ก
ค้านา้
ชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรยี นรู้ หน่วยของสิ่งมชี ีวิตและการดารงชวี ิต
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใช้การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es ได้จัดทาขึ้นเพื่อใชเ้ ปน็ สื่อประกอบการ
เรยี นการสอน เรือ่ ง เซลล์ของสิง่ มีชวี ิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ซึ่งมีเน้ือหาและวธิ ีการสอนท่ีเปน็
ระบบ โดยเรียนรู้จากงา่ ยไปหายาก และเน้นใหน้ ักเรียนได้สืบคน้ ขอ้ มูลดว้ ยตนเอง รวมท้ังการจัด
กระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีใหน้ กั เรียนไดป้ ฏิบตั จิ ริง จากกจิ กรรมการทดลองท่ีมีอยใู่ นชดุ กิจกรรม
เพื่อให้นักเรยี นเกิดประสบการณ์โดยตรง และเกิดเจตคติที่ดตี ่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ ชุดกจิ กรรมที่
สร้างขึ้นมที ง้ั หมด 7 เลม่ ประกอบดว้ ย
ชดุ ที่ 1 เรอ่ื ง เซลล์ของสง่ิ มชี วี ติ
ชดุ ที่ 2 เรอ่ื ง การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
ชดุ ที่ 3 เร่ือง การล้าเลียงน้าและอาหารของพืช
ชดุ ที่ 4 เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช
ชดุ ท่ี 5 เรื่อง การสบื พันธุ์ของพชื
ชดุ ท่ี 6 เร่ือง การตอบสนองของพชื ต่อสิ่งเร้า
ชุดที่ 7 เรือ่ ง ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยชี ีวภาพทเ่ี กย่ี วกับพืช
สาหรับชุดกิจกรรมเลม่ นเี้ ปน็ ชุดท่ี 3 เรื่อง การลาเลยี งนา้ และอาหารของพชื ผจู้ ัดทาหวังเป็นอยา่ งย่งิ ว่า
ชุดกจิ กรรมทส่ี ร้างข้นึ น้ีจะเป็นประโยชน์ตอ่ ครู นักเรียน และการจดั การเรียนการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์
เรื่อง การลาเลยี งนา้ และอาหารของพชื
รอมีบะ๊ มิง
ผ้เู รียบเรียง
ข หน้า
สารบญั ก
ข
เรอื่ ง ค
ง
คานา จ
สารบญั ฉ
คาชีแ้ จงในการใชช้ ุดกจิ กรรม 1
คาแนะนาการใช้ชุดกิจกรรมสาหรบั ครู 3
คาแนะนาการใช้ชุดกจิ กรรมสาหรบั นกั เรียน 6
ข้นั ตอนการใชช้ ุดกิจกรรม 20
แบบทดสอบก่อนเรียน 22
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 23
ชุดกจิ กรรมวิทยาศาสตร์ ชดุ ที่ 3 32
แบบทดสอบหลงั เรยี น 33
บรรณานุกรม 34
ภาคผนวก
กระดาษคาตอบ
แบบบนั ทกึ คะแนนรายบคุ คล
ประวัติผูเ้ รยี บเรยี ง
ค
ค้าชีแจงในการใชช้ ดุ กิจกรรม
1. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ หน่วยของสิง่ มีชวี ิตและการดารงชวี ติ
สาหรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es มีทั้งหมด 7 ชดุ ดังนี้
ชดุ ที่ 1 เรื่อง เซลลข์ องส่งิ มชี วี ติ
ชดุ ท่ี 2 เรอ่ื ง การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
ชดุ ที่ 3 เรื่อง การลาเลยี งน้าและอาหารของพืช
ชดุ ที่ 4 เรอ่ื ง กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช
ชุดที่ 5 เรอ่ื ง การสบื พันธุข์ องพืช
ชุดที่ 6 เรอ่ื ง การตอบสนองของพืชต่อสงิ่ เร้า
ชุดท่ี 7 เร่อื ง ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยีชวี ภาพท่ีเก่ียวกบั พชื
2. ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ หนว่ ยของสงิ่ มีชวี ิตและการดารงชวี ติ
สาหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1 โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ชดุ ท่ี 3 เรอ่ื ง การลาเลยี ง
นา้ และอาหารของพืช มจี ุดประสงค์การเรียนรแู้ ละเน้ือหาท่ีสอดคล้องกับสาระ และมาตรฐานกลุ่มสาระ
การเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 สง่ิ มีชวี ิตกับกระบวนการดารงชวี ติ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
3. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ หน่วยการเรยี นรู้ หน่วยของส่ิงมีชวี ติ และการดารงชีวติ
สาหรบั นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ชดุ ที่ 3 เร่ือง การลาเลยี ง
นา้ และอาหารของพชื ในแต่ละชุดกิจกรรมจะเสร็จสมบรู ณ์ในตัวเอง นักเรียน สามารถใช้ในการศึกษาหา
ความรูเ้ พิ่มเติมได้
4. นกั เรยี นสามารถประเมินตนเองไดโ้ ดยการตรวจกระดาษคาตอบจากเฉลย
5. ควรทาการศึกษาคาแนะนาในการใช้ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ก่อนใชท้ ุกชุดกิจกรรม
ง
คา้ แนะน้าในการใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้สา้ หรบั ครู
การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรียนรู้ หน่วยของส่ิงมีชีวิตและ
การดารงชวี ติ สาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารสอนแบบ สบื เสาะหาความรู้ 5E ชุดท่ี 3
เรื่อง การลาเลยี งน้าและอาหารของพืช ครูควรมีการเตรียมความพร้อมและ ปฏบิ ัตติ ามคาแนะนา
ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ครูควรเตรยี ม วัสดุ อุปกรณ์ ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ดังน้ี
1.1 ครูเตรียมชดุ กจิ กรรมใหค้ รบตามจานวนนักเรียน
1.2 เตรยี ม วสั ดุ อปุ กรณ์ ต่าง ๆ ตามท่รี ะบุไว้ในชดุ กจิ กรรม
1.3 แบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
2. กอ่ นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ครคู วรชแ้ี จงให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองในระหวา่ ง
การดาเนนิ กจิ กรรม
3. ครูให้คาแนะนา เป็นผู้ชว่ ยเหลือ สง่ เสรมิ และสนบั สนุน และเป็นผ้อู านวยความสะดวก
ในการดาเนินกิจกรรม
4. ศึกษาและทาความเขา้ ใจการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ เร่ืองการสบื พันธ์ุของพชื กลมุ่ สาระ
การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 (ประกอบการใชช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรู้ หน่วยการเรียนรู้
หน่วยของส่งิ มชี วี ติ และการดารงชวี ติ สาหรับนักเรยี น ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การสอนแบบสบื
เสาะหาความรู้ 5Es ชดุ ที่ 3 เร่ือง การลาเลียงนา้ และอาหารของพืช การจัดการเรียนรู้ ส่ือการเรยี นรู้
วธิ ีการวัดและประเมนิ ผลให้ชัดเจน สาหรบั เกณฑ์ การผ่านตวั ชี้วดั ในแต่ละแผนการจัดการเรยี นรูไ้ มต่ ่า
กว่ารอ้ ยละ 80
จ
คา้ แนะน้าในการใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรูส้ ้าหรบั นักเรียน
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ หน่วยการเรยี นรู้ หน่วยของสิ่งมชี ีวิตและการดารงชีวิต สาหรบั นกั เรยี นช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es ชุดท่ี 3 เรื่อง การลาเลียงนา้ และอาหารของ
พชื ทนี่ กั เรยี นจะไดศ้ ึกษาต่อไปน้ี เปน็ กจิ กรรมการเรียนรู้ เพ่ือส่งเสรมิ ให้นักเรียนได้สืบเสาะหาความรู้และ
สามารถสรา้ งองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง โดยเนน้ การใชค้ าถาม และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ ห้
นกั เรียนได้คดิ และลงมอื ปฏิบัตติ ามขัน้ ตอนท่ีกาหนดไว้ใน ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ตามลาดบั ดงั น้ี
1. นักเรียนศึกษาจดุ ประสงค์การเรยี นรแู้ ละขอบขา่ ยเนอ้ื หาสาระของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
2. การเรยี นด้วยชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ จะต้องปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนท่ีกาหนดให้ อย่าง
เครง่ ครดั และมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง
3. นักเรยี นศึกษาวธิ กี ารใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ถ้านักเรยี นคนใดสงสัยหรอื มีปัญหาที่ไม่เขา้ ใจ
สามารถขอคาแนะนาจากครผู ู้สอนไดต้ ลอดเวลา
4. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพ่อื วดั ความร้พู ้ืนฐาน จานวน 10 ขอ้ และตรวจคาตอบ
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
5. นักเรียนศึกษาและลงมือปฏิบตั ิกจิ กรรม นกั เรียนสามารถตรวจกระดาษคาตอบได้จากเฉลย ใน
ภาคผนวกของกิจกรรมและต้องมีความซอื่ สตั ย์ในการทากจิ กรรม
6. เม่อื ศึกษาครบทกุ กจิ กรรมนักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน จานวน 10 ขอ้ เพ่ือวัดความรู้
ความเขา้ ใจอกี คร้ังและตรวจคาตอบแบบทดสอบหลังเรยี น เพอ่ื เปรียบเทียบความก้าวหนา้ ทางการเรยี น
7. เวลาท่ใี ช้ในการศึกษาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ จานวน 3 ชวั่ โมง
ฉฉ
ขันตอนการใช้ชดุ กิจกรรม
คา้ แนะน้าในการใช้ชดุ กิจกรรม
แบบทดสอบย่อยก่อนเรียน
ลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ไม่ผา่ นเกณฑ์
แบบทดสอบย่อยหลงั เรียน ประเมนิ ผล
ศกึ ษาชดุ กจิ กรรมชดุ ตอ่ ไป ผ่านเกณฑ์
1
แบบทดสอบกอ่ นเรียน
ชดุ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ ชุดท่ี 3 การล้าเลียงน้าและอาหารของพืช
ค้าชแี จง 1. แบบทดสอบเป็นแบบปรนัย เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ขอ้
2. ให้นักเรยี นเลือกคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทสี่ ุดเพยี งคาตอบเดยี ว ทาเคร่อื งหมายกากบาท (X)
ลงในกระดาษคาตอบ
1. การคายนา้ ของพืชไมม่ สี ว่ นในการทาอะไร
ก. การลดอณุ หภูมทิ ี่ใบ
ข. การลาเลียงเกลือแร่
ค. การลาเลียงน้าทางไซเลม
ง. การลาเลยี งอาหารทางโฟลเอม
2. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้อง
ก. ทอ่ ลาเลยี งน้ามีอยทู่ ่วั ไปในลาต้น
ข. ทอ่ ลาเลยี งนา้ ไมม่ ีในพืชใบเลี้ยงคู่
ค. ท่อลาเลยี งน้าไมม่ ีในพืชใบเลี้ยงเดีย่ ว
ง. ทอ่ ลาเลยี งน้ามีเพยี งบางแหง่ ในลาต้น
3. การย้ายต้นเขม็ ไปปักชาต้องเด็ดใบท้งิ บ้างเพ่ืออะไร
ก. ลดการคายนา้
ข. ป้องกนั การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ค. ป้องกันการบงั แสงอาทิตย์ในกลุ่มใบ
ง. ป้องกันไม่ใหแ้ มลงมารบกวนขณะปักชา
4. พืชน้ามรี ากขนอ่อนนอ้ ยเพราะเหตใุ ด
ก. พชื น้าไมม่ ีการดดู ซึมน้า
ข. เยอื่ บผุ วิ บางสว่ นดดู ซมึ น้าได้
ค. พชื น้ามแี ตเ่ พยี งการลาเลียงนา้ ในสว่ นที่พ้นนา้
ง. พืชน้าไมม่ ีการลาเลียงนา้ มีแตก่ ารลาเลยี งอาหาร
5. การคายนา้ ของพชื มคี วามสาคัญต่อกระบวนการใดมากท่ีสดุ
ก. การหายใจ
ข. การลาเลยี งนา้
ค. การสรา้ งนา้ ตาล
ง. การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
2
6. การคายนา้ ของพืช น้าจะออกจากพชื มากท่ีสุดทางไหน
ก. หน้าใบ
ข. ก้านใบ
ค. หลังใบ
ง. ปลายใบ
7. การตัดก้านดอกไม้ใต้น้าก่อนปักแจกนั ดอกไม้จะสดได้นาน เพราะเหตุใด
ก. อากาศไม่เข้าไปในท่อลาลยี งน้า ก่ิงดุดน้าได้ดี
ข. ออกซิเจนเขา้ ทางท่อลาเลียงนา้ ชว่ ยในการหายใจ
ค. อากาศเข้าไปในท่อลาเลยี งน้า ดนั น้าใหข้ ึ้นไปเลีย้ งลาต้น
ง. คาร์บอนไดออกไซด์มโี อกาสผา่ นเข้าทางเซลล์สเี ขียวมากข้ึน
8. นาก่ิงไม้มา 2 กงิ่ ขนาดเท่ากัน วางทิ้งไว้ให้เห่ียว นาก่ิงที่ 1 มาตัดตรงโคนก่ิง วางทง้ิ ไว้สกั ครู จงึ นาไปแช่นา้
นากงิ่ ท่ี 2 มาตัดใต้น้าแล้วแช่นา้ ไว้อย่างเดิม กิง่ ไหนจะฟ้ืนท่ีหลงั เพราะเหตุใด
ก. ก่ิงท่ี 1 ที่ตดั ในอากาศ เพราะมีออกซิเจนมากเกินไป
ข. กิ่งที่ 2 เพราะมีนา้ มากเกินไป
ค. กิ่งท่ี 2 เพราะการลาเลียงอาหารขดั ข้อง
ง. กิ่งที่ 1 เพราะอากาศขัดขวางการลาเลียงน้า
9. ใบไม้มักจะเหีย่ วในตอนกลางวันเนื่องมาจากสาเหตุใด
ก. ดนิ มนี า้ น้อย
ข. พชื คายน้ามากขึ้น
ค. พชื ดดู น้าไดน้ ้อยลง
ง. พืชคายน้าเรว็ กวา่ ดูดน้า
10. การดูดน้าจากดนิ ของพชื จะเกดิ มากสุดบริเวณใด
ก. บริเวณขนราก
ข. บริเวณรากฝอย
ค. ทุกสว่ นของราก
ง. บรเิ วณปลายราก
3
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 : สงิ่ มชี วี ติ กับกระบวนการดา้ รงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจหน่วยพื้นฐานของส่งิ มีชีวิต ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าทขี่ อง
ระบบต่าง ๆ ของสิง่ มชี วี ิตที่ทางานสัมพันธก์ นั มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ส่อื สารสง่ิ ท่เี รียนร้แู ละ
นาความรู้ไปใช้ในการดารงชวี ิตของตนเองและดแู ลส่งิ มีชีวิต
สาระท่ี 8 ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจิตวทิ ยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่เี กิดขนึ้ ส่วนใหญม่ รี ูปแบบทีแ่ นน่ อน สามารถอธบิ ายและ
ตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยใู่ นชว่ งเวลานั้น ๆ เขา้ ใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม
และสงิ่ แวดล้อมมีความเก่ียวข้องสมั พนั ธก์ ัน
ตัวชีวดั
มฐ.ว 1.1-8 ทดลองและอธิบายกลุม่ เซลลท์ ี่เกีย่ วข้องกบั การลาเลียงนา้ ของพชื
มฐ.ว 1.1-9 สงั เกตและอธบิ ายโครงสรา้ งทีเ่ กยี่ วกบั ระบบลาเลยี งนา้ และอาหารของพืช
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/1 ตงั้ คาถามทีก่ าหนดประเด็นหรอื ตัวแปรทสี่ าคัญในการสารวจตรวจสอบ หรอื
ศกึ ษาค้นควา้ เรื่องท่ีสนใจได้อย่างครอบคลุมและเชอ่ื ถือได้
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/2 สรา้ งสมมติฐานที่สามารถตรวจสอบได้และวางแผนการสารวจตรวจสอบ
หลายๆ วธิ ี
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/3 เลอื กเทคนิควธิ กี ารสารวจตรวจสอบทั้งเชงิ ปริมาณและเชิงคุณภาพท่ีได้ผล
เที่ยงตรงและปลอดภยั โดยใช้วัสดแุ ละเครอ่ื งมือที่เหมาะสม
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/4 รวบรวมขอ้ มูล จดั กระทาข้อมลู เชิงปริมาณและคุณภาพ
4
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/5 วิเคราะห์และประเมนิ ความสอดคล้องของประจักษ์พยานกบั ข้อสรปุ ท้งั ท่ี
สนบั สนุนหรือขดั แย้งกับสมมติฐาน และความผดิ ปกตขิ องข้อมูลจากการสารวจตรวจสอบ
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/6 สร้างแบบจาลอง หรือรูปแบบ ที่อธบิ ายผลหรือแสดงผลของการสารวจ
ตรวจสอบ
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/7 สรา้ งคาถามทีน่ าไปสู่การสารวจตรวจสอบ ในเร่อื งทเี่ กี่ยวขอ้ ง และนาความรู้
ทไี่ ด้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่หรืออธบิ ายเก่ยี วกับแนวคดิ กระบวนการและผลของโครงงานหรือชนิ้ งานให้
ผอู้ ่ืนเข้าใจ
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/8 บนั ทึกและอธบิ ายผลการสงั เกต การสารวจ ตรวจสอบ คน้ ควา้ เพิ่มเติมจาก
แหล่งความร้ตู า่ งๆ ให้ได้ข้อมูลทเี่ ชื่อถอื ได้ และยอมรับการ เปลีย่ นแปลงความรู้ท่ีค้นพบเมอื่ มีขอ้ มลู และ
ประจักษ์พยานใหม่เพิ่มขึน้ หรือโตแ้ ยง้ จากเดมิ
มฐ.ว 8.1 ม.1-3/9 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธบิ ายเก่ียวกบั แนวคดิ กระบวนการ
และผลของโครงงานหรอื ชนิ้ งานให้ผูอ้ ื่นเข้าใจ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. ด้านความรู้ (K)
1.1 อธบิ ายการโครงสรา้ งและการทางานของระบบลาเลยี งของพืชได้
2. ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
2.1 ออกแบบการทดลองและทดลอง เกี่ยวการทางานของระบบลาเลียงของพชื ได้
2.2 สบื ค้นขอ้ มลู เกยี่ วกับการทางานของระบบลาเลียงของพืชได้
3. ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)
3.1 นกั เรียนมีวินยั
3.2 นกั เรียนมคี วามสนใจใฝเ่ รยี นรู้
3.3 นักเรียนมีความมุ่งมน่ั ในการทางาน
5
สาระสา้ คญั
ท่อล้าเลยี งนา้ (Xylem) คือ กลมุ่ เซลล์ท่ีทาหนา้ ทล่ี าเลยี งน้า และแร่ธาตุจากรากส่ลู าต้นและไปสู่
ใบมีอยูเ่ ฉพาะท่ีและเรียงตดิ กันเป็นทอ่ ยาว นา้ จากท่อลาเลียงน้าไปสเู่ ซลล์อ่ืนๆ ดว้ ยวิธีออสโมซิสและเกลอื
แรจ่ ากท่อลาเลียงนา้ เขา้ สเู่ ซลล์อื่นๆ ด้วยวิธกี ารแพร่
ท่อลา้ เลียงอาหาร (Phloem) คอื กล่มุ เซลล์ที่ลาเลียงอาหารซงึ่ สรา้ งด้วยวธิ สี งั เคราะหด์ ้วยแสง
ส่วนใหญ่จะสรา้ งทใี่ บนาไปเล้ียงสว่ นต่างๆ ของลาต้นเพื่อใหพ้ ืชเจรญิ เติบโต
เพอ่ื นๆ พรอ้ มทจี่ ะศึกษาใบความรู้
กันยังคะ
6
ใบควำมร้ทู ี่ 1
กำรลำ้ เลียงน้ำและอำหำรของพชื
ต้นไมม้ ีขนรากจานวนมากมายอย่บู รเิ วณปลายของรากแก้ว รากกง่ิ รากแขนง และรากฝอย ขนราก
ดุดนาและแร่ธาตุจากดนิ บริเวณรอบๆ รากเขา้ สูต่ น้ ไม้ ขนรากเปน็ สว่ นของเซลล์ผวิ รากท่ยี น่ื ออกไปมีลักษณะ
เป็นขนสีขาวเสน้ เล็กๆ ยาวประมาณ 0.1 เซนตเิ มตร ลักษณะอ่อนนมุ่ หักง่ายเม่ือความชืนนอ้ ยขนรากจะแหง้
ลบี ไป
ภาพท่ี 1 องค์ประกอบของรากและขนราก
ท่ีมา : http://www.nana-bio.com/e-learning/permanent.htm
ท่อล้ำเลยี งน้ำของพชื
ท่อลาเลยี งนา (Xylem) คือ กลุ่มเซลลท์ ท่ี าหนา้ ที่ลาเลยี งนา และแร่ธาตจุ ากรากสู่ลาต้นและ
ไปสใู่ บมีอยู่เฉพาะทแี่ ละเรยี งตดิ กันเปน็ ท่อยาว นาจากท่อลาเลียงนาไปสู่เซลลอ์ น่ื ๆ ด้วยวธิ ีออสโมซีส
และเกลือแรจ่ ากทอ่ ลาเลยี งนาเขา้ สเู่ ซลล์อนื่ ๆ ด้วยวธิ กี ารแพร่
7
ท่อล้ำเลยี งอำหำรของพืช
ท่อลาเลยี งอาหาร (Phloem) คือ กลมุ่ เซลลท์ ี่ลาเลยี งอาหารซงึ่ สรา้ งดว้ ยวิธสี ังเคราะห์ด้วย
แสง สว่ นใหญจ่ ะสร้างท่ใี บนาไปเลยี งส่วนต่างๆ ของลาตน้ เพ่ือให้พชื เจรญิ เตบิ โต
ภาพท่ี 2 ท่อลาเลยี งของพืช
ท่มี า : https://witchuda2014.wordpress.com/2014/02/17/
พร้อมทีจ่ ะศึกษำกำรล้ำเลียงนำ้ และอำหำรของพืช
กันแล้วใช่ไหมค่ะ ไปเรยี นร้กู นั เลยคะเพอ่ื นๆ
8
กำรล้ำเลยี งอำหำรในพชื
อาหารซ่ึงพชื สรา้ งทใ่ี บ คือ นาตาล พืชลาเลียงอาหารไปเลียงส่วนตา่ งๆ ของพืชทางท่อ
ลาเลียงอาหาร (โฟลเอม) เพอ่ื ใชใ้ นการหายใจให้เกิดพลงั งานในการดารงชีวติ การหายใจ คอื
กระบวนการทีส่ งิ่ มชี ีวิตใช้กา๊ ซออกซิเจนทาปฏิกิริยากับอาหารเพ่อื ใหไ้ ด้พลงั งาน กระบวนการนี
เกดิ ขึนภายในเซลลข์ องสง่ิ มชี ีวติ
ปฏิกิรยิ ำกำรหำยใจ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ + นา + พลงั งาน
อาหาร + กา๊ ซออกซิเจน
ภาพที่ 3 การหายใจของพืช
ทม่ี า : http://upic.me/show/53935577
พร้อมที่จะฟงั กำรสรปุ กำรล้ำเลียงนำ้ และอำหำรของ
พืช ไปเรียนรู้กนั เลยคะเพ่ือนๆ
9
สรุปใจควำมส้ำคญั
1. อำหำรทพี่ ืชจะลำ้ เลยี งไป ได้แก่ นาตาล วติ ามิน ฮอรโ์ มน หรอื สารอื่นๆ ที่ถูกเปลยี่ นแปลง
จะถกู ลาเลยี งไปโดยเนอื เยือ่ ลาเลียงอาหารหรอื โฟลเอม เพ่ือใชใ้ นการหายใจ เลยี งสว่ นตา่ งๆ
เพื่อเกบ็ สะสมไวท้ ร่ี ากหรือหวั
2. ลกั ษณะส้ำคัญในกำรลำ้ เลียงอำหำร
ก. การลาเลียงอาหารช้ากว่า การลาเลียงนาและเกลอื แร่
ข. ทิศทางการลาเลยี งอาหารมที งั ขึนและลง ส่วนการลาเลียงนามีแต่ลาเลยี งขนึ
ค. เซลล์ลาเลยี งอาหารต้องมีชวี ติ แต่เซลล์ลาเลยี งนาและเกลอื แร่ไมม่ ีชีวิต
3. ลกั ษณะของท่อล้ำเลียงอำหำร และท่อล้ำเลียงน้ำ ทตี่ ่ำงกนั ในพชื ใบเลยี งคู่ และพืชใบเลียงเด่ียว
ลักษณะท่อลำ้ เลียง พชื ใบเลยี งคู่ พชื ใบเลยี งเดี่ยว
ก. กลมุ่ ท่อลาเลยี งนาและอาหาร เรียงเป็นวงรศั มีเดียวกัน กระจายทั่วไป
ข. กลุ่มท่อลาเลียงนา อย่ใู นเนือไม้ กระจายทัว่ ไป
ค. เนือเยอื่ แคมเบยี ม มเี ป็นวงรอบตน้ มกี ระจายเปน็ แห่งๆ
ง. กลมุ่ ท่อลาเลยี งอาหาร อยทู่ เ่ี ปลอื กไม้ กระจายท่ัวไป
จ. จานวนท่อลาเลยี ง เพ่มิ ทางด้านกว้าง ไม่เพ่ิมทางดา้ นกวา้ ง
บันทกึ ผลกำรทดลองในตำรำงบันทกึ ผลเรยี บร้อย
แล้วเพอ่ื นๆ ไปตอบค้ำถำมท้ำยกิจกรรมกนั เลย
ครับ
10
คำ้ ถำมทำ้ ยใบควำมรู้ที่ 1
กำรล้ำเลยี งน้ำและอำหำรของพชื
คำ้ ชีแจง : ให้นักเรยี นตอบค้ำถำมตอ่ ไปนใี หถ้ กู ต้อง
1. ขนรากมีหนา้ ที่อะไร และสาเหตทุ ที่ าหนา้ ท่ีดงั กล่าวได้ดเี พราะอะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การลาเลยี งอาหารจะลาเลียงไปทางใด
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การลาเลียงอาหารส่วนใหญ่เกดิ ขนึ เวลาใด
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เนอื เย่ือลาเลียงนาของรากของพชื ใบเลยี งคู่และพชื ใบเลยี งเดี่ยว มีลักษณะการเรยี งตัวเหมือนหรอื แตกต่าง
กนั อยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. เนือเย่อื ลาเลียงอาหารภายในลาตน้ พืชใบเลยี งคู่และพืชใบเลียงเดย่ี ว มลี กั ษณะการเรียงตัวเหมอื นหรอื
แตกต่างกันอย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
11
ใบควำมรทู้ ่ี 2
กำรคำยน้ำ
นาทีเ่ ขา้ ไปในต้นพืช ถกู นาไปใช้ และ สูญเสียออกไป โดย
รอ้ ยละ 1-2 นาไปใช้ในกระบวนการสงั เคราะหแ์ สง (Photosynthesis)
ร้อยละ 98 - 99 จะสญู เสียไปในรูปของการคายนา ( Transpiration)
กำรคำยนำ้ ของพืชเปน็ ไปในลกั ษณะของกำรแพรเ่ ปน็ สว่ นใหญ่
แบ่งเป็น 3 ประเภท ตำมต้ำแหนง่ ที่ไอนำ้ ออกมำ
1. เป็นกำรคำยนำ้ ออกมำทำงปำกใบ (Stomatal transpiration) ปากใบซึง่ มีอย่มู ากมายตามผิวใบ ปากใบเป็น
ทางทีม่ ีการคายนาออกมากที่สุดโดยทวั่ ไปปากใบจะพบมากบริเวณท้องใบ สว่ นของปลายใบ พืชบางชนิดเตบิ โต
อยูใ่ นภูมอิ ากาศทแ่ี หง้ แลง้ เพื่อลดการสญู เสียนา มีการปรบั ตวั ดา้ นโครงสรา้ งของปากใบเพ่ือให้เหมาะสมกับ
สภาพแวดลอ้ ม สามารถจาแนกปากใบตาม ชนดิ ของพืชท่เี จรญิ อยู่ในส่ิงแวดล้อมต่าง ๆได้ดังนี
ภาพท่ี 4 การคายนาทางปากใบ
ท่มี า : https://sites.google.com/site/satwmikartxbsnxng/satw-mi-kar-txb-
snxng/satw-mi-kar-txb-snxng-tx-xunhphumi
12
ชนดิ ของปำกใบ
ปำกใบแบบธรรมดำ (typical stomata)
เปน็ ปากใบของพืชท่ัวไปโดยมีเซลลค์ มุ อยูใ่ นระดับเดียวกับเซลล์เอพเิ ดอรม์ สิ พชื ทป่ี ากใบ
เป็นแบบนีเปน็ พวกเจริญอยใู่ นที่ ๆ มนี าอุดมสมบรู ณ์พอสมควร (mesophyte)
ภาพท่ี 5 ตน้ กุหลาบ
ท่มี า : https://burgundyiceberg69.wordpress.com/
ปำกใบแบบจม (sunken stomata)
เป็นปากใบท่ีอยลู่ ึกเขา้ ไปในเนือใบเซลลค์ มุ อยู่ลกึ กว่าหรือตา่ กวา่ ชันเซลล์เอพเิ ดอรม์ ิสพบใน
พชื ท่อี ย่ใู นที่แหง้ แล้ง (xerophyte) เช่น พชื ทะเลทราย พวกกระบองเพชร พืชปา่ ชายเลน (halophyte)
เชน่ โกงกาง แสม ลาพู เปน็ ต้น
ภาพที่ 6 ตน้ กระบองเพชร
ท่ีมา : http://m.naewna.com/view/weekend/health/203416
ปำกใบแบบยกสูง (raised stomata)
เป็นปากใบท่ีมีเซลล์คุมอยู่สงู กว่าระดับเอพิเดอรม์ สิ ทัว่ ไป เพ่ือช่วยใหน้ าระเหยออกจาก
ปากใบไดเ้ รว็ ขนึ พบได้ในพชื ที่เจรญิ อยู่ในนาท่ีทีม่ ีนามากหรือชืนแฉ (hydrophyte)
ภาพที่ 7 ตน้ กระบองเพชร
ทมี่ า : https://medthai.com/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%81/
13
2. กำรคำยน้ำท่ีกำ้ จดั ไอนำ้ ออกมำทำงผิวใบทม่ี ี cuticle ฉำบอยู่ ( Cuticular transpiration )
ข้างนอกสดุ ของชนั epidermis มี cuticle ประกอบด้วยสาร cutin ซงึ่ เปน็ สารประกอบคล้ายขผี งึ
นาจึงแพร่ออกทางนีได้ยาก ดังนี พชื จงึ คายนาออกทางนีได้น้อยและ ถ้าหากพชื ใดมี cuticle หนามาก
นาก็ยิ่งออกไดย้ ากมากขนึ โดยทว่ั ไปชันควิ ตเิ คลิ จะพบที่ชันผวิ บนของใบ หรอื ดา้ นพาลเิ สดมีโซฟลี ล์
การคายนาท่ีผิวใบเกิดได้น้อยมากเมื่อเปรียบ เทยี บกบั การคายนาทีป่ ากใบ เกิดเม่ือพชื อยใู่ นสภาพขาดนา
ปากใบปดิ การคายนาทางเลนทิเซล ช่วยอณุ หภูมิให้กบั พชื ไดบ้ า้ งทาให้ลาต้นพืชไม่ร้อนมากจนเกนิ ไป
ภาพท่ี 8 การคายนาออกทางผวิ ใบ
ทม่ี า : https://www.slideshare.net/somycha/ss-64271233
3. กำรคำยน้ำออกมำทำงรอยแตกตำมล้ำต้นและกงิ่ (Lenticular transpiration)
รอยแตกบริเวณลาตน้ เรียกว่าเลนทเิ ซล ( Lenticel ) การคายนาประเภทนเี กดิ ขนึ น้อยมาก
เพราะ lenticel มีในพชื เปน็ ส่วนน้อยและเซลล์ของ lenticel ก็เปน็ cork cell ซ่ึงผนงั เซลลค์ อร์ก
มีสารซูเบอรนิ ซ่งึ เป็นสารทปี่ ้องกนั นา ทาให้ไอนาจึงออกมาได้นอ้ ยมาก เกิดเมื่อพชื อยู่ในสภาพขาดนา
เพอ่ื ช่วยลดอุณหภูมิของพชื
ภาพท่ี 9 รอยแตกตามลาตน้ ของพชื
ท่มี า : https://medthai.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%
E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3/
14
ปัจจยั ในกำรควบคมุ กำรคำยน้ำ
ใบไมจ้ ะคายนาไดช้ า้ หรอื เร็ว มากหรอื น้อย ย่อมขึนอยู่กบั สภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพ
ภายในของพชื เอง คอื
1. แสงสว่ำง ถา้ ความเขม้ ขน้ ของแสงสวา่ งมากจะช่วยให้การคายนามีอตั ราสูงขนึ เพาะว่า
แสงสว่างทาใหป้ ากใบเปิดกว้างขนึ เนือ่ งจากท่เี ซลล์คุมมีเม็ดคลอโรปลาสต์อยู่ ซึ่งจะดูดเอาพลังงานแสง
สวา่ งไปทาการสงั เคราะหแ์ สง เกิดเปน็ นาตาลมากขนึ และนาตาลนลี ะลายนาได้ดีกลายเป็นสารละลาย
จงึ ทาให้เซลล์คุมมีสารละลายเข้มข้นขนึ กวา่ เซลล์ข้างเคยี ง
2. อุณหภูมิ ถา้ อณุ หภมู ิของบรรยากาศสูง จะทาให้ใบคายนาไดม้ ากและรวดเร็วขนึ
3. ควำมชืน ถ้าหากความชนื ในบรรยากาศมีน้อย คอื อากาศแหง้ เช่น ในหน้าแล้งหรอื ตอน
กลางวัน ความชนื ในบรรยากาศจึงแตกตา่ งกับความชืนในช่องวา่ งที่อากาศในใบมาก
4. ลม โดยทั่วไปทาให้พืชคายนาได้มากขนึ โดยทล่ี มช่วยพดั พาไอนาทรี่ ะเหยออกมาจากใบและอยู่
บรเิ วณรอบ ๆ ใบให้พน้ ไปจากผิว บรเิ วณนันจึงมีไอนานอ้ ยหรือมอี ากาศแหง้ เข้ามาแทนท่ี กส็ ามารถรับไอ
นาจากใบได้อีก
5. ควำมอดุ มสมบรู ณ์ของนำ้ ในดนิ ถ้าในดนิ มีนามากหรือดนิ แฉะ และสภาพอืน่ ๆ กเ็ หมาะสมกบั
การคายนา นาในดนิ จะถูกดูดและลาเลยี งไปยังใบได้มากและตลอดเวลากจ็ ะทาใหใ้ บคายนาได้มาก
6.ควำมกดดันของบรรยำกำศ ในที่ท่มี คี วามกดดนั ของบรรยากาศตา่ อากาศจะบางลงและความ
แน่นน้อย เป็นโอกาสใหไ้ อนาแพรอ่ อกไปจากใบได้ง่าย อัตราของการคายนาก็สูง แต่ถา้ ความดนั ของ
บรรยากาศสูง ใบก็จะคายนาไดน้ ้อยลง
15
ค้ำถำมทำ้ ยใบควำมร้ทู ี่ 2
กำรคำยนำ้
ค้ำชแี จง : ใหน้ กั เรียนตอบค้ำถำมตอ่ ไปนใี หถ้ ูกต้อง
1. การคายนาของพชื แบง่ ออกเป็นกปี่ ระเภท อะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.การคายนาออกมาทางรอยแตก คายออกทางสว่ นใดของพืช
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.ชนดิ ของปากใบ มีกชี่ นิด อะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.ถ้าอุณหภมู สิ งู อตั ราการคายนาจะเปน็ อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.จงยกตัวอย่างปัจจัยในการควบคุมการคายนามา 3 ข้อ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
16
กำรทดลองที่ 1
กำรลำ้ เลยี งน้ำของพืช
จดุ ประสงค์
1. เตรยี มสไลด์เนอื เยื่อพชื เพ่อื ศกึ ษาโครงสรา้ งในการลาเลยี งนาของพชื
2. ระบโุ ครงสร้างของพชื ท่ีทาหนา้ ท่ีลาเลียงนา
3. อธิบายกระบวนการลาเลยี งนาในพืช
วสั ดุอุปกรณแ์ ละสำรเคมี
ล้ำดบั ที่ รำยกำร จำ้ นวน/กลุ่ม
1. ต้นกระสงั , ตน้ เทียน, ต้นคื่นฉ่าย 3 ตน้
2. สีผสมอาหาร 5 cm3
3. บีกเกอร์ 250 cm3 2 ใบ
4. ใบมีดโกน 1 ใบ
5. สไลด์และกระจกปิดสไลด์ 1 ชุด
6. กล้องจุลทรรศน์ 1 ตวั
7. หลอดหยด 1 อัน
8. นากลน่ั 20 cm3
วธิ ีกำรทดลอง
1. ใชน้ ิวชแี ละนวิ หวั แม่มอื ขา้ งซ้ายจบั ตอนบนสดุ ของชนิ สว่ นของลาต้นทจี่ ะตดั โดยใหห้ น้าตดั ของ
ชนิ สว่ นนนั ขนานกับพืน สว่ นนวิ อื่น ๆ ใชบ้ ังคบั ชินส่วนใหอ้ ยู่ภายในองุ้ มือ จากนนั ใชน้ ิวมือและ
นิวหวั แม่มือข้างขวาจับใบมีดโกนโดยใหด้ า้ นขา้ งของนวิ ชรี องรบั ใบมดี นิวหัวแม่มือกดใบมีดให้แนบกับ
หน้าตดั ของชินส่วนพชื ที่จะตัดหรือขนานกบั พืน ดงั ภาพ
17
2. ตดั ชนิ ของลาต้นให้ไดแ้ ผน่ บางทสี่ ดุ โดยเล่อื นคมมดี เข้าหาตัว ด้านข้างของปลายนิวชีข้างซา้ ยจะชว่ ยบงั คับ
ความหนาของชินสว่ นทีถ่ ูกตดั ได้
3. นาแผ่นชนิ สว่ นทบ่ี างและสมบูรณไ์ ปวางบนหยดนาบนกระจกสไลด์ ปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์ ซับนาท่ี
กระจกสไลด์และกระจกปดิ สไลดใ์ ห้แห้ง (ทาทุกครังท่จี ะนาสไลด์ไปสอ่ งดูด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์) แล้วนาไปตรวจสอบดู
ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ แผ่นชนิ ส่วนที่ตัดไดบ้ างเมอ่ื ส่องดูดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์จะเห็นเซลลไ์ ด้ชัดเจน
บันทกึ ผลกำรทดลอง
ภำพล้ำตน้ เทียน
สง่ิ ท่สี ังเกตได้
ตดั ตามยาว ตดั ตามขวาง
1.เมอ่ื แช่ต้นเทยี นไว้สกั ครู่ จะเห็น………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………….
2.เวลาผา่ นไป 30 นาที จะเห็น……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..
3.ลักษณะท่อลาเลยี งตดั ตามยาว จะเหน็ ………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..
4.ลักษณะท่อลาเลยี งตดั ตามขวาง จะเห็น…………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………..
สู้ ๆ ครับ หนู ๆ คนเก่ง
18
กำรทดลองท่ี 2
กำรคำยนำ้ ของพืช
จุดประสงค์
1. วาดภาพและชบี ่งโครงสรา้ งของพชื ท่ใี ชใ้ นการคายนาได้
2. เปรยี บเทยี บจานวนปากใบระหวา่ งด้านบนและด้านล่างของใบ
วสั ดุอุปกรณ์และสำรเคมี
ลำ้ ดับท่ี รำยกำร จำ้ นวน/กลุ่ม
1 ใบ
1. ใบวา่ นกาบหอย 1 ชุด
5 cm3
2. สไลด์และกระจกปิดสไลด์ 1 อนั
1 ใบ
3. นากลน่ั 1 ตวั
4. หลอดหยด
5. บีกเกอร์
6. กลอ้ งจุลทรรศน์
วธิ ีกำรทดลอง
1. ควรเก็บใบไม้ในวันที่ทากจิ กรรมโดยเก็บทันทกี อ่ นเร่ิมทากิจกรรมเพราะจะได้ใบไม้สด
2. ครูแนะนาผู้เรยี นให้รู้จกั ผิวใบดา้ นล่างและผวิ ใบดา้ นบน
- ถ้าใช้ใบว่านกาบหอย ผวิ ใบด้านบน (หลงั ใบ) ของใบว่านกาบหอย คอื สว่ นที่
เห็นเป็นสเี ขียวและผวิ ใบดา้ นลา่ ง (ท้องใบ) คือ สว่ นที่เป็นสีมว่ ง
- สาหรบั ใบพืชสว่ นใหญ่ ผวิ ใบดา้ นบนคือส่วนท่เี ป็นสเี ขยี วเขม้ เปน็ มนั สว่ นผิว
ใบดา้ นล่างจะมสี ีเขยี วออ่ น
3. ครสู าธติ วธิ ฉี ีกใบไม้ โดยฉีกในแนวเฉยี งเพอื่ ใหไ้ ดแ้ ผน่ บางติดอยทู่ ี่รอยฉกี
4. นาใบไม้ทฉี่ ีกจนบางท่สี ุด ไปวางบนแผน่ สไลด์
5. หยดนากลั่นลงบนแผ่นสไลด์ แลว้ ปิดดว้ ยกระจกปิดแผน่ สไลด์
6. นาไปสอ่ งดดู ้วยกล้องจลุ ทรรศน์จะเหน็ เซลล์ปากใบไดช้ ัดเจน
19
มำบันทึกผลกำรทดลองกนั เถอะคะ่
บันทึกผลกำรทดลอง
จ้ำนวนปำกใบของใบว่ำนกำบหอย
ปำกใบด้ำนบน ปำกใบด้ำนล่ำง
11
2 ตามผลทที่ ดลองได้ 2 ตามผลท่ที ดลองได้
33
44
55
เฉลี่ย เฉลีย่
บนั ทบึกันผทลกกึ ำผรลทกดำลรทองดลองในตำรำงบันทกึ ผลเรยี บรอ้ ย
แลว้ เพอ่ื นๆ ไปท้ำแบบทดสอบหลังเรยี นกนั เลยค่ะ
จ้ำนวนปำกใบของใบว่ำนกำบหอย
ปำกใบด้ำนบน ปำกใบดำ้ นลำ่ ง
20
แบบทดสอบหลงั เรียน
เรอ่ื ง กำรลำ้ เลียงน้ำและอำหำรของพชื
ค้ำชีแจง ใหน้ กั เรยี นเลือกคาตอบข้อที่ถูกทีส่ ุดและทาเครอื่ งหมาย ลงในกระดาษคาตอบ
1. การคายนาของพชื ไม่มีส่วนในการทาอะไร
ก. การลดอุณหภูมทิ ่ีใบ
ข. การลาเลียงเกลอื แร่
ค. การลาเลียงนาทางไซเลม
ง. การลาเลียงอาหารทางโฟลเอม
2. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้อง
ก. ท่อลาเลียงนามีอยู่ทั่วไปในลาต้น
ข. ทอ่ ลาเลยี งนาไมม่ ใี นพืชใบเลียงคู่
ค. ทอ่ ลาเลียงนาไม่มใี นพืชใบเลียงเด่ยี ว
ง. ทอ่ ลาเลียงนามเี พียงบางแหง่ ในลาตน้
3. การยา้ ยตน้ เข็มไปปักชาต้องเดด็ ใบทงิ บ้างเพื่ออะไร
ก. ลดการคายนา
ข. ปอ้ งกนั การสงั เคราะหด์ ้วยแสง
ค. ปอ้ งกนั การบงั แสงอาทติ ย์ในกลุ่มใบ
ง. ป้องกันไม่ใหแ้ มลงมารบกวนขณะปักชา
4. พืชนามรี ากขนอ่อนน้อยเพราะเหตใุ ด
ก. พชื นาไมม่ ีการดูดซึมนา
ข. เยอื่ บุผิวบางสว่ นดดู ซมึ นาได้
ค. พืชนามีแตเ่ พียงการลาเลียงนาในส่วนที่พน้ นา
ง. พืชนาไมม่ ีการลาเลยี งนามีแตก่ ารลาเลยี งอาหาร
5. การคายนาของพชื มีความสาคัญตอ่ กระบวนการใดมากที่สดุ
ก. การหายใจ
ข. การลาเลียงนา
ค. การสร้างนาตาล
ง. การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
21
6. การคายนาของพืช นาจะออกจากพืชมากท่สี ดุ ทางไหน
ก. หนา้ ใบ
ข. กา้ นใบ
ค. หลังใบ
ง. ปลายใบ
7. การตดั กา้ นดอกไมใ้ ตน้ าก่อนปกั แจกนั ดอกไม้จะสดไดน้ าน เพราะเหตุใด
ก. อากาศไมเ่ ข้าไปในท่อลาลยี งนา กิ่งดดุ นาได้ดี
ข. ออกซิเจนเข้าทางท่อลาเลียงนา ชว่ ยในการหายใจ
ค. อากาศเข้าไปในท่อลาเลยี งนา ดนั นาให้ขนึ ไปเลียงลาต้น
ง. คารบ์ อนไดออกไซด์มีโอกาสผ่านเข้าทางเซลล์สีเขยี วมากขนึ
8. นากง่ิ ไม้มา 2 กง่ิ ขนาดเท่ากนั วางทิงไว้ให้เห่ียว นากิ่งที่ 1 มาตัดตรงโคนกิ่ง วางทิงไว้สักครู จงึ นาไปแชน่ า
นากิ่งท่ี 2 มาตดั ใต้นาแลว้ แช่นาไวอ้ ยา่ งเดิม กิง่ ไหนจะฟน้ื ทหี่ ลัง เพราะเหตุใด
ก. ก่ิงที่ 1 ท่ีตดั ในอากาศ เพราะมีออกซิเจนมากเกินไป
ข. กิ่งที่ 2 เพราะมีนามากเกินไป
ค. กง่ิ ท่ี 2 เพราะการลาเลยี งอาหารขัดขอ้ ง
ง. กงิ่ ที่ 1 เพราะอากาศขัดขวางการลาเลียงนา
9. ใบไมม้ ักจะเหีย่ วในตอนกลางวันเน่ืองมาจากสาเหตุใด
ก. ดนิ มีนานอ้ ย
ข. พชื คายนามากขนึ
ค. พืชดดู นาได้น้อยลง
ง. พชื คายนาเรว็ กว่าดูดนา
10. การดูดนาจากดนิ ของพืชจะเกดิ มากสดุ บรเิ วณใด
ก. บริเวณขนราก
ข. บริเวณรากฝอย
ค. ทกุ สว่ นของราก
ง. บริเวณปลายราก
22
บรรณำนุกรม
กอบนวล จติ ตินันทน.์ (ม.ป.ป). คมู่ ือเตรียมสอบวิชำวทิ ยำศำสตร์ ม.1. กรุงเทพฯ :
บริษทั ภูมบิ ณั ฑิต จากดั .
นภาภรณ์ ธัญญา. (ม.ป.ป). เสริมทักษะกระบวนกำรวิทยำศำสตร์ ม.1. กรุงเทพฯ :
หจก. พ.ี เอ็น. เค. การพิมพ์.
บญั ชา แสนทวี. (2546). หนังสือเรียนสำระกำรเรยี นร้พู นื ฐำนวิทยำศำสตร์ ชนั มัธยมศึกษำ
ปีท่ี 1 เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์วฒั นาพานชิ .
บญั ชา แสนทวีและคณะ. (ม.ป.ป). วทิ ยำศำสตร์ ม.1. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์วัฒนาพานิช.
บุญรอด สวัสด์ิพานชิ และวราพร ยส่ี ่นุ เทส. (ม.ป.ป). สรปุ เข้มวิทยำศำสตร์ ม. 1. กรุงเทพฯ : บริษทั บอ
สส์การพิมพ์ จากัด.
ประดับ นาคแกว้ และดาวัลย์ เสรมิ บุญสขุ . (ม.ป.ป). หนังสือเรียนวิชำวิทยำศำสตร์
ชันมัธยมศกึ ษำปีท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พแ์ ม็ค.
ประดับ นาคแกว้ วชั วัลย์ ครฑุ ไชยันต์ และดาลัลย์ เสริมบุญสขุ . (ม.ป.ป). หนงั สือมำตรฐำนแมค็
สำระกำรเรยี นรูพ้ นื ฐำนวิทยำศำสตร์ ช่วงชันที่ 3 เล่มที่ 3 ชนั มธั ยมศึกษำ ปที ี่ 1.
กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์แม็ค.
ฝา่ ยวิชาการสานักพมิ พ์ภูมิบัณฑิต. (ม.ป.ป). คู่มอื – เตรียมสอบวิทยำศำสตร์ ม.1. กรงุ เทพฯ : บริษทั
ภมู ิบัณฑิตการพิมพ์ จากัด.
พมิ พันธ์ เดชะคุปต์และคณะ. (2550). วิทยาศาสตร์ ม. 1. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.).
------. (ม.ป.ป). หนังสือเรียนรำยวิชำพืนฐำนวทิ ยำศำสตร์ ชันมธั ยมศึกษำปีที่ 1. กรุงเทพฯ : พฒั นา
คุณภาพวชิ าการ (พว.).
23
ภำคผนวก
ชุดที่ 3 กำรลำ้ เลยี งน้ำและ
อำหำรของพชื
24
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
เรื่อง กำรล้ำเลยี งนำ้ และอำหำรของพืช
คำ้ ชแี จง ให้นักเรยี นเลือกคาตอบข้อท่ีถูกทส่ี ุดและทาเครื่องหมาย ลงในกระดาษคาตอบ
1. ง. 2. ง.
10. ก.
9. ข. 3. ก.
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
ชุดท่ี 3 กำรล้ำเลยี งน้ำและอำหำร
ของพชื 4. ง
8. ง.
ข.
7. ก. 5. ข.
6. ก.
25
เฉลยคำ้ ถำมทำ้ ยใบควำมรทู้ ่ี 1
กำรลำ้ เลียงน้ำและอำหำรของพืช
คำ้ ชีแจง : ใหน้ ักเรยี นตอบคำ้ ถำมตอ่ ไปนีใหถ้ กู ต้อง
1. ขนรากมีหน้าที่อะไร และสาเหตทุ ีท่ าหนา้ ท่ีดังกลา่ วไดด้ ีเพราะอะไร
ขนรากมหี นา้ ทช่ี ่วยในการดูดซมึ นาและแรธ่ าตุ สาเหตทุ ที่ าหนา้ ทีไ่ ด้ดเี น่ืองจากขนรากมจี านวนมาก
2. การลาเลียงอาหารจะลาเลยี งไปทางใด
ทางท่อลาเลียงอาหาร (โฟลเอม)
3. การลาเลียงอาหารสว่ นใหญ่เกิดขนึ เวลาใด
เกดิ ในตอนกลางคนื
4. เนือเยอื่ ลาเลียงนาของรากของพืชใบเลยี งคู่และพชื ใบเลียงเดี่ยว มลี ักษณะการเรยี งตวั เหมือนหรอื แตกต่าง
กันอย่างไร
แตกต่างกัน โดยเนือเยื่อลาเลียงนาของรากพืชใบเลยี งค่รู วมเป็นกระจุกเรียงเปน็ แฉกอยู่ตรงกลางของ
ราก ส่วนเนอื เยอ่ื ลาเลยี งนาของรากพืชใบเลียงเด่ียวจะเรียงเป็นวงอยู่ตรงกลางของราก
5. เนือเย่ือลาเลยี งอาหารภายในลาต้นพชื ใบเลยี งคู่และพชื ใบเลียงเดย่ี ว มลี ักษณะการเรยี งตัวเหมือนหรอื
แตกต่างกนั อย่างไร
แตกตา่ งกัน โดยเนือเย่ือลาเลียงอาหารของลาต้นของพชื ใบเลยี งคู่ มกี ารเรียงเป็นวง เปน็ ระเบียบอยู่
ดา้ นนอก ส่วนเนือเยื่อลาเลยี งอาหารของลาตน้ ของพชื ใบเลียงเด่ียวมีการเรยี งตวั กระจดั กระจายทัว่ ลาต้น
26
เฉลยค้ำถำมทำ้ ยใบควำมรู้ที่ 2
กำรคำยน้ำ
ค้ำชแี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบค้ำถำมต่อไปนีให้ถกู ต้อง
1.การคายนาของพืช แบง่ ออกเปน็ กี่ประเภท อะไรบ้าง
มี 3 ประเภท
1. เปน็ การคายนาออกมาทางปากใบ (Stomatal transpiration)
2. การคายนาท่ีกาจดั ไอนาออกมาทางผวิ ใบทม่ี ี cuticle ฉาบอยู่ ( Cuticular transpiration )
3. การคายนาออกมาทางรอยแตกตามลาต้นและกิ่ง (Lenticular transpiration)
2. การคายนาออกมาทางรอยแตก คายออกทางส่วนใดของพืช
ส่วนของลาตน้ และก่ิง
3. ชนดิ ของปากใบ มกี ่ีชนิด อะไรบ้าง
มี 3 ชนิด คือ 1.ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata)
2.ปากใบแบบจม (sunken stomata)
3.ปากใบแบบยกสงู (raised stomata)
4. ถา้ อุณหภูมิสูง อตั ราการคายนาจะเป็นอย่างไร
จะทาให้ใบคายนาไดม้ ากและรวดเร็วขึน
27
5. จงยกตวั อยา่ งปัจจัยในการควบคมุ การคายนามา 3 ข้อ
1. แสงสวำ่ ง ถา้ ความเข้มข้นของแสงสว่างมากจะช่วยให้การคายนามีอัตราสงู ขึนเพาะวา่
แสงสวา่ งทาให้ปากใบเปดิ กว้างขนึ เนอ่ื งจากทเี่ ซลลค์ ุมมีเม็ดคลอโรปลาสต์อยู่ ซึ่งจะดดู เอาพลังงาน
แสงสว่างไปทาการสงั เคราะห์แสง เกิดเปน็ นาตาลมากขนึ และนาตาลนลี ะลายนาได้ดกี ลายเปน็
สารละลาย จงึ ทาให้เซลล์คุมมสี ารละลายเขม้ ข้นขนึ กวา่ เซลลข์ า้ งเคยี ง
2. อณุ หภูมิ ถา้ อุณหภูมิของบรรยากาศสูง จะทาให้ใบคายนาได้มากและรวดเรว็ ขึน
3. ควำมชนื ถ้าหากความชนื ในบรรยากาศมีน้อย คอื อากาศแห้ง เชน่ ในหน้าแล้งหรือ
ตอนกลางวัน ความชนื ในบรรยากาศจงึ แตกต่างกบั ความชืนในชอ่ งวา่ งท่ีอากาศในใบมาก
4. ลม โดยท่ัวไปทาให้พชื คายนาได้มากขึน โดยทีล่ มช่วยพัดพาไอนาทีร่ ะเหยออกมาจากใบ
และอย่บู รเิ วณรอบ ๆ ใบให้พ้นไปจากผิว บริเวณนนั จึงมีไอนานอ้ ยหรอื มีอากาศแหง้ เข้ามาแทนที่ ก็
สามารถรบั ไอนาจากใบได้อีก
5. ควำมอดุ มสมบูรณข์ องน้ำในดิน ถา้ ในดินมีนามากหรือดนิ แฉะ และสภาพอื่น ๆ ก็
เหมาะสมกบั การคายนา นาในดนิ จะถูกดูดและลาเลียงไปยังใบได้มากและตลอดเวลาก็จะทาให้ใบ
คายนาได้มาก
6. ควำมกดดนั ของบรรยำกำศ ในทีท่ มี่ ีความกดดนั ของบรรยากาศตา่ อากาศจะบางลง
และความแน่นนอ้ ย เป็นโอกาสใหไ้ อนาแพร่ออกไปจากใบได้งา่ ย อัตราของการคายนาก็สงู แต่ถา้
ความดนั ของบรรยากาศสงู ใบกจ็ ะคายนาได้น้อยลง
28
เฉลยกำรทดลองท่ี 1
กำรล้ำเลียงน้ำของพชื
จุดประสงค์
1. เตรียมสไลดเ์ นอื เยื่อพืชเพื่อศกึ ษาโครงสร้างในการลาเลียงนาของพชื
2. ระบโุ ครงสรา้ งของพชื ท่ีทาหน้าทีล่ าเลียงนา
3. อธิบายกระบวนการลาเลียงนาในพืช
วัสดอุ ุปกรณ์และสำรเคมี
ลำ้ ดบั ที่ รำยกำร จ้ำนวน/กลุ่ม
1. ต้นกระสงั , ต้นเทยี น, ต้นคืน่ ฉ่าย 3 ตน้
2. สีผสมอาหาร 5 cm3
3. บกี เกอร์ 250 cm3 2 ใบ
4. ใบมดี โกน 1 ใบ
5. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์ 1 ชดุ
6. กลอ้ งจุลทรรศน์ 1 ตวั
7. หลอดหยด 1 อัน
8. นากล่นั 20 cm3
วิธีกำรทดลอง
1. ใชน้ ิวชีและนิวหวั แม่มือข้างซา้ ยจับตอนบนสุดของชินส่วนของลาต้นทีจ่ ะตัดโดยให้หน้าตดั ของ
ชนิ ส่วนนนั ขนานกับพนื สว่ นนิวอื่น ๆ ใชบ้ ังคบั ชนิ ส่วนให้อยภู่ ายในอ้งุ มือ จากนันใช้นวิ มือและนิวหวั แม่มือ
ขา้ งขวาจับใบมีดโกนโดยใหด้ ้านข้างของนวิ ชรี องรบั ใบมีด นิวหัวแมม่ ือกดใบมีดใหแ้ นบกับหนา้ ตดั ของชนิ สว่ น
พชื ท่จี ะตัดหรือขนานกบั พืน ดงั ภาพ
29
2. ตัดชินของลาต้นให้ได้แผ่นบางท่ีสุดโดยเล่ือนคมมีดเข้าหาตัว ด้านข้างของปลายนิวชีข้างซ้ายจะช่วยบังคับ
ความหนาของชนิ ส่วนที่ถกู ตดั ได้
3. นาแผ่นชินส่วนท่ีบางและสมบูรณ์ไปวางบนหยดนาบนกระจกสไลด์ ปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ ซับนาท่ี
กระจกสไลด์และกระจกปิดสไลด์ให้แห้ง (ทาทุกครังท่ีจะนาสไลด์ไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์) แล้วนาไปตรวจสอบดู
ดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ แผน่ ชินส่วนที่ตัดได้บางเม่ือสอ่ งดดู ้วยกล้องจลุ ทรรศนจ์ ะเหน็ เซลลไ์ ดช้ ดั เจน
บันทกึ ผลกำรทดลอง
ภำพลำ้ ตน้ เทียน
สงิ่ ทีส่ ังเกตได้
ตดั ตามยาว ตัดตามขวาง
วาดภาพตามที่ วาดภาพตามท่ี 1.เมื่อแช่ต้นเทยี นไวส้ ักครู่ จะเหน็ การเคลือ่ นที่ของสผี สมอาหาร
มองเห็นจากการ มองเห็นจากการ ……………………………………………………………………………………………………….
2.เวลาผ่านไป 30 นาที จะเห็น ลาตน้ ของต้นเทยี นเปลี่ยนสไี ปจากเดมิ
ทดลอง ทดลอง ………………………………………………………………………………………………………..
3.ลกั ษณะท่อลาเลียงตัดตามยาว จะเหน็ เหน็ สีผสมอาหารเป็นสอี ยใู่ นท่อ
ลาเลียงนา
4.ลักษณะท่อลาเลยี งตดั ตามขวาง จะเหน็ ทอ่ ลาเลยี งอาหารอย่ดู ้านนอก
ท่อลาเลียงนาอยู่ด้านใน
สู้ ๆ ครับ หนู ๆ คนเก่ง
30
เฉลยกำรทดลองท่ี 2
กำรคำยน้ำของพืช
จุดประสงค์
1. วาดภาพและชบี ่งโครงสร้างของพชื ทใี่ ชใ้ นการคายนาได้
2. เปรยี บเทียบจานวนปากใบระหวา่ งดา้ นบนและด้านลา่ งของใบ
วัสดุอุปกรณ์และสำรเคมี
ลำ้ ดับท่ี รำยกำร จ้ำนวน/กลมุ่
1. 1 ใบ
2. ใบวา่ นกาบหอย 1 ชดุ
3. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์ 5 cm3
4. นากล่ัน 1 อนั
5. หลอดหยด 1 ใบ
6. บีกเกอร์ 1 ตวั
กลอ้ งจลุ ทรรศน์
วิธีกำรทดลอง
1. ควรเก็บใบไม้ในวันท่ีทากิจกรรมโดยเกบ็ ทันทีกอ่ นเร่ิมทากจิ กรรมเพราะจะไดใ้ บไม้สด
2. ครแู นะนาผเู้ รียนให้ร้จู กั ผิวใบดา้ นลา่ งและผิวใบด้านบน
- ถ้าใช้ใบว่านกาบหอย ผวิ ใบด้านบน (หลังใบ) ของใบวา่ นกาบหอย คือ สว่ นท่ี
เห็นเป็นสเี ขียวและผวิ ใบด้านล่าง (ท้องใบ) คอื ส่วนที่เปน็ สีมว่ ง
- สาหรบั ใบพืชส่วนใหญ่ ผิวใบดา้ นบนคอื สว่ นท่เี ป็นสเี ขียวเขม้ เปน็ มนั สว่ นผิว
ใบด้านลา่ งจะมีสเี ขียวออ่ น
3. ครูสาธิตวิธฉี กี ใบไม้ โดยฉีกในแนวเฉียงเพื่อให้ได้แผน่ บางตดิ อย่ทู ี่รอยฉีก
4. นาใบไมท้ ี่ฉีกจนบางที่สุด ไปวางบนแผน่ สไลด์
5. หยดนากลัน่ ลงบนแผน่ สไลด์ แลว้ ปิดด้วยกระจกปิดแผน่ สไลด์
6. นาไปส่องดดู ว้ ยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเซลลป์ ากใบไดช้ ัดเจน
31
มำบันทึกผลกำรทดลองกนั เถอะค่ะ
บนั ทึกผลกำรทดลอง
จ้ำนวนปำกใบของใบว่ำนกำบหอย
ปำกใบด้ำนบน ปำกใบดำ้ นล่ำง
11
2 ตามผลทท่ี ดลองได้ 2 ตามผลท่ีทดลองได้
33
44
55
เฉลยี่ เฉล่ยี
บนั ทกึ ผลกำรทดลองในตำรำงบนั ทกึ ผลเรยี บรอ้ ย
แลว้ เพ่ือนๆ ไปทำ้ แบบทดสอบหลังเรียนกันเลยคะ่
32
กระดำษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน
กอ่ นเรยี น ง หลงั เรยี น ง
ขอ้ ก ข ค ข้อ ก ข ค
1 1
2 2
3 3
4 4
5 5
6 6
7 7
8 8
9 9
10 10
คะแนนเตม็ ทำได้ คะแนนเตม็ ทำได้
10 คะแนน ………………. 10 คะแนน ……………….
33
แบบบนั ทึกคะแนนรำยบคุ คล
แบบทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด้ แบบทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนท่ไี ด้
กอ่ นเรียน 10 ก่อนเรยี น 10
แบบฝึกทักษะที่ คะแนนเตม็ คะแนนทไี่ ด้ ผ่ำนเกณฑ์ 80% ข้ึนไป
1
2
3
4
พรอ้ มท้งั ประเมินกำรผ่ำนเกณฑ์ 80%
ด้วยนะคะ โดยทำเครื่องหมำย / ลงใน
ชอ่ งทีก่ ำหนดให้
นักเรยี นบนั ทึกคะแนนกำร
ทำแบบทดสอบ
และแบบฝึกทกั ษะลงใน
ชอ่ ง “คะแนนทไ่ี ด้”
34
ประวัตผิ เู้ รยี บเรยี ง
ชอื่ – สกลุ นางรอมีบ๊ะ มิง
วนั /เดอื น/ปเี กิด 19 กรกฎาคม 2520
ที่อยู่ปัจจุบนั 13 หมู่ 3 ตาบลมายอ อาเภอมายอ จงั หวดั ปัตตานี 94140
ทีท่ ำงำนปัจจุบัน โรงเรียนบา้ นตะบิงตีงี ตาบลลุโบะยิไร อาเภอมายอ จงั หวัดปตั ตานี
สังกดั กองการศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ปัตตานี
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถนิ่ กระทรวงมหาดไทย
ตำแหนง่ ปจั จุบัน ครูวทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
ประวัตกิ ำรศกึ ษำ
พุทธศกั ราช 2541 สาเรจ็ การศกึ ษาระดบั ประกาศนียบตั รมธั ยมศึกษาตอนปลาย
โรงเรยี นศริ ิราษฏรส์ ามคั คี ตาบลถนน อาเภอมายอ จังหวดั ปัตตานี
พุทธศักราช 2545 สาเรจ็ การศกึ ษาระดบั ครศุ าสตรบัณฑิต (ค.บ.) สาขาการศึกษา
วิชาเอกวิทยาศาสตรท์ ั่วไป สถาบนั ราชภัฏยะลา อาเภอเมือง จังหวัดยะลา
พุทธศกั ราช 2560 สาเร็จการศกึ ษาระดบั ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษา
วิชาเอกการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ปทมุ ธานี
ประวตั กิ ำรทำงำน
พทุ ธศกั ราช 2550 – ปัจจบุ นั โรงเรียนบา้ นตะบิงตีงี ตาบลลโุ บะยิไร อาเภอมายอ จงั หวัดปตั ตานี