พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ & พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
วิชา ประวัติศาสตร์ไทย
น . ส . ป พิ ช ญ า ป า น รัต น์ ม . 4 / 3 เ ล ข ที่ 3 2
สมัยก่อน
รัตนโกสินทร์
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 15 แห่งกรุงศรีอยุธยา (บ้างก็ว่า 16)
ประวัติ
ทรงพระนามเดิมว่า “พระเฑียรราชา” ทรงเป็นพระราชโอรส
ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และเป็นพระอนุชาต่างพระชนนี
ของสมเด็จพระไชยราชาธิราช แต่เมื่อสมเด็จพระไชย-
ราชาธิราชเสด็จสวรรคต ราชสำนักก็เกิดการแย่งชิงอำนาจ
ระหว่างกัน ท้าวศรีสุดาจันทร์ และขุนวรวงศาธิราชได้ขึ้น
ครองกรุงศรีอยุธยา พระเทียรราชาจึงออกผนวช ณ วัดราช-
ประดิษฐาน เมื่อขุนพิเรนทรเทพและคณะขุนนางร่วมมือกัน
กำจัดขุนวรวงศาธิราช และท้าวศรีสุดาจันทร์ได้แล้วจึงได้
อัญเชิญพระเทียรราชาให้ลาผนวช และเสด็จขึ้นครองราชย์
ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ” ซึ่งพระองค์ได้
ทรงให้ความดีความชอบแก่ขุนนางหลายคน และเพื่อเป็นการ
ตอบแทน เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้ทรงแต่งตั้งให้
ขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก
ซึ่งมีฐานะเป็นอุปราช และยังมอบพระราชธิดาให้เป็นพระ-
อัครชายาอีกด้วย ฯลฯ
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านการบริหารบ้านเมือง
ในรัชกาลนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากคราวขุนวรวงศาธิราช
สภาพบ้านเมืองไม่ได้สงบสุขเท่าที่ควร มีเหตุการณ์ความไม่สงบทั้ง
ภายในและภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับกรุงหงสาวดี
ยุทธศาสตร์ในการป้องกัน คือ ใช้พระนครเป็นที่มั่น
เมื่อพ.ศ.2092 ทรงให้ก่อกำแพงพระนครศรีอยุธยาเป็นอิฐปูนตามแบบ
ฝรั่งเป็นครั้งแรก จากเดิมที่ถมดินเป็นเชิงเทินแล้วปักเสาไม้ระเนียด
ด้านบน
โปรดให้รื้อกำแพงเมืองด้านหน้าด่านชั้นนอกออก 3 เมือง คือ
สุพรรณบุรี ลพบุรี และนครนายก เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกอาศัยเป็นที่
ตั้งมั่น
โปรดให้ขุดคลองมหานาคเป็นคูเมืองออกไปถึงชายทุ่งภูเขาทอง คาดว่า
เริ่มขุดตั้งแต่ศึกพระสุริโยทัยขาดคอช้างแต่เพิ่งมาเสร็จ
โปรดให้สำรวจบัญชีสำมะโนครัวใหม่ ตามหัวเมืองชั้นในทุกหัวเมือง
ทำให้ทราบจำนวนชายฉกรรจ์ที่สามารถทำการรบได้
ทรงตั้งเมืองใหม่ขึ้น 3 เมือง เพื่อให้เป็นที่รวมพล และง่ายต่อการเกณฑ์
เข้าพระนคร
ยกตลาดขวัญเป็น เมืองนนทบุรี
ยกบ้านท่าจีนเป็น เมืองสาครบุรี
แบ่งเอาเขตเมืองราชบุรี และเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองนครชัยศรี
พ.ศ.2095 โปรดให้แปลงเรือแซ (เรือยาวตีกรรเชียง ใช้คนพาย
ประมาณ 20 คน) เป็นเรือชัย (เรือที่มีปืนใหญ่ยิงได้ที่หัวเรือ และมีหัว
สัตว์) หรือนั่นก็คือการพัฒนาเรือรบนั่นเอง ซึ่งก็คือเรือที่ใช้ในพระราช
พิธีปัจจุบัน
โปรดให้จับช้างเข้ามาในราชการ ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรง
สามารถจับช้างเผือกได้ถึง 7 เชือก จึงได้รับขนานพระนามว่า “พระเจ้า
ช้างเผือก” อีกพระนามหนึ่ง
คลองมหานาค
ช้างเผือก เรือแซ
เรือชัย / เรือไชย
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านการทำศึกสงคราม
ศึกพระสุริโยทัยขาดคอช้าง
พ.ศ. 2091 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่าคิดว่าไทยอ่อนแอเพราะการผลัดแผ่นดิน
จึงยกทัพใหญ่บุกล่วงมาถึงชานพระนครกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยกทัพออกรบ
โดยมีสมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีเข้าร่วมรบจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง
สงครามช้างเผือก (พ.ศ. 2106)
ตามพระราชประเพณีโบราณของประเทศในตะวันออกถือกันว่า ถ้ากษัตริย์พระองค์
ใดมีช้างเผือกเกิดขึ้นในรัชกาล ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีพระกฤษดาภินิหาร และบุญญาธิการสูง เพราะ
ช้างเผือกจะเกิดมาคู่บุญบารมีของกษัตริย์เท่านั้น แม้จะมีแค่เชือกเดียวก็ตาม แต่สมเด็จพระ-
มหาจักรพรรดิมีช้างเผือกถึง 7 เชือก เรื่องนี้จึงเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่อิจฉาของกษัตริย์ใน
แว่นแคว้นใกล้เคียง ซึ่งส่งผลร้ายต่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ นอกจากนี้ยังไปประจวบเหมาะ
กับที่พม่าเกิดมีกษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 2 พระองค์ติดต่อกัน จึงต่างก็
เอาเรื่องช้างเผือกมาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามกับไทย โดยพม่านั้นได้รับการปฏิเสธจากการ
ขอพระราชทานช้างเผือก จึงเตรียมกองทัพเรือ และปืนใหญ่จำนวนมากมาล้อมกรุงศรีอยุธยา
และระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาในพระนครจนฝ่ายไทยต้องยอมเป็นไมตรี และสละช้างเผือกให้
สงครามเสียกรุงครั้งที่ 1
ในปี พ.ศ.2111 พม่าได้ยกกองทัพใหญ่ 7 กองทัพ โดยมีทัพเมืองพิษณุโลกอยู่ด้วย และ
มีกำลังประมาณ 500,000 คน เดินทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทั้งสี่
ด้าน โดยมุ่งตีเข้ามาทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านที่คูเมืองแคบสุด และใช้กำลังทางเรือปิด
กั้นลำน้ำทางตอนใต้ เพื่อไม่ให้ฝ่ายไทยติดต่อกับหัวเมืองทางใต้ และต่างประเทศ พระเจ้าบุเรง-
นองต้องการให้ไทยเป็นเมืองขึ้น จึงใช้กุศโลบายยุยงให้ไทยแตกแยกกัน โดยเฉพาะระหว่างหัว
เมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งพระมหาธรรมราชาปกครองอยู่ที่พิษณุโลกกับสมด็จพระมหาจักพรรดิ และ
พระมหินทราธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่สุดใน พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองทรงกรีธาทัพใหญ่
มาตีกรุงศรีอยุธยา โดยได้พระมหาธรรมราชานำทัพจากพิษณุโลกมาช่วย ระหว่างนี้สมเด็จพระ-
มหาจักรพรรดิสวรรคต พระมหินทราธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่ไม่สามารถต้านศึกได้ พม่า
ล้อมกรุงอยู่ 8 เดือน กรุงศรีอยุธยาจึงตกเป็นของพม่า จากนั้นพระเจ้าบุเรงนองจึงได้สถาปนา
พระมหาธรรมราชาขึ้นเป็นกษั ตริย์อยุธยาในฐานะรัฐประเทศราช
ศึกพระสุริโยทัยขาดคอช้าง สงครามช้างเผือก
สงครามเสียกรุงครั้งที่ 1
การเสด็จสวรรคต
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระประชวรหนักประมาณ 25 วัน และ
เสด็จสวรรคตในขณะที่พม่าปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ขณะนั้นมีพระ-
ชนมายุ 64 พรรษา ครองสิริราชสมบัติได้ 20 ปี กรุงศรีอยุธยาแตก
หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตได้ไม่นาน
ตั้ว ศรัณยู เมื่อครั้งรับบท พระเฑียรราชา ในหนังเรื่อง สุริโยไท
สมัย ร.2
รัตนโกสินทร์
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ประวัติ
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิม
ว่า "ฉิม" พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาท-
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และกรมสมเด็จพระอมรินท-
รามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวง
เมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา-
โลกมหาราชเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี โดยพ.ศ. 2325
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงปราบดาภิเษกเป็น
ปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธ-
เลิศหล้านภาลัยทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษา พระราชบิดาจึงโปรด
สถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรม-
หลวงอิศราสุนทร” ครั้งมีพระชนมายุสมควรที่จะได้รับการอุปสมบท
พระราชบิดาจึงได้ทรงโปรดเกล้าฯให้อุปสมบท ณ วัดพระ-
ศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย ตลอดรัชกาล
ที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จตามพระราชบิดา
ไปในสงครามทุกครั้ง เมื่อพระชนมายุได้ 41 พรรษา พระราชบิดาได้
ทรงสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น “พระมหาอุปราชกรมพระราชวัง-
บวรสถานมงคล” ดำรงพระเกียรติยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ 3 ปี ครั้น
ถึงปี พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จ
สวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ นับเป็นองค์ที่ 2 แห่งพระ-
บรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-
นภาลัย”
พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 2 ใช้รูป ครุฑยุดนาค/ครุฑจับนาค
(ซึ่งมีชื่อวิมานของพญาครุฑว่า ฉิมพลี ซึ่งพ้องกับชื่อเดิมของพระองค์ท่านว่า “ฉิม”)
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านการบริหารบ้านเมือง
ระยะแรกของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าก็ยังคงรุกรานประเทศไทย
อย่างต่อเนื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเมือง และป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านคอย
ป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเลที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมือง
ปากลัด (ปัจจุบันคือ อ.พระประแดงจ.สมุทรปราการ) โดยมีพระราชบัญชา
ให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองก่อสร้างเมือง
นครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่ปากลัด พร้อมป้อมปีศาจผีสิง ป้อมราหู และป้อมศัตรู-
พินาศ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยู่ที่
นครเขื่อนขันธ์
ทรงให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่กองจัดสร้างป้อมผีเสื้อสมุทร ป้อม-
ประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธ์ ขึ้นที่เมือง
สมุทรปราการ และโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรม-หมื่นศักดิพล-
เสพย์ไปคุมงานก่อสร้างป้อมเพชรหึงส์เพิ่มเติมที่เมือง นครเขื่อนขันธ์
มีการสร้างเมืองหน้าด่านและป้อมปราการต่างๆขึ้นมากมาย เพื่อป้องกัน
ไม่ให้ข้าศึกเข้ามาถึงพระนครได้โดยง่าย
ทรงบริหารบ้านเมืองโดยให้เจ้านายรับหน้าที่ในการบริหารงานราชการ
ในกรมกองต่างๆ เท่ากับเป็นการให้เสนาบดีได้มีการปรึกษาข้อราชการ
ก่อนจะนำความขึ้นกราบบังคมทูล
โปรดเกล้าฯ ให้ผ่อนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชายเหลือเพียงปีละ
3 เดือน (เข้ารับราชการ 1 เดือนแล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3
เดือน สลับกันไป)
ทรงรวบรวมพลเมืองให้เป็นปึกแผ่น มีหน่วยราชการสังกัดแน่นอน โดย
พระราชทานโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกหน่วยราชการที่สังกัดได้
รายได้ของแผ่นดิน ได้จากการเก็บภาษีอากร (จังกอบ, อากร, ฤชา, ส่วย,
ภาษีเบิกร่อง (ภาษีปากเรือ))
ทางด้านการค้า ทําตามแบบเดิม คือ ให้พระคลังสินค้ามีอํานาจในการดูแล
การซื้อ-ขาย
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านการบริหารบ้านเมือง(ต่อ)
การค้ากับจีนรุ่งเรืองมาก โดยมีพ่อค้าจีน และขุนนางไทยเชื้อสายจีน
เป็นผู้ประสานงานภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่า
แต่งตั้งเจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์เข้ากํากับราชการ
กฎหมาย ทรงตราพระราชกําหนดสักเลข และพระราชกําหนดห้ามมิให้
สูบ และขายฝิ่ น
มีประเพณีพิธีกรรม ได้แก่ พระราชกรณียกิจลงสรง พระกําหนดพิธี
วิสาขบูชา พระราชพิธีอาพาธพินาศ
มีการตั้งโรงทาน
มีการใช้ธงช้างเป็นธงชาติ
การปฎิสังขรณ์วัด โปรดให้แกะลายสลักที่บานประตูพระวิหารพระศรี-
ศากยมุนี ณ วัดสุทัศน์ สร้างพระประทานในพระอุโบสถวัดแจ้ง และ
พระพักตร์พระพุทธธรรมมิศรราช
สถาปัตยกรรม ขยายเขตพระบรมมหาราชวังสร้างสวนขวา พระสมุทร-
เจดีย์ และสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์
ศาสนา มีทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา เช่น การปฎิสังขรณ์วัดวาอาราม
การสังคายนาบทสวดมนต์ การส่งสมณทูตไปประเทศลังกา ประพันธ์
วรรณคดีและกวีต่างๆ
ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา ทั้งทางด้าน
ประติมากรรม ด้านการดนตรี แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ ด้านวรรณคดี จน
เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของวรรณคดีไทยสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
ละครรำรุ่งเรืองถึงขีดสุด ด้วยพระองค์ทรงเป็นกวีเอก และทรงพระ-
ราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่มด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีพระราชนิพนธ์
เรื่อง อิเหนา ที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6
ว่าเป็น ยอดกลอนบทละครรำ
พิธีวิสาขบูชา
ประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี ฝิ่ น
ธงช้าง
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
พม่า
พ.ศ. 2352 หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ มีพระ-
ชนมายุได้ 43 พรรษานาน 2 เดือน พม่าก็ยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้
จึง โปรดฯให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุ-
รักษ์ เป็นจอมทัพไปปราบปรามพม่าจนสำเร็จ
พ.ศ. 2363 พม่าเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ โดยพระเจ้าจักกายแมงได้ข่าวว่า
ไทยเกิดโรคระบาด จึงยกทัพมาตี แต่ไทยได้จัดกองทัพไปป้องกันตาม
ทางที่พม่าจะเดินทางเข้ามา เมื่อพม่ารู้ข่าวจึงไม่กล้ายกทัพมา
ญวน
พ.ศ. 2353 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าเวียดนามยาลอง(กษัตริย์ญวน)ได้แต่งตั้งให้
ทูตเดินทางมาเคารพพระบรมศพ พร้อมกับถวายเครื่องราช-
บรรณาการเพื่อขอเมืองพุทธไธมาศกลับคืน จึงยอมให้เพื่อสมานพระ-
ราชไมตรี
กัมพูชา ( เขมร )
พ.ศ. 2353 สมเด็จพระอุทัยราชา(กษัตริย์เขมร)ถูกรัชกาลที่ 1 บริภาษ
(กล่าวโทษ)ไปเมื่อคราวเข้าเฝ้า จึงผูกใจเจ็บ ครั้นรัชกาลที่ 1 สวรรคตจึง
หันไปพึ่งอํานาจญวน ด้วยสมเด็จพระอุทัยราชากลัวว่าไทยจะยกทัพไป
ปราบปราม แต่ด้วยความเสียดายเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง จึง
ปรึกษากับญวนซึ่งมีนักองโปโหเป็นกองกําลัง นักองโปโหจึงเสนอแนะ
ให้เจ้าฟ้าทะละหะยกทัพไปไทย โดยทําทีว่าจะไปเก็บค้างคาวและยม-
ศิลาตามประเพณี ถ้าเห็นว่าอ่อนแอก็ให้โจมตีเมืองพระตะบอง แต่ฝ่าย
ไทยไหวตัวทัน จึงตีกองทัพเขมรแตกพ่ายไป
จีน (ในรัชกาลที่ 2 โปรดให้ไปเจริญพระราชไมตรีถึง 2 ครั้ง)
พ.ศ. 2353 โปรดให้ราชทูตอันเชิญพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าเกีย-
เข้ง กรุงปักกิ่ง เพื่อให้จีนทราบว่าไทยเปลี่ยนแผ่นดินใหม่
พ.ศ. 2364 โปรดให้อัญเชิญพระราชสาส์น โดยมีพระยาสวัสดิสมุทร
เป็นทูตไปแสดงความยินดีต่อพระเจ้าเตากวางที่ครองราชย์ต่อจาก
พระเจ้าเกียเข้ง พร้อมคํานับพระศพด้วย
พระราชกรณียกิจ
ที่สำคัญ
ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
โปรตุเกส
พ.ศ. 2361 ประเทศโปรตุเกสแต่งตั้งให้ มร. คาร์ลอส มานูเอล ซิลเวียรา
เป็นทูตถือสาส์นนําเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญพระราชไมตรี
สมัยรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้เป็นกงสุลโปรตุเกสประจำประเทศไทย และ
รัชกาลที่ 2 ก็โปรดฯให้รับราชการเป็นขุนนาง ดำรงตำแหน่งเป็น
หลวง-อภัยพาณิช
สหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2364 กัปตันแฮน เป็นพ่อค้าชาวอเมริกันคนแรกที่ได้ถวาย
ปืนคาบศิลา 500 กระบอก จึงโปรดให้เป็น หลวงภักดีราช / หลวง-
ภักดีราชกปิตัน
อังกฤษ
พ.ศ. 2365 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษตั้งผู้สําเร็จราชการ
อินเดีย คือ มาร์ควิส เฮสติงค์ จึงได้ส่ง จอห์นครอว์เฟิร์ด มาเจริญราช-
ไมตรี ผลของการเจรจานั้นไทยเห็นว่าอังกฤษเอาเปรียบทุกอย่าง ไทย
จึงไม่ติดต่อด้วย แต่ก็ยังมีพ่อค้าชาวอังกฤษชื่อ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ ยิน
ยอมทําตามระเบียบของไทย และค้าขายเรื่อยมาจนได้โปรดให้เป็น
หลวงอาวุธวิเศษ (คนไทยนิยมเรียกว่า นายหันแตร)
ปืนคาบศิลา
การเสด็จสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัย ครองราชย์สมบัติถึงปี พ.ศ. 2367
ครองสิริราชสมบัตินาน 15 ปี ท่านทรงพระประชวรด้วยพิษไข้ และเสด็จ
สวรรคตในที่สุด โดยในรัชสมัยของท่านนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นยุคทอง
แห่งวรรณกรรม และศิลปกรรม ทรงได้รับการยกย่องในฐานะบุคคลสำคัญที่
มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ซึ่งสมัยนี้อาณาจักรมีความสงบ
สุข จึงสามารถทำนุบำรุงบ้านเมืองได้เต็มที่โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม และ
วรรณกรรม เนื่องจากท่านทรงเป็นศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านกวีนิพนธ์
นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวิจิตรศิลป์
บทพระราชนิพนธ์ใน
พระองค์
1 . บ ท ล ะ ค ร ใ น เ รื่ อ ง ร า ม เ กี ย ร ติ์
2 . บ ท ล ะ ค ร ใ น เ รื่ อ ง อิ เ ห น า
3 . บ ท ล ะ ค ร น อ ก เ รื่ อ ง สั ง ข์ ท อ ง ค า วี ไ ช ย เ ช ษ ฐ์ ไ ก ร ท อ ง ม ณี พิ ชั ย
4 . ก า พ ย์ แ ห่ เ รือ ช ม เ ค รื่ อ ง ค า ว ห ว า น
5 . บ ท ก า พ ย์ โ ข น ต อ น น า ง ล อ ย พ ร ห ม า ศ น า ค บ า ศ แ ล ะ เ อ ร า วั ณ
6 . ก ล อ น เ ส ภ า เ รื่ อ ง ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น
ตัวอย่าง
รามเกียรติ์
อิเหนา
สังข์ทอง
ตัวอย่าง
เอราวัณ
ขุนช้างขุนแผน
ความรู้เพิ่มเติม ! ! !
แฝดสยาม อิ น - จัน
ทั้ ง คู่ มี ชี วิต อ ยู่ ใ น ส มั ย รั ช ก า ล ที่ 2
น . ส . ป พิ ช ญ า ป า น รั ต น์ ม . 4 / 3 เ ล ข ที่ 3 2
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ
27 พฤศจิกายน 2564 | 18.00 น.