The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

E-Book นาฏศิลป์

นาฏศิลป์

นาฏศิ ลป์ไทย

คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK)เล่มนี้เป็ นส่วน
หนึ่งของวิชา นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โดยมีจุด
ประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องนาฏศิลป์
ไทย ซึ่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) เล่มนี้มี
เนื้อหาเกี่ยวกับ คุณค่าของนาฏศิลป์ กระบวนการ
สืบทอดนาฏศิลป์ การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง
การแสดงเพลงเถิดเทิง กลองยาว บุคคลสำคัญใน
วงการนาฏศิลป์ไทย

ผู้จัดทำจะต้องขอขอบคุณ อาจารย์ผู้สอน
ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษาเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้
ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทำหวังว่าหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK)เล่มนี้จะให้ความรู้ และเป็ น
ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน

คณะผู้จัดทำ

สมาชิก

นายธนภัทร พรมทอง นายพีรวัส หมัดร่วม
ม.4/5 เลขที่ 16 ม.4/5 เลขที่ 21

นางสาว นันท์นภัส ศรีปรางค์ นางสาว เกศวริณ กิ้มเฉี้ยง
ม.4/5 เลขที่ 23 ม.4/5 เลขที่ 25

นางสาว จารุมน บัวสม นางสาว ชนัญญา เพชรทองด้วง
ม.4/5 เลขที่ 26 ม.4/5 เลขที่ 27

นางสาว ทอขวัญ ทองรักจันทร์ นางสาว อติกานต์ สั มพันธรัตน์
ม.4/5 เลขที่ 30 ม.4/5 เลขที่ 40

สารบัญ

เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สมาชิก ข
สารบัญ ค
คุณค่าของนาฏศิลป์ 1
ประโยชน์ของนาฏศิลป์ 2
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ 3-5
การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ 6
ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 7-9
การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเทิดเถลิง กลองยาว 10-11
บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย 12-14

คุณค่าของนาฏศิลป์

นาฏศิลป์สะท้อนให้เห็นสภาพบ้านเมืองที่มีความสวยงามประณีตเพียบพร้อมไป
ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนวัฒนธรรม

ที่ยึดถือปฏิบัติกันแต่ละยุคสมัยนาฏศิลป์ไทยมีคุณค่ามากในฐานะที่เป็ นที่รวม
ของศิลปะหลายแขนงปลูกฝั งจริยธรรมและเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่แสดงถึง

ความเป็ นอารยประเทศอาทิศิลปะแขนงวิจิตรศิลป์หรือประณีตศิลป์

ประติมากรรม
ผลงานศิลปะที่แสดงออกโดยกรรมวิธีการ
ปั้ นการแกะสลักการหล่อต่างๆศิลปะแขนงนี้
ปรากฏในงานนาฏศิลป์ในรูปแบบของการ

สร้างอุปกรณ์ในการแสดงฉากอุปกรณ์
ประกอบฉาก เช่น พระพุทธรูปเป็นต้น การ
สร้างเครื่องแต่งกาย เช่น หัวโขนมงกุฎ ชฎา

ราชรถ เป็นต้น

วรรณกรรม
ที่ปรากฏในงานนาฏศิลป์ ได้แก่ บทประพันธ์

ทั้งที่เป็น ร้อยแก้ว และ ร้อยกรอง เป็นบท
ละคร บทเพลง

สถาปั ตยกรรม
เป็นศิลปะในการออกแบบสร้างฉากต่าง ๆ
เช่น บ้านเรือนที่อยู่ ปราสาทราชวัง อาคาร
สถานที่ต่าง ๆ โบสถ์ วิหาร ฉากธรรมชาติ

ต่างๆ

จิตรกรรมการเขียนภาพ
ในการแสดงนาฏศิลป์ต้องมีฉากการแต่ง
หน้าการเครื่องแต่งกายเป็ นองค์ประกอบ
สำคัญดังนั้นศิลปะสาขาจิตรกรรมจึงมี
ความใกล้ชิดกับผลงานการแสดงทางนาก

ศิลป์

ดุริยางคศิลป์
ศิลปะทางด้านดนตรีขับร้องนับว่าเป็ นหัวใจ
สำคัญสำหรับนาฏศิลป์ไทยเพราะการแสดง
ลีลาท่ารำต้องมีดนตรีประกอบการแสดง

ประโยชน์ของนาฏศิลป์

นาฏศิลป์เป็ นส่วนสำคัญในการประกอบ
พิธีกรรมทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์นอก

เหนือไปจากการให้ความบันเทิง

มีบทบาทสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับวิถี ประโยชน์โดยตรงสำหรับผู้ศึกษา
ชีวิตของคน ไทยตั้งแต่เกิดจนตาย นาฏศิลป์คือสอนให้เป็ นผู้รู้จัก
ตนเองเพราะเป็ นวิชาทักษะที่ต้อง
บทบาทในงานสำคัญของหลวงพิธีกรรม อาศัยความมีมานะอดทนฝึกฝนเป็ น
ต่าง ๆ ของชาวบ้านรวมถึงการสร้าง ระยะเวลานานผู้เรียนจะค้นพบ

ความบันเทิงให้กับผู้คนในสังคมเช่นการ ศักยภาพของ ตนเอง
แสดงลิเกละครโขนเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ

สถาบันพระมหากษัตริย์จํา
เป็นต้องมีพระราชพิธีต่าง ๆ

ตามพระราชประเพณี

กระบวนการสื บทอดนาฏศิลป์

กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้ทางนาฏศิลป์ถือเป็ นวิชา
ทั ก ษ ะ ที่ ผู้ ศึ ก ษ า จ ะ ต้ อ ง มี ค ว า ม อ ด ท น อ ย่ า ง ส ม่ำ เ ส ม อ แ ล ะ ฝึ ก ฝ น
เป็ นระยะเวลาที่ยาวนานเพื่อสืบสานภูมิปั ญญาของบรรพชนที่ได้

สร้างผลงานทางด้านนาฏศิลป์และดนตรีไว้เป็ นมรดกทาง
วัฒนธรรม ให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตลอดไป

การสืบทอดนาฏศิลป์ การสืบทอดนาฏศิลป์
ในสมัยโบราณ ในสมัยปั จจุบัน

ไม่มีการบันทึกเป็ นลายลักษณ์ ปั จจุบันวิชานาฏศิลป์เปิดสอนอยู่ในสถาบันการศึกษา
อักษรเป็ นการถ่ายทอดจากครู เกือบทุกระดับมีกระบวนการเรียนการสอนที่เป็ น

แบบตัวต่อตัวโดยวิธีการจำ แบบแผนโดยจัดทําสื่อและทํากิจกรรมเพื่อประเทือง
ปั ญญาโดยใช้ระบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็ น
ศูนย์กลางค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเองฝึกให้รู้จักการ
สังเกตคิดวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์สร้างจินตนาการจน
เกิดความคิดสร้างสรรค์และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิต

ประจำวัน

กระบวนการสื บทอดนาฏศิลป์

การจัดกิจกรรมเพื่อสืบทอด
วัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดมา
แต่โบราณผู้ศึกษาวิชานาฏศิลป์จะต้องมีความเคารพศรัทธา
ในบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ศิษย์ดังคำกล่าวที่
ว่า“ นาฏศิลป์ไทยเป็ นศิษย์มีครู” ซึ่งมีกิจกรรมหลายอย่างที่มี
การจัดขึ้นมาเพื่อช่วยสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ไทย

ที่เราควรศึกษา ได้แก่

คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์ พิธีไหว้ครูครอบครูและรับมอบ
มีหลายเรื่อง แต่ที่รู้จักกันดีก็คือคติความเชื่อในเรื่องผิดครู นาฏศิลป์ไทยมีลักษณะเฉพาะที่เป็ นแบบแผน
แรงครูครูเข้าเป็ นคติความเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดภัย ขนบนิยมสืบทอดกันมาเป็ นเรื่องความศรัทธา
พิบัติและนำมาซึ่งความเป็ นสิริมงคลเพื่อให้ศิษย์นาฎศิลป์ เชื่อถือจึงมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงความ
ทุกคนปฏิบัติตาม " ผิดครู” หมายถึงผู้ปฏิบัติผิดข้อห้ามจะ เชื่อดังกล่าวคือพิธีไหว้ครูครอบครูรับ มอบเพื่อ
ให้ศิษย์ใหม่ได้รู้จักพระนามครูที่เป็ นมหาเทพ
ได้รับการลงโทษมีภัยพิบัติข้อห้ามที่ถือว่าผิดครูเช่นห้าม พระฤาษีมนุษย์ยักษ์ทั้งที่มีชีวิตอยู่และไม่มีชีวิต
ออกโรงแสดงถ้ายังไม่ได้ครอบครูถ้าจะหน้าพาทย์เพลงครู อยู่เพื่อมอบตัวเป็ นศิษย์เพื่อความเป็ นสิริมงคล
ชั้นสูงเพลงใดต้องทำพิธีไหว้ครูครอบครูเพ ลงนั้นก่อนเงิน ป้องกันเสนียดจัญไรมีโอกาสได้รับถ่ายทอดท่า

ก้านในพิธีไหว้ครูจะขาดหรือเกินไม่ได้และต้องนำไปใส่ รอันสูงสุดหรือเป็ นผู้ประกอบ พิธีไหว้ครู
บาตรอุทิศให้ครูที่ล่วงลับไปแล้วห้ามตัดต่อทำที่เป็ น
แบบแผนเช่นเพลงหน้าพาทย์เป็นต้น“ แรงครูหรือครูเข้า"
หมายถึงจะมีอันเป็นไปต่างๆ เป็นการบั่นทอนชีวิตความ

เป็ นอยู่เหมือนน้ำรอดได้ทราย

กระบวนการสื บทอดนาฏศิลป์

แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย

การค้นคว้าวิจัยควรศึกษาและเก็บรวบรวม การอนุรักษ์โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้อง
ข้อมูลภูมิปั ญญาของไทยในด้านต่างๆของ ถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความ
ท้องถิ่นจังหวัดภูมิภาคและประเทศโดย
เฉพาะอย่างยิ่งภูมิปั ญญาที่เป็ นภูมิปั ญญา สำคัญของภูมิปั ญญาท้องถิ่นส่งเสริมสนับสนุน
ของท้องถิ่นมุ่งศึกษาให้รู้ความเป็ นมาใน การจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรม
ต่างๆสร้างจิตสำนึกของความเป็ นคนท้องถิ่น
อดีตและสภาพการณ์ในปั จจุบัน นั้น ๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ ภูมิปัญญาที่

การฟื้ นฟูโดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลัง เป็ นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นประเพณีใต้
สูญหายหรือที่สูญหายไปแล้วมาทําให้มีคุณค่า
และมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น การพัฒนาควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุง
โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรมคุณธรรมและ ภูมิปั ญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันโดยใช้
ค่านิยม ภูมิปั ญญาเป็ นพื้ นฐานในการรวมกลุ่มการ
พัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
การถ่ายทอดโดยการนำภูมิปั ญญาที่ผ่านมา และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อ ยอดใช้ในการ
เลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่าง ผลิตการตลาดและการบริหารตลอดจนการ
รอบคอบและรอบด้านแล้วไปถ่ายทอดให้คนใน
สังคมได้รับรู้เกิดความ เข้าใจตระหนักในคุณค่า ป้ องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
คุณประโยชน์และปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมโดย
ผ่านสถาบันครอบครัวสถาบันการศึกษาและการ ส่งเสริมกิจกรรมโดยการส่งเสริมและ
สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสาน
จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ และพัฒนาภูมิปั ญญาของชุมชนต่างๆ
เพื่อจัดกิจกรรม ทางวัฒนธรรมและ

ภูมิปั ญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่ อง

การเผยแพร่แลกเปลี่ยนโดยการส่งเสริมและ การเสริม สร้างปราชญ์ท้องถิ่นโดยการส่ง
สนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยน เสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ
ภูมิปั ญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางโดย ของชาวบ้านผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดง
ให้มีการเผยแพร่ภูมิปั ญญาท้องถิ่นต่างๆด้วย ศักยภาพด้านภูมิปั ญญาความรู้ความ
สื่อและวิธีการต่างๆอย่างกว้างขวางรวมทั้งกับ
สามารถอย่างเต็มที่มีการยกย่อง
ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ

นาฏศิลป์เป็ นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองที่นำมาแสดงได้ทุกโอกาสทั้งงาน
พระราชพิธีรัฐพิธีและงานทั่วๆไปของเอกชนโดยงานพระราชพิธีและ
รัฐพิธีเป็ นงานในหน้าที่ของกรมศิลปากรที่ต้องจัดการแสดงในโอ

กาสสําคัญ ๆ เช่น

- งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา - งานเฉลิมฉลองวันสำคัญต่างๆ
- งานอวมงคล งานมงคล - การจัดแสดงเพื่อเผยแพร่ทั้งภายในประเทศ

และต่างประเทศ

หลักในการเลือกชุดให้เหมาะสม

1. เลือกชุดแสดงให้เหมาะสมกับโอกาสที่ 2. การเลือกชุดตามที่ผู้จัดต้องการเช่น รูป
แสดงถ้าเป็ นงานเฉลิมฉลองความสำเร็จวัน แบบของการแสดงผู้แสดงเครื่องแต่งกาย
เกิดบุคคลสำคัญก็ต้องเลือกชุดการแสดงที่ เวลาที่ใช้ในการแสดงขนาดของพื้นที่ในการ
เป็ นการอวยพรมอบความเป็ นสิริมงคลให้ แสดงงบประมาณเพื่อให้เหมาะสมกับงานนั้น

มั่งมีศรีสุข ๆ

ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์
พื้นเมืองของไทย

ระบำคือศิลปะของการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็ นหมู่เป็ นชุดความงามของการแสดง
ระบำอยู่ที่ความสอดประสานกลมกลืนกันด้วยความพร้อมเพรียงกันการแสดงทั้งเนื้อร้อง
และไม่มีเนื้อร้องใช้เพียงดนตรีประกอบคำว่า "ระบำ" รวมเอา "ฟ้อน" และ "เซ็ง" เข้าไว้ด้วย
กันเพราะวิธีการแสดงไปในรูปเดียวกันแตกต่างกันที่วิธีร่ายรำและการแต่งกายตามระเบียบ
ประเพณีตามท้องถิ่น

ระบำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ระบำดั้งเดิมหรือระบำมาตรฐาน
และระบำปรับปรุงหรือระบำเบ็ดเตล็ด

รำ หมายถึง การแสดงที่มุ่งความงามของการร่ายรำเป็นการแสดงท่าทาง
ลีลาของผู้ร่โดยใช้มือแทนเป็ นหลักย่อย

การรำเดี่ยวคือการที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว

จุดมุ่งหมายคือ
1 .ต้องการอวดฝีมือในการ
2 .ต้องการแสดงศิลปะร่ายรำ
3 .ต้องการสลับฉากเพื่อรอการจัดฉากหรือตัวละครแต่งกายยังไม่เสร็จเรียบร้อยการ
เดี่ยวเช่นการ รำฉุยฉายต่าง ๆ มโนราห์บูชายัญ พลายชุมพล ฯลฯ

ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์
พื้นเมืองของไทย

การรำคู่แบ่งเป็น 2 ประเภทคือบทร้องและในชุดสวยงามใน
เชิงศิลปะการต่อสู้ไม่มี

การรำคู่ในเชิงศิลปะการต่อสู้ การรำคู่ในชุดสวยงามท่ารำในการจะต้องประดิษฐ์ให้สวยงามทั้งท่า รำ
ได้แก่ กระบี่ กระบอง ดาบสองมือ ที่มีคำร้องตลอดชุดหรือมีบางช่วงเพื่ออวดลีลาท่ารำมีบทร้องและใช้
ท่าทางแสดงความหมายในตอนนั้น ๆ ได้แก่ หนุมานจับสุพรรณมัจฉา
โล่ ดาบเขน ตั้ง ทวน และการ หนุมานจับนางเบญกาย พระรามตามกวาง พระลอตามไก่ รามสูร
เป็ นการไม่มีบทร้องใช้สลับฉาก เมขลา รจนาเสี่ยง พวงมาลัย ทุษยันต์ตามกวาง รำแม่บท รำประเลง

ในการแสดง รำดอกไม้เงินทอง รถเสนจับม้า

การรำหมู่ เป็นการแสดงมากกว่า 2 คนขึ้นไป ได้แก่ รำโดม ญวนรำกระถาง รำพัด
รำวงมาตรฐาน และรำวงทั่วไป การแสดงพื้นเมืองของชาวบ้าน เช่น เต้นกำรำเคียว
รำกลองยาว

ฟ้อน หมายถึง ศิลปะการแสดงที่เป็นประเพณีของทางภาคเหนือ จะใช้ผู้แส
ดงเป็ นจํานวนมากมีลีลาการฟ้อนพร้อมเพรียงกันด้วยจังหวะที่ค่อนข้างช้า

ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์

พื้นเมืองของไทย

การแสดงพื้นเมือง
เป็นการแสดงเพื่อก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและความ บันเทิงในรูปแบบต่างๆซึ่งจะลักษณะแตกต่างกันตาม
สภาพภูมิประเทศสังคมวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นดังนั้นการแบ่งประเภทของการแสดงพื้นเมืองของไทยโดยทั่วไปจะแบ่ง
ตามส่วนภูมิภาคดังนี้

การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ
เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น ที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” มีลักษณะ
การแสดงลีลาท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อย นุ่มนวล และสวยงาม แต่การแสดง
บางชุดได้รับอิทธิพลจากศิลปะของพม่า เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อน

เงี้ยว ฟ้อนมาลัย ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนไต ฟ้อนกิงกะหร่า ฟ้อนโต
ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนบายศรี ตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนโยคี
ถวายไฟ การแต่งกายแบบพื้นบ้านภาคเหนือ ดนตรีที่ใช้คือ วงดนตรีพื้น

บ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว




การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน
ภูมิประเทศภาคอีสานเป็นที่ราบสูง ค่อนข้างแห้งแล้งเพราะพื้นดินไม่เก็บ
น้ำ ฤดูแล้งจะกันดาร ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชาวอีสานก็มีอาชีพทำไร่ทำนา

และเป็นคนรักสนุก จีงหาความบันเทิงได้ทุกโอกาส
การแสดงของภาคอีสาน มักเกิดจากกิจวัตรประจำวัน หรือประจำฤดูกาล

เช่น แห่นางแมว เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งสวิง เซิ้งกระติบ รำลาวกระทบไม้ ฯลฯ
ลักษณะการแสดงซึ่งเป็นลีลาเฉพาะของอีสาน คือ ลีลาและจังหวะในการ
ก้าวเท้า มีลักษณะคล้ายเต้น แต่นุ่มนวล มักเดินด้วยปลายเท้าและสบัดเท้า

ไปข้างหลังสูง เป็นลักษณะของ เซิ้ง




การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง
เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วน
ใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับ
วิถีชีวิตและเพื่อความบันเทิงสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการ
ทำงาน หรือเมื่อเสร็จจากเทศกาลฤดูเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว
เต้นกำรำเคียว รำโทนหรือรำวง รำเถิดเทิง หรือรำกลองยาว เป็นต้น มีการ
แต่งกาย ตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลอง

ยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง




การแสดงพื้นเมืองภาคใต้
ภาคใต้ เป็นดินแดนที่ติดทะเลทั้งฝั่ งตะวันตกและตะวันออก ทางด้านใต้ติดกับ
มลายู ทำให้รับวัฒนธรรมของมลายูมาบ้าง และมีขนบประเพณีวัฒนธรรมและ
บุคคลิกบางอย่างคล้ายคลีงกัน คือ พูดเร็ว อุปนิสัยว่องไว ตัดสินใจรวดเร็วเด็ด
ขาด การแต่งกาย เพลง และดนตรีคล้ายคลึงกันมาก
แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
มหรสพ คือ การแสดงเป็นเรื่อง เช่น หนังตะลุง มีตัวหนัง มีคนเชิด มีการร้องและ
เจรจา
การแสดงเบ็ดเตล็ด คือ ร่ายรำเป็นชุด เช่น โนรา ร็องเง็ง ตารีกีปัส ระบำร่อนแร่

การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง
เพลงเทิดเถิง กลองยาว

การเล่น รำเถิดเทิง หรือการรำกลองยาว เป็นศิลปะการละเล่นและร่ายรำประกอบการตีกลองยาวของคน
ไทยซึ่งเป็นที่นิยมกันมากและมีการเล่นแพร่หลายที่สุดในแถบภาคกลางสันนิษฐานว่า แต่เดิมจะเป็นการละ
เล่นของทหารพม่ายามว่างศึกษในสมัยสงครามปลายกรุงศรีอยุธยาเข้าใจว่าคนไทยได้เห็นรูปแบบและนำ
มาเล่นบ้างในช่วงสมัยกรุงธนบุรีเพราะศิลปะการตีกลองมีความสนุกสนานเล่นง่ายเครื่องดนตรีไม่แตก ต่าง

จากของไทยมากนักส่วนว่าเถิดเทิงน่าจะมีที่มาจากเสียงของกลองยาวนั่นเองนอกจากนี้ยังมีหลักฐาน
สนับสนุนจากชื่อเพลงไทยสำเนียงพม่าที่กล่าวถึงกลองยาวคือเพลงพม่ากลองยาวและเพลงพม่ารำหวาน

ที่ ใช้กลองยาวที่เป็นเครื่องที่ประกอบจังหวะ

การรำกลองยาว

การรำกลองยาว หรือ เล่นเถิดเทิงบ้อง นี้มักนิยมแสดงในงานบุญที่มีการรื่นเริง เช่น แห่นาคใน
งานอุปสมบท แห่องค์กฐิน ผ้าป่า แห่ขบวนขันหมากโดยชาวบ้านมาร่วมขบวนแต่งหน้าประแป้ง
ทัดดอกไม้ให้สวยงามร่ายรำออกลีลา ต่างๆอย่างครื้นเครงบ้างยั่วเย้ากันระหว่างหนุ่มสาวพวกที่
ตีกลองและเครื่องประกอบจังหวะก็ร้องเพลงสั้น ๆ เรียกว่าเพลงยั่วเช่นมาละลวยมาละวามา แต่

ของเราของเราไม่มาตะละลาฮุยฮาเพื่อเพิ่มความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง
เพลงเทิดเถิง กลองยาว

ลักษณะการแต่งกายการแต่งกายของการรำ
เกิดเทิงกรมศิลปากรได้ออกแบบชุดการ
แสดงไว้โดยมีลักษณะดังนี้

กรมศิลปากรได้ออกแบบชุดการแสดงไว้โดยมีลักษณะดังนี้

1. ฝ่ายชายสวมเสื้อคอพวงมาลัยนิยมตัดเย็บด้วยผ้าต่วนหรือผ้าโซลอนสีสดใสสวมกางเกงขา
สามส่วนสีเดียวกัน กับเสื้อที่ปลายขามีเชิงคาดศีรษะและเอวด้วยผ้าคาดต่างๆกับชุดที่สวมใส่

2.ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนกระบอกคอตั้งผ่านหน้าติดกระดุมนุ่งผ้าซิ่นห่ม
สไบทับเสื้อสวมเครื่องประดับ

แสดงในงานรื่นเริง งานเทศกาล งานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง โอกาสในการแสดง
งานมงคลต่างๆ

บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ของไทย

ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
มีนามเดิมว่าแผ้ว สุทธิบูรณ์

เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2446
ผลงานเกี่ยวกับการแสดงศิลปะ

นาฏกรรม เช่น ท่ารําของตัวพระนาง
ยักษ์ ลิง และ ตัวประกอบการแสดงโทน

ละครชาตรี ละครนอก ละครในละคร
พันทาง และระบำ ฟ้อนต่างๆ

ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ)
เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2442
ครูรงภักดี เป็นผู้มีความสามารถในการ
รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ และ
ได้รับการคัดเลือกไว้เป็ นมรดกของแผ่น
ดินว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยมในวัย 86 ปี
และได้เป็ นผู้สืบทอดเพลงหน้าพาทย์

สูงสุดของวิชานาฏศิลป์

บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ของไทย

ครูอาคม สายาคม เดิมชื่อบุญสม
เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406
ผลงานด้านการแสดง : แสดงเป็นตัวเอก เช่น
พระราม อิเหนา พระร่วง พระอภัยมณีขุนแผน
ผลงานด้านประดิษฐ์ท่ารำ : เพลงหน้าพาทย์
ตระนาฏราชเพลงหน้าพาทย์ โปรยข้าวตอก

เพลงเชิดจีนเป็ นต้น
ผลงานด้านวิทยุกระจายเสียง : ตั้งคณะสาย
เมธี แสดงนิยาย และ บรรเลงในแบบดนตรี

สากลและดนตรีไทย
ผลงานด้านภาพยนตร์: แสดงเป็นพระเอก
ภาพยนตร์เรื่องอมตาเทวี เรื่องไซอิ๋ว แสดง
เป็นพระถังซำจั๋ง และ เป็นผู้กำกับการแสดง

ครู ลมุล ยมะคุปต์
เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2448
ผลงานด้านการแสดง: ท่านแสดงเป็น
ตัวเอกเกือบทุกเรื่อง เช่น พระสังข์ เขย

เล็ก เจ้าเงาะ ฮเนา เป็นต้น
ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ เช่น
แม่บทใหญ่ ซัดชาตรี รำวงมาตรฐาน

เถิดเทิง
เป็ นครูนาฏศิลป์คนแรกในการวาง
หลักสูตรการเรียนการสอนนาฏศิลป์

ไทย

บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ของไทย

คุณครูเฉลย สุขะวณิช
เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447
ผลงานด้านการแสดง: ท่านมีฝีมือและความสามารถในการแสดงเป็น
ตัวนางเอก เช่น นางสีดา นางสุวรรณมาลี นางเบญกาย เป็นต้น
ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ เช่น แม่บทสลับดำ รำพัดรัตนโกสินทร์ชุดสุภ

ลักษณ์อุ้มสม ระบำกินนร เป็นต้น
เป็ นผู้เชี่ยวชาญการสอนและออกแบบนาฏศิลป์ไทย

ขอขอบคุณที่รับชม


Click to View FlipBook Version