุณลกั ษณะผเู้ รียน

4.1 คุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์

รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซ่ือสตั ยส์ ุจริต  มุง่ มั่นในการทางาน

 มีวนิ ยั รกั ความเปน็ ไทย  ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ

5. ด้ำนสมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
 ความสามารถในการคิด : นักเรียนสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวัดอุณหภูมิไปใช้งาน

ได้
6. สำระกำรเรยี นรู้

องศาเซลเซียส ใช้สัญลักษณ์เป็น C ระบบน้ีกาหนดให้จุดเดือดของน้าหรือจุดหลอมเหลวของน้าแข็ง
อยทู่ ี่ 0 องศา ขณะทีจ่ ดุ เยือกแข็งของน้าอยู่ที่ 100 องศา

องศาฟาเรนไฮต์ ใช้สญั ลกั ษณเ์ ป็น F โดยกาหนดให้จดุ เยือกแข็งของนา้ อย่ทู ี่ 32 องศา และจดุ เดอื ดอยู่
ท่ี 212 องศา ระหวา่ งจุดเดือดกบั จุดเยอื กแขง็ จงึ สามารถแบง่ ได้เปน็ 180 หนว่ ยหรอื 180 ช่อง

56

เคลวิน ใช้สัญลักษณ์เป็น K โดยเป็นหน่วยในระบบ SI ใช้ในการคานวณ เนื่องจากเป็นหน่วยวัดที่
เร่ิมต้นจากจุดศูนย์สัมบูรณ์ (absolute zero temperature) และอุณหภูมิที่ 373 หรือ 373.16 เคลวินจะ
ตรงกับ 100 องศาเซลเซียส ส่วนจุดเยือกแข็งอยู่ท่ีค่า 273 หรือ 273.16 เคลวิน ซึ่งตรงกับ 0 องศาเซลเซียส
ดงั น้ัน จาก 273 จนถงึ 373 จึงสามารถแบ่งสดั สว่ นเปน็ 100 หน่วยหรือ 100 ช่อง

7. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ใชร้ ปู แบบกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนแบบสบื เสำะหำควำมรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ขน้ั ที่ 1 กระตุน้ ควำมสนใจ (Engagement)
1) ครูทบทวนความรู้เดิมจากการดาเนินกิจกรรมในช่ัวโมงที่ผ่านมา โดยใช้คาถามกระตุ้น

ความคิดดังนี้
1.1 ขณะที่อากาศในขวดแก้วและลูกโป่งขยายตัวหรือหดตัวเม่ือได้รับหรือสูญเสีย

ความร้อน จานวนและขนาดของอนุภาคอากาศในขวดแก้วและลูกโป่งมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อย่างไร (
แนวคาตอบ ไมเ่ ปล่ยี นแปลงจานวนและขนาดของอนุภาคของอากาศในขวดแก้วและลูกโป่งยงั คงเหมือนเดมิ แต่
การท่ีลูกโป่งขยายตัวหรือหดตัวเมื่อได้รับหรือสูญเสียความร้อนเนื่องจากระยะห่าง ระหว่างอนุภาคมีการ
เปลยี่ นแปลง ไมเ่ ก่ยี วกับจานวนหรอื ขนาดของอนภุ าค )

1.2 ขณะที่นา้ สีขยายตวั หรือหดตวั เม่อื ไดร้ บั หรือสูญเสยี ความรอ้ น จานวนและขนาด
ของอนุภาคน้าสมี กี ารเปลยี่ นแปลงหรือไม่ อย่างไร ( แนวคาตอบ ไมเ่ ปลีย่ นแปลงจานวนและขนาดของอนุภาค
ของน้าสีในขวดรูปกรวยยังคงเหมือนเดิม แต่การท่ีน้าสีขยายตัวหรือหดตัวเมื่อได้รับหรือสูญเสียความร้อน
เนือ่ งจากระยะหา่ งระหว่างอนภุ าคมกี ารเปลยี่ นแปลง ไมเ่ ก่ียวกบั จานวนหรือขนาดของอนุภาค )

1.3. ขณะที่ลูกกลมเหลก็ ขยายตวั หรือหดตัวเมื่อได้รับหรือสญู เสียความรอ้ น จานวน
และขนาดของอนุภาคลูกกลมเหล็กมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อย่างไร ( แนวคาตอบ ไม่เปลี่ยนแปลงจานวน
และขนาดของอนุภาคของลูกกลมเหล็กยังคงเหมือนเดิม แต่การท่ีลูกกลมเหล็กขยายตัวหรือหดตัวเมื่อได้รับ
หรือสูญเสียความร้อนเน่ืองจากระยะห่างระหว่างอนุภาคมกี ารเปลี่ยนแปลง ไม่เก่ียวกับจานวนหรือขนาดของ
อนภุ าค )

2) ครูนานักเรียนเข้าสู่เนื้อหาใหม่ในเรอื่ งหน่วยวัดอณุ หภูมิ โดยครใู ห้นักเรียนสังเกตภาพจาก
สอ่ื อนิ เทอร์เนต็ ดังนี้

ท่มี า : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66152/-blo-sciphy-sci-
3) ครูเปิดประเด็นคาถามต่อนักเรียนว่า นกั เรียนสังเกตไหมว่า ท้ังที่เป็นเทอร์มอมิเตอร์ชนิด

เดยี วกันแต่ทาไมมีการอ่านที่ใช้หน่วยแตกต่างกันและค่าทไ่ี ด้แตกต่างกนั หรือไม่ ( แนวการตอบ ครูให้นักเรียน
คิดโดยไมต่ อ้ งตอบคาถามครู และครูไม่เฉลยคาตอบแกน่ ักเรียน )

4) ครใู ห้นักเรยี นตรวจสอบความรู้จากกิจกรรมในช้นั เรยี นเรอ่ื งหนว่ ยวัดอุณหภูมิ

57

ขน้ั ที่ 2 ขนั้ สำรวจและคน้ หำ (Exploration)

1) ครใู หน้ ักเรียนทุกคนเตรียมเพ่อื จะได้ดาเนินกิจกรรมเร่ืองหนว่ ยวัดอุณหภมู ิ โดยให้นกั เรียน
ดาเนินกิจกรรม กล่าวคือ ใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนช่วยกนั หาความรู้ในเรือ่ งดังกล่าวนี้ โดยให้นักเรยี นสรุปหน่วยวัด
อณุ หภมู ทิ ่ีใช้กันบนโลกใบนีซ้ ง่ึ ใหเ้ ขียนเปน็ ลกั ษณะของแผนผงั ความคดิ ลงในสมดุ ของนักเรยี นแตล่ ะคน

2) เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มดาเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ครูให้นักเรียนบ้างคนนาเสนอ เพ่ือ
แลกเปล่ียนเรยี นรู้ในห้องเรยี น ท้งั นีใ้ ห้ส่งตวั แทนห้องมาเขียนข้ึนกระดานเพ่อื สรุปวา่ ท้ังหมดแล้วมีหนว่ ยทใ่ี ช้ใน
การวัดอุณหภูมิอะไรบ้าง ซึ่งถ้าหากนักเรียนคนไหนไหนยังไม่มีหน่วยวัดอุณหภูมิหน่วยไหนให้นักเรียนเขียน
เพม่ิ เตมิ ลงไปในสมุดของตัวเองดว้ ย

3) เม่อื ดาเนนิ กจิ กรรมเรียบร้อยแลว้ ครูนาสตู รการคานวณเปล่ยี นหน่วยการวดั อณุ หภมู มิ าให้
นักเรียนได้ทราบ ซึ่งเป็นหน่วยการวัดอุณหภูมิท่ีนิยมใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ องศาเซลเซียส องศาฟาเรนไฮต์
และเคลวนิ มีสตู รการคานวณดังต่อไปนี้

4) ครูยกตวั อย่างการคานวณการเปลย่ี นหนว่ ยอณุ หภูมิ ดังน้ี
- อุณหภูมิ 41 องศาฟาเรนไฮต์ เทา่ กบั ก่ีองศาเซลเซียส

วธิ ที า จากสูตร

สง่ิ ที่ทราบ F = 41
ใหห้ า C
แทนค่าในสูตร

1x5 = C
ดงั นัน้ อุณหภมู ิ 41 องศาฟาเรนไฮต์ เท่ากบั 5 องศาเซลเซียส

5) ครใู หน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หัดเรอื่ งการเปลย่ี นหน่วยอณุ หภูมิ
5.1 อุณหภมู ิ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ เทา่ กับก่อี งศาเซลเซียส
5.2 อณุ หภูมิ 37 องศาเซลเซยี ส เท่ากับกเี่ คลวิน
5.3 อณุ หภูมิ 298 เคลวนิ เท่ากบั กี่องศาเซลเซียส
5.4 อณุ หภมู ิ 298 เคลวนิ เทา่ กบั กอ่ี งศาฟาเรนไฮต์
5.5 อุณหภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส เทา่ กับก่ีองศาฟาเรนไฮต์

6) ในขณะที่นักเรียนกาลังทาแบบฝึกหัดครูพยายามเดินดูการคานวณของนักเรียน และให้
นักเรยี นท่มี คี วามสามารถในการคานวณในเร่อื งดังกล่าวช่วยเหลือเพ่ือนๆในการคานวณ

58

ขัน้ ที่ 3 ขั้นอธบิ ำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายจากกิจกรรมทีไ่ ดด้ าเนนิ ไปในกิจกรรมแรกดังน้ี
1.1 เคลวิน (อังกฤษ: kelvin, สัญลักษณ์: K) เป็นหน่วยวัดอุณหภูมิหนึ่ง และเป็น

หน่วยพื้นฐานหนง่ึ ในเจด็ ของระบบเอสไอ นิยามให้เท่ากับ 1/273.16 เท่าของอณุ หภูมิเทอรโ์ มไดนามิกของจุด
สามสถานะของน้า เคลวนิ ต้ังชื่อเพ่ือเปน็ เกียรติแตน่ ักฟิสิกส์และวศิ วกรชาวอังกฤษ วลิ เลียม ทอมสัน บารอนที่
หนึ่งแห่ง เคลวิน (William Thomson, 1st Baron Kelvin) ซ่ึงช่ือบรรดาศักดิ์น้ีต้ังตามช่ือ แม่น้าเคลวิน อีกที
หนง่ึ แม่นา้ สายน้ีตดั ผ่านมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สกอตแลนด์

เคลวิน เป็นหน่วยของหน่วยวัดอุณหภูมิหนึ่ง ท่ีลอร์เควิน ได้พัฒนาคิดสเกลขึ้นใหม่ โดยหา
ความสัมพันธร์ ะหว่างอุณหภูมิและความเร็วของอิเล็กตรอนที่เคล่ือนที่รอบนิวเคลียส โดยสังเกตวา่ ถ้าให้ความ
รอ้ นกับสสารมากข้ึน อิเล็กตรอนจะมีพลังงานมากข้ึน ทาให้เคลื่อนท่ีมีความเร็วมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าลด
ความรอ้ นให้กับสสาร อิเลก็ ตรอนกจ็ ะมีพลงั งานน้อยลง ทาให้การเคล่ือนท่ีลดลง และถ้าสามารถลดอุณหภมู ิลง
จนถึงจุดท่อี ิเล็กตรอนหยุดการเคลื่อนท่ี ณ จดุ น้นั จะไมม่ ีอณุ หภูมิหรอื พลังงานในสสารเลย และจะไมม่ ีการแผ่
รงั สคี วามรอ้ นจากวตั ถุ จงึ เรียกอุณหภมู ิ ณ จดุ นวี้ า่ ศูนย์สัมบูรณ์ (0 K)

1.2 องศาเซลเซียส (อังกฤษ: degree Celsius, สัญลักษณ์ °C)หน่วยน้ีต้ังตามช่ือ
ของนาย แอนเดอร์ เซลเซียส (Anders Celsius มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1701 ถึง 1744) นักดาราศาสตร์ชาว
สวีเดน เขาเป็นคนแรกที่เสนอระบบที่ใกล้เคียงกับระบบนี้ในปี พ.ศ. 2285 (ค.ศ. 1742) แต่แรกกาหนดให้
อุณหภูมิจุดเยือกแข็งของน้าคือ 0 องศา และจุดเดือดของน้าคือ 100 องศาท่ีระดับความดันบรรยากาศ
มาตรฐาน แต่ได้มีการสลับสเกลต่อมาหลังจากท่ีเซลเซียสเสียชีวิตไประยะหน่ึงในปี พ.ศ. 2491 หน่วยนี้มีช่ือ
เรียกต่างกันสามแบบ ได้แก่เซนติเกรด (centigrade) ,องศาเซนเทสซิมัล (centesimal degree), องศา
เซลเซยี ส

1.3 องศาฟาเรนไฮต์ ((Fahrenheit ,สัญลักษณ์ °F)คือชนิดสเกลค่าวัดอุณหภูมิชนิด
หน่งึ ท่ีถูกต้งั ช่ือตามนกั ฟิสิกส์ชาวเยอรมนั เกเบรียล ฟาเรนไฮต์ (1686-1736) โดยทค่ี ่าสเกลองศาฟาเรนไฮต์น้ี
มจี ดุ เยือกแขง็ อยู่ที่ 32 องศาฟาเรนไฮต์ โดยปกติจะเขยี นวา่ 32 °F และมจี ดุ เดอื ดที่ 212 องศาฟาเรนไฮต์ โดย
ทีม่ ีระยะหา่ งระหวา่ งจดุ เยือกแข็งกับจุดเดือดของนา้ คอื 180 องศา

1.4 องศาแรงคิน (Rankine Scale(°Ra) คือหน่วยวัดอุณหภูมิที่คิดค้นขึ้นโดย
William Rankine เปน็ มาตรวัดอุณหภูมิทางเทอรโ์ มไดนามิกส์ในหน่วย อังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. 1820 – 1872
มจี ุดเยือกแข็งของนา้ ท่ี 491.67 R และจุดการกลายเป็นไอน้าท่ี 671.67 R ส่วนอุณหภูมิต่าท่ีสุดของ Rankine
Scale คอื 0 R

1.5 องศาเดลิเซิล (Delisle ,° D) คือคือหน่วยวัดอุณหภูมิท่ีคิดค้นขึ้นในปี 1732
โดยนกั ดาราศาสตร์ชาวฝรงั่ เศสโจเซฟนโิ คลัส

1.6 องศานิวตนั (Newton , °N)คือคือหน่วยวดั อณุ หภมู ิที่คิดคน้ ขึ้นในปี 1700 โดย
ไอแซก นิวตัน

1.7 องศาเรอเมอร์ (อังกฤษ: Réaumur scale/degree; ย่อ:°Ré, °Re, °R) คือ
หน่วยวัดอุณหภูมิท่ีคิดค้นข้ึนโดย เรอเน่ อังตวน เฟโชต์ เดอ โรเมอร์ (René Antoine Ferchault de
Réaumur) นักวิทยาศาสตรแ์ ละนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1731 โดยกาหนดให้จุดเยือกแข็งของน้า
อยู่ท่ี 0 องศาโรเมอร์ และจดุ เดือดของน้าอยู่ท่ี 80 องศาโรเมอร์ ดังนั้นช่วงอุณหภูมิ 1 องศาโรเมอร์จะเท่ากับ
1.25 องศาเซลเซียสหรอื เคลวนิ

59

1.8 องศาโรเมอร์ (Rømer ,°Rø )คือหน่วยวัดอุณหภูมิท่ีคิดค้นข้ึนโดย Ole
Christensen Rømer ชาวเดนมาร์ก ปี 1701

2) ในกิจกรรมท่ี 2 การคานวณการเปล่ียนหน่วย สาหรับนักเรียนที่ยังคานวณไม่ได้ครู
ดาเนินการสอนเพม่ิ เติม ซ่ึงหน่วยการวดั อณุ หภูมิท่ีนยิ มใช้กนั ในปัจจบุ ัน ได้แก่ องศาเซลเซียส องศาฟาเรนไฮต์
และเคลวนิ มีสตู รการคานวณดังตอ่ ไปนี้

ขัน้ ที่ 4 ขนั้ ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1) ครแู นะนาแหล่งเรยี นรูเ้ พ่ิมเติมทางอนิ เทอร์เน็ต เพ่ือเป็นการทบทวนและสร้างความเข้าใจ

มากย่งิ ข้นึ

2) ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นน้ันได้ถามคาถาม โดยแต่ละกลุ่มให้ตงั้ คาถามเก่ียวกับเร่ืองที่เรียน
ไปอย่างนอ้ ย 1 คาถามตอ่ 1 กลมุ่

ขัน้ ที่ 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (5 นำที)
1) ตรวจสมุดนักเรยี นจากคานวณการเปล่ยี นหนว่ ยการวดั อุณหภูมิ
2) การตอบคาถามในชนั้ เรยี น

8. ส่ือกำรเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้
8.1 แบบฝึกหัดคานวณการเปลยี่ นหนว่ ยการวดั อุณหภมู ิ
8.2 สื่อออนไลน์
8.3 หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ม.1

60

9. กำรวดั และกำรประเมนิ

ตัวช้ีวัด/ผลกำรเรยี นรู้ วิธกี ำรวดั เครื่องมอื วัด เกณฑท์ ใี่ ช้ในกำรประเมิน
- แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2
1 ดา้ นความรู้ : นักเรียน - การตอบคาถามนกั เรียน คาถาม
ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2
สามารถบอกความหมาย ในชั้นเรียน - แบบประเมินการทางาน
รายบคุ คล ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2
และการนาหน่วยการวัด
- แบบประเมินการสงั เกต
อุณหภูมไิ ปใช้งานได้

2. ดา้ นกระบวนการ : - ตรวจแบบฝึกหดั คานวณ

นกั เรียนสามารถคานวณ การเปล่ียนหนว่ ยการวัด

การเปลี่ยนหนว่ ยการวัด อุณหภมู ิ

อณุ หภมู ิได้

3. ด้านเจตคติ : นกั เรียน - การสังเกตพฤติกรรม

เรียนมีวินัยและใฝ่เรยี นรู้ นักเรยี น

61

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลงั งานความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 5 หน่วยวดั อุณหภูมิ ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วันที.่ .........22...................เดอื น..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/1..............

1. จานวนนกั เรียนทั้งหมด 39 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรียน 3 คน
2. นักเรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.36 นักเรยี นไม่ผา่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นรจู้ านวน 2 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 5.26
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวดั อณุ หภูมไิ ปใชง้ าน
ได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถคานวณการเปลีย่ นหนว่ ยการวดั อุณหภูมไิ ด้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นมีวินัยและใฝ่เรียนรู้
4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มีวินยั ม่งุ มน่ั ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- นักเรยี นบ้างคนสง่ งานเลยเวลาทกี่ าหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กับนกั เรยี นท่ไี มต่ รงต่อเวลา และขอชื้นชมสาหรบั นกั เรยี นที่มคี วาม
รับผดิ ชอบ

ลงชื่อ.....วาสินี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสินี เด็งระกีนา)

62

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลงั งานความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 5 หน่วยวดั อุณหภูมิ ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วันที.่ .........24...................เดอื น..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/3..............

1. จานวนนกั เรียนทั้งหมด 38 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรียน 2 คน
2. นักเรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.36 นักเรยี นไม่ผา่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.63
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวดั อณุ หภูมไิ ปใชง้ าน
ได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถคานวณการเปลีย่ นหนว่ ยการวดั อุณหภูมไิ ด้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นมีวินัยและใฝ่เรียนรู้
4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มีวินยั ม่งุ มน่ั ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- นักเรยี นบ้างคนสง่ งานเลยเวลาทกี่ าหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กับนกั เรยี นท่ไี มต่ รงต่อเวลา และขอชื้นชมสาหรบั นกั เรยี นที่มคี วาม
รับผดิ ชอบ

ลงชอื่ .....วาสินี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสินี เด็งระกีนา)

63

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลงั งานความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 5 หน่วยวดั อุณหภูมิ ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วันที.่ .........23...................เดอื น..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/5..............

1. จานวนนกั เรียนทั้งหมด 39 คน มาเรียน 38 คน ขาดเรียน 1 คน
2. นักเรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 38 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.43 นักเรยี นไม่ผา่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.56
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวดั อณุ หภูมไิ ปใชง้ าน
ได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถคานวณการเปลีย่ นหนว่ ยการวดั อุณหภูมไิ ด้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นมีวินัยและใฝ่เรียนรู้
4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มีวินยั ม่งุ มน่ั ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- นักเรยี นบ้างคนสง่ งานเลยเวลาทกี่ าหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กับนกั เรยี นท่ไี มต่ รงต่อเวลา และขอชื้นชมสาหรบั นกั เรยี นที่มคี วาม
รับผดิ ชอบ

ลงชื่อ.....วาสินี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสินี เด็งระกีนา)

64

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 5 พลงั งานความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 5 หน่วยวัดอุณหภูมิ ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วันที.่ .........24...................เดอื น..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/9..............

1. จานวนนกั เรียนทั้งหมด 38 คน มาเรียน 37 คน ขาดเรียน 1 คน
2. นักเรยี นผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นรจู้ านวน 37 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.36 นักเรยี นไม่ผา่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.63
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกความหมายและการนาหน่วยการวดั อณุ หภูมไิ ปใชง้ าน
ได้

2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถคานวณการเปลีย่ นหนว่ ยการวดั อุณหภูมไิ ด้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรยี นมีวินัยและใฝ่เรียนรู้
4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มีวินยั ม่งุ มน่ั ในการทางาน
4.ปัญหา/อุปสรรค
- นักเรยี นบ้างคนสง่ งานเลยเวลาทกี่ าหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กบั นกั เรยี นท่ไี มต่ รงต่อเวลา และขอชื้นชมสาหรบั นกั เรยี นที่มคี วาม
รับผดิ ชอบ

ลงชื่อ.....วาสินี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสินี เด็งระกีนา)

65

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 6

หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 5 พลงั งานความร้อนกบั การเปล่ียนแปลงของสสาร รำยวิชำ วิทยาศาสตร์ รหสั วิชำ ว21102

เร่อื ง ความรอ้ นกับการเปล่ยี นสถานะของสสาร เวลำ 3 คำบ ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ 1

โรงเนรียนคณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา ผสู้ อน นางวาสนิ ี เด็งระกนี า

1. มำตรฐำนกำรเรียนร/ู้ ตัวชวี้ ดั
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
- ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ตัวชี้วดั
- ม.1/10 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนกับการเปล่ียนสถานะของสสาร

โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษแ์ ละแบบจาลอง

2. สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด
สาระสาคัญ
ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของสสาร เม่ือใหค้ วามร้อนแก่ของแข็ง อนุภาคของ

ของแข็ง จะมพี ลังงานและอณุ หภูมเิ พิ่มขึ้นจนถงึ ระดบั หน่ึง ซ่งึ ของแข็งจะใชค้ วามรอ้ นในการเปลยี่ นสถานะเป็น
ของเหลว เรียกความร้อนท่ีใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวว่า ความร้อนแฝงของการ
หลอมเหลว และอณุ หภูมิขณะเปลยี่ นสถานะจะคงที่ เรียกอุณหภมู นิ ้ีวา่ จุดหลอมเหลว

3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายความร้อนกบั การเปลย่ี นสถานะของสสารได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรียนสามารถปฏิบตั กิ ิจกรรมท่ี 5.4 ความร้อนทาให้สสารเปลยี่ นสถานะได้
อยา่ งไร
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นเรยี นเสรจ็ แล้วเก็บอปุ กรณเ์ ขา้ ทีเ่ ปน็ ระเบยี บ

4. คุณลักษณะผู้เรียน ซ่ือสัตย์สจุ ริต  มงุ่ มั่นในการทางาน
4.1 คุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์

รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง

 มีวินยั รกั ความเปน็ ไทย  ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ

5. ด้ำนสมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
 ความสามารถในการคิด : นักเรยี นสามารถอธบิ ายความรอ้ นกบั การเปล่ียนสถานะของสสารได้

6. สำระกำรเรียนรู้

ความร้อนมีผลตอ่ การเปล่ยี นสถานะของสสาร เมื่อให้ความรอ้ นแก่ของแขง็ อนุภาคของของแขง็ จะมี

พลังงานและอุณหภูมิเพ่ิมขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ซ่ึงของแข็งจะใช้ความร้อนในการเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

เรยี กความร้อนที่ใช้ในการเปลย่ี นสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวว่า ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว และ

อณุ หภูมขิ ณะเปล่ยี นสถานะจะคงที่ เรียกอุณหภมู นิ ีว้ ่า จุดหลอมเหลว

66

7. กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ใช้รูปแบบกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนแบบสบื เสำะหำควำมรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ขั้นที่ 1 กระตุ้นควำมสนใจ (Engagement)
1) ครูเข้าสู่เน้ือหาใหม่โดยครูให้นกั เรียนสงั เกตภาพ 5.2 6 ( อ้างอิงจากหนังสือ สสวท.หน้าที่

43 ) ธารน้าแข็งโคลัมเบยี ในรฐั อะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมรกิ า อ่านเน้อื หานาเรอื่ ง และรู้จักคาสาคัญ จากน้ัน
รว่ มกนั อภิปรายโดยอาจใช้คาถาม ดงั นี้

1.1 จากภาพ พบการเปลี่ยนแปลงของสสารชนิดใดสสารชนิดดังกล่าวเกิดการ
เปลย่ี นแปลงอย่างไร ( แนวการตอบ จากภาพ พบการเปล่ียนแปลงของน้าแข็ง โดยนา้ แข็งเปลี่ยนสถานะเป็น
น้า หรอื นา้ แข็งหลอมเหลวเป็นนา้ )

1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวน้ีเก่ียวข้องกับความร้อนและการเปลี่ยนสถานะอย่างไร
( แนวการตอบ ครใู ห้นกั เรียนตอบคาถามด้วยตนเองโดยครูยงั ไมเ่ ฉลยคาตอบ )

2) ให้นักเรยี นทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนเพื่อประเมินความรู้พื้นฐานของนักเรียน
เก่ียวกับการเปลย่ี นสถานะของสสาร หากพบว่านักเรยี นยังมีความรู้พืน้ ฐานไมถ่ กู ตอ้ ง ครูควรทบทวนหรอื แกไ้ ข
ความเข้าใจผิดของนักเรียน เพ่ือให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานท่ีถูกต้องและเพียงพอท่ีจะเรียนเรื่องการเปล่ียน
สถานะของสสารในระดับอนภุ าคต่อไป

3) ครูใหน้ กั เรยี นทบทวนความร้จู ากแบบฝกึ หัดทบทวนในหนงั สอื เรยี นสสวท.

4) ครูให้นกั เรียนดูส่อื วิดีทศั นเ์ พ่มิ เตมิ เพอื่ สรา้ งความตระหนกั ในเรอ่ื งภาวะโลกรอ้ น

67

ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=DTAweNeBI7I

ข้นั ท่ี 2 ขั้นสำรวจและค้นหำ (Exploration)

1) ครูให้นักเรียนดาเนินกิจกรรมกิจกรรมท่ี 5.4 ความร้อนทาให้สสารเปล่ียนสถานะได้
อย่างไร ก่อนทากิจกรรมครูให้นักเรียนอ่านวิธีการดาเนินกิจกรรมในหนังสือเรียน และร่วมกันอภิปรายใน
ประเดน็ ดังต่อไปน้ี

1.1 กจิ กรรมนเ้ี กย่ี วกบั เรื่องอะไร ( แนวการตอบ การเปลี่ยนสถานะของนา้ เนอ่ื งจาก
ความร้อน )

1.2 กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อย่างไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของ
ตนเอง )

1.3 วิธดี าเนินกิจกรรมมีขัน้ ตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ ใส่น้าแข็งก้อนเล็ก
ปริมาณ 2 ใน 3 ของบีกเกอรใ์ หค้ วามร้อน แลว้ ใช้แท่งแก้วคนตลอดเวลา สงั เกตและบันทึกสิ่งท่ีพบในบีกเกอร์
และอณุ หภมู ิของนา้ แขง็ ในบกี เกอรท์ กุ ๆ1 นาทจี นสิ่งที่อยูใ่ นบีกเกอร์เดอื ด และได้รับความรอ้ นต่อไปอกี 3 นาที
เขียนกราฟแสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งอุณหภมู ิกบั เวลาตงั้ แต่เร่ิมตน้ จนส้ินสุดการทากิจกรรม )

1.4 ข้อควรระวังในการทากิจกรรมมีอะไรบ้าง ( แนวการตอบ นักเรียนควรระวังการ
ใชช้ ดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์และเทอรม์ อมเิ ตอร์ )

1.5 นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง ( แนวการตอบ นักเรียนควร
สังเกตและบันทึกสิ่งที่พบในบีกเกอร์และอุณหภูมิของน้าแข็งในบีกเกอร์ทุก ๆ 1 นาทีจนส่ิงท่ีอยู่ในบีกเกอร์
เดือด และได้รบั ความรอ้ นตอ่ ไปอีก 3 นาที )

68

2) จากน้นั ครใู ห้นักเรียนดาเนินกิจกรรมที่ 5.4 ความร้อนทาให้สสารเปลยี่ นสถานะได้อย่างไร
โดยครู เปดิ คลิปวิดีโอ ใหน้ ักเรียนทากิจกรรมร่วมกัน นกั เรยี นทากิจกรรมพร้อมกบั บันทึกผลการสงั เกต

2.1 ครูเดินสังเกตนักเรยี นทกุ คน เพื่อแนะนาการทากจิ กรรมแก่นกั เรียนอย่างใกล้ชิด
โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทากิจกรรม และครูควรรวบรวมข้อมูลจากการทากิจกรรมของ
นักเรียน เพ่ือใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลประกอบการอภิปรายหลังจากทากิจกรรม

2.2 สุ่มนักเรียนบ้างคนนาข้อมูลท่ีได้ไปเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
อณุ หภมู ิกับเวลา ต้งั แต่เริ่มวัดอณุ หภมู ิของน้าแข็งจนสิน้ สดุ การทากิจกรรมโดยใช้กระดาษกราฟ หรือครูอาจให้
นักเรียนเขียนกราฟโดยใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ าเร็จรปู

ขนั้ ท่ี 3 ข้นั อธิบำยและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นำท)ี
1) ครูและนักเรียนร่วมกนั อภิปรายจากดาเนินกจิ กรรมกลา่ วคือ เม่ือให้ความร้อนแก่น้าจนน้า

เปลย่ี นสถานะจากของแข็งเปน็ ของเหลวและของเหลวเป็นแกส๊ อณุ หภมู ขิ องน้าขณะเปลยี่ นสถานะจะคงท่ี
2) ครถู ามนักเรยี นหลังการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม กลา่ วคือ
2.1 เม่ือนาผลจากการทากิจกรรมมาเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับ

เวลา ผลที่ได้มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างจากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและปริมาณความร้อนที่
ให้แก่น้าในภาพ 5.27 อย่างไรเพราะเหตุใด ( แนวคาตอบ เมื่อนาผลจากการทากิจกรรม ซ่ึงเป็นกราฟ
ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับเวลาของนักเรียนมาเปรียบเทียบกับภาพ 5.27 พบว่าอาจเหมือนหรือ
แตกต่างจากภาพ 5.27 ขึ้นอยู่กับผลการทากิจกรรมของนักเรียน ส่วนที่เหมือน เช่น ช่วงท่ีน้าแข็งเปล่ียน
สถานะเป็นน้าและน้าเปล่ียนสถานะเป็นไอน้าอุณหภูมิจะคงท่ีส่วนที่แตกต่าง เช่น อุณหภูมิขณะที่น้าแข็ง
เปล่ียนสถานะเป็นน้าและอุณหภูมิขณะท่ีน้าเปล่ียนสถานะเป็นไอน้า ผลการทากิจกรรมของนักเรียน แกน X
แทนเวลาสว่ นภาพ 5.27 แกน X แทนปริมาณความรอ้ นท่ใี หแ้ ก่นนา้ )

2.2 เมื่ออนุภาคของของเหลว ในภาพ 5.28 ค และอนุภาคของแก๊ส ในภาพ 5.29 ค
สูญเสียความร้อน การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคล่ือนที่ของอนุภาค จะมีการ
เปล่ียนแปลงอย่างไร ( แนวคาตอบ เมื่ออนภุ าคของของเหลวและแกส๊ ในภาพ 5.28 ค และ 5.29 ค ตามลาดับ
สูญเสียความร้อนการจัดเรียงอนุภาคจะอยู่ชิดกันมากขึ้น แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาคเพิ่มข้ึน อนุภาคจะ
เคลอ่ื นที่ชา้ ลง )

69

ภาพจากหนงั สือเรยี น สสวท.
3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปในเร่ืองความร้อนกับการเปล่ียนสถานะของสสาร กล่าวคือ การ
เปล่ยี นแปลงพลังงานของระบบการเปลี่ยนแปลงพลังงานของระบบมี 2 ประเภท คือการเปลยี่ นแปลงประเภท
คายความร้อนหรือประเภทคายพลังงานคือ การเปลีย่ นแปลงท่ีระบบคายพลังงานให้แก่สง่ิ แวดล้อม เนื่องจาก
ระบบมอี ณุ หภมู สิ งู กวา่ ส่ิงแวดลอ้ ม จงึ ถา่ ยเทพลังงานจากระบบไปส่สู ง่ิ แวดลอ้ ม เชน่ การละลายของโซดาไฟใน
น้า อุณหภูมิของสารละลายสูงข้ึน จึงถ่ายเทพลังงานให้กับสิ่งแวดล้อม เพ่ือทาให้อุณหภูมิของระบบลดลงจน
อณุ หภูมิของระบบเท่ากบั อุณหภูมขิ อง สิง่ แวดลอ้ ม
การเปล่ียนแปลงประเภทดูดความร้อนหรือประเภทดูดพลงั งานคือ การเปลี่ยนแปลงที่ระบบดูด
พลังงานจากสิ่งแวดล้อม เน่ืองจากระบบมีอุณหภูมิต่ากว่าส่ิงแวดล้อม ระบบจะปรับตัวโดยดูดพลังงานความ
รอ้ นจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบ เพ่ือทาให้อุณหภูมิของระบบเท่ากับอุณหภูมิของส่ิงแวดล้อม เชน่ การละลาย
ของเกลือแกงในน้า อุณหภูมขิ องสารละลายตา่ ลง จึงดดู พลังงานเข้าสู่ระบบ เพอื่ ทาใหอ้ ุณหภมู ิของระบบสงู ข้ึน
จนอณุ หภมู ิของระบบเท่ากับอณุ หภูมิของ ส่ิงแวดล้อม
ขนั้ ที่ 4 ข้นั ขยำยควำมรู้ (Elaboration)

1) ครแู นะนาแหลง่ เรียนรูเ้ พิ่มเติมทางอินเทอรเ์ น็ต เพื่อเป็นการทบทวนและสร้างความเข้าใจ
มากย่ิงข้ึน

70

2) ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนนั้นได้ถามคาถาม โดยแต่ละกลุ่มให้ตัง้ คาถามเกี่ยวกับเรื่องที่เรยี น
ไปอย่างนอ้ ย 1 คาถามตอ่ 1 กลุม่

3) พลังงานกบั การเปลี่ยนแปลงสถานะ การเปลีย่ นสถานะของสารเปน็ การเปล่ียนแปลงทาง
กายภาพ การเปลยี่ นสถานะของสารอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทดดู พลังงานหรือคายพลงั งาน ดังภาพ

ท่ีมา : https://sites.google.com/site/thermophysic/heateffect

เม่ือ สารไดร้ บั ความร้อนขณะที่มีการเปล่ยี นสถานะ อุณหภูมขิ องสารจะไม่มีการเปล่ียนแปลง โดยจะ
นา ความร้อนท่ไี ดร้ บั ไปใช้เปลี่ยนสถานะ ซง่ึ เรียกค่าพลังงานทีน่ าไปใชใ้ นการเปลีย่ นแปลงของสารว่า ควำม
ร้อนแฝงจำเพำะของสำร สารแต่ละชนดิ จะมีค่าความรอ้ นแฝงจาเพาะ 2 คา่ ดว้ ยกัน คอื

 ค่ำควำมร้อนแฝงจำเพำะของกำรหลอมเหลว เป็นค่าพลงั งานความรอ้ นท่ีนามาใช้เปลี่ยน
สถานะจากของแข็งเปน็ ของเหลว

 ค่ำควำมรอ้ นแฝงจำเพำะของกำรกลำยเป็นไอเปน็ คา่ พลังงานความร้อนทน่ี าไปใชใ้ นการ
เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ

o น้า มคี า่ ความรอ้ นแฝงจาเพาะของการหลอมเหลว 80 แคลอรตี อ่ กรัม หมายความวา่ ในการ
ทาน้าแข็ง 1 กรัม ให้หลอมเหลวเปน็ นา้ ต้องใชพ้ ลังงานความร้อน 80 แคลอรี

o น้ามคี า่ ความ ร้อนแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอ 600 แคลอรีต่อกรัม หมายความวา่ ในการ

ทานา้ 1 กรมั อณุ หภมู ิ 100 องศาเซลเซียส ให้เปลย่ี นเป็นไอน้า 1 กรมั อณุ หภมู ิ 100 องศา
เซลเซยี ส ตอ้ งให้พลงั งานความร้อน 600 แคลอรี่

ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation)
1) ครูประเมินจากกิจกรรมที่ 5.4 ความร้อนทาให้สสารเปลี่ยนสถานะได้อย่างไรจากการ

ปฏบิ ตั ิ กิจกรรม

2) การตอบคาถามในชั้นเรยี น
3) การปฏิบัติกิจกรรมกล่มุ

8. สือ่ กำรเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้

8.1 กิจกรรมท่ี 5.4 ความร้อนทาให้สสารเปล่ยี นสถานะไดอ้ ย่างไร ( ตามหนังสอื เรยี น สสวท.)
8.2 ส่อื ออนไลน์

71

8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ม.1

9. กำรวดั และกำรประเมนิ

ตวั ชี้วัด/ผลกำรเรียนรู้ วิธีกำรวัด เครื่องมือวัด เกณฑท์ ใ่ี ช้ในกำรประเมนิ
- แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2
1 ด้านความรู้ : นกั เรียน - การตอบคาถามนักเรียน คาถาม
ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2
สามารถอธบิ ายความร้อน ในช้นั เรียน - แบบประเมนิ การทางาน
กลุ่ม ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2
กับการเปลี่ยนสถานะของ
- แบบประเมินการสงั เกต
สสารได้

2. ดา้ นกระบวนการ : - ตรวจสอบการปฏิบตั ิ

นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมที่ 5.4 ความรอ้ น

กิจกรรมท่ี 5.4 ความรอ้ น ทาให้สสารเปล่ียนสถานะ

ทาให้สสารเปล่ยี นสถานะ ได้อย่างไร

ได้อยา่ งไร

3. ด้านเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤติกรรม

เรียนเสร็จแลว้ เก็บ นกั เรยี น

อุปกรณ์เขา้ ที่เป็นระเบียบ

72

กจิ กรรมท่ี 5.4 ควำมร้อนทำใหส้ สำร
เปลี่ยนสถำนะได้อย่ำงไร

จุดประสงค์ 1. สงั เกตและอธบิ ายการเปล่ียนสถานะของนา้ เนอื่ งจากความร้อน

วัสดุอปุ กรณ์

วัสดทุ ่ีใช้ต่อกล่มุ

รำยกำร ปรมิ ำณ/กลมุ่

น้าแข็ง -

บกี เกอรข์ นาด 250 cm3 1 ใบ

เทอรม์ อมิเตอร์ 1 อัน

แท่งแก้วคน 1 แท่ง

ขาตัง้ พรอ้ มทีจ่ ับ 1 ชดุ

ชุดตะเกยี งแอลกอฮอล์ 1 ชุด

กระดาษกราฟ 1 แผ่น

นาฬกิ าจับเวลา 1 เรอื น

วิธกี ำร ใหน้ กั เรียนดาเนนิ กิจกรรมตามหนงั สือเรียนสสวท.

ข้อควรระวัง - แอลกอฮอลเ์ ป็นวัตถไุ วไฟจึงควรระมดั ระวงั ในการใชต้ ะเกยี งแอลกอฮอล์

- น้ารอ้ นมีอุณหภูมสิ งู ควรใชถ้ ุงมอื หรือผ้าขณะจบั ภาชนะบรรจุนา้ รอ้ น

- ระมัดระวังการจับลูกกลมโลหะและวงแหวนโลหะทีร่ ้อน

ตัวอยำ่ งตำรำงบันทกึ ผล

เวลำ (นำที ) อณุ หภมู (ิ องศำเซลเซยี ส) องค์ประกอบ
น้าแขง็
0
73
1

2

3

4

5

6

7

8

,,
,,
,,
,,
,,
,,
30
ตวั อยำ่ งกรำฟแสดงกำรดำเนนิ กจิ กรรม

74

บนั ทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยกำรเรียนรูท้ ี่ 5 พลังงานความร้อนกบั การเปลย่ี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 6 ความรอ้ นกบั การเปลี่ยนสถานะของสสาร ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรยี ...
วันที่..........29...................เดือน..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/1..............

1. จานวนนักเรยี นทั้งหมด 39 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรยี น 3 คน
2. นกั เรยี นผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรจู้ านวน 37 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 97.36 นักเรยี นไมผ่ ่านจุดประสงค์การ

เรยี นรจู้ านวน 2 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 5.26
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธิบายความรอ้ นกบั การเปล่ยี นสถานะของสสารได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถเขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอณุ หภูมิกบั เวลาได้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรยี นเรยี นเสรจ็ และออกจากห้อง meet พร้อมกบั ครผู ้สู อนแลว้ กลา่ ว
ขอบคณุ พรอ้ มเพรียงกัน
4) ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มวี ินัย ม่งุ มัน่ ในการทางาน
4.ปญั หา/อปุ สรรค
- นักเรยี นบ้างคนส่งงานเลยเวลาที่กาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คุณครูทาข้อตกกันใหม่กับนักเรียนที่ไมต่ รงตอ่ เวลา และขอชนื้ ชมสาหรับนกั เรียนทม่ี ีความ
รบั ผิดชอบ

ลงช่อื .....วาสนิ ี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกีนา)

75

บนั ทึกหลังการสอน

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 5 พลงั งานความร้อนกบั การเปลย่ี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 6 ความร้อนกับการเปล่ยี นสถานะของสสาร ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรยี ...
วันท่ี..........1...................เดือน..........ธันวาคม...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/3..............

1. จานวนนักเรยี นทัง้ หมด 38 คน มาเรียน 36 คน ขาดเรียน 2 คน
2. นกั เรยี นผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรจู้ านวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 97.36 นกั เรียนไมผ่ ่านจดุ ประสงค์การ

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.63
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรียนสามารถอธิบายความรอ้ นกับการเปลี่ยนสถานะของสสารได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถเขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอณุ หภมู กิ บั เวลาได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นเรยี นเสรจ็ และออกจากห้อง meet พร้อมกบั ครผู สู้ อนแลว้ กลา่ ว
ขอบคณุ พร้อมเพรียงกนั
4) ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มวี นิ ัย มุ่งมน่ั ในการทางาน
4.ปญั หา/อปุ สรรค
- นักเรียนบา้ งคนสง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด
5.ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กับนักเรียนท่ีไม่ตรงต่อเวลา และขอชน้ื ชมสาหรบั นักเรียนทีม่ คี วาม
รับผิดชอบ

ลงชื่อ.....วาสินี ..ครูผ้สู อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกนี า)

76

บนั ทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยกำรเรียนรูท้ ี่ 5 พลังงานความร้อนกบั การเปลย่ี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 6 ความรอ้ นกบั การเปลี่ยนสถานะของสสาร ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรยี ...
วันที่..........30...................เดือน..........พฤศจิกายน...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/5..............

1. จานวนนักเรยี นทั้งหมด 39 คน มาเรียน 38 คน ขาดเรยี น 1 คน
2. นกั เรยี นผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรจู้ านวน 38 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 97.43 นักเรยี นไมผ่ ่านจุดประสงค์การ

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.56
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธิบายความรอ้ นกบั การเปล่ยี นสถานะของสสารได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถเขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอณุ หภูมิกบั เวลาได้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรยี นเรยี นเสรจ็ และออกจากห้อง meet พร้อมกบั ครผู ้สู อนแลว้ กลา่ ว
ขอบคณุ พรอ้ มเพรยี งกัน
4) ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มวี ินัย ม่งุ มัน่ ในการทางาน
4.ปญั หา/อปุ สรรค
- นักเรยี นบ้างคนส่งงานเลยเวลาที่กาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คุณครูทาข้อตกกันใหม่กับนักเรียนที่ไมต่ รงตอ่ เวลา และขอชนื้ ชมสาหรับนกั เรียนทม่ี ีความ
รบั ผิดชอบ

ลงช่อื .....วาสนิ ี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกีนา)

77

บนั ทึกหลังการสอน

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 5 พลงั งานความร้อนกบั การเปลย่ี นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 6 ความร้อนกับการเปลยี่ นสถานะของสสาร ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรยี ...
วันท่ี..........1...................เดือน..........ธันวาคม...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/9..............

1. จานวนนักเรยี นทัง้ หมด 38 คน มาเรยี น 37 คน ขาดเรียน 1 คน
2. นกั เรยี นผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรจู้ านวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 97.36 นกั เรียนไมผ่ ่านจดุ ประสงค์การ

เรยี นรจู้ านวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.63
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรียนสามารถอธิบายความรอ้ นกับการเปลี่ยนสถานะของสสารได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถเขยี นกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอณุ หภูมกิ บั เวลาได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นเรยี นเสรจ็ และออกจากห้อง meet พร้อมกบั ครผู สู้ อนแลว้ กลา่ ว
ขอบคณุ พร้อมเพรียงกนั
4) ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ใฝเ่ รยี นรู้ มวี นิ ัย มุ่งมน่ั ในการทางาน
4.ปญั หา/อปุ สรรค
- นักเรียนบา้ งคนสง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหม่กับนักเรียนที่ไม่ตรงตอ่ เวลา และขอชน้ื ชมสาหรบั นักเรียนทีม่ คี วาม
รับผิดชอบ

ลงชื่อ.....วาสินี ..ครูผ้สู อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกนี า)

78

บันทึกหลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 5 พลงั งานความรอ้ นกับการเปล่ียนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 7 การคานวณปรมิ าณความร้อน ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วนั ท่ี..........8...................เดือน..........ธนั วาคม...................พ.ศ...2564........ห้อง......ม.1/9..............

1. จานวนนักเรยี นทั้งหมด 38 คน มาเรียน 37 คน ขาดเรยี น 1 คน
2. นกั เรยี นผ่านจุดประสงค์การเรียนรูจ้ านวน 37 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 97.36 นกั เรยี นไม่ผ่านจุดประสงคก์ าร

เรียนรู้จานวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.63
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธิบายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้
2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถคานวณปริมาณความรอ้ นโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นักเรยี นเรียนวินยั และต้ังใจเรียน
4) ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มีวินัย ม่งุ ม่ันในการทางาน
4.ปัญหา/อปุ สรรค
- นักเรียนบ้างคนสง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คณุ ครูทาข้อตกกนั ใหม่กบั นักเรยี นทีไ่ มต่ รงต่อเวลา และขอชน้ื ชมสาหรบั นกั เรียนท่ีมคี วาม
รบั ผดิ ชอบ

ลงช่ือ.....วาสนิ ี ..ครผู ูส้ อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกีนา)

79

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 7

หนว่ ยกำรเรียนรู้ที่ 5 พลังงานความรอ้ นกบั การเปล่ยี นแปลงของสสาร รำยวชิ ำ วิทยาศาสตร์ รหสั วิชำ ว21102

เรอ่ื ง การคานวณปรมิ าณความร้อน เวลำ 3 คำบ ช้ันมธั ยมศึกษำปีท่ี 1

โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา ผู้สอน นางวาสินี เด็งระกนี า

1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวช้ีวัด
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
- ว 2.3เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสมั พันธ์

ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกบั เสยี ง แสง
และคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวัด
- ม.1/1 วเิ คราะห์ แปลความหมายข้อมูล และคานวณปริมาณความร้อนที่ทาให้สสารเปล่ียน

อุณหภูมิ และเปล่ียนสถานะ โดยใชส้ มการ Q = mc∆t และ Q = mL

2. สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด
สำระสำคญั

เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความร้อนอาจทาให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิ เปลี่ยนสถานะ หรือ
เปล่ียนรูปร่างปริมาณความร้อนที่ทาให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นกับมวล ความร้อนจาเพาะ และอุณหภูมิที่
เปลี่ยนไป

3. จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
1) ดำ้ นควำมรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธิบายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้

2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถคานวณปริมาณความรอ้ นโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้

3) ดำ้ นเจตคติ (A) นักเรียนเรยี นวนิ ยั และตง้ั ใจเรียน

4. คณุ ลกั ษณะผเู้ รียน

4.1 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซ่ือสตั ย์สุจรติ  มงุ่ มั่นในการทางาน

 มีวนิ ยั รกั ความเปน็ ไทย  ใฝเ่ รยี นรู้ มีจติ สาธารณะ

5. ดำ้ นสมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
 ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนสามารถอธบิ ายสมการ Q = mc∆t และ Q = mL ได้

6. สำระกำรเรียนรู้
การเปล่ียนสถานะของสารอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทดูดพลังงานหรือคายพลังงาน ตัวอย่าง

การเปลี่ยนแปลงสถานะของสารที่พบในชวี ิตประจาวนั ไดแ้ ก่ น้าแขง็ หลอมเหลวกลายเปน็ น้าและนา้ ไดร้ ับความ

รอ้ นกลายเป็นไอเป็นการเปล่ียนแปลงประเภทดูดความร้อน ในทางตรงกันขา้ มเม่ือไอนา้ เปลี่ยนสถานะกลับมา
เป็นนา้ และน้าแขง็ เปน็ การเปลย่ี นแปลงประเภทคายความร้อน

80

1. ค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการหลอมเหลว เป็นค่าพลังงานความร้อนท่ีนามาใช้เปลี่ยน
สถานะจากของแขง็ เป็นของเหลว

2. ความร้อนแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอ เป็นค่าพลังงานความร้อนที่นาไปใช้ในการ
เปล่ยี นสถานะจากของเหลวเป็นไอ

คา่ ความร้อนแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอของสารทุกชนิด จะมีค่ามากว่าความร้อนแฝง
จาเพาะของการหลอมเหลวเสมอ เช่น

- น้ามีค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการหลอมเหลว 80 แคลอรีต่อกรัม หมายความ
ว่า ในการทานา้ แข็ง 1 กรมั ให้หลอมเหลวเป็นนา้ ต้องใช้พลงั งานความรอ้ น 80 แคลอรี

- น้ามีค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอ 540 แคลอรีต่อกรัม
หมายความว่า ในการทาน้า 1 กรัม อณุ หภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส ใหเ้ ปล่ียนเปน็ ไอน้า 1 กรัม อุณหภูมิ 100
องศาเซลเซยี ส ต้องใช้พลงั งานความร้อน 540 แคลอรี

การหาค่าปริมาณความรอ้ นสามารถแยกพจิ ารณาได้ 2 กรณี ดงั น้ี
กรณีที่ 1 การคานวณหาคา่ ปรมิ าณความร้อนทท่ี าให้สารเปลี่ยนสถานะโดยอุณหภูมิ

คงที่ คานวณไดจ้ ากสูตร Q = mL
เมื่อ Q คือ ปริมาณความร้อนหรือค่าความร้อนแฝงท่ีใช้ในการเปล่ียนสถานะ มีหน่วยเป็น

แคลอรหี รอื กโิ ลแคลอรี
m คอื มวลของสาร มหี นว่ ยเป็นกรัมหรอื กิโลกรัม
L คือ ความร้อนแฝงจาเพาะของสาร มีหนว่ ยเป็นแคลอรตี ่อกรัมหรือกิโลแคลอรีต่อ

กิโลกรมั

กรณีท่ี 2 การคานวณหาปริมาณความร้อนโดยที่อุณหภูมิเปล่ียนแปลง คานวณได้
จากสูตร Q = mc∆t

เมือ่ Q คอื ปรมิ าณความรอ้ นที่สารได้รบั มหี น่วยเป็นแคลอรี
m คือ มวลของสาร มีหนว่ ยเปน็ กรมั
c คือ ความจุจาเพาะของสาร มีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรัม×องศาเซลเซียส (น้าใช้
สัญลักษณ์ c แทนค่าความจุจาเพาะของน้า)
∆t คอื อุณหภมู ิของน้าทีเ่ ปลี่ยนไป มหี นว่ ยเปน็ องศาเซลเซยี ส

7. กิจกรรมกำรเรียนรู้
ใช้รูปแบบกำรจดั กำรเรียนกำรสอนแบบสบื เสำะหำควำมรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
ขั้นที่ 1 กระตุน้ ควำมสนใจ (Engagement)
1) ครูให้นักเรียนทบทวนความรู้เร่ืองความร้อนทาให้สสารเปลี่ยนสถานะได้อย่างไร โดยครู

อาจจะยกสถานการณ์ตา่ งๆขนึ้ มาเพอื่ ตรวจสอบความรู้เดมิ ของนักเรียนวา่ ส่ิงใดท่ีเกิดจากความร้อนและมีผลให้
สารนั้นๆเกดิ การเปลีย่ นแปลงได้ ใชว้ ิธกี ารสุม่ นักเรียน ยกตวั อย่าเช่น การละลายของน้าแขง็ การระเหิดของลูก
เหม็น การระเบิดของประทัด ถนนขยายตวั เมื่อโดนความร้อน เปน็ ต้น ซ่งึ เปน็ การยกสถานการณต์ ่างๆท่อี ย่ใู กล้
ตวั นกั เรยี น ในกรณีที่นักเรยี นคนใดทีย่ ังตอบคาถามไมไ่ ด้ ครูกพ็ ยายามอธิบายใหมเ่ พอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจ

81

2) ครูให้นักเรียนสังเกตภาพดังกล่าวน้ี แล้วถามนักเรียนว่า นักเรียนสังเกตเห็นไหมว่า ใน
กระบวนการการเปล่ียนแปลงสถานะของสารแต่ละชนิดน้ันจะมีตัวเลขกากับอยู่เสมอ เช่น การแข็งตัวของ

ของเหลวบางชนิดใช้พลงั งานไป 80 cal/g เป็นต้น เลขท่ีกากบั ดังกลา่ วน้ีมีความผลอย่างไรและมีท่ีมาอย่างไร
ซึง่ ครูถามนกั เรียนจากเหตกุ ารณ์ดงั กล่าว โดยครจู ะไมเ่ ฉลยคาตอบแกน่ ักเรียน

ทม่ี า : https://sites.google.com/site/thermophysic/heateffect

ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหำ (Exploration)

1) ครูให้นกั เรียนน่ังเปน็ กลุ่มตามท่ีได้จัดไว้ โดยจะมีสมาชิกกล่มุ อยปู่ ระมาณ 4- 5 คนต่อกลุ่ม

เพอื่ จะได้ดาเนินกจิ กรรมการคานวณปริมาณความร้อนโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ผา่ นตวั อย่าง

โจทย์ทีค่ รูเตรียมไว้ให้ ดังตวั อย่างดังตอ่ ไปน้ี

ตัวอย่ำง น้าแข็ง 100 กรัม อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ทาให้กลายเป็นไอน้าเดือด 10 กรัม

อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส ใช้ความร้อนกีแ่ คลอรี

ความร้อน ท่ีใช้ท้งั หมด = 1 + 2 + 3

(1) ความร้อนทน่ี ้าแขง็ 10 กรัม ใช้ในการหลอมเหลวเปน็ น้าที่ 0 องศาเซลเซยี ส คานวณไดด้ ังน้ี

จากสตู ร Q = mL

เมือ่ m = มวลของนา้ แขง็ = 10 g

L = ความรอ้ นแงของการหลอมเหลวของน้า = 80 cal/g

แทนค่า Q = 10 x 80

= 800 cal

(2) ความร้อนท่ีน้า 0 องศาเซลเซียส รับเข้าไปเพื่อทาให้มีอุณหภูมิเพ่ิมขึ้นเป็น 100 องศาเซลเซียส

คานวณไดด้ งั นี้

จากสตู ร Q = mc∆t

เม่ือ m = มวลของนา้ =10 g

c = ความจคุ วามรอ้ นจาเพาะของนา้ = 1 cal/g×°C

∆t = 100 °C

แทนคา่ Q = 10 x 1 x 100 = 1000 cal

82

(3) ความร้อนที่น้า 100 องศาเซลเซียส ใช้ในการเปล่ียนสถานะเป็นไอน้าที่ 100 องศาเซลเซียส

คานวณไดด้ ังน้ี

จากสูตร Q = mL

เมื่อ m = มวลของนา้ = 10 g

L = ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอของน้า = 540

cal/g

แทนค่า Q = 10 x 540 = 5400 cal

ดงั นน้ั ค่าพลงั งานรวมทงั้ ส้นิ = 800 + 1000 + 5400

ตอบ ใช้ความรอ้ น = 7200 cal = 7.2 kcal

ซ่ึงจากตวั อย่างดังกลา่ วนี้เป็นเพียงแค่ตวั อยา่ งท่ีแสดงให้เหน็ ถึงการคานวณการนาสมการ Q = mc∆t
และ Q = mL มาใช้ในการคานวณพลังงานความร้อน ซึ่งครูอาจเพิ่มตัวอย่างอื่นๆได้อีก ท้ังจากหนังสือเรียน
หรอื โจทย์ที่ครสู ร้างข้ึนมาเพือ่ เปน็ การฝกึ นกั เรียนให้มีความชานาญในการทาแบบฝกึ หดั

2) ครูแจกใบงานที่ 1 เร่ือง การคานวณพลังงานความร้อน โดยให้นักเรียนดาเนินทาใบงาน
ซ่ึงครูพยายามเดินดูการทาใบงานเพื่อความถูกต้องในการคิดและการคานวณ นอกจากนี้อาจจะให้เพ่ือน
นักเรียนทม่ี คี วามเข้าใจสอนเพอ่ื นนกั เรียนด้วยกนั

ข้นั ท่ี 3 ขน้ั อธิบำยและลงข้อสรปุ (Explanation)
1) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากกิจกรรมการคานวณที่ผ่านมา กล่าวคือ การเปล่ียน

สถานะของสารอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทดูดพลังงานหรือคายพลังงาน ตัวอย่างการเปล่ียนแปลง
สถานะของสารที่พบในชวี ิตประจาวนั ไดแ้ ก่ น้าแขง็ หลอมเหลวกลายเปน็ น้าและนา้ ได้รบั ความรอ้ นกลายเปน็ ไอ
เป็นการเปล่ียนแปลงประเภทดูดความร้อน ในทางตรงกันข้ามเม่ือไอน้าเปล่ียนสถานะกลับมาเป็นน้าและ
น้าแขง็ เป็นการเปลยี่ นแปลงประเภทคายความรอ้ น

1. ค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการหลอมเหลว เปน็ คา่ พลงั งานความร้อนท่ีนามาใช้
เปลยี่ นสถานะจากของแขง็ เป็นของเหลว

2. ความรอ้ นแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอ เปน็ คา่ พลังงานความร้อนท่นี าไปใช้ใน
การเปลยี่ นสถานะจากของเหลวเปน็ ไอ

ค่าความรอ้ นแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอของสารทุกชนิด จะมีค่ามากว่าความ
ร้อนแฝงจาเพาะของการหลอมเหลวเสมอ เช่น

- น้ามีค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการหลอมเหลว 80 แคลอรีต่อกรัม
หมายความว่า ในการทานา้ แขง็ 1 กรมั ใหห้ ลอมเหลวเป็นนา้ ต้องใชพ้ ลังงานความร้อน 80 แคลอรี

- น้ามีค่าความร้อนแฝงจาเพาะของการกลายเป็นไอ 540 แคลอรีต่อกรัม
หมายความว่า ในการทาน้า 1 กรัม อุณหภมู ิ 100 องศาเซลเซยี ส ใหเ้ ปลี่ยนเปน็ ไอนา้ 1 กรัม อุณหภูมิ 100
องศาเซลเซยี ส ต้องใช้พลงั งานความรอ้ น 540 แคลอรี

การหาค่าปริมาณความร้อนสามารถแยกพจิ ารณาได้ 2 กรณี ดังนี้
กรณีท่ี 1 การคานวณหาคา่ ปรมิ าณความรอ้ นทที่ าให้สารเปลี่ยนสถานะโดย

อุณหภูมคิ งที่ คานวณไดจ้ ากสูตร Q = mL

83

เมื่อ Q คือ ปริมาณความร้อนหรือค่าความร้อนแฝงท่ีใช้ในการเปลี่ยน
สถานะ มหี น่วยเปน็ แคลอรีหรอื กโิ ลแคลอรี

m คอื มวลของสาร มหี น่วยเป็นกรัมหรือกโิ ลกรมั
L คือ ความร้อนแฝงจาเพาะของสาร มีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรัมหรือกิโล
แคลอรตี อ่ กโิ ลกรมั
กรณีท่ี 2 การคานวณหาปริมาณความร้อนโดยท่ีอุณหภูมิเปล่ียนแปลง
คานวณไดจ้ ากสตู ร Q = mc∆t
เมอ่ื Q คือ ปริมาณความร้อนทส่ี ารได้รบั มหี นว่ ยเปน็ แคลอรี
m คอื มวลของสาร มีหน่วยเป็นกรมั
c คือ ความจุจาเพาะของสาร มีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรมั ×องศาเซลเซียส
(น้าใชส้ ญั ลักษณ์ c แทนคา่ ความจจุ าเพาะของน้า)
∆t คอื อุณหภูมขิ องนา้ ทเ่ี ปลี่ยนไป มหี น่วยเปน็ องศาเซลเซียส
2) ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นถามคาถามในเรอื่ งที่ยังไมเ่ ข้าใจ

ขนั้ ที่ 4 ขน้ั ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1) ครูแนะนาแหล่งเรยี นรู้เพ่ิมเติมทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นการทบทวนและสร้างความเข้าใจ

มากยง่ิ ข้ึน

2) ครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นนั้นได้ถามคาถาม โดยแต่ละกลุ่มให้ตั้งคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน
ไปอยา่ งน้อย 1 คาถามต่อ 1 กลุ่ม

ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1) ครปู ระเมนิ จากใบงานที่ 1 เรอ่ื ง การคานวณพลังงานความรอ้ น
2) การตอบคาถามในชน้ั เรียน
3) การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมในช้นั เรียน

8. สอ่ื กำรเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้
8.1 ใบงานที่ 1 เรอ่ื ง การคานวณพลงั งานความร้อน
8.2 ส่ือออนไลน์
8.3 หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ม.1

9. กำรวัดและกำรประเมิน

84

ตัวชว้ี ัด/ผลกำรเรยี นรู้ วิธกี ำรวัด เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์ทใี่ ชใ้ นกำรประเมนิ
- การตอบคาถามนกั เรียน - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2
1 ด้านความรู้ : นกั เรยี น ในชั้นเรียน คาถาม
สามารถอธบิ ายสมการ ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2
Q = mc∆t และ - ตรวจใบงานท่ี 1 เร่ือง - แบบประเมินการทางาน
Q = mL ได้ การคานวณพลังงานความ รายบุคคล ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2
ร้อน
2. ด้านกระบวนการ : - แบบประเมินการสังเกต
นักเรียนสามารถคานวณ - การสังเกตพฤตกิ รรม
ปรมิ าณความร้อนโดยใช้ นักเรียน
สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้

3. ดา้ นเจตคติ : นักเรียน
เรยี นวินัยและต้งั ใจเรยี น

85

ใบงำนที่ 1
กำรคำนวณปรมิ ำณควำมรอ้ น

(

คำชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนทาแบบฝกึ หัดที่กาหนดให้ โดยการแสดงวิธที าอยา่ งละเอยี ด
1. ถา้ นักเรียนต้องการทาให้น้าแขง็ มวล 10 กรมั เกิดการหลอมเหลวกลายเป็นของเหลวได้หมดพอดี จะตอ้ ง
ใชป้ ริมาณความร้อนเท่าใด
วิธีทา.....................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................
2. ไอน้า 20 กรัม ท่ี 100 องศาเซลเซียส ทาให้เป็นนา้ แขง็ 0 องศาเซลเซยี ส ทัง้ หมด 20 กรมั จะคายพลังงาน
เทา่ ใด
วิธที า
.....................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........

86

ใบงำนท่ี 1
กำรคำนวณปรมิ ำณควำมร้อน

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนทาแบบฝึกหัดทีก่ าหนดให้ โดยการแสดงวธิ ีทาอยา่ งละเอียด

1. ถ้านักเรียนตอ้ งการทาใหน้ ้าแขง็ มวล 10 กรัม เกิดการหลอมเหลวกลายเป็นของเหลวไดห้ มดพอดี จะต้อง

ใชป้ รมิ าณความร้อนเทา่ ใด

วิธที ำ จากสูตร Q = mL

เม่อื m = 10 กรัม L = 80 แคลอรี/กรมั

แทนค่า ไอน้าคายความร้อนแฝง = 10 × 80

= 800 แคลอรี

ตอบ จะตอ้ งใช้ปรมิ าณความร้อน = 800 แคลอรี

2. ไอนา้ 20 กรมั ท่ี 100 องศาเซลเซยี ส ทาให้เป็นน้าแข็ง 0 องศาเซลเซยี ส ท้งั หมด 20 กรัม จะคายพลังงาน

เทา่ ใด

วิธที ำ (1) ความร้อนท่ไี อน้า 20 กรมั คายพลงั งานออกมาเพื่อเปลย่ี นสถานะเป็นน้าท่ี 100 องศาเซลเซยี ส

คานวณได้ดงั นี้ จากสูตร Q = mL

เมื่อ m = 20 g , L = 540 cal/g

แทนคา่ ไอนา้ คายความร้อนแฝง = 20 x 540

= 10800 cal

(2) ความร้อนทน่ี า้ 20 กรัม อุณหภมู ิ 100 องศาเซลเซยี ส คายความรอ้ นอกมากลายเปน็ นา้ ที่ 0 องศา

เซลเซยี ส คานวณไดด้ งั นี้ จากสูตร Q = mc∆t

เมอ่ื m = มวลของนา้ =20 g

c = ความจคุ วามร้อนจาเพาะของนา้ = 1 cal/g×°C

∆t = 100 °C (เป็นอณุ หภมู เิ ปลีย่ นจาก 0 °C เปน็ 100

°C)

แทนค่า น้าคายความรอ้ น = 20 x 1 x 100 = 2000 cal

(3) ความร้อนทนี่ า้ 20 กรัม อณุ หภูมิ 0 องศาเซลเซียส คายออกมาทาให้เปน็ นา้ แขง็ ที่ 0 องศา

เซลเซียส คานวณได้ดงั นี้ จากสตู ร Q = mL

เมอื่ m = มวลของน้า = 20 g

L = ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว = 80 cal/g

แทนค่า Q = 20 x 80 = 1600 cal

ดังน้ันคา่ พลังงานรวมท้ังสน้ิ = 10800 + 2000 + 1600

= 14400 cal

ตอบ จะคายพลังงาน = 14.4 kcal

87

บันทึกหลังการสอน

หน่วยกำรเรยี นรู้ที่ 5 พลังงานความรอ้ นกับการเปลยี่ นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอ่ื ง 7 การคานวณปริมาณความรอ้ น ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรยี ...
วนั ที.่ .........13...................เดอื น..........ธันวาคม...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/1..............

1. จานวนนกั เรียนทง้ั หมด 39 คน มาเรยี น 36 คน ขาดเรียน 3 คน
2. นักเรียนผา่ นจุดประสงค์การเรียนรจู้ านวน 37 คน คิดเปน็ ร้อยละ 97.36 นกั เรียนไมผ่ า่ นจุดประสงคก์ าร

เรียนรู้จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 5.26
3. ผลการเรียนรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นักเรียนสามารถอธบิ ายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้
2) ดำ้ นกระบวนกำร (P) นกั เรยี นสามารถคานวณปริมาณความรอ้ นโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรียนเรียนวนิ ัยและต้งั ใจเรียน
4) ด้านคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้ มวี ินยั ม่งุ ม่ันในการทางาน
4.ปญั หา/อุปสรรค
- นักเรยี นบา้ งคนส่งงานเลยเวลาทก่ี าหนด
5.ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คณุ ครูทาขอ้ ตกกันใหมก่ บั นกั เรียนทไ่ี ม่ตรงต่อเวลา และขอชื้นชมสาหรบั นักเรยี นทม่ี คี วาม
รบั ผดิ ชอบ

ลงชือ่ .....วาสนิ ี ..ครผู ู้สอน
(นางวาสินี เดง็ ระกีนา)

88

บันทกึ หลังการสอน

หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ 5 พลังงานความรอ้ นกบั การเปลี่ยนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง การคานวณปริมาณความรอ้ น ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วันท.ี่ .........8...................เดือน..........ธันวาคม...................พ.ศ...2564........หอ้ ง......ม.1/3..............

1. จานวนนกั เรียนทงั้ หมด 38 คน มาเรยี น 36 คน ขาดเรียน 2 คน
2. นกั เรียนผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรียนรจู้ านวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 97.36 นักเรียนไมผ่ า่ นจุดประสงคก์ าร

เรยี นรู้จานวน 1 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 2.63
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้
2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรียนสามารถคานวณปรมิ าณความร้อนโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้
3) ด้ำนเจตคติ (A) นกั เรยี นเรียนวนิ ัยและตง้ั ใจเรยี น
4) ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้ มวี ินยั มุ่งม่นั ในการทางาน
4.ปัญหา/อปุ สรรค
- นักเรยี นบา้ งคนสง่ งานเลยเวลาท่กี าหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
- คุณครูทาข้อตกกนั ใหมก่ บั นักเรยี นทไ่ี ม่ตรงตอ่ เวลา และขอชื้นชมสาหรับนักเรยี นท่ีมีความ
รับผดิ ชอบ

ลงชื่อ.....วาสนิ ี ..ครผู สู้ อน
(นางวาสินี เดง็ ระกีนา)

89

บันทึกหลงั การสอน

หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 5 พลงั งานความรอ้ นกับการเปลีย่ นแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 7 การคานวณปรมิ าณความรอ้ น ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วนั ท่ี..........7...................เดือน..........ธนั วาคม...................พ.ศ...2564........ห้อง......ม.1/5..............

1. จานวนนักเรยี นทั้งหมด 39 คน มาเรยี น 38 คน ขาดเรยี น 1 คน
2. นกั เรยี นผ่านจุดประสงค์การเรียนรูจ้ านวน 38 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.43 นกั เรยี นไม่ผ่านจุดประสงคก์ าร

เรียนรู้จานวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.56
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้
2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรียนสามารถคานวณปริมาณความรอ้ นโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นักเรยี นเรียนวินัยและตง้ั ใจเรียน
4) ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มวี ินัย ม่งุ ม่ันในการทางาน
4.ปัญหา/อปุ สรรค
- นักเรียนบา้ งคนสง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คณุ ครูทาข้อตกกนั ใหม่กบั นักเรยี นทีไ่ มต่ รงตอ่ เวลา และขอชน้ื ชมสาหรบั นกั เรียนท่ีมคี วาม
รบั ผดิ ชอบ

ลงช่ือ.....วาสนิ ี ..ครผู ูส้ อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกีนา)

90

บันทึกหลังการสอน

หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 5 พลงั งานความรอ้ นกับการเปล่ียนแปลงของสสาร ...
แผนกำรสอนเรอื่ ง 7 การคานวณปรมิ าณความรอ้ น ‘’’’’’’’’’’’’’เราเรีย...
วนั ท่ี..........8...................เดือน..........ธนั วาคม...................พ.ศ...2564........ห้อง......ม.1/9..............

1. จานวนนักเรยี นทั้งหมด 38 คน มาเรียน 37 คน ขาดเรยี น 1 คน
2. นกั เรยี นผ่านจุดประสงค์การเรียนรูจ้ านวน 37 คน คดิ เป็นร้อยละ 97.36 นกั เรยี นไม่ผ่านจุดประสงคก์ าร

เรียนรู้จานวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.63
3. ผลการเรยี นรู้

1) ด้ำนควำมรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธิบายสมการ Q = mc∆t และQ = mL ได้
2) ด้ำนกระบวนกำร (P) นักเรยี นสามารถคานวณปรมิ าณความรอ้ นโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ
Q = mL ได้
3) ดำ้ นเจตคติ (A) นักเรยี นเรียนวนิ ยั และตง้ั ใจเรียน
4) ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ใฝ่เรยี นรู้ มีวินัย ม่งุ ม่ันในการทางาน
4.ปัญหา/อปุ สรรค
- นักเรียนบ้างคนสง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด
5.ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
- คณุ ครูทาข้อตกกนั ใหม่กบั นักเรยี นทีไ่ มต่ รงตอ่ เวลา และขอชน้ื ชมสาหรบั นกั เรียนท่ีมคี วาม
รบั ผดิ ชอบ

ลงช่ือ.....วาสนิ ี ..ครผู ูส้ อน
(นางวาสนิ ี เดง็ ระกีนา)

91


Click to View FlipBook Version