หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book ย่อมาจากค าว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ มีลักษณะคล้ายหนังสือจริงสามารถเปิดอ่านได้ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะพิเศษคือสามารถสื่อสาร กับผู้อ่านในลักษณะของมัลติมีเดียได้ ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง แต่ยังคงรักษารูปแบบความเป็น หนังสือไว้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หรือลักษณะการเปิดอ่าน คุณสมบัติของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรก ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่ ส าคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีใน หนังสือธรรมดาทั่วไป วิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ความคิดเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีมาภายหลังปี ค.ศ. 1940 ซึ่งปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่องหนึ่ง เป็นหลักการใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อน 1990 ในช่วงแรกมี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิงและการศึกษา บันเทิง งานที่เกี่ยวกับการอ้างอิง มักจะเกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการพร้อมๆ กัน กับการผลิตที่ ซับซ้อน เช่น Silicon Graphics ด้วยข้อจ ากัดทางเทคโนโลยีที่ห่างไกลความจริง เช่น มีปัญหา ของจอภาพซึ่งมี ขนาดเล็กอ่านยาก แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้น ไม่มีการป้องกันข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องลิขสิทธิ์ ต่อมาเทคโนโลยีแล็บท็อปคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้E-Book มีการรุดหน้าเร็วขึ้นจน สามารถ บรรลุผลในการเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบ เพราะได้น าบางส่วนของแล็บท็อปมาประยุกต์ใช้จนท า ให้ E-Book มี คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ Internet ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย น้อย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ที่จะใช้เก็บข้อมูล สามารถส่งข้อมูลได้คราวละมากๆ มีการป้องกันข้อมูล (Encryption) ในการพัฒนา E-Book จะมุ่งไปที่ความบางเบาและสามารถพิมพ์ทุกอย่างได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ให้เหมือน กระดาษจริงมากที่สุด
ประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 10 ประเภท ดังนี้ คือ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือแบบต ารา (Textbook) มีรูปแบบหนังสือปกติที่พบเห็นทั่วไป เป็นการแปลงหนังสือจากสภาพสิ่งพิมพ์ปกติ เป็นสัญญาณ ดิจิตอล เพิ่มศักยภาพเดิมการน าเสนอ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยศักยภาพของ คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดหน้าหนังสือ การสืบค้น การคัดเลือก เป็นต้น 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเสียงอ่าน เมื่อเปิดหนังสือ จะมีเสียงค าอ่าน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้เหมาะส าหรับหนังสือเด็กเริ่มเรียน หรือหนังสือฝึกออกเสียง หรือ ฝึกพูด (Talking Book ) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้เป็นการเน้นคุณลักษณะ ด้านการน าเสนอเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร และเสียงเป็นคุณลักษณะหลัก นิยมใช้กับกลุ่มผู้อ่านที่มีระดับลักษณะ ทางภาษาโดยเฉพาะด้านการฟังหรือการอ่านค่อนข้างต่ า เหมาะส าหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาของเด็กๆ หรือผู้ ที่ก าลังฝึกภาษาที่สอง หรือฝึกภาษาใหม่ เป็นต้น 3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพนิ่ง หรืออัลบั้มภาพ (static Picture Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณลักษณะหลักเน้นจัดเก็บข้อมูล และน าเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพนิ่ง (static picture) หรืออัลบั้มภาพเป็นหลัก เสริมด้วยการน าศักยภาพของคอมพิวเตอร์มาใช้ในการน าเสนอ เช่น การเลือกภาพที่ต้องการ การขยายหรือย่อขนาดของภาพของคอมพิวเตอร์ การขยายหรือย่อขนาดของภาพหรือ ตัวอักษร การส าเนาหรือการถ่ายโอนภาพ การแต่งเติมภาพ การเลือกเฉพาะส่วนของภาพ (cropping) หรือเพิ่มข้อมูล เชื่อมโยงภายใน (Linking information) เช่น เชื่อมข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม เชื่อมข้อมูลเสียง ประกอบ เป็นต้น 4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นการน าเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพวีดีทัศน์ (Video Clips) หรือ ภาพยนตร์สั้น ๆ (Films Clips) ผนวกกับข้อมูลสนเทศที่อยู่ในรูปตัวหนังสือ (Text Information) ผู้อ่าน สามารถเลือกชมศึกษาข้อมูลได้ ส่วนใหญ่นิยมน าเสนอข้อมูลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือเหตุการณ์ส าคัญ เช่น ภาพเหตุการณ์สงครามโลก ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของบุคคลส าคัญๆ ของโลกในโอกาสต่างๆ ภาพ เหตุการณ์ความส าเร็จหรือสูญเสียของโลก เป็นต้น 5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อประสม (Multimedia Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นเสนอข้อมูลเนื้อหาสาระ ในลักษณะแบบสื่อประสมระหว่างสื่อภาพ (Visual Media) เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวกับสื่อประเภทเสียง (Audio Media)ในลักษณะต่าง ๆ ผนวกกับศักยภาพของคอมพิวเตอร์อื่นเช่นเดียวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อหลากหลาย (Polymedia book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสมแต่มีความ หลากหลายในคุณลักษณะด้านความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลภายในเล่มที่บันทึกในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตัวหนังสือภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี และอื่นๆ เป็นต้น 7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเชื่อมโยง ( Hypermedia Book) เป็นหนังสือที่มีคุณลักษณะสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาสาระภายในเล่ม (Internal Information Linking) ซึ่งผู้อ่านสามารถคลิกเพื่อเชื่อมไปสู่เนื้อหาสาระที่ออกแบบเชื่อมโยงกันภายใน การเชื่อมโยงเช่นนี้มี คุณลักษณะเช่นเดียวกับบทเรียนโปรแกรมแบบแตกกิ่ง ( Branching Programmed Instruction) นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งเอกสารภายนอก (External or Information Sources) เมื่อเชื่อมต่อระบบ อินเตอร์เน็ต 8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสืออัจฉริยะ (Intelligent Electronic Book) เป็นหนังสือประสม แต่มีการใช้โปรแกรมชั้นสูงที่สามารถมีปฏิกิริยา หรือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านเสมือน หนังสือมีสติปัญญา (อัจฉริยะ) ในการไตร่ตรอง หรือคาดคะเนในการโต้ตอบหรือปฏิกิริยากับผู้อ่าน 9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อหนังสือทางไกล (Telemedia Electronic Book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีคุณลักษณะหลักต่างๆ คล้ายกับ Hypermedia Electronic Books แต่เน้นการเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย (Online Information Sourcess) ทั้งที่เป็น เครือข่ายเปิด และเครือข่ายเฉพาะสมาชิกของเครือข่าย 10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์สเปซ (Cyberspace book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีลักษณะเหมือนกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายๆ แบบที่กล่าวมาแล้ว ผสมกัน สามารถเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลทั้งจากแหล่งภายในและภายนอกสามารถน าเสนอข้อมูลในระบบสื่อที่ หลากหลาย สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้หลากหลาย
หน่วยที่ 2 โครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็ คือ กระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือลักษณะ สรุปโครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วย 1. หน้าปก (Front Cover) หมายถึง ปกด้านหน้าของ หนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนแรก เป็นตัวบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง 2. ค าน า (Introduction) หมายถึง ค าบอกกล่าวของ ผู้เขียนเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และ เรื่องราวต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้น 3. สารบัญ (Contents) หมายถึง ตัวบ่งบอกหัวเรื่อง ส าคัญที่อยู่ภายในเล่มว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง อยู่ที่ หน้าใดของหนังสือ สามารถเชื่อมโยงไปสู่หน้าต่างๆ ภายในเล่มได้ 4. สาระของหนังสือแต่ละหน้า (Pages Contents) หมายถึง ส่วนประกอบส าคัญในแต่ละหน้า ที่ปรากฏ ภายในเล่ม ประกอบด้วย 4.1 หน้าหนังสือ (Page Number) 4.2 ข้อความ (Texts) 4.3 ภาพประกอบ (Graphics) .jpg, .gif, .bmp, .png, .tiff – เสียง (Sounds) .mp3, .wav, .midi – ภาพเคลื่อนไหว (Video Clips, flash) .mpeg, .wav, .avi – จุดเชื่อมโยง (Links) 5. อ้างอิง (Reference) หมายถึง แหล่งข้อมูลที่ใช้น ามาอ้างอิง อาจเป็นเอกสาร ต ารา หรือ เว็บไซต์ 6. ดัชนี (Index) หมายถึง การระบุค าส าคัญหรือค าหลักต่างๆ ที่อยู่ภายในเล่ม โดยเรียงล าดับตัวอักษรให้ สะดวกต่อการค้นหา พร้อมระบุเลขหน้าและจุดเชื่อมโยง 7. ปกหลัง (Back Cover) หมายถึง ปกด้านหลังของหนังสือ ซึ่งอยู่ส่วนท้ายเล่ม
ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ e-Book ส าหรับผู้อ่าน 1. ขั้นตอนง่ายในการอ่าน และค้นหาหนังสือ 2. ไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บหนังสือ 3. อ่านหนังสือได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ส าหรับห้องสมุด 1. สะดวกในการให้บริการหนังสือ 2. ไม่ต้องใช้สถานที่มากในการจัดเก็บหนังสือ และไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ 3. ลดงานที่เกิดจากการซ่อม จัดเก็บ และการจัดเรียงหนังสือ 4. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาดูแลและซ่อมแซมหนังสือ 5. มีรายงานแสดงการเข้ามาอ่านหนังสือ ส าหรับส านักพิมพ์และผู้เขียน 1. ลดขั้นตอนในการจัดท าหนังสือ 2. ลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการจัดพิมพ์หนังสือ 3. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดจ าหน่ายผ่านช่องทางอื่นๆ 4. เพิ่มช่องทางในการจ าหน่ายหนังสือ 5. เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตรงถึงผู้อ่าน ข้อดีและข้อเสียของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ข้อดีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีดังต่อไปนี้ 1. อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จ านวนมาก 2. ประหยัดการตัดไม้ท าลายป่า เพราะไม่ต้องตัดไม้มาท ากระดาษ 3. เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ ประหยัดค่าเก็บรักษา 4. ค้นหาข้อความได้ ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ 5. ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม) 6. อ่านได้ในที่มืด หรือแสงน้อย 7. ท าส าเนาได้ง่าย 8. จ าหน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ 9. อ่านได้ไม่จ ากัดจ านวนครั้ง เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ 10. สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง แค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอ่านหนังสือที่ต้องการได้ทันที 11. เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติ โดยลดการใช้กระดาษกับ True e-Book
ข้อเสียของ e-Book มีดังต่อไปนี้ 1. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ 2. เสียสุขภาพสายตา จากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3. ขาดความรู้สึก หรืออรรถรส หรือความคลาสสิค 4. อาจเกิดปัญหากับการลง hardware หรือ software ใหม่หรือแทนที่อันเก่า 5. ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดี ไม่ให้เสียหรือสูญหาย 6. การอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา 7. เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย 8. ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น ความแตกต่างของหนังสือ E-book อีบุ๊คกับหนังสือทั่วไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือทั่วไป 1. ไม่ใช้กระดาษ (อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้) 1. ใช้กระดาษ 2. สามารถสร้างให้มีภาพเคลื่อนไหวได้ 2. มีข้อความและภาพประกอบธรรมดา 3. สามารถใส่เสียงประกอบได้ 3. ไม่มีเสียงประกอบ 4. สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล (update) ได้ง่าย 4. สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ยาก 5. สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (links) ออกไปยัง ข้อมูลภายนอกได้ 5. มีความสมบูรณ์ในตัวเอง 6. มีต้นทุนในการผลิตหนังสือต่ า 6. มีต้นทุนการผลิตสูง 7. ไม่มีขีดจ ากัดในการจัดพิมพ์ สามารถท า ส าเนาได้ง่ายไม่จ ากัด 7. มีขีดจ ากัดในการจัดพิมพ์ 8. สามารถอ่านผ่านคอมพิวเตอร์ และสั่งพิมพ์ ผลได้ 8. สามารถเปิดอ่านจากเล่ม อ่านได้อย่างเดียว 9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 1 เล่ม สามารถอ่าน พร้อมกันได้จ านวนมาก (ออนไลน์ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต) 9. สามารถอ่านได้ 1 คนต่อหนึ่งเล่ม 10. สามารถพกพาสะดวกได้ครั้งละจ านวนมากใน รูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ และสามารถ เข้าถึงโดยไม่จ ากัดเรื่องสถานที่และเวลา 10. สามารถพกพาล าบาก และต้องเดินทางไปใช้ ที่ห้องสมุดและศูนย์สารนิเทศต่าง ๆ โปรแกรมที่ใช้สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมส าหรับสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีหลายแบบหลายประเภท ความยากง่ายซับซ้อนในการ ใช้งานก็ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการสร้างทั้งโปรแกรมสร้างหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์แบบ pdf และโปรแกรมส าหรับสร้าง e-book แบบ ePub หรือ Filp เช่น แนวโปรแกรมที่ใช้ สร้างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น Microsoft Word Microsoft Power Point และอื่นๆ
หน่วยที่ 3 หลักการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หลักการออกแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การนำองค์ประกอบต่างๆ มาจัดหรือรวบรวมเข้า ด้วยกันอย่างมีระบบไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพ หรือพื้นที่ว่างเพื่อออกแบบสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ก่อนการออกแบบมีการวางแผน ดังนี้ 1. ศึกษา และทำความเข้าใจหนังสือ ก่อนที่จะทำการออกแบบ นักออกแบบจะต้องพยายามหา ข้อมูลจากผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์เกี่ยวกับ – วัตถุประสงค์ในการเขียนหรือจัดทำหนังสือ – ลักษณะของผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใด คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรม ความชอบไม่ชอบ อย่างไร – ผู้เขียนมีความคิดหลัก หรือแนวคิดเบื้องหลังของหนังสืออย่างไร รวมทั้งเป็นหนังสือ ประเภทใด และควรจะมีบุคลิกภาพแบบไหน 2. หลักความสมดุล (Balance) หมายถึง การกำหนดและการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นตัวอักษร ภาพ หรือพื้นที่ว่างให้มีน้ำหนัก และขนาดในสัดส่วนที่เท่ากันหรือกันเคียงกันทั้งสองข้าง 3. ความมีเอกภพ (Unity) หมายถึง การจัดองค์ประกอบให้มีการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ แตกแยกกระจัดกระจาย สะเปะสะปะ ซึ่งถ้างานออกแบบขาดความเป็นเอกภาพจะทำให้ชิ้นงานไม่น่าสนใจ 4. การเน้นจุดความสนใจ (Emphasis) หมายถึง การสร้างจุดสนใจให้เกิดขึ้นในงานออกแบบ โดย การกำหนดบริเวณใดบริเวณหนึ่งในชิ้นงานที่่เหมาะสม ให้มีลักษณะพิเศษกว่าบริเวณอื่น เพื่อให้ดึงดูดความ สนใจแก่ผู้อ่าน 5. ความเรียบง่าย (Simplicity) หมายถึง การวางองค์ประกอบในการจัดภาพควรเน้นที่มีความ เรียบง่าย ไม่รกรุงรังเพราะแม้ว่าผู้ออกแบบจะสามารถออกแบบงานหรูหรา แต่หากไม่สามารถสื่อความหมาย ได้ตามที่ต้องการก็สูญเปล่า 6. สี (Color) หมายถึง สีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการผลิตงานกราฟิกทุกประเภท แต่ก็ควร จะรู้จดจำ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากการใช้สีจะช่วยในการเน้น การแยกแยะหรือเสริมความ เป็นเอกภาพของกราฟิกนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี การออกแบบกราฟิกโดยใช้คุณสมบัติของสีพิจารณาได้จากวงล้อสี เพื่อใช้แนะนำมาช่วยให้ผู้ดูเกิดการเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
เทคนิคการเลือกใช้สี สำหรับการออกแบบ Presentation สี คือ ส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในงานออกแบบ เพราะสีจะ กำหนดความรู้สึกและสร้างอารมณ์ของผู้รับชม ไม่ว่าจะเป็นสีโทนเดียว (monochromatic), สดใส (bright), สดชื่น (cool), อบอุ่น (warm), หรือ การเติมเต็มเฉดสีที่หลากหลายให้ทำหน้าที่ที่แตกต่างกันในหนึ่งชิ้นงาน ออกแบบ) 1. ตัวหนังสือ การใช้ตัวหนังสือให้เข้ากับ Backgraound เพื่อความแตกต่างของสีให้ผู้ชมสามารถ อ่านข้อความได้ง่ายขึ้น – ถ้าตัวหนังสือเป็นสีอ่อน ควรเลือก Backgraound สีเข้ม – ถ้า Backgraound เป็นสีอ่อน ควรเลือกให้ตัวหนังสือเป็นสีเข้ม 2. ใช้สีเพียง 3-4 สีก็พอ การเลือกใช้สีเพียงแค่ 3-4 สีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ชมสนใจที่จะอ่าน และมองสไลด์ที่คุณออกแบบมา เพราะการเลือกใช้ที่เยอะมักจะทำให้ผู้ชมสับสนว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร 3. ใช้ทฤษฎีสี 60-30-10 เลือกใช้สีโดยนำทฤษฎี 60-30-10 โดยการแบ่งการออกแบบสไลด์เป็น หน่วยแบบเปอร์เซ็นต์ • 60% แรก คือ การใช้สีพื้นของสไลด์ • 30% สำหรับสีที่ 2 ที่ใช้ในสไลด์ • 10% สุดท้าย คือ การนำสีไปใช้ในการเน้นหรือไฮไลท์ส่วนที่สำคัญของสไลด์ วิธีนี้จะช่วยให้ Balance สีให้เข้ากัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สี และจิตวิทยา สีฟ้า ให้ความรู้สึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบสง่างาม มี ศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เป็นระเบียบถ่อมตน สามารถลดความตื่นเต้น และช่วยทำให้มีสมาธิ แต่ถ้ามีสีน้ำเงินเข้มเกินไป ก็จะทำให้รู้สึกซึมเศร้าได้ สีเขียว เป็นสีในวรรณะเย็น จะสร้างความรู้สึกเย็นสบาย ใช้เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ให้ ความรู้สึก สงบ เงียบ ร่มรื่น ร่มเย็น การพักผ่อน การผ่อนคลาย ธรรมชาติ ความปลอดภัยปกติ ความสุข ความ สุขุม เยือกเย็น สีเหลือง เป็นสีแห่งความเบิกบาน เร้าอารมณ์ และเรียกร้องความสนใจ ให้ความรู้สึกแจ่มใสความ สดใส ความร่าเริง ความเบิกบานสดชื่น ชีวิตใหม่ ความสด ใหม่ ความสุกสว่าง การแผ่กระจาย อำนาจบารมี ให้ลองสังเกตดูว่า วันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มปราศจากแสงแดด เราจะรู้สึกหงอยเหงา หดหู่ แต่พอมีแสงแดด ท้องฟ้า สว่าง มีสีเหลือง เราจะรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้ สีแดง เป็นสีที่สร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นสมอง สีแดงปานกลางแสดงถึงความมีสุขภาพดีความมี ชีวิต ความรัก ความสำคัญ ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง สีแดงจัดมีความหมายแฝงด้านกามารมณ์ นอกจากนี้ สีแดงยังสร้างความรู้สึกรุนแรง ให้ความรู้สึกร้อน กระตุ้น ท้าทาย เคลื่อนไหว ตื่นเต้น เร้าใจ มีพลัง มันจะใช้กัน กรณีที่เกี่ยวกับความตื่นเต้น หรืออันตราย สีม่วง ให้ความรู้สึก มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรักความเศร้า ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์ เป็นสีที่ปลอบโยน และช่วยลดความเครียดแต่เดิมสีม่วงได้มาจากสัตว์มี กระดอง,เปลือก ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อว่า Purpura จึงได้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Purple สีส้ม ให้ความรู้สึก ร้อน ความอบอุ่น ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น ความคึกคะนองการปลดปล่อย ความเปรี้ยว การระวังเป็นสีที่เร้าความรู้สึก ปรกติควรใช้แต่น้อยเมื่อเทียบกับสีอื่น สังเกตว่าคนที่อยู่ในห้องสีส้ม จะอยู่ได้ไม่นาน สีน้ำตาล ให้ความรู้สึกอบอุ่น ได้พักผ่อน แต่ควรใช้ร่วมกับสีส้ม เหลือง หรือสีทอง เพราะถ้าใช้สี น้ำตาลเพียงสีเดียว อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้ สีเทา ให้ความรู้สึก เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบความเงียบ สุภาพ สุขุม ถ่อมตน สีนี้มีข้อดีคือทำให้เย็น แต่สร้างความสร้างความรู้สึกหม่นหมองได้ ควรใช้ร่วมกับสีที่มีชีวิต โทนสว่างอย่างน้อยหนึ่งสี สีขาว ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ สะอาด สดใส เบาบาง อ่อนโยน เปิดเผย การเกิด ความรัก ความหวัง ความจริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม
การออกแบบปก และเนื้อหา 1. ปกหน้า ปกหน้าของหนังสือเป็นหน้าที่สำคัญ โดยหน้าปกจะต้องทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็นให้ อยากหยิบขึ้นมาดูจากชั้นหนังสือ ในขณะเดียวกันปกหน้าหนังสือจะต้องทำหน้าที่สื่อสารให้เห็น ลักษณะของ เนื้อเรื่องภายในหนังสือ ภาพตัวอย่างการออกแบบปก 1.1 .ชื่อหนังสือหรือชื่อเรื่อง เป็นองค์ประกอบในส่วนของตัวอักษรที่จะต้องได้รับการออกแบบให้ โดดเด่นกว่าตัวอักษรอื่นๆ ขนาดของตัวอักษรที่ใช้เป็นตัวหนังสือมักมีขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นได้ ชัดเจน – รูปแบบของตัวอักษร จะต้องสะท้อนบุคลิกภาพของหนังสือว่าเนื้อเรื่องมีลักษณะเป็น ประเภทใด เช่น ใช้ตัวอักษรที่มีรูปแบบโค้งมนและมีหางลากยาวๆ เป็นต้น – ตำแหน่งของชื่อหนังสือ อาจจะอยู่ที่ใดในปกหน้าก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ นิยมวางไว้ในส่วนบน ของหน้า เพราะเป็นตำแหน่งที่ผู้พบเห็นจะมองก่อนส่วนอื่นๆ 1.2. ชื่อผู้แต่งหรือชื่อผู้แปล เป็นองค์ประกอบในส่วนของตัวอักษรที่มีความสำคัญรองลงมาจากชื่อ หนังสือ และขนาดของตัวอักษรควรมีขนาดเล็กกว่า ชื่อหนังสือหรือชื่อเรื่อง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อ ไม่ให้แย่งกันเด่น ส่วนรูปแบบตัวอักษรมักใช้ตามลักษณะบุคลิกภาพของหนังสือ 1.3. ภาพประกอบหน้าปก ปกหนังสือแทบทุกเล่มจะมีภาพประกอบ บางภาพก็บ่งบอกถึงเนื้อหาได้ดี บางภาพก็ทิ้งปริศนาไว้ให้ครุ่นคิด หรือบางภาพก็ดูจะไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาข้างในเลย แต่นั่นก็เป็น เสน่ห์ของหนังสือที่ดึงดูดใจให้ผู้อ่านหยิบขึ้นมาอ่านได้เช่นกัน 1.4. ข้อความประกอบหน้าปก อาจมีในหนังสือบางเล่มเพื่อเพิ่มรายละเอียดที่สำคัญเพิ่มเติม เช่น หนังสือในชุดนี้มีหลายเล่มข้อความเหล่านี้ควรได้รับการออกแบบให้มีความสำคัญรองจากชื่อหนังสือ และชื่อผู้แต่งหรือผู้แปลทั้งในด้านขนาด รูปแบบ ส่วนตำแหน่งก็มักวางอยู่เหนือชื่อหนังสือ เช่น มุม ขวาบน 1.5. ตราสัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ (ถ้ามี) อาจจะอยู่ในหน้าปกหรือในส่วนอื่นๆ เช่น สันหนังสือ โดยมักไม่ให้มีขนาดใหญ่มากนัก และวางอยู่ในตำแหน่งที่แยกออกจากองค์ประกอบอื่นๆ อย่างชัดเจน
2. ปกหลัง เป็นหน้าที่อาจเว้นว่างไว้หรือใส่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนหนังสือ เช่น ประวัติหรือผลงานในอดีต ซึ่ง อาจจะมีไว้ในปกด้านในก็ได้ 3. การออกแบบหน้าเนื้อหา ภาพตัวอย่างการออกแบบหน้าเนื้อหา 3.1. หัวข้อของเนื้อหา ควรมีความโดดเด่น สวยงามกว่าข้อความของเนื้อหา เพื่อให้เกิดความ น่าสนใจซึ่งสามารถตกแต่งให้โดดเด่นได้ ดังนี้ – โดดเด่นขนาด คือ ต้องมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อหาทั่วไป – เด่นด้วยสี คือ ควรเป็นสีที่สวยงามโดดเด่นจากพื้นหลัง – เนื้อหาเด่นด้วยตำแหน่ง คือไม่จำเป็นต้องอยู่ต้องกลางหน้ากระดาษหรือด้านบนเสมอไป สามารถวางไว้ในตำแหน่งที่เยื้องไปด้านใดด้านหนึ่งได้ ภาพตัวอย่างหัวข้อของเนื้อหา
3.2. การสร้างหน้าเนื้อหานั้น ๆ ควรมีทั้งรูปและข้อความ ไม่ควรมีแต่ตัวอักษรเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้หน้านั้นขาดความน่าสนใจไม่น่าอ่าน ควรมีรูปที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเพื่อช่วยในการ อธิบายข้อความ อีกทั้งยังทำให้เกิดความสวยงาม ภาพตัวอย่างการสร้างหน้าเนื้อหาทั้งรูปและข้อความ 3.3. ไม่ควรวางตำแหน่งข้อความให้ชิดขอบเกินไป ไม่ว่าจะเป็นขอบด้านบน ชิดขอบด้านล่างชิด ด้านซ้าย หรือชิดด้านขวา ภาพตัวอย่างการวางตำแหน่งข้อความ
4. หากต้องการเน้นเนื้อหาที่เป็นข้อความ ควรหลีกเลี่ยงการนำรูปภาพมาเป็นพื้นหลังให้กับข้อความ เนื่องจากจะทำให้ตัวหนังสือไม่ชัดเจน หากต้องการนำรูปภาพนั้นเป็นพื้นหลัง ควรเพิ่มรูปร่างให้เป็น กรอบข้อความ และเพิ่มค่าความโปร่งใส จะทำให้ได้ทั้งรูปภาพพื้นหลังและได้ตัวเนื้อหาที่ชัดเจน สวยงาม ภาพตัวอย่างการนำรูปภาพมาเป็นพื้นหลังกับข้อความ ภาพตัวอย่างการเพิ่มกรอบรูปร่างให้เป็นกรอบข้อความ
5. ควรจัดวางตำแหน่งของข้อความที่หลากหลายในแต่ละหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจขณะอ่าน ภาพตัวอย่าง การจัดวางตำแหน่งข้อความที่หลากหลาย