The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เพื่อทบทวนความรู้ เรื่องพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sawitri saelim, 2020-06-13 09:16:28

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน

เพื่อทบทวนความรู้ เรื่องพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Keywords: Problem-Based Learning

1

วจิ ัยในชัน้ เรยี น

เรอื่ ง การพฒั นากิจกรรมการเรยี นรู้แบบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน
(Problem-Based Learning)

เพื่อทบทวนความรู้ เรอ่ื งพชื สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562
โรงเรียนบ้านเช่ยี วขวาน

นางสาวอญั ชนา วชิ ัยกุล
ตำแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ย

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
โรงเรยี นบา้ นเชีย่ วขวาน

สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 2
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน



คำนำ

การจัดทำวิจัยเรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เพอื่ ทบทวนความรู้เร่ืองพืช สำหรับนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562
โรงเรยี นบ้านเชยี่ วขวาน มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-
Based Learning) เพอ่ื ทบทวนความรเู้ รื่องพชื ที่เหมาะสมกับสภาพการจดั การเรยี นการสอนเพ่ือศึกษาผลการ
ทบทวนความรู้เรื่องพืช (ส่วนประกอบต้นไม้ ส่วนประกอบดอกไม้ พืชดอก พืชไร้ดอก พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพืช
ใบเลยี้ งค่)ู ซึ่งผลการวิจยั ครั้งนีจ้ ะได้นำไปประยกุ ต์ใช้กับการทบทวนบทเรียนอ่นื ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณครูอาจารย์สินี คูหามุข คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้
คำปรึกษา คำแนะนำ เพื่อจัดทำรายงานวิจัยฉบับนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และข อขอบคุณนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562 โรงเรยี นบา้ นเชยี่ วขวานทุกคน ท่ีไดใ้ หค้ วามรว่ มมือในการ
จดั กจิ กรรมการเรียนรูม้ า ณ โอกาสน้ี

ผวู้ ิจยั

นางสาวอัญชนา วิชัยกลุ
ครผู ู้ชว่ ยโรงเรยี นบ้านเช่ียวขวาน



ชื่อผู้วจิ ยั : นางสาวอญั ชนา วชิ ัยกลุ
ช่อื เรอื่ ง : การพัฒนากิจกรรมการเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เพ่ือทบทวน

ความรู้เร่อื งพชื สำหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียน
บ้านเช่ียวขวาน
ปีการศึกษา : ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562

บทคัดยอ่

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ทบทวนความรู้เรื่องพืช ที่เหมาะสมกับสภาพการจัดการเรียน
การสอนเพื่อศึกษาผลการทบทวนความรู้เร่ืองพชื (ส่วนประกอบตน้ ไม้ สว่ นประกอบดอกไม้ พืชดอก พชื ไรด้ อก
พืชใบเลีย้ งเดย่ี วและพชื ใบเล้ียงคู่) ระดับช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2562

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 คน ปีการศึกษา
2562 โรงเรียนบ้านเช่ียวขวาน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-
Based Learning) เร่ืองพืช (สว่ นประกอบตน้ ไม้ ส่วนประกอบดอกไม้ พชื ดอก พชื ไร้ดอก พชื ใบเลีย้ งเด่ียวและ
พืชใบเลี้ยงคู่) โดยนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนที่เหลือ
หลงั จากทเ่ี รียนในบทเรียนทั้งหมดเสร็จสิ้นแลว้ หลังจากจบการจดั กจิ กรรม ทดสอบผลการทบทวนความรู้ด้วย
แบบทดสอบเรื่องพืช จากนั้นผู้วิจัยจึงประเมินวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดกิจกรรม และประเมิน
ผลสมั ฤทธขิ์ องผ้เู รียน

ผลการวิจัยปรากฏว่า หลังการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เรื่องพืชแล้ว ผู้วิจัยพบว่าการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เพื่อทบทวนความรู้เรื่องพืช ดังงานวิจัยน้ีมีความเหมาะสมอยู่ในระดับดี และควรปรับปรุงการจัด
กิจกรรมจากบันทึกหลังการจัดกิจกรรมต่อไป ส่วนผลสัมฤทธิจ์ ากการทดสอบดว้ ยแบบทดสอบ เรื่องพืช ผู้วิจัย
พบวา่ หลังการจดั กจิ กรรมและประเมินผลสัมฤทธ์ิ ผูเ้ รียนมคี ะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 68

สารบัญ ค

คำนำ หนา้
บทคัดย่อ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนำ ค-ง
1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 1
คำถามการวิจยั 2
ขอบเขตของการวิจัย 2
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 2
นิยามศัพท์เฉพาะ 2
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง 4
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง 4
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจัย 10
ตัวแปร/สงิ่ ทีศ่ ึกษา 10
กลมุ่ เป้าหมาย 10
เน้อื หาท่ใี ช้ในงานวจิ ยั 10
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในงานวิจยั 12
การวิเคราะห์ข้อมลู 12
แผนการวจิ ยั 13

สารบญั (ต่อ) ง

บทท่ี 4 ผลการวิจยั หนา้
การวิเคราะห์ผลการทำกิจกรรม 14
การวิเคราะหผ์ ลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 14
การวิเคราะหห์ าความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมจากบนั ทกึ 14
15
บทท่ี 5 สรุปและขอ้ เสนอแนะ 17
สรปุ ผลการวิจัย 18
อภปิ รายผล 18
ขอ้ เสนอแนะ 18

บรรณานุกรม
ภาคผนวก ก แผนกจิ กรรมซ่อมเสริม
ภาคผนวก ข แบบทดสอบ เรอื่ งพชื
ภาคผนวก ค ภาพถา่ ย

1

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
ในยุคท่ีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศทำใหก้ ารสื่อสารไร้พรมแดน การเข้าถึงแหล่งข้อมูล

สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา สง่ ผลให้ผเู้ รยี นจำเปน็ จะต้องมีความสามารถเรียนรู้ได้ดว้ ยตนเองอย่างต่อเน่ืองและ
เป็นผู้แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปัจจุบันมีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมายทุกวินาทีทำให้
เนื้อหาวิชามีมากเกินกวา่ ท่ีจะเรยี นรู้จากในห้องเรยี นได้หมด ซึ่งการสอนแบบเดิมด้วยการ “พูด บอก เล่า” ไม่
สามารถจะพัฒนาผู้เรียนให้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนในชั้นเรียนไปปฏิบัติได้ดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้อง
ปรับเปลย่ี นวิธีการจัดการเรยี นรูใ้ ห้ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสงั คมเทคโนโลยี จากผสู้ อนที่มบี ทบาทเป็น
ผู้ถ่ายทอดปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ช้ีแนะวธิ ีการค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถแสวงหาความรู้
และประยุกต์ใช้ทักษะต่าง ๆ สร้างความเข้าใจด้วยตนเองจนเกิดเปน็ การเรียนรู้อย่างมีความหมายการเรยี นรู้ท่ี
เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน “เป็นกระบวนการเรียนรู้ทใี่ ห้ผูเ้ รียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมายโดย
การร่วมมือระหว่างผูเ้ รียนดว้ ยกัน ในการน้ีครูตอ้ งลดบทบาทในการสอนและการให้ข้อความรูแ้ ก่ผ้เู รียนโดยตรง
แต่ไปเพ่ิมกระบวนการและกจิ กรรมทีจ่ ะทำให้ผเู้ รยี นเกดิ ความกระตือรือร้นในการจะทำกิจกรรมตา่ ง ๆ มากข้ึน
และอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การค้นคว้าหาความรู้ และการแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง ผ่านการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)

จากสภาพปัญหาการเรยี นในปัจจุบัน การพัฒนาวิธีการทบทวนความรู้/ทบทวนบทเรียนเป็นสิ่งสำคญั
เพราะการจัดกิจกรรมทบทวนความรู้ที่ดี จะทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จตามเป้าประสงค์ของหลักสูตรที่
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้ค้นพบความรู้ ด้วยตนเองมากที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เกิดแนวคิดที่จะ
พัฒนากระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นร้เู พมิ่ เติมในเรื่องทีน่ ักเรยี นค่อนข้างไม่เข้าใจท่ีสุด ในช่ัวโมงทีเ่ หลือจกท่ี
สอนจบบทเรยี นทงั้ หมดแลว้ เพ่ือทบทวนความรู้ในบทเรยี นที่ผู้เรียนเคยศึกษามาแล้ว เพ่ือแก้ปัญหาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของผู้เรียน ที่มักจะลืมบทเรียนเดิมที่เคยเรียนมาแล้ว เพราะไม่เกิดความรู้ความเข้าใจที่ฝังลึก
ผวู้ ิจัยจึงเลอื กนวตั กรรมการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทบทวนโดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
มาใช้ในการซ่อมเสริมบทเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องพืช เพื่อเพิ่มกระบวนการและกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิด
ความกระตือรือร้นในการจะทำกิจกรรมตา่ ง ๆ ร้จู กั แก้ปัญหาและเกิดการสร้างองคค์ วามรดู้ ้วยตนเอง

วัตถุประสงค์ของงานวจิ ัย
1. เพือ่ พัฒนาการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) สำหรบั

ทบทวนความรเู้ ร่ืองพชื ทีเ่ หมาะสมกับสภาพการจดั การเรยี นการสอนซ่อมเสรมิ วชิ าวิทยาศาสตร์
2. เพอื่ ศึกษาผลสัมฤทธ์ิของการกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)

ทบทวนความรู้เรื่องพชื ของผู้เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4

2

คำถามการวจิ ัย
1. การพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อ

ทบทวนความรเู้ ร่ืองพชื เหมาะสมกบั สภาพการจัดการเรยี นการสอนทบทวน เปน็ อยา่ งไร
2. การใช้การพฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)

สามารถพฒั นาผลสัมฤทธิ์ เรื่องพืชของผู้เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ไดห้ รือไม่อย่างไร

ขอบเขตการวิจยั
1. กลุม่ เปา้ หมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนีเ้ ปน็ ผู้เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 จำนวน 5 คน ปีการศึกษา

2562 โรงเรยี นบา้ นเชีย่ วขวาน
2. เน้ือหาวชิ าท่ีใช้ในการวิจยั คร้ังน้ี เปน็ สว่ นหนึ่งของกลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ของระดับชัน้

ประถมศึกษาปที ่ี 4 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานพทุ ธศักราช 2551 (ปรับปรุงพทุ ธศักราช 2560)
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน เร่อื งพืช

3. ระยะเวลาทใี่ ช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรใู้ ชเ้ วลารวม 2 สปั ดาห์
4. ตัวแปรทศ่ี ึกษา

4.1 ตัวจัดกระทำ คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เพ่อื ทบทวนความรเู้ ร่อื งพืช

4.2 ตวั แปรทศ่ี กึ ษา คือ
4.2.1 การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)

เพอ่ื ทบทวนความรู้เร่ืองพืช
4.2.2 ผลของการจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based

Learning) เพ่ือทบทวนความร้เู รื่องพชื ดา้ นผลสัมฤทธ์ิ

ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ ับจากการวจิ ัย การศึกษานจ้ี ะเกิดประโยชน์แก่
ครู : ไดว้ ธิ ีการสอนเพื่อทบทวนบทเรียนท่ีเหมาะสม
ผเู้ รียน : ผเู้ รียนมจี ิตวทิ ยาศาสตร์ สามารถแกป้ ญั หาได้อยา่ งมรี ะบบ และเกดิ การสร้างองค์ความรไู้ ด้

ด้วยตนเอง

นิยามคำศพั ท์ :
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) คือรูปแบบกิจกรรมการ

จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบให้แก่
ผเู้ รยี นโดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิดแกป้ ัญหา การคิดสรา้ งสรรค์ คิดวิจารณญาณ การสืบค้น
และรวบรวมข้อมลู การบันทึกและการอภิปราย

3

2. ผลสัมฤทธิ์ คือ ความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์จาก
กระบวนการเรียนการสอนของครูโดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มี
คุณภาพนั้น

4

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem-
Based Learning) ทบทวนความรู้เรื่องพืช ที่เหมาะสมกับสภาพการจัดการเรียนการเพื่อทบทวนในรายวิชาวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพื่อศึกษาผลการทบทวนความรู้เรื่องพืช (ส่วนประกอบต้นไม้ ส่วนประกอบ
ดอกไม้ พืชดอก พืชไร้ดอก พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่) ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั่วโมง ที่เหลือ
หลังจากเรียนเนื้อหาในบทเรียนเสร็จสิ้นแล้วของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2562 ผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ งพร้อมท้ังรายละเอยี ดต่าง ๆ ดงั ต่อไปน้ี

เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง
1. แนวคิดเกย่ี วกับการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
การจัดการเรียนรู้ของครทู เี่ ป็นกระบวนการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning มีเทคนคิ การสอน

ท่ีหลากหลายเพื่อให้เด็กเกิดทกั ษะต่าง ๆ ที่จำเปน็ ในการดำรงชวี ิต เน้นใหเ้ ดก็ ได้เรยี นรจู้ ากการปฏิบัติจริงและ
เรยี นรูจ้ ากสถานการณ์ปญั หาทีเ่ กิดข้ึนจริงในชวี ิตประจำวันเพ่ือให้ไดฝ้ กึ ทักษะการคิด โดยมีการวางเงื่อนไขและ
กตกิ าในการรว่ มกจิ กรรม ซง่ึ กจิ กรรมการเรยี นรู้ทจ่ี ัดข้ึนเนน้ ให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการทำงานกลุ่ม การรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนทักษะการสื่อสารที่ถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก
โดยเด็กจะเสนอสิ่งท่ตี นเองอยากเรยี นร้ขู ้ึนมาและครูมีบทบาทเป็นผชู้ ีแ้ นะ

การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เป็นกระบวนการจัดการ
เรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งในการจัดทำคู่มือจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานครั้งนี้ ขอนำเสนอ
สาระสำคัญเกีย่ วกับแนวคิดพื้นฐาน จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ ลักษณะของปัญหาในการจัดการเรยี นรู้
การเตรียมตัวของครูก่อนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ และบทบาท
ของครใู นการจดั การเรียนรู้

1) แนวคิดพ้นื ฐานของการจดั การเรยี นรแู้ บบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นจัดการเรียนรู้ที่เน้นในสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้ โดยสิ่งท่ี

อยากเรียนรู้ดังกล่าวจะต้องเริ่มมาจากปัญหาที่เด็กสนใจหรือพบในชีวิตประจำวันที่ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ
บทเรียน อาจเป็นปัญหาของตนเองหรือปัญหาของกลุ่ม ซึ่งครูจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการจัดการเรียนรู้
ตามความสนใจของเด็กตามความเหมาะสม จากนั้นครแู ละเดก็ รว่ มกันคิดกิจกรรมการเรยี นรเู้ กีย่ วกับปัญหาน้ัน
โดยปัญหาที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้บางครั้งอาจเป็นปัญหาของสังคมท่ี ครูเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กคิดจาก
สถานการณ์ ข่าว เหตุการณ์ต่าง ๆ ทเ่ี กิดขน้ึ จะเน้นท่ีกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เดก็ ต้องเรียนรู้จากการเรียน
(learning to learn) เนน้ ปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งผเู้ รียนในกลุ่ม การปฏบิ ัติและการเรียนรรู้ ว่ มกนั (Collaborative
Learning) นำไปสู่การค้นคว้าหาคำตอบหรอื สร้างความรใู้ หมบ่ นฐานความรเู้ ดมิ ทีผ่ ูเ้ รยี นมีมาก่อนหนา้ นี้

5

2) จดุ มงุ่ หมายของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
รูปแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะการคิด

แก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบให้แก่นักเรียนโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด
แก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ คิดวิจารณญาณ การสืบค้นและรวบรวมข้อมูล กระบวนการกลุ่ม การบันทึกและ
การอภิปราย

3) ลักษณะของปัญหาในการจดั การเรยี นร้แู บบใชป้ ญั หาเป็นฐาน
เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียนหรือผู้เรียนอาจมีโอกาสได้เผชิญกับปัญหา

นั้นเป็นปัญหาที่พบบ่อยมีความสำคัญมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการค้นคว้า เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
ตายตวั หรือแน่นอนและเป็นปัญหาท่ีมคี วามซบั ซ้อนคลุมเครือหรอื ผ้เู รยี นเกดิ ความสงสัย เป็นปัญหาท่มี ปี ระเด็น
ขัดแย้ง ข้อถกเถียงในสังคมยังไม่มีข้อยุติ เป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจ เป็นสิ่งที่อยากรู้แต่ไม่รู้ ปัญหาที่สร้าง
ความเดอื ดร้อน เสยี หาย เกดิ โทษภยั และเป็นส่ิงไมด่ ี หากมกี ารนำขอ้ มลู มาใชโ้ ดยลำพังคนเดยี วอาจทำให้ตอบ
ปัญหาผิดพลาด ปัญหาที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่นว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อว่าจริง ยังไม่สอดคล้องกับ
ความคิดของผู้เรียน ปัญหาที่อาจมีคำตอบ หรือแนวทางการแสวงหาคำตอบได้หลายทางครอบคลุมการเรยี นรู้
ท่ีกว้างขวางหลากหลายเนื้อหา เป็นปัญหาที่มีความยากง่ายเหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน เป็นปัญหาที่ไม่
สามารถหาคำตอบของปญั หาได้ทันที ต้องมีการสำรวจ ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล หรือทดลองดูก่อน จึงจะได้
คำตอบ ไม่สามารถคาดเดา หรือทำนายได้ง่าย ๆ ว่าต้องใช้ความรู้อะไร ยุทธวิธีในการสืบเสาะหาความรู้เป็น
อย่างไร หรือคำตอบ หรือผลของความรู้เปน็ อย่างไร เป็นปัญหาที่สง่ เสริมความรู้ดา้ นเน้ือหา ทักษะ สอดคล้อง
กบั หลกั สตู รการศึกษา

4) การเตรยี มตวั ของครกู ่อนการจดั การเรียนรู้
4.1) ศกึ ษาหลักสูตร เพ่อื ใหค้ รูเกิดความเข้าใจจุดประสงค์ของหลักสูตร ตลอดจนตัวช้ีวัดและ

มาตรฐานการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ อย่างละเอียดและสามารถนำความรู้ดังกลา่ วไปจดั กระบวนการเรียนรู้ ใหส้ อดคล้อง
กับหลักสูตรแกนกลางตามเป้าหมายการเรียนร้ไู ด้

4.2) วางแผนผังการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับเน้ือเร่ืองทีจ่ ะสอน โดยครูต้องหาความรู้ท่ีเชื่อมโยง
กบั เนอ้ื เรือ่ งในการกำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ คือมกี ารออกแบบกิจกรรมด้วยตนเอง ใชส้ ือ่ และแหล่งเรียนรู้
ชุมชนเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับเด็ก ออกแบบกิจกรรมใช้สื่อให้ทันกับเหตุการณ์
ปัจจุบันทันกับคำตอบของเด็ก และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เด็กเรียนรู้ โดยเน้นออกแบบกิจกรรมการสอนแบบบูรณา
การรายวิชา

4.3) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ครูผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
อยา่ งรัดกมุ ใหร้ ายละเอยี ดการจัดกิจกรรมท่ชี ัดเจน คอื ไมว่ า่ ครทู ่านใดอ่านแผนการจดั การเรียนรู้ แล้วสามารถ
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ตามแผนดังกล่าวได้

4.4) ครูผู้สอนสอบถามความต้องการในการเรียนและสร้างความคุ้นเคยกับนักเรียน ครู
จะต้องสร้างความคุ้นเคยกับนักเรียนและถามความต้องการของนักเรียนว่าอยากเรียนอะไรในปีการศึกษาน้ัน

6

เพื่อสำรวจความต้องการของผู้เรียนไว้เป็นแนวทางในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องระหว่าง
หลักสูตรและความต้องการของนกั เรียน เพื่อความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทีม่ ีความเหมาะสมและ
เป็นกิจกรรมทน่ี า่ สนใจสำหรับนกั เรยี นมากขน้ึ

5) ข้นั ตอนการเรยี นรู้แบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
สำหรับคู่มือการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ ได้นำขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้

ปัญหาเป็นฐานที่ไดจ้ ากการวิเคราะหข์ ้อมลู การแลกเปล่ียนเรยี นรูโ้ ดยโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและภาคี
ที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) โดยมีขั้นตอนการจัดการ
เรียนรู้ ดังน้ี

5.1) ทดสอบความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่จะสอนก่อนเรียน เพื่อจะได้ทราบความรู้พื้นฐานของ
นักเรียนเป็นรายบุคคลในเรื่องดังกล่าว และเป็นแนวทางในการออกแบบหรือปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้
ของครูให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของนกั เรียนด้วย

5.2) ให้ความรู้เบื้องต้นก่อนเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้ ความรู้พื้นฐานจะนำไปสู่การเรียนรู้ของ
เดก็ ในกจิ กรรมทีต่ ้องลงมอื ปฏิบัติ ดังนน้ั ครูจงึ ตอ้ งอธิบายเน้อื หาคร่าว ๆ เพอื่ ใหเ้ ดก็ เกิดความเขา้ ใจในเบ้อื งตน้

5.3) เปิดโอกาสใหเ้ ด็กเสนอสิ่งที่อยากเรียนรู้ โดยใหเ้ ด็กเขียนถงึ สิ่งที่ตนเองอยากเรียนรู้ และ
สิ่งที่ตนเองเรียนรู้มาแล้ว สิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้อาจเป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาของชุมชน หรือ
แนวทางในการแก้ปัญหาท่ีถกู กำหนดข้นึ ในช้ันเรยี นท่ีเด็กชว่ ยกันคิดและอยากลงมือปฏิบัติ

5.4) แบ่งกลุ่มเด็กในการทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กรู้จักวางแผนคือ ให้เด็กรู้จักกำหนดกิจกรรม
การเรยี นรูข้ องตนเอง โดยการทำปฏทิ นิ การเรยี นรู้ตามความต้องการในการเรยี นของตน วธิ ีการดงั กล่าวเพื่อให้
เด็กรหู้ นา้ ทขี่ องตนเองและในขณะเดยี วกันสามารถแบ่งหน้าท่ีความรับผดิ ชอบใหแ้ ก่ตนเองและเพื่อนในกลุ่มได้

5.5) สร้างกติกาในการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน เพื่อให้เด็กรู้จักเคารพในเงื่อนไขและกติกาท่ี
กำหนดขน้ึ โดยทุกคนในช้นั เรยี นจะต้องยอมรับและปฏบิ ตั ติ าม

5.6) ใหเ้ ดก็ ลงมอื ปฏบิ ัติกิจกรรมดว้ ยตนเอง ครเู ปิดโอกาสให้เด็กไดเ้ รียนรู้และลงมือปฏิบัติได้
กิจกรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง โดยครูจะคอยเป็นผแู้ นะนำ ตอบคำถามและสงั เกตเด็กขณะทำกจิ กรรม

5.7) ครใู หเ้ ดก็ สรปุ สงิ่ ทีเ่ รยี นรู้จากการทำกจิ กรรมและใหเ้ ด็กไดน้ ำเสนอผลงานของตน โดยครู
เป็นผู้คอยสนับสนุนให้เกิดการนำเสนอที่หลากหลายรูปแบบและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่จำกัดแนวคิดใน
การนำเสนอ

5.8) ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ของเด็ก จาก
ผลงานและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกขณะร่วมกิจกรรม โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ให้
สอดคลอ้ งกบั เนื้อหาทจี่ ะสอนเป็นหลกั

6) การประเมินผลการเรียนร้แู บบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
ก า ร ป ร ะ เ ม ิ น ผ ล ก า ร เ ร ี ย น รู้ โ ด ย ใ ช ้ ป ั ญ ห า เ ป ็ น ฐ า น ค ว ร จ ะ ม ี ก า ร ป ร ะ เ ม ิ น ผ ล ต า ม ส ภ า พ จ ริ ง

มีการกำหนดเปา้ หมายท่มี คี วามสัมพนั ธใ์ นการประเมิน ได้แก่ 1) ควรทำความเข้าใจด้านกระบวนการทีเ่ ก่ียวกับ

7

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน และ 3) สิ่งที่ได้รับจาก
เนอื้ หาวชิ า โดยทำการประเมินดงั น้ี

6.1) การประเมินตามสภาพจริง เป็นการวัดผลหรือประเมินผลการปฏิบัติงานของนักเรียน
โดยตรงผ่านชีวิตจริง เช่น การดำเนินการด้านการสืบสวน ค้นคว้า การร่วมมือกันทำงานกลุ่มในการแก้ปัญหา
การวัดผลจากการปฏบิ ัติงานจรงิ เปน็ ต้น

6.2) การสังเกตอย่างเป็นระบบ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับการประเมินผลในด้าน
ทักษะกระบวนการของผู้เรียนในขณะเรียน ผู้สอนต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินให้ชัดเจน เช่น การ
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์นั้น ควรมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินไว้ ได้แก่ การสร้างปัญหาหรือคำถาม การ
สร้างสมมติฐาน การระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม การอธิบายแนวทางในการเก็บรวบรวม
ข้อมูล และการประเมินผลสมมติฐานบนพน้ื ฐานของขอ้ มลู ท่ีดี

7) บทบาทของครใู นการจัดการเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานครูผู้สอนจะทำหน้าที่สนั บสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน

คอยให้คำปรึกษา กระตุ้นให้ผู้เรียนเอาความรู้เดิมที่มีอยู่มาใช้และเกิดการเรียนรูโ้ ดยการตั้งคำถาม ส่งเสริมให้
ผู้เรียนประเมินการเรยี นรู้ของตนเอง รวมทั้งเป็นผู้ประเมินทักษะของผู้เรียนและกลุ่ม พร้อมให้ข้อมูลย้อนกลบั
เพ่ือใหผ้ ู้เรียนได้เกิดการพัฒนาตนเอง

2. กิจกรรมพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนการสอนแบบ Active learning ในชั้นเรียนนั้นล้วน
อยู่บนพ้นื ฐานของทักษะต่อไปนี้

1. การพดู และการฟงั
เมื่อนักเรียนได้พูดในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามของผู้สอนหรือการอธิบาย
เรอ่ื งใดเรื่องหนง่ึ ให้เพ่ือนร่วมชั้นฟัง นกั เรยี นไดฝ้ ึกเรียบเรียงและประมวลความรู้ที่ตนได้ศึกษาและเรียนรู้ในช้ัน
เรียนเข้าด้วยกันเมื่อนักเรียนฟังการบรรยาย ผู้สอนควรมั่นใจว่าเป็นการฟังที่มีความหมาย นั่นคือ ผู้สอนต้อง
มั่นใจว่านักเรียนจะสามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่นกั เรียนรู้อยู่แล้วกับสิ่งที่นักเรียนกำลังฟัง ในการบรรยายแต่
ละคร้งั นักเรยี นต้องการเวลาระยะหน่ึงในการทำความเขา้ ใจและเรียบเรียงข้อมูลที่ได้จากการฟงั อีกประเด็นที่
น่าสนใจ คือ นักเรียนต้องการเหตุผลของการฟัง วิธีการง่าย ๆ ที่ผู้สอนจะกระตุ้นความสนใจของนักเรียนได้
ผสู้ อนอาจใชว้ ธิ ีตัง้ คำถามทจ่ี ุดประกายความสนใจใคร่รู้ของนักเรียนก่อนเรม่ิ การบรรยาย นักเรียนจะเกิดความ
สงสัย อยากค้นหาคำตอบ เพื่อให้ได้คำตอบนั้น นักเรียนจะให้ความสนใจในสิ่งที่ผู้สอนจะบรรยายต่อไป หรือ
ผู้สอนอาจมอบหมายงานล่วงหน้า ให้นักเรียนอธิบายหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งทีผ่ ู้สอนกำลังจะบรรยายแกเ่ พือ่ นรว่ ม
ชั้นหลังจบการบรรยาย นักเรียนจะให้ความสนใจในเนื้อหาที่ผู้สอนจะบรรยาย ประมวลผลและเรียบเรียง
เนือ้ หาของการบรรยายภายในระยะเวลาที่จำกดั และส่ือสารให้เพ่ือนร่วมชน้ั ได้เข้าใจในส่งิ ทีต่ นเองเข้าใจ
2. การเขียน
เช่นเดียวกับการฟังและการพูด การเขียนคือกระบวนการที่นักเรียนประมวลข้อมูลที่ตนเองมีอยู่
และถ่ายทอดออกมาด้วยสำนวนภาษาของตนเอง การฝึกทักษะการเขียนเหมาะกับนักเรียนที่ชอบเรียนรู้ด้วย

8

ตนเอง ทักษะการเขียนถูกใช้ได้ผลดีมากกับชั้นเรียนขนาดใหญ่ ในขณะที่การมอบหมายงานกลุ่มย่อยหรือการ
จับคู่เป็นกิจกรรมทไ่ี มค่ ่อยเหมาะสมนัก เพราะนกั เรียนทกุ คนอาจไมไ่ ด้มสี ่วนรว่ มในงานเขยี นของกลมุ่

3. การอ่าน
โดยปกติแล้ว นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการอ่านได้ดี แต่นักเรียนมักจะขาดการได้รับคำแนะนำ
เพื่อการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active learning เช่น การทำสรุปหรือโน้ตตรวจสอบ
ความเข้าใจ จะช่วยให้นักเรียนสรุปแนวคิดรวบยอดจากการอ่านและพัฒนาความสามารถในการจับใจความ
สำคญั ได้
4. การสะท้อน
ในห้องบรรยายทวั่ ๆ ไป ผูส้ อนจะจบการพดู บรรยายทดี่ ำเนนิ มาอย่างต่อเน่ืองเมื่อใกล้จะหมดเวลา
บรรยายแล้วขณะนั้น นักเรียนจะเริ่มเก็บอุปกรณ์การเรียนและเดินไปห้องบรรยายรายวิชาถัดไป ในบางคร้ัง
นักเรียนก็ไม่ได้ซึมซับความรู้จากการบรรยายที่เพิ่งจบลงเลย เพราะนักเรียนไม่มีเวลาได้ถ่ายทอดในสิ่งที่เพิ่ง
เรียนรู้โดยเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่รู้อยู่แล้วหรือได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามานั้นไปใช้ ดังนั้น การให้นักเรียนได้หยุด
เพ่ือคิดหรือถา่ ยทอดความรู้ของตนผา่ นการสอนหรอื ตวิ เพ่ือนรว่ มช้นั หรอื ตอบคำถามตา่ ง ๆ ท่เี กย่ี วข้องกับเรื่อง
นั้น ๆ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระตุ้นความสนใจของนักเรียน กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning ท่ี
เหมาะสมกบั นกั เรียนในชั้นเรยี นใด ๆ ก็คือกจิ กรรมท่ีพัฒนาทกั ษะท่ีนักเรียนยังขาดความชำนาญอยู่ อย่างไรก็ดี
ในบางกิจกรรม ผู้สอนสามารถช่วยพัฒนาทักษะหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กันได้ ดังนั้น การที่ผู้สอนให้
ความสำคัญต่อการวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning ในระหว่างภาคการศึกษาจึงเป็น
เร่อื งทส่ี ำคัญย่งิ
ลกั ษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning ไดแ้ ก่
1. เป็นการเรียนการสอนทีเ่ ปิดโอกาสให้นักเรียนมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการเรยี นรู้สูงสุด
2. นักเรียนเรียนรคู้ วามรบั ผดิ ชอบร่วมกัน การมวี ินัยในการทำงาน การแบง่ หนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบ
3. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก นักเรียนจะเป็นผู้
จดั ระบบการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
4. เปดิ โอกาสให้นกั เรยี นบรู ณาการข้อมลู ข่าวสาร หรอื สารสนเทศ และหลกั การความคิดรวบยอด
5. ผูส้ อนจะเป็นผ้อู ำนวยความสะดวกในการจัดการเรยี นรู้ เพือ่ ให้นักเรยี นเป็นผู้ปฏิบัตดิ ้วยตนเอง
6. ความรูเ้ กิดจากประสบการณ์ การสร้างองคค์ วามรแู้ ละการสรุปทบทวนของนกั เรียน
การบรหิ ารจัดการเม่ือใช้การเรยี นการสอนแบบ Active learning
1. พิจารณาจุดประสงค์ เน้ือหา ทีต่ อ้ งการให้นกั เรียนเรียนรู้
2. ออกแบบกจิ กรรมทช่ี ว่ ยส่งเสรมิ ใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรไู้ ด้อยา่ งแท้จริง
3. ใชก้ จิ กรรมการเรียนเชิงรกุ เพื่อกระตุน้ ใหน้ กั เรยี นเรียน
4. ประเมินผลการเรียนอยูเ่ สมอ เพื่อตรวจสอบว่านกั เรียนเรียนรู้อะไรบ้างและมีประเดน็ ใดทีน่ ักเรยี น
ยังสงสยั
5. หลีกเลี่ยงการสอนเพอื่ ใหค้ รบให้ทนั รบี เรง่ เพราะจะทำให้นักเรยี นไมอ่ ยากเรยี น

9

3. แนวคดิ เก่ยี วกับความรคู้ วามเข้าใจ
ความรู้ คอื สิง่ ที่ทำให้คนเขา้ ใจ แลว้ นำความเข้าใจนั้นมาปฏิบตั ิหรือประยุกตใ์ ห้เกดิ ประโยชน์
ความเข้าใจ คือเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ โดยความเข้าใจที่ฝังใจอย่างยั่งยืนมีระดับที่เหนือกว่า
ขอ้ เทจ็ จริงตา่ ง ๆ และทกั ษะตา่ ง ๆ ทมี่ งุ่ ไปส่คู วามคิดรวบยอดต่าง ๆ

4. แผนการจัดการเรียนร/ู้ แผนการจดั กจิ กรรม
ภพ เลาหไพฑูรย์ ใหค้ วามหมายของแผนการสอนว่าแผนการสอนหมายถึงลำดับข้ันตอนและกิจกรรม
ทั้งหมดของผู้สอนและนักเรียน ที่ผู้สอนกำหนดไว้เป็นแนวทางในการจัดสถานการณ์ให้นักเรียนเปลี่ยน
พฤติกรรมไปตามวตั ถปุ ระสงค์
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ให้ความหมายของแผนการสอนว่าหมายถึง
การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแ ต่ละครั้ง
โดยกำหนดสาระสำคญั จดุ ประสงค์ เน้อื หา กจิ กรรมการเรียนการสอน สอ่ื ตลอดจนการวัดผลและประเมินผล
กรมวิชาการ ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ คือผลของการเตรียมการวางแผนการจัดการ
เรียนการสอนอย่างเป็นระบบโดยนำสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ คำอธบิ ายรายวิชา และกระบวนการเรียนรู้
มาเขียนเป็นแผนการจดั การเรยี นรูใ้ หเ้ ป็นไปตามศักยภาพของนักเรียน
สรุปว่าแผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้คือ การวางแผนการจัดกิจกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร
ไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีเนื้อหากิจกรรมการเรียน
การสอน สอื่ การสอน และวธิ กี ารวดั ผลประเมินผลทช่ี ดั เจน

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การวจิ ยั น้เี ทบทวนบทเรียนเรื่องพืชแกน่ ักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านเช่ียวขวาน โดยใช้

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning) เพอ่ื พฒั นาผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนใน
เรื่องทีผ่ เู้ รียนค่อนข้างไม่เขา้ ใจมากที่สุด

10

บทที่ 3
วิธีดำเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยเริ่มจากการกำหนดแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้ปญั หาเป็นฐาน
(Problem-Based Learning) แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินผล

ตัวแปร/สิ่งทตี่ ้องการศึกษา
ตัวแปรตน้ คือ การจดั กิจกรรมโดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
ตัวแปรตาม คือ การจัดกิจกรรมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ด้านผลสัมฤทธิ์

จากการทำแบบทดสอบ

กลุม่ เป้าหมาย
ผู้เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 จำนวน 5 คน ปกี ารศึกษา 2562 โรงเรยี นบา้ นเช่ียวขวาน

เนอ้ื หาทใ่ี ช้ในการวจิ ยั

ส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ของระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) ของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พื้นฐาน เรือ่ ง พืช

เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจัย

1. เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการเรียนการสอน
1.1 แผนการจดั กิจกรรมซอ่ มเสริมเพอื่ ทบทวนบทเรียนวทิ ยาศาสตร์ จำนวน 1 แผน 4 ช่วั โมง

เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อทบทวนความรู้
เรื่องพชื

ข้ันตอนการพัฒนาเครือ่ งมอื :
การวางแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถงึ การตคี วามหมายของหลักสูตร และการกำหนดรายละเอียด
ของหลกั สูตรทจี่ ะตอ้ งนำมาจัดกาเรียนการสอนให้แกผ่ เู้ รยี น ผลจากการวางแผนจะได้เปน็ คู่มือที่ใช้เป็นแนวทาง
เรยี กวา่ กำหนดการสอน ประกอบดว้ ยกจิ กรรม ดงั นี้

1) ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร ได้แก่ หลักการ จุดหมาย โครงสร้าง เวลาเรียน แนวทางการ
ดำเนนิ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ตอบสนองจุดประสงค์การเรยี นรู้ และจดุ ม่งุ หมายของหลกั สูตร การ
วัดและการประเมินการเรียน คำอธิบายในแต่ละกลุ่มประสบการณ์ ซึ่งระบุเนื้อหาที่ต้องให้ผู้เรียนได้เรียน
ตามลำดับขั้นตอนกระบวนการที่ต้องให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดการ
เรยี นรู้

11

2) ศึกษาความสอดคล้องสมั พนั ธ์กนั กบั องค์ประกอบแต่ละส่วนของหลกั สูตร
3) ลำดับความคิดรวบยอดที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ก่อนหลัง โดยพิจารณาขอบข่ายเนื้อหา
และกิจกรรมทกี่ ำหนดไวใ้ นคำอธบิ ายรายวิชา
4) กำหนดผลที่ต้องการ เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อได้เรียนรู้
ความคิดรวบยอดแตล่ ะเร่ืองแลว้
5) กำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอนตามลำดับขน้ั ตอนท่กี ำหนดไวใ้ นคำอธิบายรายวชิ า หรือ
อาจพิจารณาจากกจิ กรรมท่เี หมาะสมกบั เนอ้ื หาสาระ
6) กำหนดเวลาเรยี นใหเ้ หมาะสมกับขอบข่ายเนื้อหาสาระหรือความคิดรวบยอด จุดประสงค์
การเรยี นรูแ้ ละกจิ กรรมท่กี ำหนดไว้

2. เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
2.1 ใบงานโครงงาน : สำหรบั จัดทำรูปเล่มโครงงานคน้ ควา้ หาข้อมลู เรื่องพืช
2.2 แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ : ประเมนิ ผลการเรียนรจู้ ากกจิ กรรม
ข้นั ตอนการพัฒนาเครอ่ื งมือ :
1) ใบงานโครงงาน : สรา้ งใบงานโครงงาน ทเ่ี สรมิ ทักษะตามหลกั สตู รมาตรฐาน โดย

การศึกษาตัวชีว้ ดั ทางการเรยี นและจดุ ประสงค์ในแผนการจดั การเรยี นรู้
เกณฑ์การประเมินแบบฝึกหดั /ใบงาน
1.1) ความถูกตอ้ งตามหลกั วชิ า
3 ระดับคุณภาพดีมาก
2 ระดบั คุณภาพดี
1 ระดับคุณภาพพอใช้
1.2) ความเรยี นรอ้ ยและความสมบรู ณ์ของผลงาน
3 ระดบั คุณภาพดีมาก
2 ระดบั คุณภาพดี
1 ระดบั คุณภาพพอใช้
1.3) ความรบั ผดิ ชอบ
3 ระดบั คุณภาพดีมาก
2 ระดับคุณภาพดี
1 ระดบั คุณภาพพอใช้

2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ : ใช้แบบทดสอบ เรอ่ื งพชื จำนวน 8 ขอ้ กำหนดให้ถูกร้อยละ 60
จงึ จะผ่านการประเมิน

12

การวิเคราะหข์ ้อมลู

วเิ คราะห์เชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) สำหรบั บนั ทกึ หลังการจัดกิจกรรม
วิเคราะห์เนือ้ หา (Content Analysis) รวบรวม และแยกแยะข้อมลู รวมทัง้ ตีความหมาย จากใบงานโครงงาน
และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์

สถิติทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

1. สถติ พิ นื้ ฐาน

เม่ือ แทนค่าเฉล่ีย
แทนผลรวมของคะแนน

N แทนจำนวนผูเ้ รยี น
2. ร้อยละ

13

แผนการวจิ ยั

คำถามวจิ ยั ตวั แปรท่ี แหลง่ ข้อมูล วิธกี าร/ การเกบ็ รวบรวม วิธวี เิ คราะห์

ศกึ ษา เครื่องมือ ขอ้ มลู ขอ้ มลู

1. การพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจดั ผูส้ อน/ผ้วู จิ ยั แบบบนั ทกึ หลัง บันทกึ หลังการ ผเู้ รยี นร้อยละ

โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem- กิจกรรมโดย การจัดกิจกรรม จดั กจิ กรรม 80 มสี ว่ นร่วมใน

Based Learning) เพ่ือทบทวนความรู้ ใช้ปญั หาเป็น กระบวนการ

เร่ืองพชื ทีเ่ หมาะสมกับสภาพการจดั การ ฐาน เรยี นรู้ เกดิ

เรยี นการสอนทบทวนเม่อื เหลือชัว่ โมง (Problem- ความสนใจ

หลังจากจบบทเรยี นทัง้ หมดของวชิ า Based ต้งั ใจ และใฝ่

วิทยาศาสตร์ เป็นอย่างไร Learning) เรียนรู้

2. การใชก้ ารพฒั นาการจัดกจิ กรรมการ ผลสัมฤทธิ์ ผู้เรยี น -ใบงานโครงงาน -ผลการประเมิน -การประเมนิ 3

เรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem- จากการทำ -แบบทดสอบ -ผลการทดสอบ ระดับ

Based Learning) สามารถพฒั นา แบบทดสอบ -ไมต่ ่ำกวา่ ร้อย

ผลสัมฤทธิ์ เรอ่ื งพชื ของผ้เู รยี นช้ัน ละ 60 (ผา่ น)

ประถมศึกษาปที ี่ 4 ได้หรือไม่อย่างไร

14

บทที่ 4
ผลการวิจัย

มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
สำหรับทบทวนความรูเ้ รื่องพืช ท่เี หมาะสมกบั สภาพการจดั การเรียนการสอนทบทวนเม่ือมเี วลาเหลือจากการสอน
บทเรียนเสร็จสิ้นแล้วในรายวิชาวิทยาศาสตร์ และเพื่อศึกษาผลการทบทวนความรู้เรื่องพืช (ส่วนประกอบต้นไม้
สว่ นประกอบดอกไม้ พชื ดอก พชื ไร้ดอก พชื ใบเลย้ี งเดย่ี วและพืชใบเลยี้ งคู่) ของการจัดกิจกรรมการเรยี นร้ใู นชั่วโมง
ซ่อมเสรมิ ระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โดยเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู เป็นลำดับ
ในลกั ษณะตารางประกอบคำบรรยายดังนี้

1. การวเิ คราะหผ์ ลการทำใบงาน
2. การวเิ คราะห์ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นจากแบบทดสอบ
3. การวเิ คราะหห์ าความเหมาะสมของการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-
Based Learning) สำหรับทบทวนความรู้เร่อื งพชื จากบันทึกหลงั แผนการจดั กจิ กรรม

1. การวเิ คราะหผ์ ลการทำกิจกรรม
ในระหวา่ งการจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) สำหรบั
ทบทวนความรเู้ ร่ืองพืช ได้จัดให้นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 จำนวน 5 คน ทำใบงาน ผลการประเมนิ ระดบั
คณุ ภาพแสดงดงั ตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 แสดงการวเิ คราะห์ระดับคณุ ภาพในการทำใบงานโครงงาน

ผลการประเมินระดับคุณภาพ จำนวนนกั เรียนท่ไี ด้ คดิ เปน็ รอ้ ยละ
40
ดีมาก 2 40
20
ดี 2

พอใช้ 1

จากตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ระดับคุณภาพในการทำใบงานโครงงาน ของนักเรียนรายกลุ่มนั้น
พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 คน สามารถทำใบงาน มีระดับคุณภาพดีมาก ร้อยละ 40
คุณภาพดี รอ้ ยละ 40 และ คุณภาพพอใช้ รอ้ ยละ 20

2. การวเิ คราะห์ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากแบบทดสอบ เรอื่ งพชื
หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) สำหรับทบทวน
ความรู้เรื่องพืช ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ด้วยแบบทดสอบ เรื่องพืช โดยนักเรียนที่จะผ่านเกณฑ์ต้อง
ทำแบบทดสอบไดไ้ มต่ ำ่ กวา่ รอ้ ยละ 60 แสดงดงั ตารางที่ 3

15

ตารางท่ี 3 แสดงผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบ เรอื่ งพชื

ผลการประเมนิ ระดบั คุณภาพ จำนวนนกั เรยี นท่ผี า่ น (คน) คดิ เป็นร้อยละ

ผ่าน 4 80

ไมผ่ า่ น 1 20

จากตารางที่ 3 ผลการทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบ เรื่องพืช ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 จำนวน 5 คน สามารถทำแบบทดสอบไดผ้ า่ นเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 80 ได้คา่ เฉลย่ี คดิ เปน็
ร้อยละ 68

3. การวิเคราะห์หาความเหมาะสมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem
- Based Learning) สำหรับทบทวนความรูเ้ รอ่ื งพชื จากบันทึกหลังแผนกิจกรรมซอ่ มเสรมิ

หลังการจัดกระบวนการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ทำการบันทึกหลังการจัดกิจกรรมซ่อมเสริม โดยผลจาก
การสอนแสดงดงั ตอ่ ไปน้ี

ผลการจดั กิจกรรม
นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกบั เรอ่ื งพืช ในหวั ข้อตา่ ง ๆ ทัง้ 6 หวั ขอ้ มีความภูมใิ จในการคน้ คว้า
หาข้อมูล จัดทำสอ่ื ตลอดจนการนำเสนอข้อมูล และสามารถทำแบบทดสอบ เรื่องพืชได้ในระดับดี

นกั เรยี นเกิดทกั ษะใดบ้าง ทำเคร่ืองหมาย  ในชอ่ งว่างท่ีตรงกบั สิ่งที่ทำได้

 การสังเกต  การวัด  การใชจ้ ำนวน  การจำแนกประเภท

 การหาความสมั พันธร์ ะหว่าง  สเปซกับสเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจัดกระทำและการสอื่ ความหมายข้อมลู  การพยากรณ์

 การลงความเหน็ จากข้อมูล  การต้ังสมมตฐิ าน  การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ าร

 การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร การทดลอง  การตีความหมายและลงข้อสรุป

 การสรา้ งแบบจำลอง

นกั เรียนเกดิ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ใดบ้าง ทำเครื่องหมาย  ในชอ่ งวา่ งทต่ี รงกบั ทักษะทเี่ กดิ

 การสรา้ งสรรค์  การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ  การแกป้ ญั หา

 การสอ่ื สาร  ความร่วมมือ  การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ปัญหาและอปุ สรรค
นกั เรียนช้ัน ป.4 จำนวน 2 คน (เดก็ ชายภาสวชิ ญ์ แดงงาม และเด็กชายรัชชานนท์ ดว้ งช่วย) ยังขาด
สมาธิในการรว่ มกจิ กรรม

16

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
เพม่ิ แบบฝึกหัดสำหรบั นกั เรยี นท้งั หมด 2 คนที่กล่าวมา และใหท้ ำจากง่าย ไปส่ยู ากท่ีสุดหลาย
กิจกรรม

การวิจัยครั้งนี้มีคำถามการวิจัยสองข้อคือ ข้อที่หนึ่ง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อทบทวนความรู้เรื่องพืชที่เหมาะสมกับสภาพการจัดการ
เรียนการทบทวนในเวลาที่เหลือจากการสอนบทเรียนครบเนื้อหาแล้วในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นอย่างไร
ผู้วิจัยพบว่าหลังการจัดกิจกรรมทบทวนความรู้ด้วยพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem-Based Learning) ดังงานวิจัยนีม้ ีความเหมาะสมอยู่ในระดบั พอใช้ และควรปรับปรุงกระบวนการ
จัดกจิ กรรม จากบันทึกหลังแผนสอนตอ่ ไป จงึ จักมคี วามเหมาะสมยง่ิ ข้ึน

และคำถามการวิจัยข้อที่สองคือ การใช้การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem-Based Learning) สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรอ่ื งพชื ของผเู้ รยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ได้หรือไม่
อย่างไร ผ้วู ิจัยพบวา่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) ได้ประเมิน
ใบงานโครงงาน และการทดสอบผลสัมฤทธิด์ ว้ ยแบบทดสอบ เร่อื งพชื นกั เรียนสามารถทำใบงานได้อยู่ในระดับ
พอใช้ และทำแบบทดสอบได้ผ่าน รอ้ ยละ 68

17

บทท่ี 5
สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ

มีวัตถุประสงค์เพ่ือพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
สำหรับทบทวนความร้เู ร่ืองพชื ท่ีเหมาะสมกับสภาพการจดั การเรียนการสอนทบทวนเม่ือมีเวลาเหลือจากการสอน
บทเรียนเสร็จสิ้นแล้วในรายวิชาวิทยาศาสตร์ และเพื่อศึกษาผลการทบทวนความรู้เรื่องพืช (ส่วนประกอบต้นไม้
สว่ นประกอบดอกไม้ พืชดอก พืชไร้ดอก พชื ใบเลยี้ งเด่ียวและพชื ใบเลยี้ งคู่) ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั่วโมง
ซอ่ มเสริม ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2562

วตั ถปุ ระสงคข์ องงานวจิ ัย
1. เพอื่ พฒั นาการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) สำหรับ

ทบทวนความรเู้ ร่ืองพชื ที่เหมาะสมกบั สภาพการจัดการเรียนการสอนซ่อมเสริมวิชาวทิ ยาศาสตร์
2. เพื่อศึกษาผลสมั ฤทธ์ิของการกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)

ทบทวนความรู้เร่ืองพชื ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4

คำถามการวิจัย
1. การพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อ

ทบทวนความรู้เร่ืองพืชเหมาะสมกบั สภาพการจัดการเรยี นการสอนทบทวน เป็นอยา่ งไร
2. การใช้การพัฒนาการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)

สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เร่อื งพชื ของผูเ้ รียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไดห้ รือไม่อย่างไร

ขอบเขตการวจิ ัย
1. กลมุ่ เปา้ หมายท่ีใชใ้ นการวิจยั ครัง้ นี้เป็นผเู้ รียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 คน ปีการศกึ ษา 2562 ใน
โรงเรียนบา้ นเชยี่ วขวาน

2. เน้ือหาวิชาท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี เป็นสว่ นหนงึ่ ของกล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ ของระดับช้นั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 4-5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐานพุทธศักราช 2551 (ปรบั ปรุงพุทธศักราช 2560)
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน เรอื่ งพชื

3. ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ใู ชเ้ วลารวม 4 สปั ดาห์
4. ตัวแปรทศ่ี กึ ษา

4.1 ตัวจัดกระทำ คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เพือ่ ทบทวนความรเู้ รื่องพชื

4.2 ตัวแปรท่ีศกึ ษา คือ
4.2.1 การจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)

เพื่อทบทวนความรู้เร่ืองพชื

18

4.2.2 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) เพอ่ื ทบทวนความรู้เรอื่ งพชื ด้านผลสัมฤทธ์ิ

สรุปผลการวิจัย
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อทบทวนความรู้

เรื่องพืช กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเชี่ยวขวาน จำนวน 5 คน ผลการวิจัยซึ่งได้จากการ
วิเคราะห์ขอ้ มลู ปรากฏว่า

1. การจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อทบทวนความรู้เรือ่ ง
พชื มคี วามเหมาะสมกบั การทบทวนบทเรยี นวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งพชื เนอื่ งจากนักเรียนสามารถเรียนรู้ไดต้ าม
จดุ ประสงค์ มีความรคู้ วามเข้าใจสามารถนำไปใช้ได้

2. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพ่ือทบทวนความรู้เรอ่ื ง
พชื สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเรื่องพชื ได้ โดยหลังจากการจดั กิจกรรมซ่อมเสริมทบทวน นักเรียนสามารถ
ทำใบงาน ไดร้ ะดบั พอใช้ และทดสอบผลสมั ฤทธ์ิผา่ นเกณฑ์ ร้อยละ 68

ดังน้ันสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพ่ือ
ทบทวนความรู้เรื่องพืช เหมาะสมกับการใช้ทบทวนบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ
สามารถสรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจแก่นกั เรียนได้

อภปิ รายผล

จากผลที่ผวู้ จิ ัยได้จัดกจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อทบทวน
ความรู้เรื่องพืช พบประเด็นที่สามารถนำมาอภปิ รายผลได้ดังน้ี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่ออกมาได้ผลลัพธ์รอ้ ยละ
68 นั้น ทั้งนี้เพราะว่าในกระบวนการจัดกจิ กรรมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เป็นรูปแบบ
หนึ่งของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ อีกทั้งการปลูกจิตวิทยาศาสตร์ยังทำให้นักเรียนเกิด
ความสนใจและชอบในวิชาวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความเข้าใจดังผลการประเมินใบงาน และผลการทดสอบ
ผลสมั ฤทธ์ิ

ข้อเสนอแนะ
จากการศกึ ษาวจิ ยั เพ่ือพัฒนากจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อ

ทบทวนความรู้เรื่องพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเชี่ยวขวาน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในด้าน
ตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1. ข้อเสนอแนะจากการวจิ ยั ครั้งนี้
ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนการจัดกิจกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่

ขึ้นอยู่กับผู้สอนด้วย ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องเข้าใจเน้ือหาและวิธีการใช่สื่อประกอบการสอนเปน็ อย่างดี ซึ่งสามารถ
ทำได้โดย ครูผูส้ อนจะตอ้ งศกึ ษาคู่มือครูให้เข้าใจ และสามารถปฏบิ ัติตามข้ันตอนต่าง ๆ ตามแผนการจัดการเรียนรู้
ท่ีจัดเตรียมไว้

19

2. ขอ้ เสนอแนะเพือ่ การวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
2.1 ควรมีใบฝึกกิจกรรมมากมายสำหรับเด็กที่สมาธิสั้น เนื่องจากใบกิจกรรมที่ให้นักเรียนทำอาจ
เน้อื หามากเกินไป จึงทำให้นกั เรยี นรู้สกึ ไมอ่ ยากทำ
2.2 ควรศึกษากระบวนการและเทคนิคการสอนในรูปแบบต่าง ๆ หรอื นำนวัตกรรมท่ีเหมาะสมมา
ใช้เพ่ือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนร้ตู อ่ ไป

20จ

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พ์องคก์ ารรับสง่ สินคา้ และพสั ดภุ ณั ฑ์

ฐิตาภรณ์ พิมพ์จันทร์ (2557). ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน ร่วมกบั คำถามปลายเปิด
เรื่อง ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์
มหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .

ทิพวรรณ หล่อสวุ รรณรัตน.์ (2548). การจดั การความรู.้ ใน วารสารพฒั นบริหารศาสตร์, 45(2), 1-24.
พิเชฐ บัญญัต.ิ (2549). การจัดการความรู้ในองค์กร. ใน วารสารห้องสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม.่ 13(1), 118
โทนี บซู าน. (2544). วธิ เี ขียน Mind Map (How to Mind Map). (ธัญกร วรี นนท์ชัย, ผแู้ ปล). กรงุ เทพฯ:ขวัญ

ขา้ ว 94.
ธัญญา และ ขวญั ฤดี ผลอนันต์ (2550). Mind Map ® กับการศกึ ษาและการจัดการความรู้ กรุงเทพฯ: ขวญั

ขา้ ว
ภพ เลาหไพบูลย.์ (2540). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานิช
พทุ ธวรรณ ขันต้นธง. (2554). หลักการการวจิ ัยการจัดการความร้.ู วทิ ยาลัยศลิ ปะ ส่ือ และเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.

21

ภาคผนวก ก

22

แผนการจดั การเรยี นรเู้ พ่ือทบทวนเรอ่ื งพชื

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 ส่งิ มชี ีวิต จำนวน 4 ชั่วโมง
เรื่อง สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื จำนวน 4 ช่วั โมง
ครผู ูส้ อน นางสาวอญั ชนา วชิ ยั กุล

สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
พืชมีส่วนประกอบต่าง ๆ มากมาย หน้าที่ส่วนประกอบของพืชมีความแตกต่างกัน ดอกของพืชทำ

หน้าที่ล่อแมลง เม่ือเกสรตวั ผใู้ นดอกปล่อยละอองเรณูเข้าปฏิสนธิกับออวลุ และรงั ไขข่ องเกสรตัวเมียจะเกิดผล
และเมล็ดขึ้นและงอกเป็นต้นใหม่ ต้นกล้าที่งอกใหม่หากมีรากแก้ว ใบเลี้ยงที่ออกมาเป็นคู่ และเส้นใบแบบ
รา่ งแหเป็นพชื ใบเล้ียงคู่ แตห่ ากต้นกล้าท่งี อกใหมม่ ีรากฝอย ใบเลย้ี งครงั้ แรกใบเดยี ว แบบขนาน และลำต้นเป็น
ขอ้ ปลอ้ ง เปน็ พชื ใบเลย้ี งเด่ียว
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ซ่อื สตั ย์สจุ รติ
2. มวี ินัย
3. ใฝ่เรยี นรู้
4. มุง่ ม่นั ในการทำงาน
5. มีจิตสาธารณะ
สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น

- ความสามารถในการสือ่ สาร
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
- ความสามารถในการแก้ปญั หา
สาระการเรียนรู้
1. พชื ใบเลย้ี งคูใ่ บเลยี้ งเด่ียว
2. ส่วนประกอบดอก

23

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เพื่อจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
2. เพ่ือทบทวนความรูเ้ ร่อื งพชื
3. เพื่อวัดระดบั ผลสมั ฤทธห์ิ ลังการจัดกิจกรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ข้ันนำเขา้ สู่บทเรยี น ชว่ั โมงท่ี 1 – 2
1. ทบทวนและให้ความรู้เร่ืองพืช (ส่วนประกอบต้นไม้ ส่วนประกอบดอกไม้ พืชดอก พืชไรด้ อก พืช

ใบเล้ียงเด่ยี วและพชื ใบเลย้ี งคู่) ลักษณะถามคำถามเพื่อทบทวนความร้เู ดิม

ขน้ั สอน
1. นักเรียนจับสลากหัวข้อ (ส่วนประกอบต้นไม้ ส่วนประกอบดอกไม้ พืชดอก พืชไร้ดอก พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
และพืชใบเลีย้ งค)ู่
2 ครูกำหนดปัญหาให้นักเรียนเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลตามครูกำหนด ตามการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น
ฐาน (Problem-Based Learning) โดยกำหนดให้นักเรยี นหาความหมาย และรายละเอียดขอ้ มลู ความรู้ต่าง ๆ
3. นกั เรยี นร่วมกนั หาขอ้ มลู โดยครูเป็นทีป่ รึกษาในกิจกรรม

ขั้นสรปุ ชว่ั โมงท่ี 3
4. นักเรียนนำเสนอข้อมูลผลการศกึ ษาค้นคว้าข้อมูลในหวั ข้อท่ไี ด้รับ และผ่าดอกไม้ เพื่อดแู ละ
สงั เกตส่วนประกอบของดอกไม้

ช่ัวโมงที่ 4
5. ทดสอบด้วยแบบทดสอบ เร่อื งพชื
สื่อและแหล่งการเรียนรู้
1. รูปแบบโครงงาน
2. แผน่ ป้ายแสดงความรู้เรือ่ งส่วนประกอบของดอก
3. อุปกรณ์ในการผ่าดอกไม้ได้แก่ มดี คัตเตอร์
4. แบบทดสอบ เรอ่ื งพืช
5. แหลง่ สบื ค้นขอ้ มลู จากอนิ เทอร์เนต็

24

วัดและประเมินผล

1. สงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในเรอื่ งต่อไปน้ี

1.1 สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกิจกรรม
1.2 สังเกตความสำเรจ็ ของผลงานในการปฏบิ ัติกิจกรรม

สรปุ ผลหลังการจัดการเรียนรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้
นกั เรียนมคี วามรู้ความเขา้ ใจ เกี่ยวกบั เรือ่ งพืช ในหัวข้อต่าง ๆ ทงั้ 6 หัวข้อ มีความภมู ใิ จในการคน้ ควา้

หาขอ้ มลู จัดทำสอื่ ตลอดจนการนำเสนอข้อมูล และสามารถทำแบบทดสอบ เรื่องพืชได้ในระดบั ดี

นักเรียนเกดิ ทกั ษะใดบา้ ง ทำเครื่องหมาย  ในช่องว่างทีต่ รงกบั สิ่งที่ทำได้

 การสังเกต  การวัด  การใชจ้ ำนวน  การจำแนกประเภท

การหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง  สเปซกับสเปซ  สเปซกบั เวลา

 การจัดกระทำและการสอื่ ความหมายข้อมูล  การพยากรณ์

 การลงความเห็นจากข้อมูล  การต้ังสมมติฐาน  การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร

 การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร  การทดลอง  การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ

 การสรา้ งแบบจำลอง

นักเรยี นเกิดทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ใดบา้ ง ทำเคร่อื งหมาย  ในช่องว่างทีต่ รงกับทักษะท่ีเกดิ

 การสรา้ งสรรค์  การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ  การแกป้ ัญหา

 การสอ่ื สาร  ความรว่ มมือ  การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร

ปัญหาและอุปสรรค
นักเรียนช้ัน ป.4 จำนวน 2 คน (เดก็ ชายภาสวิชญ์ แดงงาม และเดก็ ชายรัชชานนท์ ดว้ งชว่ ย) ยังขาด
สมาธใิ นการรว่ มกจิ กรรม
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
ใช้กิจกรรมหลากหลายเพม่ิ ข้นึ และใช้วธิ กี ารเพื่อนชว่ ยเพอ่ื น

ลงช่ือ………………อัญชนา วิชยั กลุ ………………….ผ้สู อน
(นางสาวอญั ชนา วิชยั กุล)

วันท่ี 25 เดอื น กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563

25

26

ภาคผนวก ข

27

แบบทดสอบ เรอ่ื งพชื
เน้อื หาตาม Test-Blueprint-O-NET-2562

- หนา้ ท่ขี องท่อลาํ เลียงนำ้ และอาหาร และปากใบของพืช(คายนำ้ )
- ปัจจัยทสี่ าํ คญั ตอ่ การเจรญิ เติบโต และการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืช
- สว่ นประกอบของดอก และโครงสร้างที่เกี่ยวขอ้ งกับการสบื พนั ธุข์ องพชื ดอก
- การสบื พนั ธแุ์ บบอาศัยเพศ และไมอ่ าศัยเพศของพืชดอก
- วฎั จกั รชีวติ ของพืชดอก
- พืชดอก และพืชไม่มีดอก
- พชื ใบเลยี้ งเดี่ยว และพืชใบเลย้ี งคู่

28

1. ตัดส่วนประกอบของพืชชนิดหนึ่ง ได้แก่ ราก ลำต้น และใบ แล้วแยกแต่ละส่วนประกอบ
ใส่ในภาชนะ A B และ C ภาชนะละ 1 ชิ้น จากนั้นบันทึกผลสังเกตลักษณะภายนอก
และการทดสอบแปง้ ด้วยสารละลายไอโอดนี ดังตาราง

สว่ นประกอบ ผลการสงั เกตลักษณะภายนอก ผลการทดสอบแปง้
ในภาชนะ สี ข้อ ปลอ้ ง และตา ปากใบ
สนี ้ำตาลออ่ น พบ ไม่พบ เปลย่ี นเป็นสนี ้ำเงนิ เขม้
A สีเขียว ไม่พบ พบ เปลย่ี นเป็นสนี ้ำเงนิ เขม้
B สขี าว ไมพ่ บ ไมพ่ บ
C ไมเ่ ปล่ยี นแปลง

หากต้องการวัดส่วนประกอบที่มีโครงสร้างทำหน้าที่คายน้ำ และทำหน้าที่ดูดน้ำของพืชควรเลือก
ส่วนประกอบในภาชนะใดมาวาด ตามลำดับ

1. A และ C 2. B และ A

3. B และ C 4. C และ B

2. นำพืชชนิดเดียวกัน 2 ต้นมาจัดชุดการทดลอง ก และ ข จากนั้นเด็ดใบสีเขียวที่มีขนาด และ
อายุเท่ากัน จากการทดลองแต่ละชุด มาทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีน ได้ผลการทดสอบ
เป็นดังภาพ

จากภาพผลการทดสอบเกดิ จากการจดั ชุดการทดลองตามข้อใด
1. ชุดการทดลอง ก และ ข ไวใ้ นทม่ี ืด แตไ่ มไ่ ดร้ ดน้ำในชดุ การทดลอง ข
2. ชุดการทดลอง ก และ ข ไว้ในที่มแี สง แต่ไม่ได้รดนำ้ ในชุดการทดลอง ก
3. การทดลอง ก ไว้ในท่ีมืด ชุดการทดลอง ข ไว้ในที่มีแสงและรดน้ำท้งั สองชดุ การทดลอง
4. ชุดการทดลอง ก ไวใ้ นทีม่ ีแสง ชุดการทดลอง ข ไว้ในที่มืด รดน้ำท้งั สองชุดการทดลอง

29

3. เด็กชายนาวินเก็บดอกไม้ 4 ชนิด ชนิดละ 2 ดอกมาศึกษาโดยการ ผ่า และดึงดูส่วนประกอบต่าง ๆ ของ
ดอก แล้วบันทึกผลการศึกษาเปน็ ตาราง

ชนิดของดอกไม้ ส่วนประกอบของดอกไม้

A กลบี เลย้ี ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมยี
B
C ✓ ✓✓ ✓
D ✓ 
✓ ✓✓ ✓
✓ ✓
✓✓

✓

หมายเหตุ สญั ลักษณ์ ✓ = มี

 = ไม่มี

จากตาราง ข้อใดสรปุ ถูกต้อง

1. ดอกไม้ที่มสี ว่ นประกอบไมค่ รบสว่ น แตส่ มบูรณ์เพศ คือ A และ B

2. ดอกไม้ที่มีสว่ นประกอบครบส่วน และสมบูรณ์เพศ คือ A และ C

3. ดอกไมท้ ่มี สี ่วนประกอบไม่ครบส่วน และไม่สมบรู ณเ์ พศ คอื B และ C

4. ดอกไม้ทม่ี ีส่วนประกอบครบสว่ น แตไ่ มส่ มบรู ณ์เพศ คอื C และ D

4. วธิ กี ารเพ่มิ จำนวนพืชท่เี กย่ี วข้องกบั การสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศคือข้อใด

1. การตอนกง่ิ ตน้ ส้ม

2. การตดิ ตากหุ ลาบ

3. การปักชำสะระแหน่

4. การเพาะเมลด็ มะม่วง

30

5. พืชต้นหนึ่งมีดอกไม่สมบูรณ์เพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกันเริ่มมีดอก
พร้อมกนั แต่ใชร้ ะยะเวลาในการเจริญไปเปน็ ดอกที่พร้อมปฏิสนธิไมเ่ ทา่ กนั ตามแผนภาพ

O-NET ปี การศึกษา 2561

หากต้องการใชพ้ ชื ต้นนี้ติดผลจากการผสมเกสรของดอกไมต้ น้ เดียวกนั นกั เรยี นควรช่วยผสมเกสรหลังจากเพาะ
เมล็ดกี่วนั

1. 21 วนั 2. 35 วัน

3. 41 วนั 4. 50 วัน

6. ขอ้ มลู แสดงวฏั จักรชีวติ ของพชื มีดอก 4 ชนิด เป็นดังน้ี

วัฎจกั รชีวิตของพืช

ชนดิ ของพชื เมลด็ ต้นออ่ น ต้นโตเต็มท่ี ดอก

ตน้ ออ่ น ตน้ โตเต็มที่ ดอก เมล็ด
10 วัน
ชนิด ก 7 วนั 45 วัน 15 วนั 7 วนั
15 วัน
ชนิด ข 15 วนั 30 วนั 15 วัน 14 วัน

ชนิด ค 7 วนั 40 วัน 7 วนั

ชนดิ ง 15 วัน 20 วัน 14 วนั

จากข้อมลู หากชาวสวนตอ้ งการปลกู พืช เพื่อเกบ็ ดอกไปขาย ควรเลือกปลูกชนิดใด

เพอื่ ให้สามารถเกบ็ ดอกได้เรว็ ที่สดุ

1. ชนดิ ก 2. ชนดิ ข

3. ชนิด ค 4. ชนิด ง

31

7. แผนผังแสดงการจัดกลมุ่ พชื 5 ชนดิ ออกเปน็ 2 กลุ่ม ดงั นี้

จากแผนผัง พชื ชนิดใดต่อไปนค้ี วรจัดไว้ในกลมุ่ ก

1. เฟริ น์ 2. บัว

3. มะลิ 4. ชวนชม

8. ข้อมูลแสดงโครงสร้างภายนอกของพชื ชนดิ เป็นดังตาราง O-NET ปี การศึกษา 2561

ชนดิ ของพืช โครงสรา้ งภายนอก

A ราก ลำตน้ ใบ จำนวนกลบี ดอก (กลีบ) ผล
B ✓ 
C ✓ ✓✓  ✓
D ✓ ✓
✓ ✓✓ 3 ✓

✓✓ 5

✓✓ 6

✓ หมายถงึ มีส่วนประกอบ และ  หมายถงึ ไมม่ ีสว่ นประกอบ
ข้อใดกลา่ วถึงประเภทของพชื แต่ละชนดิ ใดถูกต้อง
1. พชื A เปน็ พชื ไม่มีดอก ส่วนพืช B เปน็ พชื ใบเลีย้ งเดี่ยว
2. พชื B เป็นพืชใบเลย้ี งเด่ียว สว่ นพืช D เปน็ พืชใบเลยี้ งคู่
3. พืช B เปน็ พืชใบเลี้ยงคู่ ส่วนพืช C เป็นพืชใบเลี้ยงเดยี่ ว
4. พชื C เป็นพืชใบเลย้ี งเด่ียว ส่วนพชื A เป็นพืชไม่มีดอก

32

เฉลย

1. 2 2. 4
3. 2 4. 4
5. 3 6. 4
7. 1 8. 2

33

ภาคผนวก ค

34

ภาพถ่าย

35

36


Click to View FlipBook Version