Art History. ประวัติ วั ติ ศาสตร์ ศิล ศิ ป์ นายพิพัฒน์ ปราบพาล รหัสหันักนัศึกษา 63100103113 สาขาวิชาทัศทันศิลป์ คณะครุศาสตร์ วิชาทัศทันศิลป์ จัดจัทำ โดย
E-Book เรื่อง "ประวัติวัติศาสตร์ศิร์ศิลป์" ฉบับบันี้ จัดจัทําขึ้นขึ้เพื่อใช้ปช้ระกอบการเรียน การสอนวิชาทัศทันศิลป์ ระดับดัมัธมัยมศึกษาปีที่ 5 มีเนื้อนื้หาตรงตามหลักลัสูตรแกน กลางการศึกษาขั้นขั้พื้นฐาน พุทธศักศัราช 2551 (ฉบับบั ปรับรัปรุง พ.ศ. 2560) สาระสำ คัญคั /ความคิดรวมยอด มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าข้ใจความสัมสัพันธ์รธ์ะหว่าง ทัศทันศิลป์ ประวัติวัติศาสตร์ และวัฒวันธรรม เห็นคุณค่างานมัศมันศิลป์ที่เป็นมรดก ทางวัฒวันธรรม ภูมิปัญญาท้อท้งถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ตัวตัชี้วัชี้ดวัศ2.1 ม. 5/1 วิเคราะห์แห์ละเปรียบเทียบงานทัศทันศิลป์ ในรูปแบบตะวันวัออกและรูปแบบตะวันวัตก ผู้จัผู้ดจัทำ หวังวัเป็นอย่างยิ่งว่า E-Book ฉบับบันี้ จะเป็นประโยชน์ต่น์ ต่อนักนัเรียนทุกคน ที่กำ ลังลัศึกษาในเรื่อง "ประวัติวัติศาสตร์ศิร์ศิลปะ" และจะสามารถช่วยให้นัห้กนัเรียน บรรลุตามวัตวัถุประสงค์กค์ารเรียนรู้ตรู้ามมาตรฐานการเรียนรู้ PREFACE คำ นำ นายพิพัฒน์ ปราบพาล กุมภาพันธ์ 2566
สารบัญ บั ศิลศิ ปะสมัยก่อ ก่ นประวัติวัศติาสตร์ ศิลศิ ปะสมัยประวัติวัศติาสตร์ 01 ยุค ยุ หินหิ ยุค ยุ โลหะ ยุค ยุ โบราณ ศิลศิ ปะเมโสโปเตเมีย มี ศิลศิ ปะซูเ ซู มอเรีย รี น ศิลศิ ปะอียิปยิต์ ศิลศิ ปะกรีก รี ศิลศิ ปะโรมัน 04 04 05 06 06 06 07 08 09
สารบัญ บั ศิลศิ ปะยุค ยุ กลาง ศิลศิ ปะโกริคริ 10 ศิลศิ ปะคริสริเตีย ตี นในยุค ยุ แรก ศิลศิ ปะไบแซนไทน์ ศิลศิ ปะยุค ยุ ฟื้น ฟื้ ฟูศิ ฟู ลศิ ปวิทวิยา แบบทดสอบ เฉลยแบบทดสอบ บรรณาธิกธิาร ประวัติวัผู้ติจัผู้ดจัทำ 11 10 12 13 15 17 18 19
ศิล ศิ ปะ สมัยก่อ ก่ น ประวัติ วั ศ ติ าสตร์ (Prehistoric Art)
ศิลปะสมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์ ศิลปะสมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์ คือ ช่วงเวลาที่มนุษย์ยัย์งยัไม่มี ตัวตัอักอัษรจดบันบัทึกเรื่องราวของสังสัคม นักนั โบราณคดีเป็นผู้ ศึกษาเรื่องราวของสมัยมัก่อน ประวัติวัติศาสตร์เร์ป็นหลักลั โดยศึกษา จากซากพิมพ์ดึกดาบรรพ์หรือพิมพ์หินโบราณสถาน โบราณ วัตวัถุ โครงกระดูก สิ่งของเครื่องใช้ ภาพวาดตามผนังนัหรือบน สิ่งของต่างๆเป็นต้นต้ โดยสมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์มีร์มีการแบ่งเป็น ยุคย่อย คือ ยุคหินกับกัยุคโลหะทั้งทั้นี้ยุนี้ยุคหินยังยัมี การแบ่งออกเป็น ยุคหินเก่ายุค หินกลางและยุค หินใหม่ส่วนยุค โลหะก็มีการ แบ่ง เป็นยุคสำ ริดกับกัยุคเหล็ก ศิลศิ ปะ สมัยก่อ ก่ น ประวัติ วั ศติาสตร์ ( P r e h i s t o r i c a r t ) 1
มนุษย์เย์กิดขึ้นขึ้เมื่อใด เชื่อว่ามีมนุษย์เย์กิดขึ้นขึ้เมื่อประมาณ 59,000 ปี ก่อน คริสตกาล แต่ถึงอย่างไร ก็มีหลักลัฐานที่แน่นอนอยู่ว่า ประมาณ 15,000 ปี ก่อนคริสตกาลมนุษย์เย์ริ่มสร้าร้งงาน ศิลปกรรมในถ้ำ แล้วล้ ภาพเขียนสมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์ที่ร์ ที่ถ้ำ ลาสกัวกั (Lascaux) ฝรั่งรั่เศส มนุษย์ไย์ด้เด้ขียนภาพสี และขูดขีดบนผนังนัถ้ำ และเพิงผา เป็น ภาพสัตสัว์ การล่า สัตสัว์แว์ละภาพลวด ลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่ง หมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับกัวิถีชีวิตประจำ วันวัและแสดงความ สามารถในการ ล่าสัตสัว์ ภาพเหล่านี้มันี้กมัระบายด้วด้ยถ่านไม้ และสี ที่ผสมกับกั ไขมันมัสัตสัว์ พบได้ทั่ด้ ทั่วทั่ไปในประเทศฝรั่งรั่เศส และภาค เหนือของสเปน ที่มีชื่อเสียงมากได้แด้ก่ ถ้ำ ลาสโกซ์ใซ์นฝรั่งรั่เศส ถ้ำ อัลอัตามิราใน ประเทศสเปน งานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การ เขียน ภาพเท่านั้นนั้ยังยัมีการปั้น รูปด้วด้ยดินเหนียว หรือแกะสลักลั บนกระดูก เขาสัตสัว์ และงาช้าช้ง ด้วด้ย เรื่องราวที่นิยมทำ กันกัได้แด้ก่ เรื่อง การล่าสัตสัว์ หรือบาง ก็มีรูปคน เป็นรูปสตรี ซึ่งอาจมี ความ หมายถึง การให้กำห้กำเนิดเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ใณ์ห้กัห้บกัเผ่า ศิ ล ป ะ ส มั ย ก่ อ น ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ 2
The Venus of Willendorf Age: Around 25,000 BCE Material: Oolitic Limestone Found: Willendorf (Austria) in 1908 Present Location: Naturhistorisches Museum in Vienna (Austria) Length: 10.6cm Width: 5.7cm Depth: 4.5cm The Venus of Willendorf สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) หรือ แนวหินตั้งตั้ ประเทศอังอักฤษ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) มีลักลัษณะเป็นกลุ่มหิน ขนาดใหญ่ยักยัษ์ลึษ์ลึกลับลัอันอัน่าประหลาดใจ หนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศหัจรรย์ขย์องโลกยุคกลาง และมรดกโลก (UNESCO) ที่ในปัจจุบันบัก็ยังยัไม่สามารถไขคำ ตอบเกี่ยวกับกัวัตวัถุประสงค์ใค์นการสร้าร้ง วิธีการ การสร้าร้งหรือแม้แม้ต่อายุและความเก่าแก่ของสิ่ง นี้ไนี้ด้อด้ย่างแน่นอน บ้าบ้งก็ว่า 2,000 ปีก่อนคริสต์ ศักศัราช บ้าบ้งก็ว่าเก่าแก่ถึง 3,000 ปีก่อนคริสต์ ศักศัราช วีนัสนัแห่งวิลเลนดอร์ฟร์ (Venus of Willendorf) เป็น หนึ่งในตัวตัอย่างประติมากรรมขนาดเล็กที่สำ คัญคั ที่สุดของศิลปะยุคแรกในทวีปยุโรป ทำ จากหินเม็ด แบบไข่ปลา (oolite) งานศิลปะจากออสเตรียที่สูง เกือบ 11 ซม. ชิ้นชิ้นี้ไนี้ม่เพียงมีความพิเศษในแง่ของ การออกแบบเท่านั้นนั้แต่ยังยัรวมถึงวัสวัดุด้วด้ยเช่นกันกั เพราะประติมากรรมเทพีวีนัสนัแบบอื่น ๆ มักมัจะทำ จากงาช้าช้งหรือกระดูก หรือบางครั้งรั้ก็ทำ ด้วด้ยหินที่ แตกต่างกันกั วีนัสนัแห่งวิลเลนดอร์ฟร์พบในหุบเขาวาเคาใน ออสเตรียในปี พ.ศ. 2451 3
1.สมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์ เเบ่งเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ 1.ยุคหินเเละ 2.ยุคโลหะ 1.สมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์ เเบ่งเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ 1.ยุคหินเเละ 2.ยุคโลหะ 1. ยุคหิน ยุุุคหิน (Stone Age) แบ่งออกเป็นยุคย่อยๆ 3 ยุค คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ 1.ยุคหินเก่า (Poalelithic Periode หรือ Old Stone Age) ประมาณ 5,000,000 ปีล่วงมาแล้วล้ 1. ยุคหิน (Ston Age) ยุคหินแบ่งออกเป็นยุคย่อย 3 ยุค คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ 1.1. ยุคหินเก่า มีอายุประมาณ 2,000,000 - 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล 1.1.1 มนุษย์ใย์นยุคหินเก่าต้อต้งพึ่งพาธรรมชาติมาก ดำ รงชีวิตด้วด้ยการเก็บหาผลไม้แม้ละล่าสัตสัว์ป่ว์ป่าเป็น อาหาร จอยู่อาศัยศัตามถ้ำ และรู้จัรู้กจัใช้ไช้ฟหุงต้มต้อาหาร 1.1.2 ผลงานด้าด้นศิลปวัฒวันธรรม ส่วนใหญ่เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังนัถ้ำ เป็นรูปสัตสัว์ป่ว์ป่า ผลงานที่ดีที่สุด แสดงถึงวัฒวันธรรมขั้นขั้สูงของมนุษย์ยุย์ยุคหินเก่า คือ ภาพวาดรูปสัตสัว์บว์นฝาผนังนัถ้ำ อัตอัตามิรา (Altamira) ใน ประเทศสเปน 1.2. ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล 1.2.1 มนุษย์ยุย์ยุคหินกลางรู้จัรู้กจัการตั้งตั้ถิ่นฐานภายนอกถ้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ทำช้ทำด้วด้ยหินแต่มีความประณีต มากขึ้นขึ้รู้จัรู้กจัทำ ศรธนูล่าสัตสัว์ ทำ ขวานหิน ทำ การเพาะปลูก จับจัปลา และปั้นหม้อม้ไหด้วด้ยดินเหนียวตากแห้งห้ 1.2.2 ผลงานด้าด้นศิลปวัฒวันธรรม มีภาพวาดตามชะง่อนหินผา ในเขตชายฝั่งตะวันวัออกของประเทศ สเปน แต่จะมีรูปมนุษย์แย์ละรูปสัตสัว์ปว์รากฎในภาพร่วมกันกัสันสันิษฐานว่ามนุษย์ใย์นยุคหินกลางคงมีความเชื่อ เรื่องวิญญาณ 2. ยุคโลหะ(Metal Age) แบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อย คือ ยุคสำ ริดและยุคเหล็ก 2.1 ยุคสำ ริด (Bronze Age) ยุคสำ ริดเริ่มต้นต้ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเมื่อประมาณ 4,000 – 2,700 ปีมา แล้วล้สำ ริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับกัดีบุก กรรมวิธีการทำ สำ ริดค่อนข้าข้งยุ่งยาก ตั้งตั้แต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าบ้หลอม จากนั้นนั้จึงเป็นการขึ้นขึ้รูปทำ เครื่องมือเครื่องใช้ด้ช้วด้ยการตี หรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทรายหรือแม่พิมพ์ดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ใช้นยุคสำ ริดที่พบตามแหล่งต่าง ๆ ใน ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก นอกจากทำ ด้วด้ยสำ ริดแล้วล้ยังยัพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำช้ทำจากดินเผา หิน และแร่ ในบาง แหล่งมีการใช้สำช้สำริดต่อเนื่องมาจนถึงยุคเหล็ก เครื่องมือเครื่องใช้ที่ช้ที่ทำ จากสำ ริดมีขวาน หอก ภาชนะ กำ ไล ตุ้มตุ้หู ลูกปัด ฯลฯ ในยุคนี้คนี้วามเป็นอยู่ของมนุษย์เย์ปลี่ยนแปลงไปมากทั้งทั้ด้าด้นการเมืองและสังสัคม ชุมชน เกษตรกรรมขยายตัวตัจนกลายเป็นชุมชนเมือง จึงมีการจัดจัแบ่งความสัมสัพันธ์ตธ์ามความสามารถ เช่น กลุ่ม อาชีพ มีการจัดจัระเบียบสังสัคมเป็นกลุ่มชนชั้นชั้ต่าง ๆ ซึ่งเอื้ออื้อำ นวยต่อการผลิต อันอันำ ไปสู่ความมั่นมั่คงปลอดภัยภั กว่าเดิม และมีความสะดวกสบายมากขึ้นขึ้นำ ไปสู่พัฒนาการทางสังสัคมสู่ความเป็นรัฐรัในเวลาต่อมา 2.2 ยุคเหล็ก (Iron) ประมาณ 2,700 – 2,000 ปีมาแล้วล้ช่วงเวลานี้เนี้ริ่มต้นต้การพัฒนาการทางด้าด้นเทคโนโลยี การผลิตโลหะของมนุษย์ที่ย์ ที่สามารถหลอมโลหะประเภทเหล็กขึ้นขึ้มาทำ เครื่องมือเครื่องใช้ไช้ด้ เหล็กมีความ แข็งแกร่งคงทนกว่าสำ ริดมาก การผลิตเหล็กต้อต้งใช้อุช้อุณหภูมิสูงและมีกรรมวิธีที่ยุ่งยาก สังสัคมที่สามารถ พัฒนาการผลิตเหล็กจะสามารถพัฒนาสู่ความเป็นรัฐรัเพราะการผลิตเหล็กทำ ให้สัห้งสัคมสามารถผลิตอาวุธได้ ง่ายและแข็งแกร่งขึ้นขึ้จนสามารถขยายกองทัพทั ได้ และมีเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการทำ การเกษตรที่มีความ คงทนกว่า แหล่งอารยธรรมแห่งแรกที่สามารถผลิตเหล็กได้ คือ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 3,200 ปีมาแล้วล้ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำ ริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำ ให้ เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำ ให้กห้องทัพทัมีอาวุธที่แข็งแกร่งนำ ไปสู่พัฒนาการทางสังสัคมจนกลาย เป็นรัฐรัที่มีกำ ลังลัทหารที่เข็มแข็ง เข้าข้ยึดครองสังสัคมอื่น ๆ ขยายเป็นอาณาจักจัรในเวลาต่อมา 4
ศิล ศิ ปะสมัย ประวัติ วั ศ ติ าสตร์ (Historical Art)
ศิลศิ ปะสมัย ประวัติ วั ศติาสตร์ Historical Art ● สมัยมัประวัติวัติศาสตร์ คือ ช่วงเวลาที่มี หลักลัฐานที่เป็นลายลักลัษณ์อัณ์กอัษรบอกเล่าเรื่องราวของสังสัคมนั้นนั้ๆ อักอัษรนั้นนั้ อาจเป็นตัวตัอักอัษรของชนชาติ อื่นก็ได้ แต่นำ มาใช้บัช้นบัทึกคำ พูดเป็นเรื่องราวของสังสัคมตนโดยสมัยมั ประวัติวัติศาสตร์มีร์มีการแบ่งเป็นสมัยมัย่อย คือ สมัยมั โบราณ สมัยมักลาง สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยาการ สมัยมั ใหม่และหลังลัสมัยมัใหม่หรือสมัยมัปัจจุบันบั ตามเหตุผลการจำ แนกยุคสมัยมัดังดันี้นันี้กนัเรียนจึงต้อต้งเข้าข้ใจว่าสมัยมัก่อนประวัติวัติศาสตร์แร์ละสมัยมั ประวัติวัติศาสตร์ขร์องสังสัคมแต่ละสังสัคม (หรือประเทศ) จะเริ่มต้นต้ ไม่ตรงกันกัขึ้นขึ้อยู่กับกัเงื่อนไขการมี ตัวตั อักอัษรบันบัทึกเรื่องราวของแต่ละสังสัคมนอกจากนั้นนั้การแบ่งและกำ หนดสมัยมัย่อยในสมัยมัก่อน ประวัติวัติศาสตร์ก็ร์ก็ยังยัมีความแตกต่างกันกัเนื่องจากแต่ละภูมิภาคต่างก็มีพัฒนาการแตกต่างกันกัไป ยุคโบราณ (Ancient Age) ประมาณ 1,400 ปี ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 100 ศิลปะเมโสโปเตเมีย เมโสโปเตเมียเป็นคำ ภาษากรีก แปลว่า ที่ระหว่างแม่น้ำ ดินแดนที่ชาวกรีกเรียกว่า เมโสโปเตเมียน ตั้งตั้อยู่ในลุ่มน้ำ ไทกรีส - ยูเฟรติสเป็นส่วนหนึ่งของ "ดินแดนรูปพระจันจัทร์เร์สี้ยสี้วอันอัอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ที่ทอดโค้งค้ขึ้นขึ้ไปจากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เร์รเนียนและอ่าว เปอร์เร์ซีย ศิลปะซูเมอเรียน เป็นชนชาติแรกที่สร้าร้งความเจริญขึ้นขึ้ในบริเวณเมโส โปเตเมีย เข้าข้มาอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำ ไทกริส และยูเฟรติส สันสันิษฐานว่าอาจจะอพยพมาจาก เอเชียกลาง มาสู่ดินแดนเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล บริเวณที่เข้าข้มาตอนแรกคือ แคว้นว้ซูเมอร์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุต้สุดของเมโสโปเตเมีย ติดกับกัอ่าวเปอร์เร์ซีย 6
ลักลัษณะงานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักลัษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งตั้แต่รูปแกะสลักลัขนาด มหึมาไปจนถึงผลงานอันอัประณีตบอบบางของพวกช่างทอง ชาวอิยิปต์นิต์ นิยมสร้าร้งรูปสลักลั ประติมากรรม จากหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินแกรนิต หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์ หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่ง เป็นหินเนื้อนื้อ่อนสีขาว ถ้าถ้เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักมัเป็นหิน ทราย นอกจากนี้ยันี้งยัมีทำ จากหินปูน และไม้ซึ่ม้ซึ่งมักมัจะพอกด้วด้ยปูนและระบายสีด้วด้ย งานประติมา กรรมขนาดเล็ก มักมัจะทำ จากวัสวัดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัมรัหินลาปิสลาซูลี เซรามิค ฯลฯ ประติมากรรมของอียิปต์มีต์ มีทั้งทั้แบบนูนต่ำ แบบ ลอยตัวตัแบบนูนต่ำ มักมัจะแกะสลักลัลวดลายภาพ บนผนังนับนเสาวิหาร และประกอบรูปลอยตัวตั ประติมากรรมแบบลอยตัวตัมักมัทำ เป็น รูปเทพเจ้าจ้หรือรูปฟาโรห์ ที่มีลักลัษณะคล้าล้ยกับกัเทพเจ้าจ้นอกจากนี้ ยังยัทำ เป็นรูปข้าข้ทาสบริวาร สัตสัว์เว์ลี้ยลี้ง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่ช้ต่าง ๆ เพื่อใช้ปช้ระกอบในพิธีศพอีกด้วด้ย ลักลัษณะสถาปัตยกรรมอียิปต์ใต์ช้รช้ะบบโครงสร้าร้งเป็นเสาและคาน แสดงรูปทรงที่เรียบง่ายและ แข็งทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อน้ยและต่อเนื่องกันกั โดยตลอด สถาปัตยกรรมสำ คัญคัของชาว อียิปต์ไต์ด้แด้ก่ สุสานที่ฝังศพ ซึ่งมีตั้งตั้แต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตษัริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตร พิสดาร ใหญ่โตไป ตามฐานะ และอำ นาจ ลักลัษณะของการสร้าร้งสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำ คัญคัแห่งยุคก็คือ ปิรามิด ปิรา มิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นขั้บันบัได หรือเรียกว่า มัสมัตาบา ต่อมามีการพัฒนา รูปแบบวิธีการก่อสร้าร้งจนเป็น รูปปิรามิดที่เห็นในปัจจุบันบันอกจากนี้ยันี้งยัมีการสร้าร้งวิหารเทพเจ้าจ้เพื่อใช้ปช้ระกอบพิธีกรรมของนักนับวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ปช้ระกอบพิธีศพ ในสมัยมัอาณาจักจัร ใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ - พ.ศ.510) วิหาร เหล่านี้มีนี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำ จากอิฐและหิน ซึ่งนำ รูปแบบวิหารมากจากสมัยมัอาณาจักจัรกลาง ที่เจาะเข้าข้ไปในหน้าน้ผา บริเวณหุบผากษัตษัริย์ และ หุบผาราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตษัริย์แย์ละราชินี ฝังอยู่เป็นจำ นวนมาก 7 อียิปต์ (Egypt Art) ลักลัษณะงานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นภาพที่เขียนไว้บว้น ฝาผนังนัสุสานและวิหารต่าง ๆ สีที่ใช้ เขียนภาพทำ จาก วัสวัดุทางธรรมชาติ ได้แด้ก่เขม่าไฟ สารประกอบทองแดง หรือสีจากดินแล้วล้นำ มา ผสมกับกัน้ำ และยางไม้ ลักลัษณะ ของงานจิตรกรรมเป็นงานที่เน้นน้ให้เห้ห็นรูปร่างแบน ๆ มี เส้นส้รอบ นอกที่คมชัดชัจัดจัท่าทางของคนแสดงอิริยาบถ ต่าง ๆ ในรูปสัญสัลักลัษณ์มณ์ากว่าแสดงความเหมือนจริง ตามธรรมชาติ มักมัเขียนอักอัษรภาพลงในช่องว่าง ระหว่างรูปด้วด้ย และเน้นน้สัดสัส่วนของสิ่งสำ คัญคั ในภาพ ให้ให้หญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นภาพของกษัตษัริย์ หรือฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่กว่า มเหสี และคนทั้งทั้หลาย นิยมระบายสีสดใส บนพื้นหลังลัสีขาว
8 กรีก(Greek Art) จิตรกรรมของกรีกที่รู้จัรู้กจักันกัดีก็มีแต่ภาพวาดระบายสีตกแต่งผิวแจกันกั เท่านั้นนั้ที่ ชาวกรีกนิยมทำ มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 1 เป็นภาพที่มีรูปร่างที่ ถูกตัดตัทอนรูปจน ใกล้เล้คียงกับกัรูปเรขาคณิต มีความเรียบง่ายและคมชัดชัสี ที่ใช้ไช้ด้แด้ก่ สีดิน คือเอาสีดำ อมน้ำ ตาลผสมบาง ๆ ระบายสีเป็นภาพบน พื้นผิวแจกันกัที่เป็นดินสีน้ำ ตาลอมแดง แต่บางทีก็มีสีขาวและสีอื่น ๆร่วม ด้วด้ย เทคนิคการใช้รูช้รูปร่างสีดำ ระบายพื้นหลังลัเป็นสีแดงนี้ เรียกว่า "จิตรกรรมแบบรูปตัวตัดำ " และทำ กันกัเรื่อยมาจนถึงสมัยมัพุทธ ศตวรรษที่ 1 มีรูปแบบใหม่ขึ้นขึ้มา คือ"จิตรกรรมแบบรูปดัวดัแดง"โดยใช้สีช้สีดำ อม น้ำ ตาล เป็นพื้นหลังลัภาพ ตัวตัรูปเป็นสีส้มส้แดง หรือสีน้ำ ตาลไม้ ตามสีดินของพื้น แจกันกั ประติมากรรมของกรีกส่วนมากเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งสร้าร้งถวายเทพเจ้าจ้ ต่าง ๆ วัสวัดุที่นิยใช้สช้ร้าร้งงานได้แด้ก่ ทองแดง และดินเผา ในสมัยมัต่อมา นิยมสร้าร้งจาก สำ ริด และหินอ่อนเพิ่มขึ้นขึ้ ในสมัยมัแรก ๆ รูปทรงยังยัมี ลักลัษณะคล้าล้ยรูปเรขาคณิต อยู่ ต่อมาในสมัยมัอาร์คร์าอิก (200 ปีก่อน พ.ศ.) เริ่มมีลักลัษณะคล้าล้ยกับกัมนุษย์มย์ากขึ้นขึ้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกัเทพเจ้าจ้ รูปนักนักีฬา รูปวีรบุรุษ รูปสัตสัว์ต่ว์ ต่าง ๆ ในยุคหลังลัๆ รูปทรงจะมีความเป็น มนุษย์มย์ากขึ้นขึ้แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่สง่างาม มีการ ขัดขัถูผิวหินให้ เรียบดูคล้าล้ยผิวมนุษย์ มีลีลาที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้นขึ้ทำ ให้ ประติมากรรมกรีกจัดจัเป็นยุคคลาสสิค ที่ให้คห้วามรู้สึรู้สึกในความงามที่เป็น ความจริง ตามธรรมชาตินั่นนั่เอง สถาปัตยกรรมกรีก ใช้รช้ะบบโครงสร้าร้งแบบเสาและคาน เช่น เดียวกับกัอียิปต์ มีแผนผังผัเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ้จากฐานอาคาร ซึ่งยกเป็นชั้นชั้ๆ ก็จะเป็นฝาผนังนั โดยปราศจากหน้าน้ต่าง ซึ่งจะ กั้นกั้เป็นห้อห้งต่าง ๆ 1 - 3 ห้อห้ง ปกติสถาปนิกจะ สร้าร้งเสาราย ล้อล้มรอบอาคารหรือสนามด้วด้ย มีการสลับลัช่วงเสากันกัอย่างมี จังจัหวะ ระหว่างเสากับกัช่องว่างระหว่างเสา ทำ ให้พื้ห้ พื้นภายนอก รอบ ๆ วิหารมีความสว่าง และมีรูปทรงเปิดมากกว่า สถาปัตยกรรมอียิปต์ และมีขนาดเหมาะสม ไม่ใหญ่โต จนเกิน ไป มีรูปทรงเรียบง่าย สถาปัตยกรรมกรีกแบบพื้นฐาน 2 ใน 3 แบบ เกิดใน สมัยมัอาร์คร์าอิก คือ แบบดอริก และแบบไอโอนิก ซึ่ง แบบหลังลัพบแพร่หลายทั่วทั่ไป ในแถบเอเชียไมเนอร์ เสาหล่านี้ แต่ละต้นต้จะมีคานพาดหัวหัเสาถึงกันกัหมด ในสมัยมัต่อมา เกิด สถาปัตยกรรมอีแบบหนึ่งคือ แบบโครินเธียน หัวหัเสาจะมีลาย รูปใบไม้ชม้าวกรีกนิยมสร้าร้งอาคารโดยใช้สช้ถาปัตยกรรมทั้งทั้สาม ชนิดนี้ผนี้สมผสานกันกั โดยมี การตกแต่งประดับดั ประดาด้วด้ยการ แกะสลักลัลวดลายประกอบ บางทีก็แกะสลักลัรูป คนประกอบไป ด้วด้ย นอกจากนี้ยันี้งยัมีการใช้สีช้สีระบายตกแต่งโดยสีน้ำ เงินได้รัด้บรั ความ นิยมใช้รช้ะบายฉากหลังลัรูปลวดลายที่หน้าน้จั่วจั่และสีแดงใช้ ระบายฉากหลังลัสำ หรับรั ประติมากรรมที่หัวหัเสาและลายคิ้วคิ้คาน
โรมันมั(Roman Art) จิตรกรรมของโรมันมัอาศัยศัจากการค้นค้คว้าว้ข้อข้มูลจากเมืองปอมเปอี สตาบิเอ และ เฮอร์คิร์คิวเลนุม ซึ่งถูก ถล่มทับทัด้วด้ยลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส เมื่อ พ.ศ. 622 และถูก ขุดค้นค้พบในสมัยมัปัจจุบันบัจิตรกรรมผา ฝนังนัประกอบด้วด้ยแผงรูปสี่เหลี่ยผืนผ้าผ้ซึ่ง มักมัเลียนแบบหินอ่อน เป็นภาทิวทัศทัน์ ภาพคน และภาพ เกี่ยวกับกัสถาปัตยกรรม มีการใช้แช้สงเงา และกายวิภาคของมนุษย์ชัย์ดชัเจน เขียนด้วด้ยสีฝุ่นผสมกับกักาว น้ำ ปูน และสีขี้ฝึ้ขี้ฝึ้งร้อร้น นอกจากการวาดภาพ ยังยัมีภาพประดับดัด้วด้ยเศษหินสี (Mosaic) ซึ่งใช้กัช้นกัอย่าง กว้าว้งขวางทั้งทั้บนพื้นและผนังนัอาคาร ประติมากรรมของโรมันมัรับรัอิทธิพลมากจากชาวอีทรัสรักันกัและกรีกยุคเฮเลนิสติก แสดงถึงลักลัษณะที่ถูกต้อต้งทางกายภาพ เป็นแบบอุดมคติที่เรียบง่ายแต่ดูเข้มข้แข็งมาก ประติมากรรม อีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือประติมากรรมรูปนูนเรื่องเกี่ยวกับกั ประวัติวัติศาสตร์ มีรายละเอียดของเรื่อง ราว เหตุการณ์ถูณ์ถูกต้อต้ง ชัดชัเจน ประติมากรรม โรมันมัในยุคหลังลัๆ เริ่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกั พิธีกรรมทางศาสนามากเป็นพิเศษ วัสวัดุที่ใช้สช้ร้าร้งประติมากรรมของโรมันมัมักมัสร้าร้งขึ้นขึ้จาก ขี้ผึ้ขี้ผึ้งผึ้ดิน เผา หิน และสำ ริด สถาปัตยกรรมโรมันมั ได้แด้ก่อาคารต่าง ๆ ส่วนมากเป็นรูปทรงพื้นฐาน วัสวัดุที่ใช้ สร้าร้งอาคารได้แด้ก่ ไม้ อิฐ ดินเผา หิน ปูน และคอนกรีต ซึ่งชาวโรมันมัเป็นชาติแรกที่ใช้คช้อนกรีตอย่าง กว้าว้งขวาง และพัฒนารูปแบบออกจากระบบเสาและคาน ไป สู่ระบบโครงสร้าร้งวงโค้งค้หลังลัคาทรง โค้งค้หลังลัคาทรงกลม และหลังลัคาทรงโค้งค้กากบาท มีการนำ สถาปัตยกรรมที่สำ คัญคัของกรีกทั้งทั้ 3 แบบ มาเปลี่ยนแปลงและ ปรับรัปรุงให้วิห้วิจิตรบรรจงขึ้นขึ้ชาวกรีกใช้เช้สาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าร้ง แต่ชาว โรมันมัมักมัจะเพิ่มการตกแต่งลงไป โดยไม่คำ นึงถึงประโยชน์ทน์างโครงสร้าร้งเท่าไร นักนัลำ เสา ของกรีกจะเป็นท่อน ๆ นำ มาวางซ้อซ้นต่อกันกัขึ้นขึ้ไป แต่เสาของโรมันมัจะ เป็นเสาหินท่อนเดียวตลอด รูปแบบอนุสาวรีย์ที่ย์ ที่พบมากของโรมันมัคือ ประตูชัยชัเป็นสิ่งก่อสร้าร้งตั้งตั้อิสระประดับดัตกแต่งด้วด้ยคำ จารึก และรูปนูนบรรยายเหตุการณ์ ที่เป็นอนุสรณ์ สถาปัตยกรรมที่สำ คัญคัอีกอย่างหนึ่งของโรมันมั คือสะพานส่งน้ำ ซึ่ง ใช้เช้ป็นทางส่งน้ำ จากภูเขา มาสู่เมืองต่าง ๆ ของชาวโรมันมัเป็นสิ่งก่อสร้าร้งที่ แสดง ถึงความก้าก้วหน้าน้ทางวิศวกรรมของโรมันมัอย่างเห็นได้ชัด้ดชั 9
ศิลปะยุคกลาง ในโลกตะวันวัตกครอบคลุมยาวนานกว่า 1,000 ปีของประวัติวัติศาสตร์ศิร์ศิลปะยุโรป ตะวันวัออกกลาง และแอฟริกาเหนือ โดยทั่วทั่ไปแล้วล้ก็จะรวมคริสเตียนยุคแรก ศิลปะนอร์สร์หรือไวกิ้งกิ้ ศิลปะไบแซนไทน์ และศิลปะกอธิค และยังยัรวมไปถึงสมัยมัอื่นๆ อีกหลายสมัยมัภายในกลุ่มลักลัษณะนี้ งานศิลปะยุคกลางมีหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่ยังยัคงหลง เหลืออยู่ให้เห้ห็นก็ได้แด้ก่ งานประติมากรรม หนังนัสือวิจิตร งานกระจกสี งานโลหะ และ งานโมเสกซึ่งเป็นงานที่มี ความเป็นถาวรภาพมากกว่าจิตรกรรมฝาผนังนังานไม้ หรือ ผ้าผ้และเครื่องแต่งกาย, รวมทั้งทั้พรมแขวนผนังนั ซึ่งในบทความนี้จนี้ะยกศิลปะแบบต่าง ๆ ในยุค กลางที่สามารถพบเห็นได้ใด้นปัจจุบันบัอันอัได้แด้ก่ ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะนอร์สร์หรือไวกิ้งกิ้ ศิลปะไบแซนไทน์ และศิลปะกอธิค ศิลปะคริสเตียนในยุคแรก (Christian art) ศิลปะคริสเตียนหรือเรียกได้ว่ด้ว่าศิลปะยุคโบราณ ได้รัด้บรัอิทธิพลมาจากศิลปะโรมันมัเป็นศิลปะ ศักศัดิ์สิดิ์สิทธิ์ที่ธิ์ที่มีรูปแบบและภาพมาจากศาสนาคริสต์ สร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อเป็นสื่อแสดงความหมาย และแสดง เรื่องราวที่เกี่ยวกับกัหลักลัของศาสนาคริสต์ นิกายของศาสนาคริสต์ ซึ่งประติมากรรมที่เก่าแก่ที่สุด คือ งานสลักลับนโลงหิน อีกทั้งทั้ในบริเวณสุสาน ยังยัมีการตกแต่งผนังนัทางเดินและเพดานด้วด้ยภาพเขียน 10
ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art) ศิลปะไบแซนไทน์ มาจากชื่อของ จักจัรวรรณดิไบเซนไทน์ และเริ่มขึ้นขึ้ประมาณคริสต์ศต์ตวรรษที่ 5 เป็น ศิลปะที่เชื่อมโยงความคิดและลักลัษณะศิลปะตะวันวัออกและตะวันวัตกเข้าข้ด้วด้ยกันกั โดยจะมีลักลัษณะ ใหญ่โตเข้มข้แข็ง และถูกประดับดั ประดาด้วด้ยการใช้พื้ช้ พื้นผิวของวัสวัดุหลายอย่าง อีกทั้งทั้จะมีลักลัษณะของ ศิลปะคริสเตียนอยู่มาก เนื่องจากสืบเนื่องต่อกันกัมา สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ได้รัด้บรัอิทธิพลต่อเนื่องจากแบบโรมันมัส่วนใหญ่ที่ เราพบเห็นจะเป็น โดม ที่มีเส้นส้ผ่าศูนย์กย์ลางขนาด ใหญ่ และเป็นแบบ COMPLEX DOMES (โดมใหญ่ตรงกลางและมีโดมเล็กรองรับรัข้าข้ง ๆ) จิตรกรรมไบแซนไทน ภาพวาดส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมเรื่องราวเกี่ยว กันกัศาสนาคริสต์แต์ละเรื่องราวเกี่ยวกับกัพระเยซู พระแม่มารีย์ นักนับุญ เหตุการณ์สำณ์สำคัญคั ในคัมคัภีร์ ไบเบิ้ลบิ้และภาพจะมีการประดับดัด้วด้ยกระเบื้อบื้ง เคลือบสีต่าง ๆ เป็นชิ้นชิ้เล็ก ๆ เรื่อกว่า โมเสค (MOSAIC) ซึ่งมีความสวยและคงทนมาก ฮาเกีย โซเฟีย โบสถ์ทถ์รงโดม ใหญ่ที่สุดในโลก 11
12 ศิลปะโกธิค (Gothic Art) ศิลปะโกธิคเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นขึ้ในช่วงระหว่าง คริสต์ศต์ตวรรษที่ 12-15 สะท้อท้นถึงอิทธิพลของ คริสต์ศต์าสนา มีศูนย์กย์ลางที่ฝรั่งรั่เศสและแพร่ หลายไปยังยัประเทศอื่นๆ และมีลักลัษณะตามภูมิภา คนั้นนั้ๆ ด้วด้ย ” ศิลปะแขนงสำ คัญคัของสมัยมักอทิกคือ ประติมากรรม งานกระจกสี จิตรกรรมฝาผนังนั การเขียนลวดลายในหนังนัสือวิจิตร “ สถาปัตยกรรม ลักลัษณะสำ คัญคัของสถาปัตยกรรมศิลปะโกธิคคือ ผนังนัเปิดกว้าว้ง มีส่วนสูงเด่นเป็นพิเศษและมีแบบที่ ออกมาเป็นลายเส้นส้ซับซัซ้อซ้น ทุกส่วนจะประกอบเข้าข้ ด้วด้ยกันกัเป็นสัญสัลักลัษณ์นิณ์ นิยมทางศาสนา โครงสร้าร้งหลังลัคาเป็นโค้งค้แหลม มียอดหอคอยรูป ทรงแหลมอยู่ข้าข้งบนประตูหน้าน้ต่างจะโค้งค้แหลม มี ขนาดกว้าว้งมีแสงสว่างสามารถลอดผ่านได้แด้ละ ประดับดัด้วด้ยกระจกสี
13 สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยา (ฝรั่งรั่เศส: Renaissance; อิตาลี: Il Rinascimento; แปลว่า เกิดใหม่ หรือ คืนชีพ) เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง วัฒวันธรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นต้ของ วัฒวันธรรมยุคใหม่ สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นการ เคลื่อนไหวทางวัฒวันธรรมที่กินเวลาตั้งตั้แต่ราวคริสต์ ศตวรรษที่ 14 ถึง 17 ประกอบด้วด้ยการเปลี่ยนแปลง ทางวรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ศาสนาและ การเมือง การฟื้นฟูการศึกษาโดยอาศัยศัผลงาน คลาสสิก การพัฒนาจิตรกรรม และการปฏิรูปการ ศึกษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังดั กล่าวได้อด้าศัยศัพลังลัของนักนัมนุษยนิยมและปัจเจกชน นิยมเป็นเครื่องจูงใจ เป็นที่ยอมรับรักันกั โดยทั่วทั่ไปว่า สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยาเกิดขึ้นขึ้ในฟลอเรนซ์ แคว้นว้ทัสทักา นี ในช่วงคริสต์ศต์ตวรรษที่ 14 ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ประวัติวัติของสมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยา หลังลัจากสงครามครูเสดอันอัยาวนานร่วม 300 ปีสิ้นสิ้สุดลง ยุโรปก็เข้าข้สู่สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยา เนื่องจากมีการขุดค้นค้พบซากเมืองโบราณของกรีกและโรมันมัทำ ให้ยุห้ยุโรปได้นำด้นำศิลปวิทยาการจาก การขุดค้นค้พบมาปรับรัปรุง ดัดดัแปลงใหม่ ทำ ให้ยุห้ยุโรปมีความเจริญก้าก้วหน้าน้ในศาสตร์ทุร์ทุก ๆ ด้าด้น อาทิเช่น ศิลปศาสตร์ ศิลปินและผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น เลโอนาร์โร์ด ดา วินชี ผู้วผู้าดรูปโมนาลิซา มีเกลันลั เจโล ผู้ปั้ผู้ปั้นรูปปั้นเดวิด ซึ่งเชื่อว่าเป็นชายที่มีสัดสัส่วนสมบูรณ์ที่ณ์ ที่สุดในโลก ราฟาเอลผู้กำผู้กำกับกัการ สร้าร้งและตกแต่งมหาวิหารนักนับุญเปโตร เป็นต้นต้ เทคโนโลยี เทคโนโลยีที่สำ คัญคัคือ เทคโนโลยีการต่อเรือ โดยชาติที่เป็นผู้ริผู้ริเริ่มคือ โปรตุเกสและ สเปน ซึ่งทำ ให้กห้ารติดต่อค้าค้ขายกับกัเอเชียสะดวกขึ้นขึ้ วิทยาศาสตร์ นักนัวิทยาศาสตร์ที่ร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ เช่น เซอร์ไร์อแซก นิวตันตัผู้ค้ผู้นค้พบกฎแรงโน้มน้ถ่วง เป็นต้นต้ ศิลปะเรอแนซ็องส์ (พ.ศ. 1940 – 2140) คำ ว่า “เรอแนซ็องส์”ส์หมายถึง การเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการ ระลึกถึงศิลปะกรีกและโรมันมัในอดีต ซึ่งเคยรุ่งเรืองให้กห้ลับลัมาอีก ศิลปะเรอแนซ็องส์ไส์ม่ใช่การลอก เลียนแบบจากอดีต แต่เป็นยุคสมัยมัแห่งการเน้นน้ความสำ คัญคัของลักลัษณะเฉพาะบุคคล มีความ สนใจลักลัษณะภายนอกของมนุษย์ และ ธรรมชาติ เป็นแบบที่มีเหตุผลทางศีลธรรม ก่อให้เห้กิดความ กระตือรือร้นร้ในการค้นค้หาความรู้ทรู้าง วิทยาศาสตร์ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่ด้ว่า เป็น “สมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยา” โดยมีรากฐานมาจากประเทศอิตาลี และแผ่ขยายไปยังยัดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป
14 ในสมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยา คริสตจักจัรยังยัคงเป็นผู้อุผู้อุปถัมถัภ์ที่ภ์ ที่สำ คัญคัของเหล่าศิลปินนอกจากนี้ยันี้งยัมีพวก ขุนนาง พ่อค้าค้ผู้ร่ำผู้ร่ำรวย ซึ่งเป็นชนชั้นชั้สูงก็ได้ว่ด้ว่าจ้าจ้ง และอุปถัมถัภ์เภ์หล่าศิลปินต่าง ๆ ด้วด้ย ตระกูลที่มีชื่อ เสียงเหล่านั้นนั้ ได้แด้ก่ ตระกูลวิสคอนตี และสฟอร์ซร์า ในนครมิลาน ตระกูลกอนซากาในเมืองมานตูอา และ ตระกูลเมดีชีในนครฟลอเรนซ์ การอุปถัมถัภ์ศิภ์ ศิลปินนี้มีนี้มีผลในการกระตุ้นตุ้ ให้ศิห้ศิลปินใฝ่หาชื่อเสียง และความ สำ เร็จมาสู่ชีวิตมากขึ้นขึ้ผลงานของศิลปินที่มีทั้งทั้จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ทำ ให้ชื่ห้ชื่อ เสียงของศิลปินหลายคน เป็นที่รู้จัรู้กจัทั่วทั่โลกตลอดกาล เช่น ลีโอนาร์โร์ด ดา วินชี มีเกลันลัเจโล ราฟาเอล สถานภาพทางสังสัคมของศิลปินเป็นที่ยอมรับรักันกัอย่างสูงในวงสังสัคม เกิดสำ นักนัศิลปะเพื่อฝึกฝนช่าง ฝีมือ และเกิดมีศิลปินระดับดัอัฉอัริยะขึ้นขึ้มาอย่างมากมาย และในสมัยมัฟื้นฟูศิลปวิทยานี้เนี้อง ที่มีการ พัฒนาการพิมพ์ขึ้นขึ้ในประเทศเยอรมนีโดย โยฮันฮัน์ กูเทนแบร์กร์เป็นผู้ผผู้ลิตนวัตวักรรมชิ้นชิ้นี้ขึ้นี้ขึ้นขึ้มา ราว พุทธศตวรรษที่ 20 ทำ ให้ศิห้ศิลปะการพิมพ์ได้เด้ริ่มมีการสร้าร้งสรรค์ขึ้ค์ขึ้นขึ้อย่างจริงจังจันับนัตั้งตั้แต่นั้นนั้เป็นต้นต้มา
แบบทดสอบ 1. งานทัศทันศิลป์รูปแบบตะวันวัออก มีลักลัษณะอย่างไร ก. แบบสัจสันิยม ข. ไม่เกี่ยวโยงกับกัศาสนา ค. สะท้อท้นสังสัคมอุตสาหกรรม ง. จินตนาการตามแบบอุดมคติ 2. ปัจจัยจัสำ คัญคัที่ทำ ให้งห้านทัศทันศิลป์สมัยมัใหม่มีการเปลี่ยนแปลง คืออะไร ก. วัสวัดุ อุปกรณ์ที่ณ์ ที่ทันทัสมัยมั ข. ผลงานมีความเด่นชัดชัทุกประเภท ค. ความเจริญทางด้าด้นวิทยาศาสตร์ ง. การพัฒนาสิ่งแวดล้อล้ม 3. งานทัศทันศิลป์รูปแบบตะวันวัออกและตะวันวัตกมีความแตกต่างกันกัในเรื่องใด ก. วัสวัดุ เทคนิค วิธีการ และกรรมวิธีในการ สร้าร้งสรรค์ผค์ลงาน ข. การแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒวันธรรม ค. รูปแบบการนำ เสนอผลงาน ง. ศิลปินผู้สผู้ร้าร้งสรรค์ผค์ลงาน 4. ทัศทันศิลป์ตะวันวัตกมีอิทธิพลต่อการสร้าร้งสรรค์ผค์ลงานทัศทันศิลป์ของชาติอื่นๆ อย่างไรบ้าบ้ง ก. กำ หนดหลักลัการและกฎเกณฑ์ทฑ์างทัศทันศิลป์ ข. เป็นต้นต้แบบให้ชห้าติอื่นรับรัไปพัฒนา ค. สะท้อท้นให้เห้ห็นความเจริญรุ่งเรือง ง. สร้าร้งสรรค์ใค์ห้เห้กิดสิ่งแปลกใหม่ 5. ยุคสมัยมัใดที่มนุษย์เย์ริ่มรู้จัรู้กจัการเขียนสี ขูดขีดเป็นรูปสัตสัว์ บนผนังนัถ้ำ ก. สมัยมัใหม่ ข. สมัยมั โบราณ ค. ยุคโลหะ ง. ยุคหิน 15
6. ผลงานสถาปัตยกรรมข้อข้ใดที่เป็นผลงานเด่นในยุคโลหะ ก. วิหารหินอ่อน ข. ปราสาทหินอ่อน ค. อนุสาวรีย์หิย์หินอ่อน ง. โบสถ์หิถ์หินอ่อน 7. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เริ่มขึ้นขึ้ในประเทศใด ก. อิตาลี ข. ฝรั่งรั่เศส ค. เยอรมันมัง. สเปน 8. ข้อข้ใดกล่าวถึงรูปแบบทัศทันศิลป์ตะวันวัตกได้ถูด้ถูกต้อต้ง ก. ผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับกัค่านิยมและความเชื่อ ข. ผลงานส่วนใหญ่ไม่แยกปรัชรัญาและศาสนา ค. ผลงานส่วนใหญ่เหมือนจริงตามธรรมชาติ ง. ผลงานส่วนใหญ่เป็นแบบอุดมคติ 9. ชุมชนที่มีความเจริญมากในสมัยมั โบราณ คือชุมชนใด ก. อียิปต์ ข. ฝรั่งรั่เศส ค. โรมันมัง. กรีก 10. งานทัศทันศิลป์ตะวันวัตก มีลักลัษณะเด่นอย่างไร ก. มีการผสมผสานแนวคิดและรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นกลาง ข. ลักลัษณะของผลงานแบ่งตามชนชาติและภาษา ค. ใช้วัช้สวัดุ อุปกรณ์อณ์ยู่ในขอบเขตที่จำ กัดกั ง. วิธีการสร้าร้งสรรค์มีค์ มีขอบเขตตายตัวตั 16
1. งานทัศทันศิลป์รูปแบบตะวันวัออก มีลักลัษณะอย่างไร เฉลย ก. แบบสัจสันิยม 2. ปัจจัยจัสำ คัญคัที่ทำ ให้งห้านทัศทันศิลป์สมัยมัใหม่มีการเปลี่ยนแปลง คืออะไร เฉลย ค. ความเจริญทางด้าด้นวิทยาศาสตร์ 3. งานทัศทันศิลป์รูปแบบตะวันวัออกและตะวันวัตกมีความแตกต่างกันกัในเรื่องใด เฉลย ก. วัสวัดุ เทคนิค วิธีการ และกรรมวิธีในการ สร้าร้งสรรค์ผค์ลงาน 4. ทัศทันศิลป์ตะวันวัตกมีอิทธิพลต่อการสร้าร้งสรรค์ผค์ลงานทัศทันศิลป์ของชาติอื่นๆ อย่างไรบ้าบ้ง เฉลย ค. สะท้อท้นให้เห้ห็นความเจริญรุ่งเรือง 5. ยุคสมัยมัใดที่มนุษย์เย์ริ่มรู้จัรู้กจัการเขียนสี ขูดขีดเป็นรูปสัตสัว์ บนผนังนัถ้ำ เฉลย ง. ยุคหิน 6. ผลงานสถาปัตยกรรมข้อข้ใดที่เป็นผลงานเด่นในยุคโลหะ เฉลย ก. วิหารหินอ่อน 7. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เริ่มขึ้นขึ้ในประเทศใด เฉลย ข. ฝรั่งรั่เศส 8. ข้อข้ใดกล่าวถึงรูปแบบทัศทันศิลป์ตะวันวัตกได้ถูด้ถูกต้อต้ง ้เฉลย ก. ผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับกัค่านิยมและความเชื่อ 9. ชุมชนที่มีความเจริญมากในสมัยมั โบราณ คือชุมชนใด เฉลย ค. โรมันมั 10. งานทัศทันศิลป์ตะวันวัตก มีลักลัษณะเด่นอย่างไร เฉลย ก. มีการผสมผสานแนวคิดและรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นกลาง เฉลยแบบทดสอบ 17
18 บรรณาธิการ บ้าบ้นจอมยุทธ(2560).ประวัติวัติศาสตร์ศิร์ศิลป์ https://www.baanjomyut.com/library/history_of_art/index.html Art(2560).ศิลปะยุคโบราณ https://homegame9.wordpress.com angkana saenkhati(2563).ศิลปะจากยุคกลาง แหล่งรวมอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ https://goterrestrial.com/
19 ประวัติ วัติผู้จั ผู้ ด จั ทำ นายพิพัฒน์ ปราบพาล รหัสหันักนัศึกษา 63100103113 นักนัศึกษาชั้นชั้ปีที่ 3 สาขาวิชาทัศทันศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลัราชภัฏภัอุดรธานี Email : PÁN MÍNGYÌ 盘明義 [email protected]
Art Thanks you.
Art History. ประวัติวัศติาสตร์ศิร์ลศิ ป์