293 ตารางที่ 9.2จ ำแนกสำเหตุของอำกำรอำคำรป่วยของสถำบันควำมปลอดภัยและอำชีวอนำมัย แห่งชำติของสหรัฐอเมริกำ (1989) [1] NIOSH, 529 อำคำร HWC, 1362 อำคำร จ ำนวนอำคำร ร้อยละ จ ำนวนอำคำร ร้อยละ กำรระบำยอำกำศไม่เพียงพอ สำรปนเปื้อนภำยในอำคำร สำรปนเปื้อนภำยนอก สำรปนเปื้อนทำงชีวภำพ กำรปนเปื้อนของผ้ำในอำคำร ไม่ทรำบแหล่งที่มำ 280 80 53 27 21 68 53 15 10 5 4 13 710 165 125 6 27 329 52 12 9 0.4 2 24 เป็นสิ่งส ำคัญที่จะแยกแยะระหว่ำงสำรปนเปื้อนต่ำงๆ ในแง่ของผลกระทบต่อ สุขภำพ ผู้ออกแบบ HVAC และผู้ประกอบกำรอำคำรอำจใช้วิธีกำรที่แตกต่ำงกันกับสำรปนเปื้อน ที่อำจเป็นอันตรำยต่อสุขภำพ ระดับผลกระทบของสำรปนเปื้อนอำจส่งผลต่อไปนี้: - เสียชีวิตในระยะสั้น (Fatal in the short term) ในบำงครั้งพบสำรปนเปื้อนที่มีควำมเข้มข้นสูงในอำคำร ซึ่งอำจท ำให้เสียชีวิตได้ สำรเคมีเหล่ำนี้ในอำกำศ เช่น คำร์บอนมอนอกไซด์หรือแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคและสำร ปนเปื้อนทำงชีวภำพอื่นๆ คำร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นก๊ำซที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่นเกิดขึ้นใน ระหว่ำงกำรเผำไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เป็นสำเหตุท ำให้เสียชีวิตจ ำนวนมำกในแต่ละปี แหล่งหนึ่งของ คำร์บอนมอนอกไซด์คือ อุปกรณ์เผำไหม้ที่ท ำงำนผิดปกติเช่น เตำเผำ เครื่องท ำน ้ำอุ่น เตำถ่ำน อีกแหล่งที่เป็นไปได้ของคำร์บอนมอนอกไซด์คือ ไอเสียที่เกิดจำกกำรใช้งำนเครื่องยนต์สันดำป หรือยำนยนต์ในพื้นที่ปิด เป็นต้น แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคบำงชนิดสำมำรถมีอยู่ในอำกำศภำยในอำคำร รวมถึง โรคติดต่อ เช่น วัณโรคจำกกำรหำยใจของผู้ที่ติดเชื้อ วัณโรคมีขนำดเล็กมำก และมีแนวโน้มที่จะ ลอยอยู่ในอำกำศ กำรสัมผัสสำมำรถลดลงได้โดยกำรแยกบุคคลที่ป่ วยและใช้วิธีกำรระบำย อำกำศพิเศษ สำรปนเปื้อนกลุ่มที่สำม คือแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคที่เกิดจำกกำรออกก ำลังกำย หรืออุปกรณ์ซึ่งเป็นอันตรำยอย่ำงยิ่งส ำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คือ โรคลีเจียนเนลโลสิส (Legionellosis) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจำกเชื้อแบคทีเรีย โรคลีเจียนเนลโลสิสทวีคูณอย่ำงรวดเร็ว ในน ้ำอุ่นที่ไม่บริสุทธิ์หำกน ้ำนี้ถูกสำดหรือฉีดพ่นขึ้นไปในอำกำศ แบคทีเรีย Legionella จะ กระจำยในอำกำศและสำมำรถสูดดมเข้ำไปในปอดได้เมื่ออยู่ในปอด แบคทีเรียจะผ่ำนผนังปอด และเข้ำสู่ร่ำงกำย โรคนี้คล้ำยไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นมักเป็นอันตรำยถึงชีวิต
294 แหล่งที่มำของกำรระบำดของ Legionella มักจะสำมำรถตรวจสอบได้ในสถำนที่ เฉพำะ เช่น หอท ำควำมเย็นหรือระบบน ้ำร้อน เมื่อเรำทรำบแหล่งที่มำและกลไกกำรติดต่อโรคไป ยังบุคคลเรำเรียกว่ำ “building related illness” หรือ “กำรเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับอำคำร” มลพิษที่ร้ำยแรงในระยะสั้นมักจะไม่สำมำรถสังเกตเห็นได้ยกเว้นเป็นผลมำจำก ผลกระทบต่อสุขภำพ - ก่อให้เกิดมะเร็ง (Carcinogens) สำรก่อมะเร็งเป็นหนึ่งในสำรปนเปื้ อนที่ส ำคัญที่สุดเนื่องจำกมีศักยภำพที่จะ ก่อให้เกิดมะเร็งในระยะยำว ควำมเสี่ยงของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นตำมระดับและเวลำของกำรสัมผัส กับสำร กำรสัมผัสอำจไม่สำมำรถสังเกตเห็นได้และไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนในทันทีในระยะสั้น อย่ำงไรก็ตำม ในระยะยำวแม้ระดับกำรสัมผัสต ่ำอำจน ำไปสู่ปัญหำสุขภำพที่รุนแรงและไม่ สำมำรถแก้ไขได้ ควันบุหรี่สิ่งแวดล้อม (Environmental Tobacco Smoke, ETS) เป็ นหนึ่งในข้อ กังวลหลักในกำรรักษำคุณภำพอำกำศภำยในอำคำรที่ดีควำมกังวลนี้เพิ่มขึ้นจำกข้อมูลหลักฐำน ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกำรเกิดโรคปอดและหัวใจ กำรเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยำสูบส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน หมู่ผู้สูบบุหรี่เอง แต่ควันบุหรี่ในอำกำศภำยในอำคำรยังสำมำรถท ำให้เกิดมะเร็งในผู้ไม่สูบบุหรี่ ควันยังท ำให้เกิดกำรระคำยเคืองทำงกำยภำพ สร้ำงควำมร ำคำญและสิ่งสกปรกบนพื้นผิวที่สัมผัส ทั้งหมด สำรก่อมะเร็งที่น่ำกังวลอีกประกำรหนึ่งในบำงสถำนที่ คือ ธำตุกัมมันตรังสี(Radon) เรดอนเป็นก๊ำซกัมมันตภำพรังสีที่เกิดขึ้นตำมธรรมชำติซึ่งเป็นผลมำจำกกำรสลำยตัวของเรเดียม ในดิน ก๊ำซกัมมันตภำพรังสีนี้รั่วไหลเข้ำไปในอำคำร และเกิดกำรสูดดมซึ่งอำจท ำให้เกิดมะเร็งได้ ในสถำนที่ที่มีปัญหำเรดอน สำมำรถท ำได้โดยควบคุมช่องกำรระบำยช่องเดินสำยไฟฟ้ำ ท่อน ้ำ ผนึกพื้นที่รอยแตกทั้งหมด หรือควบคุมแรงกดดันภำยในเพื่อลดกำรไหลเข้ำของเรดอน - ท ำลำยสุขภำพ (Health threatening) สำรปนเปื้อนในอำกำศภำยในอำคำรจ ำนวนมำก (เช่น สำรก่อภูมิแพ้สำรประกอบ อินทรีย์ระเหยง่ำย แบคทีเรียไวรัส สปอร์ของเชื้อรำ โอโซนและอนุภำคของแข็ง) อำจระคำยเคือง ทำงร่ำงกำยหรือท ำลำยสุขภำพแม้ว่ำโดยปกติแล้วจะไม่เป็นอันตรำยถึงชีวิต ในบรรดำอำกำรที่ พบบ่อยที่สุดคือกำรระคำยเคืองของเนื้อเยื่อที่บอบบำง เช่น ดวงตำ ผิวหนัง หรือเยื่อเมือกที่เป็น เยื่อบุผิวในช่องจมูกและปำกที่สร้ำงน ้ำเมือกหล่อลื่น สำรปนเปื้อนจ ำนวนมำกท ำให้เกิดอำกำร คล้ำยหวัดซึ่งมักถูกเข้ำใจผิดว่ำเป็นผลกระทบของกำรติดเชื้อไวรัส ในบำงอำคำร สัดส่วนที่ส ำคัญ ของผู้อยู่อำศัยอำจมีอำกำรที่กล่ำวมำ หำกอำกำรหำยไปเมื่อผู้พักอำศัยออกจำกอำคำรนั้นก็ สำมำรถพิสูจน์ได้ว่ำมีบำงอย่ำงในอำคำรท ำให้เกิดอำกำรนั้น หำกผู้อยู่อำศัย 20% ขึ้นไปมีอำกำร เฉพำะเมื่อพวกเขำอยู่ในอำคำรพวกเขำจะถือว่ำก ำลังทุกข์ทรมำนจำก “โรคตึกเป็นพิษ” หรือ “Sick Building Syndrome” (SBS) - กระทบต่อผลผลิตและควำมรู้สึกของควำมเป็นอยู่ที่ดี
295 แม้ว่ำจะไม่เป็นอันตรำยต่อสุขภำพ แต่สำรเคมีที่มีกลิ่นเหม็นจ ำนวนมำกนั้นน่ำ ร ำคำญและอำจรบกวนจิตใจมำกพอที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยไม่เป็นอันตรำยต่อสุขภำพ เหล่ำนี้รวมถึงกลิ่นตัว สำรเคมีบำงชนิด กลิ่นของอำหำรที่เน่ำเสีย และเชื้อรำบำงชนิดที่ไม่มี ผลกระทบร้ำยแรง หำกควำมเข้มข้นสูงพอ สำรปนเปื้อนบำงชนิดมีผลกระทบทำงกำยภำพที่ค่อย เป็นค่อยไปและละเอียดอ่อนพอที่จะไม่สังเกตเห็นได้ทันที 9.5 การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร กำรรักษำ IAQ ให้ยอมรับได้ด้วยสำมวิธีได้แก่ กำรควบคุมแหล่งที่มำของอำกำศ กำรกรอง อำกำศ และกำรเจือจำงอำกำศ 9.5.1 กำรควบคุมแหล่งที่มำของอำกำศ วิธีที่ส ำคัญที่สุดในกำรรักษำคุณภำพอำกำศภำยในอำคำรที่ยอมรับได้คือกำรควบคุม แหล่งที่มำของสำรปนเปื้อนและมลพิษ แหล่งที่มำสำมำรถควบคุมได้โดยกำรควบมคุมไม่ว่ำจะ โดยกำรออกแบบ หรือโดยขั้นตอนกำรบ ำรุงรักษำที่เหมำะสม และเอำมลพิษที่เกิดขึ้นภำยใน พื้นที่ออกให้หมด กำรหลีกเลี่ยงกำรใช้ตัวท ำละลำยที่ระเหยได้(Volatile solvent) และกำรห้ำม สูบบุหรี่ เป็นสองตัวอย่ำงง่ำยๆ ส ำหรับพื้นที่ในอำคำร อีกตัวอย่ำงหนึ่งของกำรควบคุมแหล่งที่มำพบได้ในข้อก ำหนดใหม่ในมำตรฐำน ASHRAE 62.1-2004 ซึ่งระบุว่ำน ้ำส ำหรับเครื่องท ำควำมชื้น “ต้องมำจำกแหล่งน ้ำดื่มโดยตรง หรือจำกแหล่งที่มีคุณภำพน ้ำเท่ำกันหรือดีกว่ำ” ในอดีต ไอน ้ำจำกระบบท ำควำมร้อนมักใช้ ส ำหรับกำรท ำควำมชื้นในอำคำร ไอน ้ำนี้จะได้รับกำรบ ำบัดด้วยสำรเติมแต่งป้องกันกำรกัดกร่อน ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในน ้ำดื่ม ปัจจุบันนี้วิธีกำรนี้ไม่เป็นที่ยอมรับส ำหรับกำรท ำควำมชื้นโดยตรง เมื่อออกแบบระบบอำกำศเข้ำ ควรลดโอกำสที่มลพิษจะเข้ำมำจำกภำยนอก วิธีกำรได้มำของน ้ำ ต้องพิจำรณำองค์ประกอบอื่น ได้แก่ - ห่ำงจำกพื้นดินที่ฝุ่นพัดผ่ำน - ห่ำงจำกท่ำเรือบรรทุกสินค้ำซึ่งมีควำมเข้มข้นของมลพิษจำกยำนพำหนะสูง - ห่ำงจำกทำงออกบนหลังคำที่ระบำยอำกำศ เช่น ห้องน ้ำ เตำเผำ ท่อระบำยน ้ำ และเครื่องดูดควัน ควำมชื้นเป็นแหล่งก ำเนิดมลพิษในอำคำรทั่วไปแหล่งหนึ่ง คือ เชื้อรำ สปอร์และ อนุภำคที่ตำยแล้วของเชื้อรำส่งผลเสียต่อคนจ ำนวนมำก เพื่อป้องกันเชื้อรำ ให้รักษำอำคำรและ ส่วนประกอบของอำคำรให้แห้งพอสมควร ตำมกฎทั่วไป ต้องรักษำควำมชื้นสัมพัทธ์ให้ต ่ำกว่ำ 60% เพื่อป้องกันกำรเจริญเติบโตของเชื้อรำ นี่เป็นควำมท้ำทำยในสภำพอำกำศที่ร้อนชื้นด้วย อำคำรปรับอำกำศที่อำกำศภำยนอกมีควำมชื้นมำก แหล่งหนึ่งของเชื้อรำที่มักถูกละเลย คือถำดระบำยน ้ำใต้คอยล์เย็น ขดท่อจะเก็บ ควำมชื้น และเมื่อขดท่อเปียก สิ่งสกปรกบำงส่วนจะออกจำกอำกำศ ตำมหลักกำรแล้ว ควำมชื้น และสิ่งสกปรกนี้จะหยดลงในถำดและระบำยออกไป น่ำเสียดำยที่ (และบ่อยครั้ง) หำกถำดมี อัตรำส่วนควำมลำดชันต่อท่อระบำยน ้ำที่น้อยกว่ำ 1/8 นิ้วต่อฟุต ที่ต้องกำรชั้นของตะกอน
296 สำมำรถก่อตัวในถำดและรำเจริญเติบโตได้หำกไม่ได้ใช้ขดท่อเพื่อระบำยควำมร้อนสักพัก ถำด จะแห้งและแผ่นครำบแห้งของกำกตะกอนจะสำมำรถหลุดออกและผ่ำนระบบไปยังพื้นที่ห้องได้ จึงจ ำเป็นต้องท ำควำมสะอำดถำดเป็นประจ ำเพื่อลดปัญหำนี้ หำกมลพิษมำจำกแหล่งเฉพำะในอำคำร สำมำรถใช้ระบบถ่ำยเทอำกำศเสียโดยตรง กำรระบำยอำกำศเสียที่อยู่ด้ำนในออกไปยังด้ำนนอกถือว่ำเป็นกำรถ่ำยเทอำกำศ หรือเรียกว่ำ ระบบ exhaust เพื่อควบคุมมลพิษได้ตัวอย่ำงเช่น เครื่องดูดควันในช่วงกำรท ำอำหำรดึงควัน โดยตรงจำกเตำและไอเสีย กำรระบำยควันจำกเครื่องถ่ำยเอกสำรขนำดใหญ่หลีกเลี่ยงกำร ปนเปื้อนพื้นที่ส ำนักงำนโดยรอบ และตู้ควันในห้องปฏิบัติกำรดึงควันสำรเคมีออกสู่ภำยนอก โดยตรง เมื่อออกแบบระบบไอเสียโดยตรงใดๆ ควรพยำยำมรวบรวมมลพิษก่อนที่จะผสมกับ อำกำศในห้อง สิ่งนี้จะช่วยลดปริมำณอำกำศเสียที่ต้องกำรและลดปริมำณอำกำศที่ปรับสภำพที่ จ ำเป็นในกำรชดเชยไอเสียด้วย กำรออกแบบระบบไอเสียส ำหรับสถำนกำรณ์ที่หลำกหลำยได้รับกำรอธิบำยอย่ำง ชัดเจนและมำพร้อมกับแผนภำพอธิบำยในกำรระบำยอำกำศอุตสำหกรรม ซึ่งจะสำมำรถหำ ศึก ษ ำได้ ใน เอ ก ส ำรเผ ย แ พ ร่ข อ ง American Conference of Governmental Industrial Hygienists 9.5.2 กำรกรอง กำรกรอง (Filtration) คือ กำรก ำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจำกอำกำศ ทั้งอนุภำค (อนุภำค ทุกขนำด) และสำรปนเปื้อนที่เป็นก๊ำซสำมำรถก ำจัดได้ แต่เนื่องจำกกำรกรองก๊ำซเป็นเรื่องที่ ค่อนข้ำงพิเศษเรำจะไม่กล่ำวถึงรำยละเอียดในต ำรำนี้ ตัวกรองอนุภำคท ำงำนโดยให้อนุภำคติดอยู่หรือยึดติดกับตัวใส้กรอง ประสิทธิภำพที่ แท้จริงของตัวกรองขึ้นอยู่กับปัจจัยหลำยประกำรรวมถึงขนำดอนุภำค ควำมเร็วลมผ่ำนแผ่น กรองวัสดุกรอง ควำมหนำแน่น และกำรสะสมของสิ่งสกปรกบนตัวกรอง ลักษณะกำรท ำงำนหลัก ที่ใช้ในกำรแยกควำมแตกต่ำงระหว่ำงตัวกรอง คือ - ประสิทธิภำพในกำรก ำจัดฝุ่นละอองขนำดต่ำงๆ - ควำมต้ำนทำนต่อกำรไหลเวียนของอำกำศ - ควำมสำมำรถในกำรดักจับฝุ่น (น ้ำหนักต่อตัวกรอง) กำรเลือกตัวกรองเป็นเรื่องของควำมสมดุลของข้อก ำหนดกับต้นทุนเริ่มต้น ต้นทุนกำร ด ำเนินงำนและประสิทธิผล โดยทั่วไป ทั้งต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนกำรด ำเนินงำนของตัวกรองจะ ขึ้นกับขนำดของอนุภำคที่ต้องกรองออกและประสิทธิภำพที่ต้องกำรของตัวกรอง คือ ยิ่งขนำด อนุภำคเล็กลงและมีประสิทธิภำพมำกเท่ำไหร่ตัวกรองก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่ำนั้น ในรูปที่ 9.3 แสดง ตัวอย่ำงของอนุภำคและช่วงขนำด
297 รูปที่ 9.3 เส้นผ่ำนศูนย์กลำงอนุภำค ไมครอน (ล้ำนของเมตร) [5] ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภำพของตัวกรองมักจะเป็ นไปตำมมำตรฐำน ส ำหรับ อุตสำหกรรม HVAC ASHRAE ได้มำตรฐำนผลิตภัณฑ์สองมำตรฐำน คือ ประสิทธิภำพโดย น ้ำหนัก หรือ Arrestance และประสิทธิภำพกำรกรองวัดโดยฝุ่ นมำตรฐำน หรือ Atmospheric Dust Spot Efficiency ม ำ ต ร ฐ ำ น ASHRAE 52.1-1992 “Gravimetric and Dust Spot Procedures for Testing Air Cleaning Devices used in General Ventilation for Removing Particulate Matter” เป็นมำตรฐำนส ำหรับกำรทดสอบอุปกรณ์ท ำควำมสะอำดอำกำศที่ใช้ในกำรระบำย อำกำศทั่วไปส ำหรับกำรก ำจัดฝุ่ นละออง กำรทดสอบตัวกรองตำมมำตรฐำน 52.1 ท ำให้เกิด “ASHRAE atmospheric dust spot efficiency” (หรือบำงครั้งเรียกย่อๆ ว่ำ Efficiency, Dust Spot Efficiency) และ “ประสิทธิภำพแบบ Arrestance” เมื่อประสิทธิภำพ “Dust Spot” เป็นกำร วัดว่ำตัวกรองก ำจัดอนุภำคละเอียดที่ท ำให้เกิดกำรปนเปื้อนได้ดีเพียงใด และ “Arrestance” คือ กำรวัดน ้ำหนักของฝุ่นที่สะสมก่อนที่ควำมต้ำนทำนของตัวกรองจะเพิ่มขึ้นมำกเกินไป น่ำเสียดำย ที่ประสิทธิภำพของ duct spot ไม่ได้ให้ข้อมูลมำกนักเกี่ยวกับประสิทธิภำพของตัวกรอง ส ำหรับ ขนำดอนุภำคที่แตกต่ำงกันและไม่แยกควำมแตกต่ำงระหว่ำงตัวกรองที่มีประสิทธิภำพน้อยกว่ำ ด้วยเหตุนี้จึงมีกำรสร้ำงมำตรฐำนใหม่ (ASHRAE 52.2-1999) เป็นวิธีกำรทดสอบ อุปกรณ์ท ำควำมสะอำดอำกำศทั่วไปเพื่อประสิทธิภำพกำรก ำจัดตำมขนำดอนุภำค ตัวกรองที่มี ประสิทธิภำพน้อยที่สุดคือ MERV 1 และมีประสิทธิภำพมำกที่สุด MERV 16 MERV ห รือ Minimum Efficiency Reporting Value เป็ นมำต รฐำน ASHRAE ที่ ปรับปรุงขึ้น เป็นมำตรฐำน ASHRAE 52.2P-1999 โดยแบ่งระดับของประสิทธิภำพในกำรกรอง ออกเป็น 16 ระดับ คือ MERV 1 - MERV 16 และท ำกำรวัดโดยใช้ฝุ่นขนำด 0.3-10 ไมครอน โดย แบ่งขนำดออกเป็น 12 ช่วง และแบ่งช่วงกว้ำง เป็น E1 (0.3-1.0 μ), E2 (1.0-3.0 μ), E3 (3.0-
298 10.0 μ) เพื่อหำค่ำเฉลี่ยและเทียบตำรำงเกณฑ์เพื่อก ำหนดว่ำแผ่นกรองที่ทดสอบนั้นอยู่ในเกณฑ์ MERV1 - MERV16 ว่ำจะเป็นระดับใด รูปที่ 9.4 แสดงตัวกรองทั่วไปพร้อมช่วงประสิทธิภำพและ กำรใช้งำนทั่วไป รูปที่ 9.4 กำรจัดเรียงแผ่นกรอง [5] ปัจจัยสองประกำรที่มีผลต่อประสิทธิภำพของตัวกรองคือ แผ่นกรองและควำมเร็วลม ผ่ำนแผ่นกรอง ตัวกรองบำงตัวได้จัดล ำดับแผ่นชั้นแรกที่หยำบเพื่อกรองอนุภำคขนำดใหญ่ จำกนั้นจะเป็นชั้นที่ละเอียดกว่ำหนึ่งชั้นขึ้นไป เพื่อจับอนุภำคที่มีขนำดเล็กลงเรื่อย ๆ ผลจำกกำรจัดล ำดับจำกหยำยไปหำละเอียดของแผ่นกรอง กรองชั้นละเอียดชั้น สุดท้ำยจะไม่อุดตันอย่ำงรวดเร็วด้วยอนุภำคขนำดใหญ่ ตัวแผ่นกรองแบบจีบและแบบถุงจะขยำย พื้นผิวของตัวกรอง ซึ่งจะช่วยลดควำมเร็วของอำกำศผ่ำนใยแผ่นกรองและเพิ่มพื้นที่ผิวในกำรรับ อนุภำคได้อย่ำงมำก ส่งผลให้ควำมสำมำรถในกำรดักจับฝุ่นสูงขึ้นมำก ส ำหรับระบบระบำยอำกำศ ตัวกรองที่มี MERV สูงกว่ำ 8 มักจะมีตัวกรองล่วงในชั้น MERV 4หรือน้อยกว่ำเพื่อจับอนุภำคขนำดใหญ่ ผ้ำ ส ำลีและแมลง เป็นต้น กำรก ำจัดอนุภำค ขนำดใหญ่ด้วยตัวกรองล ำดับชั้นจะประหยัดและยืดอำยุกำรใช้งำนของตัวกรองได้ดี ตัวกรองอิเล็กทรอนิกส์(Electronic filters) สำมำรถใช้เป็นทำงเลือกแทนแผ่นใส้ตัว กรอง หรือมีตัวกลำงของกรองที่กล่ำวถึงข้ำงต้น อำกำศจะไหลผ่ำนเส้นลวดสำยไฟหลำยเส้น ใน ลวดสำยไฟจะได้รับกระแสไฟฟ้ำแรงสูงอย่ำงต่อเนื่อง เพื่อสร้ำงประจุไฟฟ้ำบนอนุภำคฝุ่น จำกนั้นอำกำศจะผ่ำนระหว่ำงชุดของแผ่นรำบ (Flat plates) ที่สลับระหว่ำงไฟฟ้ำแรงสูงและ แรงดันไฟฟ้ำต ่ำ อนุภำคฝุ่นที่มีประจุจะถูกดูดไปยังแผ่นรำบ และยึดติดกับแผ่น ตัวกรองเหล่ำ แบบนี้ประสิทธิภำพมำก แต่ต้องท ำควำมสะอำดบ่อยมำกเพื่อรักษำประสิทธิภำพ ในระบบขนำด ใหญ่มักจะมีระบบล้ำงอัตโนมัติ ลักษณะของตัวกรอง (Filter characteristics) คุณสมบัติตัวกรองหลักสำมประกำร คือ 1. ประสิทธิภำพในกำรก ำจัดอนุภำคฝุ่นที่มีขนำดแตกต่ำงกัน คุณสมบัติข้อนี้นั้นได้รับ อิทธิพลจำกควำมสะอำดของพื้นที่ที่ต้องกำร และอนุภำคใดๆ นั้นเป็นปัญหำต่อพื้นที่หรือไม่ ดังนั้น เรำอำจเลือกตัวกรอง MERV 5 ถึง 8 ในอำคำรส ำนักงำนทั่วไป แต่ตัวกรอง MERV 11 ถึง 13 ใน
299 อำคำรส ำนักงำนอันทรงเกียรติตัวกรอง MERV ที่สูงขึ้นมีค่ำใช้จ่ำยในกำรติดตั้งและใช้งำนมำกกว่ำ แต่ช่วยลดสิ่งสกปรกในอำคำรและประหยัดค่ำใช้จ่ำยในกำรท ำควำมสะอำดและตกแต่งใหม่ เมื่อพูดถึงสถำนพยำบำล ตัวกรอง MERV 14 ถึง 16 จะก ำจัดแบคทีเรียส่วนใหญ่ และสำมำรถใช้กับพื้นที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ ส ำหรับกำรก ำจัดแบคทีเรียและไวรัสทั้งหมด MERV 17 ที่เรียกว่ำตัวกรอง HEPA เป็นตัวกรองมำตรฐำน ตัวกรอง HEPA มีประสิทธิภำพ 99.7% ต่ออนุภำค 0.3 ไมครอน 2. ควำมต้ำนทำนต่อกำรไหลเวียนของอำกำศ คุณสมบัตินี้จะส่งผลโดยตรงต่อแรงม้ำ ของพัดลมที่ต้องกำรในกำรขับอำกำศผ่ำนตัวกรอง กรองที่ใช้ในระบบทั่วไปส่วนใหญ่จะจัดกำร กับแรงดันตกของตัวกรอง MERV 5 หรือ 6 3. ควำมสำมำรถในกำรเก็บฝุ่นมีผลต่ออำยุกำรใช้งำนของตัวกรองกับกำรเปลี่ยน กรองใหม่ แผ่นกรองจีบที่มี MERV 7 หรือ 8 อำจเป็นสิ่งที่ดีหำกจะเลือกใช้ แต่กรองแบบถุงที่มี MERV 9 หรือ 10 มีควำมสำมำรถในกำรเก็บฝุ่นที่สูงขึ้นมำก ตัวกรองแบบถุงอำจเป็นทำงเลือกที่ ดีกว่ำในสภำพแวดล้อมที่สกปรกมำกหรือมีค่ำใช้จ่ำยสูงในกำรที่ต้องหยุดระบบปรับอำกำศและ เปลี่ยนตัวกรอง 9.5.3 กำรเจือจำง (Dilution) ในสถำนที่ส่วนใหญ่อำกำศภำยนอกค่อนข้ำงปรำศจำกมลพิษ มีเพียงอนุภำคฝุ่นขนำด ใหญ่ นก และแมลง เป็นต้น เมื่ออำกำศนี้ไหลผ่ำนกรองเพื่อก ำจัดสิ่งปนเปื้อนหยำบเข้ำไปใน พื้นที่ปรับอำกำศแล้วก็สำมำรถใช้เพื่อเจือจำงสำรปนเปื้อนใดๆ นั้น ในพื้นที่ นอกจำกนี้ห้องปรับ อำกำศยังต้องกำรอำกำศภำยนอกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มออกซิเจนแก่ผู้อำศัยในกำรหำยใจและเจือจำง ก๊ำซคำร์บอนไดออกไซด์ที่ผู้อำศัยหำยใจออก กำรระบำยอำกำศเจือจำงเป็นวิธีมำตรฐำนในกำร ควบคุมมลพิษทั่วไปในอำคำรและวิธีกำรและปริมำณที่ต้องกำรมีรำยละเอียดในมำตรฐำน 62.1- 2004 ซึ่งเป็นหัวข้อของหัวข้อถัดไป 9.6 การระบายอากาศมาตรฐาน ASHRAE 62 ส าหรับ IAQ มำตรฐำน ANSI / ASHRAE 62, กำรระบำยอำกำศส ำหรับคุณภำพอำกำศภำยในอำคำรที่ ยอมรับได้ หรือ IQA ได้รับกำรตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 1971 และฉบับปรับปรุงอีกครั้งในปี 1989 เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนกำร “กำรบ ำรุงรักษำอย่ำงต่อเนื่อง” ของ ANSI และปรับปรุง มำตรฐำนอย่ำงต่อเนื่องครั้งละเล็กน้อยจนเป็นฉบับที่พิมพ์เผยแพร่ปี 2004 มำตรฐำน ASHRAE 62.1-2004 ใช้กับ “พื้นที่ในร่มหรือที่ปิดล้อมทั้งหมดที่อำจมีผู้คนอยู่ อำศัย” โดยมีข้อก ำหนดเพิ่มเติมที่อำจจ ำเป็นส ำหรับห้องปฏิบัติกำร อุตสำหกรรม และพื้นที่อื่นๆ ตำมที่ระบุไว้ในตอนต้นของหน่วยนี้ในบทน ำ กำรระบำยอำกำศในที่พักอำศัยในมำตรฐำน 62.2- 2004 จะครอบคลุม IQA ในอำคำรที่พักอำศัย คอนโด ที่สูงไม่เกิน 23 เมตร ส่วนใหญ่จะมี8 ชั้น มำตรฐำนข้อก ำหนดสองประเภทในกำรรักษำคุณภำพอำกำศภำยในอำคำร คือข้อก ำหนด เพื่อจ ำกัดกำรปนเปื้อน และข้อก ำหนดในกำรระบำยอำกำศเพื่อเจือจำงและก ำจัดสิ่งปนเปื้อน
300 ข้อก ำหนดในกำรจ ำกัดกำรปนเปื้อนยังรวมถึงข้อก ำหนดกำรออกแบบระบบและอำคำรต่ำงๆ เพื่อลดปัญหำควำมชื้นที่มักน ำไปสู่ปัญหำเชื้อรำ ได้แก่ - ข้อก ำหนดส ำหรับกำรกรอง - กำรแยกระยะห่ำงระหว่ำงช่องอำกำศภำยนอกและไอเสียที่ปนเปื้อน - กฎเกี่ยวกับกำรหมุนเวียนของอำกำศระหว่ำงเขตที่มีระดับกำรปนเปื้อนต่ำงกัน - ข้อก ำหนดส ำหรับกำรบ ำรุงรักษำและกำรใช้งำน - ข้อก ำหนดส ำหรับเอกสำรกำรออกแบบและกำรบ ำรุงรักษำ อำกำศภำยนอกปริมำณพื้นฐำนที่จ ำเป็นส ำหรับกำรระบำยอำกำศขึ้นอยู่กับอัตรำ (cfm) ต่อ คนบวกอัตรำต่อตำรำงฟุต (cfm/ft2 ) ข้อก ำหนดพื้นฐำนนี้จะถูกปรับเพื่อให้มีประสิทธิภำพกำร ระบำยอำกำศในแต่ละพื้นที่และประสิทธิผลของระบบ ข้อมูลกำรระบำยอำกำศพื้นฐำน ในมำตรฐำน 62.1-2004 (จำกตำรำงที่6-1) แสดงในตำรำง ที่ 9.3 อัตรำกำรระบำยอำกำศขั้นต ่ำในเขตพื้นที่ที่ต้องหำยใจ จำกตำรำงที่ 9.3 ประเภทกำรเข้ำ พักแรกห้องของโรงแรม ข้อก ำหนดอยู่ในตำรำงส ำหรับ 5 cfm ต่อคน และ 0.06 cfm/ft2 ขึ้นอยู่กับ ควำมหนำแน่นของกำรเข้ำพักเริ่มต้น 10 คนต่อ 1,000 ft2 อัตรำภำยนอกรวม ต่อ 1,000 ft2 เป็น 10 คน x 5 cfm/คน + 1,000 ft2 x 0.06 cfm/ft2 = 50 cfm + 60 cfm = 110 cfm อัตรำอำกำศภำยนอกรวมเริ่มต้นคือ 110 cfm ส ำหรับ 10 คน ที่ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 ft2 จ ำนวนประชำกรเริ่มต้น 10 คน จะเป็น 11 cfm/คน ส ำหรับควำมต้องกำรพื้นฐำนต่อคน อัตรำอำกำศภำยนอกเริ่มต้นจะถูกปรับเพื่อให้สัดส่วนของอำกำศระบำยที่ไหลเวียนผ่ำนเขต หำยใจจริง หำกเรำสมมติว่ำมีเพียง 90% ของอำกำศภำยนอกเท่ำนั้นที่เข้ำสู่เขตกำรหำยใจ และ อีก 10% ไหลเวียนเหนือเขตกำรหำยใจและลดลง แสดงว่ำมีเพียง 90% ของอำกำศภำยนอก เท่ำนั้นที่ถูกใช้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ดังนั้นสัดส่วนของอำกำศที่ไหลเวียนเข้ำสู่เขตหำยใจจึง เรียกว่ำ ประสิทธิภาพการกระจายอากาศแบบเขต ในตัวอย่ำงประสิทธิภำพกำรกระจำยอำกำศ เขตจะเท่ำกับ 0.9 เขตหำยใจหมำยถึงระหว่ำง 3 ถึง 72 นิ้วจำกพื้น และ 24 นิ้วจำกผนังหรือ เครื่องปรับอำกำศ พิจำรณำพื้นที่ที่มีอำกำศระบำยจำกช่องจ่ำยลมฝ้ำเพดำน มำตรฐำน 62.1-2004 ให้ ประสิทธิภำพกำรกระจำยอำกำศเขตอำกำศเย็นที่จ่ำยที่ระดับเพดำนเป็น “1” เพื่อให้ได้อัตรำกำร ระบำยอำกำศที่ถูกต้อง เรำหำรอัตรำฐำนด้วยประสิทธิภำพกำรกระจำยอำกำศเขต ในกรณีนี้ อัตรำอำกำศกลำงแจ้งเริ่มต้นหำรด้วยประสิทธิภำพกำรกระจำยอำกำศโซน “1” หมำยควำมว่ำ อัตรำเริ่มต้นไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ให้สมมติว่ำระบบเดียวกันนี้ใช้ส ำหรับให้ควำมร้อนในฤดูหนำว ตัวอย่ำงอุณหภูมิอุปทำนหรืออุณหภูมิกำรออกแบบสูงสุดคือ 95°F และอุณหภูมิกำรออกแบบ พื้นที่คือ 72°F อุณหภูมิของอำกำศที่จ่ำย คือ 95°F - 72°F = 23°F อุณหภูมิส่วนบนของพื้นที่ ตำมมำตรฐำน 62.1-2004, ส ำหรับอำกำศอุ่นที่สูงกว่ำอุณหภูมิ พื้นที่ 15°F ที่ระดับเพดำน และไหลกลับเพดำน ประสิทธิภำพกำรกระจำยอำกำศของโซน คือ 0.8 ในตัวอย่ำงนี้อัตรำเริ่มต้นหำรด้วย 0.8 จะได้รับกำรระบำยอำกำศที่จ ำเป็นที่ถูกต้อง เป็น
301 1/0.8 = 1.25 ซึ่งหมำยควำมว่ำควำมต้องกำรอำกำศภำยนอกเพิ่มขึ้น 25% ในสถำนกำรณ์กำร กำรท ำควำมเย็นเท่ำนั้น หำกระบบนี้ท ำงำนตลอดทั้งปีกำรระบำยอำกำศควรได้รับกำรออกแบบ ส ำหรับควำมต้องกำรในฤดูหนำวที่สูงขึ้น ตารางที่ 9.3 อัตรำกำรระบำยอำกำศขั้นต ่ำในเขตหำยใจ [4]
302 ค าถามท้ายบท 1. อธิบำยสั้นๆ ว่ำร่ำงกำยมนุษย์ตอบสนองต่อกำรเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของ สภำพแวดล้อมอย่ำงไร อธิบำยผลของกิจกรรมต่อกำรค ำนวณภำระควำมร้อนเพื่อกำรใช้ งำนที่สบำย 2. จงแยกแยะให้ละเอียดระหว่ำง heat stroke, heat exhaustion และ heat cramp 3. ระบุปัจจัยที่ก ำหนดสภำวะควำมสบำยของมนุษย์ 4. จงให้ค ำนิยำมของ ‘effective temperature’ และอธิบำยควำมส ำคัญในกำรออกแบบ ระบบปรับอำกำศ 5. ‘effective temperature’ คืออะไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่ออุณหภูมิที่มีประสิทธิภำพ 6. จงร่ำง ‘แผนภูมิควำมสะดวกสบำย’ และแสดง ‘เขตควำมสบำย’ 7. จงอธิบำยอย่ำงระเอียดถึงขั้นตอนต่ำงๆ ของกำรป้ องกันร่ำงกำยมนุษย์จำกกำร เปลี่ยนแปลงของสภำพอำกำศในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนำว 8. จงอธิบำยสั้นๆ ถึงปัจจัยที่ควบคุมอุณหภูมิที่มีประสิทธิภำพสูงสุดเพื่อควำมสบำย 9. จงอธิบำยมำตรฐำน ANSI / ASHRAE 55-1992 พอสมควร 10. จงอธิบำยห้ำสภำวะโดยเส้น * และ sk ของแผนภำพควำมสบำย 11. จงอธิบำยปัจจัยของคุณภำพอำกำศภำยในอำคำร 12. จงอธิบำยสำมวิธีของกำรรักษำ IAQ ที่ยอมรับได้ 13. จงแบ่งประเภทกรองอำกำศตำมมำตรฐำน ASHRAE 52.2P-1999 14. จงอธิบำยมำตรฐำน 62.1-2004 พอสมควร 15. ไฮโดรนิค (Hydronics) คืออะไร จงอธิบำย 16. จงวำดภำพกำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมด้วยวิธีพื้นฐำน 17. จงอธิบำยถึงชุดจ่ำยลมปลำยทำงแต่ละแบบ และกำรใช้งำนพอสังเขป 18. ระบบท ำควำมร้อนแบบไฮโดรนิค มรภำระควำมร้อนอำคำรคือ 6 ล้ำน BTU/hr เลือก อุณหภูมิน ้ำของระบบที่ 230ºF และอุณหภูมิส่งคืน 180ºF จงหำอัตรำกำรไหลของระบบ ที่ต้องกำรใน GPM
303 เอกสารอ้างอิง 1. Shan K. Wang. (2001). Handbook of Air Conditioning and Refrigeration. 2 nd Ed, The McGraw-Hill Companies, Inc. All rights reserved. Printed in the United States of America. 2. Grondzik, Walter T. (2007). Air-Conditioning System Design Manual. 2 nd Ed. American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers, Butterworth-heinemann. 3. ASHRAE HANDBOOK. (2010). REFRIGERATION. American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers, Inc. 4. ASHRAE and the American National Standards Institute. (2022). ANSI/ASHRAE Standard 62.1-2022 Ventilation and Acceptable Indoor Air Quality. ASHRAE website (www.ashrae.org).
304 หน่วยที่10 การออกแบบระบบท่อน ้า และชุดจา่ยลมปลายทาง (Hydronic piping system designand Terminalunits) วัตถุประสงค์ของหน่วยเรียน 1. ระบุประเภทของกำรจัดเรียงระบบท่อไฮโดรนิคและอธิบำยคุณสมบัติได้ 2. ระบุประเภทของชุดจ่ำยลมปลำยทำงและอธิบำยคุณสมบัติได้ 3. เลือกชุดจ่ำยลมปลำยทำงได้ 4. จัดวำงระบบไฮโดรนิคและก ำหนดอุณหภูมิของน ้ำและอัตรำกำรไหลได้ หน่วยที่ 10 จะกล่ำวถึงระบบไฮโดรนิค (Hydronic) ซึ่งเรียกอีกอย่ำงว่ำระบบน ้ำ ระบบท่อ ไฮโดรนิค เป็นองค์ประกอบส ำคัญของระบบท ำควำมร้อนและท ำควำมเย็นเชิงกล ในหน่วยนี้จะ พิจำรณำกำรจัดวำงระบบท่อ อุปกรณ์จ่ำยลมปลำยทำงท ำน ้ำร้อนและ/หรือระบำยควำมร้อนด้วย น ้ำให้ควำมร้อนและ/หรือควำมเย็นส่วนใหญ่ 10.1 ระบบท่อของปรับอากาศแบบน ้าล้วน [1] ไฮโดรนิค (Hydronics) คือ กำรใช้น ้ำเป็นสำรตัวกลำงถ่ำยเทควำมร้อนในระบบท ำควำมร้อน และท ำควำมเย็น ระบบท่อไฮโดรนิค (Hydronic piping systems) ใช้เพื่อหมุนเวียนน ้ำเย็นหรือ น ้ำร้อนด้วยกำรเชื่อมต่อระหว่ำงท่อ และชุดจ่ำยลมปลำยทำง (Terminal units) ที่ท ำให้เกิดกำร ไหลวนอนุกรม ชุดจ่ำยลมปลำยทำง เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนควำมร้อนที่ถ่ำยเทพลังงำนควำมร้อน ระหว่ำงน ้ำและพื้นที่ที่จะระบำยควำมร้อนหรือให้ควำมร้อน 10.1.1 กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมด้วยวิธีพื้นฐำน กำรเชื่อมต่อระหว่ำงท่อและชุดจ่ำยลมปลำยทำง สำมำรถท ำได้ด้วยวิธีพื้นฐำน 4 วิธีคือ 1. Series loop หรือวนซ ้ำอนุกรม ดังชื่อของกำรเชื่อมต่อของชุดจ่ำยลมที่ทั้งหมดอยู่ ในชุดของวนซ ้ำหรือวงรอบเดียวกันส ำหรับในหนึ่งวงจร น ้ำเย็นหรือน ้ำร้อนทั้งหมดจะไหลผ่ำนแต่ ละชุดจ่ำยลมแล้วกลับไปที่เครื่องก ำเนิดและปั๊ม น ้ำทั้งหมดต้องไหลผ่ำนแต่ละชุดจ่ำยลมไม่ สำมำรถแยกออกจำกกันได้ดังรูปที่ 10.1 ดังนั้น Series loop จึงมีข้อเสียดังนี้ - กำรบ ำรุงรักษำหรือซ่อมแซมชุดจ่ำยลมใดๆ จ ำเป็นต้องปิดระบบทั้งหมด - ไม่สำมำรถควบคุมวิสัยสำมำรถของแต่ละชุดโดยกำรเปลี่ยนอัตรำกำรไหล ของน ้ำหรืออุณหภูมิได้ (อย่ำงไรก็ตำมกำรควบคุมสำมำรถท ำได้โดยใช้แดมเปอร์อำกำศ) - มีจ ำนวนชุดจ่ำยลมจ ำกัด เนื่องจำกในระบบท ำควำมร้อนอุณหภูมิของน ้ำจะ ลดลงอย่ำงต่อเนื่องเนื่องจำกให้ควำมร้อนในแต่ละหน่วยเป็นชุด อุณหภูมิของน ้ำในหน่วยต่อมำ อำจต ่ำเกินไปส ำหรับกำรท ำควำมร้อนที่เพียงพอ
305 ข้อเสียเหล่ำนี้สำมำรถแก้ไขได้บำงส่วนโดยกำรจัดเรียงท่อในลูปอนุกรมแยกสองลูป หรือสองวง ดังแสดงในรูปที่ 10.2 ซึ่งทั้งสองวงลูปจะแยกกัน รูปที่ 10.1 ระบบท่อน ้ำ Series loop (ดัดแปลงจำก [5]) รูปที่ 10.2 ระบบท่อแบบวนซ ้ำแบบแยกส่วน (ดัดแปลงจำก [5]) กำรจัดเรียงวนซ ้ำอนุกรมนั้นง่ำย และรำคำไม่แพง เหมำะกับกำรใช้งำนระบบขนำด เล็กที่ใช้งบประมำณต ่ำ เช่น ที่อยู่อำศัย 2. One-pipe main หรือท่อประธำนเดี่ยว เป็นกำรจัดเรียงคล้ำยกับกำรจัดเรียงแบบวน ซ ้ำอนุกรม มีท่อน ้ำประธำนหนึ่งท่อที่น ้ำไหลผ่ำน แต่แทนที่ชุดจ่ำยลมจะต่อเป็นอนุกรมอยู่ในชุดกับ ท่อปะธำน ชุดจ่ำยลมจะเชื่อมต่อกับเครื่องก ำเนิดด้วยท่อแขนงทั้งไปและกลับ ดังแสดงในรูปที่ 10.3 กำรท ำงำนโดยกำรติดตั้งวำล์วในท่อแขนง ดังนั้น ชุดจ่ำยลมแต่ละชุดจะสำมำรถ ควบคุมและให้บริกำรแยกกันได้เช่นเดียวกับในแบบวนซ ้ำอนุกรมหำกมีชุดจ่ำยลมมำกเกินไปน ้ำ ที่ไปยังชุดจ่ำยลมที่อยู่ท้ำยๆ อำจเย็นหรือร้อนไม่เพียงพอต่อห้อง และโดยปกติน ้ำจะไหลในท่อ ทำงที่มีควำมต้ำนทำนน้อยที่สุด ดังนั้นน ้ำที่ไหลเวียนในท่อประธำนมีแนวโน้มที่จะไหลผ่ำนจุดต่อ ท่อแขนงของชุดจ่ำยในแต่ละชุด เพื่อแก้ปัญหำนี้จะใช้อุปกรณ์หรือข้อต่อเปลี่ยนทิศทำงตัวที หรือ
306 diverter tees (รูปที่ 10.4) ในกำรต่อกับท่อประธำนแต่ละจุดที่ต่อไปยังชุดจ่ำยลม นอกจำกนี้ยัง พยำยำมติดตั้งชุดจ่ำยลมอยู่ต ่ำกว่ำท่อประธำน นอกจำกนี้ยังต้องมีข้อต่อทีพิเศษที่น ้ำไหลจำกชุด จ่ำยลมกลับคืนท่อประธำนเพื่อป้องกันกำรไหลย้อนกลับ รูปที่ 10.3 ระบบท่อประธำนเดี่ยว (ดัดแปลงจำก [5]) 3. Two-pipe direct return หรือระบบท่อน ำน ้ำกลับโดยตรง หรือท่อไหลกลับโดยตรง สองท่อ เพื่อให้ได้อุณหภูมิของน ้ำที่จ่ำยให้กับแต่ละชุดจ่ำยลมปลำยทำงให้เท่ำกัน จึงใช้กำร จัดเรียงท่อแบบ two-pipe หรือเรียกอีกอย่ำงว่ำ กำรวำงท่อขนำน (Parallel piping) ระบบจะประกอบด้วยท่อประธำนสองท่อ ท่อหนึ่งส ำหรับใช้ส่งน ้ำและอีกท่อหนึ่ง ส ำหรับส่งน ้ำคืนจำกชุดจ่ำยลมแต่ละชุด ด้วยวิธีกำรนี้ทุกชุดจ่ำยลมจะได้รับน ้ำโดยตรงจำก แหล่งก ำเนิด ดังรูปที่ 10.5 อัตรำกำรไหลของระบบทั้งหมด (GPM) จะถูกแยกระหว่ำงชุดจ่ำยลม ตำมกำรออกแบบ กำรจัดเรียงท่อแบบ two-pipe direct return ดังในรูปที่ 10.5 เรียกว่ำ กำรส่งคืน โดยตรง หรือ direct return จำกหลักกำรส่งน ้ำกลับคืนถูกก ำหนดเส้นทำงเพื่อน ำน ้ำกลับสู่ แหล่งก ำเนิดโดยเส้นทำงที่สั้นที่สุด แต่อย่ำงไรก็ตำมระบบวำงท่อนี้ก็ยังมีข้อเสีย คือ จำกรูปที่ 10.5 จะเห็นได้ว่ำเส้นทำงที่น ้ำใช้จำกปั๊มไปยังชุดจ่ำยลมชุดแรกและชุดท้ำยสุดจะสั้นกว่ำจำกปั๊ม ไปยังชุดจ่ำยลมอื่นที่อยู่ไกลออกไป เนื่องจำกน ้ำจะไหลในเส้นทำงที่มีควำมต้ำนทำนน้อยที่สุด ดังนั้นจะมีน ้ำมำกในชุดจ่ำยลมที่ใกล้ปั๊มที่สุดและน้อยเกินไปที่จะไปในชุดจ่ำยลมที่ไกลจำกปั๊ม เพื่อแก้ไขปัญหำนี้จึงใช้วำล์วปรับสมดุลติดตั้งไว้ในชุดจ่ำยลมทุกๆ ชุด แต่กระบวนกำรปรับ สมดุลนั้นยำกและต้องใช้ค่ำใช้จ่ำยสูง ปัญหำส่วนใหญ่ได้รับกำรแก้ไขด้วยกำรวำงท่อแบบ reverse return ซึ่งจะกล่ำวถึงในหัวข้อต่อไป
307 รูปที่ 10.4 ติดตั้งอุปกรณ์เบี่ยงทิศทำงน ้ำที่ท่อประธำน (ผู้แต่ง) 4. Two-pipe reverse return หรือกำรวำงท่อแบบท่อกลับย้อน ซึ่งจำกปัญหำกำร สมดุลของน ้ำในกำรจัดเรียงแบบ two-pipe direct return จึงเกิดกำรแก้ปัญหำโดยกำรวำงท่อ หลักส่งคืนแบบ two-pipe reverse return ดังรูปที่ 10.6 ระบบนี้จะมีควำมยำวของทำงไหลของ น ้ำเท่ำกันโดยไม่ค ำนึงถึงชุดจ่ำยลมที่ผ่ำน กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมนี้เป็นกระบวนกำรที่ ค่อนข้ำงง่ำยในกำรปรับสมดุลอัตรำกำรไหล ต้นทุนสัมพัทธ์ของกำรจัดวำงท่อแบบ two-pipe direct return และ two-pipe reverse return ขึ้นอยู่กับรูปร่ำงอำคำรและต ำแหน่งของชุดจ่ำยลมปลำยทำง ในบำงกรณีค่ำใช้จ่ำยไม่ แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญ ในบำงกรณีแบบ reverse return อำจมีรำคำสูงกว่ำ รูปที่ 10.5 ระบบท่อน ำน ้ำกลับโดยตรง (ดัดแปลงจำก [5])
308 รูปที่ 10.6 ระบบท่อน ำน ้ำแบบท่อกลับย้อน (ดัดแปลงจำก [5]) ในบำงสถำนกำรณ์กำรปรับสมดุลกำรไหลของน ้ำในระบบส่งกลับโดยตรงอำจท ำได้ ไม่ยำก ได้แก่ : 1. หำกจุดต่อของชุดจ่ำยลมปลำยทำงอยู่ไกลจำกปั๊มและถูกจัดเป็นกลุ่มใกล้กัน อำจมีควำมแตกต่ำงเล็กน้อยระหว่ำงควำมยำวของแต่ละท่อทำง 2. ควำมต้ำนทำนที่สูงมำกในชุดจ่ำยลมอำจท ำให้ของเหลวไหลผ่ำนได้ประมำณ เท่ำกัน 3. เป็นไปได้ที่จะท ำให้ควำมต้ำนทำนกำรไหลในแต่ละวงจรเท่ำกันโดยใช้ท่อที่มี เส้นผ่ำนศูนย์กลำงเล็กกว่ำในชุดจ่ำยลมที่ใกล้ปั๊ม ขึ้นอยู่กับรูปแบบท่อ แต่อำจท ำให้เกิดปัญหำ อื่นๆ ซึ่งจะกล่ำวถึงต่อไป กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมแบบสองท่อมักใช้ส ำหรับกำรกระจำยน ้ำเย็นไปยังชุด จ่ำยลมเย็น หำกใช้กำรจัดวำงท่อแบบลูปอนุกรมหรือกำรจัดเรียงท่อประธำนแบบท่อเดียว อุณหภูมิของน ้ำไปยังชุดจ่ำยลมปลำยทำงที่อยู่ไกลจำกเครื่องท ำควำมเย็นจะสูงเกินไปที่จะ เพียงพอต่อกำรท ำควำมเย็นให้ห้อง 10.1.2 กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมแบบผสมผสำน ในบำงครั้งกำรจัดวำงท่อในพื้นที่ด้วยกำรรวมกำรจัดเรียงท่อแบบพื้นฐำนทั้งสี่แบบเข้ำ ด้วยกันก็มีประโยชน์จำกข้อดีของกำรจัดวำงท่อในแต่ละแบบ รูปที่ 10.7 แสดงตัวอย่ำง two-pipe reverse return ร่วมกับชุดจ่ำยลมปลำยทำงในกลุ่มของแต่ละชั้นหรือในแต่ละพื้นที่ที่ปรับอำกำศ เป็นแบบอนุกรม กำรจัดเรียงท่อแบบผสมนี้อำจถูกเลือกใช้ส ำหรับอำคำรสูงหรืออำคำรใหญ่ที่ไม่ จ ำเป็นต้องควบคุมแต่ละชุดจ่ำยลมแยกกัน กำรสมดุลของกำรไหลจะง่ำยและลดต้นทุนเมื่อเทียบ กับกำรจัดวำงระบบท่อแบบ reverse return
309 รูปที่ 10.7 ระบบท่อแบบผสม reverse return กับ series loop (ดัดแปลงจำก [5]) 10.1.3 กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมระบบสำมท่อ กำรจัดวำงท่อประธำนในแบบสองท่อสำมำรถใช้กับน ้ำเย็นหรือน ้ำร้อนได้ ส ำหรับ ระบำยควำมร้อนหรือท ำควำมร้อน หำกระบบเชื่อมต่อกับทั้งเครื่องท ำน ้ำเย็นและหม้อต้มน ้ำร้อน แต่อย่ำงไรก็ตำม สำมำรถใช้เป็นน ้ำเย็นหรือน ้ำร้อนกับระบบได้เพียงแบบเดียวในเวลำเดียวกัน ในอำคำรสมัยใหม่มักต้องใช้ควำมร้อนในบำงห้องและระบำยควำมร้อนในอำคำรอื่นๆ ในเวลำเดียวกัน กำรออกแบบกำรจัดวำงท่อสำมำรถให้ควำมร้อนหรือควำมเย็นพร้อมกันได้โดย ใช้กำรจัดเรียงแบบสำมท่อ (Three-pipe) จำกรูปที่ 10.8 ระบบปรับอำกำศจะมีแหล่งก ำเนิดน ้ำ เย็นและน ้ำร้อนหมุนเวียนในระบบท่อ วำล์วควบคุมสำมทำงในท่อแขนงของชุดจ่ำยลมปลำยทำง แต่ละหน่วยจะเป็นตัวก ำหนดว่ำชุดจ่ำยลมนั้นจะได้รับน ้ำร้อนหรือน ้ำเย็นจำกท่อประธำน และจะ ไหลกลับท่อประธำนกลับโดยกำรเชื่อมต่อกับชุดจ่ำยลมสำมำรถท ำได้ทั้งทำงตรงหรือทำงอ้อม จำกรูป 10.8 เนื่องจำกท่อประธำนกลับจะมีน ้ำร้อนและน ้ำเย็นผสมกัน ระบบสำมท่อ จึงท ำให้สูญเสียพลังงำนได้เนื่องจำกน ้ำเย็นจะอุ่นและน ้ำร้อนจะถูกท ำให้เย็นลงในกระบวนกำร ผสมซึ่งส่งผลให้เกิดควำมร้อนในเครื่องท ำควำมเย็นและควำมเย็นในหม้อไอน ้ำ 10.1.4 กำรจัดเรียงท่อและชุดจ่ำยลมระบบสี่ท่อ ระบบสี่ท่อ (Four-pipe system) เป็นระบบสองท่อแยกกัน ระบบหนึ่งส ำหรับน ้ำเย็น และอีกระบบหนึ่งส ำหรับน ้ำร้อน ดังนั้นจึงไม่มีกำรผสมเกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหำระบบสำมท่อ ในอุดมคติ แต่แน่นอนว่ำจะต้องมีรำคำสูง
310 รูปที่ 10.8 ระบบสำมท่อ (ดัดแปลงจำก [5]) 10.2 ชุดจ่ายลมปลายทาง ชุดจ่ำยลมปลำยทำง (Terminal units) เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนควำมร้อนที่ถ่ำยเทควำมร้อน ระหว่ำงอำกำศในห้องกับน ้ำหมุนเวียน โดยทั่วไปประเภทของชุดจ่ำยลมปลำยทำงที่ใช้ส ำหรับ กำรท ำควำมร้อนและควำมเย็นจะแตกต่ำงกัน คือ กำรท ำควำมร้อนด้วย 1. เรดิเอเตอร์(Radiators) เป็นอุปกรณ์แผ่รังสีควำมร้อนสร้ำงขึ้นจำกโลหะกลวงที่มีน ้ำ ร้อนไหลผ่ำน ดังรูปที่10.9 2. คอนเว็คเตอร์ (Convectors) เป็นอุปกรณ์ถ่ำยเทควำมร้อนที่มีท่อครีบหรือประกอบ ควำมร้อนเหล็กหล่อขนำดเล็กล้อมรอบด้วยครีบโลหะแผ่น ดังรูปที่10.10 3. เบสบอร์ด (Baseboard) เป็นอุปกรณ์แผ่รังสีควำมร้อนชนิดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นด้ำน ประกอบด้วยท่อควำมร้อนและครีบที่มีฝำแผ่นโลหะปิดเปิดที่ด้ำนล่ำงและมีช่องเปิดที่ด้ำนบน ดัง รูปที่ 10.11 4. ท่อและครีบ (Fin-tube) กำรแผ่รังสีชนิดนี้คล้ำยกับเบสบอร์ด ส่วนประกอบของ อุปกรณ์ควำมร้อนมักจะท ำจำกท่อขนำดใหญ่ (3/4 ถึง 2 นิ้ว) และทั้งองค์ประกอบและฝำครอบจะ หนักและแข็งแรงกว่ำที่ใช้ส ำหรับเบสบอร์ด ดังรูปที่ 10.12
311 รูปที่ 10.9 เรดิเอเตอร์ รูปที่ 10.10 คอนเว็คเตอร์ รูปที่ 10.11 เบสบอร์ด
312 รูปที่ 10.12 ท่อและครีบ 5. Radiant panels (heating และ cooling) เป็นระบบแผงแผ่รังสีมีท่อติดตั้งในผนัง พื้น หรือเพดำนและขยำยไปทั่วพื้นผิวทั้งหมดหรือบำงส่วน มีทั้งระบบท ำควำมร้อนและควำมเย็น แผงเพดำนใช้ส ำหรับระบำยควำมร้อนเพื่อให้อำกำศเย็นลดลงและไหลเวียนผ่ำนห้อง เนื่องจำก แหล่งควำมร้อนหรือควำมเย็นกระจำยออกไป ระบบแผงแผ่รังสีจึงให้อุณหภูมิที่สม ่ำเสมอและกำร เคลื่อนที่ของอำกำศที่สะดวกสบำย เป็นระบบในอุดมคติ แต่อำจมีรำคำแพงมำก ดังรูปที่ 10.13 รูปที่ 10.13 Radiant panels 10.2.1 ชุดจ่ำยลมพัดลมและขดท่อ ชุดจ่ำยลมพัดลมและขดท่อ หรือเรีกกว่ำ Fan-Coil Units (FCU) เหมำะส ำหรับทั้งกำร ท ำควำมเย็นและควำมร้อน ประกอบด้วยตู้ที่ล้อมรอบขดลวดท่อครีบรูปคดเคี้ยว ตัวพัดลมแบบ แรงเหวี่ยงขนำดเล็กพร้อมมอเตอร์ และแผ่นกรองอำกำศ ดังรูปที่10.14
313 รูปที่ 10.14 ชุดจ่ำยลมเย็น (ดัดแปลงจำก [2]) ภำยในชุดจ่ำยลมนี้อำจมีขดท่อหนึ่งตัวส ำหรับท ำควำมร้อนหรือท ำควำมเย็น หรืออำจ ใช้ท่อควำมร้อนและคอยล์เย็นแยกกัน นอกจำกนี้บำงหน่วยจะมีเครื่องท ำควำมร้อนไฟฟ้ำแทนขด ท่อน ้ำร้อน ชุดขดท่อพัดลมสำมำรถติดตั้งในแนวนอนและแนวตั้งได้ตำมต้องกำร ชุดเป่ ำลม ประกอบด้วยถำดระบำยน ้ำใต้ขดท่อเพื่อรวบรวมน ้ำควบแน่นที่เกิดขึ้นจำกกำรลดควำมชื้นใน อำกำศเมื่อระบบท ำงำนในโหมดท ำควำมเย็น FCU บำงรุ่นมีช่องเปิดและแดมเปอร์ที่ด้ำนหลังของตู้เพื่อเชื่อมต่อโดยตรงผ่ำนผนัง ส ำหรับอำกำศระบำยอำกำศภำยนอก ซึ่งอำจก่อให้เกิดปัญหำขึ้นจำกผลกระทบของลมที่ เปลี่ยนแปลงไปอำจส่งผลกระทบอย่ำงมำกต่อปริมำณอำกำศภำยนอกที่น ำเข้ำมำ คือ อำกำศ มำกเกินไปจะสิ้นเปลืองพลังงำน หำกน้อยเกินไปจะส่งผลให้คุณภำพอำกำศไม่ดี จำกปัญหำอำกำศภำยนอกดังที่ได้กล่ำวแล้ว นอกจำกนี้ตัวกรองยังมีประสิทธิภำพ น้อยที่สุด (ประสิทธิภำพกำรกรองที่สูงขึ้นไม่เพียง แต่เพิ่มต้นทุนของตัวกรอง แต่ยังรวมถึงพัดลม ด้วยเนื่องจำกควำมต้ำนทำนต่อกำรไหลเวียนของอำกำศเพิ่มขึ้นด้วยประสิทธิภำพที่สูงขึ้น) ตัว กรองโดยทั่วไปเหมำะส ำหรับกำรท ำควำมสะอำดเฉพำะอำกำศในห้องหมุนเวียนไม่ใช่อำกำศ ภำยนอกที่ค่อนข้ำงสกปรก: ด้วยเหตุผลเหล่ำนี้กำรน ำกำรระบำยอำกำศเข้ำสู่ชุดคอยล์พัดลม โดยตรงมักจะน ำไปสู่ปัญหำกำรใช้งำนและกำรบ ำรุงรักษำที่ไม่จ ำเป็น แต่สำมำรถใช้อำกำศที่ถูก ปรับสภำพอำกำศระบำยอำกำศจำกหน่วยจัดกำรอำกำศส่วนกลำง (Central air handling units) ด้วยตัวกรองที่ดีกว่ำ
314 กำรเปลี่ยนแปลงวิสัยสำมำรถ (Capacity) ของ FCU สำมำรถท ำได้โดยกำรควบคุม อุณหภูมิของห้องผ่ำนควำมเร็วพัดลมหรือกำรไหลของน ้ำที่ผ่ำนขดท่อ ระบบ HVAC (Heating Ventilation and Air Conditioning) ส่วนกลำงที่ใช้ชุดขดท่อและพัดลมเป็ นที่นิยมอย่ำงมำก เนื่องจำกสำมำรถใช้กับงำนได้หลำกหลำยและควำมเหมำะสมของต้นทุนของระบบ กำรบ ำรุงรักษำ FCU ส่วนใหญ่จะเป็นชุดท่อและพัดลม ต้องท ำควำมสะอำดขดท่อ ถำด ระบำยน ้ำและตัวกรอง และสิ่งสกปรกเป็นประจ ำกำรบ ำรุงรักษำมอเตอร์จะมีจ ำนวนมำกกว่ำเมื่อ เปรียบเทียบกับระบบปรับอำกำศแบบท ำควำมเย็นจำกส่วนกลำง (Central air handling units) ที่มี มอเตอร์ไม่กี่ตัวเท่ำนั้น 10.2.2 ชุดจ่ำยลมปลำยทำงเหนี่ยวน ำ ชุดจ่ำยลมปลำยทำงเหนี่ยวน ำ (Induction units) เหมำะส ำหรับทั้งกำรท ำควำมเย็น และควำมร้อน ถูกใช้ในระบบ air-water central HVAC โดยที่ภำยในตู้จะมีขดท่อน ้ำร้อน น ้ำเย็น ตัวกรองชนิดแผ่นผ้ำส ำลีและกำรเชื่อมต่อของแหล่งอำกำศปฐมภูมิหรืออำจเรียกว่ำอำกำศหลัก กับหัวฉีดอำกำศ หรือต่อกับหัวพ่นอำกำศ ดังรูป 10.15 ชุดจ่ำยลมเหนี่ยวน ำไม่จ ำเป็นต้องใช้พัดลมเพื่อหมุนเวียน อำกำศที่ไหลผ่ำนขดท่อจะ ถูกเคลื่อนย้ำยโดยผลจำกกำรกำรเหนี่ยวน ำของอำกำศปฐมภูมิจำกชุดจัดกำรอำกำศส่วนกลำงจะ ถูกส่งที่ควำมดันสูงไปยัง plenum หรือห้องในชุดจ่ำยลม อำกำศนี้ถูกบังคับให้ออกผ่ำนหัวฉีด ขนำดเล็กด้วยควำมเร็วสูง อำกำศที่มีควำมเร็วสูงนี้จะชักน ำ หรือเหนี่ยวน ำ (ดึง) อำกำศ (รอง) เข้ำไปในห้องผ่ำนขดท่อ อำกำศผสม (หลักและรอง) ออกทำงหน้ำกำกลมด้ำนบน รูปที่ 10.15 ชุดจ่ำยลมเหนี่ยวน ำ (ดัดแปลงจำก [7])
315 ในโหมดท ำควำมเย็น น ้ำเย็นจะถูกส่งไปยังขดท่อ ในโหมดท ำควำมร้อนน ้ำร้อนจะถูก ส่งไปยังขดท่อ อำกำศหลักสำมำรถส่งควำมเย็น กลำงหรืออุ่นได้ตำมต้องกำร ส่วนของตัวกรอง ผ้ำส ำลีจะบำงและมีควำมพรุนมำก อย่ำงไรก็ตำม กำรไม่มีพัดลมเมื่อเทียบกับชุดจ่ำยลมแบบพัด ลมและขดท่อ หมำยควำมว่ำไม่มีมอเตอร์ต้องบ ำรุงรักษำ (โครงกำรขนำดใหญ่อำจมีหลำยร้อยชุด) นอกจำกนี้เสียงพัดลมโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งหำกพัดลมเริ่มและหยุดมักจะน่ำร ำคำญมำกกว่ำเสียง อำกำศระดับควำมเร็วต ่ำมำกจำกชุดจ่ำยลมเหนี่ยวน ำ 10.3 อุณหภูมิของน ้าในระบบและอัตราการไหล ระบบท ำควำมร้อนแบบไฮโดรนิคแบ่งตำมประเภทอุณหภูมิได้เป็นดังนี้ - LTW (Low temperature hot water) หรือน ้ำร้อนอุณหภูมิต ่ำ: อุณหภูมิต ่ำกว่ำ 250ºF - MTW (Medium temperature hot water) หรือน ้ำร้อนอุณหภูมิปำนกลำง: อุณหภูมิต ่ำ กว่ำ 250 - 350ºF - HTW (High temperature hot water) หรือน ้ำร้อนอุณหภูมิสูง: 350 - 450ºF ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีควำมส ำคัญเนื่องจำกต้องใช้หม้อไอน ้ำและอุปกรณ์ประเภทต่ำงๆ ส ำหรับแต่ ละประเภท เช่น เมื่ออุณหภูมิของน ้ำเพิ่มขึ้น ต้องเพิ่มแรงดันหม้อไอน ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น ้ำ ระเหย ดังนั้นจึงจ ำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีควำมแข็งแรงมำกขึ้นเพื่อรองรับแรงดันที่เพิ่มขึ้น ในทำงทฤษฎีอุณหภูมิของน ้ำสูงเป็นที่ต้องกำรเนื่องจำกชุดปล่อยลมอำจมีขนำดเล็กลง แต่ กำรลดอุณหภูมิที่สูงเป็นที่ต้องกำรเนื่องจำกจะใช้น ้ำน้อยลงท ำให้สำมำรถใช้ปั๊มและท่อขนำดเล็ก และลดกำรใช้พลังงำนของปั๊มได้อย่ำงไรก็ตำม มีเหตุผลในกำรจ ำกัดอุณหภูมิของน ้ำ ดังที่ได้ กล่ำวไว้ก่อนหน้ำนี้อุณหภูมิ/แรงดันของน ้ำที่ต ่ำจึงไม่จ ำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีน ้ำหนักมำกและมี รำคำแพงกว่ำอุณหภูมิของน ้ำที่สูง นอกจำกนี้อุณหภูมิของน ้ำที่ต ่ำกว่ำจะช่วยลดควำมรุนแรง ของกำรไหม้จำกกำรสัมผัสโดยไม่ตั้งใจซึ่งมีควำมเป็นไปได้มำกที่จะเกิดกับเด็ก เป็นต้น กำรปฏิบัติตำมปกติในกำรออกแบบระบบ LTW คือกำรเลือกอุณหภูมิของน ้ำระหว่ำง 180-240ºF และอุณหภูมิของระบบลดลงระหว่ำง 10 - 40ºF ส ำหรับที่อยู่อำศัยส่วนตัวอุณหภูมิ ของน ้ำระหว่ำง 180 - 210ºF และอุณหภูมิลดลง 20ºF หรือน้อยกว่ำ เนื่องจำกภำระควำมร้อนใน ห้องมีปริมำณต ่ำ นักออกแบบควรพิจำรณำอุณหภูมิอุปทำนสูงถึง 240ºF และอุณหภูมิลดลงถึง 40ºF ส ำหรับกำรใช้งำนเชิงพำณิชย์ ในระบบ HTW จะให้อุณหภูมิลดลงมำกขึ้น (สูงถึง 100ºF) เพื่อลดขนำดท่อและกำรใช้ พลังงำน ระบบ HTW ใช้ในโครงกำรขนำดใหญ่มำก ระบบท ำควำมเย็นแบบไฮโดรนิคที่ใช้น ้ำเย็น (Chilled Water, CHW หรือระบบน ้ำเย็น ท ำหน้ำที่ช่วยระบำยควำมร้อน ในพื้นที่ที่ต้องกำรท ำ ควำมเย็นหรือในกระบวนกำรผลิตต่ำงๆ โดยใช้น ้ำเย็นเป็นตัวกลำงในกำรดูดซับควำมร้อนจำก พื้นที่หรือกระบวนกำรผลิตนั้นๆ) ไม่มีกลุ่มหรือหมวดหมู่อุณหภูมิอุณหภูมิของแหล่งก ำเนิดที่ ต้องกำรในระบบ CHW ขึ้นอยู่กับกำรลดควำมชื้นที่จ ำเป็น และมักจะอยู่ในช่วง 40 - 50ºF อุณหภูมิของระบบที่เพิ่มขึ้นมักจะอยู่ในช่วง 5 -15ºF
316 ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงอุณหภูมิของน ้ำ อัตรำกำรไหลและกำรเพิ่มหรือกำรสูญเสียควำมร้อน แสดงก่อนหน้ำนี้โดยสมกำรทำงเทอร์โมไดนำมิคส์ จำก Q = m • c • TC เพรำะควำมร้อนจ ำเพำะ c = 1.0 BTU/lb-F ส ำหรับน ้ำ จึงได้ Q = m • TC (10.1) เมื่อ Q = กำรเพิ่มหรือกำรสูญเสียควำมร้อนของน ้ำ, BTU/hr m = อัตรำกำรไหลของนhe, lb/hr TC = t1 - t2= กำรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน ้ำ, ºF รูปแบบสมกำรที่สะดวกกว่ำคือกำรแสดงอัตรำกำรไหลใน GPM เนื่ องจำก (โดยประมำณ) 1 GPM = 500 lb/hr ของน ้ำ สมกำรจะเป็น Q = 500 x GPM x TC (10.2) เมื่อ GPM = อัตรำกำรไหล, gal / min แม้ว่ำตัวแปลกำรแปลงหน่วย (Conversion factor) ของ 1 GPM = 500 lb/hr จะ แม่นย ำเฉพำะที่อุณหภูมิน ้ำเย็น แต่ก็อำจใช้กับข้อผิดพลำดเล็กน้อยถึง 250ºF ตัวอย่างที่10.1 ระบบท ำควำมร้อนแบบไฮโดรนิคจะถูกติดตั้งในโรงงำนของบริษัท สแควร์ ไทร์ภำระควำมร้อนอำคำรคือ 8 ล้ำน BTU/hr เลือกอุณหภูมิน ้ำของระบบที่ 240ºF และอุณหภูมิ ส่งคืน 200ºF จงหำอัตรำกำรไหลของระบบที่ต้องกำรใน GPM วิธีทา อัตรำกำรไหลพบโดยใช้สมกำร 10.2 8,000,000 GPM = = 500 x 500 x (240-200) Q TC = 400 ตัวอย่างที่ 10.2 เครื่องท ำน ้ำเย็นที่มีวิสัยสำมำรถ 30 ตันท ำท ำควำมเย็นที่น ้ำ 80 GPM เย็น ลงที่ 54ºF จงหำอุณหภูมิของน ้ำที่ออกจำกเครื่องท ำควำมเย็น วิธีทา กำรเปลี่ยนหน่วยควำมเย็น 12,000 Btu/hr = 30 tons x 1 ton Q = 360,000 BTU/hr
317 จำกสมกำร 10.2, Q = 500 x GPM x TC TC =t1–t2 = 360,000 = = 500 x GPM 500 x 80 Q 9ºF ส ำหรับ t2 , ได้ t2=t1 -TC = 54 - 9 = 45ºF 10.4 การเลือกชุดจ่ายลมปลายทาง กำรจัดอันดับวิสัยสำมำรถ หรือ capacity ของชุดจ่ำยลมปลำยทำงจะถูกวัดและรำยงำนใน แคตตำล็อกของอุปกรณ์เหล่ำนั้นโดยผู้ผลิต มีกำรก ำหนดขั้นตอนกำรทดสอบมำตรฐำนส ำหรับ กำรวัดระดับ เช่นของ Hydronics Institute ตำรำงที่ 10.1 แสดงกำรจัดอันดับกำรแผ่รังสีของชุดจ่ำยลมปลำยทำงแบบ baseboard โดย ให้ควำมสำมำรถในกำรท ำควำมร้อนในหน่วย BTU/hr/ควำมยำวในหน่วย ft ซึ่งต่อจำกนี้จะ สำมำรถเลือกควำมยำวที่ต้องกำรของ baseboard ได้และต้องเข้ำใจว่ำวิสัยสำมำรถจะขึ้นอยู่กับ ทั้งอัตรำกำรไหลและอุณหภูมิเฉลี่ยของน ้ำในเครื่องนี้นอกจำกนี้วิสัยสำมำรถยังขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิอำกำศที่ป้อนเข้ำด้วย กำรจัดอันดับส่วนใหญ่จะก ำหนดอำกำศที่เข้ำสู่เครื่อง ไว้ที่ 65ºF ส ำหรับห้องที่ต้องกำรควบคุมอุณหภูมิที่ 68-70ºF ตารางที่ 10.1 กำรจัดอันดับกำรแผ่รังสีของ baseboard [4] ตัวอย่างที่ 10.3 baseboard ส ำหรับห้องที่มีภำระควำมร้อน 12,000 BTU/hr เลือกขนำดท่อ 1/2 นิ้ว เครื่องมีน ้ำ 2 GPM ไหลผ่ำนที่อุณหภูมิเข้ำ 218ºF จงหำขนำดของ baseboard วิธีท า จะใช้ตำรำงที่ 10.1 ในกำรเลือกชุดจ่ำยลมปลำยทำง ต้องก ำหนดอุณหภูมิของน ้ำ เฉลี่ยในชุด baseboard ก่อน เมื่อต้องกำรหำขนำดของ baseboard จะใช้สมกำร 10.2 TC = 120,000 = = 500 x GPM 500 x 2 Q 12ºF
318 อุณหภูมิน ้ำออก t = 218 -12 = 206ºF อุณหภูมิน ้ำเฉลี่ย 218 + 206 = = 2 t 212ºF ใช้ตำรำงที่ 10.1 ที่อัตรำกำรไหล 2 GPM และอุณหภูมิของน ้ำเฉลี่ย 210ºF (ระดับ อุณหภูมิต ่ำสุดถัดไปที่ระบุไว้ในตำรำงเพื่อให้แน่ใจว่ำ baseboard มีวิสัยสำมำรถพียงพอ) วิสัย สำมำรถสูงสุดแสดงเป็น 840 BTU/hr ต่อฟุตของควำมยำว ควำมยำวที่จ ำเป็นส ำหรับวิสัย สำมำรถ 12,000 BTU/hr เป็น ควำมยำว 12,000 BTU/hr = 840 BTU/hr/ft = 14.3 ft (ให้ใช้ 15 ft) 10.5 ขั้นตอนการออกแบบระบบ ในส่วนก่อนหน้ำนี้ได้กล่ำวถึงกำรจัดวำงท่อส่งน ้ำ อุณหภูมิของน ้ำ และอัตรำกำรไหล และ กำรเลือกใช้ชุดจ่ำยลมปลำยทำง หรือ terminal units ซึ่งบำงครั้งก็เป็นเรื่องยำกที่จะน ำข้อมูล ทั้งหมดนี้มำรวมกันในกำรวำงแผนระบบ ขั้นตอนต่อไปนี้จึงเป็นประโยชน์ได้แก่ 1. เลือกประเภทของชุดจ่ำยลมที่เหมำะสมที่สุดส ำหรับกำรใช้งำน 2. เลือกประเภทของกำรจัดเรียงท่อที่เหมำะสมที่สุดส ำหรับกำรใช้งำน 3. ร่ำงแผนภำพของระบบท่อและชุดจ่ำยลมที่เชื่อมต่อกัน 4. เลือกค่ำทดลอง (Trial value) ของกำรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน ้ำของระบบ และค ำนวณ อัตรำกำรไหลของน ้ำของระบบที่จ ำเป็นในกำรจัดกำรกับภำระอำคำร 5. ตรวจสอบเพื่อดูว่ำนี่เป็นอัตรำกำรไหลที่น่ำพอใจหรือไม่ ควำมเร็วผ่ำนชุดจ่ำยลมควร อยู่ในค่ำที่แนะน ำ ตรวจสอบค ำแนะน ำของผู้ผลิตเกี่ยวกับอัตรำกำรไหลด้วย 6. หำกอัตรำกำรไหลไม่เป็นที่น่ำพอใจตำมกำรตรวจสอบนี้จะมีค่ำทดลองใหม่โดยกำร เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน ้ำในระบบและค ำนวณอัตรำกำรไหลใหม่ หลังจำกมี ประสบกำรณ์ในกำรออกแบบบ้ำงเล็กน้อย ผู้ออกแบบมักจะสำมำรถเลือกกำร เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เหมำะสมในกำรทดลองครั้งต่อไปได้ 7. ค ำนวณกำรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน ้ำผ่ำนชุดจ่ำยลมแต่ละชุดตำมควำมจุที่ต้องกำร ของแต่ละชุด 8. เลือกอุณหภูมิกำรจ่ำยของระบบที่เหมำะสม ก ำหนดอุณหภูมิของน ้ำที่เข้ำและออกจำก แต่ละหน่วย กำรบันทึกอัตรำกำรไหลและอุณหภูมิทั้งหมดบนแบบร่ำงของระบบท่อจะ เป็นประโยชน์ต่อกำรออกแบบ 9. เลือกชุดจ่ำยลมจำกแค็ตตำล็อกของผู้ผลิต รวบรวมตำรำงแสดงข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ ออกแบบ
319 ตัวอย่างที่ 10.4 อำคำรมีภำระควำมร้อนกำรออกแบบ 68,000 BTU/hr จะใช้ระบบท ำควำม ร้อนแบบไฮโดรนิคแบบวนซ ้ำแบบอนุกรม ด้วยร้อยละเส้นผ่ำนศูนย์กลำงท่อของ baseboard ภำพร่ำงของระบบท่อและชุดจ่ำยลมปลำยทำงแสดงในรูปที่ 10.16 ตำรำงที่ 10.2 แสดง ควำมสำมำรถในกำรท ำควำมร้อนที่ต้องกำรของแต่ละหน่วย จงก ำหนดอุณหภูมิของน ้ำ อัตรำ กำรไหลที่เหมำะสม และเลือกหน่วยท ำควำมร้อน วิธีทา ขั้นตอนกำรออกแบบระบบที่แนะน ำจะปฏิบัติตำม (ผลลัพธ์แสดงไว้ในตำรำงที่ 10.2) ขั้นตอนที่1-3 ส ำหรับอำคำรหลังนี้ระบบ baseboard แบบน ้ำวนซ ้ำอนุกรมได้ถูก เลือกแล้ว ขั้นตอนที่4 ลองใช้อุณหภูมิของระบบลดลง 10ºF ใช้สมกำร 10.2 เพื่อหำอัตรำ กำรไหล 68,000 GPM = = 500 x 500 x (10) Q TC = 13.6 GPM ขั้นตอนที่5 อัตรำกำรไหลนี้จะส่งผลให้มีควำมเร็วมำกเกินไป (ตำรำงที่ 10.2) ตำรำงที่ 10.2 แสดงควำมเร็วของน ้ำส ำหรับอัตรำกำรไหลที่แตกต่ำงกัน ขั้นตอนที่ 6 ลองลดอุณหภูมิลง 30ºF 68,000 GPM = = 500 x 500 x (30) Q TC = 4.5 GPM ได้อัตรำกำรไหลที่น่ำพอใจ ขั้นตอนที่ 7 หน่วยแรกมีควำมจุที่ต้องกำร 9,200 BTU/hr กำรเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิคือ 920 = 500 x 4.5 TC = 4ºF ขั้นตอนที่ 8เลือกอุณหภูมิน ้ำจ่ำย 220ºF อุณหภูมิที่น ้ำกลับคือ 220 - 30 = 190ºF อุณหภูมิที่เข้ำสู่ชุดจ่ำยลมชุดแรกคือ 220ºF อุณหภูมิออกคือ 220 - 4 = 216ºF ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้เพื่อหำอุณหภูมิที่เหลืออยู่
320 รูปที่10.16 ชุดจ่ำยลมของตัวอย่ำงที่ 9.4 (ดัดแปลงจำก [4]) ขั้นตอนที่ 9 ขั้นตอนนี้จะได้ก ำหนดควำมยำวที่ต้องกำรของ baseboard อุณหภูมิ ของน ้ำเฉลี่ยในหน่วยแรกคือ 220+216 = 2 average t = 218ºF จำกตำรำงที่ 10.2 โดยใช้อัตรำ 4 GPM และ 220ºF ควำมร้อนที่จ่ำยออกคือ 890 BTU ต่อ ฟุตของควำมยำว ควำมยำวที่ต้องกำรจึงเป็น 9,200 ควำมยำว = 890 = 10.3 ft (ใช้11 ft) ตารางที่ 10.2 ผลลัพธ์ของกำรเลือกชุดจ่ำยลมปลำยทำงในตัวอย่ำงที่ 10.4 ชุดที่ วิสัยสามารถ, BTU/hr อัตราการ ไหล, GPM t in, ºF t out , ºF t avers, ºF ความยาว, ft 1 2 3 4 5 6 7 9,200 12,400 8,700 9,600 6,300 13,600 11,800 4.5 4.5 4.5 4.5 4.5 4.5 4.5 220 216 211 207 203 200 194 216 211 207 203 200 194 189 218 213 209 205 201 197 191 11 16 11 13 9 20 18
321 ตารางที่ 10.3 ควำมเร็วน ้ำ FT/SEC ในท่อประเภท L [4] เส้นผ่านศูนย์กลาง ท่อ อัตราการไหล, GPM 1 2 4 6 8 ½ in. 1.4 2.7 5.5 8.5 - ¾ in. 0.6 1.3 2.6 4.0 5.5
322 ค าถามท้ายบท 1. วิศวกรปฏิบัติกำรต้องกำรตรวจสอบพิสัยสำมำรถของเครื่องท ำน ้ำเย็นแบบแช่เย็น water chiller เครื่องมือแสดงน ้ำ ที่ไหลผ่ำนเครื่องท ำควำมเย็น 240 GPM อุณหภูมิเข้ำที่ 52ºF และออกที่ 40ºF จงหำวิสัยสำมำรถของเครื่องท ำควำมเย็นหน่วยเป็นตันทควำมเย็น 2. อำคำรมีภำระควำมร้อน 630,000 BTU/hr ใช้ระบบท ำควำมร้อนแบบไฮโดรนิคจ่ำยน ้ำ 40 GPM ที่ 240ºF จงหำอุณหภูมิของน ้ำกลับ 3. fan-coil unit จะใช้เพื่อท ำให้ห้องเย็นลงด้วยภำระควำมเย็น 12,000 BTU/hr หำก อุณหภูมิของน ้ำที่เพิ่มขึ้นใน fan-coil unit คือ 14ºF จงหำอัตรำกำรไหลในหน่วย GPM 4. อัตรำกำรไหลผ่ำน convector คือ 4.5 GPM น ้ำเข้ำสู่เครื่องที่ 220ºF และออกที่ 208ºF จงหำควำมร้อนที่ส่งออกของ convector 5. ในรูปที่ 10.17 เทอร์มินัลยูนิต A มีเอำต์พุตควำมร้อน 9300 BTUlhr และหน่วย B ที่ 8100 BTU/hr จงหำอุณหภูมิของน ้ำออกจำกหน่วย A และหน่วย B รูปที่10.17 รูปแบบฝึกที่5 6. ในรูปที่ 10.18 หน่วยเทอร์มินัล A, B และ C มีควำมสำมำรถในกำรท ำควำมเย็น 14,000 BTU/hr, 7200 BTU/hr และ 12,700 BTU/hr ตำมล ำดับ จงหำอุณหภูมิของน ้ำและอัตรำ กำรไหลที่จุด (1), (2) และ (3) อัตรำกำรไหลผ่ำนแต่ละหน่วยคือ 3 GPM รูปที่10.18 รูปแบบฝึกที่6 7. จงหำควำมสำมำรถในกำรท ำควำมร้อนของ baseboard radiation ควำมยำว 7 ฟุต ½ นิ้ว รังสี baseboard ของประเภทที่ระบุไว้มีอัตรำกำรไหล 2 GPM และอุณหภูมิของน ้ำ เฉลี่ย 200ºF
323 8. ห้องมีภำระควำมร้อน 9600 BTU/hr จงหำควำมยำวที่ต้องกำรของ ¾ นิ้ว baseboard radiation เพื่อให้ควำมร้อนแก่ห้องตำมประเภทที่แสดงในตำรำง หำก baseboard radiation มำพร้อมกับน ้ำ 3 GPM ที่ 235ºF 9. จงเลือก terminal units ส ำหรับที่อยู่อำศัยที่อธิบำยไว้ในตัวอย่ำง 10.5 โดยใช้ ½ นิ้ว baseboard อุณหภูมิอุปทำน 230ºF และอุณหภูมิลดลง 35ºF 10. จงเลือก baseboard radiation ส ำหรับที่อยู่อำศัยที่อธิบำยไว้ในตัวอย่ำงที่ 10.5 โดยใช้ ระบบ split series loop piping อุณหภูมิและอัตรำกำรไหลที่เหมำะสม 11. จงหำอัตรำกำรไหลในแต่ละส่วนของท่อส ำหรับระบบระบำยควำมร้อนแบบไฮโดรนิคของ ตัวอย่ำงที่ 10.6 12. ใช้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของระบบ 10ºF ตัวอย่ำงเช่น 10.6 และอัตรำกำรไหลเท่ำกันในแต่ ละหน่วย จงค ำนวณอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในแต่ละหน่วยและอัตรำกำรไหลในแต่ละท่อ 13. สมมติว่ำอุณหภูมิของระบบเพิ่มขึ้น 14ºF ในตัวอย่ำง 10.6 และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเท่ำกัน ในแต่ละหน่วย จงค ำนวณอัตรำกำรไหลผ่ำนแต่ละหน่วย
324 เอกสารอ้างอิง 1. Robert McDowall. (2006). Fundamentals of HVAC Systems. 1 st Ed, American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers, Elsevier. 2. EDWARD G. PITA. (2002). AIR CONDITIONING PRINCIPLES AND SYSTEMS. 4 th Ed, R.R. Donnelley & Sons Company. 3. ROGER LEGG. (2017). Air conditioning system design. Matthew Deans, Elsevier Ltd. United States. 4. กุลเชษฐ์ เพียรทอง. (2553). การปรับอากาศ, มหำวิทยำลัยอุบลรำชธำนี. (พิมพ์ครั้งที่2) อุบลรำชธำนี.
325 ดัชนี ก กฎของก๊ำซทั่วไป 236 กฎข้อที่หนึ่งของอุณหพลศำสตร์ 24 กฎข้อแรกของอุณหพลศำสตร์ 35 กฎแห่งควำมดันย่อยของดำลตัน 233 กรอง 158 กระจกมอง 157 กระบวนกำร 43 กระบวนกำรที่ไม่มีกำรไหล 33 กระบวนกำรโพลีทรอปิก 41 กระบวนกำรย้อนกลับไม่ได้ 37 กระบวนกำรระบำยควำมร้อนเชิงกล 4 กระบวนกำรไหลแบบคงตัว 33 กระบวนกำรอะเดียแบติก 42 กระบวนกำรอะเดียแบติกแบบย้อนกลับ 42 กระบวนกำรอะไดอะบำติก 42 กระบวนกำรไอเซน-ทรอปิก 42 กระบวนกำรไอเซนโทรปิค 42 กระบวนกำรไอโซคอริก 39 กระบวนกำรไอโซเทอร์มอล 40, 64 กระบวนกำรไอโซบำริก 38 กำรควบคุมคุณภำพอำกำศภำย 286 กำรท ำควำมชื้น 263 กำรท ำควำมเย็นแบบดูดกลืน 4 กำรท ำควำมเย็นแบบดูดซึม 15 กำรท ำควำมเย็นแบบอัดไอ 4 กำรท ำควำมเย็นและปรับอำกำศ 1 กำรน ำควำมร้อน 206 กำรระบำยควำมร้อนด้วยสำรละลำยเกลือ 4 กำรระบำยควำมร้อนตำมธรรมชำติ 2 กำรระบำยควำมร้อนแบบระเหย 3 กำรระบำยอำกำศมำตรฐำน 291 กำรรับควำมร้อนจำกแสงอำทิตย์ 211 ข ของเหลวเย็นยิ่ง 72 ขอบเขตของระบบ 26 ค ควำมชื้น 238 ควำมชื้นในอำกำศ 230 ควำมชื้นสัมพัทธ์ 235 ควำมชื้นอิ่มตัว 239 ควำมดันควบแน่น 60 ควำมดันอิ่มตัว 6 ควำมดันไออิ่มตัว 233 ควำมร้อนจำกกำรระบำยอำกำศ 218 ควำมร้อนจำกเครื่องใช้ไฟฟ้ำ 220, 226 ควำมร้อนจำกท่อส่งลม 227 ควำมร้อนจำกผลิตภัณฑ์ 222 ควำมร้อนจำกผู้อยู่อำศั 219 ควำมร้อนจำกแสงอำทิตย์ผ่ำนกระจก 216 ควำมร้อนจำกอุปกรณ์ให้แสงสว่ำง 226 ควำมร้อนที่ได้รับจำกรังสีดวงอำทิตย์ 210 ควำมร้อนเนื่องจำกกำรรั่วซึม 217 ควำมร้อนแฝง 6 ควำมร้อนสัมพัทธ์ผ่ำน โครงสร้ำงอำคำรโดยกำรน ำควำมร้อน 203 ควำมหนำแน่นของอำกำศ 237 คอนเดนเซอร์ 5, 59 คอมเพรสเซอร์ 7 ค่ำสัมประสิทธิ์กำรถ่ำยเทควำมร้อนรวม 206 คุณภำพอำกำศภำยในอำคำร 282 เครื่องก ำเนิด 16 เครื่องควบแน่น 51, 60, 83, 107, 121, 141 เครื่องดูดซึม 16
327 เครื่องท ำควำมเย็นพลังงำนแสงอำทิตย์ 4 เครื่องยนต์ควำมร้อน 47 เครื่องแยกน ้ำมัน 155 เครื่องระเหย 5, 51, 61, 83, 123, 141 เครื่องแลกเปลี่ยนควำมร้อน 8, 76, 158 เครื่องแลกเปลี่ยนควำมร้อนแบบเปลือกและ ท่อ 73 เครื่องอัดอำกำศ 64 เครื่องอัดไอ 7, 51, 59, 60, 83, 84, 141 เครื่องอัดไอเทอร์โบ 99 เครื่องอัดไอแบบกระจัด 84 เครื่องอัดไอแบบกึ่งหุ้มปิด 89 เครื่องอัดไอแบบเกลียว 98 เครื่องอัดไอแบบไดนำมิก 84 เครื่องอัดไอแบบใบกวำดหมุน 91 เครื่องอัดไอแบบเปิด 10, 91 เครื่องอัดไอแบบแรงเหวี่ยง 9, 84, 100 เครื่องอัดไอแบบโรตำรี่ 9, 84, 91, 92 เครื่องอัดไอแบบลูกสูบ 12, 84 เครื่องอัดไอแบบสกรู 84, 97 เครื่องอัดไอแบบสโครล 84 เครื่องอัดไอแบบสุญญำกำศ 10 เครื่องอัดไอแบบหอยโข่ง 100 เครื่องอัดไอแบบหุ้มปิด 87, 88 เครื่องอัดไอใบกวำดเลื่อน 92 เครื่องอัดไอล ำพุ่ง 104 เครื่องอัดไอลูกสูบ 88, 89 เครื่องอัดไอลูกสูบแบบกึ่งหุ้มปิด 90 เครื่องอัดไอสโครล 96 ง งำนที่เกิดจำกไหล 30 งำนที่ท ำ 60 จ จักรคำร์โนต์ 48 จุดเดือด 4 ช ชุดจ่ำยลมปลำยทำง 277, 299, 309 ซ โซลีนอยด์วำล์ว 150 ไซโครเมตริก 230, 246 ต ตัวดักจับไอน ้ำ 16 ท ท่อรูเข็ม 135, 138 ท่อสำรท ำควำมเย็น 191 เทอร์โมสตรัท 142 เทอร์โมสตัท 10 เทอร์โมอิเล็กทริก 21 ป ประสิทธิภำพกำรท ำควำมเย็น 65 ประสิทธิภำพไอเซนทรอปิก 65 ปริมำตรควบคุม 28 ปริมำตรจ ำเพำะ 70, 241 เปอร์เซ็นต์อิ่มตัว 239 ผ ผลกำรท ำควำมเย็น 61 ผลกำรท ำควำมเย็น 58 ผลของกำรท ำควำมเย็น 74 พ พลังงำน 28 พลังงำนกำรไหลคงที่ 59 พลังงำนภำยใน 31
328 พื้นที่ปรับอำกำศ 274 ฟ ฟิลเตอร์-ดรำยเออร์ 156 ภ ภำระกำรท ำควำมเย็น 200 ร ระบบ 26, 43 ระบบควบคุมมวล 27 ระบบท่อของปรับอำกำศแบบน ้ำล้วน 293 ระบบท ำควำมเย็นแบบดูดซึม 58 ระบบท ำควำมเย็นแบบสองขั้นตอน 9 ระบบปรับอำกำศแบบน ้ำเย็น 16 ระบบปิด 27 ระบบเปิด 27 ระบบเปิดกำรไหลคงที่ 28 รีซีฟเวอร์ 154 ล ลิเธียมโบรไมด์-น ้ำ 16 ว วัฎจักรมำตรฐำน 80 วัฎจักรอัดไอจริง 80 วัฎจักรอัดไอมำตรฐำน 76 วัฏจักร 46 วัฏจักรกำรท ำควำมเย็นคำร์โนต์ 54 วัฏจักรคำร์โน 46 วัฏจักรคำร์โนต์ 48, 56 วัฏจักรคำร์โนต์เครื่องยนต์ควำมร้อนแบบ ย้อนกลับ 52 วัฏจักรคำร์โนต์แบบย้อนกลับ 53 วัฏจักรอัดไอ 58 วัฏจักรอัดไอมำตรฐำน 60, 65 วำล์วขยำย 7, 57, 61, 83, 141 วำล์วขยำยตัว 73 วำล์วปิด-เปิด 159 วำล์วลดควำมดัน 7 วิสัยสำมำรถ 106 ส สตรีมเจ็ต 19 สภำวะควำมสบำย 277 ส่วนประกอบของภำระกำรท ำควำมเย็น 202 สวิตช์แรงดันน ้ำมัน 148 สวิทย์ควำมดัน 147 สัมประสิทธิ์ 47 สัมประสิทธิ์ของสมรรถนะ 51, 62 สำรท ำควำมเย็น 11, 135, 162 สิ่งแวดล้อม 26 ห หัวฉีด 105 หัวฉีดลดควำมดัน 104 อ อัตรำกำรไหลเชิงมวล 59 อำกำศแห้ง 231 อีเจ็คเตอร์ 105 อุณหพลศำสตร์ 6 อุณหภูมิกระเปำะเปียก 243 อุณหภูมิกระเปำะแห้ง 243 อุณหภูมิจุดน ้ำค้ำง 248 อุณหภูมิน ้ำ 309 อุณหภูมิอำกำศที่ผิวภำยนอกของอำคำร 215 อุณหภูมิอิ่มตัวอะเดียแบติก 251 อุปกรณ์ขยำยตัว 129 เอนทำลปี 32, 58 เอนทำลปีจ ำเพำะ 249 เอนโทรปี36, 56
329 แอกคิวมูเลเตอร์ 153 โอโซน 14 ไอเซนทรอปิก 80 ไอเซนโทรปิก 64 ไอน ้ำ 231 ไอร้อนยวดยิ่ง 72, 234 ฮ ฮิวมิดิสตัท 146
330 ประวตัิผ้เูรียบเรียง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วฒุิชยัสิทธิวงษ์ (Ph.D. Mechanical Engineering) ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ ประจ ำสำขำวิศวกรรมเครื่องกล คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ ประวตัิการศึกษา พ.ศ. 2535 ประกำศนียบัตรวิชำชีพ (ปวช. ช่ำงยนต์) สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคล วิทยำเขตตำก พ.ศ. 2537 ประกำศนียบัตรวิชำชีพชั้นสูง (ปวส. จักรกลหนัก) สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคล วิทยำเขตตำก พ.ศ. 2539 ครุศำสตรอุตสำหกรรมบัณฑิต (ค.อ.บ วิศวกรรมเครื่องกล) สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคล วิทยำเขตเทเวศร์ พ.ศ. 2546 ครุศำสตรอุตสำหกรรมมหบัณฑิต (ค.อ.ม วิศวกรรมเครื่องกล) มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธนบุรี พ.ศ. 2555 ปรัชญำดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด. วิศวกรรมเครื่องกล) มหำวิทยำลัยอุบลรำชธำนี ประวตัิการทา งานและผลงานด้านงานบริหารภาครัฐ พ.ศ. 2539 อำจำรย์สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ พ.ศ. 2547 หัวหน้ำสำขำวิชำช่ำงยนต์ สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ พ.ศ. 2548 หัวหน้ำคณะวิชำเครื่องกล สถำบันเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ พ.ศ. 2554 รองคณบดีฝ่ำยบริหำร คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์
331 พ.ศ. 2556 รองคณบดีฝ่ำยแผนและประกันคุณภำพทำงกำรศึกษำ คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยีมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ พ.ศ. 2558 ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ สำขำวิศวกรรมเครื่องกล คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ พ.ศ. 2561 คณบดีคณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยีมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ ประวตัิการทา งานและผลงานด้านงานวิจยั 1. Sittiwong, W., Seehanam, W., Pianthong, K., Matthujak, A., & Yeo, E. 2008. Calibration of high-speed impact test rig. In Proceedings of the 22nd Annual Conference of Mechanical Engineering Network of Thailand. AME-05, 15th – 17th October 2008. 2. Seehanam, W., Sittiwong, W., Pianthong, K., & Matthujak, A. 2007. Simulation on fundamental characteristic of high-speed fuel jet. In Proceedings of the 21st Annual Conference of Mechanical Engineering Network of Thailand. CST-45, 17th – 19th October, 2007. 3. Sittiwong, W., Seehanam, W., Pianthong, K., & Matthujak, A. 2008. Impact pressure of high-speed water jets. In Proceedings of the 23rd Annual Conference of Mechanical Engineering Network of Thailand. TSF-030232, 4th - 7 th November, 2008. 4. Seehanam, W., Sittiwong, W., Pianthong, K., & Matthujak, A. 2008. Investigation on high-speed liquid jet using computational fluid dynamics technique. In Proceedings of the 23rd Annual Conference of Mechanical Engineering Network of Thailand. CST035222; 4th - 7 th November, 2008. 5. Sittiwong, W., Seehanam, W., Pianthong, K., & Matthujak, A. 2008. Effect of stand-off distance on impact pressure of high-speed water jets. In Proceedings of the 10th Asian International Conference on Fluid Machinery (10th AICFM). AICFM0171, 21st - 23rd October, 2008, Malaysia. 6. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ กุลเชษฐ์ เพียรทอง วิระพันธ์ สิหำนำม อนิรุตต์ มัทธุจักร์ และ ชัยเดช เกษม นิมิตรพร. 2554. ผลของอุณหภูมิต่อพฤติกรรมของล ำพุ่งน ้ำมันดีเซลควำมเร็วสูง. วำรสำรวิชำกำร ม.อบ. (มหำวิทยำลัย อุบลรำชธำนี), 13(2): 2554.
332 7. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ วิระพันธ์ สีหำนำม กุลเชษฐ์ เพียรทอง อนิรุตต์ มัทธุจักร และ ชัยเดช เกษม นิมิตรพร. 2553. ผลของอุณหภูมิที่มีต่อคุณลักษณะของล ำพุ่งน ้ำมันเชื้อเพลิงควำมเร็วสูง. ใน กำรประชุมเครือข่ำย วิศวกรรมเครื่องกลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24, 20 - 22 ตุลำคม 2553. อุบลรำชธำนี.มหำวิทยำลัยอุบลรำชธำนี. Paper no. TSF 25. 8. วุฒิชัย สิทธิวงษ์, วิระพันธ์ สีหำนำม, กุลเชษฐ์ เพียรทอง, อนิรุตต์ มัทธุจักร์ และ ชัยเดช เกษมนิมิตรพร. 2553. ผลของอุณหภูมิและควำมดันที่มีต่อคุณลักษณะของล ำพุ่งน ้ำมันดีเซล ควำมเร็วสูง. กำรประชุมเครือข่ำย วิศวกรรมเครื่องกลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24, 20 - 22 ตุลำคม 2553. อุบลรำชธำนี.มหำวิทยำลัยอุบลรำชธำนี. Paper no. TSF 20. 9. Sittiwong,W., Seehanam,W., Pianthong,K.,Matthujak, A., & Kasamnimitporn, C. 2010. Effect of temperature and pressure on characteristics of high-speed diesel jets. InProceedings of thefirst TSME International Conference on Mechanical Engineering, 20th - 22 October, 2010, Ubon Ratchathani Paper no. TSF 014. 10. Sittiwong,W., Pianthong,K., Seehanam,W.,Matthujak, A., & Kasamnimitporn, C. 2010. Effect of test chamber conditions on high-speed fuel jets behaviors. InInternational Conference on Experimental Mechanics 2010 (ICEM 2010), 29th November - 1 st December 2010, Legend Hotel, Kuala Lumpur, Malaysia Paper no. TSF 014. 11. Matthujak, A., Kachaeamnimitpor, C., Sittiwong, W., Seehanam, W., & Pianthong, K. 2010. Characteristics of High-Speed liquid jets in water. In The 1st International Conference on Mechanical Engineering (TSME-ICoME), Ubon Ratchathani, Thailand, 20th - 22nd October, 2010, paper no. AME004. 12. Matthujak, A., Kachaeamnimitpor, C., Sittiwong, W., Seehanam, W., Pianthong, K., & Takayama, K. 2010. Effects of different liquid properties on the characteristics of highspeed liquid jets injected in water. In The International Conference of Experiment Mechanics 2010 (ICEM 2010), Page no. 132, Malaysia, 28th November - 1 st October 2010. 13. Matthujak, A., Kasamnimitporn, C., Sittiwong, W., & Pianthong, K. 2011. Effects of different liquid properties on the characteristics of impact-generated high-speed liquid jets. In 2nd International Conference on Mechanical, Industrial, and Manufacturing Technologies 2011 (MIMT 2011), paper no. T0301, Singapore, 26th - 28th February 2011. 14. Matthujak, A., Kasamnimitporn, C., Sittiwong, W., & Pianthong, K. 2011. Effect of stand-off distance on impact pressure of high-speed water jet injected in water. In
333 The 1st International Conference on Mechanical Engineering (ICME 2011), paper no. 487, Thailand, 3rd - 4 th April 2011. 15. Kasamnimitporn, C., Matthujak, A., Sittiwong, W., Seehanam, W., & Pianthong, K. 2010. Measurement of impact pressure of high-speed water jets in water. In Proceedings of the 24th Annual conference of Mechanical Engineering Network, Chiang Mai, Thailand, 20th - 22nd October 2010, paper no. AME08. 16. ชัยเดช เกษมนิมิตร อนิรุตต์ มัทธุจักร์ วุฒิชัย สิทธิวงษ์ วิระพันธ์ สีหำนำม และ กุลเชษฐ์ เพียรทอง. 2553. คุณลักษณะของลำพุ่งดีเซลควำมเร็วสูงในน ้ำ. ใน กำรประชุมวิชำกำร บัณฑิตศึกษำ ครั้งที่ 3, 21 - 23 พฤศจิกำยน 2553, นครรำชสีมำ. มหำวิทยำลัยสุรนำรี, Paper no. ENG1-O-04. 17. Seehanam, W., Pianthong, K., & Sittiwong, W. 2010. Dynamic Characteristics of Impact Driven Jet in a Step Nozzle. In Proceedings of The First TSME International Conference on Mechanical Engineering 20th – 22nd October 2010, Ubon Ratchathani, Thailand, Paper no. CST003. 18. Matthujak, A., Kasamnimitporn, C., Sittiwong, W., & Pianthong, K. 2012. Visualization of Supersonic non-Newtonian liquid jets. Applied Mechanics and Materials. 187: 63-67. 19. Pianthong, K., Seehanam, W., Sittiwong, W., & Milton, B.E. 2011. Visualization of injection process in a needle-free injection device by high-speed video camera CFD SPFVIP-8. In The 8th Pacific Symposium on Flow Visualization and Image Processing, Moscow, Russia, 21st - 25th August 2011. 20. Sittiwong, W., Pianthong, K., Seehanam, W., Milton, B.E., & Takayama, K. 2012. Effects of chamber temperature and pressure on the characteristics of high-speed diesel jets. Shock Wave. 22(3): 215-223. 21. Seehanam, W., Pianthong, K., Sittiwong, W., Milton, B.E., & Takayama, K. 2012. Investigation on the generation process of impact-driven high-speed liquid jets using a CFD technique. Shock Waves, 22: 465–475. 22. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ วิระพันธ์ สิหำนำม และ กุลเชษฐ์ เพียรทอง. 2558. ผลของขนำดรูหัวฉีดต่อ พฤติกรรมของล ำพุ่งน ้ำมันดีเซลควำมเร็วสูงคลื่นกระแทกและคลื่นกล. วำรสำรวิชำกำร วิศวกรรม ม.อบ., 8(1). 23. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ “กำรศึกษำพฤติกรรมกำรไหลของลมร้อนโดยกำรจ ำลองด้วย EasyFEM และเทคนิค ชำร์โดว์กรำฟ. วำรสำรวิชำกำร วิศวกรรม ม.อบ., 8(1). 24. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ วิระพันธ์ สิหำนำม และ กุลเชษฐ์ เพียรทอง. 2558. ผลของรูปทรงลูก กระสุนปืนที่มีต่อพฤติกรรมของคลื่นในของแข็ง. วำรสำรวิทยำศำสตร์ลำดกระบัง, 24(1).
334 25. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ วิระพันธ์ สิหำนำม และ กุลเชษฐ์ เพียรทอง. 2558. ผลของอุณหภูมิต่อ พฤติกรรม ของล ำพุ่งน ้ำมันสบู่ด ำผสมน ้ำมันดีเซลควำมเร็วสูง. วำรสำรวิชำกำรเทคโนโลยี อุตสำหกรรม, 11(3): 1-26. 5. 2563. 26. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ ธนกร หอมจ ำปำ สอนรินทร์ เรืองปรัชญำกุล. 2563. อิทธิพลของอัตรำ ส่วนผสมของโพลีเอทีลีนต่อพฤติกรรมกำรคืบและควำมเค้นดึงของวัสดุเชิงประกอบ. วำรสำรวิชำกำรเทคโนโลยีอุตสำหกรรม มหำวิทยำลัยรำชภัฎสุรินทร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกรำคม-มิถุนำยน 2563. 27. ชญำนนท์ แสงมณีวุฒิชัย สิทธิวงษ์. 2563. ระบบท ำควำมเย็นแบบอัดไอร่วมกับอีเจ๊คเตอร์. วำรสำรเก ษ ต รศ ำสต ร์และเท ค โน โลยีAgriculture and Technology Journal ค ณ ะ เกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำช มงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พฤษภำคม -สิงหำคม 2563, หน้ำ110. 28. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ คมเพชร อินลำ ประทีป ตุ้มทอง วุฒิชัย จบหล้ำ ทรงพล ธำนีพูน และธีร พนธ์ บุญทัน. (2562). กำรผลิตน ้ำมันโดยกระบวนกำรแยกสลำยด้วยควำมร้อนจำกขยะ พลำสติก. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 10, 19-20 กันยำยน 2562; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP2066: (น. 267). 29. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ คมเพชร อินลำ ทศพร แจ่มใส ศิริศักดิ์ วงศ์สุวรรณ์ และรณยุทธ เนิบกระ โทก. (2562). ผลของอัตรำส่วนพลำสติกต่อค่ำควำมเค้นอัด. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติ รำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 10, 19-20 กันยำยน 2562; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำช มงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP2067: (น. 268). 30. คมเพ็ชร อินลำ ธนกร หอมจ ำปำ ประพันธ์พงษ์ สมศิลำ อรรถพล สีด ำ วุฒิชัย สิทธิวงษ์ ณัฎฐ์นันท์ กีรติญำดำธนภัทร และบัณฑิต กฤตำคม. (2562). กำรศึกษำพฤติกรรมเตำแกลบ ชีวมวลโดยใช้วัสดุพรุน. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 10, 19-20 กันยำยน 2562; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP2414: (น. 299). 31. ณัฎฐ์นันท์ กีรติญำดำธนภัทร อรรถพล สีด ำ คมเพ็ชร อินลำ ปิยะวัฒน์ ศรีธรรม วุฒิชัย สิทธิ วงษ์ทศพร แจ่มใส และประทีป ตุ้มทอง. (2562). กำรออกแบบระบบควบคุมเครื่องคัดแยก เม็ดมะม่วงหิมพำนต์. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 10, 19-20 กันยำยน 2562; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP2461: (น. 309). 32. อรรถพล สีด ำ คมเพ็ชร ปิยะวัฒน์ ศรีธรรม ทศพร แจ่มใส คมเพชร อินลำ ณัฎฐ์นันท์ กีรติญำดำธนภัทร วุฒิชัย สิทธิวงษ์และบัณฑิต กฤตำคม. (2562). เครื่องผสมปุ๋ ยอินทรีย์ กึ่งอัตโนมัติ. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 10, 19-20 กันยำยน
335 2562; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP2463: (น. 311). 33. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ และนำยวุฒิชัย จบหล้ำ. (2562). กำรเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลสูบ เดียวเพื่อลดต้นทุนกำรเกษตร. กำรประชุมวิชำกำรวิจัยและนวัตกรรมระดับชำติ ครั้งที่ 1 สอฉ.5 กำรอำชีวศึกษำกับกำรพัฒนำเศรษฐกิจและควำมสำมำรถในกำรแข่งขันตำมนโยบำย Thailand 4.0 Vocational Education with Economic Development and Competition Competency for Thailand 4.0, 8-9 พฤศจิกำยน 2562 ณ บุรีรัมย์. โรงแรม Modena by Fraser Buriram . Paper no.A21: (น. 193). 34. วุฒิชัย สิทธิวงษ์ ปิยะพงษ์ ดวงจันทร์ พินิจ จับใจเหมำะ และสอนรินทร์ เรืองปรัชญำกุล. (2563). พฤติกรรมของวัสดุเสริมแรงพลำสติกภำยใต้กำรกระแทก. กำรประชุมวิชำกำร ระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 11 “วิจัยและนวัตกรรมวิถีใหม่” 17-18 กันยำยน 2563; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. AP5434: (น. 440). 35. ปรัชญำ บ ำรุงกุล ภัทรนันท์ บุญสะดวก วงศกร ลิ้มศิริ อดิเทพ จันทับ สิทธิชัย ผักใหม่ และ วุฒิชัย สิทธิวงษ์. (2563). หุ่นยนต์ท ำควำมสะอำดอัจฉริยะ. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำช มงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 11 “วิจัยและนวัตกรรมวิถีใหม่”, 17-18 กันยำยน 2563; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. 140APR2. 36. ธนกร หอมจ ำปำ, วุฒิชัย สิทธิวงษ์, วิโรช ทัศนะ, ประทีป ตุ้มทอง และประพันธ์พงษ์ สม ศิลำ. (2563). กำรประเมินสมรรถนะเครื่องเก็บเมล็ดข้ำวเปลือกด้วยระบบอำกำศ. ในกำร ประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 11 “วิจัยและนวัตกรรมวิถีใหม่” วันที่ 17 - 18 กันยำยน 2563: (น. 167 -174). 37. วงศกร ลิ้มศิริ อดิเทพ จันทับ ปรัชญำ บ ำรุงกุล พัทธนันท์ บุญสดวก และวุฒิชัย สิทธิวงษ์. (2563). กำรออกแบบและทดสอบระบบควบคุมโรงเรือนอัจฉริยะด้วยระบบอินเทอร์เน็ตของ สรรพสิ่ง. กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 11 “วิจัยและนวัตกรรมวิถี ใหม่”, 17-18 กันยำยน 2563; สุรินทร์. มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขต สุรินทร์. Paper no. 1072APR2. 38. คมเพ็ชร อินลำ อรรถผล สีด ำ ทศพร แจ่มใส ณัฎฐธนัน กีรติญำดำธนภัทธ สหัสวรรษ ภูจีระ และวุฒิชัย สิทธิวงษ์.(2564) กำรศึกษำประสิทธิภำพของปมสูบน ้ำโดยใช้แผงโซล่ำเซลล์แบบ ท ำมุ ม แ น ว น อ น แ ล ะท ำมุ ม 45° Study of pump efficiency using solar panels at a horizontal angle of 45° กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 12 “วิจัยและ นวัตกรรมเพื่อพัฒนำเศษฐกิจวิถีใหม่”, 16-17 กันยำยน 2564; สุรินทร์. มหำวิทยำลัย เทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. 446APR2 : (น. G339). 39. กุลวดีเรืองเกษม มนัสชนก วรธงไชย ธันยกำนต์คูณสิน นิตยำ สิงหะ พงษ์พันธ์บุญสรรค์ อธิปัตย์ฤทธิรณ และวุฒิชัย สิทธิวงษ์เหตุผลกำรตัดสินใจเลือกเข้ำศึกษำต่อในคณะ
336 เกษตรศำสตร์และเทคโนโลยีมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ปี กำรศึกษำ 2564 กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติรำชมงคลสุรินทร์ ครั้งที่ 12 “วิจัยและ นวัตกรรมเพื่อพัฒนำเศษฐกิจวิถีใหม่”, 16-17 กันยำยน 2564; สุรินทร์. มหำวิทยำลัย เทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์. Paper no. 315APR5 : (น. J-138). 40. Karunrat Sakulnarmrat Wuttichai Sittiwong Izabela Konczak. 2022. Encapsulation of mangosteen pericarp anthocyanin-r Encapsulation of mangosteen pericarp anthocyanin-rich extract by spray drying. International Journal of Food Science and Technology 2022, 57, 1237–1247. สถานที่ติดต่อ สำขำวิศวกรรมเครื่องกล คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วิทยำเขตสุรินทร์ 145 หมู่ 15 ต ำบลนอกเมือง อ ำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์: โทรศัพท์ที่ท ำงำน 044-153258 , โทรศัพท์มือถือ 095-6095795 / 086-5242004 E-mail [email protected] Line ID 0865842004 (ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ดร.วุฒิชัย สิทธิวงษ์)
ต ำรำ กำรท ำควำมเย็นและกำรปรับอำกำศ (Refrigeration and Air Conditioning) ISBN