หนังสือเล่มน้ีจะเกิดไม่ได้เลย
ถ้าไม่มี ท่านอาจารย์นุ่น หรือ
ผศ. ดร. ฉัตรภา หัตถโกศล
ผู้เห็นค่าความสําคัญของศาสนาพุทธ
และเปนผู้สนับสนุน
จนเกิดเปนหนังสือเล่มน้ีข้ึน
พระโคตมพทุ ธเจำ
พระนางสิรมิ หามายา
พระพุทธประวัติของพระโคตมพุทธเจำ
พระประสูติ
• “พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า” หรือ “พระโคตมพุทธเจ้า” มีพระนามเดิมใน
ภาษาบาลีว่า “สิทธัตถะ โคตมะ” หรือในภาษาสันสกฤตว่า “สิทฺธารถฺ เคาตมะ” เปน็
พระพุทธเจ้าพระองค์ปจั จบุ ัน (องคท์ ่ี ๔) ผู้เป็นพระศาสดาของศาสนาพทุ ธ
• พระพทุ ธเจา้ มีพระนามเดมิ วา่ “สทิ ธตั ถะ” เปน็ พระราชโอรสของพระเจ้าสทุ โธทนะ
กษตั รยิ ผ์ ้คู รองกรุงกบิลพสั ดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปจั จบุ ันต้งั อย่ทู างภาคใตข้ องประเทศ
เนปาล พระราชมารดามพี ระนามว่า “พระนางสิริมหามายา” ซ่งึ เปน็ พระราชธดิ าของ
กษตั ริย์ราชสกลุ โกลิยวงศแ์ หง่ กรงุ เทวทหะ แคว้นโกลยิ ะ
• เจา้ ชายสทิ ธัตถะประสตู ิเมือ่ ๘๐ ปกี ่อนพทุ ธศกั ราช ท่ีสวนลมุ พนิ วี ัน ณ ใตต้ ้นสาละ
ซง่ึ อยรู่ ะหว่างพรมแดนกรงุ กบลิ พัสดแ์ุ ละกรงุ เทวทหะ (ปจั จบุ นั คือ รุมมนิ เด ประเทศ
เนปาล) ไดม้ พี ราหมณ์ทัง้ ๘ ได้ทา� นายว่า เจา้ ชายสิทธตั ถะมีลกั ษณะเป็น “มหาบรุ ุษ
คอื ถา้ ดา� รงตนในฆราวาสจะไดเ้ ปน็ จกั รพรรดิ ถา้ ออกบวชจะไดเ้ ปน็ ศาสดาเอกของโลก”
แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจ�านวนน้ัน ยืนยันหนักแน่นว่าพระราช
กุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
• ทนั ทที ปี่ ระสตู ิ ทรงดา� เนนิ ดว้ ยพระบาท ๗ กา้ ว มดี อกบวั ผดุ รองรบั ทรงเปลง่ พระวาจา
ว่า “เราเป็นเลศิ ที่สดุ ในโลก ประเสริฐทีส่ ดุ ในโลก การเกดิ ครง้ั นีเ้ ป็นคร้ังสดุ ทา้ ยของเรา”
5
เจา้ ชายสทิ ธัตถะ
พระนางพมิ พา
พระพุทธประวตั ขิ องพระโคตมพทุ ธเจำ
กอนออกผนวช
• หลงั ประสูตไิ ด้ ๗ วนั พระนางสิริมหามายาสิน้ พระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดแู ลของ
พระนางปชาบดโี คตมี ซ่งึ เป็นพระกนิษฐา (นอ้ งสาวมารดา) ของพระนางสิรมิ หามายา
• ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดบั สูงของการศึกษาทางโลกในสมยั นั้น คือ ศิลปศาสตร์ ถึง
๑๘ ศาสตร์ ในส�านกั ครวู ศิ วามิตร
• พระบดิ าไม่ประสงค์จะใหเ้ จา้ ชายสทิ ธัตถะเปน็ ศาสดาเอก จงึ พยายามให้เจ้าชาย
สิทธัตถะพบแตค่ วามสขุ ทางโลก เชน่ สร้างปราสาท ๓ ฤดู และเม่อื มีพระชนมายุ ๑๖
พรรษา ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับพระนางพิมพา (พระนางยโสธราพิมพา)
ผเู้ ป็นพระธดิ าของพระเจา้ กรงุ เทวทหะซงึ่ เปน็ พระญาติฝายพระมารดา
• เม่ือครบ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ “ราหุล” ซึ่งแปลว่า “บ่วง”
• มนุษยเ์ รานีจ้ ะมบี ่วงอยู่ ๓ บ่วง คือ ๑. มบี ตุ ร เรียกวา่ บว่ งพนั คอ
๒. มีภรรยา เรยี กว่า บ่วงผูกมือ ๓. มที รัพย์ เรียกวา่ บ่วงผกู เทา้
• ถา้ เราตัด ๓ บ่วงเหล่าน้ไี ด้กจ็ ะพน้ ทกุ ข์ แตห่ ากยังมี ๓ บ่วงนอ้ี ยู่ กย็ ังคงตอ้ งวนุ่ วาย
มีบว่ งพันอยู่ทคี่ อ คอยรัดคอใหแ้ คบตลอดเวลา ส่วนภรรยาก็จงู มอื ไป (ผูกมือ) ทรัพย์
กผ็ ูกเทา้ ไวไ้ มใ่ หไ้ ปไหนได้ ทา� ให้เป็นห่วงบ้าน ห่วงนน่ั ห่วงน่ี พระองค์จงึ ถอื วา่ บ่วงเกิด
แลว้ คอื เกดิ จากบตุ รที่เกิดข้นึ แลว้ นน่ั เอง
7
พระพุทธประวัตขิ องพระโคตมพุทธเจำ
เสดจ็ ออกผนวช
• เม่ือทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณตามล�าดับ จึงทรงคิดว่า
“ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเชน่ น้ัน ไม่มีใครหลีกเลีย่ งได”้ จงึ เกดิ แนวความคดิ วา่
“ธรรมดาในโลกน้ีมีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น มีสุขก็ต้องมีทุกข์ คือ เกิด แก่
เจ็บ ตาย”
• ทรงเห็นความสขุ ทางโลกเปน็ เพียงมายา ความสขุ ในกามคุณเปน็ ความสุขจอมปลอม
เปน็ เพยี งภาพมายาท่ีชวนใหห้ ลงวา่ เป็นความสขุ เท่านน้ั ในความจรงิ แลว้ ไมม่ คี วามสุข
และความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน
• วิถีทางท่ีจะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
(การเวียนว่ายตายเกิด) จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ (ออกบวช)
• สิ่งที่ทรงพบเห็นเรียกว่า “เทวทูต (ทูตสวรรค์)” จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวชใน
วันที่พระราชกุมาร “พระราหุล” ประสูติ
• พระองค์ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช มีนายฉันนะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น�้า
อโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเปน็ ผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้ายอ้ มด้วย
รสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปล้ืองเครื่องและมอบให้นายฉันนะน�ากลับพระนคร การออก
บวชคร้งั นี้เรียกว่า (การเสด็จออกเพอ่ื คุณอนั ยง่ิ ใหญ)่
9
พระอนิ ทร์
ปญั จวคั คยี ์ ท้งั ๕
พระพุทธประวัตขิ องพระโคตมพทุ ธเจำ
ออกผนวช
(บำ� เพ็ญทุกรกริ ยิ ำ)
• หลงั จากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมงุ่ ไปท่ีแมน่ ้า� คยา แควน้ มคธ เพื่อค้นควา้ ทดลองใน
ส�านักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอทุ กดาบส รามบุตร เมือ่ เรยี นจบท้ังสองสา� นัก
(บรรลฌุ าณชน้ั ทแ่ี ปด) ก็ทรงเห็นวา่ ไม่ใช่ทางพน้ ทกุ ข์ตามที่มุง่ หวงั ไว้
• จากน้นั จึงเสด็จไปทแี่ มน่ า้� เนรญั ชรา ในตา� บลอุรเุ วลาเสนานคิ ม (ปัจจุบนั สถานท่ี
น้ีเรยี กวา่ ดงคศริ )ิ เม่อื บ�าเพ็ญทกุ รกิรยิ า (การทรมานตนดว้ ยวิธีต่างๆ) โดยขบฟนั
ดว้ ยฟนั กลนั้ หายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา ๖ พรรษา ก็ยงั ไม่พบทางพน้
ทกุ ข์ จึงทรงเลิกบา� เพญ็ ทกุ รกริ ยิ า หนั มาบา� รงุ พระวรกายโดยปกติตามพระราชดา� รวิ า่
“เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดจี ึงจะไดเ้ สยี งที่ไพเราะ” ซึง่ พระอินทรไ์ ด้เสดจ็ ลงมาดดี
พิณถวาย พิณสายหน่งึ ขงึ ไวต้ งึ เกนิ ไป พอถกู ดีดก็ขาดผงึ ออกจากกัน จึงพจิ ารณาเห็น
ทางสายกลางว่า เปน็ หนทางที่จะนา� ไปสพู่ ระโพธิญาณได้
• ระหว่างท่ีทรง “บ�าเพ็ญทุกรกิริยา” เหล่าปญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ (โกณฑัญญะ วัปปะ
ภทั ทยิ ะ มหานามะ และอสั สชิ) มาคอยปรนนบิ ตั พิ ระองคโ์ ดยหวงั วา่ จะบรรลธุ รรม
วเิ ศษไปพรอ้ มกนั กบั พระองคด์ ว้ ย แตแ่ ลว้ เมอ่ื พระองคเ์ ลกิ บา� เพญ็ ทกุ รกริ ยิ า เหลา่
ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธาพากันจากไปและย้ายไปอยู่ท่ีปาอิสิปตนมฤคทายวัน เมือง
พาราณสี (ต�าบลสารนาถ)
11
นางสุชาดา
พญานาคราช
พระพุทธประวตั ิของพระโคตมพทุ ธเจำ
ตรัสรู
• ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ในวันท่ีพระองค์ตรัสรู้ นางสุชาดาได้ถวายข้าว
มธปุ ายาส (ข้าวท่ีหุงด้วยนมซึ่งถอื เปน็ ของบรสิ ุทธ์)ิ ใต้ต้นไทร เม่อื เสวยเสร็จแล้วทรง
นา� ถาดทองไปลอยในแมน่ ้�าเนรัญชรา พร้อมทรงอธิษฐานเส่ียงพระบารมีวา่ ...
“ถำอำตมำจะไดตรัสแกพ ระปรมำภเิ ษกสัมโพธญิ ำณแลว ขอใหถ ำดนี้จงลอย
ทวนกระแสน้�ำขึ้นไป” ถาดทองดังกล่าวได้ลอยทวนกระแสน�้าข้ึนไป ๑ เส้น จนถึง
วังน�้าวนแห่งหน่ึง จึงจมลงสู่นาคพิภพ (ไปกระทบกับถาดอีกสามใบของพระสัมมา
สมั พุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์ พญานาคราชซง่ึ กา� ลงั นอนหลบั อยู่ในนาคพิภพไดย้ นิ
เสยี งถาดกระทบกัน จงึ ทราบว่าพระสัมมาสมั พุทธเจ้าองคท์ ่ี ๔ จะบงั เกิดข้ึนในโลก
มนุษย์อีกพระองค์หน่ึงแล้ว) พระองค์ทรงโสมนัสและแน่พระทัยว่าจะได้ตรัสรู้ เปน็
พระสัพพญั สู ัมพทุ ธเจา้ โดยหาความสงสัยมไิ ด้
• ในเวลาเยน็ โสตถยิ ะไดถ้ วายหญา้ คา ๘ กา� มือ ปลู าดเป็นอาสนะ ณ โคนใตต้ ้นโพธิ์
ต�าบลอรุ เุ วลาเสนานคิ ม รมิ ฝัง แม่น้า� เนรญั ชรา (ปัจจบุ นั คือตา� บลพทุ ธคยา ประเทศ
อนิ เดยี )
• ทรงตง้ั พระทยั แนว่ แนว่ า่ จะบรรลโุ พธญิ าณ ประทบั หนั พระพกั ตรไ์ ปทางทศิ ตะวนั ออก
• เม่ือพระองคท์ รงร้เู ห็นแล้ว จึงละอปุ าทาน และตรสั รู้ “เปน พระสมั มำสมั พุทธเจำ”
13
๑ บัว ๔ เหลำ
๒
๓
๔
๔
พระพุทธประวัติของพระโคตมพทุ ธเจำ
สิ่งทีท่ รงตรสั รู “บวั ๔ เหลำ ”
• ทรงเหน็ ว่า บคุ คลในโลกน้มี หี ลายจา� พวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบ
เสมือนบัว ๔ เหลา่ ดงั น้ันแลว้ จึงเกดิ เปน็ “บัว ๔ เหลำ ” ไดแ้ ก่
๑. พวกทมี่ ีสตปิ ญญาฉลาดเฉลียว เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ เมื่อได้ฟงั ธรรมก็สามารถรู้ และ
เข้าใจในเวลาอันรวดเรว็ เปรยี บเสมอื น “ดอกบัวทีอ่ ยพู นนำ้� ” เมอื่ ตอ้ งแสงอาทติ ย์ก็
เบ่งบานทันที (อุคฆฏติ ญั )ู
๒. พวกที่มีสติปญญาปานกลาง เปน็ สัมมาทิฏฐิ เมอ่ื ได้ฟังธรรมแลว้ พจิ ารณาตาม
และได้รับการอบรมฝกฝนเพิ่มเติม จะสามารถร้แู ละเข้าใจได้ในเวลาอนั ไม่ชา้ เปรยี บ
เสมอื น “ดอกบวั ทอ่ี ยปู ริ่มน�ำ้ ” ซงึ่ จะบานในวนั ถัดไป (วปิ จั จิตญั ู)
๓. พวกทม่ี ีสตปิ ญญานอ้ ย แตเ่ ปน็ สัมมาทฏิ ฐิ เม่อื ไดฟ้ ังธรรมแลว้ พจิ ารณาตาม และ
ได้รบั การอบรมฝกฝนเพมิ่ อยู่เสมอ มคี วามขยนั หมนั่ เพยี รไมย่ ่อทอ้ มสี ติหมั่นประกอบ
ด้วยศรทั ธา ปสาทะ ในที่สุดกส็ ามารถรู้และเขา้ ใจไดใ้ นวันหนง่ึ ขา้ งหน้า เปรยี บเสมือน
“ดอกบัวทอี่ ยใู ตนำ�้ ” ซ่ึงจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบง่ บานไดใ้ นวันหนึ่ง (เนยยะ)
๔. พวกท่ีไร้สตปิ ญ ญา และยังเป็นมจิ ฉาทฏิ ฐิ แมไ้ ด้ฟังธรรมก็ไม่อาจเขา้ ใจความหมาย
หรอื รู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรทั ธาปสาทะ ไร้ซึง่ ความเพยี ร เปรยี บเสมอื น “ดอกบวั ท่ีจม
อยูก ับโคลนตม” รงั แต่จะตกเปน็ อาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผลข่ น้ึ พ้นน�า้
เพอื่ เบ่งบาน (ปทปรมะ)
15
ปญั จวคั คีย์ ท้งั ๕
พระพทุ ธประวัติของพระโคตมพทุ ธเจำ
ปัญจวัคคียท์ งั้ ๕
• “มีกิเลสเบาบาง สามารถตรัสรไู้ ดท้ ันท”ี จึงทรงระลกึ ถงึ ปญั จวัคคยี ์ (ประกอบด้วย
พระโกณฑญั ญะ พระวปั ปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอสั สชิ) จึงเสดจ็ ไปท่ี
ปาอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี
ในวนั ขน้ึ ๑๕ คา่� เดือน ๘ จงึ ทรงปฐมเทศนา “ธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู ร” (แปลวา่
เหมอื นพระเจ้าจกั รพรรดิทรงขับจกั รหรอื รถศึกแผ่พระบรมเดชานุภาพ ต่างแต่จกั รหรอื
รถศึกของพระพุทธเจา้ เปน็ ธรรม หรือธรรมจกั ร) ซงึ่ ใจความ ๓ ตอน คอื
๑. ทรงชี้ ทางเดินทางสายกลาง ทเี่ รยี กวา่ มชั ฌิมำปฏปิ ทำ คอื มรรค ๘
เป็นไปเพอื่ พระนิพพาน (การดับสนทิ ดับโดยไม่เหลือกเิ ลส และทุกข)์
๒. ทรงแสดง อริยสัจ ๔ โดยละเอียด (ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ)
๓. ทรงปฏญิ ญาว่าตรัสรูไ้ ด้ดว้ ยพระองคเ์ อง และบรรลธุ รรมวเิ ศษแล้ว
• โกญฑัญญะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งตามสภาพเป็นจริงว่า
“สง่ิ ใดส่ิงหนึ่งมีเกิดขน้ึ เปน็ ธรรม ส่งิ น้ันทงั้ หมดมีดับเปน็ ธรรมดา” จึงได้อปุ สมบทเปน็
“เอหิภิกขุอุปสัมปทาองค์แรก” นับเป็น “ปฐมสาวก” ของพระพุทธเจ้า
• หลงั จากปญั จวคั คยี อ์ ปุ สมบทแลว้ พทุ ธองคจ์ งึ ทรงเทศนอ์ นตั ตลกั ขณสตู ร ปญั จวคั คยี ์
จงึ ส�าเร็จเปน็ อรหนั ตท์ ้งั ๕
• วันนจ้ี ึงเปน็ ที่มาของ วนั อำสำฬหบชู ำ (อา-สาน-หะ-บ-ู ชา / อา-สาน-ละ-หะ-บ-ู ชา)
17
พระพุทธประวตั ขิ องพระโคตมพุทธเจำ
ลักษณะกำรแสดงธรรม
• อริยสจั ๔ คอื ความจริงอนั ประเสริฐ ๔ ประการ อันเปน็ หลกั คา� สอนส�าคญั ของ
พระพทุ ธศาสนา มดี งั นี้
๑. ทกุ ข์ คือ ความทกุ ข์ ความไมส่ บายกาย ไม่สบายใจ เกดิ ขนึ้ กบั ทกุ คน ไมว่ ่าจะ
เกดิ แก่ เจ็บ ตาย การประสบกับส่ิงอนั ไม่เป็นท่รี ัก การพลัดพรากจากสง่ิ อันเป็นท่รี ัก
การปรารถนาสิง่ ใดแล้วไมส่ มหวงั ในส่งิ นั้น ล้วนก็กอ่ ใหเ้ กิดทุกข์ เมอ่ื ทุกข์เกดิ ข้นึ กแ็ ล้ว
ควรกา� หนดรู้ (ทา� ใหเ้ กิดสติ รูใ้ นส่ิงท่กี ระท�าอยู่ เป็นปจั จุบันขณะนัน้ ๆ)
๒. สมุทัย คอื เหตใุ ห้เกิดทุกข์ “เม่อื สิง่ นี้มี ส่งิ นั้นจึงมี เพราะสิ่งน้ีเกดิ ส่ิงน้ันจึงเกดิ ”
เม่ือเรามีทุกข์ควรหาสาเหตุท่ีท�าให้เกิดทุกข์ เพื่อจะได้หาหนทางในการดับทุกข์
๓. นโิ รธ คือ การดับทุกข์ ทกุ ขเ์ กิดจากสาเหตุอะไร ถ้าเราดบั สาเหตนุ ้นั ได้ความทกุ ข์
นั้นก็ย่อมดับไปด้วยกัน “เม่ือส่ิงน้ีไม่มี ส่ิงนั้นก็ไม่มี เพราะส่ิงน้ีดับ สิ่งน้ันก็ดับ”
๔. มรรค คอื ข้อปฏบิ ัตใิ หถ้ งึ ความดบั ทกุ ข์ หรอื หมดปัญหาตา่ งๆ โดยสนิ้ เชิง
มอี งค์ประกอบ ๘ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เหน็ ส่ิงตา่ งๆ ตามทเ่ี ปน็ จรงิ
(๒) ไม่ลมุ่ หลงมัวเมากบั ความสขุ ทางกาย (๓) การไม่พูดเทจ็ สอ่ เสียด คา� หยาบ
(๔) ไมท่ �าลายชวี ติ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดทางกาม
(๕) ทา� มาหากนิ ดว้ ยอาชพี ทส่ี ุจรติ ไม่คดโกงใคร (๖) ปองกนั มิให้ความชวั่ เกดิ ข้ึน
(๗) ร้ตู ัวอยูเ่ สมอ ว่าก�าลงั เห็นสิ่งต่างๆ ตามทเี่ ป็นจริง (๘) จดจ่ออยู่กบั สง่ิ ใดสิง่ หนงึ่ ได้
19
ยสกุลบตุ ร
พระพุทธประวตั ขิ องพระโคตมพุทธเจำ
แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร
• ยสกุลบตุ รผู้เกิดมาในตระกลู คหบดี อาศัยอยู่ในทีพ่ ักอันสวยหรูพรง่ั พรอ้ มด้วยคน
รบั ใช้ ความสะดวกสบาย ไดร้ บั การบ�าเรอดว้ ยกามคุณ ๕ นั้นคดิ ว่า “ท่ีนี่วนุ่ วายจรงิ
หนอ” ยสกุลบุตรจงึ หนีออกจากบ้าน ไปยังปาอิสปตนมฤคทายวันในเวลาเช้ามืด
แล้วพบพระพุทธเจ้าโดยบงั เอญิ ยสกลุ บตุ รไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา จงึ มดี วงตาเหน็ ธรรม
แลว้ บรรลโุ สดาบนั และขอบวชในพระพุทธศาสนา
• รุง่ ขนึ้ เศรษฐีคหบดี บิดาของยสกุลบุตรได้ออกตามหาบตุ รของตน เมือ่ ได้พบพระ-
พทุ ธองคแ์ ลว้ ไดฟ้ ังธรรมด้วยเช่นกัน ทา� ใหบ้ ิดาของยสกลุ บตุ รมดี วงตาเห็นธรรม บรรลุ
โสดาบนั อบุ ำสก อบุ ำสกิ ำ (ผใู้ กลช้ ดิ พระพทุ ธศาสนา) คแู่ รก คอื บดิ ามารดาของพระยสะ
• ต่อมาบตุ รของสกลุ เศรษฐีในพระนครพาราณสี ซึ่งเปน็ สหายคฤหสั ถ์ ๔ คนของ
ทา่ นพระยสะ คอื วมิ ล สพุ าหุ ปณุ ณชิ และควมั ปติ ไดม้ าหาทา่ นพระยสะ และเขา้ เฝา
พระพทุ ธเจา้ หลงั จากไดฟ้ งั ธรรมแลว้ ทง้ั หมดกไ็ ดบ้ รรลโุ สดาบนั และอปุ สมบทในสา� นกั
พระพทุ ธเจา้ และเมอื่ พระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมกี ถา (คอื ถอ้ ยคา� อนั เกย่ี วดว้ ยธรรม) ภกิ ษุ
ทงั้ ๔ ไดบ้ รรลอุ รหตั ผล
• ต่อมาสหายคฤหัสถ์ของท่านพระยสะ ซ่ึงเป็นชาวชนบทจ�านวน ๕๐ คน ได้มาหา
ท่านพระยสะ และเขา้ เฝาพระพทุ ธเจ้า หลังจากไดฟ้ ังธรรมแล้วจงึ ได้บรรลุโสดาบนั
และอปุ สมบทในส�านักพระพุทธเจา้ และเมอื่ พระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมกี ถา ภกิ ษทุ ง้ั ๕๐
คน จงึ สา� เร็จพระอรหนั ต์ และมพี ระอรหันต์เกิดข้ึนในโลก ๖๐ องค์
21
พระพุทธประวัตขิ องพระโคตมพุทธเจำ
กำรสงสำวกออกประกำศศำสนำ
• ใหส้ าวกออกประกาศศาสนา เมอื่ มสี าวกครบ ๖๐ รปู (ปญั จวคั คยี แ์ ละเหลา่ พระยสะ)
• ตรสั ให้พระสาวก ๖๐ รูปแยกยา้ ยกันประกาศศาสนา ๖๐ แหง่ ไม่ซ�้าทางกนั
• พระองคจ์ ะเสดจ็ ไปแสดงธรรม ณ ต�าบลอุรุเวลาเสนานิคม
• เมอื่ สาวกออกประกาศเทศนา มผี ตู้ อ้ งการบวชมาก และหนทางไกลกนั จงึ ทรงอนญุ าต
ใหส้ าวกดา� เนนิ การบวชไดโ้ ดยใชว้ ธิ กี าร “ตสิ รณคมนปู สมั ปทา” (ปฏญิ าณตนเปน็ ผถู้ งึ
พระรตั นตรยั )
กำรประดิษฐพ์ ุทธศำสนำ ณ แควน มคธ
• วิธีเผยแผศ่ าสนาในกรงุ ราชคฤห์ ทรงเทศน์โปรดชฎลิ (นักบวชเกล้าผม) สามพนี่ ้อง
และบรวิ าร รวม ๑,๐๐๐ คนกอ่ น แลว้ ไดข้ อบวชในพระพทุ ธศาสนา เพราะพวกชฎลิ เปน็
เจา้ ลทั ธบิ ชู าไฟทยี่ งิ่ ใหญ่ หากชฎลิ ยอมรบั พทุ ธธรรมได้ ประชาชนกย็ อ่ มเกดิ ความศรทั ธา
• พระอุรเุ วลกสั สปะไดย้ กย่องว่า “เป็นผู้เลิศในทางมีบรษิ ัท (บรวิ าร) มาก”
23
พระเจา้ พมิ พสิ าร
พระพทุ ธประวัตขิ องพระโคตมพุทธเจำ
ทรงโปรดพระเจำพมิ พสิ ำร
พระเจำแผน ดนิ แควน มคธ
• พระพุทธองค์พร้อมด้วยภกิ ษุสาวก เสดจ็ ถึงราชคฤหแ์ ละประทับอยู่ ณ ลัฏฐิวัน สวน
ตาลหน่มุ พระเจา้ พมิ พสิ าร พระเจ้าแผ่นดนิ มคธ ได้ทรงสดับกิตตศิ พั ท์นั้น จึงเสด็จ
พระราชด�าเนินพรอ้ มดว้ ยเหลา่ บริวารและประชาชนออกไปเฝา รบั สเดจ็ พระพทุ ธองค์
• พระเจา้ พิมพสิ าร ไดท้ ูลพระพทุ ธองคว์ า่ คร้ังก่อนเม่อื ขา้ พระองค์ยังเปน็ กุมาร ได้ตั้ง
ความปรารถนาไว้ ๕ ประการ คอื
๑. ขอให้ขา้ พเจา้ ไดร้ ับการอภิเษกเปน็ พระเจา้ แผน่ ดินในมคธนีเ้ ถดิ
๒. ขอให้ทา่ นผูเ้ ปน็ พระอรหันต์ ผูร้ เู้ องโดยชอบ พึงมายังแคว้นของข้าพเจา้
๓. ขอใหข้ า้ พเจ้าพงึ ไดเ้ ข้าไปนัง่ ใกลพ้ ระอรหนั ต์นั้น
๔. ขอพระอรหนั ต์นัน้ พึงแสดงธรรมแกข่ ้าพเจา้
๕. ขอข้าพเจ้าพงึ รูท้ วั่ ถงึ ธรรมของพระอรหันต์น้ัน
บัดนี้ ความปรารถนาของข้าพระองคน์ น้ั ส�าเรจ็ แล้วทัง้ ๕ ประการ
เมือ่ พระเจา้ พิมพสิ ารกราบทูลเชน่ นนั้ แล้ว จงึ แสดงตนเปน็ อบุ าสกในพระพุทธศาสนา
• พระเจ้าพมิ พิสารทรงถวายสวนน้ีเป็นพทุ ธบูชา จงึ นบั ว่าเปน็ วดั แห่งแรกในพระพุทธ
ศาสนา คอื พระเวฬวุ นั มหาวิหาร (วดั เวฬวุ ัน)
25
พระพทุ ธประวตั ิของพระโคตมพุทธเจำ
โอวำทปำฏิโมกข์ (วันมำฆบูชำ)
• วันท่พี ระพุทธองค์ไดป้ ระทาน “โอวำทปำฏโิ มกข์” แก่พระภกิ ษุสงฆท์ ั้ง ๑,๒๕๐ รปู
มี ๓ หลักการอนั เป็นหวั ใจส�าคัญเพอื่ เขา้ ถึงจุดมงุ่ หมายของพระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่
๑. กำรไมท �ำบำปทัง้ ปวง ๒. กำรท�ำกุศลใหถงึ พรอม ๓. กำรท�ำจติ ใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ
อุดมการณ์ ๔ ของพระพุทธศาสนา อันมีลักษณะที่แตกต่างจากศาสนาอ่ืน ได้แก่
๑. ความอดทนอดกลั้น เมอ่ื ประสบกบั ส่ิงทไ่ี มช่ อบใจ
๒. การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเปาหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจาก
พระนิพพาน
๓. พระภกิ ษแุ ละบรรพชติ ไมพ่ งึ ทา� ผอู้ นื่ ใหล้ า� บากดว้ ยการทา� ความทกุ ขก์ าย หรอื ทกุ ข์
ทางใจ ไมว่ า่ จะในกรณใี ดๆ
๔. พระภิกษุตลอดจนบรรพชติ ต้องขอแก่ทายกด้วยอาการที่ไมเ่ บียดเบยี น
(คือ การไม่เอย่ ปากเซ้าซข้ี อ และไม่ใชป้ ัจจยั ส่ีอยา่ งฟมุ เฟอ ย)
วธิ ีการ ๖ ที่ธรรมทตู ผเู้ ผยแผ่พระพุทธศาสนาถอื เปน็ กลยทุ ธ เพือ่ เป็นไปในแนวทาง
เดยี วกันและถูกต้องเปน็ ธรรม ได้แก่
๑. การไมก่ ล่าวรา้ ย ๒. การไมท่ า� ร้าย ๓. รักษาความประพฤตใิ ห้น่าเลื่อมใส
๔. ความเปน็ ผรู้ ู้จกั ประมาณในอาหาร (เสพปัจจยั ส่อี ยา่ งรปู้ ระมาณพอเพียง)
๕. ทนี่ ่งั นอนอันสงัด (สนั โดษไม่คลกุ คลีด้วยหมู่คณะ)
๖. พัฒนาจติ ใจเสมอ มใิ ชว่ ่าเอาแต่สอน แตต่ นเองไมก่ ระทา� ตามทสี่ อน
27
พระเจา้ สุทโธทนะ
(พระบิดา)
พ(ลรูกะชราายห)ุล
พ(รภะรนรายงาพ)มิ พา
พ(รนะอ้นงาสงาปวชพารบะดมโี าครตดมาี)
พระพทุ ธประวตั ขิ องพระโคตมพุทธเจำ
โปรดพระพุทธบดิ ำและพระประยรู ญำติ
ณ กรุงกบิลพัสดุ์
• ทรงแสดงธรรมโปรดพระพทุ ธบิดา (พระเจ้าสุทโธทนะ) ได้บรรลุโสดาปตั ติผล สกทา
คามิผล อนาคามิผล จนบรรลอุ รหนั ตผลเมื่อใกลส้ วรรคต
• พระนางพมิ พาทรงเศรา้ โศกเสยี พระทยั ตงั้ แตส่ มยั พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ออกบวช ดว้ ย
เขา้ พระทยั วา่ พระนางถกู พระพทุ ธเจา้ ทอดทง้ิ แตพ่ ระนางกเ็ ปน็ คทู่ กุ ขค์ ยู่ ากผซู้ อื่ สตั ย์
ของพระองคต์ ลอดมา แลว้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ชาดกอกี เปน็ อนั มากใหพ้ ระพทุ ธบดิ าและ
พระนางพมิ พาฟงั เมอ่ื พระนางฟงั แลว้ จงึ ทรงสรา่ งโศกและคลายความเสยี พระทยั ทรง
เกดิ ปต โิ สมนสั ในพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้ เปน็ อยา่ งยงิ่ เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ ทรง
แสดงธรรมจบลง พระนางยโสธราพมิ พากไ็ ดท้ รงบรรลพุ ระโสดาบนั หรอื โสดาปตั ตผิ ล
• พระนันทะ (เป็นโอรสของพระสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี) ซึ่งเป็น
พระอนชุ าของพระพุทธเจา้ พระพุทธเจ้านา� ออกผนวชอปุ สมบท
• ตอ่ มาพระนางยโสธรากใ็ ห้พระกมุ ารราหลุ ซึง่ มอี ายุ ๗ พรรษา ไปทูลขอราชสมบตั ิ
พระพุทธเจา้ เห็นวา่ ราชสมบตั ิเปน็ สงิ่ ไมจ่ ีรังยัง่ ยนื แต่ “อริยทรพั ย์” (ทรัพยอ์ ัน
ประเสริฐ) ต่างหากเปน็ สงิ่ ยั่งยืน จงึ ทรงใหพ้ ระสารบี ตุ รท�าการบรรพชาใหร้ าหลุ เปน็
สามเณร จึงเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ณ นโิ ครธาราม พระเจา้ สุทโธทนะ
จึงขอรอ้ งว่า “ขออย่าใหท้ รงบวชใคร โดยท่พี ่อแม่เขายงั ไมไ่ ด้อนญุ าต” พระพุทธเจา้
ทรงรับตามทพี่ ระเจา้ สุทโธทนะทรงขอรอ้ ง จงึ ทรงบญั ญตั ิพระวินัยไว้ (เปน็ ธรรมเนยี ม
29
พระนาโงคปตชมาีเบถดรีี
พระนางภทั ทา กจั จานา
เณรราหุล
พระพุทธประวตั ขิ องพระโคตมพุทธเจำ
สบื มาจนทกุ วนั นว้ี า่ หากผู้ใดมีความตอ้ งการบวช ไมว่ ่าจะเป็นบวชพระหรือบวชเปน็
สามเณร จ�าตอ้ งได้รบั อนุญาตจากพอ่ แมผ่ ู้ปกครอง ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ท่เี คารพ
นบั ถอื ) เมอ่ื สามเณรราหลุ อายคุ รบ ๒๐ พรรษา ไดร้ ับการอุปสมบทเป็นพระภกิ ษุ จาก
น้ันก็ส�าเร็จเป็นพระอรหันต์และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา
• ทรงให้อุปสมบทแกเ่ จ้าศากยะ ๕ พระองค์ คือ พระอานนท์ พระอนรุ ทุ ธ์ (เปน็ ผู้เลิศ
ในทางมที ิพยจกั ษ)ุ พระภทั ทิยะสกั ยราชา พระภัคคุ พระกิมพิละ และเจ้าโกลิยะ ๑
พระองค์ คือ พระเทวทัต จนได้บรรลุอรหัตผล ๕ พระองค์ ยกเว้นพระเทวทัต
• พระอบุ าลเี ป็นบุตรของช่างกัลบก (ช่างตดั ผม) อยูใ่ นวรรณะต่�า ไดร้ บั แต่งตัง้ ให้เป็น
พนกั งานภูษามาลาของเจา้ ศากยะ ทา� หน้าทจี่ ดั การดูแลเคร่อื งแตง่ กาย เมื่อเจ้าศากยะ
๕ พระองค์ และเจ้าโกลิยะ ๑ พระองค์ทรงออกผนวช อบุ าลีไดต้ ดิ ตามไปขออุปสมบท
ด้วย พระอุบาลเี ม่ือได้อปุ สมบทแล้วไม่ช้าก็บรรลอุ รหตั ผล และไดย้ กย่องว่าเปน็ ผูเ้ ลศิ
ทางด้านผู้ทรงไว้ซ่ึงพระวินัย
• พระนางปชาบดโี คตมี (นา้ ของพระพุทธเจา้ ) ได้ผนวชเป็นภิกษณุ รี ปู แรกในพระพุทธ
ศาสนา โดยพระอานนท์ช่วยกราบทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าสุดท้ายได้บรรลุ
พระอรหันต์ และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี
• โปรดใหพ้ ระนางยโสธราพมิ พาไดอ้ ปุ สมบทเปน็ ภกิ ษณุ ชี อื่ พระนางภทั ทา กจั จานา จน
บรรลอุ รหัตผล และไดย้ กย่องวา่ เปน็ ผู้เลิศในทางบรรลอุ ภิญญาใหญ่ (สามารถระลึก
เหตกุ ารณ์ในกปั ต่างๆ ย้อนหลังไปได้มากนับไมถ่ ว้ น)
31
สทุ ตั ตะ
พระพทุ ธประวตั ิของพระโคตมพทุ ธเจำ
กำรประดิษฐพ์ ทุ ธศำสนำ
ณ แควนโกศล
• เมื่อประดิษฐานพระศาสนาในแควน้ มคธไดอ้ ย่างม่ันคงแลว้ ตอ่ มาไมน่ านพระพุทธ
ศาสนาก็มีศูนย์กลางแห่งใหม่ท่ีเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ตอนเหนือของชมพูทวีป
• ในเมอื งสาวตั ถมี คี หบดที า่ นหนงึ่ ชอ่ื “สทุ ตั ตะ” เปน็ เศรษฐใี จบญุ ชอบชว่ ยเหลอื คน
ตกยาก ตงั้ โรงทานแจกอาหารแกค่ นทว่ั ไป ชาวเมอื งเรยี กเขาวา่ “อนาถบณิ ฑกิ ะ” ไดเ้ ตรยี ม
อาหาร ทพี่ กั เพอ่ื ตอ้ นรบั การมาของพระพทุ ธองค์ ครนั้ เมอ่ื ไดพ้ บและไดฟ้ งั ธรรมอนปุ พุ -
พกิ ถาและอรยิ สจั ๔ จงึ บรรลโุ สดาปตั ตผิ ล ประกาศตนเปน็ อบุ าสกในพระรตั นตรยั และ
กราบทลู ใหพ้ ระองคเ์ สดจ็ ไปประกาศพระศาสนาทเี่ มอื งสาวตั ถใี นแควน้ โกศล
• เมอื่ อนาถบิณฑิกะเศรษฐีเดนิ ทางกลบั บ้านถงึ เมอื งสาวตั ถแี ลว้ ได้พบทดี่ ินแปลงหนงึ่
เหมาะส�าหรบั บา� เพ็ญสมณธรรมซ่งึ เปน็ ของเจา้ ชายเชต พระญาตขิ องพระเจ้าปเสนทิ
โกศล จึงขอซอื้ ท่ีดนิ กบั เจา้ ชายเชต พระองค์ไม่ยอมขายใหเ้ พราะต้องการท�าเปน็ พระ
อุทยาน ทา่ นเศรษฐีจงึ พสิ จู น์ความต้งั ใจจรงิ จนไดท้ ่ีดินมาสรา้ ง “วดั พระเชตวนั ” โดย
ใช้ช่ือพระเชตวันเพ่ือเฉลิมพระเกียรติเจ้าชายเชตท่ียอมสละท่ีดินให้และร่วมสร้างวัด
กับตน แลว้ กราบทลู อาราธนาพระพทุ ธองค์และพระสงฆไ์ ปอย่ปู ระจ�า และนางวสิ าขา
มหาอุบาสิกาเศรษฐินีคนหนึ่ง ก็มีจิตศรัทธาสร้างวัดบุพพารามถวายด้วย
• พระองค์ประทับจ�าพรรษาที่พระเชตวันถงึ ๑๙ พรรษา นานกว่าสถานทใี่ ด
33
พระพุทธประวตั ิของพระโคตมพุทธเจำ
ปรินพิ พำน
(การดับสนิท ดบั โดยไมเ่ หลือแหง่ กิเลส และกองทกุ ข์)
• ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน ทรงปลงอายุสังขาร (คือ การก�าหนดวันตายไว้ล่วงหน้า)
• กอ่ นปรนิ ิพพาน ๑ วัน นายจุนทะถวายภตั ตาหารจากเนื้อหมอู อ่ น เมื่อพระองค์เสวย
แลว้ ประชวร พระอานนทโ์ กรธ พทุ ธองค์จึงตรสั ว่า “บิณฑบาตท่มี อี านิสงส์ที่สุด มี ๒
ประการ คือ เมื่อพระพุทธองค์เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ หรือปรินิพพาน”
• ก่อนปรินพิ พาน พทุ ธองค์ทรงกลา่ วพทุ ธโอวาทวา่
๑. การบูชาพุทธองค์อย่างแท้จริง คือ การปฏิบตั ธิ รรมให้สมควรแกธ่ รรม
๒. พุทธศาสนิกชนท่ตี ้องการเฝาพระองค์ควรไปที่ “สังเวชนียสถาน”
(คอื สถานทีท่ ที่ �าใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ระลกึ ถงึ พระพุทธเจา้ )
๓. การวางตัวของภิกษุต่อสตรี ตอ้ งคมุ สตอิ ยา่ แปรปรวนตามราคะตัณหา
๔. พระบรมสารรี ิกธาตเุ ป็นเรือ่ งของกษัตรยิ ์ มิใชก่ จิ ของสงฆ์
๕. ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลก
๖. พระธรรมและวนิ ยั จะเปน็ ศาสดาแทนพทุ ธองค์
เพราะบคุ คลไม่เทีย่ งแทเ้ ทา่ กับพระธรรมซ่งึ เป็นสจั ธรรม
• ปจั ฉมิ สาวก คอื สภุ ัททปริพาชก
• ปัจฉิมโอวาท “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารท้ังปวงมีความ
เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาพวกเธอจึงท�าประโยชน์ตนเองและประโยชน์ของผู้อ่ืนให้
สมบูรณด์ ้วยความไม่ประมาทเถดิ ”
• ปรนิ พิ พาน ข้นึ ๑๕ คา่� เดอื น ๖ ใตต้ ้นสาละ ณ สาลวโนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์
เมืองกสุ ินารา แคว้นมลั ละ พระชนมายุ ๘๐ พรรษา ทรงเทศนาส่งั สอนมาเปน็ เวลา
๔๕ พรรษา
35
วันสำ� คญั ทางพระพุทธศาสนา
วนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
วันมาฆบชู า
• เปน็ วนั เกิดพระธรรม ถือวา่ เป็นวันทพี่ ระพทุ ธเจา้ ไดป้ ระกาศหลกั ธรรมและค�ำส่ังสอน
ของพระองค์ เพ่ือให้พระอรหันต์ท้ังหลายท่ีมาประชุมกันในวันน้ันน�ำไปเผยแผ่
• เปน็ วนั ทตี่ อ้ งทำ� ในวนั เพญ็ หรอื ในวนั ทพ่ี ระจนั ทรเ์ สวยมาฆฤกษ์ ถอื กนั วา่ เปน็ วนั สำ� คญั
เพราะวันน้ีเป็นวันคล้ายกับวันประชุมกันเป็นพิเศษแห่งพระอรหันตสาวกโดยมิได้มี
การนดั หมาย ซง่ึ เรยี กว่า วันจาตุรงคสนั นิบาต ซึ่งไดม้ ขี ้นึ ณ บรเิ วณเวฬวุ ันมหาวหิ าร
หลงั จากที่พระพุทธเจา้ ได้ตรสั รู้เปน็ เวลานบั ได้ ๙ เดอื น
• เปน็ วนั ที่พระพุทธองค์แสดง “โอวาทปาฏโิ มกข”์ ซ่งึ ถอื กนั วา่ เป็นหลักค�ำสอนที่เป็น
หวั ใจของพระพทุ ธศาสนา
วนั วสิ าขบชู า
• แปลวา่ “การบชู าในวันเพญ็ เดอื นวสิ าขะ”
• เป็นวันท่พี ระพทุ ธเจ้า ประสตู ิ ตรัสรู้ และปรนิ พิ พาน ในวันเดียวกนั
๑. ประสูติ วันศุกร์ ขนึ้ ๑๕ คำ�่ เดอื น ๖ ปจี อ กอ่ นพทุ ธศักราช ๘๐ พรรษา
๒. ตรสั รู้ วันพุธ ข้นึ ๑๕ ค่�ำ เดอื น ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ พรรษา (ขณะน้นั
พระพุทธองคม์ ีพระชนมายไุ ด้ ๓๕ พรรษา หลังจากออกผนวชได้ ๖ พรรษา)
๓. ปรนิ ิพพาน วันอังคารข้ึน ๑๕ ค่ำ� เดอื น ๖ ปีมะเสง็ ก่อนพุทธศักราช ๑ พรรษา
36
วันส�ำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
วนั อาสาฬหบชู า
• อา่ นไดส้ องแบบ คอื อา-สาน-หะ-บู-ชา หรอื อา-สา-ละ-หะ-บ-ู ชา ซง่ึ จะประกอบดว้ ย
คำ� ๒ คำ� คอื อาสาฬห ทแี่ ปลวา่ เดอื น ๘ ทางจนั ทรคติ กบั คำ� วา่ บชู า ทแี่ ปลวา่ การบชู า
เมอื่ นำ� มารวมกนั จงึ แปลวา่ การบชู าในเดอื น ๘ หรอื การบชู าเพอ่ื ระลกึ ถงึ เหตกุ ารณ์
สำ� คญั ในเดอื น ๘
• เป็นวนั แรกทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
• เปน็ วันแรกที่มีพระรตั นตรัยครบ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
• คือ การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๘ ถ้าปีใดมีเดือน ๘ สองครั้ง ก็จะเลื่อนไปเป็น
วันขนึ้ ๑๕ ค�่ำเดือน ๘
• หลังจากสมเด็จพระพุทธองคไ์ ดต้ รสั รูแ้ ลว้ ไดท้ รงใชเ้ วลาทบทวนสจั ธรรม ได้ทรง
ค�ำนงึ ว่าธรรมะทพ่ี ระองคต์ รสั รู้นลี้ กึ ซึ้งมาก ยากทผ่ี อู้ นื่ จะรู้ตาม จงึ ทรงพจิ ารณาแบ่ง
บคุ คลออกเป็น ๔ ประเภท (บัว ๔ เหล่า)
• ทรงมีพระกรุณาธิคณุ ระลกึ อาฬารดาบสและอทุ กดาบส วา่ มีกิเลสเบาบางสามารถ
ตรัสร้ไู ดท้ ันที แต่ทา่ นท้ัง ๒ ได้ตายแล้ว จงึ ทรงระลกึ ถงึ ปัญจวคั คีย์ และไดท้ รงแสดง
พระธรรมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ท้ัง ๕ (คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ
และอัสสช)ิ เรียกวา่ “ธัมมจกั กัปปวตั นสตู ร” แปลวา่ พระสตู รแห่งการหมนุ วงลอ้ ธรรม
ซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็นผู้อุปัฏฐาก (ผู้อุปถัมภ์ หรือผู้ดูแลรับใช้) พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยัง
ทรงบ�ำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาในคร้ังน้ี
37
วันส�ำคัญทำงพระพทุ ธศำสนำ
นางวิสาขา มหาอุบาสิกา
ถวายผ้าอ3า8บนา้� ฝนให้พระพทุ ธองค์
วนั ส�ำคัญทำงพระพุทธศำสนำ
วันเขำพรรษำ
• “เข้าพรรษา” แปลว่า “พกั ฝน” หมายถงึ พระภกิ ษสุ งฆต์ ้องอยู่ประจา� ณ วัดใดวดั
หนึ่งระหวา่ งฤดฝู น โดยเหตุทพ่ี ระภิกษุในสมัยพทุ ธกาลมีหน้าทจ่ี ะตอ้ งจาริกโปรดสตั ว์
และเผยแผพ่ ระธรรมค�าสัง่ สอนแกป่ ระชาชนไปในที่ต่างๆ ไมจ่ า� เป็นต้องมที ่อี ยปู่ ระจา�
ในฤดฝู นชาวบ้านจึงต�าหนิวา่ ไปเหยยี บข้าวกล้าและพืชอน่ื ๆ จนเสยี หาย พระพทุ ธเจ้า
จึงทรงวางระเบียบการจ�าพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจ�าท่ีตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน
• การปฏิบัติตนในวนั นี้หรือกอ่ นวันนหี้ นงึ่ วนั พทุ ธศาสนิกชนมกั จะจดั เครอ่ื งสกั การะ
เชน่ ดอกไม้ ธปู เทียน เคร่อื งใช้ เชน่ สบู่ ยาสฟี ัน เปน็ ตน้ มาถวายพระภกิ ษุ สามเณร
ที่ตนเคารพนับถือที่ส�าคัญคือมีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระ
ประธานในโบสถอ์ ยไู่ ด้ตลอด ๓ เดอื น มกี ารประกวดเทยี นพรรษา โดยจดั เปน็ ขบวน
แห่ท้ังทางบกและทางน�้า
• ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบา้ นกจ็ ะไปช่วยพระทา� ความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกฏุ ิ
วิหารและอ่ืนๆ พอถึงวันเขา้ พรรษาก็จะไปรว่ มท�าบญุ ตกั บาตร ฟงั เทศน์ ฟงั ธรรม และ
รักษาอุโบสถศลี (รักษาศีล ๘) กันท่ีวัด บางคนอาจตั้งใจงดเวน้ อบายมุขตา่ งๆ เป็น
กรณพี ิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆา่ สตั ว์ เปน็ ต้น อน่ึง บดิ ามารดามกั จะจดั พิธอี ปุ สมบท
ใหบ้ ตุ รหลานของตน โดยถือกนั ว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จา� พรรษาในระหวา่ งน้ีจะ
ไดร้ บั อานสิ งส์อย่างสูง
39
วนั ส�ำคัญทำงพระพทุ ธศำสนำ
เสพดพร็จ้อรอะมอพพกุทรบะธิณอสฑางควบก์ าต
40
วันส�ำคัญทำงพระพทุ ธศำสนำ
วนั ออกพรรษำ
• วันทส่ี นิ้ สุดระยะการจ�าพรรษา คอื วนั ขน้ึ ๑๕ ค�า่ เดือน ๑๑ ในวันนพ้ี ระสงฆจ์ ะ
ประกอบพิธที า� สงั ฆกรรม เรยี กวา่ วนั มหาปวารณา คอื การเปด โอกาสให้ภิกษุด้วยกัน
ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ท้ังนี้เพราะในระหว่างพรรษาน้ัน พระสงฆ์บางองค์อาจมี
ข้อบกพร่องที่จ�าเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง การเปดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้
เป็นวิธีท่ีจะรู้ถึงข้อบกพร่องของตน ท้ังน้ีกระท�าโดยเปดเผย ไม่ถือเป็นเรื่องท่ีจะมา
โกรธเคืองกันภายหลัง หรือเปดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน
• ในวนั รุ่งข้ึน คอื วนั แรม ๑ คา�่ เดือน ๑๑ มีประเพณีทา� บญุ ตกั บาตร ที่เรียกกัน
วา่ ทา� บุญตักบาตรเทโว หรือเรยี กเต็มๆ ว่า ตกั บาตรเทโวโรหณะ จากความเชอื่ ตาม
ต�านานท่ีว่าวันน้ีเป็นวันคล้ายวันท่ีพระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้
เสด็จกลับจากการไปโปรดพระพทุ ธมารดา ณ สวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์ บางวดั อาจจดั พิธี
ทา� บญุ ตักบาตรธรรมดา แตบ่ างวัดก็จัดเปน็ งานใหญโ่ ต เสรจ็ จากการทา� บุญตกั บาตร
พทุ ธศาสนิกชนจะไปฟังธรรมและรกั ษาอโุ บสถศลี (คือ รกั ษาศีล ๘)
• กิจกรรมต่างๆ ทีค่ วรปฏบิ ตั ใิ นวนั ออกพรรษา
๑. ท�าบุญตกั บาตร อทุ ศิ สว่ นกุศลให้แกญ่ าตผิ ู้ที่ล่วงลบั
๒. ไปวดั เพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ร่วมกุศลกรรม “ตกั บาตรเทโว”
๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานท่ี
ราชการ ประดบั ธงชาติและธงธรรมจักรตามวดั และสถานท่ีส�าคัญทางศาสนา
41
“เปรย้ี ว เผด็ ฝาด ขม รสชาตแิ บบไทยไทยทม่ี ากประโยชน”
สำ� รบั อำหำรแบบไทยไทย
42
โดย ผศ. ดร. ฉัตรภา หตั ถโกศล
“เปร้ยี ว เผด็ ฝาด ขม”
รสชำตแิ บบไทยไทย ทีม่ ากประโยชน
โดย ผศ. ดร. ฉัตรภา หตั ถโกศล อาจารยป์ ระจ�า ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหิดล นอกจากน้ยี ังเปน็ นักก�าหนดอาหารและคอลมั นิสต์อาหารอกี ด้วย
อาหารไทยเป็นหนึ่งในท่ีสุดของอาหารท่ีมีประวัติมายาวนานและมีวฒั นธรรมการกนิ ท่ี
มศี ลิ ปะมากทส่ี ดุ รสชาตขิ องอาหารไทยไมเ่ พยี งแตถ่ กู ปากคนไทยเทา่ นน้ั แตย่ งั ถกู ปาก
คนทว่ั โลก ซงึ่ จะเหน็ ไดจ้ ากการทรี่ า้ นอาหารไทยมกี ารเตบิ โตและขยบั ขยายเพมิ่ มากขนึ้
ไปทว่ั โลก แมแ้ ตอ่ าหารไทยหรอื เครอ่ื งปรงุ อาหารไทยกม็ กี ารสง่ ออกมากขน้ึ อาหารไทย
เป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์และศิลปท่ีท�าให้เกิดอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน
แบบไทยซง่ึ มีครบในทุกรสชาติ และน่ันเปน็ เสนห่ ์ทีแ่ ตกตา่ งกันในแต่ละจานอาหาร
แต่รสชาติทีเ่ ราสว่ นใหญ่มกั จะคุน้ เคยและนกึ ถงึ คือ รสหวานและรสเค็ม ซึ่งทั้งสอง
รสชาตินน้ั หากรบั ประทานเข้าไปมากก็จะตามมาดว้ ยปญั หาสขุ ภาพ เช่น โรคอว้ น โรค
เบาหวาน โรคความดันโลหติ สงู โรคหวั ใจและหลอดเลือด เป็นตน้ อีกทงั้ ในอาหารไทย
ยังมีรสชาตอิ ่ืนอกี ที่ทา� มาจากพชื ผกั และสมนุ ไพร ท่ีพบวา่ มีประโยชนต์ อ่ สขุ ภาพแต่
ไมค่ ่อยได้รบั การพูดถึง หรอื บางคนอาจหลกี เลย่ี งในการรบั ประทาน เพราะไม่ชอบใน
รสชาติ ซง่ึ รสชาติเหล่าน้ันได้แก่ “เปรยี� ว เผ็ด ฝาด ขม”
43
“เปรยี้ ว เผด็ ฝาด ขม รสชาตแิ บบไทยไทยทม่ี ากประโยชน” มะมว ง
มะขำม
สม จ๊ีด
มะยม
ตะลิงปลงิ มะนำว
รสชาติ “เปรยี� ว”
อาหารทม่ี รี สชาตเิ ปรยี้ ว เชน่ มะขาม มะนาว สม้ สม้ จดี๊ มะมว่ ง กะทกรก (Passion fruit)
มะยม มะดนั ตะลงิ ปลงิ สบั ปะรด ใบชะมวง ใบมะขาม ใบมะมว่ ง รสชาตเิ ปรี้ยวนี้เป็น
หนึง่ ในรสชาตเิ ด่นของอาหารไทย นา� มาปรงุ ประกอบอาหารไดห้ ลากหลาย ทงั้ สารพดั
ยา� ตา� ตม้ ย�า นา้� พริก ผดั เปร้ียวหวาน บางคนพอนกึ ถงึ อาหารกลุ่มทใี่ หร้ สชาติเปรยี้ ว
กจ็ ะทา� ให้น้�าลายไหลได้
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
การรับประทานอาหารรสชาตเิ ปรย้ี วสิง่ แรกท่รี ู้สกึ ได้ คอื ความสดช่ืน ตนื่ ตวั สาร
ส�าคัญในอาหารรสเปร้ยี ว คอื วิตามนิ ซแี ละไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) ท่ี
เปน็ สารตา้ นอนุมลู อิสระช่วยก�าจดั ของเสยี ออกนอกร่างกาย ท�างานรว่ มกบั คอลลา
เจนทา� ใหผ้ วิ พรรณแข็งแรง เนยี นใส ลดการเกดิ ฝาจุดด่างดา� ท่ีผิวหนงั ลดการถกู
ทา� ลายจากแสงแดด ชว่ ยให้แผลหายงา่ ยขนึ้ ท�าใหร้ ะบบภมู ิคุ้มกนั ของรา่ งกายแข็ง
แรงขึ้น ลดการเกดิ การตดิ เชอ้ื ของร่างกาย วิตามินซีช่วยให้รา่ งกายดดู ซมึ ธาตุเหลก็ ได้
ดขี นึ้ นอกจากนี้รสชาติเปรยี้ วยังถือวา่ เปน็ ยาระบายทช่ี ว่ ยให้ขบั ถา่ ยสะดวกขึน้ และ
สารต้านอนมุ ูลอสิ ระท่ีอยใู่ นผลไมร้ สเปร้ยี วยังชว่ ยปอ งกนั เซลล์มะเร็งไดอ้ ีกดว้ ย
44
โดย ผศ. ดร. ฉัตรภา หตั ถโกศล
ขอ้ ควรระวงั
การรบั ประทานอาหารทม่ี รี สชาตเิ ปรย้ี วมากเกนิ ไปอาจทา� ลายผวิ เคลอื บฟนั เนอื่ งจาก
ความเปน็ กรดทา� ใหเ้ กดิ ฟนั ผหุ รอื เสยี วฟนั ได้ วติ ามนิ ซใี นอาหารรสเปรยี้ วถา้ ไดใ้ นปรมิ าณ
มากอาจท�าให้ท้องเดินหรืออาจส่งผลให้ท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย มผี น่ื คนั ทผ่ี ิวหนัง
หอมแดง กระเทยี ม
ตะไคร พริกหยวก
พรกิ ไทยออ น ขิง พริกแดงจินดำ ใบมะกรดู
รสชาติ “เผ็ด”
อาหารที่ใหร้ สชาติเผด็ ร้อนมักอยใู่ นกลมุ่ ของสมุนไพรและเคร่อื งเทศ เช่น พริกตา่ งๆ
พรกิ ไทย กระเทยี ม หอมแดง ขงิ ขา่ ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย ขมิ้นชนั รากผกั ชี
ใบกะเพรา อาหารไทยทอ่ี อกรสชาตเิ ผด็ ร้อนหลายจาน เชน่ ต้มย�า ผดั เผด็ ผัดกะเพรา
ผัดขี้เมา ผดั ฉา่ ต้มแซ่บ นา้� พริก นา้� ยาตา่ งๆ กบั ขนมจนี แกงเผ็ด หลายคนเม่อื รับ
ประทานอาหารรสชาติเผ็ดร้อนอาจมีอาการควันออกหูหรือเหงื่อออกตามร่างกาย
และศรี ษะ
ประโยชน์ต่อสุขภาพ อาหารท่ใี ห้รสชาตเิ ผด็ ร้อนสว่ นใหญจ่ ะชว่ ยใหร้ ะบบไหล
เวียนเลอื ดดี ขับลม ขบั ปสั สาวะ ฆา่ เชื้อไวรสั ขับเหงอ่ื และชว่ ยระบบเผาผลาญใน
45
“เปรยี้ ว เผด็ ฝาด ขม รสชาตแิ บบไทยไทยทมี่ ากประโยชน”์
รา่ งกาย สารแคปไซซิน (Capsaicin) สารให้ความเผด็ รอ้ นทอ่ี ยใู่ นพรกิ ทำ� หน้าทเี่ ปน็
สารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระ มีฤทธ์ใิ นการตา้ นเชอ้ื ราและลดการอกั เสบ ลดความเจ็บปวด
จากการอกั เสบ กลมุ่ พริกท้งั หลายยงั มีสารอาหารอ่ืนๆ ดว้ ย เช่น วติ ามนิ เอ วิตามนิ
ซี วติ ามินบี 6 แรธ่ าตุแมกนเี ซียม แร่ธาตโุ พแทสเซียม แรธ่ าตเุ หล็ก และใยอาหาร
หลายการศึกษาพบว่าการรับประทานพริกจะช่วยลดไขมันในเลือดและท�ำให้ระบบ
ภูมิคุ้มกนั ของร่างกายดีข้ึน ลดการเกดิ ไข้หวัด ลดนำ�้ มกู ลดการกอ่ โรคภูมแิ พ้ และบาง
การศกึ ษาพบสรรพคณุ ในการฆ่าเซลล์มะเรง็ ในกระเทียมและหวั หอมมีสารอัลลซิ ิน
(Allicin) และออรแ์ กโนซัลเฟอร์ (Organosulfur) มีประโยชนใ์ นการต้านไข้หวัด ลด
ระดบั น�้ำตาลในเลือด ลดความดนั โลหิต สารส�ำคัญในขงิ คอื จิงเจอรอล (Gingerol) มี
คุณสมบัตใิ นการลดอาการคล่นื ไสอ้ าเจียน ขบั ลม เวียนศีรษะ ปวดหวั ลดการอักเสบ
เช่น ในผ้ทู ีม่ ปี ัญหาปวดขอ้ เข่า การรับประทานขงิ กช็ ว่ ยลดการอักเสบลดความปวด
ลงได้ สารสำ� คญั ในขมิน้ ชนั คอื เคอรค์ ูมิน (Curcumin) ซึง่ มฤี ทธิใ์ นการสมานแผลใน
ระบบทางเดินอาหาร ยับยง้ั การเจรญิ เติบโตของเช้ือแบคทีเรียและเช้ือรา
ขอ้ ควรระวงั
แม้ว่าสารแคปไซซินจะมีประโยชน์หลากหลายแต่ก็สามารถท�ำให้เกิดการระคายเคือง
ตอ่ ระบบทางเดินอาหารได้ ถา้ ไดร้ ับมากเกินไปอาจท�ำให้ปวดท้องโดยเฉพาะผ้ทู มี่ โี รค
ของกระเพาะอาหารหรือลำ� ไส้อักเสบ ความเผด็ ร้อนท่ีมากเกนิ ไปอาจทำ� ใหท้ อ้ งเสยี
หรือถ้าถูกสัมผัสทางผิวหนังท�ำให้เกิดผืน่ รอ้ น และอาจท�ำให้กลิน่ ของลมหายใจเปน็
กล่นิ ของสมนุ ไพรได้
46
กลวยดิบ โดย ผศ. ดร. ฉตั รภา หัตถโกศล
ละมุด
มะขำมปอ ม
ดอกแค ลูกพลบั ลกู หวำ ใบกระถิน
รสชาติ “ฝาด”
อาหารท่ีมรี สชาตฝิ าด เชน่ มะขามปอม ลกู หว้า ละมุด ลกู พลบั เมลด็ อง่นุ เปลอื กผล
ไม้ กล้วยดบิ ดอกแค ใบกระถิน ใบชา
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ความฝาดเกดิ จากสารทีม่ ีอยู่ในพชื คือ สารแทนนิน แทนนนิ เปน็ สารประกอบโพลี
ฟนี อลซึ่งเปน็ สารพฤกษเคมีใหป้ ระโยชนต์ ่อสุขภาพ จากการศึกษาพบวา่ แทนนนิ มี
คณุ สมบัตใิ นการลดอาการทอ้ งเดนิ ปวดท้อง แผลตดิ เชอ้ื สารแทนนนิ จะทา� ปฏกิ ิรยิ า
กบั โปรตีน ท�าให้เกิดการรวมตวั หรือตกตะกอนไดด้ ีข้นึ ชว่ ยให้แผลหายได้งา่ ย และมี
คุณสมบัตใิ นการยบั ยงั้ การเจรญิ เติบโตของเชอ้ื โรค บางงานวจิ ัยระบวุ ่าสารแทนนินมี
ความสามารถในการจบั โลหะหนักให้ออกนอกร่างกาย
ข้อควรระวงั
จากบางการศึกษาระบุว่า การได้รับแทนนินมากจนเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึม
วิตามินบี 12 แร่ธาตุเหล็ก
47
“เปรยี้ ว เผด็ ฝาด ขม รสชาตแิ บบไทยไทยทมี่ ากประโยชน”
มะเขือยำว ใบสะเดำ
มะเขอื เปรำะ
ใบบัวบก มะระขน้ี ก มะระ
บอระเพด็
รสชาติ “ขม”
อาหารที่มีรสชาติขม เช่น มะระ บอระเพ็ด สะเดา ใบยอ ขี้เหล็ก ชะอม มะเขือ
ใบบวั บก งา ดาร์กช็อกโกแลต รปู แบบอาหารรสขม เช่น แกงจดื แกงกะทิ ผดั กบั ไข่
ทานแกล้มน�า้ พริก
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
จากสภุ าษิตไทยทีว่ ่า หวานเปน็ ลม ขมเป็นยา ดังนั้นพชื ผักรสชาติขมจึงมคี ณุ สมบัติเชงิ
ยาต�ารบั ไทย ชว่ ยขับลม ลดระดบั น�้าตาลในเลอื ด ลดไขมนั ในเลอื ด บา� รุงหวั ใจ ปองกัน
ไขห้ วดั มสี ารพฤกษเคมหี ลายตวั สารตา้ นอนมุ ลู อิสระ วติ ามนิ เค ใยอาหาร สารส�าคญั
ในมะระคอื โมมอร์ดิซิน (Momordicin) น�ามาใช้ในการรกั ษาโรคเบาหวาน ทา� ให้
เผาผลาญน�า้ ตาลได้ดีขนึ้ และลดนา�้ หนัก เนือ่ งจากมีแคลอรีตา�่ บางการศึกษาบอกถงึ
คุณสมบัติที่ช่วยให้การท�างานของตับดีข้ึน สารส�าคัญในสะเดาคือ กลุ่มลิโมนอยด์
48
โดย ผศ. ดร. ฉตั รภา หัตถโกศล
(Limonoids) มฤี ทธฆ์ิ ่าเชือ้ แบคทีเรยี ทไ่ี มด่ ีในระบบทางเดินอาหาร แกไ้ อ ลดเสมหะ
ในคอ แกร้ ้อนใน กระหายนำ�้ ช่วยใหน้ อนหลับไดส้ นิทขึ้น และใยอาหารทม่ี ีอย่สู ูง
ทำ� ใหข้ บั ถา่ ยดี สารส�ำคัญในขี้เหลก็ คือ แอนทราควโิ นน (Anthraquinone) มีฤทธิ์
ทางยา ชว่ ยระบาย รกั ษาอาการทอ้ งผกู สารสำ� คญั ในใบบัวบกคอื ไตรเตอพีนอยด์
(Triterpenoids) ชว่ ยเพ่มิ ความยดื หยุ่นกับผวิ หนังและหลอดเลอื ด ฆ่าเช้ือแบคทเี รยี
แก้ร้อนใน กระหายน้�ำ สารส�ำคัญในงา คือ เซซามิน (Sesamin) และเซซาโมลิน
(Sesamolin) งายังมแี คลเซียมสงู จากการศึกษาแสดงให้เหน็ ว่าสารในงาจะชว่ ยฆ่า
เซลลม์ ะเร็ง ต้านอนุมูลอสิ ระ และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลอื ด
ข้อควรระวงั
ยงั ไมม่ กี ารศกึ ษาทย่ี นื ยนั ถงึ ผลเสยี ทางสขุ ภาพของการกนิ รสชาตขิ ม แตห่ ากรบั ประทาน
มากอาจทำ� ใหไ้ ด้ใยอาหารสูงเกนิ ทำ� ให้ถา่ ยทอ้ งได้
สำ� หรบั คนท่ียงั ไมเ่ คยได้ลองหรือไม่คอ่ ยชอบรสชาติใดรสชาติหนึง่ ลองหันมาเปลี่ยน
แนวคดิ รับประทานอาหารแบบใหม่ๆ ท่ีเป็นสไตล์ไทยเกา่ ๆ แลว้ จะไดร้ ู้รสถึงคำ� ว่า
“กลมกล่อมแบบไทย” พรอ้ มท้ังได้รบั ประโยชนต์ ่อสขุ ภาพมากมายทีม่ าจากวัตถดุ ิบ
ทีม่ ากคุณค่า
© สงวนลิขสทิ ธบิ์ ทความ “เปรย้ี ว เผด็ ฝาด ขม” รสชาตแิ บบไทยไทยทม่ี ากประโยชน์ พ.ศ. 2563 ผศ. ดร. ฉตั รภา หตั ถโกศล
สงวนลิขสิทธ์ิตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558 ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือถ่ายสําเนาบทความของหนังสือเล่มน้ี
เพ่ือเผยแพร่ในส่ือทุกประเภท หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ นอกจากจะได้รับอนุญาต มิเช่นน้ันจะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และถูกด�ำเนินคดีการตามกฎหมายต่อไป
49
ในภาษาอังกฤษ มสี �ำนวนวา่
“You are what you do.” หรอื “You are what you eat.”
แปลวา่ “ท�ำอะไรก็ได้อย่างนั้น” “กินอะไรก็เป็นอย่างน้ัน”
หากเปรียบในแบบชาวพุทธง่ายๆ กไ็ ดว้ ่า
“ท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ชั่ว”
นน่ั คือหลกั ของศาสนาพทุ ธทีพ่ ระพทุ ธองคท์ ่านพยายามสอนเรา
“ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุและเป็นผลกัน..”
ดงั ส�ำนวนไทย “กงเกวยี นก�ำเกวียน”
คือ ทาํ แก่เขาอยา่ งไร ตวั เราหรอื ลูกหลาน
หรือคนในครอบครัวเรา ก็อาจจะต้องรบั ผลการกระท�ำเชน่ น้ัน
ท่านจะเลือกท�ำแบบไหน
เมื่อเลือกแล้วก็ต้องรับผลของการกระท�ำน้ันให้ได้ด้วย
• ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกๆ ท่าน
ที่มีส่วนร่วมท�ำให้ผลิตหนังสือเล่มน้ีส�ำเร็จออกมาได้
• ขอขอบคณุ ผศ. ดร. ฉัตรภา หตั ถโกศล และ คณุ ทิพธิดา สขุ ุม
ร่วมพมิ พ์หนังสือแจกเปน็ ธรรมทาน ๔,๐๐๐ เลม่
• ขอขอบคณุ คณุ สทิ ธิพงศ์ ปานสมทรง
ผูส้ ร้างสรรค์ภาพประกอบอนั สุดวิจิตรท้งั เลม่ น้ี