โครงงานภาษาไทย
ตามรอยทา่ นสนุ ทรภู่
สรา้ งสรรค์ หรรษา เกมบนั ไดงู เรียนรนู้ ริ าศภเู ขาทอง
จดั ทำโดย
เด็กหญิงพจมาลย์ บุญต้นุ
เดก็ หญิงญารินดา โภคากร
เดก็ หญิงญาณินทร แกว้ กาญจน์
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๑-๓
ครทู ีป่ รึกษา
นางสาวณัฏฐา น้ำจันทร์
นางสาวกัญญาภัค คงตกุ
นางรสั วดี วาสนะ
โรงเรยี นเทศบาลบ้านเขานิเวศน์ เทศบาลเมอื งระนอง
โครงงานเร่ือง “ตามรอยทา่ นสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบนั ไดงู เรียนร้นู ิราศภูเขาทอง”
โครงงานประเภท ประดิษฐ์ คดิ ค้น
จัดทำโดย 1. เดก็ หญิงพจมาลย์ บุญตุ้น
2. เดก็ หญิงญารนิ ดา โภคากร
ครทู ่ปี รกึ ษา 3. เดก็ หญงิ ญาณนิ ทร แกว้ กาญจน์
1. นางสาวณัฏฐา น้ำจันทร์
ระดับช้นั 2. นางสาวกญั ญาภัค คงตุก
ปกี ารศกึ ษา 3. นางรัสวดี วาสนะ
โรงเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 1-3
2565
เทศบาลบ้านเขานเิ วศน์ เทศบาลเมืองระนอง จงั หวัดระนอง
บทคัดย่อ
เป็นท่ีทราบกันดีว่า รายวิชาภาษาไทยนั้นจะมีเนื้อหาค่อนข้างมาก หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วน
ของหลักภาษาไทย วรรณคดี จึงอาจส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความเบ่ือหน่ายและไม่อยากเรียนวิชาภาษาไทย
ผ้จู ดั ทำจงึ ไดน้ ำเกมเข้ามาเป็นส่วนหนึง่ ของการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทย เพอ่ื กระตุ้นให้ผูเ้ รยี นเกิดความสนใจ
ในการเรยี นมากขน้ึ
ซ่ึงโครงงานภาษาไทย “ตามรอยท่านสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบันไดงู เรียนรู้นิราศภูเขาทอง”
มีวัตถุประสงค์คอื 1. เพ่ือประดิษฐ์เกมบันไดงู 2. เพ่ือศึกษาการเดินทางและสถานที่ทีป่ รากฏในวรรณคดี เรอื่ ง
นริ าศภูเขาทอง ของทา่ นสุนทรภู่ และ 3. เพือ่ สง่ เสรมิ ให้มีการทำงานเปน็ ทีมและเสริมสรา้ งปฏิสัมพันธ์กับผ้อู ่ืน
รวมถงึ ปลกู ฝังคุณธรรม จริยธรรม ในการปฏิบัตงิ านและ การดำรงชีวิต และสามารถนำทกั ษะความรทู้ ่ีได้รับมา
ปรับใชใ้ นรายวิชาอื่น ๆ และในชวี ติ ประจำวนั ได้อยา่ งเหมาะสม
กติ ติกรรมประกาศ
โครงงานภาษาไทยเรื่อง “ตามรอยท่านสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบันไดงู เรียนรู้นิราศภูเขา
ทอง” ทางคณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณคุณครูณัฏฐา น้ำจันทร์ และคุณครูกัญญาภัค คงตุก คุณครูท่ีปรึกษา
โครงงาน และคณะครูจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นางสาวเก้ือกชภรณ์ ขวัญทอง รองผู้อำนวยกร
สถานศกึ ษา และนางชยั ศรี แสงสึก ผอู้ ำนวยการสถานศึกษาเป็นอย่างสูง ท่ีทำให้โครงงานน้ีสำเร็จลุล่วงไปได้
ดว้ ยดี โดยได้รับการสนับสนุน ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในทุกด้านเป็นอย่าง
ดีมาโดยตลอด และขอขอบคุณครอบครัวท่ีให้โอกาสและให้การสนับสนุนทางด้านการศึกษา ขอขอบใจพ่ีๆ
เพ่ือนๆ น้อง ๆ ท่ีให้กำลังใจและช่วยเหลอื อยา่ งเต็มกำลงั ตลอดมา
คณะผู้จัดทำโครงงานขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาช่วยสนับสนุนการทำงา นและทำให้โครงงานนี้
สำเร็จด้วยดี
คณะผู้จดั ทำโครงงาน
คำนำ
รายงานเล่มน้ีจัดทำข้ึนเพ่ือเสนอโครงงานภาษาไทย ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นในหัวข้อ “ตามรอย
ท่านสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบันไดงู เรียนรู้นิราศภูเขาทอง” คณะผู้จัดทำโครงงานได้คิดค้นประดิษฐ์
เกมบันไดงู เพื่อศึกษาการเดินทางและสถานท่ีท่ีปรากฏในวรรณคดี เร่ือง นิราศภูเขาทอง ของท่านสุนทรภู่
และเพื่อส่งเสริมให้มีการทำงานเป็นทีมและเสริมสรา้ งปฏิสมั พันธก์ ับผู้อ่ืนรวมถึงปลูกฝงั คุณธรรม จริยธรรม ใน
การปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต และสามารถนำทักษะความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในรายวิชาอ่ืน ๆ และใน
ชวี ิตประจำวนั ได้อยา่ งเหมาะสม
คณะผจู้ ัดทำโครงงาน
สารบญั หนา้
เรอ่ื ง 1
1
บทคดั ย่อ 1
กิตติกรรมประกาศ 1
คำนำ 2
สารบญั 2
บทที่ ๑ บทนำ 2
3
ท่มี าและความสำคัญของโครงงาน 3
วตั ถุประสงค์ของการศึกษา 5
ขอบเขตของการศกึ ษา 7
สมมตฐิ านของการศึกษา 18
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 22
ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ 23
บทที่ 2 เอกสารทีเ่ กี่ยวข้อง 24
- วรรณคดี 24
- นิราศ 24
- นริ าศภูเขาทอง 25
- สถานทท่ี ก่ี ลา่ วถึงในนิราศภเู ขาทอง 35
- เกม 45
- เกมการศึกษา 45
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนนิ งาน 45
ตารางปฏบิ ัตกิ จิ กรมโครงงาน 45
วสั ดอุ ุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา 45
วิธีดำเนนิ การศึกษา 46
บทที่ 4 ผลการศกึ ษาค้นคว้า 4๗
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า 52
สรปุ ผลการศกึ ษาค้นควา้ 5๕
ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการทำโครงงาน
การนำผลการศึกษาไปใช้
ข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก
ภาพกระบวนการทำกิจกรรมในช้ันเรียน
ภาพการเผยแพร่โครงงาน
ผลงานนักเรียน
บทที่ 1
บทนำ
ทม่ี าและความสำคญั ของโครงงาน
เป็นท่ีทราบกันดีว่า รายวิชาภาษาไทยน้ันจะมีเน้ือหาค่อนข้างมาก หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วน
ของหลักภาษาไทย วรรณคดี จึงอาจส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความเบ่ือหน่ายและไม่อยากเรียนวิชาภาษาไทย
ผู้จดั ทำจงึ ไดน้ ำเกมเข้ามาเป็นสว่ นหน่ึงของการเรียนรู้ในรายวชิ าภาษาไทย เพ่ือกระตนุ้ ให้ผเู้ รยี นเกิดความสนใจ
ในการเรียนมากยง่ิ ข้ึน เพราะภาษาไทยมีความสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและส่งเสริมความเป็น
อันหน่ึงอันเดียวกัน ของชาติ เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสารสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
อีกท้ังยังเป็นเคร่ืองมือ ในการแสวงหาความรู้ความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงทางสังคม ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มั่นคง เนื่องจากภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้อง
ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร การอ่าน การฟังเป็นทักษะของการแสดงออกด้วย
การแสดงความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาไทยจึงต้องเรียนเพื่อการสื่อสารให้สามารถ
รบั รู้ข้อมูลข่าวสารไดอ้ ย่างพนิ ิจพิเคราะห์สามารถเลือกใช้คำ เรยี บเรียงความคิด ความรู้ และใชภ้ าษาได้ถูกตอ้ ง
ตามกฎเกณฑ์ ไดต้ รงตามความหมาย และถูกต้องตามกาลเทศะ บุคคล และใช้ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
โดยภาษาไทยมีสว่ นที่เป็นเนื้อหาสาระ ได้แก่ กฎเกณฑ์ทางภาษา ซ่ึงผู้ใช้ภาษาจะต้องร้แู ละใชภ้ าษาให้
ถูกต้อง นอกจากนั้น วรรณคดีและวรรณกรรม ตลอดจนบทร้องเล่นของเด็ก เพลงกล่อมเด็ก ปริศนาคำทาย
เพลงพ้ืนบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้าน เป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม ซึ่งมีคุณค่าต่อการเรียนภาษาไทยจึงต้องเรียน
วรรณคดีวรรณกรรม ภูมิปัญญาทางภาษาท่ีถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
เร่ืองราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา ในบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรองประเภทต่าง ๆ
เพ่ือใหเ้ กิดความซาบซง้ึ ความภมู ิใจในส่งิ ท่บี รรพบรุ ุษได้ส่งั สมและสืบทอดมาจนถงึ ปจั จุบนั
ผู้จัดทำโครงงานจึงได้มีความคิดวา่ เราควรนำที่สามารถชว่ ยดงึ ดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน
วิชาภาษาไทยเพ่ิมขึ้น จึงได้คิดค้นเกม บันไดงู จากวรรณคดีเร่ือง นิราศภูเขาทอง ข้นึ มาเพ่ือศึกษาการเดินทาง
และสถานที่ที่ปรากฏในวรรณคดี เรอื่ ง นิราศภูเขาทอง ของท่านสุนทรภู่ เพือ่ ประกอบการจัดการเรยี นการสอน
ในรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และเพ่ือส่งเสริมให้มีการทำงานเป็นทีมและเสริมสร้าง
ปฏิสมั พันธก์ ับผู้อื่นรวมถึงปลกู ฝังคุณธรรม จริยธรรม ในการปฏิบัตงิ านและการดำรงชีวติ และสามารถนำทักษะ
ความรู้ที่ได้รบั มาปรับใชใ้ นรายวิชาอืน่ ๆ และในชีวติ ประจำวันไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา
1. เพือ่ ประดษิ ฐ์เกมบนั ไดงู จากวรรณคดเี รอื่ ง นริ าศภเู ขาทอง
2. เพอ่ื ศึกษาการเดนิ ทางและสถานที่ท่ีปรากฏในวรรณคดี เรื่อง นิราศภูเขาทอง ของทา่ นสนุ ทรภู่
3. เพ่อื สง่ เสริมให้ผ้เู รยี นมกี ารทำงานเปน็ ทีมและเสรมิ สรา้ งปฏิสมั พันธ์กบั ผู้อน่ื
ขอบเขตของการศึกษา
เนอื้ หา
ประดษิ ฐ์เกมบนั ไดงู จากการศึกษาเสน้ ทางการเดนิ ทางของสุนทรภู่ จากวรรณคดีเร่อื ง นริ าศภเู ขาทอง
ระยะเวลา
2 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
สมมตฐิ านของการศกึ ษา
เกมบันไดงู เปน็ การศกึ ษาการเดินทางและสถานท่ีที่ปรากฏในวรรณคดีเรอื่ ง นิราศภูเขาทอง ของท่าน
สุนทรภู่
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. วรรณคดี คือ หนังสือหรืองานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีความงามด้านภาษา การใช้คำ
มคี ุณค่าเข้าขั้นวรรณศิลป์ และมีเน้ือหาที่ดีสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสำนึกคิด
และอารมณต์ ่าง ๆ ตามผู้เขยี น และเพื่อให้เข้าใจความหมายของวรรณคดีใหช้ ัดเจนย่ิงข้นึ
2. นิราศ หมายถึง งานประพันธ์ประเภทหน่ึง ท่ีมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เท่าท่ีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
นิราศเรื่องแรกของไทยนั้น ได้แก่ โคลงหริภุญชัย ซึ่งแต่งในสมัยอยุธยา นิราศน้ัน มักมีเน้ือหาในเชิงพรรณนา
ถึงการเดินทางเป็นหลัก มักจะเล่าถึงเส้นทาง การเดินทาง และบอกเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทาง
ขณะเดียวกัน มักจะสอดแทรกความคิด ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนระหว่างการเดินทางนั้น โดยมักจะเชื่อมโยง
ส่ิงท่ีพบเห็นกับความรู้สึกภายใน ผู้แต่งนิราศ มักจะใช้คำประพันธ์แบบร้อยกรองเป็นหลัก แต่นิราศท่ีแต่งด้วย
ร้อยแก้วก็มีอยู่บ้างเช่นกัน อนึ่ง คำว่า นิราศ มีความหมายตามตัวอักษรว่า จาก พราก ไปจาก ฯลฯ แต่นิราศ
อาจหมายถึงงานประพันธ์ที่พรรณนาถึงเหตุการณ์ตามลำดับ พร้อมท้ังแสดงอารมณ์ความรู้สึกท่ีเชื่อมโยงกับ
เหตกุ ารณ์นน้ั ๆ โดยมิไดม้ ีการเดินทาง หรือการพลดั พรากกไ็ ด้
3. เกม เป็นลกั ษณะของกิจกรรมของมนษุ ย์เพอื่ ประโยชน์อยา่ งใดอย่างหน่ึง เช่น เพอื่ ความสนุกสนาน
บันเทิง เพ่ือฝึกทักษะ และเพื่อการเรียนรู้ เป็นต้น และในบางคร้ังอาจใช้เพ่ือประโยชน์ทางการศึกษาได้เกม
ประกอบด้วยเป้าหมาย กฎเกณฑ์ การแข่งขันและปฏิสัมพันธ์ เกมมักจะเป็นการแข่งขันทางจิตใจหรือด้าน
ร่างกาย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดพัฒนาการของทักษะ ใช้เป็นรูปแบบของการออกกำลังกาย
หรอื การศึกษา บทบาทสมมุตแิ ละจติ ศาสตร์ เป็นต้น
4. เกมการศึกษา (อังกฤษ: Educational game) เป็นเกมท่ีออกแบบโดยมีการศึกษาเป็น
จุดมุ่งหมาย เกมทุกประเภทสามารถนำมาใช้ในการจัดการศึกษาได้ อย่างไรก็ตามเกมการศึกษาเป็นเกมท่ีมี
จุดมุ่งหมายเพื่อเรียนรู้เน้ือหาวิชา ขยายมโนทัศน์ เสริมพัฒนาการ เข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือ
วัฒนธรรมหรือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะระหว่างเล่นเกม ประเภทของเกมท่ีใช้มีท้ังเกมกระดาน เกมการ์ด
และวิดิโอเกม ด้วยผู้สอน รัฐบาลและผู้ปกครองตระหนักถึงความต้องการทางจิตวิทยาและประโยชน์ท่ีได้รับ
จากเกมในการจัดการเรยี นรู้ เคร่ืองมือทางการศึกษานี้จึงกลายเปน็ กระแสหลักของการศึกษา เกมเป็นการเล่น
เชิงปฏิสัมพันธ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเป้าหมาย กฎ การปรับตัว การแก้ปัญหา การมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเกม
การศึกษาน้ีช่วยสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนสนุก มีส่วนร่วม มีแรงบันดาลใจและเกิด
สภาวะทางอารมณต์ ่าง ๆ ระหว่างการเรยี นร้ผู ่านการเล่นได้
ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ บั
1. เพอ่ื ประดษิ ฐเ์ กมบันไดงู จากวรรณคดเี รอื่ ง นิราศภูเขาทอง
2. เพอื่ ศึกษาการเดนิ ทางและสถานที่ทีป่ รากฏในวรรณคดี เรือ่ ง นริ าศภเู ขาทอง ของท่านสุนทรภู่
3. เพื่อให้มกี ารทำงานเปน็ ทีมและเสริมสรา้ งปฏสิ ัมพนั ธก์ ับผู้อน่ื
บทท่ี 2
เอกสารที่เก่ียวข้อง
1. วรรณคดี
ความหมายของวรรณคดี
เน่ืองจากมกี ารเข้าใจสับสนระหว่างคำว่า วรรณคดี กับวรรณกรรม อยู่เสมอ เนื่องจากทั้งสองคำ มา
จากภาษาอังกฤษว่า Literature เช่นเดียวกนั สำหรบั ในภาษาไทยน้ันมีการใชค้ ำว่า "วรรณคดี" ก่อนภายหลงั
จงึ ได้เกดิ มคี ำว่า "วรรณกรรม" ขึน้ และจรงิ ๆ แล้ว ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2457 ไทยเรายังไม่มีคำวา่ "วรรณคด"ี
ใช้ เราเรยี กหนงั สือวรรณคดวี ่า "หนงั สือ" (เช่นเรียกเรื่องท้าวบาเจอื งหรอื ท้าวฮ่งุ ท้าวเจืองที่ทางเวียงจันทร์สง่ มา
ถวายพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกว่า "หนังสือเจียง" หรือเรยี กเรื่องมหาภารตะว่า "หนังสอื มหาภา
รตะ" เป็นตน้ ) หรือเรยี กโดยใช้ชอื่ ผแู้ ตง่ กับชือ่ ลักษณะคำประพันธแ์ ละประเภทของเน้ือหา (เชน่ นิราศนรินทร์
คำโคลงหรือนิราศพระยาตรงั เปน็ ตน้ ) หรอื เรยี กโดยใช้ชื่อลักษณะคำประพนั ธ์และเหตุการณ์หรอื โอกาสทท่ี ำ
ให้เกดิ เรอื่ งนั้น ๆ ข้ึน (เชน่ เพลงยางหรอื กลอนนิราศรบพม่าท่ที ่าดินแดง หรือโคลงนริ าศเวียงจนั ทร์ พระนิพนธ์
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาเดชาดศิ ร เปน็ ต้น) (ชลดา เรอื งรกั ษล์ ิขิต. 2541 : 15) และคำวา่
"วรรณคด"ี นีร้ ู้จักกันอย่างเปน็ ทางการเมื่อ พ.ศ. 2450 ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ในโอกาสที่ทรงตงั้ "โบราณคดีสโมสร" ขนึ้ วัตถปุ ระสงคข์ องสโมสรนก้ี เ็ พื่อสง่ เสริมการประพันธ์ การศึกษา
ประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี งานท่สี ำคญั ทสี่ ุดเกี่ยวกับวรรณคดคี ือ การพิมพ์เผยแพร่วรรณคดโี บราณ เชน่
ลิลิตยวนพา่ ย ทวาทศมาส และนริ าศพระยาตรัง เป็นต้น นอกจากน้ียงั มีคณะกรรมการตรวจคัดหนงั สอื ท่แี ต่งดี
เพือ่ รบั พระบรมราชานญุ าตประทบั พระราชลญั จกรมงั กรคาบแก้ว หนังสือใดท่ีโบราณคดีสโมสรนี้ประทบั พระ
ราชลัญจกรมงั กรคาบแกว้ ก็ได้ชอื่ ว่าเป็น "วรรณคดี" ซ่ึงในขณะนัน้ ถือว่าเป็น "หนังสอื ด"ี
ต่อมาใน พ.ศ. 2457 คำวา่ "วรรณคด"ี จึงไดป้ ระกาศใช้อยา่ งเปน็ ทางการ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จ
พระมงกฏุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ได้ทรงต้งั วรรณคดสี โมสร เพ่ือส่งเสรมิ การแตง่ หนังสือ เช่นเดยี วกบั กิจการของ
โบราณคดสี โมสร และงานที่สำคัญของวรรณคดีสโมสรน้กี ็คือการพิจารณายกย่องหนังสอื สำคญั ของชาติว่าเร่ือง
ใดเปน็ ยอดทางไหน (สทิ ธา พินจิ ภวู ดล และนิตยา กาญจนะวรรณ. 2520 : 1-3)สำหรบั คำว่า "วรรณคดี" ได้
มีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลากหลายดงั น้ี คอื
คำวา่ "วรรณคดี" ตามตวั อกั ษร หมายความว่า "แนวทางแห่งหนังสือ" คำวา่ วรรณคดี เปน็ คำสมาส
ประกอบดว้ ยคำ "วรรณ" จากรากศัพทส์ นั สกฤต วรณ แปลว่า หนังสือ กบั คำว่า "คด"ี จากรากศัพท์บาลี คติ
แปลว่า การดำเนิน การไป ความเปน็ ไป แบบกว้าง ทาง ลักษณะ ซงึ่ พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.
2525 (2539 : 754) ได้ให้ความหมายว่า หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี
สิทธา พนิ ิจภูวดล , รนื่ ฤทัย สจั จพนั ธ์ และเสาวลักษณ์ อนันตศานต์ (2524 : 1) ได้อธิบาย
เพ่มิ เติมความหมายของวรรณคดีทีว่ ่าเป็นหนงั สือแต่งดี น้ันไดแ้ ก่ บทประพนั ธท์ ุกชนิดท่ีผู้แต่งมีวธิ เี ขยี นที่ดีมี
ศลิ ปะ ก่อใหเ้ กิดความประทับใจแกผ่ ู้อา่ นสรา้ งความสนกุ เพลิดเพลนิ ให้แก่ผู้อา่ น ทำใหผ้ ู้อ่านมมี โนภาพไปตาม
จนิ ตนาการของผู้แต่ง เร้าใหเ้ กิดอารมณส์ ะเทอื นใจไปตามความรู้สึกของผแู้ ต่ง บางครงั้ ผู้แต่งจะสอดแทรก
ความรู้และทัศนคติในเร่ืองตา่ ง ๆ ลงในงานของเขา แต่กม็ ิไดห้ มายความว่าผแู้ ต่งมุง่ ให้ความรหู้ รอื มงุ่ สอน
ปรชั ญา ศีลธรรม หรือเรื่องของชวี ติ ทั้งน้เี พราะวรรณคดไี ม่ใชต่ ำราซึง่ มงุ่ สอนความรูเ้ ปน็ สำคญั ถ้าตำราเล่มใด
มีลกั ษณะเปน็ วรรณคดีกจ็ ะได้รับการยกย่อง เช่น ไตรภูมิพระรว่ ง ปฐมสมโพธกิ ถา เป็นตน้ วรรณคดเี ป็นที่รวม
ความร้สู กึ นึกคิด ความรอบรู้ ความฉลาด และสติปัญญาอนั ลึกซ้ึง คนที่อ่านวรรณคดีกจ็ ะได้รับถา่ ยทอดความ
ฉลาดรอบรู้ไว้ดว้ ยมากบา้ งน้อยบ้าง
ชลธริ า กลัดอยู่ (อา้ งถงึ ใน สนิท ต้ังทวี. 2528 : 1) อธิบายวา่ วรรณคดี มคี วามหมายท่ใี ช้กนั
ทั่วไปสองประการ คือ ความหมายประการแรกไดแ้ ก่ หนังสือที่เรียบเรยี งออกมาเป็นตัวหนงั สอื หรอื นัยหน่ึง
หมายถึงหนังสือทว่ั ไปน่ันเอง แต่มเี งาความหมายว่าเปน็ หนังสือเก่าถอื เปน็ มรดกทีส่ ืบทอดกนั มาแต่โบราณ ส่วน
ความหมายท่สี อง มคี วามหมายคล้ายคลึงกบั คำ "กวนี ิพนธ์" คอื ถือว่าเป็นหนงั สือทไี่ ด้รบั การยกยอ่ งแลว้ จาก
กลุ่มคนท่นี ับวา่ เป็นคนชั้นนำในวงการหนังสอื มีนยั ลึกลงไปอีกว่ามีคณุ ค่าสูงสง่ เข้าข้ันวรรณศลิ ป์ คอื เปน็
แบบอย่างทีย่ กย่องเชิดชกู ันต่อไป
เจือ สตะเวทนิ (2514 : 8) กล่าววา่ วรรณคดี คือหนงั สือหรือบันทึกความคิดทดี่ ีทีส่ ุดด้วย
ท่วงทำนองเขียน (Style) ที่ประณตี บรรจงครบองคแ์ หง่ ศลิ ปะของการเขยี น สามารถดลใจให้ผู้อา่ นผฟู้ ังเกิด
ความปติ เิ พลดิ เพลนิ มีความรูส้ กึ ร่วมกบั ผ้แู ตง่ เห็นจริงเหน็ จงั กับผแู้ ตง่ เรียกกันเป็นสามัญว่า มคี วามสะเทือน
อารมณ์ ท้งั ตอ้ งประกอบไปด้วยคณุ คา่ สาระอีกด้วย
Ads by optAd360
ส่วน วิทย์ ศวิ ะศรยิ านนท์ (2519 : 5) อธิบายว่า บทประพันธ์ทเ่ี ป็นวรรณคดี คือ บทประพนั ธ์ท่ีมุ่ง
ให้ความเพลิดเพลนิ ใหเ้ กิดความสำนึกคดิ (Imagination) และอารมณ์ตา่ ง ๆ ตามผเู้ ขียน นอกจากนบี้ ท
ประพันธท์ เี่ ปน็ วรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ (Form) และรูปศิลปะนเี้ องทีท่ ำใหว้ รรณคดมี ีความงาม
ศุภชยั รัตนโกมุท และสะอาด อนิ ทรสาลี (2518 : 2) กล่าวว่า วรรณคดีคือหนงั สอื แตง่ ดี ได้รบั
ยกยอ่ งจากผ้อู า่ นหลาย ๆ คนเห็นพอ้ งต้องกนั ว่าแตง่ ดี จะเป็น "ร้อยแกว้ " เช่น สามกก๊ ฉบบั ของเจ้าพระยาพระ
คลัง (หน) หรือจะเปน็ "ร้อยกรอง" เช่น ลิลติ พระลอ หรือบทละครเรื่องอิเหนา ของ รชั กาลที่ 2 ก็ได้ พร้อมกับ
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา่ วรรณคดีเป็นนามธรรมทเ่ี ราต้ังขึน้ เพ่ือใช้เรยี กศลิ ปะอย่างหนึ่ง ซ่งึ มวี ิวฒั นาการมาแต่อักษร
ศาสตร์ กวไี ด้ใช้ความสามารถรจนาเรือ่ งนั้น ๆ ขึ้น เชน่ จัดวรรคคำ เสียงคำ ให้ได้ความหมาย เกดิ อารมณ์ เกดิ
สนุ ทรียะ ได้อา่ นเรื่องแล้วรู้สึกเพลดิ เพลนิ เกดิ อารมณ์คล้อยตามท้องเร่อื ง ส่งเสริมความรอบรู้ มสี ำนวนโวหาร
งดงาม ไพเราะ คมคาย จงู ใจให้เกดิ ความซาบซง้ึ เพราะใชค้ ำไดเ้ หมาะกบั โอกาส เหตกุ ารณ์ เป็นต้น
พระวรวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ นราธปิ พงศป์ ระพันธ์ (2506 : 3) ทรงให้คำจำกดั ความของวรรณคดไี วว้ ่า
"วรรณคดโี ดยแท้ เปน็ ศิลปกรรมหรอื สิ่งสนุ ทร ซึง่ นักประพันธม์ คี วามรูส้ ึกนึกคดิ อย่างใดแล้ว ก็ระบายภาพให้
ผอู้ ่านไดช้ มความงามตามท่นี ักประพันธ์รสู้ ึกนึกคิดไวด้ ้วย ซ่ึงสอดคล้องกบั การใหค้ วามหมาย ของ ม.ล.บุญ
เหลือ เทพยสวุ รรณ ( 2517 : 190) ท่กี ลา่ วว่า งานประพันธ์ทไี่ ด้รับการยกยอ่ งวา่ เปน็ วรรณคดี มักจะได้รับ
การยกย่องในทางความงามและทางความดดี ว้ ย
สำหรับพระยาอนมุ านราชธน (2515 : 8) ได้ให้ความหมายว่า วรรณคดใี นความหมายอีกนัยหนึ่ง หมายถงึ บท
ประพันธซ์ ่ึงมลี ักษณะเด่นในเชงิ ประพันธ์ มคี ่าทางอารมณ์และความรู้สึกแก่ผู้อา่ น ผฟู้ งั คือ วรรณคดมี วี รรณศลิ ป์
วิลเลียม เจ. ลอง ( Long. 1964 : 3) กล่าวว่า วรรณคดี ในความหมายกวา้ ง ๆ หมายเอาเพยี ง
การจดบันทึกของเผา่ พันธุ์ ซึ่งรวมเอาประวตั ิศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ บทกวีและข้อเขยี นแบบนวนิยายของเผา่ พนั ธุ์
น้นั ๆ ในความหมายแคบ วรรณคดี คือการบนั ทกึ ชวี ติ แบบมศี ิลป์ สรปุ แล้ววรรณคดี หมายถงึ การแสดงออกซึ่ง
ชวี ติ ในลกั ษณะขอ้ เท็จจริงและความสวยงาม วรรณคดเี ป็นบันทึกชีวติ ความคิด อารมณ์ และแรงดลใจของ
มนษุ ยชาติ วรรณคดคี ือประวตั ิศาสตร์ทางวิญญาณของมนุษย์ (กเุ ทพ ใสกระจา่ ง, พระมหา. 2521 : 8)
อารโ์ นล เบนเน็ท (Arnold Bennett) (อา้ งถึงใน สิทธา พินจิ ภูวดล. 2515 : 5) อธิบายวา่
วรรณคดีคอื การแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรูส้ กึ ซาบซึง้ ตรึงใจของกวี อันเกิดจากการสมั ผัสกับส่ิงจับใจของ
ชีวติ ส่วนข้อคดิ เหน็ ใน The Great World Encyclopedia (Clapham 1984 : 38) ได้อธิบายวา่ วรรณคดี
เป็นงานเขยี นประเภทหนง่ึ ท่มี ีความยง่ิ ใหญ่ สำคัญ และน่าจดจำ ซึ่งเป็นผลงานทสี่ ร้างข้ึนจากความคิดของ
มนษุ ย์ บางคร้งั คำวา่ วรรณคดี จะหมายถงึ งานเขยี นทุกชนิด ตง้ั แต่ หนังสอื พมิ พแ์ ผน่ ปลวิ เอกสาร
ประกอบการสอน ไปจนถึงบทกวีของ John Keats หรือ นวนิยายของ Charles Dickens แต่ในความเป็นจริง
น้ันวรรณคดี จะหมายถงึ งานเขยี นท่ยี งั คงมคี นอา่ นอยู่ในปัจจุบันน้ีดังเช่น งานของ Keats และ Dickens
ขณะที่แผน่ ปลวิ เอกสารประกอบการสอน และหนังสือพิมพ์ อาจจะมีคนลมื หรือโยนท้ิงไปแลว้
จากความหมายของวรรณคดที ่มี ผี ู้ให้ไวจ้ ำนวนมากน้นั สรุปได้วา่ วรรณคดีเปน็ คำทมี่ ีความหมายลึกซึ้ง
ไม่เฉพาะแตเ่ พียงพจิ ารณาความหมายตามรูปศัพท์ แตต่ ้องศกึ ษาถงึ ความหมายลึกซ้ึงกวา่ นั้นหนังสอื ท่ีเป็น
วรรณคดีจะต้องเป็นหนังสือท่ีเขียนขึน้ ด้วยความประณตี บรรจงทงั้ ในดา้ นการใช้ภาษา การแสดงความคิด
รปู แบบและเนื้อหา อีกทง้ั คณุ คา่ ทางอารมณแ์ ละความประทับใจในความงามดา้ นต่าง ๆ ตามทผี่ เู้ ขยี นสร้างขึ้น
(วันเนาว์ ยเู ด็น. (2537 : 5) สรปุ ได้วา่ วรรณคดี กค็ ือ หนังสอื หรอื งานเขียนท่ีไดร้ บั การยกยอ่ งว่าแต่งดี มี
ความงามดา้ นภาษา การใช้คำ มีคณุ คา่ เขา้ ขน้ั วรรณศลิ ป์ และมเี นื้อหาทีด่ ีสามารถโน้มนา้ วจิตใจผ้อู า่ นให้เกิด
ความเพลิดเพลนิ ความสำนกึ คิด และอารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขยี น และเพ่อื ให้เขา้ ใจความหมายของวรรณคดีให้
ชดั เจนย่งิ ขึ้น จึงขอกลา่ วถงึ คุณสมบัตทิ ่ีสำคัญของวรรณคดีซึ่งพระมหากเุ ทพ ใสกระจ่าง (2521: 9) ไดส้ รุปไว้
ดังน้ี
๑. มีความเปน็ ศิลป (Artistic) ในคุณลกั ษณะข้อน้ีวรรณคดีต้องมีความงดงาม กล่าวคือ ต้องสะท้อน
ชีวิตในแงค่ วามเปน็ จรงิ ท่ีถกู ต้องงดงาม
๒. มีลกั ษณะของการคาดคะเน (Suggestive) วรรณคดีจะไม่อยู่ในลักษณะเปิดเผยแบบตายตวั
หากแต่จะเข้าใจไดโ้ ดยการคาดคะเน การตีความหมายทางวรรณคดจี ะข้นึ อยู่กับการคาดคะเนของแต่ละคน
การคาดคะเนอาจจะแตกต่างกนั ไปตามความซาบซ้ึง (Appreciation) ของคนอา่ น
๓. มีลกั ษณะของความคงทน (Permanent) เป็นที่น่าสังเกตวา่ งานท่ีเป็นวรรณคดีน้นั โดยมากจะมี
ลกั ษณะคงทน กล่าวคือ เป็นทน่ี ยิ มและอยู่ในความทรงจำของคนอา่ นในระยะเวลาอันยาวนาน ไมใ่ ช่เปน็ ที่นิยม
กนั ในวันนีว้ ันเดยี ว
2. นิราศ
2.1 ความหมายของนริ าศ
นริ าศ หมายถงึ งานประพันธ์ประเภทหนึง่ ท่ีมีมาต้ังแตส่ มัยโบราณ เทา่ ท่ีปรากฏอย่ใู นปัจจุบนั นิราศ
เรือ่ งแรกของไทยน้นั ได้แก่ โคลงหรภิ ญุ ชัย ซง่ึ แตง่ ในสมยั อยธุ ยา นริ าศนัน้ มกั มเี นอ้ื หาในเชงิ พรรณนาถงึ การ
เดนิ ทางเป็นหลกั มักจะเล่าถึงเส้นทาง การเดนิ ทาง และบอกเล่าถึงสงิ่ ท่ีพบเห็นระหวา่ งการเดินทาง
ขณะเดยี วกนั มักจะสอดแทรกความคิด ความรสู้ กึ ตา่ ง ๆ ท่ีเกดิ ข้นึ ระหวา่ งการเดนิ ทางน้ัน โดยมกั จะเช่อื มโยง
สงิ่ ที่พบเห็นกับความรู้สกึ ภายใน ผู้แตง่ นริ าศ มักจะใช้คำประพันธ์แบบร้อยกรองเป็นหลกั แตน่ ิราศท่แี ต่งด้วย
รอ้ ยแก้วก็มีอยู่บ้างเชน่ กนั อน่ึง คำวา่ นิราศ มีความหมายตามตัวอักษรวา่ จาก พราก ไปจาก ฯลฯ แต่นริ าศ
อาจหมายถึงงานประพันธท์ ี่พรรณนาถึงเหตุการณต์ ามลำดับ พรอ้ มทง้ั แสดงอารมณค์ วามรสู้ ึกทีเ่ ชอื่ มโยงกบั
เหตกุ ารณ์น้นั ๆ โดยมิได้มีการเดินทาง หรือการพลดั พรากก็ได้
วรรณกรรมประเภทนริ าศมักจะมีความยาวไม่มาก พรรณนาถึงสง่ิ สวยงาม และความร้สู กึ ผกู พนั ท่ีมีต่อ
บุคคลท่ตี นรัก และเน่ืองจากกวีส่วนใหญ่เปน็ ชาย เน้ือหาในนิราศจงึ มกั จะพรรณนาถึงหญิงทตี่ นรัก กระทัง่
กลายเป็นขนบของการแต่งนริ าศมาจวบจนปจั จบุ นั ทีผ่ ูแ้ ต่งนิราศ มกั จะผกู เร่ืองราวของการครำ่ ครวญถงึ หญงิ
ท่ีรกั ขณะท่ีเล่าถึงสง่ิ ท่ีได้พบเห็นระหว่างการเดินทางดว้ ย
2.2 ประวตั ิความเป็นมาของนริ าศ
หนังสือประเภทนิราศ น่าจะมีมาช้านาน และน่าจะปรากฏในหลายชาติภาษา ด้วยบุคคลที่เป็นกวีนั้น
เม่ือต้องเดินทาง ยอ่ มคิดอ่านท่ีจะพรรณนาถึงความรู้สกึ ต่าง ๆ ท่ีตนเองมี หากเป็นการเดินทางชนิดที่ต้องพลัด
พรากด้วยแล้ว อารมณ์สะเทือนใจจะย่ิงสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การเดินทางยังเป็นแหล่งข้อมูลอย่างดี ท่ีกวี
สามารถนำมาร้อยเรียง เล่าเร่ืองได้อย่างเพลิดเพลิน ตัวอย่างเช่น เมฆทูต บทกวีของกาลิทาส กวีภาษา
สนั สกฤต ในสมัยโบราณ
หนังสือที่แต่งตามขนบของนิราศ น้ันมีปรากฏมาต้ังแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยา เช่น โคลงนิราศหริภุญ
ชยั แตง่ สมัยพระเจ้าปราสาททอง, โคลงกำสรวล แต่งในสมัยสมเด็จพระนารายณม์ หาราช นอกจากนี้ยงั มีโคลง
ทวาทศมาส โคลงมังทรารบเชยี งใหม่ เปน็ ตน้
นิราศหลายเรื่องจะตั้งชื่อขึ้นด้วยด้วยคำว่า นิราศ ดังปรากฏให้เห็นอยู่แล้วในบทความน้ี อย่างไรก็ตาม ยังมี
นริ าศอีกหลายเรอื่ งที่ไม่ได้ตง้ั ชื่อ หรอื เรียกชื่อวา่ นริ าศ เช่น รำพันพิลาป, โคลงมงั ทรารบเชยี งใหม่ เปน็ ต้น
2.3 คำประพนั ธ์
คำประพันธ์ที่ใช้แต่งนิราศนั้นมีด้วยกันหลากหลาย ขึ้นกับความนิยมของกวีผู้แต่งนิราศเรื่องน้ัน ๆ ใน
สมัยอยุธยา มักจะมีนิราศคำโคลงมากกว่าอย่างอื่น ๆ ส่วนนิราศคำฉันท์น้ันปรากฏน้อย เช่น นิราศษีดา และ
บุณโณวาทคำฉันท์ ขณะเดียวกันนิราศท่ีแต่งด้วยกาพย์ห่อโคลง เช่น กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง กาพย์
ห่อโคลงนริ าศธารโศก ในสมยั ปลายกรงุ ศรีอยุธยา
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นิราศส่วนใหญ่ยังนิยมแต่งด้วยคำโคลงมากกว่าอย่างอ่ืน เช่น นิราศนรินทร์ ของนาย
นรินทรธิเบศร์ ทว่าในสมยั ตอ่ ๆ มา เรมิ่ มีความนยิ มแต่งนิราศคำกลอนมากข้ึน โดยเฉพาะนริ าศของสนุ ทรภู่
น้ันส่วนใหญ่แต่งด้วยกลอนแปด หรือกลอนเพลงยาว หรือกลอนตลาด สุดแต่จะเรียก และกล่าวได้ว่า สุนทรภู่
เป็นกวที ่ีแตง่ นิราศคำกลอนไวม้ ากทส่ี ดุ ด้วย (สุนทรภมู่ นี ริ าศคำโคลงหนงึ่ เรื่อง คือนิราศสพุ รรณ)
อย่างไรก็ตาม นิราศยังสามารถแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ ได้ เช่น ลิลิต คำกาพย์ หรือแม้กระท่ังร้อย
แก้ว สำหรับนิราศร้อยแก้วน้ัน ปรากฏน้อยมาก เช่น นิราศนครวัด พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงรา
ชานุภาพ เป็นตน้
นริ าศเป็นการเรยี กวรรณกรรมตามลกั ษณะของเน้ือหา มิใช่เปน็ การบัญญัติหรือกำหนดกะเกณฑ์ ผู้อ่านจึงไม่
ควรยึดถือเคร่งครัด วา่ วรรณกรรมเร่ืองใดเป็นนริ าศหรือไม่ เน่ืองจากนิราศเรือ่ งหนึง่ ๆ จึงอาจมคี ุณสมบัติที่
แตกต่างจากนิราศเร่ืองอนื่ ๆ ก็ได้ เช่น เลา่ ถงึ การเดนิ ทาง แต่มไิ ด้พรรณนาถึงการพลัดพราก เป็นต้น วรรณคดี
บางเรื่องยังอาจระบุได้ไม่ถนัด วา่ เปน็ นริ าศหรือไม่ เช่น นิราศษีดา ท่ีนำเร่ืองราวในรามเกียรต์ิมาแตง่ เป็น
ทำนองนิราศ ทว่าผ้แู ต่งมิได้มีประสบการณ์รว่ มในเน้อื หานั้น ๆ
3. นริ าศภเู ขาทอง
3.1 ประวตั คิ วามเป็นมาของนริ าศภเู ขาทอง
ผู้แต่งนิราศภูเขาทอง คือ สุนทรภู่ โดยแตง่ เม่ือปลาย พ.ศ. ๒๓๗๓ ในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระ
น่ังเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ ๓ หลงั จากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี ๒ สวรรคตได้ ๖ ปี
ในขณะทีบ่ วชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดราชบุรณะ หรือเรยี กอีกชอ่ื หน่ึงวา่ วดั เลียบ
นริ าศภเู ขาทอง เปน็ นิราศท่มี ีเนื้อหาสัน้ ท่ีสุดของสนุ ทรภู่ คือ มีความยาวเพยี ง ๑๗๖ คำกลอนเทา่ น้นั
2.2 จุดประสงค์ในการแตง่ นริ าศภูเขาทอง
เพื่อบอกเลา่ การเดินทางของสุนทรภูเ่ อง โดยเปน็ การเดนิ ทางจากวดั ราชบรุ ณะไปนมสั การพระเจดยี ์
ภเู ขาทอง ทจ่ี ังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตทุ ีต่ ้องเดนิ ทางไปกราบพระเจดีย์ภูเขาทองในครั้งนี้ ก็เพื่อหาความ
สบายใจใหแ้ กต่ นเอง เน่ืองจากได้รับความเดอื ดรอ้ นใจบางประการ ในขณะท่ีพำนกั อยู่ที่วัดราชบุรณะ
3.3 ลกั ษณะคำประพันธ์
สนุ ทรภู่ได้แต่งนริ าศภเู ขาทอง ให้มลี กั ษณะเปน็ กลอนนิราศ โดยท่วั ไป กลอนนริ าศมลี กั ษณะเหมือนกลอนแปด
แต่มักเร่ิมบทแรกดว้ ยวรรครับ ไมเ่ ริ่มดว้ ยวรรคสดับ จึงเหลือเพียง 3 วรรค คือ วรรครับ วรรครอง และวรรค
สง่ แล้วจบท้ายดว้ ยคำวา่ เอย โดยไม่มกี ารจำกัดความยาว
3.4 เนอื้ เร่ืองนริ าศภูเขาทอง
ก่อนจะเข้าสูเ่ น้ือเรอื่ ง StartDee อยากให้ทุกคนอา่ นบทเริ่มตน้ กนั ดา้ นล่างน้ีกันก่อน จะไดเ้ ห็นตวั อย่าง
ลกั ษณะคำประพนั ธ์ประเภทกลอนนริ าศ ท่เี ริ่มบทแรกด้วยวรรครับ
เดอื นสบิ เอ็ดเสรจ็ ธุระพระวสา ชลุ ลี าลงเรอื เหลอื อาลยั
รับกฐินภิญโญโมทนา เมือ่ ตรุษสารทพระวสาได้อาศยั
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส มาจำไกลอารามเมื่อยามเยน็
สามฤดอู ยู่ดไี ม่มีภยั
โออ้ าวาสราชบุรณะพระวหิ าร แต่นีน้ านนบั ทิวาจะมาเหน็
เหลือรำลึกนึกนา่ น้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยบิ ธิบดเี ป็นที่ต้งั กใ็ ชถ้ งั แทนสดั เห็นขดั ขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอา้ งวา้ งวญิ ญาณ์ในสาครฯ
จากบทเรมิ่ ตน้ ของนิราศภเู ขาทองของสุนทรภู่ จะเหน็ ไดว้ ่า ในเดอื น ๑๑ เมือ่ ออกพรรษาและรับกฐนิ
แลว้ สนุ ทรภูซ่ งึ่ ขณะนัน้ บวชเป็นพระภกิ ษอุ ยู่ที่วดั เลยี บ ในพรรษาที่ ๓ ไดร้ บั ความทุกขย์ ากเดอื ดรอ้ นหนัก ใน
เย็นวนั หนึง่ จึงไดเ้ ดนิ ทางออกจากวัดเลียบ พรอ้ มด้วยลกู ชายคอื หนูพดั เพ่ือจะไปนมสั การพระเจดีย์ภเู ขาทองที่
วัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งถอื เปน็ จดุ เริ่มต้นของการเดนิ ทาง
สนุ ทรภ่ถู กู คนพาลเบยี ดเบยี น และขับไล่ออกจากวดั อยา่ งไม่เปน็ ธรรม จงึ ได้ออกเดินทางด้วยเรอื แจว
พระสุนทรภู่ล่องไปตามลำน้ำเจา้ พระยา เมอื่ ผา่ นพระบรมหาราชวงั พระสุนทรภู่ไดร้ ะลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย รชั กาลท่ี ๒ (คำว่า บาทบพิตรอดิศร หมายถึง รชั กาลท่ี ๒ นน่ั เอง) พร้อมทัง้ บรรยาย
ความรูส้ กึ ของตนอย่างเศรา้ สลด อีกท้ังเล่าถงึ ความทุกข์ยากของตนว่ามี ๔ ประการ ได้แก่
- ไร้ญาตขิ าดมิตร
- ยากแค้นแสนสาหสั
- มีโรคภยั ไขเ้ จ็บ
- ถูกเคราะหก์ รรมซ้ำเตมิ
เพราะความทุกขท์ ้ัง ๔ น้ี พระสนุ ทรภู่จงึ คิดวา่ การได้ไปนมัสการพระทีก่ รุงศรอี ยุธยาจะทำให้สบายใจ
ขึ้นบ้าง แต่เมื่อถึงหนา้ แพ และมองเห็นเรอื พระทน่ี งั่ กลับทำให้คดิ ถงึ เม่อื อดีต และเศร้าจนนำ้ ตาไหลอีกครงั้
เนือ่ งจากตนเคยหมอบกราบรัชกาลที่ ๒ พรอ้ มกบั พระจม่นื ไวย อกี ท้ังยังรับใช้ใกล้ชิดจนได้กลิน่ หอมจากพระ
วรกายจนกลนิ่ หอมนนั้ ติดจมูก แต่เมื่อพระองคส์ วรรคต กลน่ิ หอมนนั้ กส็ น้ิ ไป เชน่ เดยี วกบั วาสนาของสนุ ทรภู่ท่ี
หมดส้ินไปด้วยเชน่ กนั
เมือ่ เรือผ่านหนา้ วดั ประโคนปัก สนุ ทรภ่ตู งั้ จติ ขอพระพุทธคุณชว่ ย หากเกิดชาติหน้าใหม่ขอใหม้ ีอายุ
ยนื ยาว แลว้ แลน่ เรือต่อมาผา่ น บางจาก บางพลู บางพลดั และบางโพ ซึง่ สนุ ทรภู่อธิษฐานจิตต่อพระสมั มาสมั
พทุ ธเจา้ ท่ตี รัสรู้ใตต้ ้นโพธิใ์ ห้ตนพน้ ภัยพาล จากนน้ั เรือแลน่ ผา่ นบ้านญวณ เขา้ เขตนนทบุรี ถึงวดั เขมาภริ ตาราม
ผา่ นไปถงึ ตลาดแก้ว แขวงเมืองนนท์ อันมตี ลาดขวญั ซึง่ เปน็ ตลาดน้ำ ถงึ บางธรณี ซงึ่ สุนทรภูพ่ รรณนาความรูส้ ึก
รนั ทดของตน เรอ่ื ยมาถึงเกาะเกร็ด สุนทรภู่ได้บรรยายถึงผหู้ ญงิ มอญวา่ ต่างเกลา้ ผมดสู วยงามเป็นเอกลักษณ์
เมื่อเรือแลน่ ผา่ นบางพูด สุนทรภ่ไู ด้แสดงสจั ธรรมเกย่ี วกบั การพูดไว้ดงั คำประพนั ธ์
ถงึ บางพดู พดู ดีเป็นศรีศักดิ์ มคี นรักรสถ้อยอร่อยจติ
แม้นพดู ช่วั ตวั ตายทำลายมิตร จะชอบผดิ ในมนุษยเ์ พราะพดู จา
กลา่ วคอื ถา้ ใครพดู ดกี จ็ ะมีคนรกั แตถ่ ้าพดู ไมด่ กี ็อาจจะเปน็ ภัยต่อตนเองได้อีกทั้งยงั ไม่มีใครคบ ไม่มี
เพอ่ื นสนทิ มติ รสหาย อีกท้งั การจะดวู า่ ใครดีไมด่ ดี ูได้จากการพูดด้วยเชน่ กนั
ต่อมาถึงบางเด่ือ สุนทรภ่ไู ด้กลา่ วอปุ มาอุปไมยถงึ คนพาล ดังคำประพันธ์
ถึงบางเดื่อโอม้ ะเด่ือเหลอื ประหลาด บงั เกดิ ชาตแิ มลงหว่ีมีในไส้
เหมือนคนพาลหวานนอกยอ่ มขมใน อุปไมยเหมือนมะเดอื่ เหลือระอา
กลา่ วคือ ถงึ หมู่บ้านบางเดือ่ ก็คดิ ถึงลูกมะเดือ่ ท่ีภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทาน แตภ่ ายในกลับมี
แมลงมหี นอนชอนไชอยู่ เหมอื นกบั คนพาลทปี่ ากพูดดี แต่ในใจคิดทำอนั ตราย
สนุ ทรภู่แล่นเรือต่อมาผ่านบางหลวงเชิงราก แล่นไปถึงสามโคก ซึ่งรัชกาลท่ี ๒ ทรงพระราชทานนามปทุมธานี
แทนสามโคก ต่อมาถงึ บ้านงวิ้ สุนทรภกู่ ไ็ ดก้ ล่าววา่ ใครมีชู้เม่ือตายไปแลว้ ก็ต้องไปปีนตน้ งิ้วในนรก
ต่อมาเม่ือพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดครึ้มมา จนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง ทำให้สุนทรภู่ต้องนอนค้างกลางทุ่งนา
ต้องผจญกับยุงทม่ี ากัด ทำใหใ้ จหวนคิดถงึ หนหลังครงั้ ทยี่ งั สขุ สมบูรณ์ จนรุง่ เช้าจึงไดอ้ อกเดนิ ทางตอ่
เม่ือถึงกรุงเก่า เรือผ่านหน้าจวนของเจ้าเมือง คือพระยาไชยวิชิต ทำให้คิดถึงความหลัง ตอนท่ีพระยา
ไชยวิชิตยังเป็นพระหม่ืนไวย เคยหมอบเฝ้ารัชกาลท่ี ๒ ด้วยกัน จนเม่ือถึงท่ีหมายคือ อยุธยา สุนทรภู่จอดเรือ
อยู่ที่ท่าหน้าวัดพระเมรุ มีงานทอดผ้าป่า และมีการละเล่นที่วัดนี้ ตกดึกมีขโมยขึ้นเรือแต่ตนลุกขึ้นร้องต่ืน
เสียก่อน ขโมยจึงไม่ทันได้ของไป จนรุ่งขึ้น พระสุนทรภู่จึงได้ไปนมัสการพระเจดียภ์ ูเขาทองและตั้งจิตอธิษฐาน
ว่าขอให้ท่ีได้มากราบในคร้ังน้ี ให้ได้บุญเพื่อเป็นอานิสงส์ให้พ้นภัยต่าง ๆ ถ้าจะเกิดชาติไหน ๆ ก็ขอให้ตน
บริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ท้ังความทุกข์ความโศกอย่าได้มาใกล้ สบายไปตลอดกาล ทั้งความโลภ โกรธ หลง ขอให้
ตนชนะได้ ขอให้มีสติปัญญาหลักแหลม ให้มีศีลธรรมอยู่ในใจ ท้ังผู้หญิงร้ายและผู้ชายชั่วก็ขอให้อย่าได้มา
พวั พัน ขออยา่ ให้ลุ่มหลงในความรัก และขอให้บรรลนุ พิ พานในชาติหน้า รุง่ ขึน้ สนุ ทรภเู่ ดินทางกลบั โดยใชเ้ วลา
ล่องเรือเพยี งวันเดียวก็มาถงึ กรุงเทพฯ และจอดเรือทว่ี ัดแจง้ หรือวดั อรุณราชวราราม สุนทรภู่ค่อยรู้สกึ สร่างจาก
ความเศร้า เพราะได้กราบพระพุทธรูป และสุดท้ายก็ไม่ลืมกล่าวถึงหญิงผู้เป็นที่รัก แม้ว่าในขณะน้ั นสุนทรภู่
ไม่ได้มคี นรัก รวมไปถึงไม่ไดเ้ พิ่งแยกจากคนรักมา แต่การกล่างถึงหญิงผู้เป็นท่ีรักนั้น ถือเป็นธรรมเนียมของการ
แตง่ นริ าศโบราณ
บทกลอนท่ี ๒ คิดถงึ บาทบพิตรอดิศร
ถึงหน้าวังดงั หนึ่งใจจะขาด แตป่ างกอ่ นเคยเฝ้าทุกเชา้ เยน็
โอ้ผา่ นเกลา้ เจ้าประคณุ ของสุนทร ดว้ ยไรญ้ าตยิ ากแค้นถึงแสนเข็ญ
พระนิพพานปานประหนงึ่ ศรี ษะขาด ไม่เล็งเห็นท่ีซงึ่ จะพง่ึ พา
ท้ังโรคซ้ำกรรมซัดวบิ ตั เิ ปน็ ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
จงึ สร้างพรตอตส่าห์ส่งสว่ นบญุ ถวาย ขอเปน็ ข้าเคียงบาททุกชาติไป
เปน็ สง่ิ ของฉลองคุณมลุ ิกา
ถอดคำประพนั ธ์
ถึงหน้าวังก็เศร้าโศกมาก คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยผู้ซึ่งมีพระคุณกับสุนทรภู่
อย่างมาก เมอื่ ก่อนเคยเข้าเฝ้าพระองค์อยา่ งใกล้ชิดและบ่อยคร้ัง เมื่อพระองคส์ วรรคตก็เหมือนกับสุนทรภู่ตาย
ไปด้วยเพราะไมม่ ีญาติหรือคนคอยช่วยเหลือชีวิตจึงยากแค้นแสนเขญ็ อีกทั้งมีโรคมีกรรมเข้ามารุมล้อม ไมเ่ ห็น
ใครที่จะพ่ึงพาได้ จึงได้บวชเพ่ืออทุ ิศส่วนกุศลให้แก่รัชกาลท่ี ๒ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมตลอดเวลา เพ่ือเป็น
สง่ิ ทดแทนคุณพระองค์ แม้เกดิ ชาตใิ ดใดกข็ อให้เป็นขา้ รับใช้พระองคต์ ลอดไป
บทกลอนท่ี ๓ คดิ ถึงครงั้ ก่อนมานำ้ ตาไหล
ถงึ หน้าแพแลเหน็ เรือทนี่ ่งั แล้วลงในเรอื ที่นง่ั บัลลงั กท์ อง
เคยหมอบรบั กบั พระจมื่นไวย เคยรบั ราชโองการอา่ นฉลอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ มิไดข้ ้องเคืองขัดหทั ยา
จนกฐนิ ส้ินแม่นำ้ ในลำคลอง ละอองอบรสรื่นชน่ื นาสา
เคยหมอบใกล้ได้กลน่ิ สุคนธต์ รลบ วาสนาเราก็ส้นิ เหมอื นกล่นิ สุคนธ์
สน้ิ แผ่นดนิ สนิ้ รสสคุ นธา
ถอดคำประพนั ธ์
เม่ือถงึ หน้าแพกเ็ หน็ เรือพระทนี่ ง่ั คิดถงึ เม่อื ก่อนกเ็ ศร้าจนนำ้ ตาไหล เคยหมอบกราบรัชกาลที่ ๒ กับ
พระจม่นื ไวยซ่ึงเป็นเพ่อื น แลว้ ก็ลงไปในเรือบลั ลงั กท์ อง เคยแต่งแปลงบทความ เคยรบั ราชโองการอา่ นในงาน
ฉลอง จนเรอื ทม่ี าทอดกฐินหมดแลว้ ก็ยงั มิได้ทำให้พระองค์ขดั ใจแต่อย่างใดเคยหมอบกราบใกลจ้ นได้กลนิ่ หอม
จากพระวรกาย กล่นิ หอมนั้นหอมจนติดจมูก แตเ่ มื่อพระองคส์ วรรคตก็สนิ้ กล่ินหอมไปด้วย อกี ทงั้ ยังเหมือน
วาสนาของสุนทรภู่ก็ส้นิ ตามกลน่ิ ไป
บทกลอนที่ ๕ ไม่เหน็ หลักลอื เลา่ ว่าเสาหิน
ถงึ อารามนามวัดประโคนปกั มิรู้ส้นิ สุดชื่อทล่ี ือชา
เปน็ สำคัญปนั แดนในแผ่นดิน แม้นมอดม้วยกลบั ชาติวาสนา
ขอเดชะพระพุทธคณุ ช่วย อยคู่ ู่ฟา้ ดินได้ดังใจปอง
อายยุ ืนหมืน่ เท่าเสาศลิ า แพประจำจอดรายเขาขายของ
ไปพ้นวัดทัศนาริมท่านำ้ ท้ังสงิ่ ของขาวเหลอื งเคร่ืองสำเภา
มีแพรผา้ สารพัดสมี ว่ งตอง
ถอดคำประพันธ์
ถงึ วัดประโคนปักก็มองไปไมเ่ หน็ เสาหินทล่ี อื กนั เป็นเสาท่ีสำคัญในแผ่นดิน ถึงจะไมเ่ หน็ ก็ขอเดชะพระ
พุทธคณุ ชว่ ย ขอให้อายยุ ืนหมื่นๆปดี ังเสาศลิ า อยู่ค่ฟู ้าดินได้ตลอดไป พอเรือลอ่ งเลยวัดก็มองดรู ิมท่าน้ำ มีแพ
มาจอดขายของอยเู่ รยี งราย มีขายทั้งผา้ แพรสีม่วงและสีอ่นื ๆ ทั้งสิ่งของท่ีมาจากเมอื งจนี
บทกลอนท่ี ๖ มคี ันโพงผกู สายไว้ปลายเสา
ถึงโรงเหลา้ เตากลนั่ ควนั โขมง ให้มวั เมาเหมือนหนึง่ บ้าเป็นน่าอาย
โอ้บาปกรรมนำ้ นรกเจยี วอกเรา พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ทำบญุ บวชกรวดนำ้ ขอสำเรจ็ ไมใ่ กลก้ รายแกลง้ เมนิ ก็เกินไป
ถึงสุราพารอดไมว่ อดวาย สดุ จะหกั หา้ มจิตคดิ ไฉน
ไม่เมาเหล้าแลว้ แตเ่ รายงั เมารัก แตเ่ มาใจน้ีประจำทุกค่ำคนื
ถึงเมาเหลา้ เช้าสายกห็ ายไป
ถอดคำประพันธ์
ถงึ โรงเหล้าก็มีควนั ออกมาจากเตากล่นั มากมาย มเี ครอื่ งตักน้ำผกู ไวป้ ลายเสา สุนทรภเู่ คยดื่มน้ำเหลา้
จนเมาเหมือนคนบ้า จึงได้บวชเพื่อจะได้พน้ จากอบายมุข ขอใหไ้ ด้ตรสั รูด้ ังพระพุทธเจา้ แตเ่ หล้าเคยทำให้รอด
ชวี ิตดังนั้นจะเมินไปก็เกินไป ถงึ จะไมเ่ มาเหลา้ แตย่ ังเมารกั อยู่ หกั หา้ มจติ ใจไม่ใหร้ กั ไมไ่ ด้ การเมาเหลา้ น้นั พอรุ่ง
ขน้ึ กห็ ายไป แตก่ ารเมารกั น้จี ะเปน็ ทุก ๆ คืน
บทกลอนที่ ๗ มามวั หมองม้วนหนา้ ไม่ฝ่าฝืน
ถงึ บางจากจากวัดพลัดพนี่ ้อง จำตอ้ งขืนใจพรากมาจากเมือง
เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยนื
ถอดคำประพันธ์
ถึงบางจากไม่อยากไดย้ นิ คำว่าจาก เพราะสนุ ทรภู่จากหลายๆอยา่ งมา ต้องมใี จมัวหมองเพราะรักน้นั ไม่
ยนื ยาว จงึ ต้องจากเมอื งพรากมา
บทกลอนที่ ๘
ถงึ บางพลูคดิ ถึงคู่เม่ืออยู่ครอง เคยใส่ซองส่งให้ลว้ นใบเหลอื ง
ถงึ บางพลัดเหมอื นพี่พลดั มาขัดเคอื ง ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ถอดคำประพันธ์
ถึงบางพลูคิดถงึ นางจนั เม่อื แต่งงานกนั เคยสง่ หมากพลโู ดยใส่ซองใหท้ ้ังหมดเป็นใบเหลอื งซึง่ อร่อย
มาก ถงึ บางพลดั กไ็ ม่อยากได้ยินคำวา่ พลัดเพราะได้พลัดจากนางจนั ทัง้ ยังพลัดจากเมอื งและอนื่ ๆอย่างร้อนรน
บทกลอนที่ ๙ ร่มนิโรธรกุ ขมลู ให้พนู ผล
ถงึ บางโพโอ้พระศรีมหาโพธิ ให้ผอ่ งพน้ ภัยสำราญผ่านบรุ ินทร์
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล
ถอดคำประพันธ์
ถึงบางโพกค็ ิดถึงตน้ โพธ์ิ ให้รม่ เงา ให้ความร่มเยน็ ท้ังยังทำให้โคนตน้ ไม้งอกงามได้ ขอเดชะของ
พระพุทธเจา้ ใหพ้ ้นภยั พาลตลอดไป
บทกลอนที่ ๑๐ มีขอ้ งขังก้งุ ปลาไว้ค้าขาย
ถงึ บา้ นญวนล้วนแตโ่ รงแลสะพรง่ั พวกหญิงชายพร้อมเพรยี งมาเมียงมอง
ตรงหนา้ โรงโพงพางเขาวางราย ทรมานหมน่ ไหม้ฤทัยหมอง
จะเหลยี วกลับลบั เขตประเทศสถาน พง่ึ ฉลองเลกิ งานเมื่อวานซนื
ถงึ เขมาอารามอรา่ มทอง
ถอดคำประพนั ธ์
ถงึ บา้ นญวนเห็นมโี รงเรอื นมากมาย มีคนคา้ ขายของเช่นกงุ้ หรือปลาโดยการขงั ไว้ในข้อง ขา้ งหนา้ โรง
วางทสี่ ำหรบั ดกั ปลาวางเรยี งไว้ มที ัง้ ผู้หญงิ และผชู้ ายมาจบั จา่ ยซือ้ ของ จะมองกลบั ไปยังประเทศบ้านเกดิ ก็
ทรมานเหมือนโดนไฟสมุ ในใจ จติ ใจกห็ มน่ หมอง ลอ่ งเรือมาจนถึงวดั เขมา กร็ ู้วา่ พง่ึ เลกิ งานฉลองไปเมอ่ื วานซืน
บทกลอนที่ ๑1 มาผูกโบสถก์ ็ไดม้ าบชู าชน่ื
โอป้ างหลงั ครง้ั สมเดจ็ บรมโกศ ทง้ั แปดหมนื่ สี่พนั ได้วนั ทา
ชมพระพมิ พร์ ิมผนังยังย่งั ยืน เพราะตวั ต้องตกประดาษวาสนา
โอ้ครง้ั นม้ี ิไดเ้ หน็ เลน่ ฉลอง พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน
เปน็ บุญนอ้ ยพลอยนึกโมทนา กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวยี น
ดนู ำ้ ว่ิงกลง้ิ เช่ียวเป็นเกลียวกลอก ดเู วียนเวียนควา้ งคว้างเปน็ หว่างวน
บา้ งพลุ่งพลุง่ วงุ้ วงเหมือนกงเกวยี น ครรไลลว่ งเลยทางมากลางหน
ทัง้ หัวทา้ ยกรายแจวกระชากจ้วง ใจยังวนหวงั สวาทไมค่ ลาดคลา
โอเ้ รอื พ้นวนมาในสาชล
ถอดคำประพันธ์
คดิ ถึงเมอ่ื ก่อนซ่ึงรชั กาลที่ ๒ ไดม้ าตดั หวายลกู นิมติ ไดช้ มพระพิมพท์ ้ัง ๘๔,๐๐๐ องคซ์ ่ึงเท่ากบั จำนวน
พระธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎกทอี่ ย่รู ิมผนัง แต่ครง้ั นี้ไม่ได้เห็นการเลน่ ฉลองเพราะสุนทรภตู่ ้องหมดวาสนาและ
ลำบาก เปน็ เพราะบญุ น้อยกน็ ึกเศร้า แต่แลว้ เรือก็ตดิ นำ้ วน มองเหน็ นำ้ วิง่ เช่ียวหมนุ เปน็ เกลียว พุ่งไปมาตดั กนั
บางส่วนกพ็ ุ่งวนเหมือนกงเกวียน ดเู วยี นๆเป็นเหมือนพายวุ น ท้ังหวั ทา้ ยเรือไดร้ บี แจวเรือดงั น้นั เรอื จึงหลุด
น้ำวนออกมาได้ แตถ่ งึ เรอื จะพน้ น้ำวนมาแลว้ แต่ใจสนุ ทรภู่ก็ยังไม่พ้นจากวังวนของความรัก
บทกลอนที่ ๑๒ สองฟากฝัง่ ก็แต่ลว้ นสวนพฤกษา
ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตงั้ เหมอื นกล่นิ ผา้ แพรดำร่ำมะเกลอื
โอ้รินรนิ กล่ินดอกไม้ใกลค้ งคา ทัง้ รักแซงแซมสวาทประหลาดเหลอื
เหน็ โศกใหญใ่ กล้นำ้ ระกำแฝง เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย
เหมือนโศกพชี่ ้ำระกำเจือ
ถอดคำประพันธ์
ถงึ ตลาดแกว้ แต่ไม่เห็นมตี ลาดตั้งขายของท้งั สองฝัง่ เห็นแต่ต้นไม้พชื พนั ธ์ุต่าง ๆ ไดก้ ล่นิ ดอกไม้หอมไป
เรอ่ื ยๆตลอดทางและกลนิ่ เหมือนผา้ แพรทย่ี ้อมดว้ ยมะเกลือ เหน็ ตน้ โศกใหญแ่ ละต้นระกำเป็นแผงแต่แปลกทมี่ ี
ตน้ รักขน้ึ แซมอยู่ด้วย เหมอื นความโศกเศร้าระกำใจทส่ี นุ ทรภูต่ อ้ งเปน็ เพราะรักแมจ่ ัน
บทกลอนท่ี ๑๓ มีพว่ งแพแพรพรรณเขาค้าขาย
ถงึ แขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ พวกหญงิ ชายประชุมกนั ทุกวนั คนื
ทั้งของสวนลว้ นเรอื อย่เู รยี งราย
ถอดคำประพนั ธ์
ถึงจังหวดั นนทบุรกี เ็ หน็ มตี ลาดน้ำ มแี พอยู่ซ่ึงขายเสื้อผา้ เครอื่ งนุ่งห่ม มีทง้ั เรอื จอดอยเู่ พื่อขายผลไม้
จากสวนแท้ มที ้ังผู้หญงิ ผชู้ ายมาประชุมซ้ือของกันอยู่ทุกวันทุกคืน
บทกลอนที่ ๑๔ ยามวิโยคยากใจให้สะอนื้
มาถึงบางธรณีทวีโศก ถึงส่หี ม่ืนสองแสนท้งั แดนไตร
โอส้ ุธาหนาแนน่ เปน็ แผ่นพืน้ ไม่มีทพ่ี สธุ าจะอาศยั
เมอ่ื เคราะห์รา้ ยกายเรากเ็ ทา่ นี้ เหมอื นนกไร้รังเร่อยูเ่ อกา
ลว้ นหนามเหน็บเจบ็ แสบคับแคบใจ
ถอดคำประพนั ธ์
มาถึงหม่บู า้ นบางธรณกี โ็ ศกเศร้ามากข้ึนมาก เพราะตอนลำบากพาให้ใจสะอื้นมาก ทั้งทแี่ ผน่ ดินหนา
ขนาดสองแสนส่หี มน่ื โยชนแ์ ตเ่ มื่อถึงคราวลำบากแมแ้ ต่แผ่นดนิ กไ็ ม่มีที่อาศยั เหมือนโดนหนามเสยี ดแทงเจบ็
แสบมาก เหมือนกับนกไมม่ รี ังทจี่ ะอาศัยต้องเรร่ ่อนไปเรื่อย ๆ
บทกลอนท่ี ๑๕ ผหู้ ญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
ถงึ เกรด็ ยา่ นบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ท้ังผดั หน้าจับเขม่าเหมอื นชาวไทย
เดี๋ยวนีม้ อญถอนไรจกุ เหมือนตกุ๊ ตา เหมอื นอย่างเยย่ี งชายหญงิ ทงิ้ วิสัย
โอส้ ามัญผันแปรไมแ่ ทเ้ ท่ียง ทจ่ี ิตใครจะเปน็ หน่ึงอย่างพึงคิด
นี่หรือจิตคดิ หมายมีหลายใจ
ถอดคำประพันธ์
ถงึ ตำบลปากเกรด็ ซึง่ เป็นบริเวณทชี่ าวมอญอพยพมา ตามธรรมเนียมผ้หู ญิงมอญจะเกล้าผม แตส่ มัยน้ี
ผู้หญิงมอญมาถอนไรผมเหมือนตกุ๊ ตา ทง้ั ยังใชเ้ ครื่องสำอาง ใชแ้ ป้งผัดหน้าซ่งึ เหมือนกบั ชาวไทย ทำให้เห็นได้
ว่าสมยั น้ที ุกสง่ิ ทุกอย่างไม่มคี วามเทยี่ งแท้ เหมือนดงั ทีช่ าวมอญละทง้ิ ประเพณีวฒั นธรรมของตนเองแลว้ จะ
นบั ประสาอะไรกบั จติ ใจของคน ซง่ึ ไม่มีใครมีใจเดียวแตม่ ีหลายใจ
บทกลอนท่ี ๑๖ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
ถึงบางพูดพูดดเี ป็นศรีศกั ด์ิ จะชอบผดิ ในมนุษย์เพราะพดู จา
แม้นพูดชัว่ ตวั ตายทำลายมติ ร
ถอดคำประพันธ์
ถงึ หม่บู ้านบางพูดสนุ ทรภู่ก็นึกถงึ คำวา่ พูด ดงั วา่ ถ้าใครพูดดีก็จะมคี นรัก แตถ่ ้าพูดไม่ดีกอ็ าจจะเปน็ ภยั
ตอ่ ตนเองได้อีกท้ังยงั ไมม่ ีใครคบ ไม่มเี พ่ือนสนิทมิตรสหาย ทั้งการจะดวู ่าใครดีไมด่ ีดูได้จากการพดู
บทกลอนที่ ๑๗
ถึงบา้ นใหม่ใจจติ ก็คิดอ่าน จะหาบา้ นใหม่มาดเหมือนปรารถนา
ขอใหส้ มคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสกุ สวัสดิก์ ำจัดภัย
ถอดคำประพันธ์
ถงึ หมูบ่ ้านบา้ นใหมส่ ุนทรภู่ก็คิดอยากจะไดบ้ ้านซักหลงั ตามที่ต้องการโดยขอกับเทวดาให้สมดงั
ปรารถนา เพราะ การมีบ้านใหมจ่ ะได้มคี วามสุขและมที ่ีอาศัยอยา่ งปลอดภัย
บทกลอนที่ ๑๘ บังเกิดชาติแมลงหวมี่ ีในไส้
ถงึ บางเด่ือโอม้ ะเด่ือเหลอื ประหลาด อปุ ไมยเหมอื นมะเดอื่ เหลือระอา
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน
ถอดคำประพนั ธ์
ถงึ หมู่บ้านบางเดอ่ื ก็คิดถึงลกู มะเด่ือทภ่ี ายนอกน้ันดสู วยงามนา่ รบั ประทานแต่ภายในกลบั มีแมลงมี
หนอนชอนไชอยู่ เหมือนกบั คนพาลทป่ี ากพดู ดีแตใ่ นใจคดิ ทำอนั ตราย
บทกลอนที่ ๑๙ สู้เสียศกั ดส์ิ งั วาสพระศาสนา
ถงึ บางหลวงเชิงรากเหมือนจากรกั ถึงนางฟ้าจะให้ไม่ใยดี
เป็นล่วงพน้ รนราคราคา
ถอดคำประพนั ธ์
ถึงบางหลวงเหมือนจากนางจันมานานแลว้ เราตอ้ งสละจากยศถาบรรดาศักด์เิ พอื่ มาบวชเพือ่ จะได้พน้
จากกเิ ลสทง้ั หลายทั้งปวง ถงึ จะมีนางฟา้ มาย่ัวก็ไม่สนใจ
บทกลอนที่ ๒๐ พระพุทธเจ้าหลวงบำรงุ ซ่งึ กรุงศรี
ถึงสามโคกโศกถวลิ ถึงปน่ิ เกล้า ชื่อปทุมธานเี พราะมีบวั
ประทานนามสามโคกเป็นเมอื งตรี แตช่ ื่อตัง้ ก็ยังอยูเ่ ขารู้ท่วั
โอ้พระคุณสูญลับไมก่ ลับหลัง ไม่รอดช่ัวเช่นสามโคกยงิ่ โศกใจ
แตเ่ ราน้ที ่ีสุนทรประทานตวั ต้องเทย่ี วเตรด็ เตรห่ าทอ่ี าศยั
สน้ิ แผ่นดินส้ินนามตามเสด็จ ขอให้ไดเ้ ปน็ ข้าฝ่าธุลี
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด อยา่ รรู้ ้างบงกชบทศรี
ส้ินแผ่นดนิ ขอใหส้ ้นิ ชีวติ บา้ ง ทกุ วันนก้ี ็ซงั ตายทรงกายมา
เหลอื อาลยั ใจตรมระทมทวี
ถอดคำประพนั ธ์
ถงึ สามโคกกค็ ิดถึงพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ซึง่ พระองค์ปกครองเมอื งกรุงเทพฯ
พระองค์ได้พระราชทานนามเมอื งจากสามโคกซ่ึงเป็นหวั เมืองชน้ั สามเป็นเมืองปทมุ ธานีเปน็ เพราะมบี ัวเยอะ ถงึ
พระองค์จะเสดจ็ สวรรคตไปแล้วแต่ชือ่ ปทุมธานีคงอยู่ตลอดไป แตท่ ำไมชอ่ื ของสุนทรภ่ชู ื่อขุนสุนทรโวหารท่ี
ไดร้ ับพระราชทานนามมาแต่กลับไม่มชี ่ือในแผ่นดนิ หลงั จากพระองคส์ วรรคตเลยซงึ่ ต่างกบั ปทมุ ธานี สุนทรภู่
ตอ้ งเรร่ อ่ นหาท่ีอาศัยเพราะขณะนี้ไม่มีบา้ น สุนทรภขู่ อให้เกิดทกุ ชาติได้เป็นขา้ รบั ใชพ้ ระองค์ตลอดไป พอ
พระองคส์ วรรคตสนุ ทรภู่ก็ขออยากตายตามบ้างเพื่อจะได้รับใช้และพ่งึ พระองค์ เด๋ียวนี้กเ็ ศรา้ โศกใจทุกข์ระทม
อย่างทวคี ูณมาก ต้องเรร่ ่อนไปเรื่อย ๆ ชวี ิตไม่มีจุดม่งุ หมาย
บทกลอนที่ ๒๑ ไมม่ ีฝงู สัตว์สิงก่ิงพฤกษา
ถงึ บา้ นงิว้ เหน็ แต่งิ้วละลวิ่ สงู นึกกน็ า่ กลัวหนามขามขามใจ
ดว้ ยหนามดกรกดาษระดะตา ดงั ขวากแซมเสีย้ มแทรกแตกไสว
ง้วิ นรกสิบหกองคุลแี หลม กต็ อ้ งไปปนี ต้นน่าขนพอง
ใครทำชคู้ ทู่ ่านครัน้ บรรลัย ยังคลาดแคลว้ ครองตัวไม่มวั หมอง
เราเกดิ มาอายุเพยี งนี้แล้ว เจียนจะต้องปนี บ้างหรอื อยา่ งไร
ทกุ วนั นี้วปิ ริตผดิ ทำนอง
ถอดคำประพันธ์
ถึงหม่บู ้านบา้ นง้ิวก็เห็นมีแต่ตน้ งว้ิ ซง่ึ ไมม่ ีนกหรอื สัตว์อ่ืน ๆ อยู่บนกิง่ เลยเพราะต้นง้ิวมีหนามข้ึนอยู่
มากมายนึกถงึ กน็ า่ กลัวหนามเพราะถา้ โดนคงเจ็บมาก แต่งว้ิ ในนรกยาวถงึ ๑๖ ข้อนว้ิ แหลมเหมือนกบั ไมไ้ ผ่
เหลาทำกบั ดัก ซึ่งใครมีชู้เม่ือตายไปแล้วก็ต้องไปปนี ต้นง้ิวในนรก แตส่ นุ ทรภเู่ กิดมาอายุมากแล้วแตย่ งั ครองตวั
อยู่ในศลี ธรรมไม่มีชู้ แตท่ ุกวนั น้ีผู้คนวิปรติ มีช้กู นั มากคงต้องไปปนี ต้นงว้ิ ในนรกกนั บ้าง
บทกลอนท่ี ๒๒ ตดั สวาทตัดรกั มิยักไหว
โอค้ ิดมาสารพัดจะตัดขาด ถงึ เกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
ถวลิ หวงั นงั่ นกึ อนาถใจ ระวังทงั้ สัตวน์ ำ้ จะทำเข็ญ
ดหู า่ งย่านบ้านชอ่ งท้ังสองฝง่ั เที่ยวซอ้ นเร้นตเี รือเหลือระอา
เป็นทีอ่ ยู่ผ้รู ้ายไมว่ ายเว้น
ถอดคำประพันธ์
ทั้งหมดทค่ี ดิ มานนั้ สนุ ทรภสู่ ามารถตัดขาดได้แต่การตัดความรกั นน้ั ยากยิง่ นัก นง่ั นึกอนาถใจไปจนเย็นก็
ถึงเกาะใหญร่ าชคราม มองไปเหน็ บา้ นเรอื นต่าง ๆ อยหู่ ่างจากสองฝ่งั มาก ในทนี่ ้ีต้องระวงั จระเขจ้ ะทำรา้ ย ทั้ง
ทนี่ ีย่ งั เปน็ ท่ีอย่ขู องผู้ร้ายซ่ึงมาคอยดักตีเรอื สุนทรภคู่ ิดแลว้ นา่ เบือ่ ยง่ิ นัก
บทกลอนท่ี ๒๔ ในทุ่งกว้างเหน็ แต่แขมแซมสลอน
แสนวติ กอกเอย๋ มาอ้างวา้ ง กระเรียนร่อนร้องกอ้ งเมื่อสองยาม
จนดกึ ดาวพราวพร่างกลางอมั พร พระพายฉวิ ฉวิ วะหววิ หวาม
ทัง้ กบเขียดเกรียดกรดี จังหรีดเร่อื ย ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนสั
วังเวงคิดจติ คะนึงรำพึงความ อยแู่ วดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
สำรวลกับเพ่ือนรักสะพรกั พร้อม ชว่ ยนัง่ ปัดยุงให้ไม่ไกลกาย
โอย้ ามเขญ็ เห็นอยแู่ ตห่ นูพัด ระดะดอกบัวเผ่อื นเมื่อเดือนหงาย
จนเดอื นเด่นเหน็ เหล่ากระจับจอก ข้างหนา้ ท้ายถอ่ มาในสาคร
เหน็ รอ่ งน้ำลำคลองทัง้ สองฝา่ ย ดนู า่ รกั บรรจงส่งเกสร
จนแจ่มแจง้ แสงตะวนั เห็นพนั ธุ์ผกั กา้ มกุ้งซ้อนเสยี ดสาหร่ายใต้คงคา
เหลา่ บวั เผือ่ นแลสล้างรมิ ทางจร เป็นเหล่าเหลา่ แลรายทง้ั ซ้ายขวา
สายต่ิงแกมแซมสลบั ตน้ ตบั เต่า ดาษดาดูขาวดังดาวพราย
กระจับจอกดอกบัวบานผกา
โอ้เช่นนี้สกี าได้มาเห็น จะลงเลน่ กลางทุ่งเหมือนมงุ่ หมาย
ทมี่ เี รอื น้อยน้อยจะลอยพาย เทยี่ วถอนสายบวั ผนั สนั ตะวา
ถงึ ตวั เราเล่าถา้ มีโยมหญิง ไหนจะน่ิงดดู ายอายบุปผา
คงจะใชใ้ ห้ศษิ ยท์ ี่ติดมา อุตสา่ หห์ าเอาไปฝากตามยากจน
นจี่ นใจไมม่ เี ท่าข้ีเล็บ ขเ้ี กยี จเก็บเลยทางมากลางหน
พอรอนรอนออ่ นแสงพระสุริยน ถึงตำบลกรุงเกา่ ยงิ่ เศรา้ ใจ
ถอดคำประพันธ์
สุนทรภ่รู สู้ กึ อ้างว้างมาก มองไปในทุ่งกว้างเห็นมีแต่ตน้ แขมขนึ้ อยปู่ ะปนกัน จนดึกก็มีดาวอยกู่ ลาง
ทอ้ งฟ้า มีนกกระเรยี นบินร่อนและร้องกอ้ งเม่ือตอนเทยี่ งคนื มเี สยี งกบเขยี ดร้องเรื่อย ๆ มีลมพัดเฉ่ือยๆ สนุ ทร
ภรู่ ูส้ ึกวังเวงก็คดิ รำพึงเมื่อตอนมยี ศถาบรรดาศกั ดิ์ ได้หวั เราะเฮฮากบั เพ่ือน มีคนคอยปรนนิบตั ริ ับใช้ แต่ยาม
ลำบากเหน็ แตห่ นูพดั ลกู ชายคอยชว่ ยนง่ั ปดั ยงุ ให้จนพระจันทรข์ นึ้ กเ็ หน็ ตน้ กระจบั จอก มีดอกบวั เผือ่ นขึ้นมาก
เมื่อคืนเดือนหงาย มองเห็นคลองท้ังสองด้านหวั ทา้ ยเรือก็รีบถอ่ เรือลงคลอง จนพระอาทิตยข์ ึน้ ก็เห็นพันธุผ์ ักดู
น่ารักสง่ เกสรแกก่ ัน มบี ัวเผอ่ื นอยสู่ องขา้ งทางท่ีเรือพายไป มีตน้ ก้ามกงุ้ ข้นึ อยู่กับสาหร่ายใต้น้ำ มตี ้นสายติ่งข้ึน
สลบั กบั ต้นตับเต่าเปน็ กลุ่มๆมองไปเหมอื นกับดาวบนท้องฟ้า เหลา่ น้ีถ้าผหู้ ญิงได้มาเห็นก็คงจะลงเลน่ กลางทงุ่
ท่มี เี รือกค็ งจะพายไปเกบ็ สายบวั ถ้าสนุ ทรภ่มู ีโยมผ้หู ญิงกค็ งไมน่ ง่ิ เฉยใหอ้ ายดอกไม้ คงจะใชใ้ ห้ศิษยไ์ ปเกบ็ ของ
ฝากเทา่ ท่ีทำได้ในตอนนี้ แตน่ ี่จนใจไมม่ ผี หู้ ญิงสักคน ข้ีเกียจเก็บจึงเลยมา พอมีแสงอ่อนๆของพระอาทิตย์กถ็ ึง
กรงุ ศรีอยุธยา สนุ ทรภู่รู้สกึ เศรา้ ใจ
บทกลอนที่ ๒๕ คิดถึงครั้งก่อนมานำ้ ตาไหล
มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รงั้ กจ็ ะได้รบั นิมนต์ข้ึนบนจวน
จะแวะหาถ้าทา่ นเหมอื นเม่อื เปน็ ไวย อกมิแตกเสยี หรือเราเขาจะสรวล
แตย่ ามยากหากวา่ ถา้ ท่านแปลก จะตอ้ งม้วนหนา้ กลบั อัประมาณ
เหมอื นเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร
ถอดคำประพันธ์
เมือ่ ถึงหนา้ จวนของเพื่อนของสุนทรภู่ สนุ ทรภกู่ ็คิดถึงเม่อื ก่อนจนน้ำตาไหล สุนทรภู่ตง้ั ใจจะแวะหาถ้า
ยงั เหมือนเมอ่ื ก่อนก็คงจะได้รบั นิมนต์ขึน้ บนจวน แต่ถา้ หากวา่ ท่านแปลกไปกค็ งจะโดนหวั เราะเยาะจะต้องอาย
มาก รสู้ กึ ไมก่ ล้าใฝส่ ูงเป็นเพื่อนได้ จงึ ได้เดินทางต่อไปยงั เจดยี ์ภูเขาทอง
บทกลอนที่ ๒๖ รมิ อารามเรือเรยี งเคยี งขนาน
มาจอดท่าหนา้ วดั พระเมรขุ ้าม ทงั้ เพลงการเกย้ี วแก้กนั แซเ่ ซง็
บา้ งขน้ึ ล่องร้องลำเลน่ สำราญ ระนาดรบั รวั คลา้ ยกับนายเสง็
บา้ งฉลองผา้ ปา่ เสภาขับ เมื่อคราวเครง่ ก็มใิ คร่จะได้ดู
มโี คมรายแลอร่ามเหมือนสำเพ็ง ช่างยาวลากเล้อื ยเจือ้ ยจนเหน่ือยหู
อ้ายลำหนงึ่ ครงึ่ ท่อนกลอนมนั มาก จนลูกคู่ขอทเุ ลาวา่ หาวนอนฯ
ไมจ่ บบทลดเล้ยี วเหมือนเงี้ยวงู
ถอดคำประพนั ธ์
จอดเรือทข่ี า้ งวดั พระเมรุซ่งึ รมิ วดั มีเรือจอดเรียงอยู่ บางลำมีคนรอ้ งเลน่ เตน้ สำราญ บางลำกร็ ้องเพลง
เกี้ยวกนั บางลำฉลองผ้าปา่ ดว้ ยการขับเสภา ท้ังยงั มีคนตรี ะนาดซึ่งตเี ก่งเหมือนนายเสง็ (คนเกง่ ระนาดสมยั
สุนทรภ)ู่ มโี คมแขวนอยู่เรยี งรายเหมอื นอยสู่ ามเพ็ง เม่ือคราวเคร่งในพระศาสนากไ็ ม่ไดด้ ู มีเรือลำหน่ึงกลอนมนั
มาก ร้องกลอนยากลากเล้ือยฟงั แล้วเหนือ่ ยหู กลอนลดเล้ยี วเหมอื นทางงู จนลูกคูบ่ อกวา่ งว่ งนอน ได้
การละเล่นต่าง ๆ ท่ีข้างวัดพอดกึ ก็นอน ประมาณสามยามก็มีโจรขึ้นเรือ พอมีเสียงกุกกกั สุนทรภกู่ ็ลกุ ขึ้น
โวยวาย โจรก็รีบดำน้ำไปอย่างว่องไว มองไปไมเ่ หน็ หนา้ ลูกศษิ ย์ก็รูส้ กึ ทำอะไรไมถ่ กู ดว้ ยความกลัวแตห่ นูพดั
จดุ เทียนส่องดวู า่ มีอะไรหายไปบา้ ง แตไ่ มม่ เี ลยแม้แตเ่ คร่ืองอฐั บรขิ าร ท้ังนดี้ ้วยเดชะตบะบญุ และพระพุทธ ทำ
ใหช้ นะมารได้
บทกลอนท่ี ๒๗ เจริญรสธรรมาบชู าฉลอง
คร้ันรุ่งเชา้ เขา้ เป็นวนั อโุ บสถ ดูสูงลอ่ งลอยฟ้านภาลัย
ไปเจดียท์ ช่ี ือ่ ภูเขาทอง เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
อยู่กลางทุ่งร่งุ โรจน์สันโดษเด่น คงคงลยั ลอ้ มรอบเปน็ ขอบคัน
ทีพ่ ื้นลานฐานบัทมถ์ ดั บนั ได ในจงั หวดั วงแขวงกำแพงกน้ั
มเี จดียว์ หิ ารเปน็ ลานวัด เปน็ สามชนั้ เชงิ ชานตระหง่านงาม
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน ต่างชมชนื่ ชวนกันขนึ้ ชน้ั สาม
บันไดมีส่ีด้านสำราญร่นื ได้เสร็จสามรอบคำนบั อภิวนั ท์
ประทกั ษิณจนิ ตนาพยายาม ด้วยพระพายพดั เวยี นอยเู่ หยี นหัน
มีห้องถ้ำสำหรับจดุ เทียนถวาย แตท่ กุ วนั น้ชี ราหนกั หนานัก
เป็นลมทักขิณาวฏั นา่ อัศจรรย์ เผลอแยกยอดสดุ ก็หลดุ หัก
ท้ังองค์ฐานราญร้าวถึงเกา้ แสก เสยี ดายนกั นึกนา่ น้ำตากระเด็น
โอ้เจดีย์ที่สร้างยงั ร้างรัก จะมหิ มดลว่ งหน้าทันตาเห็น
กระน้หี รอื ช่ือเสียงเกยี รตยิ ศ คดิ ก็เปน็ อนิจจังเสยี ทัง้ นัน้ ฯ
เป็นผดู้ ีมมี ากแล้วยากเย็น
ถอดคำประพันธ์
วันร่งุ ขึน้ จะเปน็ วันพระซ่ึงจะได้บชู าพระธรรม ได้ไปเจดีย์ภูเขาทองซงึ่ ดูสงู เสียดฟ้า อยกู่ ลางทุ่งดูโดด
เด่นมนี ้ำใสอยรู่ อบ ๆ ทีฐ่ านพ้ืนที่เปน็ รูปกลีบบัวถดั จาก บนั ไดมีนำ้ ไหลล้อมรอบเป็นขอบ มเี จดีย์มีวิหารมีลาน
วัด มกี ำแพงก้ันอยู่ การย่อเหลยี่ มไม้ ๑๒ มมุ อย่างสวยงาม มเี ป็นสามช้นั อย่างงดงาม บนั ไดมี ๔ ด้าน คณะของ
สุนทรภู่ชวนกนั ข้ึนไปชัน้ ๓ ตัง้ ใจเดินวนขวา ๓ รอบจนครบกก็ ราบเจดีย์ มหี ้องท่ีเปน็ ถำ้ สำหรบั จุดเทยี นเพราะ
ลมจะพดั แรงพาธปู เทยี นดับ ตอนนนั้ บังเกดิ ส่ิงอัศจรรยม์ ีลมพดั เวียนขวาราวกบั จะเวยี นเทยี นดว้ ย ทกุ วนั นพ้ี ระ
เจดยี ์เกา่ และทรุดโทรมมาก ที่ฐานร้าวถงึ เกา้ แฉก ทีย่ อดกห็ ัก องค์พระเจดยี ์ก็ทรดุ เป็นเพราะเจดีย์ไม่มีคนคอย
ดูแล นึกแลว้ เสียดายจนนา่ ร้องไห้ แลว้ วจะเทยี บอะไรกับชื่อเสยี งเกียรตยิ ศของมนุษย์ ก็คงหมดไปในไม่
นาน เหมอื นกับเปน็ ผูด้ ีแล้วลำบาก เป็นคนมั่งมีแลว้ ยากจน คิดแล้วทุกอย่างไม่แทเ้ ท่ยี ง
3.5. สถานที่ทกี่ ล่าวถึงในนริ าศภูเขาทอง
1. วัดราชบุรณราชวรวิหาร
วัดราชบุรณราชวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร เป็นวดั โบราณ เดิมชื่อว่าวดั เลียบ ตัง้ อยใู่ นเขตกำแพงพระ
นครแถบพาหุรดั พระสัมพันธวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงปฏสิ งั ขรณ์ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธ
ยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชทรงชว่ ยในการปฏสิ ังขรณด์ ้วย เมื่อปฏสิ ังขรณ์เสร็จแลว้ รัชกาลที่ ๑ พระราชทานนาม
ใหม่วา่ วัดราชบุรณะ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั โปรดให้ถอนสมี าเก่าแล้วทรงสร้างพระ
อโุ บสถและพระวหิ ารใหม่ ถึงรัชกาลท่ี ๓ พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดให้สร้างพระปรางค์องค์
ใหญ่ และในรัชกาลต่อๆ มาก็ทรงปฏสิ ังขรณ์เพิ่มเติมอีกบ้าง
สนุ ทรภู่กอ่ นออกเดินทางไปนมสั การเจดีย์ภเู ขาทอง จำพรรษาอยู่ ณ วดั น้ี เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้น
ของนิราศภเู ขาทองของท่าน จงึ เริ่มออกเรือจากวดั ราชบูรณะเปน็ อนั ดบั แรก
2. หนา้ วงั (พระบรมมหาราชวัง)
หนา้ วัง หรือพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งข้ึนพร้อมกับการสร้างกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ มีอาณาบริเวณคิดเป็นเนอื้ ท่ี
ท้ังหมดประมาณ ๑๕๒ ไร่ มีกำแพงใบเสมาก่ออฐิ ถือปูนและป้อมปราการรายล้อมอยู่โดยรอบทง้ั ๔ ดา้ น
ภายในกำแพงพระบรมมหาราชวงั แบง่ แยกอาณาบรเิ วณสำหรับปลูกสรา้ งอาคารไวเ้ ปน็ สัดส่วน คอื พืน้ ท่ีตอน
เหนอื ซ่ึงเป็นดา้ นหน้าทางฟากตะวันออกเป็นวดั พระศรรี ัตนศาสดาราม หรือท่ีเรยี กกันเป็นสามญั ว่าวดั พระแก้ว
มรกต ฟากตะวันตกเป็นอาคารสถานทีข่ องทางราชการ พนื้ ท่ีตอนกลางเปน็ หมู่พระมหาปราสาทและพระราช
มณเฑียรสถาน ส่วนพน้ื ทต่ี อนในเบื้องหลังพระมหาปราสาทราชมณเฑียร เปน็ เขตฝา่ ยใน ซ่งึ ในสมัยก่อนใชเ้ ปน็
ทีป่ ระทับของสมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานวุ งศฝ์ า่ ยใน และขา้ บาทบริจาริกาในองค์พระมหากษตั รยิ ์
หมูพ่ ระมหาปราสาทราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวงั นี้ ล้วนกอ่ สรา้ งขน้ึ ด้วยความประณตี วิจิตรบรรจง
เป็นสมบตั ิทางศิลปวัฒนธรรมของชาตทิ ่ีมีคา่ ประมาณมิได้ เป็นสถานทสี่ ำคัญท่ชี าวต่างประเทศนยิ มเขา้ มาชม
มากท่สี ุดแห่งหนงึ่ ของประเทศไทย
3. หนา้ แพ (ตำหนักแพ)
หนา้ แพ หรือตำหนกั แพ ปัจจบุ ันคือ ท่าราชวรดิษฐ์ เดิมเป็นแพลอยอยูใ่ นนาํ้ เรยี กว่า “ตำหนักแพ”
สำหรบั พระเจา้ แผ่นดินเสดจ็ ออกประทบั ทอดพระเนตรงานซง่ึ มีในลำแม่นํ้า เช่น การลอยพระประทีป เป็นตน้
และเสด็จออกให้ข้าราชการเฝ้าแทนในเวลาเสดจ็ ทางชลมารค ตอ่ มาในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้า
เจา้ อยหู่ ัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวและพระบาทสมเด็จโปรดให้สร้างขน้ึ ใหมเ่ ปลีย่ นจากแพ
ของเดิมมาเป็นตั้งเสาบนบก แล้วพระราชทานนามว่า “พระท่นี ัง่ ราชกิจวนิ ิจฉยั ” สว่ นทา่ น้นั พระราชทานนาม
ว่า “ท่าราชวรดิษฐ”์
4. วดั ประโคนปัก
วดั ประโคนปกั คือ วัดดุสติ าราม กรงุ เทพมหานคร ตัง้ อยู่รมิ แม่น้ําเจา้ พระยาฝั่งตะวนั ตก ใต้สะพาน
สมเดจ็ พระปนิ่ เกลา้ เหนือปากคลองบางกอกน้อย เปน็ วดั โบราณ เดิมช่อื วัดเสาประโคน สมเดจ็ พระเจ้าบรม
วงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรสี ุนทรเทพ ทรงสถาปนา สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาเสนานุรักษ์ ทรงปฏสิ ังขรณ์
ใหมท่ งั้ หมด เสดจ็ แลว้ พระราชทานนามใหม่วา่ วัดดสุ ิตาราม พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจ้าอย่หู ัวทรง
ปฏิสงั ขรณเ์ พ่ิมเตมิ อกี บ้าง
5. โรงเหลา้
โรงเหล้า คอื โรงงานสุราบางยี่ขนั ตั้งอยรู่ ิมแม่น้าํ เจา้ พระยาฝ่ังตะวนั ตก เหนือสะพานสมเดจ็ พระป่ิน
เกล้า ตรงกันข้ามกับบางขนุ พรหม อยูใ่ นท้องที่ตำบลบางยขี่ ัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มองเห็น
ปล่องไดเ้ ดน่ ชัดแต่ไกล เรยี กกันติดปากมาจนทกุ วนั น้วี า่ “สุราบางย่ีขนั ”
6. บางจาก
บ้านบางจาก อยูท่ างฝงั่ ตะวนั ตกของแม่นํ้าเจ้าพระยาใตว้ ดั ภคนิ ีนาถ แขวงบางพลัด เขตบางกอก
นอ้ ย กรงุ เทพมหานคร มคี ลองบางจาก ซงึ่ แยกจากแมน่ ้ําเจ้าพระยาตรงเขตวัดภคินีนาถด้านทศิ ใต้เปน็ สำคัญ
คลองน้ีมนี ้าํ ตลอดทง้ั ปี
7. บางพลัด
บา้ นบางพลดั อยทู่ างฝงั่ ตะวนั ตกของแมน่ า้ํ เจ้าพระยา ตำบลบางพลดั นี้ เม่อื พ.ศ. ๒๔๕๘ มีฐานะเป็น
อำเภอซงึ่ ตั้งท่วี า่ การอำเภอที่ปากคลองบางพลัด ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๑ ถกู ยบุ รวมเข้ากับอำเภอบางกอกน้อย มี
สะพานพระราม ๖ ข้ามแมน่ ้ําทางรถไฟสายใต้ให้เดินเข้ารวมสถานกี รงุ เทพฯ เม่อื พ.ศ. ๒๔๖๙ ปจั จุบนั เปน็
ตำบลบางพลัด มีวดั บางพลัดใน (จันทาราม) และคลองบางพลัด เปน็ สำคัญ ปาก¬กลองบางพลัดแยกจาก
แม่น้าํ เจา้ พระยาฝั่งตะวนั ตก ขา้ งวัดอาวุธวกิ าสิตาราม (วัดบางพลดั นอก) คลองนี้ ยาว ๒ กิโลเมตร มีน้าํ ตลอด
ทั้งปี
8. บางโพธ์ิ
บา้ นบางโพธิ์ อยูท่ างฝง่ั ตะวนั ออกของแม่นาํ้ เจ้าพระยา ขน้ึ ตำบลบางซ่ือ เขตดุสิต กรุงเทพ¬นหานคร
เดมิ เป็นชอื่ ตำบล เรียกตำบลบางโพธิ์ข้นึ เขตดสุ ิต กรุงเทพมหานคร ปัจจบุ ันไม่ไดเ้ ปน็ ตำบลแลว้ แตเ่ รยี กกัน
ตามชือ่ เดมิ วา่ บางโพธ์ิ มีวัดบางโพโอมาวาสเปน็ สำคัญ
9. บา้ นญวน
บา้ นญวน อยู่ทางฝ่ังตะวนั ออกของแม่นํา้ เจ้าพระยา ขน้ึ ตำบลบางซ่ือ เขตดุสติ กรงุ เทพ¬นหานคร มี
วดั อนมั นกิ ายาราม หรือท่เี รยี กกันวา่ วดั ญวนบางโพธ์ิ เปน็ สำคัญ
10. วดั เขมาภิรตาราม
วดั เขมาภริ ตาราม อยู่ทางฝัง่ ตะวนั ออกของแมน่ ้ําเจ้าพระยา เหนอื วัดปากน้ํา ตรงกนั ข้ามกบั ปาก
คลองบางกรวย (คลองตลาดแกว้ ) ขึน้ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จงั หวัดนนทบุรี เดมิ ช่อื วดั เขมา เปน็
วัดโบราณสมัยอยธุ ยา พ.ศ. ๒๓๗๑ สมเดจ็ พระศรีสรุ่ ิเยนทราบรมราชนิ ใี นรัชกาลท่ี ๒ ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕
ขณะท่ที างวดั กำลงั ร้ือส่ิงสลักหกั พังทีอ่ งคพ์ ระมหาเจดยี ์ เพ่ือปฏสิ งั ขรณ์นน้ั ไดพ้ บพระบรมสารีรกิ ธาตุ จงึ ได้ทำ
พิธีอญั เชญิ ไปบรรจุไว้ในองค์พระมหาเจดยี ์ โบราณวัตถสุ ถานทน่ี า่ สนใจภายในวดั เขมาภริ ตาราม นอกจากที่
กล่าวมาแล้วคือ พระทน่ี ั่งมลู มณเฑยี ร พระทนี่ ั่งนีเ้ ดมิ สรา้ งเป็นตำหนกั ไมอ้ ยู่ในพระบรมมหาราชวงั ในสมยั
รชั กาลที่ ๒ ตอ่ มารัชกาลที่ ๔ โปรดใหร้ อ้ื และแกไ้ ขเป็นตกึ ปลกู ขึน้ ใหม่อยรู่ ะหว่างพระท่ีน่งั ภาณมุ าศจำรูญ กบั
บรเิ วณพระพุทธนิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง คร้ันถึงรัชกาลท่ี ๕ โปรดใหร้ ้อื ไปปลูกทีว่ ดั เขมาภิรตาราม โดย
ทรงพระราชอทุ ิศใหเ้ ปน็ โรงเรียน ปัจจุบนั ใช้เปน็ หอ้ งสมุดของโรงเรยี นกลาโหมอุทศิ
ตำหนกั แดง ปจั จุบนั อย่ภู ายในบรเิ วณวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี พลตรี หลวงวิจติ รวาทการ อธิบายไว้
ในประวตั ิวดั เขมาภริ ตาราม ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๗
11. ตลาดแกว้
บา้ นตลาดแก้ว อยู่ทางฝ่งั ตะวันออกของแม่น้าํ เจา้ พระยา ตรงขา้ มปากคลองบางสที องขนึ้ ตำบล
สวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จงั หวดั นนทบุรี ค่กู บั ตลาดขวัญ ปจั จุบันคอื ท่ีต้ังศาลากลางจงั หวัดนนทบุรี ซงึ่
ยา้ ยมาเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๑ ในสมยั รชั กาลท่ี ๗
12. ปากเกรด็
บ้านปากเกรด็ อย่ทู างฝั่งตะวันออกของแม่นำ้ เจา้ พระยา ขนึ้ ตำบลปากเกรด็ อำเภอปากเกร็ด
จังหวัดนนทบุรี เดิมเปน็ ท่ีอยูข่ องพวกมอญซึง่ อพยพเข้ามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภาร ปจั จุบนั คงมีชาวมอญอาศยั
อย่เู ป็นจำนวนมาก เรยี กกนั ติดปากว่า บา้ นมอญ
13. บ้านใหม่
บา้ นใหม่ อย่ทู างฝงั่ ตะวันออกของแม่น้ําเจา้ พระยา อยูใ่ นท้องทต่ี ำบลบา้ นใหม่ อำเภอเมือง
ปทมุ ธานี จงั หวดั ปทมุ ธานี
14. บางเดือ่
บา้ นบางเดือ่ หรือบางมะเด่ือ อยู่ทางฝั่งตะวนั ตกของแมน่ ้ําเจ้าพระยา อยู่ในทอ้ งท่ีตำบลบางเด่ือ
อำเภอเมืองปทมุ ธานี จงั หวัดปทมุ ธานี มีคลองบางเดื่ออยู่เหนือวัดนํ้าวนและอยู่ใต้วดั บางเดื่อ เปน็ สำคญั
15. บางหลวง
บ้านบางหลวง อยูท่ างฝ่ังตะวันตกของแม่นํ้าเจ้าพระยา อยูใ่ นท้องท่ีตำบลบางหลวง อำเภอเมือง
ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีวัดบางหลวงตั้งอยู่ปากคลองบางหลวงเปน็ สำคญั คลองนี้มนี ํา้ ตลอด
16. เชิงราก (เชียงราก)
บา้ นเชิงราก ปจั จุบนั เรยี ก “เชียงราก” มีคลองเชียงรากซึ่งแยกจากแม่นํา้ เจ้าพระยาทางฝั่ง
ตะวนั ออก ทีเ่ หนือปากคลองมีศาลเจ้าและวดั มะขามเป็นสำคญั มีทง้ั คลองเชียงราก (ใหญ่) และคลองเชียงราก
นอ้ ย นอกจากเชียงรากจะเป็นชือ่ คลองแล้ว ยังเป็นช่ือตำบล ๒ ตำบล คือ ตำบลเชียงรากนอ้ ย และตำบลเชียง
รากใหญ่ ขึน้ อำเภอสามโคก จังหวัดปทมุ ธานี
17. สามโคก
สามโคก เป็นชื่อตำบลและอำเภอ ขนึ้ จังหวดั ปทมุ ธานี เดิมเป็นเมืองทีต่ ้ังของเมืองสามโคก เป็นช่ือ
เมืองเกา่ ของปทุมธานี มีช่ือปรากฏในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๑ ของเจา้ พระยาทิพากร
วงศ์ (ขำ บุนนาค) ฉบับองค์การคา้ ของคุรุสภาพิมพจ์ ำหนา่ ย พ.ศ. ๒๕๐๓ หนา้ ๓๐ กลา่ ววา่ “เมอ่ื สมเดจ็ พระ
อนชุ าธริ าช กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ทรงสร้างวัดตองปขุ ้นึ ใหม่ โปรดใหพ้ ระสงฆ์รามญั มาอยู่วดั ตองปุ
และใหพ้ ระมหาสเุ มธาจารยเ์ ป็นเจ้าอาวาส พระไตรสรณธัชน้นั มพี ระราชโองการให้อย่วู ัดบางหลวง เปน็ เจ้า
คณะรามญั ในแขวงเมืองนนทบุรีและสามโคก พระสุเมธน้อยนนั้ โปรดให้ครองวดั บางยีเ่ รือใน”
18. บา้ นง้ิว
บ้านง้ิว หรอื บ้านป่างิว้ อย่ทู างฝง่ั ตะวนั ออกของแม่นาํ้ เจ้าพระยา อยใู่ นท้องทีต่ ำบลบ้านง้วิ อำเภอ
สามโคก จงั หวัดปทมุ ธานี มวี ัดปา่ ง้ิวเปน็ สำคัญ
19. เกาะใหญร่ าชคราม
เกาะใหญ่ เปน็ ช่อื ทีช่ าวบ้านเรียกตำบลทา้ ยเกาะ อำเภอสามโคก จังหวดั ปทุมธานี มีคลองเกาะ
ใหญ่ ซ่งึ แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวนั ตก ตรงข้ามกบั วดั โพธ์ิแตงเหนอื วัดโพธ์ิแตงใต้ มีวัดทา้ ยเกาะ
ใหญ่ ตำบลทา้ ยเกาะ อำเภอสามโคก จงั หวัดปทุมธานี เปน็ สำคญั
สว่ นคำว่า “ราชคราม” เปน็ ชอื่ เดิมของอำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ปจั จบุ ัน เป็น
ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร ต้ังอยู่ตรงท่ีร่วมของแม่นํ้าน้อย (แมน่ ํา้ สีกุก) กับลำแม่น้ําใหญ่ คือ แม่นา้ํ
เจ้าพระยา ในสมยั รชั กาลท่ี ๕ โปรดใหต้ ั้งเป็นอำเภอเรยี กวา่ อำเภอราชคราม ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี ๖ ไดย้ า้ ย
ท่ีวา่ การไปตั้งอยู่ทางฝ่งั ขวาของลำน้ําบางไทร (แมน่ า้ํ น้อย) ท่ีตำบลราชคราม เม่ือพ.ศ. ๒๔๖๗. ถึงพ.ศ. ๒๔๘๑
กลบั เปลยี่ นชอื่ เป็นอำเภอบางไทร และเปน็ ช่ือทเ่ี รยี กกันต่อมาจนกระทั่งปัจจบุ ันนี้
20. ตำบลกรงุ เกา่
ตำบลกรุงเก่า หมายถงึ กรุงศรีอยธุ ยา คำว่า “กรงุ เก่า” เป็นช่ือเดิมของอำเภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอน้เี ดิมมชี ่อื วา่ อำเภอรอบกรุง ครั้นตอ่ มาเมื่อเปล่ียนชือ่ จงั หวดั และมณฑลใน
สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัว จึงเปลีย่ นชือ่ เปน็ อำเภอกรุงเก่า ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เปน็ อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา เมื่อวันท่ี ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๐
21. ทา่ หน้าจวน
ทา่ หน้าจวน คือจวนผ้รู ักษากรุงเก่าในสมัยนัน้ เข้าใจว่าจะอยู่ในวงั จนั ทรเกษม ผรู้ กั ษากรงุ เก่า คือ
พระยาไชยวชิ ติ (เผือก) ซ่ึงเคยสนทิ สนมกับสนทุ รภใู่ นสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ขณะมี
บรรดาศกั ด์ิเปน็ จม่ืนไวยวรนารถ กลา่ วไวใ้ นนิราศภเู ขาทองวา่
“เคยหมอบรับกบั พระจม่นื ไวย แล้วลงในเรือทีน่ ัง่ บลั ลงั ก์ทอง”
22. วดั หนา้ พระเมรุ
วัดหน้าพระเมรุ อยฝู่ งั่ ขวาแม่นํ้าลพบรุ ีและรมิ คลองสระบวั ตรงข้ามพระราชวงั โบราณดา้ นเหนือ
ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา เป็นพระอารามหลวงสามัญ ช้นั ตรี เป็น
วัดโบราณทสี่ ำคัญวดั หนงึ่ ตามตำนานกลา่ วว่า พระองค์อนิ ทรใ์ นรัชกาลสมเดจ็ พระรามาธิบดที ่ี ๒ ทรงสรา้ งเม่อื
จลุ ศกั ราช ๘๖๕ พ.ศ. ๒๐๔๗ ประทานนามวา่ “วดั พระเมรุราชิการาม” ต่อมาภายหลงั เรียกกนั ทวั่ ไปวา่ “วดั
หนา้ พระเมรุ” คงจะสรา้ งตรงท่ีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชา พระองคใ์ ดพระองค์หน่งึ ทีค่ รองกรุงศรี
อยุธยา หรืออาจจะเอานามวัดพระเมรุซ่งึ ปจั จบุ ันเป็นวดั ร้างอย่ทู ี่สวนนนั ทอุทยาน ทางตะวนั ออกเฉียงใตข้ อง
องค์พระปฐมเจดีย์ ตำบลหว้ ยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มาตัง้ ช่ือวัดน้ีกไ็ ด้
23. เจดยี ภ์ ูเขาทอง
วัดภเู ขาทอง เป็นวดั ท่ีตง้ั อยู่นอกตวั เมืองพระนครศรอี ยธุ ยาไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือ
ประมาณ ๒ กโิ ลเมตรเศษ ประวตั กิ ารสร้างวดั และองค์พระเจดียป์ ระธาน ซึ่งพบหลักฐานจากพงศาวดาร
ประกอบกับคำให้การชาวกรุงเก่ามีความเป็น ๓ ประการ ดังจะขอนำมาเสนอเพอื่ เป็นแนวทางพจิ ารณาดังน้ี
๑. พงศาวดารเหนือ กลา่ วว่าสมัยหนงึ่ พระนเรศวรหงสากษัตริยม์ อญผู้ครองเมอื งสะเทิม ไดย้ กพยุหแสนยากร
๔๐ แสนมาล้อมกรุง ไดต้ ้ังคา่ ยอยู่ ณ ตำบลนนตรี เม่ือได้ทราบวา่ พระนารายณไ์ ด้ครองราชสมบตั กิ ็เกรงพระเด
ชานภุ าพ จงึ แตง่ หนงั สอื แจง้ ไปยงั พระนารายณเ์ ป็นใจความว่า ทไ่ี ด้ยกพลมาคร้ังน้ี เพื่อจะสรา้ งวดั พนันกนั คน
ละวดั ฝ่ายพระนารายณก์ ร็ ับคำพนนั นนั้ โดยตรัสวา่ “พระเจ้าพีจ่ ะสร้าง ก็สร้างเถิด คนละมมุ เมือง เจ้าพส่ี ร้าง
ทางทิศพายัพ เราจะอยขู่ า้ งทิศหรด”ี พระนเรศวรหงสาจึงสรา้ งพระเจดีย์กวา้ ง ๓ เส้น สูง ๗ เส้น ๔ วา ๒ ศอก
กอ่ อยู่ ๑๕ วนั ถงึ บวั กลุม่ ให้นามว่า “วัดภเู ขาทอง” พระนารายณเ์ หน็ วา่ จะแพ้จงึ คิดเปน็ กลอุบายทำโครงไมเ้ อา
ผา้ ขาวคาด พระนเรศวรหงสาเหน็ เชน่ น้ันคิดกลวั กเ็ ลกิ ทัพกลบั ไป เจดียท์ พ่ี ระนารายณ์ทรงสร้างพงศาวดาร
เหนือกล่าวว่า คือ เจดียว์ ัดชยั มงคล
4. เกม
เกม เป็นลักษณะของกิจกรรมของมนุษย์เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหน่ึง เช่น เพื่อความสนุกสนาน
บนั เทงิ เพอื่ ฝึกทักษะ และเพอื่ การเรียนรู้ เปน็ ตน้ และในบางครง้ั อาจใช้เพือ่ ประโยชน์ทางการศึกษาได้
เกมประกอบด้วยเป้าหมาย กฎเกณฑ์ การแข่งขนั และปฏิสัมพันธ์ เกมมักจะเป็นการแข่งขันทางจิตใจหรือด้าน
ร่างกาย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซ่ึงส่งผลให้เกิดพัฒนาการของทักษะ ใช้เป็นรูปแบบของการออกกำลังกาย
หรือการศึกษา บทบาทสมมุติและจิตศาสตร์ เป็นต้น เกมเป็นกิจกรรมของมนุษย์ต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบัน Royal
Game of Ur, Senet และ Mancala เป็นเกมที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยสามารถย้อน
ไปไดถ้ ึง 2,600 ปกี ่อนครสิ ตกาล
4.1 องค์ประกอบของเกม
1. ผูเ้ ล่นตามจำนวนของเกมน้ัน ๆ ทีก่ ำหนด บางเกมหากผู้เลน่ ไมค่ รบตามจำนวนก็ไมส่ ามารถเล่นได้
อุปกรณ์การเล่นเกมนนั้ ๆ
2. เปา้ หมายของเกม ซ่ึงอาจมเี ปา้ หมายเดยี วหรือหลายเป้าหมาย โดยผ้เู ลน่ สามารถเลอื กวธิ กี ารเลน่
ได้
กฎ กตกิ า และแนวทางของเกม ทผี่ ู้เล่นจะต้องปฏบิ ัติตาม
เกมกระดาน คือ เกมทตี่ ้องใชช้ ้ินสว่ นหรือตัวหมากวางไวบ้ นพ้ืนทีเ่ ล่น เคล่อื นที่หรือหยิบออกจากพ้นื ที่
เล่น พื้นท่ีเล่นเปรียบได้กับ "กระดาน" ซ่ึงจะมีพื้นผิวหรือรปู ภาพเฉพาะสำหรับเกมนั้น ๆ เกมกระดานอาจเป็น
เกมที่ใช้ความสามารถในเชิงกลยุทธ์หรือใช้โชคหรือดวงเป็นส่วนประกอบก็ได้ จากหลักฐานทางโบราณคดี
พบว่า วัฒนธรรมการเล่นเกมกระดานมีมาแล้วต้ังแต่อย่างน้อยสามพันปีก่อนคริสตกาล โดยมีการเล่นเกม
กระดานในอยี ปิ ตโ์ บราณและในอารยธรรมแถบเมโสโปเตเมีย
เกมกระดานที่เล่นกันในปัจจุบันสามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ เกมกระดานดง้ั เดิม ที่มีการเล่นสบื เน่ืองกันมา
โดยไม่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบแล้ว เช่น บันไดงู หมากรุก หมากล้อม หมากฮอส แบ็กแกม
มอน เปน็ ต้น และเกมกระดานทีท่ ราบผ้คู ดิ คน้ ชดั เจนและไดร้ บั การคุ้มครองลขิ สทิ ธิ์ เช่น เกมเศรษฐี
4.2 ประโยชน์ของการเล่นเกม
1. คลายเครียด นอกจากการดูหนังฟงั เพลงแล้วการเลน่ เกมนับเป็นกจิ กรรมทช่ี ่วยใหม้ นุษย์ผ่อนคลาย
ความเครียดจากการเรียนหรือการทำงานได้เป็นอย่างดี เหมอื นกับให้ผูเ้ ลน่ ได้ปลดปล่อยบางส่งิ บางอย่างท่ีไม่
สามารถทำไดใ้ นชีวติ จรงิ อย่างการสวมบทเปน็ นักผจญภัยหรือซเู ปอร์ฮโี รในฝนั
2. การแข่งขันระดับอาชีพ ความนยิ มในเกมบางประเภทจุดประกายให้เกดิ การแข่งขันชิงของรางวัล
ทา่ มกลางผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึง่ เป้าหมายของผเู้ ล่นบางคนจงึ ตอ้ งฝึกปรอื ทกั ษะในการเลน่ เกม
จากมือสมคั รเล่นไปสู่มืออาชีพสำหรับการแขง่ ขันโดยเฉพาะ
3. สานสัมพนั ธ์ สำหรับวันหยุดพกั ผ่อนของใครหลายคนมักจะออกไปเทย่ี วกบั ครอบครัว แต่บางคร้ัง
กิจกรรมอยา่ งการเลน่ เกมไดช้ ่วยสานสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหรอื ผองเพือ่ นให้เแน่นแฟน้ มากขน้ึ แพช้ นะ
อาจมีทะเลาะกันบา้ งเป็นเรื่องปกติ
4. เพอื่ การศกึ ษา ประโยชน์ของเกมนอกจากมอบความสนกุ เพลิดเพลินแลว้ เกมยคุ ใหม่ไดถ้ ูกสร้างมา
เพ่อื การศึกษา ซ่งึ นักพฒั นาบางกลมุ่ เรมิ่ ให้ความสำคัญกับผู้เลน่ วัยเดก็ สำหรบั การเรียนรูแ้ ละเพ่ิมทักษะในการ
ใชช้ ีวติ
5. สร้างรายได้ อุตสาหกรรเกมเติบโตอย่างต่อเน่ืองมเี มด็ เงินหมุนเวยี นหลายหมื่นล้านบาทจนเกดิ การ
สรา้ งรายไดใ้ ห้แก่ผู้เลน่ ในการแข่งขนั Esports นบั เป็นส่วนหน่ึงของกฬี าเกย่ี วกับกบั การแขง่ ขนั เกมที่ท่ัวโลกให้
การยอมรบั มากข้ึนเรือ่ ย ๆ
5. เกมการศึกษา (อังกฤษ: Educational game)
เป็นเกมท่ีออกแบบโดยมีการศึกษาเป็นจุดมุ่งหมาย เกมทุกประเภทสามารถนำมาใช้ในการจัด
การศึกษาได้ อย่างไรก็ตามเกมการศึกษาเป็นเกมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียนรู้เนื้อหาวิชา ขยายมโนทัศน์ เสริม
พฒั นาการ เข้าใจเหตกุ ารณ์ทางประวตั ิศาสตรห์ รอื วัฒนธรรมหรอื ช่วยใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นรูท้ ักษะระหวา่ งเล่นเกม
[1] ประเภทของเกมที่ใช้มีทั้งเกมกระดาน เกมการ์ดและวิดิโอเกม ด้วยผู้สอน รัฐบาลและผู้ปกครองตระหนัก
ถึงความต้องการทางจิตวิทยาและประโยชน์ที่ได้รับจากเกมในการจัดการเรียนรู้ เคร่ืองมือทางการศึกษานี้จึง
กลายเป็นกระแสหลักของการศึกษา เกมเป็นการเล่นเชิงปฏิสัมพันธ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเป้าหมาย กฎ การ
ปรับตัว การแก้ปัญหา การมีปฏิสัมพันธ์ ซ่ึงเกมการศึกษาน้ีช่วยสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยช่วยให้
ผู้เรียนสนุก มีสว่ นร่วม มแี รงบนั ดาลใจและเกิดสภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ ระหวา่ งการเรียนรผู้ ่านการเล่นได้
บทท่ี 3
วิธกี ารดำเนินงาน
ตารางปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน (2 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)
วัน/เดือน/ปี กิจกรรมทีป่ ฏิบัติ สถานท่ีทำกิจกรรม ผรู้ ับผิดชอบ
ห้องทะเบียนวัดผล • ผจู้ ดั ทำโครงงาน
2 พ.ค.65 เลือกหัวข้อการทำโครงงานและนำเสนอ หอ้ งเรยี นช้ัน ม.1 • ครทู ี่ปรึกษาโครงงาน
หอ้ งทะเบยี นวัดผล • ผจู้ ัดทำโครงงาน
คุณครู พรอ้ มท้งั เหตผุ ลในการทำ • ครทู ่ีปรกึ ษาโครงงาน
หอ้ งทะเบียนวดั ผล
5-6 พ.ค.65 ศกึ ษาข้อมูลเกย่ี วกับเอกสาร จาก • ผ้จู ัดทำโครงงาน
ห้องทะเบยี นวัดผล • ครูทีป่ รกึ ษาโครงงาน
หนังสือเรียนวรรณคดีและวรรณกรรม • ผู้จดั ทำโครงงาน
• ครูทป่ี รกึ ษาโครงงาน
ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 และ • ผ้จู ัดทำโครงงาน
• ครูทป่ี รกึ ษาโครงงาน
อินเทอรเ์ นต็ • ผจู้ ัดทำโครงงาน
• ครูทป่ี รกึ ษาโครงงาน
9 พ.ค.65 กำหนดขอบเขตของการทำงาน/แบง่
หนา้ ทค่ี วามรับผิดชอบ
10-11 พ.ค.65 เตรยี มอุปกรณ์ในการจัดทำโครงงาน
16-17 พ.ค.65 ผจู้ ัดทำโครงงานลงมือปฏฺ บิ ตั ิ หอ้ งทะเบียนวดั ผล
ห้องเรียนช้นั ม.1
24 พ.ค.65 สรปุ ผลการทำโครงงานและนำเสนอ
และเผยแพร่ ห้องทะเบียนวดั ผล
ห้องเรยี นชนั้ ม.1
วัสดอุ ุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการศึกษา
1. บอร์ด
2. กระดาษ 100 ปอนด์ ขนาดA3
3. กระดาษ 100 ปอนด์ ขนาดA4
4. ฟิวเจอร์บอรด์ ขนาด A4
5. คตั เตอร์
6. กรรไกร
7. ดินสอ,ยางลบ
8. ไม้บรรทดั
9. กาว 2 หนา้ หนา
10. กาว 2 หน้าบาง
11. สีไม้
12. ปากกาเคมี
13. คอมพิวเตอร์
14. กระดานไม้
วธิ ีการดำเนนิ การศึกษา
1. เลือกหวั ข้อการทำโครงงานและนำเสนอคุณครู พรอ้ มทั้งเหตุผลในการทำ
2. ศกึ ษาข้อมลู เกีย่ วกบั เอกสาร จากหนังสอื เรียนวรรณคดีและวรรณกรรม ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่
1 และอนิ เทอรเ์ น็ต
3. กำหนดขอบเขตของการทำงานและแบ่งหน้าที่ความรบั ผดิ ชอบ
4. จัดเตรยี มวัสดอุ ปุ กรณ์ในการจดั ทำโครงงาน
5. ลงมอื จัดทำโครงงานในรูปแบบของรูปเล่มรายงาน จัดบอรด์ แผ่นพบั ช้นิ งาน
6. สรุปผลการทำโครงงานและนำเสนอโครงงานตอ่ ครูท่ีปรึกษา
7. เผยแพรโ่ ครงงานใหพ้ ่ี เพ่อื น และนอ้ ง ๆ ในโรงเรยี น
8. ทำใบกิจกรรมหลงั จากการจดั ทำโครงงาน
บทที่ 4
ผลการศกึ ษาค้นคว้า
จากการศกึ ษาโครงงานเรอ่ื ง “ตามรอยท่านสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบันไดงู เรยี นรู้นริ าศภูเขา
ทอง” นั้น ทำให้ทราบถึงสถานที่ที่ท่านสุนทรภู่เดินทางผ่านระหว่างทางเพื่อไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง จาก
วรรณคดเี รื่อง นริ าศภเู ขาทอง ท้งั หมด 23 สถานท่ี ซง่ึ ผลการศึกษาแบ่งออกไดเ้ ป็น 4 กลุม่ ดังนี้
กลุ่มท่ี 1
มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ได้มีการประดิษฐ์เกมบันไดงูข้ึนมาแล้วมีชิ้นงานประกอบเป็นภาพสถานท่ีที่
ปรากฏในวรรณคดี เรือ่ งนริ าศภูเขาทอง จำนวน 6 สถานท่ี ดงั น้ี
1. วดั ราชบุรณราชวรวิหาร
วัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อว่าวัดเลยี บ ต้ังอยู่ในเขตกำแพงพระ
นครแถบพาหุรัด พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชทรงช่วยในการปฏิสงั ขรณ์ด้วย เมอ่ื ปฏสิ ังขรณ์เสร็จแล้ว รัชกาลที่ ๑ พระราชทานนาม
ใหม่ว่า วัดราชบุรณะ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้ถอนสีมาเก่าแล้วทรงสร้างพระ
อุโบสถและพระวิหารใหม่ ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพระปรางค์องค์
ใหญ่ และในรชั กาลตอ่ ๆ มาก็ทรงปฏิสงั ขรณ์เพ่ิมเติมอีกบ้าง
สนุ ทรภู่ก่อนออกเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง จำพรรษาอยู่ ณ วัดนี้ เพราะฉะนั้นจุดเรม่ิ ต้น
ของนิราศภเู ขาทองของท่าน จึงเร่มิ ออกเรอื จากวดั ราชบรู ณะเปน็ อนั ดบั แรก
2. หน้าวัง (พระบรมมหาราชวงั )
หน้าวัง หรือพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างข้ึนพร้อมกับการสร้างกรุงเทพมหานคร เม่ือ พ.ศ. ๒๓๒๕ มีอาณาบริเวณคิดเป็นเนื้อท่ี
ท้ังหมดประมาณ ๑๕๒ ไร่ มีกำแพงใบเสมาก่ออิฐถือปูนและป้อมปราการรายล้อมอยู่โดยรอบทั้ง ๔ ด้าน
ภายในกำแพงพระบรมมหาราชวังแบ่งแยกอาณาบริเวณสำหรับปลูกสร้างอาคารไว้เป็นสัดส่วน คือ พ้ืนที่ตอน
เหนือซ่ึงเป็นด้านหน้าทางฟากตะวันออกเป็นวัดพระศรีรตั นศาสดาราม หรือที่เรยี กกันเป็นสามัญว่าวัดพระแก้ว
มรกต ฟากตะวันตกเป็นอาคารสถานที่ของทางราชการ พื้นท่ีตอนกลางเป็น หมู่พระมหาปราสาทและพระราช
มณเฑยี รสถาน ส่วนพน้ื ทตี่ อนในเบื้องหลังพระมหาปราสาทราชมณเฑยี ร เป็นเขตฝ่ายใน ซึ่งในสมัยกอ่ นใช้เป็น
ท่ีประทบั ของสมเด็จพระอคั รมเหสี พระบรมวงศานุวงศฝ์ ่ายใน และข้าบาทบรจิ ารกิ าในองคพ์ ระมหากษตั ริย์
หมู่พระมหาปราสาทราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวังนี้ ล้วนก่อสร้างขึ้นด้วยความประณีต วิจิตรบรรจง
เป็นสมบัติทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีค่าประมาณมิได้ เป็นสถานที่สำคัญที่ชาวต่างประเทศนิยมเข้ามาชม
มากทีส่ ดุ แหง่ หนึ่งของประเทศไทย
3. หนา้ แพ (ตำหนก้ แพ)
หน้าแพ หรือตำหนักแพ ปัจจุบันคือ ท่าราชวรดิษฐ์ เดิมเป็นแพลอยอยู่ในน้ําเรียกว่า “ตำหนักแพ”
สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกประทับทอดพระเนตรงานซ่ึงมีในลำแม่น้ํา เช่น การลอยพระประทีป เป็นต้น
และเสด็จออกให้ข้าราชการเฝ้าแทนในเวลาเสด็จทางชลมารค ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวและพระบาทสมเดจ็ โปรดให้สร้างขึ้นใหมเ่ ปล่ียนจากแพ
ของเดิมมาเป็นต้ังเสาบนบก แล้วพระราชทานนามว่า “พระที่น่ังราชกิจวินิจฉัย” ส่วนท่าน้ันพระราชทานนาม
วา่ “ท่าราชวรดษิ ฐ์”
4. วดั ประโคนปัก
วัดประโคนปักคือ วัดดุสิตาราม กรุงเทพมหานคร ต้ังอยู่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาฝ่ังตะวันตก ใต้สะพาน
สมเด็จพระป่ินเกล้า เหนือปากคลองบางกอกน้อย เป็นวัดโบราณ เดิมช่ือวัดเสาประโคน สมเด็จพระเจ้าบรม
วงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ ทรงสถาปนา สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาเสนานุรักษ์ ทรงปฏิสังขรณ์
ใหม่ท้ังหมด เสด็จแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดดุสิตาราม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ปฏสิ ังขรณเ์ พิ่มเติมอกี บา้ ง
5. โรงเหล้า
โรงเหล้า คือ โรงงานสุราบางยี่ขัน ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาฝ่ังตะวันตก เหนือสะพานสมเด็จพระป่ิน
เกล้า ตรงกันข้ามกับบางขุนพรหม อยู่ในท้องท่ีตำบลบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มองเห็น
ปล่องได้เดน่ ชดั แตไ่ กล เรียกกนั ตดิ ปากมาจนทุกวนั นว้ี ่า “สุราบางยี่ขนั ”
6. บางจาก
บ้านบางจาก อยู่ทางฝ่ังตะวันตกของแม่น้ําเจ้าพระยาใต้วัดภคินีนาถ แขวงบางพลัด เขตบางกอก
น้อย กรุงเทพมหานคร มีคลองบางจาก ซึ่งแยกจากแม่น้ําเจ้าพระยาตรงเขตวัดภคินีนาถด้านทิศใต้เป็นสำคัญ
คลองนีม้ นี า้ํ ตลอดทง้ั ปี
กลุ่มที่ ๒
มีสมาชิกท้ังหมด 6 คน ได้มีการประดิษฐ์เกมบันไดงูข้ึนมาแล้วมีชิ้นงานประกอบเป็นภาพสถานท่ีท่ี
ปรากฏในวรรณคดี เร่อื งนิราศภูเขาทอง จำนวน 6 สถานที่ ดงั น้ี
1. บางพลัด
บา้ นบางพลดั อยู่ทางฝั่งตะวนั ตกของแมน่ า้ํ เจ้าพระยา ตำบลบางพลดั น้ี เม่อื พ.ศ. ๒๔๕๘ มีฐานะเป็น
อำเภอซ่ึงตั้งที่ว่าการอำเภอท่ีปากคลองบางพลัด ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๑ ถูกยุบรวมเข้ากับอำเภอบางกอกน้อย
มีสะพานพระราม ๖ ข้ามแม่น้ําทางรถไฟสายใต้ให้เดินเข้ารวมสถานีกรุงเทพฯ เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๙ ปัจจุบันเป็น
ตำบลบางพลัด มีวัดบางพลัดใน (จันทาราม) และคลองบางพลัด เป็นสำคัญ ปาก¬กลองบางพลัดแยกจาก
แม่นํ้าเจ้าพระยาฝ่ังตะวันตก ขา้ งวดั อาวุธวิกาสิตาราม (วัดบางพลดั นอก) คลองน้ี ยาว ๒ กิโลเมตร มีนาํ้ ตลอด
ท้ังปี
2. บางโพธ์ิ
บา้ นบางโพธิ์ อยู่ทางฝ่งั ตะวนั ออกของแมน่ ้ําเจ้าพระยา ข้นึ ตำบลบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพ¬นหานคร
เดิมเปน็ ช่ือตำบล เรียกตำบลบางโพธิข์ น้ึ เขตดสุ ิต กรงุ เทพมหานคร ปัจจุบันไม่ได้เปน็ ตำบลแลว้ แตเ่ รยี กกัน
ตามช่อื เดมิ วา่ บางโพธิ์ มีวดั บางโพโอมาวาสเป็นสำคัญ
3. บา้ นญวน
บา้ นญวน อยทู่ างฝ่ังตะวันออกของแมน่ ํา้ เจ้าพระยา ขนึ้ ตำบลบางซ่อื เขตดสุ ติ กรุงเทพ¬นหานคร มี
วัดอนัมนกิ ายาราม หรือทเ่ี รยี กกันวา่ วดั ญวนบางโพธ์ิ เป็นสำคัญ
4. วัดเขมาภิรตาราม
วัดเขมาภิรตาราม อยู่ทางฝ่ังตะวันออกของแม่น้ําเจ้าพระยา เหนือวัดปากนํ้า ตรงกันข้ามกับปาก
คลองบางกรวย (คลองตลาดแก้ว) ขน้ึ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เดิมชื่อวัดเขมา เป็น
วดั โบราณสมัยอยุธยา พ.ศ. ๒๓๗๑ สมเด็จพระศรีสุ่ริเยนทราบรมราชินีในรชั กาลท่ี ๒ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕
ขณะท่ีทางวัดกำลังรื้อส่ิงสลักหักพังท่ีองค์พระมหาเจดีย์ เพ่ือปฏิสังขรณ์น้ันได้พบพระบรมสารีริกธาตุ จึงได้ทำ
พิธีอัญเชิญไปบรรจุไว้ในองค์พระมหาเจดีย์ โบราณวัตถุสถานท่ีน่าสนใจภายในวัดเขมาภิรตาราม นอกจากท่ี
กล่าวมาแล้วคือ พระท่ีน่ังมูลมณเฑียร พระท่ีน่ังนี้เดิมสร้างเป็นตำหนักไม้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในสมัย
รชั กาลท่ี ๒ ต่อมารชั กาลที่ ๔ โปรดให้รอ้ื และแก้ไขเป็นตึก ปลูกข้ึนใหม่อยรู่ ะหว่างพระที่น่ังภาณุมาศจำรญู กับ
บริเวณพระพุทธนิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง ครัน้ ถึงรัชกาลท่ี ๕ โปรดให้ร้อื ไปปลูกท่ีวัดเขมาภิรตาราม โดย
ทรงพระราชอุทศิ ใหเ้ ป็นโรงเรยี น ปัจจุบันใช้เปน็ ห้องสมุดของโรงเรียนกลาโหมอทุ ิศ
ตำหนักแดง ปัจจุบันอยู่ภายในบริเวณวัดเขมาภิรตาราม จังหวดั นนทบุรี พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ อธบิ ายไว้
ในประวัติวดั เขมาภริ ตาราม ฉบับพมิ พ์ พ.ศ. ๒๔๗๗
5. ตลาดแกว้
บ้านตลาดแก้ว อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าเจ้าพระยา ตรงข้ามปากคลองบางสีทองข้ึนตำบล
สวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี คู่กับตลาดขวัญ ปัจจุบันคือที่ต้ังศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ซึ่ง
ย้ายมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ในสมยั รชั กาลที่ ๗
6. ปากเกร็ด
บ้านปากเกร็ด อยู่ทางฝ่ังตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด
จงั หวัดนนทบุรี เดิมเป็นที่อยู่ของพวกมอญซึ่งอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ปัจจุบันคงมีชาวมอญอาศัย
อยู่เปน็ จำนวนมาก เรียกกันติดปากวา่ บ้านมอญ
กลมุ่ ท่ี 3
มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ได้มีการประดิษฐ์เกมบันไดงูข้ึนมาแล้วมีชิ้นงานประกอบเป็นภาพสถานที่ท่ี
ปรากฏในวรรณคดี เรอ่ื งนริ าศภเู ขาทอง จำนวน 6 สถานท่ี ดังน้ี
1. บา้ นใหม่
บา้ นใหม่ อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแมน่ า้ํ เจ้าพระยา อยูใ่ นทอ้ งทตี่ ำบลบา้ นใหม่ อำเภอเมือง
ปทุมธานี จงั หวดั ปทมุ ธานี
2. บางเดื่อ
บ้านบางเด่ือ หรอื บางมะเด่ือ อยู่ทางฝงั่ ตะวนั ตกของแมน่ ํา้ เจ้าพระยา อยู่ในท้องทีต่ ำบลบางเด่ือ
อำเภอเมืองปทมุ ธานี จงั หวดั ปทุมธานี มีคลองบางเด่ืออยู่เหนอื วดั นํ้าวนและอยู่ใต้วัดบางเดอ่ื เป็นสำคญั
3. บางหลวง
บา้ นบางหลวง อยทู่ างฝ่งั ตะวันตกของแมน่ ํ้าเจ้าพระยา อยใู่ นท้องทต่ี ำบลบางหลวง อำเภอเมือง
ปทมุ ธานี จังหวดั ปทุมธานี มวี ัดบางหลวงต้ังอย่ปู ากคลองบางหลวงเปน็ สำคญั คลองน้ีมนี ํ้าตลอด
4. เชิงราก (เชียงราก)
บ้านเชิงราก ปัจจุบันเรียก “เชียงราก” มีคลองเชียงรากซึ่งแยกจากแม่นํ้าเจ้าพระยาทางฝ่ัง
ตะวันออก ที่เหนือปากคลองมีศาลเจ้าและวัดมะขามเป็นสำคญั มีทั้งคลองเชียงราก (ใหญ่) และคลองเชยี งราก
นอ้ ย นอกจากเชยี งรากจะเป็นช่อื คลองแล้ว ยังเป็นชื่อตำบล ๒ ตำบล คือ ตำบลเชียงรากนอ้ ย และตำบลเชียง
รากใหญ่ ขน้ึ อำเภอสามโคก จังหวัดปทมุ ธานี
5. สามโคก
สามโคก เป็นชื่อตำบลและอำเภอ ขึ้นจังหวัดปทุมธานี เดิมเปน็ เมอื งท่ีตัง้ ของเมอื งสามโคก เป็นชื่อ
เมอื งเกา่ ของปทุมธานี มชี ่ือปรากฏในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๑ ของเจ้าพระยาทิพากร
วงศ์ (ขำ บุนนาค) ฉบับองค์การค้าของคุรุสภาพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. ๒๕๐๓ หน้า ๓๐ กล่าวว่า “เม่ือสมเด็จพระ
อนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงสร้างวัดตองปุขึ้นใหม่ โปรดให้พระสงฆ์รามัญมาอยู่วัดตองปุ
และให้พระมหาสุเมธาจารย์เป็นเจ้าอาวาส พระไตรสรณธัชนั้นมีพระราชโองการให้อยู่วัดบางหลวง เป็นเจ้า
คณะรามญั ในแขวงเมอื งนนทบรุ ีและสามโคก พระสุเมธนอ้ ยน้นั โปรดให้ครองวดั บางยี่เรอื ใน”
6. บ้านง้ิว
บ้านงิ้ว หรือบ้านป่างิว้ อยูท่ างฝั่งตะวนั ออกของแม่น้าํ เจ้าพระยา อยู่ในทอ้ งที่ตำบลบ้านง้ิว อำเภอสาม
โคก จังหวัดปทุมธานี มีวัดปา่ งว้ิ เปน็ สำคัญ
กลมุ่ ที่ 4
มีสมาชิกท้ังหมด 6 คน ได้มีการประดิษฐ์เกมบันไดงูข้ึนมาแล้วมีช้ินงานประกอบเป็นภาพสถานที่ที่
ปรากฏในวรรณคดี เร่อื งนริ าศภเู ขาทอง จำนวน 5 สถานท่ี ดังนี้
1. เกาะใหญร่ าชคราม
เกาะใหญ่ เปน็ ชื่อท่ีชาวบ้านเรยี กตำบลท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีคลองเกาะ
ใหญ่ ซง่ึ แยกจากแม่นำ้ เจ้าพระยาทางฝัง่ ตะวันตก ตรงขา้ มกบั วดั โพธแิ์ ตงเหนือ วัดโพธ์ิแตงใต้ มีวดั ทา้ ยเกาะ
ใหญ่ ตำบลทา้ ยเกาะ อำเภอสามโคก จังหวดั ปทมุ ธานี เปน็ สำคัญ
สว่ นคำวา่ “ราชคราม” เปน็ ชอื่ เดมิ ของอำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ปัจจุบนั เป็น
ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร ตัง้ อยูต่ รงทรี่ ่วมของแม่น้ําน้อย (แม่นํา้ สีกกุ ) กบั ลำแม่นํ้าใหญ่ คือ แมน่ า้ํ
เจา้ พระยา ในสมยั รัชกาลท่ี ๕ โปรดใหต้ ั้งเป็นอำเภอเรียกวา่ อำเภอราชคราม ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี ๖ ไดย้ ้าย
ทีว่ า่ การไปตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของลำนาํ้ บางไทร (แมน่ า้ํ น้อย) ทต่ี ำบลราชคราม เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๗. ถึงพ.ศ. ๒๔๘๑
กลับเปลยี่ นชื่อเปน็ อำเภอบางไทร และเปน็ ช่ือท่เี รยี กกันต่อมาจนกระท่ังปัจจุบันนี้
2. ตำบลกรุงเกา่
ตำบลกรุงเก่า หมายถึงกรุงศรีอยุธยา คำว่า “กรุงเก่า” เป็นชื่อเดิมของอำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอน้ีเดิมมีช่ือว่า อำเภอรอบกรุง ครั้นต่อมาเมื่อเปลี่ยนช่ือจังหวัดและมณฑลใน
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเปล่ียนชื่อเป็น อำเภอกรุงเก่า ต่อมาได้เปล่ียนชื่อ เป็นอำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา เม่ือวนั ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๐
3. ท่าหนา้ จวน
ทา่ หน้าจวน คือจวนผู้รักษากรุงเก่าในสมัยนั้น เข้าใจว่าจะอยู่ในวงั จันทรเกษม ผู้รักษากรุงเก่า คือ
พระยาไชยวิชิต (เผือก) ซ่ึงเคยสนิทสนมกับสนุทรภู่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะมี
บรรดาศกั ดิ์เป็น จม่ืนไวยวรนารถ กล่าวไว้ในนริ าศภูเขาทองวา่ “เคยหมอบรบั กับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือ
ทน่ี ั่งบัลลังกท์ อง”
4. วดั หนา้ พระเมรุ
วัดหน้าพระเมรุ อยู่ฝ่ังขวาแม่นํ้าลพบุรีและริมคลองสระบัวตรงข้ามพระราชวังโบราณด้านเหนือ
ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา เป็นพระอารามหลวงสามัญ ช้ันตรี เป็น
วดั โบราณท่ีสำคญั วดั หน่งึ ตามตำนานกล่าวว่า พระองค์อนิ ทรใ์ นรัชกาลสมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี ๒ ทรงสรา้ งเมื่อ
จุลศักราช ๘๖๕ พ.ศ. ๒๐๔๗ ประทานนามว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ต่อมาภายหลังเรียกกันท่ัวไปว่า “วัด
หน้าพระเมรุ” คงจะสร้างตรงท่ีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชา พระองค์ใดพระองค์หน่ึงท่ีครองกรุงศรี
อยุธยา หรืออาจจะเอานามวัดพระเมรุซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ท่ีสวนนันทอุทยาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ
องค์พระปฐมเจดยี ์ ตำบลหว้ ยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มาต้ังช่ือวัดน้ีกไ็ ด้
5. เจดีย์ภเู ขาทอง
วัดภูเขาทอง เป็นวัดที่ต้ังอยู่นอกตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ประมาณ ๒ กิโลเมตรเศษ ประวัติการสร้างวัดและองค์พระเจดีย์ประธาน ซ่ึงพบหลักฐานจากพงศาวดาร
ประกอบกบั คำใหก้ ารชาวกรงุ เก่ามคี วามเป็น ๓ ประการ ดงั จะขอนำมาเสนอเพอ่ื เปน็ แนวทางพิจารณาดงั น้ี
๑. พงศาวดารเหนือ กล่าวว่าสมัยหน่ึงพระนเรศวรหงสากษัตริย์มอญผู้ครองเมืองสะเทิม ได้ยกพยุหแสนยากร
๔๐ แสนมาล้อมกรงุ ได้ตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลนนตรี เมือ่ ได้ทราบว่าพระนารายณ์ได้ครองราชสมบัติก็เกรงพระเด
ชานุภาพ จึงแต่งหนังสือแจ้งไปยังพระนารายณ์เป็นใจความว่า ท่ีได้ยกพลมาครั้งน้ี เพื่อจะสร้างวัดพนัน
กนั คนละวดั ฝ่ายพระนารายณ์ก็รับคำพนันน้ัน โดยตรัสวา่ “พระเจ้าพีจ่ ะสร้าง ก็สร้างเถิด คนละมุมเมือง เจ้าพ่ี
สร้างทางทิศพายัพ เราจะอย่ขู ้างทิศหรดี” พระนเรศวรหงสาจึงสร้างพระเจดีย์กวา้ ง ๓ เส้น สูง ๗ เส้น ๔ วา ๒
ศอก ก่ออยู่ ๑๕ วัน ถงึ บัวกล่มุ ให้นามว่า “วัดภูเขาทอง” พระนารายณ์เห็นว่าจะแพ้จงึ คิดเปน็ กลอบุ ายทำโครง
ไม้เอาผ้าขาวคาด พระนเรศวรหงสาเห็นเช่นน้ันคิดกลัว ก็เลิกทัพกลับไป เจดีย์ท่ีพระนารายณ์ทรงสร้าง
พงศาวดารเหนือกล่าววา่ คือ เจดยี ว์ ดั ชัยมงคล
บทที่ 5
สรุปผลการศกึ ษาค้นควา้
สรปุ ผลการศึกษาคน้ ควา้
จากการจัดทำโครงงานเรื่อง “ตามรอยท่านสุนทรภู่ สร้างสรรค์ หรรษา เกมบันไดงู เรียนรนู้ ิราศภูเขา
ทอง” และนำเขา้ มาประกอบการเรียนรายวิชาภาษาไทย ในเร่อื งนิราศภูเขาทองน้ัน สามารถสรุปผลการศึกษา
ไดด้ ังนี้
1. เพื่อประดิษฐ์เกมบันไดงู จากวรรณคดีเรื่อง นิราศภูเขาทอง เป็นการนำเกมบันไดงูเข้ามาบูรณา
การในการเรียนวรรณคดีทำให้การเรียนการสอนวรรณคดีไทยมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สามารถกระตุ้นให้มี
ความอยากรอู้ ยากเรยี นมากย่งิ ข้นึ
2. เพ่ือศึกษาการเดินทางและสถานท่ีท่ีปรากฏในวรรณคดี เร่ือง นิราศภูเขาทอง ของท่านสุนทรภู่
ทำให้ทราบถึงสถานท่ีต่าง ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย และรู้จักว่าสถานที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏน้ันปัจจุบันคือ ตำบล อำเภอ
และจงั หวัดอะไร ทำใหม้ กี ารพฒั นาทักษะทางดา้ นการอา่ นและการจำให้แก่ผ้จู ัดทำอีกดว้ ย
3. เพ่ือส่งเสริมให้มีการทำงานเป็นทีมและเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นรวมถึงปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม ในการปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต และสามารถนำทักษะความรู้ท่ีได้รับมาปรับใช้ในรายวิชาอื่น ๆ
และในชวี ิตประจำวันไดอ้ ย่างเหมาะสม
ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการทำโครงงาน
1. ไดร้ ถู้ ึงการเดนิ ทางและสถานทีท่ ปี่ รากฏในวรรณคดี เรอ่ื ง นริ าศภูเขาทอง ของท่านสุนทรภู่
2. มีการทำงานเป็นทมี และเสรมิ สร้างปฏิสมั พนั ธก์ บั ผ้อู ่ืน
3. ได้ความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ จาก เกมบนั ไดงู
4. ไดฝ้ กึ ความรู้ ความจำ และการสงั เกต
การนำผลการศกึ ษาไปใช้
มีการนำ เกมบันไดงู มาฝึกเล่นในเวลาว่าง ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากนี้ยัง
สามารถนำไปบูรณาการกับรายวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมได้อีกด้วย
ขอ้ เสนอแนะ
สามารถต่อยอดโครงงานโดยการศึกษาวรรณคดีเร่ืองอื่น ๆของสุนทรภู่ มีการศึกษาเพิ่มเติมในด้าน
ต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์ตัวละคร วิเคราะห์คุณค่าด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการอ่านคิด วิเคราะห์
ของผู้เรยี นให้ดียง่ิ ไป