The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oranuchhan27, 2021-10-03 07:35:12

โครงการในพระราชดำริ

สารบัญ หนา้

เรอ่ื ง 1
7
โครงการหนว่ ยแพทย์พระราชทาน 15
โครงการชงั่ หัวมนั 22
โครงการฝนหลวง 34
โครงการหญ้าแฝก 39
โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 42
ศนู ยพ์ ฒั นาโครงการหลวงวัดจันทร์ 50
โครงการแกลง้ ดิน 56
โครงการประตูระบายนา้ คลองลักโพธ์ิ 64
โครงการหันนา้ ชยั พัฒนา 71
โครงการสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
โครงการหลวงแม่โถ

โครงการพระราชดำริ

โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน

โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน

แนวพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ทรงให้ความสำคัญกับงานสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่าโครงการ
ที่พระราชทานให้กับประชาชนในระยะแรก ๆ เป็นการพระราชทานพระราช
ทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างสถานบริการสาธารณสุขและระยะต่อมา
เป็นโครงการพัฒนาสุขภาพอนามัยให้แก่ประชาชน เมื่อประชาชนมี
ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และส่งผลให้การพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมดีตามไปด้วย ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
"...การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็ นปั จจัยของเศรษฐกิจที่ดี
และสังคมที่มั่นคงเพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้
สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดีพร้อมทั้งร่างกาย
และจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจ และสังคม
ของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือ เป็นแต่ผู้สร้าง
มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ..."

จัดทำโดย
นางสาว รุจิกาญจน์ สังฆราม
รหัสนักศึกษา 6410121251011

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร พระบาทสมเด็จพระปรมิน
ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพบว่าราษฎรเป็นจำนวนมาก
ขาดการดูแลรักษาในด้านสุขภาพอนามัย โครงการหน่วยแพทย์
พระราชทานจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2510 ต่อมาเมื่อมีการเสด็จแปร
พระราชฐานไปประทับแรม เพื่อเยี่ยมราษฎรในพื้นที่โครงการต่าง ๆ
โครงการพระราชดำริด้านการแพทย์จึงได้ขยายขอบข่ายออกไปอย่างกว้าง
ขวาง ซึ่งอาจแบ่งตามลักษณะงานได้เป็น 2 ประการ คือ

การบำบัดรักษาโดยการตรวจจากคณะแพทย์พระราชทาน
ซึ่งอาจแบ่งออก ได้ดังนี้
1. แพทย์ประจำพระองค์ และคณะแพทย์ตามเสด็จฯ
2. หน่วยแพทย์หลวงกองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง และเจ้าหน้ าที่
3. คณะแพทย์ตามพระราชประสงค์ เป็นแพทย์ที่อาสามาจากหลายสาขา
วิชาหลายหน่วยงาน ได้แก่
3.1. คณะศัลยแพทย์อาสา จากราชวิทยาลัยศัลย์แพทย์แห่งประเทศไทย
3.2. คณะศัลยแพทย์อาสา จากโรงพยาบาลศิริราช
3.3. คณะศัลยแพทย์อาสา จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
3.4. คณะแพทย์หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้
3.5. หน่วยทันตแพทย์เคลื่อนที่ จากกรมแพทย์ทหารบก
3.6. คณะจักษุแพทย์
แพทย์พระราชทานดังกล่าว จะจัดชุดทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้
– ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่พระราชนิเวศน์ตั้งอยู่ ได้แก่ โรงพยาบาล
สกลนคร โรงพยาบาลนราธิวาส และโรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัด
เชียงใหม่
– บริเวณที่ตรวจโรคหน้ าภูพานราชนิเวศน์ และทักษิณราชนิเวศน์
– ตามเสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพยาบาลยังหมู่บ้านต่าง ๆ

การอบรมหมอหมู่บ้านตามพระราชดำริ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทรงมีพระราชดำริให้คัดเลือกราษฎรอาสาสมัครตามหมู่บ้านต่าง ๆ มารับ
การอบรมหลักสูตร“หมอหมู่บ้าน” โดยเริ่มต้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้ง
แรกในปี พ.ศ. 2525 ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรที่ได้รับการอบรมเหล่านี้ได้นำความ
รู้กลับไปช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นของตน การอบรมจะเน้ นในเรื่อง
การสาธารณสุขมูลฐาน เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเวชศาสตร์
ป้ องกันอย่างง่าย ๆ การโภชนการ (โดยเฉพาะแม่และเด็ก) การติดต่อกับ
เจ้าหน้ าที่รักษาพยาบาลของรัฐคือสถานีอนามัย จนถึงโรงพยาบาลอำเภอ
และจังหวัด เจ้าหน้ าที่ที่มาให้การสนับสนุนในการอบรมหน่วยงานต่าง ๆ
ทั้งพลเรือนและทหาร ทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายการแพทย์ สถานที่ดำเนิน
การฝึกอบรม ได้แก่ โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่พระราชนิเวศน์ตั้งอยู่ ซึ่ง
ได้แก่ โรงพยาบาลสกลนคร โรงพยาบาลนราธิวาส และโรงพยาบาลค่ายกา
วิละ จังหวัดเชียงใหม่

งานทั้ง 2 ลักษณะข้างต้น มีพื้นที่ครอบคลุมในภาคเหนือตอนบน
ประมาณ 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน
ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8
จังหวัด คือ สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร
มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เลย และในภาคใต้ 4 จังหวัด คือ นราธิวาส ยะลา
ปัตตานี สงขลา

พระราชกรณี ยกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่าง ๆ ทุก

ครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้
เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้ง
สิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์
และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้
ป่ วยไข้ได้ทันที
พระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหา
สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า
“…ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะ
ทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง…”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรง
เป็นห่วง และเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกรอย่างจริงจังทรงได้ริเริ่ม
หลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
กับโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข

โครงการหน่ วยแพทย์พระราชทาน

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ประจำพระองค์ที่ตามเสด็จฯ
ตรวจและรักษาคนไข้ ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2512 เมื่อเสด็จ
พระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการชาวเขา และทรงพบว่าราษฎร
ที่มารอรับเสด็จป่ วยเป็ นไข้กันมาก

โครงการดังกล่าว ประกอบด้วยการบำบัดรักษาจากคณะแพทย์
พระราชทาน และอบรมหมอหมู่บ้าน เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุข
ภาพอนามัยของราษฎร ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และมีอุปสรรคที่ระบบ
ปกติยากจะดูแลได้ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราษฎรส่วนใหญ่ มีฐานะ
ยากจน และขาดความรู้ในการดูแลรักษาตนเอง การมีคณะแพทย์
พระราชทานออกไปบำบัดรักษา ผู้ป่วยจะทำให้ราษฎรมีโอกาสได้รับการ
รักษาอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียทุนทรัพย์ใด ๆ และสำหรับการ
อบรมหมอหมู่บ้านนั้น จะช่วยให้ราษฎรมีความรู้เกี่ยวกับการป้ องกัน
รู้จักวิธีรักษาพยาบาลแบบปัจจุบัน และรู้จักวิธีติดต่อกับ หน่วยราชการ
ในกรณีที่เกินขีดความสามารถที่จะดูแลรักษาตนเองได้อันเป็ นการช่วย
แก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งอาจกล่าวสรุปได้ว่า โครงการหน่วยแพทย์
พระราชทาน จะแก้ไขปัญหา ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

5

1.ทางด้านสุขภาพอนามัย
ซึ่งเป็นผลที่ได้รับโดยตรง จะช่วยแก้ ปัญหาการเจ็บป่วย หรือ

ทุพพลภาพได้ปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก จำนวนราษฎรทั้งหมดหรือเกือบ
ทั้งหมด ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการบำบัดรักษาจากหน่วยแพทย์
เคลื่อนที่พระราชทาน จะเป็นชาวชนบทที่ยากจน ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร
อันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จากจำนวนตัวเลขที่ปรากฎใน
แต่ละปี จะมีราษฎรที่เจ็บป่วยจากทุกภาคที่ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณรับ
ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งที่เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลและ
ผู้ที่มาขอรับการตรวจ ตลอดจนถึงการที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามเสด็จฯ
ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ มีจำนวนมากมายนับหมื่นนับแสนคน
2.ทางด้านเศรษฐกิจ

การที่ราษฎรเจ็บป่ วยจะเป็ นปั ญหาในการประกอบอาชีพของราษฎร
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่จะต้องใช้กำลังภายในการทำงาน ดังนั้น เมื่อ
ได้รับการบำบัดรักษาให้มีสุขภาพพลามัยที่ดีแล้วราษฎรเหล่านั้นก็สามารถ
มีร่างกายที่สามารถต่อสู้กับงานหนักในการประกอบอาชีพได้ ซึ่งจะได้ยัง
ผลให้เศรษฐกิจส่วนรวมของสังคมดีขึ้นอย่างแน่นอน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ทรงมีพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขา
แพทย์ศาสตร์ตอนหนึ่ งว่า
“…จึงใคร่ขอร้องให้ทุก ๆ คนตั้งใจ และพยายามปฏิบัติหน้ าที่ให้ได้ผล
สมบูรณ์จริง ๆ อย่าปล่อยให้กำลังของชาติต้องเสื่อมถอยลงเพราะ
ประชาชนเสียสุขภาพอนามัย…”

นับเป็ นพระราชดำรัสที่แสดงถึงความตั้งพระทัยในการแก้ไข
ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรอย่างแท้จริง ทั้งนี้อาจกล่าวได้
ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ทรงยึดมั่นที่จะสืบทอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรม
ราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย และสมเด็จพระบรมราชชนนี
พระมารดาของการแพทย์ชนบท ในการที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้
มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการ
พัฒนาประเทศชาติสืบไป

โครงการชง่ั หวั มนั
ตามพระราชดาริ

นางสาวอรนุช แสนหาญ
รหัส 6410121251013
สาขาพระพุทธศาสนา

ท่มี าของโครงการ

เมื่อปี พ.ศ. 2551 เกิดเหตุการความคิดเห็นต่างทาง
การเมืองทาให้มีกลุ่มบุคคลออกมาแสดงความคิดเห็น
สร้างความไมส่ งบข้ึน พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเอาหวั มนั เทศวาง
บนตาชั่งตั้งไว้บนโต้ะทรงงาน เพื่อเป็นคติเตือนใจ “ช่ัง
หัวมัน” หัวมันเทศเมื่องวางอยู่นานเข้ากจ็ ะแตกใบ มีต้น
งอกออกมา ก็ทรงให้เอาต้นมันนั้นไปเพาะเลี้ยงไว้ใน
เรือนเพาะชา แล้วนามันเทศหัวใหม่มาวางไว้บนตาช่ัง
แทน ทาเช่นนี้เรื่อยไป ในเรือนเพาะชาก็มีแต่ต้นมันเทศ
ทรงมีดาริว่า หัวมันเทศวางไว้บนตาชั่งไม่มีดินและน้า
ยังงอกได้ที่ดินแปลงนี้ มีดินและพอมีน้าอยู่บ้างก็น่าจะ
ปลูกมันเทศได้ จึงทรงพระราชทานต้นมันเทศจากเรือน
เพาะชามาปลูกไว้ที่นี่ และพระราชทานชื่อโครงการน้ี
ว่า “โครงการชง่ั หัวมัน ตามพระราชดาริ”

ทรงให้โครงการนี้เป็นแบบอย่างของความสาเร็จที่
เกิดขึ้นจากความสามัคคีร่วมมือกันของหลายฝ่าย
ดงั พระราชดารัส ทท่ี รงพระราชทานให้แก่คณะผู้เขา้
เฝ้า ถวายสิทธบิ ัตรฝนหลวง ณ พระตาหนกั เปีย่ มสุข
วงั ไกลกังวล เม่ือวันท่ี 21 สิงหาคม 2551 ความวา่ ...

“...คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่
วา่ ตอ่ มาภายในวันเดียว ทุกคนในท้องทนี่ ้ันก็เข้าใจว่า
ต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ในระยะนี้ เราต้อง
ร่วมมือกันทาเพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่
ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทา
แล้วมีความก้าวหน้านี้ เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่
ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่
ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการ
ช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทา มี
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทา แล้วก็ทาให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มัน
ไม่ใช่กลุ่มหนึ่งมันทั้งหมด ร่วมกันท าและก็มี
ความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ และ
เ ป ็ น ส ิ ่ ง ท ี ่ ท า ให ้ ม ี ค ว า ม ห ว ั ง ม ี ค ว า ม ห ว ั ง ว่ า
ป ร ะ เ ท ศ ช า ต ิ จ ะ ก ้ า ว ห น ้ า ป ร ะ เ ท ศ ช า ต ิ จ ะ มี
ความสาเร็จ”

วตั ถุประสงค์

1. เพอ่ื ให้เปน็ แหลง่ รวบรวมพนั ธพ์ุ ชื เศรษฐกจิ พืชพนั ธ์ุดขี องอาเภอทา่ ยาง
และของจงั หวดั เพชรบุรี

2. เพ่อื เปน็ แหล่งเรียนรู้ดา้ นการเกษตรแกเ่ กษตรกร
3. เพื่อใหป้ ระชาชนในพ้ืนทีเ่ ข้ามามีสว่ นร่วมในการจดั ทาแปลงหรือมา

ช่วยงานพระองค์

เป้าหมาย

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดาริ มี
เป้าหมายในการสนองพระราชประสงค์
และพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ให้เป็นศูนย์รวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจ
ของอาเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และ
พื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งการจัดการฟาร์มโค
นม และโรงเลี้ยงไก่ไข่ โรงงานแปรรูป
ผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีผลิตภัณฑน์ มพาสเจอร์
ไรส์ และสเตอริไรส์ ตลอดจนมีหน่วย
ทดลองพลงั งานทดแทน เชน่ ทงุ่ กนั หนั ลม
พลังงานแสงอาทิตย์ และไบโอดีเซล ทั้งนี้
หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง
ชาวบ้านที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาร่วม
กันบารุงดูแลรักษา และแลกเปลี่ยน
ความรู้ความคิดเห็นตามวิถีการดารงชีวิต
เกษตรกรรมตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง

“...โ ค ร ง ก า ร ช ั ่ ง ห ั ว ม ั น ต า ม
พระราชด าริ ได้ด าเนินการผลิต
ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ปลอดภัยจาก
สารพิษ ภายใต้การควบคุมกากับ
ดูแลขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด
โดยนักวิชาการเกษตรที่มีความ
ช านาญเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มี
คุณภาพผ่านการเก็บเกี่ยวรวบรวม
ผลิต ภัณ ฑ ์ที่ถูกต ้องต า มห ลัก
วิชาการ การคัดเลือก คัดแยก และ
บรรจุ เพื่อส่งถึงผู้บริโภค ให้มั่นใจ
ได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่
มคี ุณภาพ...”

แนวทางการบรหิ ารงาน

1. บริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่าง
จากัดให้คุ้มค่า ได้แก่ การพัฒนาอ่างเก็บน้าหนองเสือเพื่อส่งน้าไปใช้ใน
โครงการ โดยมสี ัตว์เกบ็ กักน้าไว้ 2 สระ ไวร้ องรบั และกระจายนาเข้าสู่ระบบ
การเพาะปลูก ฟารม์ ปศุสตั ว์ และโรงงานแปรรูปนม รวมท้งั การขุดเอาเจาะ
นา้ บาดาลเพอ่ื นามาใชใ้ นการอปุ โภคดว้ ย

2. ใช้ช่องทางการจาหนา่ ยผลผลิตทางการเกษตรของโครงการฯ ผ่านร้าน
โกลเด้นเพลส (Golden Place) ภายใต้การดาเนินงานของ บริษัท สุวรรณ
ชาด จากัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อควบคุมผลผลิตให้มีคุณภาพและ
จาหน่ายถึงผบู้ รโิ ภคโดยตรง

3. เป็นแหล่งเรียนรู้ ในการนาพลังงานสะอาดจากธรรมชาติมาใช้เป็น
พลังงานทดแทนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น ทุ่งกังหันลม (Wind Farm)
และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cells) สามารถจาหน่ายกระแสไฟฟา้
ที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งนอกจากเป็นการเพิ่ม
รายได้ให้แก่โครงการฯ แล้ว ยังช่วยให้ราษฎรในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่
ใกล้เคียง มกี ระแสไฟฟ้าใชไ้ ดอ้ ย่างพอเพยี ง และทัว่ ถึง

4. เปน็ แหลง่ สาธิตทางการเกษตรของภาคเอกชนและวิทยาลัยแมโ่ จ้ เพอ่ื ให้
โครงการนี้มีประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนเพิ่มมากขึ้น เช่น บริษัท
เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดทาแปลงสาธิตการปลูกยางพาราที่ทันสมัย และนา
ข้าวทดลองแบบใช้นาบังคับให้ได้ผลผลิตสูง และลดต้นทุนการผลิต
มหาวิทยาลัยแม่โจ้นาเสนอแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสานส าหรั บ
การดาเนินชีวิตได้อย่างพอเพียงในพื้นที่จากัด เพียง 1 ไร่ และเงินลงทุน
100,000 บาท รวมทั้งการเพาะเลี้ยงไส้เดือน เพื่อประโยชน์ในการผลิตปุ๋ย
บารุงดนิ และเป็นรายไดเ้ สริมของเกษตรกรท่ีสนใจ เป็นตน้

กจิ กรรมโครงการ

• การใชก้ ังหันลมผลิตไฟฟ้าเพือ่ เป็นพลังงานทดแทน
• การผลติ พืชปลอดภัยจากสารพษิ
• การสาธิตการปลกู สบดู่ า
• การปลกู ข้าวสายพนั ธุต์ ่าง ๆ
• แปลงศึกษาและส่งเสริมการผลิตชมพู่เพชรสายรุ้ง
• แปลงศึกษาและส่งเสรมิ การผลติ หน่อไม้ฝรง่ั
• การทาปุ๋ยหมกั
• การปลกู ไมผ้ ล พืชไร่ ประกอบด้วย แกว้ มังกร กล้วยน้าว้า กล้วยหกั มกุ

มะละกอ มะนาว ฟกั ทอง กล้วย อ้อย มะพร้าวน้าหอม มะพรา้ วหา้ ว ฯลฯ
• การปลกู พชื ผัก ประกอบดว้ ย มันเทศ กระเพรา โหระพา พริกพนั ธ์ซุ ูปเปอรฮ์ อต

มะเขือเทศราชนิ ี กระเจ๊ียบเขียว วอเตอรเ์ ครส มะระขีน้ ก ผกั หวานบา้ น ฯลฯ

ผลิตภณั ฑ์

โครงการช่ังหวั มัน ตามพระราชดาริไดด้ าเนินการ
ผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ
ภายใต้การควบคุมกากับดูแลขั้นตอนการผลิต
อย่างใกล้ชิด โดยนักวิชาการเกษตรที่มีความ
ชานาญ เพื่อให้ได้ผลิตภณั ฑ์ที่มีคุณภาพ ผ่านการ
เก็บเกี่ยวรวบรวมผลิตภัณฑ์ ที่ถูกต้องตามหลัก
วิชาการ การคัดเลือก คัดแยก และบรรจุ เพื่อส่ง
ถึงผู้บริโภคให้มั่นใจได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับ
ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยผลิตภัณฑ์จาก
โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดาริ จะมีวาง
จาหน่ายเฉพาะทีร่ ้านโกลเดน้ เพลซ เทา่ นั้น



น า ง ส า ว สุ ช า ด า เ ค น อ รั ญ ส า ข า พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า

ฝนหลวง

โ ค ร ง ก า ร พ ร ะ ร า ช ดำ ริ

ต้นกำเนิดโครงการ

ฝนหลวง

"...แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้
ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการ
ทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้ มี
หนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้..."

ทฤษฎีต้นกำเนิด

"หลักการแรก คือให้โปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือ
ทะเล) จากเครื่องบิน เพื่อดูดซับความชื้นในอากาศ แล้ว
ใช้สารเย็นจัด (น้ำแข็งแห้ง) เพื่อให้ความชื้นกลั่นตัวและ
รวมตัวเป็นเมฆ"
ความคิดเริ่มแรกในการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อให้เกิด
ฝน

การทดลองในท้อง ที่มาของโครงการ
ฟ้าครั้งเเรก
ฝนหลวง
ก า ร ท ด ล อ ง ใ น ท้ อ ง ฟ้า เ ป็ น ค รั้ ง แ ร ก
จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กระทรวงเกษตร โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดขึ้นจากพระราชดำริ
และสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบ ส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา
ศัตรูพื ชกรมการข้าว และพร้อมที่จะ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิ ตรเมื่อคราวเสด็จ
ใ ห้ ก า ร ส นั บ ส นุ น ใ น ก า ร ส น อ ง พ ร ะ ร า ช พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้ นที่แห้งแล้งทุรกันดาร๑๕
ประสงค์ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๒-๒๐
จึ ง ไ ด้ นำ ค ว า ม ขึ้ น ก ร า บ บั ง ค ม ทู ล พ ร ะ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ในวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน
กรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการ พ.ศ.๒๔๙๘ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์เดลาเฮย์ ซีดานสี
ตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปี เขียว จากจังหวัดนครพนมไปจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่านจังหวัด
เดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรด สกลนครและ เทือกเขาภูพาน ได้ทรงรับทราบถึงความเดือด
เกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริง ร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค
ในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑-๒ บริโภค และการเกษตรเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึง
กรกฎาคม ๒๕๑๒ กรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์
เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียง
โ ด ย ก ร ะ ท ร ว ง เ ก ษ ต ร แ ล ะ ส ห ก ร ณ์ แ ต่ ง ตั้ ง ใ ห้ เ ข้ า เ ฝ้ า ฯ แ ล้ ว
หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวย พระราชทานแนวความคิดนั้นแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล
ก า ร โ ค ร ง ก า ร แ ล ะ หั ว ห น้ า ค ณ ะ ป ฏิ บั ติ ก า ร
ทดลองเป็นคนแรก และเลือกพื้ นที่วนอุทยาน จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา ทรงศึกษาค้นคว้า และ
เขาใหญ่เป็นพื้ นที่ทดลองเป็นแห่งแรกโดย วิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปร
ทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ สภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งใน
solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน ๑ และต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่
ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัย
๑๐,๐๐๐ ฟุ ต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือ ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ท า ง ด้ า น เ ก ษ ต ร วิ ศ ว ก ร ร ม ข อ ง ก ร ะ ท ร ว ง เ ก ษ ต ร แ ล ะ
พื้ นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลอง สหกรณ์ขณะนั้น ในปีถัดมา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
เ ห ล่ า นั้ น มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ท า ง ฟิสิ ก ส์ ข อ ง เ ม ฆ กระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการใน
อ ย่ า ง เ ห็ น ไ ด้ ชั ด เ จ น เ กิ ด ก า ร ก ลั่ น ร ว ม ตั ว กั น ห น า ท้ อ ง ฟ้า ใ ห้ เ ป็ น ไ ป ไ ด้
แน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่
ใ น เ ว ล า อั น ร ว ด เ ร็ ว แ ล้ ว เ ค ลื่ อ น ตั ว ต า ม ทิ ศ ท า ง
ลมพ้ นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้
เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผล
โดยการสำรวจทางภาคพื้ นดิน และได้รับ
ร า ย ง า น ยื น ยั น ด้ ว ย ว า จ า จ า ก ร า ษ ฎ ร ว่ า เ กิ ด ฝ น
ตกลงสู่พื้ นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด
นั บ เ ป็ น นิ มิ ต ห ม า ย บ่ ง ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า ก า ร บั ง คั บ เ ม ฆ
ใ ห้ เ กิ ด ฝ น เ ป็ น สิ่ ง ที่ เ ป็ น ไ ป ไ ด้

พระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตรถึงกลยุทธการพัฒนาโครงการพระราชดำริ
ฝนหลวง

ทรงเน้นถึงความจำเป็นในด้านพั ฒนาการและการดำเนินการปรับปรุงวิธี
การทำฝนในแนวทางของการออกแบบปฏิบัติการ การติดตามและการ
ประเมินผลที่มีลักษณะเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ตลอด
จนความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ของเครื่องคอมพิ วเตอร์ เพื่ อศึกษา
รู ป แ บ บ ข อ ง เ ม ฆ แ ล ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ก า ร ทำ ฝ น ใ ห้ บ ร ร ลุ ต า ม วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง
โครงการ
ท ร ง ย้ำ ถึ ง บ ท บ า ท ข อ ง ก า ร ดั ด แ ป ร ส ภ า พ อ า ก า ศ ห รื อ ก า ร ทำ ฝ น ว่ า เ ป็ น อ ง ค์
ประกอบที่สำคัญอันหนึ่งในกระบวนการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ เช่น
การเพิ่ มปริมาณน้ำให้แก่แหล่งเก็บกักน้ำต่าง ๆ การบรรเทาปัญหา
มลภาวะและการเพิ่ มปริมาณน้ำเพื่ อสาธารณูปโภค เป็นต้น
ท ร ง เ น้ น ว่ า ค ว า ม ร่ ว ม มื อ ป ร ะ ส า น ง า น อ ย่ า ง เ ต็ ม ที่ ร ะ ห ว่ า ง ห น่ ว ย ง า น แ ล ะ
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่เป็นกุญแจสำคัญในอันที่จะทำให้บรรลุ
ผ ล ต า ม วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง โ ค ร ง ก า ร ไ ด้ ดุ จ สิ่ ง ม หั ศ จ ร ร ย์ … เ พ า ะ เ ม ฆ แ ล ะ
บั ง คั บ เ ม ฆ ใ ห้ เ กิ ด ฝ น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตรได้ทรงวิเคราะห์กรรมวิธีที่จะทำการผลิตฝนหลวงว่ามี
ขั้นตอนที่สามารถเข้าใจกันได้ง่าย 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน
โดยการใช้สารเคมีไปกระตุ้นมวลอากาศทางด้านเหนือลมของพื้ นที่เป้าหมาย ให้เกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเมฆ
ฝน ขั้นตอนแรกนี้เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การทำฝนหลวงในขั้นตอนนี้จึงมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นอากาศให้เกิด
การลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่ อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระดับการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน
ของขั้นตอนแรกนี้ ควรดำเนินการในช่วงเช้าของแต่ละวัน สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้ ได้แก่ สารแคลเซียมคลอไรด์ สารแคลเซียมคาร์ไบด์
สารแคลเซียมอ๊อกไซด์ หรือสารผสมระหว่างเกลือแกงกับสารยูเรียหรือสารผสมระหว่างสารยูเรียกับสารแอมโมเนียไนเตรทซึ่งสารผสม
ดังกล่าวนี้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพั ทธ์ต่ำก็ตาม แต่ก็สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้อันเป็นการกระตุ้นกลไกของ
กระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในมวลอากาศ อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆ
ทางด้านเหนือลมของพื้ นที่เป้าหมายอีกด้วย เมื่อเมฆเริ่มเกิดมีการก่อรวมตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยา
คายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนว ถัดมาทางใต้ลมเป็นะระยทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่ อกระตุ้นให้เกิดก้อนเมฆเป็นกลุ่มแกน
ร่วมในบริเวณพื้ นที่ปฏิบัติการ สำหรับใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝนในระยะต่อมา
การวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นแรกนี้ ก่อนดำเนินการจะต้องทำการศึกษาข้อมูลสภาพอากาศและกำหนดพื้ นที่เป้าหมายในแต่ละวัน
โดยใช้ทิศทางและความเร็วของลมเป็นตัวกำหนดบริเวณหรือแนวพิ กัดที่จะโปรยสารเคมี อุณหภูมิและความชื้นของบรรยากาศ แต่ละ
ระดับจะถูกนำมาคำนวณและวิเคราะห์ตามวิชาการทางอุตุนิยมวิทยา เพื่ อหาสาเหตุที่ขัดขวางการก่อตัวของเมฆที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง
ดำเนินการ เช่น

ป ริ ม า ณ ค ว า ม ชื้ น ที่ ต่ำ เ กิ น ไ ป
อ า ก า ศ เ กิ น ภ า ว ะ ส ม ดุ ล
ร ะ ดั บ ที่ ค ว า ม ชื้ น อิ่ ม ตั ว
ร ะ ดั บ ที่ เ ม ฆ ฝ น เ ริ่ ม ก่ อ ตั ว
ร ะ ดั บ ที่ ห ยุ ด ยั้ ง ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง ย อ ด เ ม ฆ
ข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิ จารณาประกอบด้วย คือ
สภาพภูมิประเทศ เช่น แนวเขา ป่าไม้ แหล่งความชื้น ฯลฯ
ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง เ ม ฆ ที่ สั ง เ ก ต เ ห็ น
ข้อมูล แผนที่ทางอากาศ พายุโซนร้อนและเหตุอื่น ๆ ที่อาจจะมีอิทธิพลต่อ
สภาพอากาศในพื้ นที่เป้าหมาย
ทั้งหมดของข้อมูลและสาเหตุต่าง ๆ นี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดชนิดและปริมาณของสารเคมีที่จะนำมาใช้ในการทำฝนหลวง ซึ่งจะ
ต้องกระทำด้วยความชำนาญควบคู่ไปกับการคำนึงถึงระดับความสูงผนวกกับอัตราการโปรยสารเคมี รวมถึงลักษณะของแนวโปรยสาร
เคมีด้วย หากแต่ละวันมีลักษณะข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ก็ย่อมทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติงานแต่ละครั้งด้วย

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน
เป็นขั้นตอนสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากเป็นระยะที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตจึง
ใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและประสบการณ์ผสมผสานกลยุทธในเชิงศิลปะแห่งการทำฝนหลวงควบคู่ไป
พร้อมกัน เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงที่ทรงค้นคว้าขึ้นมา โดยไม่มีสารอันเป็นพิษต่อมนุษย์และ
สิ่งแวดล้อม การปฏิบัติงานต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าจะใช้สารเคมีชนิดใดและอัตราใดจึงจะเหมาะ
สมในการตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวง ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ เพื่อให้สัมฤทธิผลที่จะทำให้ก้อนเมฆ
ขยายตัวหรืออ้วนขึ้นและป้องกันมิให้ก้อนเมฆสลายตัวให้จงได้ การวางแผนปฏิบัติการในขั้นตอนนี้จำ
ต้องอาศัยข้อมูล และความต่อเนื่องจากขั้นตอนที่หนึ่งประกอบการพิจารณาด้วย การสังเกตถึงความ
เปลี่ยนแปลงของสภาพเมฆที่เกิดขึ้น จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนนี้การวางแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
ตลอดเวลาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเมฆที่เกิดขึ้นมีความสำคัญยิ่ง
สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้มักได้แก่ เกลือแกง สารประกอบสูตร ท. 1 (เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จาก
กระบวนการอิเลคโตรไลซิส ซึ่งเป็นผลงานค้นคว้าของ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล) สารยูเรีย สาร
แอมโมเนียไนเตรท แข็งแห้ง และบางครั้งอาจใช้สารแคลเซียมคลอไรด์ร่วมด้วย โดยพิจารณาลักษณะ
การเติบโตของเมฆ บริเวณเมฆและการเกิดฝนในวันนั้น ๆ เป็นหลัก

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี
เมื่อกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ โดยภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำ
ขนาดใหญ่มากมาย โดยภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย สังเกตได้หากเครื่องบินเข้าไป
ในกลุ่มเมฆฝนนี้แล้ว จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายจึงมี
ความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะจะต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เป็นอย่างมากเหนือสิ่ง
อื่นใดต้องรู้จักใช้เทคนิคในการทำฝนหลวงซึ่งพระองค์ท่านทรงให้ข้อคิดว่าจะต้องพิ จารณาจุดมุ่ง
หมายของการทำฝนหลวงด้วยว่า ในการทำฝนหลวงของแต่ละพื้นที่นั้นต้องตอบสนองความ
ต้องการอันแท้จริงของราษฎรใน 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตกให้กับพื้นที่ (Rain
Enhancement) และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน (Rain Distribution) ซึ่งทั้ง 2
วัตถุประสงค์นี้ได้เป็นแนวทางในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรให้คลายความเด็ดร้อนยาม
ขาดแคลนน้ำเรื่อยมาตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะความต้องการน้ำของมนุษยชาตินับวันแต่จะทวีขึ้นอย่าง
เกิดคาด สืบเนื่องมาจากผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเรือนกระจกของโลก (Green House
Effect) ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลดังเช่นเคยในอดีต

ประโยชน์ของการทำฝนหลวง

1. เพื่ อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตรในช่วงที่เกิดภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง
ยาวนานเพื่ อเพิ่ มปริมาณน้ำ ให้กับพื้ นที่ลุ่มรับน้ำของแม่น้ำสายต่างๆที่มีปริมาณน้ำ
ต้ น ทุ น ล ด น้ อ ย ล ง

2. เพื่ อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่ อการอุปโภคบริโภคเสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทาง
น้ำ เป็นการเพิ่ มปริมาณน้ำโดยเฉพาะในบริเวณแม่น้ำที่ตื้นเขินให้สามารถใช้เป็นเส้นทาง
คมนาคมได้

3. เพื่ อป้องกันและบำบัดภาวะมลพิ ษของสิ่งแวดล้อม “ฝนหลวง” ได้บรรเทาภาวะ
แวดล้อมเป็นพิ ษอันเกิดจากการระบายน้ำเสียและขยะมูลฝอยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ปริมาณน้ำจากฝนหลวงจะทำให้ภาวะมลพิ ษจากน้ำเสียเจือจางลง

4. เพื่ อเพิ่ มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพื่ อผลิตกระแสไฟฟ้า ฝนหลวงใน
อ น า ค ต พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า อ ยู่ หั ว ไ ด้ พ ร ะ ร า ช ท า น แ น ว ค ว า ม คิ ด ใ ห้ ทำ ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย
พั ฒนาฝนหลวง หลายประการ คือสร้างจรวดฝนเทียมบรรจุสารเคมีจากพื้ นดินเข้าสู่
เมฆหรือยิงจากเครื่องบิน การใช้เครื่องพ่ นสารเคมีอัดแรงกำลังสูงจากยอดเขาสู่ฐาน
ของก้อนเมฆโดยตรงเพื่ อช่วยให้เมฆที่ลอยปกคลุมอยู่เหนือยอดเขาสามารถรวมตัว
หนาแน่นจนเกิดฝนตกลงสู่บริเวณภูเขาหรือพื้ นที่ใต้ลมของภูเขา

ห ญ้ า แ ฝ ก

โ ค ร ง ก า ร พ ร ะ ร า ช ดำ ริ

1
โ ค ร ง ก า ร ห ญ้ า แ ฝ ก


จากสภาพปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และบางพื้นที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของ
ดินอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและ

นพที้่ ำร1ะเชฉพนลฤิมมษพพภรราระคเษกมีาย–7รต1ริพ5อบรมะิถบ5ุนาธทัานยสวนมาเค2ด็ม5จ5พ24ร5ะ5แเจ4ล้าะขอวึ้ันนยู่ทหีโั่ดว1ยเ5นแื่ อกบ่งรงกใงนฎาปนาีมครณหมาร–มงง3คค์1เลป็สทนิงรห2งาเชจค่วรมิงญ2คื5อ5ร4ะหเพืว่่อางวัน
เพป็รนะกชนารมร่พวมรรเฉษลาิม8พ4รพะเรกีรยษราติ5พธรัะนบวาาทคสมม2เด5็จ5พ4รแะเลจ้ะาร่อวยมู่หเัฉวลเินืม่อพงรในะเปกีีมยหรตาิมพงรคะบลาททรสงมเจเดริ็ญจ
“พพรระะเจบ้ิาดอายแู่หหั่วงกผู้าทรรองนุเรปั็กนษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” โดยดำเนินการในพื้นที่ทุก
จังหวัดทั่วประเทศ




ซึ่งจะได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ข้าราชการ ประชาชน เกษตรกร นักเรียน อบต. หมอดิน
อาสา หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ได้รับทราบถึงวิธีการและขั้นตอนในการนำหญ้าแฝก
ไปใช้ประโยชน์ เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำและปรับปรุงสภาพแวดล้อม และรู้จักคุณประโยชน์
ของหญ้าแฝก โดยร่วมกันปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งการใช้ระบบ
หญ้าแฝกจะช่วยลดต้นทุนในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินให้น้อยลง ขณะเดียวกัน
ประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน ป้องกันดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลันได้ในระดับหนึ่ง และความ
คงทนสามารถอยู่ได้นานหลายปี พร้อมเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วยตามความเหมาะ
สม

ดำ เ นิ น ก า ร ศึ ก ษ า ท ด ล อ ง เ กี่ ย ว กั บ ห ญ้ า แ ฝ ก



1 . ห ญ้ า แ ฝ ก เ ป็ น พื ช ที่ มี ร ะ บ บ ร า ก ลึ ก แ ผ่ ก ร ะ จ า ย ล ง ไ ป ใ น ดิ น ต ร ง ๆ เ ป็ น แ ผ ง เ ห มื อ น กำ แ พ ง ช่ ว ย ก ร อ ง ต ะ ก อ น ดิ น แ ล ะ รัก ษ า ห น้ า ดิ น ไ ด้ ดี จึ ง ค ว ร นำ ม า ศึ ก ษ า
ท ด ล อ ง ป ลู ก ใ ห้ท ด ล อ ง ป ลู ก ห ญ้ า แ ฝ ก เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ก า ร พั ง ท ล า ย ข อ ง ดิ น ใ น พื้ น ที่ ศู น ย์ ศึ ก ษ า ก า ร พั ฒ น า แ ล ะ พื้ น ที่ อื่ น ๆ ที่ เ ห ม า ะ ส ม อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง



2 . ศึ ก ษ า ท ด ล อ ง ป ลู ก ใ ห้ท ด ล อ ง ป ลู ก ห ญ้ า แ ฝ ก เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ก า ร พั ง ท ล า ย ข อ ง ดิ น ใ น พื้ น ที่ ศู น ย์ ศึ ก ษ า ก า ร พั ฒ น า แ ล ะ พื้ น ที่ อื่ น ๆ ที่ เ ห ม า ะ ส ม อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง



3 . ช่ ว ง ร ะ ย ะ เ ว ล า ก า ร ป ลู ก ที่ เ ห ม า ะ ส ม สำ ห รับ ก า ร ป ลู ก ห ญ้ า แ ฝ ก เ ป็ น ช่ ว ง ตั น ฤ ดู ฝ น ห รือ ช่ ว ง ร ะ ย ะ เ ว ล า ใ น ฤ ดู ฝ น



4 . ปั จ จั ย ที่ สำ คั ญ ที่ สุ ด ที่ จ ะ ทำ ใ ห้ก า ร ป ลู ก ห ญ้ า แ ฝ ก ป ร ะ ส บ ผ ล สำ เ ร็จ จ ไ ด้ ผ ล ดี มี อั ต ร า ก า ร ร อ ด ต า ย สู ง คื อ ช่ ว ง ร ะ ย ะ เ ว ล า ก า ร ป ลู ก ที่ เ ห ม า ะ ส ม ต่ อ ก า ร ก า ร ป ลู ก
ห ญ้ า

2

ห ญ้ า แ ฝ ก

เป็นพืชในตระกูลหญ้าชนิดหนึ่ ง ที่ขึ้ นเป็นกอมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบยาวตั้งตรง ขึ้ นสูงพบ
กระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้ นที่ เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุ ข้ามปี หญ้าแฝกที่พบในประเทศไทย
มี 2 ชนิด คือ หญ้าแฝกกลุ่มและหญ้าแฝกดอน
ช นิ ด ห ญ้ า แ ฝ ก ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย
หญ้าแฝกมีกระจายอยู่ทั่วโลก ประมาณ 12 ชนิด และพบในประเทศไทย 2 ชนิด คือ
ห ญ้ า แ ฝ ก ลุ่ ม
• มีถิ่นกำเนิดทางตอนกลางของทวีปเอเชีย สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศอินเดีย พบใน
พื้ นที่ลุ่มมีหรือความชื้ นสูง มีน้ำขัง
• มีลักษณะกอเป็นพุ่มสูงเต็มที่ประมาณ 150-200 ซม.
• ใบสีเขียวเข้ม ยาว 45-100 ซม. หลังใบโค้งมนถึงเหลี่ยม
• รากมีความหอมและหยั่งลึกลงดินได้ตั้งแต่ 100-300 ซม.
• พันธุ์ที่กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา 3 กำแพงเพชร 2 ศรีลังกา
และพระราชทาน







ลั ก ษ ณ ะ พิ เ ศ ษ
การเจริญและแตกกอของหญ้าแฝก มีการแตกหน่อรวมเป็นกอเบียดกันแน่นทำให้กอมี
ขนาดขยายใหญ่ขึ้ นเรื่ อยๆ
หญ้าแฝกไม่แพร่พันธุ์โดยเมล็ด ไม่เป็นวัชพืชเหมือนหญ้าทั่วไป
ระบบรากของหญ้าแฝก แตกต่างจากรากหญ้าทั่วไป คือ มีรากยาว หยั่งลึก แผ่กระจาย
เป็นตาข่ายเสมือน กำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต

"หญ้าแฝก คืออะไร"
หญ้าแฝก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลหญ้า สามารถเจริญเติบโตได้เกือบทุกสภาพพื้ นที่ใน
เขตร้อนตั้งแต่ที่ราบจนถึงภูเขาสูง ทั้งในพื้ นที่ดินที่มีความสมบู รณ์ต่ำ หรือ ในสภาพ
ภู มิ ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ภู มิ อ า ก า ศ ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น
ลั ก ษ ณ ะ เ ด่ น ข อ ง ห ญ้ า แ ฝ ก
ระบบรากยาว หยั่งลึกลงไปในดินเป็นแนวดิ่ง ป้องกันการพังทลายของดินช่วยกักเก็บน้ำ
และเพิ่มความชุ่มชื้ นในดิน ระบบรากสามารถดูดซับและกรองของเสียไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งน้ำ
ช่วยบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติและยังดูดซึมธาตุอาหารพืชในดิน ช่วยเพิ่มปริมาณ
จุ ลินทรีย์ในระบบนิเวศเจริญเป็นกอหนาแน่น
ไม่แผ่ขยายรบกวนพืชอื่ น สามารถปลูกติดต่อกันเป็นแนวยาวเหมือนรั้ว หรือ "กำแพง
ธรรมชาติที่มีชีวิต" ซึ่งจะช่วยกักเก็บตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดพามาให้ติดอยู่กับแถวหญ้าแฝก
รวมทั้งชะลอความเร็วของน้ำ ทำให้น้ำซึมลงใต้ดินได้มากขึ้ น
มี ก า ร แ ต ก ห น่ อ แ ล ะ ใ บ ใ ห ม่ อ ยู่ เ ส ม อ
ไม่ต้องดูแลมาก แข็งแรง และทนต่อการย่อยสลายเมื่ อนำไปคลุมดินเพื่ อรักษาความชื้ นใน
แปลงผัก หรือ รอบต้นไม้จึงมีอายุ การใช้งานนาน

3

ก า ร ข ย า ย พั น ธุ์ ห ญ้ า แ ฝ ก




การขยายแม่พันธุ์ คือ การนำแม่พันธุ์หญ้าแฝกที่มีลักษณะดีมาทำการขยายเพิ่ม

ปริมาณทั้งการปลูกลงดิน ปลูกลงถุงพลาสติกขนาดใหญ่ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้ อเยื่ อ

ส่วนการขยายพันธุ์กล้าหญ้าแฝก คือการนำหน่อที่ได้จากการขยายแม่พันธุ์มาเพาะชำ

เพื่ อนำไปปลูกในพื้ นที่ ได้แก่ กล้าในถุงพลาสติกขนาดเล็ก และกล้าหญ้าแฝกแบบราก

เปลือย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้




1 . ก า ร ข ย า ย แ ม่ พั น ธุ์ ห ญ้ า แ ฝ ก
1.1การขยายพันธุ์ในแปลงขนาดใหญ่ เหมาะสมกับพื้ นที่ที่มีการชลประทานและระบาย

น้ำดี สามารถปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องยกร่องก็ได้ การเตรียมต้นพันธุ์โดย
แยกหน่อจากกอ นำมาตัดใบให้เหลือความยาว 20 เซนติเมตร และตัดรากให้สั้นแช่ใน
ระดับน้ำสูง 5 เซนติเมตร เป็นระยะเวลา 5-7 วัน รากจะแตกออกมาใหม่นำไปปลูกโดยใช้
ระยะปลูกห่างต้น 5 เซนติเมตร และระหว่างแถว 50 เซนติเมตร หลังจากปลูกต้องให้นำ
อย่างสม่ำเสมอ เมื่ ออายุ ได้ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ต้นละ 1 ช้อนชา เมื่ อถึงอายุ
4-6 เดือน ให้ขุ ดน้ำไปเพาะชำในถุงพลาสติก หรือเตรียมเป็นกล้ารากเปลือยสำหรับใช้

ป ร ะ โ ย ช น์ ไ ด้ ต่ อ ไ ป
1.2การขยายพันธุ์ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ โดยวางเป็นแถวคู่ติดกันระยะห่างระหว่าง

แถวคู่ ๑ เมตร ยาวตามพื้ นที่ใช้วัสดุปลูกที่มีการระบายน้ำดี เช่น ดินร่วนทราย และขี้เถ้า

แกลบ หรือขุ ยมะหร้าว ในสัดส่วน 1:2:1 การติดตั้งระบบน้ำพ่นฝอย หรือมีตาข่ายพราง
แสง นำหน่อมาปักชำดูแล จนกระทั่งอายุ 4 เดือน จึงนำไปแยกหน่อเพาะชำต่อไป




2 . ก า ร ข ย า ย ก ล้ า ห ญ้ า แ ฝ ก สำ ห รับ ใ ช้ ป ลู ก
2.1การเตรียมกล้าหญ้าแฝกในถุง โดยตัดรากให้สั้นและแยกหน่อจากกอตัดใบให้ยาว

๑๐ เซนติเมตร นำมาล้างน้ำ มัดรวมกันวางลงบนขุ ยมะพร้าวที่ชื้ น หรือแช่ในระดับน้ำสูง
5 เซนติเมตร ในที่ร่มเงา 4 วัน แล้วจึงคัดหน่อที่ออกรากมาปักชำในถุงพลาสติกขนาด
เล็ก (2X6 นิ้ว) และใส่วัสดุเพาะชำที่ระบายน้ำดีมีธาตุอาหารสมบู รณ์ ดูแลรดน้ำในสภาพ
เรือนเพาะชำ เมื่ ออายุ 45-60 วัน ให้นำไปปลูกในพื้ นที่ขณะที่ดินมีความชื้ น
2.2การเตรียมกล้าหญ้าแฝกแบบรากเปลือย โดยการแยกหน่อจากกอ ตัดใบให้ยาว ๒๐

เซนติเมตร ตัดรากให้สั้น วางบนขุ ยมะหร้าวที่ชื้ น หรือแช่ในน้ำให้ท่วมราก จนกระทั่งราก
งอกขึ้ นมายาว 1-2 เซนติเมตร นานประมาณ 5-7 วัน จึงนำไปปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

และหลังจากปลูกดินควรมีความชื้ นติดต่อกันอย่างน้อย 15 วัน

4

สำหรับการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรม

มีจุดประสงค์ เพื่อการฟื้ นฟูทรัพยากรดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ ประกอบด้วย

1. การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน ควรปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวตามแนวระดับขวางความ
ลาดเทในต้นฤดูฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับ ใช้ระยะระหว่างต้น 5 เซนติเมตร
สำหรับกล้ารากเปลือยและระยะ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง ระยะห่างแถวตามแนวดิ่งไม่เกิน
2 เมตร หญ้าแฝกจะเจริญเติบโตแตกกอชิดกันภายใน 4-6 เดือน
2. การปลูกเพื่อควบคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ นำกล้าหญ้าแฝกในถุงพลาสติกที่มีการแตกกอ

และแข็งแรงดีแล้วไปปลูกในร่องน้ำ โดยขุดหลุมปลูกขวางร่องน้ำเป็นแนวตรง หรือแนวหัวลูก

ศรชี้ย้อนไปทิศทางน้ำไหลอาจใช้กระสอบทรายหรือก้อนหิน ช่วยทำคันเสริมฐานให้มั่นคงตาม
แนวปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10
เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง และระหว่างแนวปลูกหญ้าแฝกไม่เกิน 2 เมตร ตามแนวตั้งหลังจาก

เกิดคันดินกั้นน้ำควรปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินกั้นน้ำออกไปทั้งสองข้าง เพื่อเป็นการ

กระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก
3. การปลูกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนผลไม้ ควรปลูกหญ้าแฝกในสวนผลไม้ระยะที่ไม้ผลยังไม่

โต หรือปลูกก่อนที่จะลงไม้ผล โดยปลูกแถวหญ้าแฝกขนานไปกับแถวของไม้ผลที่ระยะกึ่งกลาง
ของแถวไม้ผล หรือปลูกเป็นรูปครึ่งวงกลมให้ห่างจากโคนต้นไม้ผล 2.5 เมตร เพื่อไม้ผลเจริญ

เติบโตขึ้นมาคลุมพื้นที่ หญ้าแฝกจะตายไปกลายเป็นอินทรียวัตถุในดินต่อไป
4. การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดอนที่ปลูกพืชไร่ การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับในพื้นที่ดอนที่
ปลูกพืชไร่ โดยการขุดร่องปลูกตามแนวระดับ ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้าราก
เปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง ควรใช้ปุ๋ยหมักรองพื้นก่อนปลูกหญ้าแฝก หรือปลูก

หญ้าแฝกเป็นแนวระหว่างแถวปลูกพืชไร่ และควรปลูกในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้นในช่วงต้นฤดู

ฝน
5. การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม ในสภาพพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่มที่มีการปรับสภาพ

เป็นแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้นที่ หรือปลูกที่

ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝกจะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย และรักษาความชื้นในดินเอาไว้
6.การปลูกรอบขอบสระเพื่อกรองตะกอนดิน ควรปลูกตามแนวที่ระดับน้ำสูงสุดท่วมถึง 1แนว
และปลูกเพิ่มขึ้นอีก 1.2 แนวเหนือแนวแรก ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของขอบสระ ระยะห่างระหว่าง
ต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุงโดยขุดหลุมปลูกต่อ

เนื่องกันไป ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซมให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่นเมื่อน้ำไหล

บ่ามาลงสระตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับน้ำ จะติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อยๆ ไหล

ผ่านลงสู่สระและระบบรากของหญ้าแฝกยังช่วยยึดติดดินรอบๆ ขอบสระไม่ให้เกิดการพังทลาย

5

การเตรียมกล้าและดินเพื่อปลูกหญ้าแฝก
1. การกำจัดวัชพืชและเตรียมพื้นที่
2. การปลูกหญ้าแฝกในช่วงต้นฤดูฝน พื้นที่ปลูกต้องมีความชุ่มชื้น
3. การเตรียมแนวร่องปลูก โดยการวางแนวร่องปลูกขวางความลาดชัด ตามแนวระดับขนานไป
ตามสภาพพื้นที่
4. การใส่ปุ๋ยหมักรองกันหลุมในแนวร่องปลูก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน
5. การปลูกกล้าหญ้าแฝกในแปลงปลูก โดยการใช้กล้าเพาะชำถุงขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูก 10
เซนติเมตร หรือกล้ารากเปลือยใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร
6. ความห่างของแถวหญ้าแฝกแต่ละแถว ขึ้นกับความลาดเทของพื้นที่ และชนิดของพื้นที่ปลูก
โดยขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ แต่โดยทั่วไปจะใช้ระยะห่างทางแนวดิ่ง 1.5-3 เมตร
7. กลบดินในร่องปลูกให้ต่ำกว่าระดับผิวดินปกติ เพื่อให้น้ำขัง และซึมลงดินได้ ช่วยให้ดินชุ่มชื้น
ขึ้น
8. ควรปลูกซ่อมแซมให้ได้แนวรั้วหญ้าแฝกที่เป็นแนวยาวต่อเนื่อง

การดูแลรักษาหญ้าแฝก
1.การคัดเลือกกล้าที่มีคุณภาพ กล้าหญ้าแฝกที่มีคุณภาพโดยทั่วไปเป็นกล้าที่มีอายุ 45 ถึง
60 วัน เมื่อนำกล้าที่แข็งแรงมาปลูกก็จะได้แนวรั้วหญ้าแฝก ที่มีการเจริญเติบโตแข็งแรง
อย่างสม่ำเสมอ
2.การเลือกช่วงเวลาปลูก การปลูกหญ้าแฝกในช่วงต้นฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด สภาพของดิน
ที่ปลูกในช่วงต้นฤดูฝนจะมีความชุ่มชื้นสูงติดต่อกันมากกว่า 15 วันขึ้นไป
3.การตัดใบ ในช่วงต้นฤดูฝนให้ตัดใบหญ้าแฝกให้สั้น สูงจากพื้นผิว 5 เซนติเมตร เพื่อให้เกิด
การแตกหน่อใหม่ และกำจัดหน่อแก่ที่แห้งตาย ในช่วงกลางฤดูฝนให้เกี่ยวใบสูง ไม่ต่ำกว่า 45
เซนติเมตร เพื่อให้มีแนวกอที่หนาแน่นในการรับ
แรงปะทะของน้ำไหลบ่า และในช่วงปลายฤดูฝน เกี่ยวใบให้สั้น 5 เซนติเมตร อีกครั้งเพื่อให้
หญ้าแฝกแตกใบเขียว ในฤดูแล้ง
4.การดูแลรักษาตามความเหมาะสม ในต้นฤดูฝนให้ใส่ปุ๋ยหมักตามแถวหญ้าแฝกก็จะเป็นการ
ช่วยให้หญ้าแฝกมีการเจริญเติบโตดีขึ้น และกำจัดวัชพืชข้างแนวจะเป็นการช่วยให้สังเกต
แนวหญ้าแฝกได้ชัดเจน ช่วยให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเพื่อป้องกันการไถ
แนวทิ้งเนื่องจากสังเกตไม่เห็น
5.การปลูกซ่อมและแยกหน่อแก่ออก การปลูกซ่อมแซมในช่วงฤดูฝนจะทำให้ได้แนวรั้วหญ้า
แฝกที่แข็งแรง และควรตัดแยกหน่อแก่ที่ออกดอก หรือแห้งออกไป เพื่อจะให้หน่อใหม่ได้
แทรกขึ้นมาได้อย่างเต็มที่

6

สำหรับการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรมมีจุดประสงค์ที่สำคัญ

เพื่อการฟื้ นฟูทรัพยากรดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งประกอบด้วย
1การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน

ควรปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวตามแนวระดับขวางความลาดเทในต้นฤดู

ฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับ ใช้ระยะระหว่างต้น
5เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือยและระยะ 10 เซนติเมตร สำหรับ

กล้าถุง ระยะห่างแถวตามแนวดิ่งไม่เกิน ๒ เมตร หญ้าแฝกจะเจริญ
เติบโตแตกกอชิดกันภายใน 4-6 เดือน



2การปลูกเพื่อควบคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ

นำกล้าหญ้าแฝกในถุงพลาสติกที่มีการแตกกอ และแข็งแรงดีแล้วไป

ปลูกในร่องน้ำ โดยขุดหลุมปลูกขวางร่องน้ำ เป็นแนวตรง หรือแนวหัว

ลูกศรชี้ย้อนไปทิศทางน้ำไหล อาจใช้กระสอบทรายหรือก้อนหิน ช่วยทำ
คันเสริมฐานให้มั่นคงตามแนวปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างระหว่างต้น 5
เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง
และระหว่างแนวปลูกหญ้าแฝกไม่เกิน 2 เมตร ตามแนวตั้งหลังจาก
เกิดคันดินกั้นน้ำ ควรปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินกั้นน้ำออกไป
ทั้งสองข้าง เพื่อเป็นการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่
เพาะปลูก






3การปลูกเพื่ อรักษาความชุ่มชื้ นในสวนผลไม้
ควรปลูกหญ้าแฝกในสวนผลไม้ ระยะที่ไม้ผลยังไม่โต หรือปลูกก่อนที่จะลงไม้
ผล โดยปลูกแถวหญ้าแฝกขนานไปกับแถวของไม้ผลที่ระยะกึ่ งกลางของแถวไม้
ผล หรือปลูกเป็นรูปครึ่งวงกลมให้ห่างจากโคนต้นไม้ผล 2.5เมตร เพื่ อไม้ผล
เจริญเติบโตขึ้ นมาคลุมพื้ นที่ หญ้าแฝกจะตายไปกลายเป็นอินทรีย์วัตถุในดินต่อ

ไป

4การปลูกหญ้าแฝกในพื้ นที่ ดอนที่ ปลูกพืชไร่
การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับในพื้ นที่ดอนที่ปลูกพืชไร่ โดยการขุ ดร่องปลูก
ตามแนวระดับ ระยะห่างระหว่างต้น 5เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10
เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง ควรใช้ปุ๋ยหมักรองพื้ นก่อนปลูกหญ้าแฝก หรือปลูก
หญ้าแฝกเป็นแนะระหว่างแถวปลูกพืชไร่ และควรปลูกในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้ น

ใ น ช่ ว ง ต้ น ฤ ดู ฝ น

7

5การปลูกหญ้าแฝกในพื้ นที่ ราบหรือพื้ นที่ ลุ่ม

ในสภาพพื้ นที่ราบหรือพื้ นที่ลุ่ม ที่มีการปรับสภาพเป็นแปลงยกร่องเพื่ อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้า

แฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้ นที่ หรือปลูกที่ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝก จะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย

และรักษาความชื้ นในดินเอาไว้

6การปลูกรอบขอบสระเพื่ อกรองตะกอนดิ น
ควรปลูกตามแนวที่ระดับน้ำสูงสุดท่วมถึง ๑ แนว และปลูกเพิ่มขึ้ นอีก ๑-๒ แนวเหนือแนวแรก

ซึ่งขึ้ นอยู่กับความลึกของขอบสระ ระยะห่างระหว่างต้น ๕ เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ
๑๐ เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง โดยขุ ดหลุมปลูกต่อเนื่ องกันไป ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซม
ให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่น เมื่ อน้ำไหลบ่ามาลงสระ ตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับน้ำ จะ
ติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อย ๆ ไหลผ่านลงสู่สระ และระบบรากของหญ้าแฝกยังช่วย
ยึดติดดินรอบ ๆ ขอบสระไม่ให้เกิดการพังทลาย

การชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ มีผลต่อความ
เสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน(พ.ศ. 2534)

การชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ มีผลต่อความเสื่อมโทรม
ของทรัพยากรดิน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรง
ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหา จึงพระราชทานพระ

ราชดำริให้มีการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน
และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น




แก้ปั ญหาการพังทลายของดิน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงค้นพบมานานแล้วว่า หญ้า
แฝกเป็นเครื่องมือที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ในการจัดการและแก้ปัญหาดินพัง

ทลาย ซึ่งหากปล่อยให้หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะและพัดพาไป ก็จะทำให้ดินที่เหลืออยู่ขาดความอุดม
สมบูรณ์ไม่เหมาะต่อการทำเกษตรกรรม นำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของชาวไร่ชาวนา ซึ่ง

เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใย

การใช้ประโยชน์หญ้าแฝก 8

1. ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ

1. ป้ องกันการชะล้างพังทลายของดิน
2. แถวหญ้าแฝกช่วยกักเก็บตะกอนดิน

3. ลดความแรงของน้ำที่ไหลบ่า
4. ช่วยกักเก็บน้ำไว้ในดินและพื้นที่ตอนบน
5. ลดการสูญเสียธาตุอาหารพืชจากพื้นที่




2. ด้านฟื้ นฟูและปรับปรุงดินเนื้อหาเล็กน้ อย 1. เพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน
2. รักษาความชื้นในดิน

3. ช่วยให้ดินมีการระบายน้ำดีขึ้น
4. ทำให้ดินโปร่งและระบายอากาศของดินดี

5. เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน

1. ช่วยรักษาคุณภาพน้ำและแหล่งน้ำ

2. ดูดซับโลหะหนักจากสภาพแวดล้อม

3. ด้านรักษาสภาพแวดล้อม 3. ช่วยในการบำบัดและกรองน้ำเสีย

4. ป้ องกันการพังทลายของไหล่ถนน




4.การใช้ประโยชน์หญ้าแฝก

เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดินในสวนไม้ผลและไม้ยืนต้น




1.การปลูกเป็นแถวตามระดับขวางความลาดชัน เพื่อชะลอความเร็วของน้ำและดักตะกอนดิน ส่วนน้ำ
จะไหลซึมลงไปสู่ดินชั้นล่างได้มากขึ้นเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นภายในดิน ส่วนรากหญ้าแฝกจะหยั่ง
ลึกลงไปในดินอาจถึง 3 เมตร ซึ่งสามารถยึดดินป้องกันการพังทะลายได้

2.การปลูกเพื่อป้ องกันความเสียหายของชั้นบันไดดินหรือคันคูรับน้ำรอบเขา
3.การปลูกเพื่อป้ องกันตะกอนดินทับถม ลงสู่คลองส่งน้ำ ระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำในไร่นา

ตลอดจนปลูกรอบสระหรือปลูกเป็ นแถวขนานไปกับแม่น้ำ ลำคลองเพื่อกรองตะกอนดิน
4.การปลูกเพื่อฟื้ นฟู่ที่ดินเสื่อมโทรม
5.การปลูกเพื่อป้ องกันการปนเปื้ อนของสารพิษในแหล่งน้ำ รากหญ้าแฝกจะเป็ นกำแพงกัก

กั้นดินและสารพิษที่ปนเปื้ อนมากับน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งน้ำเบื้องล่าง และรากของหญ้า
แฝกยังมีประสิทธิภาพในการดูซับธาตุโลหะหนั กและสารเคมีบางอย่างได้ดีกว่าพืชชนิ ด
อื่ น

9

ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้ นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม
แนวพระราชดำริในด้านการอนุรักษ์และฟื้ นฟูดินขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่สำคัญ
มี 4 ส่วน คือ
(1) แบบจำลองการพัฒนาพื้นที่ที่มีสภาพขาดความสมบูรณ์ ดินปนทราย และปัญหาการชะล้างพังทลาย
(2) การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยทฤษฎีแกล้งดิน
(3) การอนุรักษ์ดินโดยหญ้าแฝก
(4) การห่มดิน ฉะนั้น เพื่อความต่อเนื่องในแนวพระราชดำริในเรื่อง “ดิน” จึงนำเสนอต่อในเรื่อง “หญ้า
แฝก”
“ความเป็นมา” การอนุรักษ์ดินด้วยหญ้าแฝก
ก่อนหน้าปี 1991 (พ.ศ.2534) ตามข้อแนะนำของธนาคารโลก (World Bank) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
ทรงศึกษารวบรวมเรื่องการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกมาก่อนแล้ว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 ทรงตรัสว่า
หญ้าแฝกเป็นหญ้าของไทยสามารถใช้อนุรักษ์ดินและน้ำได้ดี ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ในขณะนั้นยัง
ไม่มีใครรู้จักหญ้าแฝก
ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นพระองค์แรกที่ทำการทดลองเลี้ยงและปลูกหญ้าแฝกเป็นจำนวน
1 ล้านถุงแรกที่ดอยตุง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาเรื่องการใช้หญ้าแฝกในการ
อนุรักษ์ดินและน้ำตามเอกสารของธนาคารโลก ที่ได้ส่งเสริมเรื่องการใช้หญ้าแฝกเป็นพืชเพื่อการป้องกันการ
ชะล้างหน้าดินซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งได้มีการศึกษา ทดลองใช้อย่างได้ผลดีใน
ประเทศแถบเอเชียหลายประเทศ ดังพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า
“ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้ นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม”
ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้มีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝก ในการ
อนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยงานราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์
ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝก และแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เพียงพอ
ประโยชน์มหาศาลของหญ้าแฝก
“หญ้าแฝก” พืชมหัศจรรย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาเผยแพร่กว่าทศวรรษนั้น เป็นพืชที่ให้คุณ
ประโยชน์อนันต์ในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน โดยสามารถนำไปใช้ได้ในแทบทุกสภาพพื้นที่ของ
ประเทศไทย ด้วยเหตุที่หญ้าแฝกไม่ใช่วัชพืช เพราะมีคุณค่าต่อการฟื้ นฟูสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการป้องกัน
การพังทลายของดิน การฟื้ นฟูสภาพดิน การสร้างความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน การอนุรักษ์แหล่งน้ำ ตลอดจนยัง
สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “หญ้าแฝกเป็นพืชที่ระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรง ๆ
เป็นแผงเหมือนกำแพงช่วยกรองตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษาและทดลองปลูกในพื้นที่
ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่อื่นๆที่เหมาะสมอย่างกว้างขวางโดยพิจารณา
จากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขา ให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางความลาดชันและในร่องน้ำของ
ภูเขาเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินและช่วยเก็บความชื้นของดินไว้ด้วยบนพื้นที่ราบให้ปลูกหญ้าแฝก
รอบแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นใน
ดิน”
กรมพัฒนาที่ดินได้นำเอาหญ้าแฝกมาป้องกันการชะล้างพังทลายหน้าดินตามลำคลอง อ่างเก็บน้ำ หญ้าแฝก
ช่วยกรองทำให้น้ำใส เพราะความมหัศจรรย์ของหญ้าแฝกที่มีรากยาวที่สุดในบรรดาพืชตระกูลหญ้าทั้งหมด ดิน
ที่แข็งมากก็ทำให้ร่วนซุยด้วยหญ้าแฝก ภายใน 6–8 เดือน หญ้าแฝกจะหยั่งรากลึกชอนไชให้ดินเกิดรูพรุนทำให้
ดินใช้ประโยชน์ได้ และสามารถฟื้ นฟูดินที่เสื่อมสภาพให้ใช้ประโยชน์ได้ภายใน 1–2 ปี โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้
ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้ นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม

รายละเอียดโครงการ-หญ้าแฝกดอยตุงโครงการศึกษาพัฒนาหญ้าแฝก 10

การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำสำหรับพื้นที่โครงการดอยตุง เป็นงานต่อเนื่องระยะยาว
เนื่องจากมีปัญหาความเสื่อมโทรมของธรรมชาติของพื้นที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานมาแล้ว ไม่เฉพาะแต่การ
พังทลายของดินซึ่งเกิดจากการก่อสร้างเท่านั้น การตัดไม้ทำลายป่า การทำไร่เลื่อนลอยก็เป็นสาเหตุ
สำคัญที่ทำให้ทรัพยากรดินและน้ำต้องสูญเสีย และเกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศวิทยา การแก้
ปัญหาที่กล่าวย่อมต้องใช้เวลานาน ต้องคำนึงถึงมูลเหตุต่างๆ แห่งปัญหานำมาศึกษาให้ทราบถึงแก่น
แท้ ค้นหาวิธีการแก้ปัญหาที่ต้องมีขั้นตอนและสอดคล้องกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งเป็นโครงการ
ศึกษาพัฒนาหญ้าแฝกขึ้น โดยกำหนดวัตถุประสงค์เป้าหมายและแผนปฏิบัติงานสำหรับช่วง 3 ปี
(พ.ศ.2536-2538) ไว้ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาพัฒนาระบบการใช้พืชตระกูลหญ้าโดยเฉพาะหญ้าแฝก ในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างมี
ประสิทธิภาพ เป็นระบบที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ อีกทั้งยังง่ายในการปฏิบัติและบำรุงรักษา
เป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับประ.เทศในโลกที่สาม ซึ่งอัตคัดทั้งเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญและเงินทุน

เป้าหมายของโครงการ
1.คัดพันธุ์หญ้าแฝกที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีระบบรากที่แข็งแรงหยั่งลึก ยึดอนุภาคดินได้
มั่นคง หาอาหารได้ในทุกสภาวะ เจริญเติบโตได้ดีภายใต้การดูแลรักษาในระดับต่ำ มีใบที่แข็งแรง
สมบูรณ์ใช้ประโยชน์ เช่น มุงหลังคาได้ เมล็ดไม่งอกเหมือนหญ้าที่เป็นวัชพืชบางชนิด สามารถ

เจริญเติบโตได้ในระดับความสูงช่วงอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของพื้นที่ดอยตุง ทนสภาพน้ำขัง

ไม่ไวแสง สามารถทนต่อสภาพร่มเงาได้บ้าง
2.ศึกษาวิธีขยายพันธุ์อย่างไรเพศ (Asexual reproduction) เพื่อให้ได้กอหญ้าแฝกเป็นจำนวนมาก

ในระยะเวลาอันสั้นสำหรับนำไปปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหา การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้จะเน้นความสะดวก
และประหยัดเป็นสำคัญ
3.ดำเนินการผลิตกอหญ้าแฝกให้ได้จำนวนมากพอ สำหรับนำไปปลูกตามบริเวณอ่างเก็บน้ำ ราง

ระบายน้ำ และอื่นๆ ที่มีปัญหาดินเลื่อนไหลพังทลายของดิน หรือปลูกเป็นแถวกำกับแนวปลูกพืช

และล้อมพืชยืนต้น เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ให้ได้ทั่วทั้งโครงการ
4. ศึกษาวิจัยโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของ

หญ้าแฝก เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
5. พัฒนาโครงการให้เป็นศูนย์ศึกษาพัฒนาหญ้าแฝก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.การปลูกหญ้าแฝกเป็นเขื่อนธรรมชาติ เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลาย การกัดกร่อนผิวดิน การกัด

เซาะดินให้เลื่อนไหล และเพื่อกรองตะกอนดินที่น้ำพามา ตลอดจนลดความเร็วของน้ำทำให้ดินดูดซับ

น้ำได้ดีขึ้น เป็นวิธีที่หลายประเทศนำมาใช้และได้ผลดี จึงควรนำมาใช้ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง

หากประสบผลสำเร็จจะสามารถป้องกันการสูญเสียหน้าดินและน้ำที่ไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
2.เมื่อความสูญเสียดังกล่าวยุติลง สภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันสมบูรณ์จะคืนกลับมาพร้อมที่

จะนำมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าต้นน้ำลำธาร ป่าเศรษฐกิจและพืชเศรษฐกิจ หรือพัฒนา

ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาดอยตุง ที่สำคัญที่สุดเพื่อสนองพระ

ราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งทรงมีทั้งความห่วงใยในชีวิตของพสกนิกร
และสิ่งแวดล้อม
3.รัฐบาลสามารถประหยัดงบประมาณจำนวนมหาศาล ในการแก้ไขป้องกันการเลื่อนไหลและพังทลาย

ของดินจากการดำเนินการโดยวิธีทางวิศวกรรมลงได้ เนื่องจากการสร้างเขื่อนหญ้าแฝกมีค่าใช้จ่าย

ต่ำ กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมดั้งเดิม ไม่ต้องการค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงทัศนียภาพดังเช่นที่ต้องทำ
ภายหลังกาแก้ปัญหาดินเลื่ อนไหลโดยวิธีทางวิศวกรรมแล้ว
4. เป็นรูปแบบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้ นที่อื่ นที่มีสภาพคล้ายคลึงกัน

นส.ปนัดดา โพธิ์วัลย์
รหัส 002

สาขาพระพุทธศาสนา
ปี 1

โครงการ
การเกษตรทฤษฎีใหม่

โครงการ
การเกษตรทฤษฎีใหม่

โครงการทฤษฎีใหม่โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่คือการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรตามแนวพระราชดำริแห่งองค์พระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงคิดค้น / วิจัยเกษตรทฤษฎีใหม่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ในพื้นที่ส่วนพระองค์ขนาด
๑๖ ไร่ ๒ งาน ๒๓ ตารางวาที่ต. ห้วยบงอ. เมืองจ. สระบุรีและทรงเผยแพร่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมที่ในเขต
แห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตรโดยเฉพาะการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลักซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการขาดแคลนน้ำกรณีฝนทิ้ง
ช่วงและปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในการเพาะปลูกเป็นทฤษฎีแห่งการบริหารจัดการดินที่ดินน้ำและเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินจำนวนน้อยสามารถเลี้ยงตัวเองได้มีความมั่นคงด้านอาหารคือมีข้าวมีพืชผักและอาหาร
โปรตีนจากการเลี้ยงสัตว์เช่นไก่หมูปลา ฯลฯ ไว้บริโภคได้ตลอดทั้งปีมีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและทรัพยากรที่มีตั้งแต่การทำการเกษตรแบบพอเพียงเพื่อการเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว
ไปจนถึงการพัฒนาการเกษตรแบบประณีตสามารถให้ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจที่สูงมากขึ้นในทุกคราที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศนั้นได้ทรงถามเกษตรกรและทอดพระเนตรพบสภาพปัญหา
กาขาดแคลนน้ำเพื่อการปลูกข้าวและเกิดแรงดลพระราชหฤทัยอันเป็นแนวคิดขึ้นว่า 9. ข้าวเป็นสิ่งจำเป็นในวิถีชีวิตของคนไทยเป็น
พืชที่ตอบสนองต่อน้ำหากได้น้ำเพียงพอจะสามารถเพิ่มปริมาณเม็ดข้าวได้มากยิ่งขึ้น ๒. หากเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ได้แล้วนำมา
ใช้ในการเพาะปลูกก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้มากขึ้นเช่นกัน ๓. การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นับวัน แต่จะยากที่จะดำเนินการได้
เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนและข้อ จำกัด ของปริมาณที่ดินเป็นอุปสรรคสำคัญ ๔. หากแต่ละครัวเรือนมีสระน้ำประจำไร่นา
ทุกครัวเรือนแล้วเมื่อรวมปริมาณกันก็ย่อมเท่ากับปริมาณในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่สิ้นค่าใช้จ่ายน้อยและเกิดประโยชน์สูงสุด
โดยตรงมากกว่าในเวลาต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริให้ทำการทดลอง "ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับการจัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อ

การเกษตรขึ้น ณ วัดมงคลชัยพัฒนาตำบลห้วยบงอำเภอเมืองจังหวัดสระบุรีแนวทฤษฎีใหม่กำหนด

ขึ้นโดยให้แบ่งพื้นที่ถือครองทางการเกษตรซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรไทยมีเนื้อที่ดินประมาณ ๑๐-๑๕ ไร่ / ครอบครัวแบ่งออกเป็น
สัดส่วน ๓๐-๓๐-๓๐-๑๐ คือกรณีที่มีพื้นที่ ๑๕ ไร่จะแบ่งได้ดังนี้

ส่วนแรก: ร้อยละ ๓๐ เนื้อที่เฉลี่ย ๔.๕ ไร่ให้ทำการขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกโดยมีความลึกประมาณ ๓ เมตรซึ่งจะ
สามารถรับน้ำได้จุถึง ๒๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรโดยการรองรับจากน้ำฝนราษฎรจะสามารถนำน้ำนี้ไปใช้ในการเกษตรได้ตลอดปีและ

ยังสามารถเลี้ยงปลาและปลูกพืชน้ำพืชริมสระเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนที่สอง: ร้อยละ ๖๐ เนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๔.๐ ไร่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรปลูกพืชผลต่าง ๆ โดยแบ่งพื้นที่นี้ออกเป็น ๒ ส่วน
คือร้อยละ ๓๐ ในส่วนที่หนึ่ง: ทำนาข้าวประมาณ ๔.๕ ไร่ร้อยละ ๓๐ ในส่วนที่สองปลูกพืชไร่หรือพืชสวนตาม แต่สภาพของ
พื้นที่และภาวะตลาดประมาณ ๔.๕ ไร่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์ว่าในพื้นที่ทำการเกษตรนี้
ต้องมีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้งประมาณ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร / ไร่ถ้าหากแบ่งแต่ละแปลงเกษตรให้มีเนื้อที่ ๔ ไร่ทั้ง ๒ แห่งแล้ว

ความต้องการน้ำจะต้องใช้ประมาณ๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรที่จะต้องเป็นน้ำสำรองไว้ใช้ในยามฤดูแล้ง
ส่วนที่สาม: ร้อยละ ๑๐ เป็นพื้นที่ที่เหลือมีเนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๑.๕ ไร่จัดเป็นที่อยู่อาศัยทางลำเลียงคันดินป้องกันน้ำท่วมร่องคู
พื้นที่ปลูกพืชสวนครัว-หลุมพอเพียงเล้า / คอกปศุสัตว์หากมีการรวมกลุ่มหรือมีการผลิต / จำหน่ายในรูปสหกรณ์ก็จะเพิ่ม
อำนาจต่อรองในการซื้อ-ขายมีการเชื่อมโยงประสานงานในการจัดหาแหล่งเงินทุนการแปรรูปการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่อง
ทางกาตลาดทั้งในชุมชนข้างเคียงตลาดภายในและตลาดต่างประเทศทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กรให้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

บนพื้นฐานของคุณธรรมที่มีการสนับสนุนและเกื้อกูลซึ่งกันและกันและรองรับการพัฒนาด้านต่างๆจากราชการหรือภาค
เอกชนได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทฤษฎีใหม่จึงเป็นแนวพระ
ราชดำริใหม่ที่ได้รับการ
พิสูจน์และยอมรับกันอย่าง
กว้างขวางในหมู่เกษตรกร
ไทยแล้วว่าพระราชดำริของ
พระองค์เกิดขึ้นด้วยพระอัจฉ
ริภาพสูงส่งที่สามารถนำไป
ปฏิบัติได้อย่างแท้จริง”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ ก่อนเกิด
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถ
ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลกอยู่ตลอดเวลาทรงชี้แนะแนวทาง
การดำเนินชีวิตและการปฏิบัติแก่ประชาชนโดยยึดหลัก“ ทางสายกลาง”
สรุปความหมายเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็นหลักสำคัญคือปรัชญา / หลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขดังนี้
ปรัชญา / หลัก ๓ ห่วงคือ
๑. หลักความพอประมาณหมายถึงความพอดีที่ไม่น้อยไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเช่นการผลิตการ
บริโภคการใช้จ่าย ฯลฯ ที่อยู่ในระดับพอประมาณ
๒. หลักความมีเหตุผลหมายถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
๓. หลักการสร้างภูมิคุ้มกันหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึง
ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการคือ
๑. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องรอบด้านเพื่อจะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา
ให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและระมัดระวังในการปฏิบัติ
๒. เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตมีความอดทนมี
ความเพียรและมีการแบ่งปันใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

สิ่งสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงคือ
๑.มีความเชื่อในแนวคิดการพึ่งตนเอง
๒. มีความเข้าใจคำว่า "บูรณาการ” โดยไม่ยึดเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสรณะสามารถเลือกเรื่องที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม
สถานการณ์ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จเป็นการขับเคลื่อนไปให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
๓เคารพในภูมิปัญญาโดยเคารพว่าภูมิปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันไม่ใช่เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นถูกต้องเพราะฉะนั้นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านศูนย์เรียนรู้จึง
มีความสำคัญ
๔. เคารพในระบบนิเวศเข้าใจความสมบูรณ์และให้คุณค่ากับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ
๕. มีความเข้าใจแก่นของ" สังคมมีสุข” และให้ความสำคัญกับครอบครัวและชุมชน

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (ของเกษตรกร)
๑.เกษตรกรต้องสมัครใจในการประกอบอาชีพการเกษตร
๒. ต้องรู้จักตนเองและรู้ศักยภาพตนเอง
๓. มีความรู้สามารถจัดการองค์ความรู้ทดลองทดสอบรวมถึงการหาวิทยากรที่เหมาะสม
๔. รู้จักออมประหยัด
๕. มีกัลยาณมิตรเพื่อสร้างเครือข่ายรวมพลังกัน
๖. มีคุณธรรมจริยธรรม
๗. มีความขยันและอดทนวิธีการทำงานที่ได้ผลหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของปราชญ์ชาวบ้านเช่นตามความ
ต้องการในแผนแม่บทชุมชนมากกว่าจะเป็นตัวหลักในการพัฒนาเหมือนที่ผ่านมาในอดีต

นางสาว ธิดารัตน์ อำนาจโชติเจริญ
รหัสนักศึกษา 6410121251013

โครงการหลวงวดั จนั ทร์

นางสาว ปภสั สิริย์ เตง็ สุวรรณ
รหสั นกั ศกึ ษา 6410121251009

สาขาพระพทุ ธศาสนา

เร่ิมดาเนินงานเม่ือปี พ.ศ. 2522 พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสดจ็ พระราช
ดาเนินไปทรงเยย่ี มราษฎชาวเขาในเขตหมบู่ า้ นวดั จนั ทร์ ทรงทราบถึงความทุกขย์ ากของชาวเขาในพ้ืนท่ี ซ่ึงมีอาชีพทานาในพ้ืนท่ีลมุ่ ระหวา่ ง
หุบเขา มีการถางป่ าทาไร่เลื่อนลอยในท่ีดอน เส้นทางคมนาคมไมเ่ อ้ืออานวยต่อการดารงชีวิต จึงมีพระราชดาริใหพ้ ฒั นาบา้ นวดั จนั ทร์ และ
หมบู่ า้ นใกลเ้ คียง โดยการนาพชื เขตหนาวส่งเสริมแก่ราษฎรทดแทนการทาไร่เลื่อนลอย และพฒั นาปัจจยั พ้นื ฐานในชุมชนใหม้ ีมาตรฐาน

ศูนยพ์ ฒั นาโครงการหลวงวดั จนั ทร์ ต้งั อยใู่ นอาเภอกลั ยาณิวฒั นา จ. เชียงใหม่ ก่อกาเนิดข้ึนหลงั จากท่ี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
ไดเ้ สด็จพระราชดาเนินเยยี่ มเยยี นราษฎรชาวเขาในเขตหมบู่ า้ นวดั จนั ทร์ พระองคท์ รงทราบถึง ความยากลาบากของชาวเขาใน พ้นื ที่ จึงมี
พระราชดาริใหม้ ีการพฒั นาบา้ นวดั จนั ทร์และหม่บู า้ นใกลเ้ คียงเพือ่ ก่อต้งั “ศูนยพ์ ฒั นาโครงการหลวงวดั จนั ทร์” ข้ึน เพอื่ ช่วยใหส้ ร้างอาชีพ
สร้างรายได้ ใหร้ าษฎร เพ่ือใหม้ ีความเป็นอยทู่ ี่ดีข้ึนท่ีนี่เป็น แหลง่ ทอ่ งไฮไลตม์ ีทิวทศั น์ ธรรมชาติสวยงาม ของป่ าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ไทย โดยพ้ืนท่ีโครงการหลวงวดั จนั ทร์ ที่คุน้ เคยของนกั ท่องเท่ียวคือ ที่องคก์ ารอตุ สาหกรรมป่ าไม้ (อปป) และอีกหน่ึงจุดคือ ท่ีต้งั ของศูนย์
พฒั นาโครงการหลวงวดั จนั ทร์ จะต้งั อยคู่ นละพ้นื ท่ี แตท่ ้งั สองแห่งอยใู่ นพ้ืนที่ดูแลของ โครงการหลวงเช่นกนั

ในช่วงฤดูหนาวดินแดนกลางหุบเขาแห่งน้ี จะถกู ปกคลมุ ไปดว้ ยม่านหมอกและสายลมอนั หนาวเยน็ ไม่วา่ ใครกต็ ามท่ีไดม้ าเยอื น
สถานที่ แห่งน้ี คงไม่พน้ หลงเสน่หก์ บั ความงาม ท่ีมองเห็นอยตู่ รงหนา้ ที่องคก์ ารอุตสาหกรรมป่ าไม้ (อปป) กบั ภาพสายหมอกลอยพริ้วปก
คลุม ทิวสน และอา่ งเกบ็ น้า รวมท้งั สีสันสดสวยของใบเมเปิ้ ลท่ีพร้อมใจกนั ผลดั เปล่ียนสีในช่วงฤดูหนา้ วต้งั แตเ่ ดือนธ.ค. ก.พ. บวกกบั
ธรรมชาติอนั อุดมงดงามและไมตรีจิตของชาวพ้ืนถ่ิน ท้งั หมดน้ีจะยงั คงตราตรึง อยใู่ นความประทบั ใจ ของผทู้ ี่ไดไ้ ปเยอื นตราบนาน เท่านาน
นอกจากฤดูหนาวแลว้ หากมาเที่ยวในฤดูฝนจะไดพ้ บกบั อีกหน่ึงบรรยากาศ ท่ีเขียวขจีและสดช่ืนใน แบบฉบบั ของการท่องเที่ยว ช่วงกรีนซี
ซนั่ ซ่ึงสวยงามไมแ่ พก้ นั

เป็นพ้ืนท่ีราบระหวา่ งภเู ขาเลก็ นอ้ ย โดยทวั่ ไปเป็นป่ าสนเขา และเป็นแหลง่ ตน้ กาเนิดของแม่น้าแม่แจ่ม ครอบคลุมพ้ืนที่ 151,833 ไร่

900 - 1,200 เมตร 18 องศาเซลเซียส

ชาวไทยภูเขาเผา่ ปกาเกอะญอ และลีซู พ้นื ท่ีรับผิดชอบ 9 หมูบ่ า้ น ใน 2 ตาบล ปฏิบตั ิงาน 17 หมบู่ า้ น จานวนกวา่ 8,005 คน

1. งานส่งเสริม
ส่งเสริมการปลูกผกั ไมผ้ ล ปศสุ ัตว์ ดอกไมแ้ หง้ กาแฟ ภายใตร้ ะบบมาตรฐานอาหารปลอดภยั ไดแ้ ก่ ระบบการเพาะปลูกที่ดี (GAP) และการ
ปลูกไมผ้ ล ดอกไมแ้ หง้ กาแฟ และเล้ียงสัตว์ สามารถสร้างรายไดท้ ่ีมน่ั คงและความเป็นอยทู่ ่ีดีแก่เกษตรกร นอกจากน้ียงั สนบั สนุน
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเสริมสร้างความเขม้ แขง็ ของคนและชุมชน ส่งเสริมการปลกู ป่ าชาวบา้ นตามแนวพระราชดาริป่ า 3
อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง การอนุรักษด์ ินและน้าดว้ ยการปลูกหญา้ แฝก รณรงคก์ ารลดการใชส้ ารเคมี และเฝ้าระวงั การปนเป้ื อนมลพษิ ใน
สิ่งแวดลอ้ ม ตลอดจนเป็นศนู ยเ์ รียนรู้ดา้ นการเกษตรที่สูงแก่นกั เรียน นกั ศึกษา เกษตรกร และผสู้ นใจทว่ั ไป
2. งานวจิ ยั
โครงการวิจยั เชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิตขา้ วบนพ้นื ที่สูง
โครงการต่อยอดองคค์ วามรู้และสร้างมูลค่าเพม่ิ จากพืชสมนุ ไพรและยาพ้ืนเมือง
โครงการศึกษาชนิดพนั ธุ์ไมส้ นเพอื่ การอนุรักษฟ์ ้ื นฟู และใชป้ ระโยชน์ในพ้นื ที่โครงการหลวงวดั จนั ทร์
การศึกษาวธิ ีการจดั การโรคและแมลงศตั รูสม้ ท่ีเหมาะสมสาหรับพ้ืนท่ีสูง

ผกั : ฟักทองญี่ป่ นุ กะหล่าปลีรูปหวั ใจ กะหล่าปลี ผกั กาดขาวปลี กะหล่าปี แดง ซุกิน่ี ผกั กาดหวาน ผกั กาดหอมห่อ ถวั่ ลนั เตาหวาน ถวั่ แขก
ไมผ้ ล : เสาวรส อาโวคาโด เคพกูสเบอร์รี เลมอน สาล่ี ส้มคมั ควอท เกรฟฟรุต บ๊วย พลบั
ปศสุ ัตว์ : ไก่เบรส ไก่กระดูกดา หมู
ดอกไมแ้ หง้ : ตาบู ยคู าถว้ ยทอง ใบก่อ เปลือกสน ลูกสน ฝาก่อ ฐานบวั ตอง
กาแฟ : กาแฟอาราบิกา้

ศนู ยพ์ ฒั นาโครงการหลวงวดั จนั ทร์
ต้งั อยทู่ ่ี บา้ นเด่น อาเภอกลั ยาณิวฒั นา จงั หวดั เชียงใหม่
โทรศพั ท์ 084-365-5405
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจากเวบ็ ไซต์ www.paiduaykan.com












Click to View FlipBook Version