สุขาภิบาล และความปลอดภัย นางสาวอุมาภรณ์ จันทร์เพ็ญ ระดับปริญญาตรีปี ๑ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง ๔ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม สาขาวิชา เทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ
ก คำนำ หนังสือเกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลและความปลอดภัยโดยผู้จัดทำมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับข้อมูลของความปลอดภัยที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและชีวอนามัยในสถานประกอบการ รหัสรายวิชา ๑ ๘- ๔๐๐๐-๒๓๐๒ ระดับ ปริญญาตรีปี ๑ สาขาวิชา เทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ สถาบันการอาชีวศึกษาภาค กลาง ๔ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำให้ผู้ที่มีความสนใจใน เรื่องสุขาภิบาลและความปลอดภัย ได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยจากหนังสือเล่มนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางผู้จัดทำจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ผู้จัดทำ อุมาภรณ์ จันทร์เพ็ญ
ข สารบัญ หัวข้อ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค สารบัญภาพ (ต่อ) ง ๑. สุขาภิบาล ๑ ๑.๑. สุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรม ๒ ๑.๒. สุขาภิบาลกับความปลอดภัยด้านอาหาร ๔ ๑.๓. แนวคิดและหลักการสุขาภิบาลอาหาร ๘ ๑.๔. ข้อกำหนด/มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร (สำหรับร้านอาหาร) ๑๐ ๑.๕. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร(สำหรับโรงอาหาร) ๑๑ ๑.๖. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร (สำหรับสถานที่ประกอบอาหารผู้ป่วย ในโรงพยาบาล) ๑๔ ๑.๗. มาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ ๑๖ ๑.๘. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Health) ๑๗ ๑.๙. มาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ๑๙ ๑.๑๐. มาตรฐานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) ๑๙ ๒. กิจกรรม ๕ ส ๒๐ ๓. ความปลอดภัย ๒๖ ๓.๑ มาตรฐานของความปลอดภัย (ภายในโรงงานอุตสาหกรรม) ๒๗ ๓.๒. เครื่องมือและอุปกรณ์ความปลอดภัย ๓๐ ๓.๓. หลักการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ๓๕ ๓.๔. ประโยชน์ในการใช้อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลในโรงงาน ๓๕ ๓.๕. ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย ๓๖ ๓.๖. กฎหมายเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย (โรงงาน) ๓๖ ๓.๗. ระบบป้องกันอัคคีภัย ๔๓ เอกสารอ้างอิง
ค สารบัญภาพ ภาพที่ หน้าที่ ภาพที่ ๑.๑. อุตสาหกรรมอาหาร ๓ ภาพที่ ๑.๒. การล้างมือสำหรับโรงงานอาหาร ๕ ภาพที่ ๑.๓. เขียงสีต่าง ๆ ๕ ภาพที่ ๑.๔. ช่วงอุณหภูมิ ๖ ภาพที่ ๑.๕. อุณหภูมิในการเก็บรักษาอาหาร ภายในตู้เย็น ๗ ภาพที่ ๑.๖. ทำความสะอาดวัตถุดิบ ๗ ภาพที่ ๑.๗. ๔ steps to food steps ๘ ภาพที่ ๑.๘. ตรวจสอบร้านอาหาร ๙ ภาพที่ ๑.๙. มาตราฐานสุขาภิบาลอาหาร ๑๑ ภาพที่ ๑.๑๐. การเตรียมอาหารในโรงพยาบาล ๑๖ ภาพที่ ๑.๑๑. มาตรฐานตลาดสด ๑๖ ภาพที่ ๑.๑๒. ตรวจสอบร้านอาหาร ๑๙ ภาพที่ ๒.๑. ๕ ส ๒๑ ภาพที่ ๒.๒. ๕ ส ๒๑ ภาพที่ ๒.๓. ๔ ขั้นตอนเพื่อเริ่ม ๕ ส ๒๔ ภาพที่ ๒.๔. กิจกรรม ๕ ส ๒๕ ภาพที่ ๓.๑. มาตรฐานของความปลอดภัย(ภายในโรงงานอุตสาหกรรม) ๒๗ ภาพที่ ๓.๒. ความปลอดภัย ๓๐ ภาพที่ ๓.๓. หมวกป้องกันศีรษะ ๓๐ ภาพที่ ๓.๔. อุปกรณ์ป้องกันหู ๓๑ ภาพที่ ๓.๕. แว่นนิรภัย ๓๑ ภาพที่ ๓.๖. ชุดป้องกันสารเคมี ๓๒ ภาพที่ ๓.๗. หน้ากากฝุ่นละออง(โรงงาน) ๓๒ ภาพที่ ๓.๘. ถุงมือนิรภัย ๓๓ ภาพที่ ๓.๙. รองเท้านิรภัย ๓๓ ภาพที่ ๓.๑๐. หน้ากากเชื่อม (โรงงาน) ๓๔ ภาพที่ ๓.๑๒. กระบังหน้า ๓๔
ง สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้าที่ ภาพที่ ๓.๑๒. กระบังหน้า ๓๔ ภาพที่ ๓.๑๓. เข็มขัดนิรภัย ๓๕ ภาพที่ ๓.๑๓. ระบบสัญญาณแจ้งเหต ๓๘ ภาพที่ ๓.๑๔. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ๓๘ ภาพที่ ๓.๑๕. ระบบน้ำดับเพลิง ๓๙ ภาพที่ ๓.๑๖. ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ๔๐ ภาพที่ ๓.๑๗. การตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ๔๐ ภาพที่ ๓.๑๘. การฝึกอบรมเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย ๔๑ ภาพที่ ๓.๑๙. ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม ๔๓ ภาพที่ ๓.๒๐. อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ ๔๔ ภาพที่ ๓.๒๑. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ๔๕ ภาพที่ ๓.๒๒. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ๔๖
๑
๒ ๑. สุขาภิบาล ๑.๑. สุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรม คำว่า สุขาภิบาล ความหมายว่า สุขภาพ ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างเพราะในอดีตสุขาภิบาลอาหาร พื้นฐานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร มุ่งเน้นเฉพาะความสะอาดเพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหารที่มีผลต่อ สุขภาพเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการนำ มาตรการอาหารสากล เช่น หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารและ ระบบการวิเคราะห์อันตรายและ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมมาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อให้การค้าผลิตภัณฑ์อาหาร ระหว่างประเทศมีความ ปลอดภัย ประเทศซึ่งเป็นผู้ส่งออกอาหารลำดับต้นๆ ของโลกต้องนำระบบเหล่านี้มา ปรับใช้ในการจัดการ ความปลอดภัยด้านอาหารเพิ่มเติมนอกจากสุขาภิบาลอาหารซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่มี อยู่โดยคำนึงถึง ความปลอดภัยด้านอาหารที่ได้มาตรฐานในระดับสากล อาหารไทยที่ส่งออกจึงจะได้รับการ ยอมรับจาก นานาชาติและสามารถพัฒนาขีดความสามารถจนกระทั่งเป็นครัวของโลกได้ในที่สุด (world ‘s kitchen) รวมทั้งให้อาหารที่ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศได้คุณภาพมาตรฐานและปลอดภัยเช่นเดียวกัน. ความหมายและประโยชน์ของสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร สุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและมีความซับซ้อนมากขึ้น ตาม ระดับ การขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร กระบวนการผลิตอาหารในปัจจุบันจึงมักมีกำลังการผลิต ที่มากขึ้น และ ใช้เครื่องจักรกลหลายชนิด ต้องอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางด้านสุขาภิบาลอาหารที่ เหมาะสมมา ประยุกต์ในการจัดกระบวนการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค. ประโยชน์ของสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรม ในศตวรรษนี้ การพัฒนาหลักการแปรรูปและถนอมอาหาร รวมทั้งการบรรจุภัณฑ์ช่วย ปรับปรุง คุณภาพ และความปลอดภัยตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารและลดต้นทุนการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม อาหารพร้อม บริโภคและ อาหารแปรรูปยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปนเปื้อนจุลินทรีย์และเป็นสาเหตุของการ เกิดโรคระบาดทาง อาหาร รวมทั้งมีข้อเสียจากการแปรรูปอาหารจำนวนมากสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารที่ดีเท่านั้นจะ ช่วย แก้ไขปัญหานี้ได้. ๑. การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตราอาหาร ในปัจจุบันการตรวจสอบอาหารในเรื่อง ปริมาณของจุลินทรีย์และสารเคมีอันตรายมีความเข้มงวดมาก ขึ้นและ โรงงานอาหารที่มีระบบการจัดการ สุขาภิบาลอาหารที่ดีเท่านั้นจึงจะเป็นที่ยอมรับตามกฎหมายและ มาตรฐาน อาหาร. ๒. การป้องกันการระบาดของโรคที่มีอาหารเป็นสื่อ การเจ็บป่วยของผู้บริโภคจำนวนมาก เกิดจากการบริโภคอาหารส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบการ จัดการ สุขาภิบาลอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ในอาหาร.
๓ ๓. การปรับปรุงคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของอาหาร แม้ว่าในบางกรณีการจัดการ สุขาภิบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่อาจทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วยแต่ก็เป็น สาเหตุที่ทำให้อาการเน่าเสียมีสีกลิ่น ๕ รสที่ไม่ดีอาหารที่เน่าเสียทำให้คุณค่าทางผู้ชนะการและราคาจำหน่าย ลดลงนอกจากนี้ยังเพิ่มแรงงานใน การนำสินค้าออกจากชั้นวางและต้นทุนในการบรรจุภัณฑ์ใหม่ซึ่งส่งผลให้ กำไรลดลง. ๔. การประหยัดพลังงานการบำรุงดูแลรักษา ง่ายและลดค่าประกันอุบัติภัย การหมั่นทำความสะอาดเครื่องจักร เช่น คอยล์พัดลมดูดอากาศ และพัด ลม ใน โรงงานอุตสาหกรรมอาหารช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนฝุ่นผงที่สกปรกและจุลินทรีย์ตกลงไปใน อาหาร ทำให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนของเครื่องจักรมีประสิทธิภาพและสามารถลดต้นทุน พลังงาน รวมทั้งการทำความสะอาดพื้นโรงงานไม่ให้มีความมันลื่นจากไขมันช่วยลดค่าประกันอุบัติภัยจาก การ ลื่นล้ม ของพนักงาน. ๕. การเพิ่มคุณภาพและความมั่นใจ ระบบสุขาภิบาลอาหารที่ดีลดความเสี่ยงจากการเกิด โรคระบาดเกี่ยวกับทางเดินอาหารและสร้าง ความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภคสร้างความตระหนักให้ผู้ผลิตอาหาร มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อความ ปลอดภัยของ ผู้บริโภค. ภาพที่ ๑.๑. อุตสาหกรรมอาหาร (http://foodindustry.kmitl.ac.th/th/xutsahkrrmxahar)
๔ ๑.๒. สุขาภิบาลกับความปลอดภัยด้านอาหาร พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ให้นิยามของคำว่า ความปลอดภัย ด้านอาหาร หมายถึง การจัดการให้อาหารและสินค้าเกษตรที่นำมาเป็นอาหารบริโภคสำหรับมนุษย์มีความ ปลอดภัย โดยไม่ มีลักษณะเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยอาหารและตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาหารที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งจัดว่าเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย ดังต่อไปนี้ด้วย ๑. อาหารที่มีจุลินทรีย์ก่อโรคหรือสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเจือปนอยู่. ๒. อาหารที่มีสารหรือวัตถุเจือปนอยู่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปริมาณที่อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายหรือ สามารถสะสมในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคหรือผลกระทบต่อสุขภาพ. ๓. อาหารที่ได้ผลิต ปรุง ประกอบ บรรจุ ขนส่งหรือมีการเก็บรักษาไว้โดยไม่ถูกสุขลักษณะ. ๔. อาหารที่ผลิตจากสัตว์หรือผลผลิตจากสัตว์ที่เป็นโรคอันตรายอันอาจติดต่อถึงคนได้. ๕. อาหารผลิต ปรุง ประกอบจากสัตว์และพืช หรือผลผลิตจากสัตว์และพืชที่มีสารเคมีอันตราย เภสัช เคมีภัณฑ์หรือยาปฏิชีวนะตกค้างในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ. ๖. อาหารที่มีภาชนะบรรจุประกอบด้วยวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่นิยามตามโครงการ มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius) และ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่อง ข้อ ปฏิบัติแนะนำระหว่างประเทศ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับ สุขลักษณะอาหาร มอก. ๓๔-๒๕๕๔๖ กล่าว ว่า อาหาร ปลอดภัยหรือความปลอดภัยของอาหาร หมายถึง ความมั่นใจที่ว่าอาหารนั้นจะไม่ก่อให้เกิด อันตรายขึ้นแก่ผู้บริโภค หากมีการจัดเตรียม ปรุง ผสม และรับประทานถูกตามลักษณะที่มุ่งหมายของ อาหารนั้น องค์การ อนามัยโลก ได้เสนอหลักการ ๕ ประการสู่อาหารปลอดภัย ซึ่งมีความ เกี่ยวข้องกับ สุขาภิบาลอาหาร ดังต่อไปนี้ ๑. รักษาความสะอาด แม้ว่าเชื้อจุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคร้ายแรง แต่ เมื่อเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดอาศัยอยู่ ในพื้นดิน น้ำสัตว์และคน มือ รวมทั้งอยู่ในเครื่องมือเครื่องใช้ในการ แปรรูปอาหาร ซึ่งมีโอกาสที่เชื้อเหล่านี้จะ ปนเปื้อนใน อาหารทำให้อาหารเป็นสื่อของเชื้อโรคดังนั้นเพื่อ เป็นการรักษาความสะอาด ผู้จับต้องอาหารจึง ต้องล้างมือทุก ครั้งก่อนรับประทานอาหารและในระหว่าง การเตรียมอาหาร ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำทำ ความสะอาด และฆ่าเชื้อ พื้นผิวและอุปกรณ์ที่ใช้ใน การประกอบอาหาร รวมทั้งดูแลสถานที่ประกอบอาหารให้ ปลอดภัยจาก แมลงและสัตว์ต่างๆ มีการฆ่าเชื้อ โรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียม ปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของ ห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ ผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้ เช็ดโต๊ะต้องแยก จากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น เป็นต้น และต้องซักทำความสะอาดผ้าบ่อย ๆ.
๕ ภาพที่ ๑.๒. การล้างมือสำหรับโรงงานอาหาร (https://ruaysubtaweesuk.com/handwashingmethod/) ๒. แยกอาหารที่ปรุงสุกแล้วออกจากอาหารสด อาหารดิบ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารทะเลรวมไปถึงของเหลวจากเนื้อสัตว์ อาจมีจุลินทรีย์ ปนเปื้อนอยู่ ซึ่ง อาจแพร่กระจายไปสู่อาหารอื่นในขณะปรุงอาหารหรือเก็บอาหาร ดังนั้น ควรแยกอาหารสด ออกจากอาหารที่สุกแล้วรวมทั้งอุปกรณ์และภาชนะประกอบอาหารในการเตรียมอาหารสด เช่น ควรแยกใช้ เขียง มีด หรือ ภาชนะอุปกรณ์ระหว่าง อาหารดิบและอาหารปรุงสุก เก็บอาหารในภาชนะที่มีการปิดสนิทไม่ให้ อาหารที่ปรุง สุกกับอาหารสดปน กันเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนข้ามระหว่างอาหารดิบและอาหารสุก. ภาพที่ ๑.๓. เขียงสีต่าง ๆ (https://fr-fr.facebook.com/RICECulinarySchool/posts/๑๖๑๙๙๖๘๒๔๑๔๙๗๔๑๘/)
๖ ๓. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง การปรุงอาหารที่ถูกวิธีและถูกสุขลักษณะจะทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายได้เกือบหมดทุกชนิด เพราะจุลินทรีย์สามารถเพิ่มจำนวนได้ทวีคูณที่อุณหภูมิในช่วง ๑๕-๔๐ องศาเซลเซียส ดังนั้น อาหารที่ปรุงที่ อุณหภูมิสูงกว่า ๖๐ องศาเซลเซียสขึ้นไปจัดเป็นอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้น ควรปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง ไม่ปรุง อาหารแบบ สุกๆ ดิบๆ เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ไข่ และอาหารทะเล ด้วยความร้อนในขณะหุงต้มไม่ต่ำกว่า อุณหภูมิ๗๐ องศาเซลเซียส เพื่อทำ ให้อาหารสุก ทั่วถึงทุกส่วน รวมทั้งเวลาอุ่นอาหารที่ปรุงแล้วจะต้องอุ่นให้ ร้อนทั่วถึง ทั้งชิ้น. ภาพที่ ๑.๔. ช่วงอุณหภูมิ (https://tpak.or.th/th/article/๕๗) ๔. เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม จุลินทรีย์สามารถเพิ่มจำนวนได้ในระยะเวลาอย่าง รวดเร็ว ณ อุณหภูมิห้องและจะหยุดเจริญและเพิ่ม จำนวนช้าลง เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า ๕ องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงกว่า ๖๐ องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่ เป็นอันตรายบางชนิดจะ เจริญและเพิ่มจำนวนได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า ๕ องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงไม่ ควรทิ้งอาหาร ที่ปรุงสุกแล้วไว้ใน ที่อุณหภูมิห้องนานเกินกว่า ๒ ชั่วโมง ควรเก็บอาหารที่ปรุงแล้วและอาหารที่ เน่าเสียได้ง่าย ในตู้เย็นที่ อุณหภูมิต่ำกว่า ๕ องศาเซลเซียสและไม่เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นนานจนเกินไปและอย่า ละเลยอาหาร แช่ แข็งที่อุณหภูมิห้อง การเก็บรักษาอาหารในตู้เย็นไม่ควรเก็บอาหารในปริมาณมากๆ ใน ภาชนะขนาดใหญ่ควรแบ่งใส่ภาชนะกว้างและตื้นเพื่อให้ความเย็นกระจายซึมผ่านได้ทั่วถึงและต้องนำมาอุ่นให้ ร้อนก่อน บริโภค สำหรับอาหารทารกไม่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน เมื่อปรุงสุกแล้วควร นำไป บริโภคทันที.
๗ ภาพที่ ๑.๕. อุณหภูมิในการเก็บรักษาอาหาร ภายในตู้เย็น (https://legatool.com/wp/๑๑๒๙/) ๕. ใช้น้ำและวัตถุดิบที่ปลอดภัยในการปรุงอาหาร วัตถุดิบในการแปรรูปอาหาร รวมทั้ง น้ำและน้ำแข็งอาจจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายบางชนิดและ สารเคมีปนเปื้อนอยู่ ซึ่งสารพิษอาจเจริญใน อาหารที่กำลังเน่าเสีย ดังนั้นจึงควรใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร หรือต้อง บำบัดน้ำให้สะอาดก่อน นำมาใช้ปรุงอาหาร โดยยึดหลักการที่ว่า น้ำที่ใช้ในการเตรียม ปรุงอาหาร ต้องเป็นน้ำ ที่สะอาด มีคุณภาพเช่นเดียวกันกับน้ำดื่ม เลือกใช้วัตถุดิบที่สดหรือที่ผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อมาแล้ว และไม่นำ วัตถุดิบที่หมดอายุมาใช้ในการแปรรูปอาหาร. ภาพที่ ๑.๖. ทำความสะอาดวัตถุดิบ (https://home.kapook.com/view๑๕๘๓๙๒.html)
๘ จากหลัก ๕ ประการขององค์การอนามัยโลกสามารถสรุปเป็น หลักการพื้นฐานของการสุขาภิบาลอาหาร ได้ว่า การสุขาภิบาลอาหารที่ดีนั้นประกอบไปด้วย ๔ เรื่อง (หลักการ ๓ C และ ๑ S) ได้แก่ ๑. การทำความสะอาดมือและอุปกรณ์สม่ำเสมอ (Clean) ๒. การแยกอาหารดิบออกจากอาหารสดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Separate) ๓. การใช้ความร้อนทำให้อาหารสุกพอแก่การบริโภค (Cook) ๔. การใช้อุณหภูมิต่ำในการรักษาคุณภาพของอาหารสด (Chill) ภาพที่ ๑.๗. ๔ steps to food steps (https://www.cdc.gov/foodsafety/keep-food-safe.html) ๑.๓. แนวคิดและหลักการสุขาภิบาลอาหาร การสุขาภิบาลอาหาร (Food Sanitation) หมายถึง การบริหาร จัดการและควบคุมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมอาหารเพื่อ ทำให้อาหารสะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อโรค หนอนพยาธิและสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตราย หรืออาจจะเป็นอันตรายต่อการเจริญของร่างกาย สุขภาพ อนามัย และการดำรงชีวิตของผู้บริโภค การจัดการและควบคุมอาหารให้สะอาด ปลอดภัย ทำได้โดยการ จัดการ และควบคุมปัจจัยที่เป็น สาเหตุทำให้อาหารไม่สะอาดปลอดภัยต่อการบริโภค. การควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเตรียม ปรุง ประกอบ การบริการอาหารมี๕ ปัจจัย คือ ๑. ผู้สัมผัสอาหาร ได้แก่ผู้เตรียม ปรุง และให้บริการอาหาร ๒. อาหาร ได้แก่ การเลือกซื้อ การปรุง การเก็บ อาหาร น้ำแข็ง น้ำดื่ม และสารปรุงแต่งอาหารที่ถูก สุขลักษณะ และได้มาตรฐาน ๓. ภาชนะอุปกรณ์ได้แก่การเลือกใช้การล้าง และการเก็บที่ถูกวิธี ๔. สถานที่ ได้แก่ สถานที่ปรุง ประกอบ และจำหน่าย/บริการอาหารที่ถูก สุขลักษณะ
๙ ๕.สัตว์แมลงนำโรค ได้แก่การควบคุมป้องกันสัตว์แมลงนำโรคในบริเวณที่ เตรียม ปรุง และให้บริการอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ - การควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อความสะอาดปลอดภัยของอาหาร การจัดการและควบคุมปัจจัยทั้ง ๕ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่จะทำให้อาหารไม่สะอาด ต้องอาศัย ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ๑. เจ้าหน้าที่ หมายถึง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่มีหน้าที่ในการจัดการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการค้าอาหารตรวจสอบ แนะนำ ให้ผู้ประกอบการค้าอาหาร ปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางวิชาการ ทั้งยังมีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ ให้แก่กลุ่มผู้บริโภค ให้มีความรู้และรู้จักพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค หากมีเรื่องร้องเรียน จากผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ก็ ต้องรีบดำเนินการแก้ไข ให้ผู้ประกอบการค้าอาหาร ดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค. ๒. ผู้ประกอบกิจการด้านอาหาร หมายถึง ผู้ปรุง ประกอบ และจำหน่าย อาหาร ต้องปฏิบัติให้ได้มาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ทางราชการได้ กำหนดไว้หาก ปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็จะได้การรับรองจากทางราชการ และ เพื่อความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ค้าอาหาร ก็อาจมีการรวมตัวเป็นชมรม สมาคม เพื่อรวมกันดำเนินกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายของทางราชการ. ๓. ผู้บริโภค หมายถึง ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งต้องมีความรู้ในเรื่อง การเลือกบริโภคอาหารที่สะอาดปลอดภัย จาก สถานที่ที่ได้มาตรฐาน และทำ หน้าที่เป็น Food Spy (สายลับอาหารปลอดภัย) หากพบปัญหาจากสถานที่ผลิต หรือผู้ปรุง-ประกอบอาหารที่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง มีผลต่อความสะอาด ปลอดภัย ของอาหาร ก็ให้แจ้งเบาะแสหรือ ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ทีรับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ หรืออาจรวมตัวเป็นชมรมผู้บริโภค เพื่อพิทักษ์สิทธิ/ต่อรอง กรณีที่ไม่ได้รับความ เป็นธรรม. ภาพที่ ๑.๘. ตรวจสอบร้านอาหาร (https://www.banped.go.th/view/๘๘๙)
๑๐ ๑.๔. ข้อกำหนด/มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร (สำหรับร้านอาหาร) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคร้านอาหารจึงต้องจัดการปรับปรุง และ ดูแลร้านอาหารให้ถูกต้อง ตาม หลักสุขาภิบาลอาหาร ซึ่งมีข้อกำหนดทั้งหมด ๑๕ ข้อ ดังต่อไปนี้ ๑. สถานที่รับประทาน สถานที่เตรียมปรุงประกอบอาหาร ต้องสะอาดเป็นระเบียบ และจัด เป็นสัดส่วน. ๒. ไม่เตรียมปรุงอาหารบนพื้น และบริเวณ หน้าห้องน้ำ ห้องส้วม และต้องเตรียมปรุงอาหาร บนโต๊ะที่สูงจากพื้น อย่างน้อย ๖๐ ซม. ๓. ใช้สารปรุงแต่งอาหารที่มีความปลอดภัย มีเครื่องหมายรับรองของทางราชการ เช่น เลข สารบบ อาหาร (อย.) เครื่องหมายรับรองมาตรฐานของ กระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.). ๔. อาหารสดต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุง หรือเก็บ การเก็บอาหาร ประเภทต่างๆ ต้อง แยกเก็บเป็นสัดส่วน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ดิบเก็บใน อุณหภูมิที่ต่ำกว่า ๕ องศาเซลเซียส. ๕. อาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว เก็บในภาชนะที่สะอาดมีการปกปิด วางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. ๖. น้ำแข็งที่ใช้บริโภคต้องสะอาด เก็บในภาชนะที่สะอาดมีฝาปิด ใช้อุปกรณ์ที่มีด้ามสำหรับคีบ หรือตัก โดยเฉพาะ วางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. ๗. ล้างภาชนะด้วยน้ำยาล้างภาชนะ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ๒ ครั้ง หรือล้างด้วยน้ำไหล และที่ ล้างภาชนะต้อง วางสูงจากพื้น อย่างน้อย ๖๐ ซม. ๘. เขียงและมีด ต้องมีสภาพดีแยกใช้ระหว่างเนื้อสัตว์สุก เนื้อสัตว์ดิบ และผัก ผลไม้. ๙. ช้อน ส้อม ตะเกียบ วางตั้งเอาด้ามขึ้นในภาชนะโปร่งสะอาด หรือวาง เป็นระเบียบใน ภาชนะโปร่งสะอาด และมีการปกปิด เก็บสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. ๑๐. มูลฝอย และน้ำเสียทุกชนิด ได้รับการกำจัดด้วยวิธีที่ถูกหลักสุขาภิบาล. ๑๑. ห้องส้วมสำหรับผู้บริโภคและผู้สัมผัสอาหารต้องสะอาด มีอ่างล้างมือ ที่ใช้การได้ดีและมีสบู่ ใช้ตลอดเวลา. ๑๒. ผู้สัมผัสอาหารแต่งกายสะอาด สวมเสื้อมีแขน ผู้ปรุงต้องผูกผ้ากัน เปื้อนที่สะอาด สวมหมวก หรือเน็ตคลุม ผม. ๑๓. ผู้สัมผัสอาหารต้องล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมปรุง ประกอบจำหน่าย อาหารทุกครั้ง ใช้ อุปกรณ์ในการ หยิบจับอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วทุกชนิด. ๑๔. ผู้สัมผัสอาหารที่มีบาดแผลที่มือต้องปกปิดแผลให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการ ปฏิบัติงานที่มีโอกาส สัมผัสอาหาร. ๑๕. ผู้สัมผัสอาหารที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่สามารถติดต่อไปยังผู้บริโภค โดยมีน้ำและอาหารเป็นสื่อ ให้หยุด ปฏิบัติงานจนกว่าจะรักษาให้หายขาด.
๑๑ ภาพที่ ๑.๙. มาตราฐานสุขาภิบาลอาหาร (https://anyflip.com/daqfe/qhpq/basic) ๑.๕. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร(สำหรับโรงอาหาร) โรงอาหารของสถาบัน หมายถึง โรงอาหารในสถาบันการศึกษา และ โรงอาหารทั่วไป ตามหน่วยงาน ต่างๆ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย โรงงาน บริษัท ฯลฯ (ยกเว้นสถานที่ประกอบอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งปรุง ประกอบอาหารให้กับ ผู้ป่วยของโรงพยาบาล) และสำหรับโรงอาหารที่มีร้านจำหน่ายย่อย ๆ หลายร้าน ให้ สำรวจแล้วสรุปลงในแบบผลการสำรวจโรงอาหาร (จำแนกตามร้านย่อย) ทุกร้านต้องได้มาตรฐานครบตาม เกณฑ์การพิจารณามาตรฐาน ถ้ามีร้านใดร้าน หนึ่งไม่ได้มาตรฐานก็ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานในข้อนั้น แล้ว ประเมินผลลงในแบบ สำรวจฯ ๑ ชุด สำหรับโรงอาหาร ๑ แห่ง (การรับรองมาตรฐาน สำหรับโรงอาหาร ถ้าได้ มาตรฐานระดับดีมาก และ ระดับดีจะได้รับใบรับรองของกรมอนามัย ซึ่งมีอายุการรับรองครั้งละ ๑ ปี). มาตรฐานสำหรับโรงอาหาร แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ดังนี้ - มาตรฐานดี - มาตราฐานดีมาก มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับโรงอาหาร ของสถาบันมีรายละเอียด ดังนี้คือ ๑. สถานที่รับประทานอาหาร และบริเวณทั่วไป - สะอาด เป็นระเบียบ - โต๊ะ เก้าอี้สะอาด แข็งแรง จัดเป็นระเบียบ - มีการระบายอากาศที่ดี
๑๒ ๒. บริเวณที่เตรียม - ปรุงอาหาร - สะอาด เป็นระเบียบ พื้นทำด้วยวัสดุถาวร แข็ง เรียบ สภาพดี๑๐ - มีการระบายอากาศ รวมทั้งกลิ่น และควันจากการทำอาหารได้ดีเช่น มีปล่องระบายควันหรือพัดลมดูด อากาศที่ใช้การได้ดี - ไม่เตรียมและปรุงอาหารบนพื้น - โต๊ะเตรียม - ปรุง และผนังบริเวณเตาไฟ ต้องทำด้วยวัสดุที่ทำความ สะอาดง่าย (เช่น สแตนเลส กระเบื้อง) มีสภาพดี และพื้นโต๊ะต้องสูงจากพื้น อย่างน้อย ๖๐ ซม. ๓. ตัวอาหาร น้ำ น้ำแข็ง เครื่องดื่ม - อาหารและเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ต้องมีเลขสารบบ อาหาร (อย.) หรือ มอก. อาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ผักสด ผลไม้และอาหารแห้ง มีคุณภาพดีแยกเก็บเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกัน วางสูงจาก พื้นอย่าง น้อย ๖๐ ซม. หรือเก็บในตู้เย็น ถ้าเป็นห้องเย็น ต้องวางอาหารสูงจากพื้นอย่างน้อย ๓๐ ซม. สำหรับ อาหารสด ต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุง - อาหารและเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ ปิดสนิท มีคุณภาพดีเก็บเป็นระเบียบสูงจากพื้น อย่างน้อย ๓๐ ซม. - อาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว เก็บในภาชนะที่ สะอาด มีการปกปิด วางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. - มีตู้สำหรับปกปิดอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว และด้านหน้าของตู้ต้อง เป็นกระจก - น้ำดื่ม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ต้องสะอาด ใส่ในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิด มีก๊อกหรือทางเทรินน้ำ หรือมี อุปกรณ์ที่ มีด้ามสำหรับตักโดยเฉพาะ และวางสูง จากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. - น้ำแข็งที่ใช้บริโภคต้องสะอาด ใส ่ในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิด มีอุปกรณ์ที่มีด้ามสำหรับคีบหรือตัก โดยเฉพาะ วางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. และต้องไม่มีสิ่งของอื่นแช่รวมไว้ ๔. ภาชนะอุปกรณ์ - ภาชนะอุปกรณ์ เช่น จาน ชาม ช้อน ส้อม ฯลฯ ต้องทำด้วยวัสดุที่ ไม่เป็นอันตราย เช่น สแตนเลส กระเบื้อง เคลือบขาว แก้ว อลูมิเนียม เมลามีนสีขาว หรือสีอ่อน สำหรับตะเกียบ ต้องเป็นไม้ไม่ตกแต่งสี หรือพลาสติกขาว - ใส่น้ำส้มสายชู น้ำปลา และน้ำจิ้ม ต้องทำด้วยแก้ว กระเบื้องเคลือบขาว มีฝาปิด และช้อนตักทำด้วย กระเบื้อง - ล้างภาชนะอุปกรณ์ด้วยวิธีการอย่างน้อย ๒ ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ ๑ ล้างด้วยน้ำยาล้างภาชนะ และ ขั้นตอนที่ ๒ ล้างด้วยน้ำสะอาด ๒ ครั้ง หรือล้าง ด้วยน้ำไหล และอุปกรณ์การล้างต้องสูงจากพื้นอย่าง น้อย ๖๐ ซม.
๑๓ - ใช้อ่างล้างภาชนะอุปกรณ์ที่มีท่อระบายน้ำที่ใช้การได้ดีอย่างน้อย ๒ อ่าง - จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ ถาดหลุม ฯลฯ เก็บคว่ำในภาชนะหรือ ตะแกรง วางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. หรือเก็บในภาชนะหรือสถานที่ที่สะอาดมีการปกปิด - ช้อน ส้อม ตะเกียบ วางตั้งเอาด้าม ขึ้นในภาชนะโปร่งสะอาด หรือวางเป็นระเบียบใน ภาชนะที่สะอาด และมีการปกปิด ตั้งสูงจากพื้น อย่างน้อย ๖๐ ซม. - เขียงต้องมีสภาพดีไม่แตกร้าวหรือ เป็นร่อง มีเขียงใช้เฉพาะอาหารสุกและอาหารดิบแยกจากกัน มีฝาชี ครอบ (ยกเว้นครัวที่มีการป้องกันแมลงวันแล้ว) 5. การรวบรวมขยะ และน้ำโสโครก - ใช้ถังขยะที่ไม่รั่วซึม และมีฝาปิด - มีท่อหรือรางระบายน้ำที่มีสภาพดีไม่แตกร้าว ระบายน้ำจากห้อง ครัวและที่ล้างภาชนะอุปกรณ์ลงสู่ท่อ ระบาย หรือแหล่งบำบัดได้ดีและต้องไม่ ระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง - มีบ่อดักเศษอาหารและดักไขมันที่ใช้การได้ดีก่อนระบายน้ำเสียทิ้ง 6. ห้องน้ำหรือห้องส้วม - ห้องน้ำ ห้องส้วมต้องสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น มีน้ำใช้เพียงพอ - ห้องส้วมแยกเป็นสัดส่วน ประตูไม่เปิดสู่บริเวณที่เตรียม - ปรุงอาหาร ที่ล้างและเก็บภาชนะอุปกรณ์ ที่เก็บ อาหาร และต้องมีอ่างล้างมือที่ใช้การได้ดีอยู่ในบริเวณ ห้องน้ำ 7. ผู้ปรุง ผู้เสิร์ฟ - แต่งกายสะอาด สวมเสื้อมีแขน - ผูกผ้ากันเปื้อนสีขาว หรือมีเครื่องแบบ ผู้ปรุงจะต้องใส่หมวก หรือเน็ตคลุมผมด้วย - ต้องเป็นผู้มีสุขภาพดีไม่เป็นโรคติดต่อ ไม่เป็นโรคผิวหนัง สำหรับ ผู้ปรุงจะต้องมีหลักฐานการตรวจสุขภาพ ใน ปีนั้นให้ตรวจสอบได้ - มีสุขนิสัยที่ดีเช่น ตัดเล็บสั้น ไม่สูบบุหรี่ในขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช้มือ หยิบจับอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วโดยตรง
๑๔ ๑.๖. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร (สำหรับสถานที่ประกอบอาหารผู้ป่วย ในโรงพยาบาล) สถานที่ประกอบอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาลหมายถึงสถานที่ปรุง ประกอบ อาหารให้กับผู้ป่วยของ โรงพยาบาล ซึ่งจำแนกโรงพยาบาลออกเป็น ๒ ประเภท และแบ่งมาตรฐานตามประเภทของโรงพยาบาล ดังนี้ ๑. โรงพยาบาลชุมชน ตั้งแต่ ๓๐ เตียงขึ้นไป ๒. โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป การรับรองมาตรฐาน ถ้าได้มาตรฐานระดับดีมาก และดี จะได้รับ ใบรับรองของกรมอนามัยซึ่งมีอายุการรับรอง ครั้งละ ๑ ปี มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร สำหรับสถานที่ประกอบอาหารผู้ป่วยใน โรงพยาบาล มีรายละเอียดังนี้คือ ๑. บริเวณที่เตรียม - ปรุงอาหาร - สะอาด เป็นระเบียบ มีแสงสว่างเพียง พอ ไม่อยู่ใกล้กับที่พักขยะ หรือบริเวณบำบัดน้ำเสีย - พื้น ผนัง ทำด้วยวัสดุถาวร แข็ง เรียบ มีสภาพดีและสะอาด - โต๊ะเตรียมปรุงอาหาร และผนังบริเวณเตาไฟ ต้องทำด้วยวัสดุที่ ทำความสะอาดง่าย (เช่น สแตนเลส กระเบื้อง) มีสภาพดีและพื้นโต๊ะต้องสูงจาก พื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. - มีการป้องกันแมลงวัน เช่น กรุด้วยมุ้งลวด หรือเป็นห้องปรับอากาศ - มีการระบายอากาศรวมทั้งกลิ่น และควันจากการทำอาหารได้ดีเช่น มีปล่องระบายควัน หรือ พัดลมดูด อากาศที่ใช้การได้ดี ๒. ตัวอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องดื่ม - อาหาร และเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ต้องมีเลขสารบบ อาหาร (อย.) หรือ มอก. - อาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ผักสด ผลไม้และอาหารแห้ง มีคุณภาพดีแยกเก็บเป็นสัดส่วนไม่ปะปน กัน วางสูงจาก พื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. หรือเก็บในตู้เย็น อาหารสดต้องล้างให้สะอาดก่อน นำมาปรุง - อาหารและเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท มีคุณภาพดีเก็บ เป็นระเบียบสูงจากพื้นอย่าง น้อย ๓๐ ซม. - มีห้องเก็บอาหารแห้งโดยเฉพาะ ที่โปร่งสะอาดจัดเป็นระเบียบและ ชั้นเก็บของชั้นล่างสุด ต้อง สูงจากพื้น อย่างน้อย ๓๐ ซม. - มีห้องเย็นหรือตู้เย็นเก็บอาหาร ขนาดที่เพียงพอ จัดเป็นระเบียบ และสะอาด ถ้าเป็น ห้องเย็น ต้องมีชั้นวางของ ซึ่งชั้นล่างต้องสูงจากพื้นอย่างน้อย ๓๐ ซม. - อาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว เก็บในภาชนะที่สะอาด มีการปกปิด วางสูง จากพื้นอย่างน้อย ๓๐ ซม. n ๑๒. การ ลำเลียงอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วไปยังที่ต่างๆ ต้องมีการปกปิดให้มิดชิด - น้ำดื่ม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ต้อง สะอาด ใส่ภาชนะที่สะอาด มีฝาปิด และมีก๊อก หรือทางเทริน น้ำ หรือมีอุปกรณ์สำหรับตักโดย เฉพาะ และวางสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม.
๑๕ ๓. ภาชนะอุปกรณ์ - ภาชนะอุปกรณ์เช่น จาน ชาม ช้อน และส้อม ต้องทำด้วยวัสดุที่ไม่ เป็นอันตราย เช่น สแตน เลส กระเบื้อง เคลือบขาว แก้ว อลูมิเนียม เมลามีนสีขาว หรือสีอ่อน - การล้างภาชนะต้องแยกภาชนะสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อ ออกจากกัน - ล้างภาชนะอุปกรณ์ด้วยวิธีการ ๓ ขั้นตอน และขั้นตอนสุดท้ายต้อง มีการฆ่าเชื้อโรค อ่างล้าง ภาชนะต้องสูง จากพื้นอย่างน้อย ๖๐ ซม. และต้องมีท่อ ละบายน้ำทิ้งที่ใช้การได้ดี - ใช้เครื่องล้างภาชนะอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมในการ ทำความสะอาด และการฆ่าเชื้อ โรค หรือมีตู้อบ ภาชนะ - ช้อน ส้อม วางตั้งเอาด้ามขึ้นในภาชนะโปร่งสะอาด หรือเก็บเป็น ระเบียบในภาชนะที่สะอาด และปิดมิดชิดและขณะที่ลำเลียงไปให้ผู้ป่วยต้องมีการปกปิด - จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ และภาชนะ ใส่อาหารให้กับผู้ป่วย เก็บคว่ำในภาชนะโปร่ง สะอาดในที่ มิดชิด และ ขณะที่ลำเลียงไปให้ผู้ป่วย ต้องมีการปกปิด - เขียงต้องมีสภาพดีไม่แตกร้าวหรือ เป็นร่อง มีเขียงใช้เฉพาะอาหารสุกและอาหารดิบแยกจาก กัน มีฝาชีครอบ (ยกเว้นครัวที่มีการป้องกันแมลงวันแล้ว) ๔. การรวบรวมขยะและน้ำโสโครก - ใช้ถุงขยะสภาพดีไม่รั่วซึม ใช้ถุงพลาสติกสวมไว้ด้านในและมีฝาปิด - มีท่อหรือรางระบายน้ำที่มีสภาพดีไม่แตกร้าว ระบายน้ำจากห้อง ครัวและที่ล้างภาชนะ อุปกรณ์ลงสู่ท่อระบาย หรือแหล่งบำบัดได้ดีและต้องไม่ ระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยตรง - มีบ่อดักเศษอาหารและบ่อดักไขมันที่ใช้การได้ดีก่อนปล่อยลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย ๕. ห้องน้ำ ห้องส้วม - ห้องน้ำ ห้องส้วมต้องสะอาด ประตูไม่เปิดสู่บริเวณที่เตรียม - ปรุง ที่ล้างและเก็บภาชนะอุปกรณ์ ที่เก็บอาหาร และต้องมีอ่างล้างมือที่ใช้การได้ดีใน บริเวณ ห้องส้วม - มีห้องส้วม และอ่างล้างมือสำหรับผู้ปรุง - ผู้เสิร์ฟโดยเฉพาะ ๖. ผู้ปรุง ผู้เสิร์ฟ - แต่งกายสะอาด สวมเสื้อมีแขน หรือมีเครื่องแบบ - ผู้ปรุงอาหารต้องผูกผ้ากันเปื้อนสีขาว และสวมหมวกคลุมผมสีขาว - ต้องเป็นผู้มีสุขภาพดีไม่เป็นโรคติดต่อ หรือพาหะของโรค และ โรคผิวหนัง โดยมีหลักฐานการ ตรวจสุขภาพใน ปีนั้นให้ตรวจสอบได้ - มีสุขนิสัยที่ดีเช่น ตัดเล็บสั้น ใช้อุปกรณ์สำหรับหยิบจับอาหาร ไม่สูบบุหรี่ขณะปฏิบัติงาน
๑๖ ๗. การเฝ้าระวังความสะอาดของอาหาร และภาชนะ - อาหารและภาชนะต้องสะอาด โดยมีการตรวจตัวอย่างอาหาร ปรุงสำเร็จ (อย่างน้อย ๒ ตัวอย่าง) และภาชนะ (อย่างน้อย ๒ ตัวอย่าง) ทางด้านแบคทีเรียและต้องได้มาตรฐาน คือ ตัวอย่างอาหารไม่เกิน ๑๐๖ โคโลนี/กรัม ของอาหาร ตัวอย่างภาชนะไม่เกิน ๑๐๓ โคโลนี/ ภาชนะ ๑ ชิ้น/๔ ตารางนิ้ว (โดยมีผลการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการก่อนการตัดสินไม่เกิน ๒ เดือน) ภาพที่ ๑.๑๐. การเตรียมอาหารในโรงพยาบาล (ฝ่ายโภชนาวิทยาและโภชนบำบัด - โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (chulalongkornhospital.go.th)) ๑.๗. มาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ เกณฑ์มาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ กำหนดไว้๓ ด้าน ได้แก่ ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Health) ด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) ตลาดที่ได้รับป้าย รับรองมาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ ต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง ๓ ด้าน ซึ่ง รายละเอียดของ มาตรฐานมีดังนี้ ภาพที่ ๑.๑๑. มาตรฐานตลาดสด (https://www.thairath.co.th/content/๔๒๘๐๓๐)
๑๗ ๑.๘. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Health) - ภายในตัวตลาดมีการระบายอากาศอย่างเพียงพอไม่ร้อนอบอ้าว หรือ อับทึบ - มีการจัดการ ดูแล และควบคุมบริเวณแผง ทางเดิน ถนน ที่ตั้งรองรับ มูลฝอยสาธารณะ และที่ตั้ง ที่รวบรวม มูลฝอยให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ - ตลาดและบริเวณโดยรอบไม่มีน้ำขังเฉอะแฉะ - รางระบายน้ำเสียภายในตลาดเป็นชนิดรางเปิด สำหรับรางระบายน้ำ รอบตลาดมีฝาปิดที่เปิดทำ ความสะอาด ได้และสามารถระบายน้ำได้ไม่มีน้ำขัง ไม่อุดตัน - ภายในห้องส้วมไม่มีกลิ่นเหม็น และมีการระบายอากาศดี - ระบบเก็บกักอุจจาระถูกสุขลักษณะ ไม่ชำรุด - มีการทำความสะอาดตลาดเป็นประจำทุกวัน - มีน้ำใช้ที่สะอาดไว้บริการอย่างเพียงพอ - ห้องส้วมแยกเพศชาย-หญิง ออกจากกันเป็นสัดส่วน - มีการจัดวางสินค้า สิ่งของ วัสดุอุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เกะกะรกรุงรัง และไม่กีดขวาง ทางเดิน - สินค้าประเภทอาหารและเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับ อาหารจะต้องวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า ๖๐ ซม. - ให้มีการล้างตลาดตามหลักการสุขาภิบาล อย่างน้อย เดือนละ ๑ ครั้ง - มีที่รองรับมูลฝอยสาธารณะที่ถูกหลักสุขาภิบาล อย่างเพียงพอ และทำความสะอาดอยู่เสมอ - มีการดักมูลฝอยและบ่อดักไขมัน ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือออกสู่สิ่งแวดล้อม - โครงสร้างอาคารตลาดมีความมั่นคง แข็งแรง ไม่ชำรุด พื้นตลาดทำ ด้วยวัสดุถาวรแข็งแรง ไม่ลื่น ทำความ สะอาดง่าย - มีการจัดการควบคุมป้องกันสัตว์และแมลงพาหะนำโรคไม่ให้รบกวน และก่อความรำคาญ - มีผู้ดูแลรับผิดชอบในการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และความปลอดภัยของ ตลาด - แผงขายสินค้ามีความเข้มของแสงสว่างไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ลักซ์ - แผงขายสินค้าทำด้วยวัสดุถาวร เรียบ ทำความสะอาดง่าย และสูงจาก พื้นไม่น้อยกว่า ๖๐ ซม. และไม่เป็น แหล่งอาศัยของสัตว์พาหะนำโรค - จัดให้มีหมายเลขแผง ชื่อที่อยู่ผู้ขายของ ติดตั้งประจำแผงและมองเห็น ชัดเจน - ที่รองรับมูลฝอยประจำแผงถูกหลักสุขาภิบาลและทำความสะอาดอยู่เสมอ - ที่รวบรวมมูลฝอยถูกหลักสุขาภิบาลเพียงพอ และทำความสะอาด อยู่เสมอ - จัดให้มีที่เก็บน้ำสำรองหรือมีบริการน้ำสำรองไว้ให้เพียงพอต่อการใช้ใน แต่ละวัน - ห้องส้วมชาย-หญิง ที่ปัสสาวะชาย อ่างล้างมือพร้อมสบู่ ต้องสะอาด ใช้การได้มีจำนวนเพียงพอ
๑๘ และต้องอยู่ ในที่เหมาะสม - มีผู้ทำความสะอาดห้องส้วม อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง - บริเวณห้องส้วม มีที่รองรับมูลฝอยทำด้วยวัสดุแข็งแรง ไม่รั่วซึม มีฝาปิด - มีการป้องกัน ควบคุมสัตว์และแมลงพาหะนำโรค อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง - มีสัตว์และแมลงพาหะนำโรคไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน - มีการจัดการจำหน่ายสินค้าแต่ละประเภทเป็นหมวดหมู่ ไม่ปะปนกัน - มีชนิดและจำนวนเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสม ใช้การได้ติดตั้งในบริเวณ ที่เห็นง่ายและสะดวกต่อ การนำมาใช้งาน - จัดให้มีการบำรุงรักษาโครงสร้างต่างๆ ภายในตลาดให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและ ถูก สุขลักษณะ - มีการอำนวยความสะดวกด้านระบบการจราจร - ผู้ขายของและผู้ช่วยขายของต้องแต่งกายเรียบร้อย มีสุขวิทยา ส่วนบุคคลที่ดี - ผู้ขายของและผู้ช่วยขายของต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะในการใช้กรรมวิธีการปรุง ประกอบ และ จำหน่าย อาหาร - จัดให้มีตู้แสดงความคิดเห็นจากประชาชน - ทางเดินภายในอาคารตลาดมีความกว้างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร - มีการแยกประเภทมูลฝอยเป็นมูลฝอยสดและมูลฝอยทั่วไป - มีกลุ่ม/ชมรมผู้ประกอบการตลาด ผู้ขายของ ผู้ช่วยขายของ ผู้บริโภคหรืออื่นๆ เช่น กิจกรรมการ ออกกำลัง กาย - จัดให้มีการฝึกอบรมผู้ขายของ และผู้ช่วยขายของใน ตลาดในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม/สุขภาพ อนามัย - น้ำเสียที่ผ่านออกจากระบบจะต้องได้มาตรฐาน (สำหรับตลาดที่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ตาราง เมตรขึ้นไป)
๑๙ ๑.๙. มาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) แผงขายอาหารในตลาดผ่านเกณฑ์การตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหาร ดังนี้ - ตรวจไม่พบสารฟอร์มาลิน (น้ำยาดองศพ) - ตรวจไม่พบสารกันรา (ซาลิซิลิก) - ตรวจไม่พบสารบอแรกซ์ - ตรวจไม่พบสารฟอกขาว - ตรวจไม่พบยาฆ่าแมลง หรือตรวจพบในเกณฑ์ที่ปลอดภัย - ตรวจไม่พบสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมู(ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ) ๑.๑๐. มาตรฐานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) การพัฒนาและยกระดับตลาดสด น่าซื้อ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) เจ้าของตลาด ต้องจัดให้มีกิจกรรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้ - จัดให้มีสถานที่จัดบอร์ดให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในเรื่องที่ เกี่ยวกับอาหารปลอดภัย โภชนาการ และ สุขลักษณะ ของตลาด - จัดให้มีจุดทดสอบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ๕ ชนิด - จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ได้มาตรฐานไว้บริการผู้บริโภค ในตลาดอย่างน้อย ๑ จุด และติดป้ายบอก ไว้อย่าง ชัดเจน ภาพที่ ๑.๑๒. ตรวจสอบร้านอาหาร (https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG๒๑๐๗๒๙๑๖๑๐๕๖๘๖๕)
๒๐
๒๑ ภาพที่ ๒.๑. ๕ ส (https://teachme-biz.com/blog/๕s-activity/) กิจกรรม 5 ส “การปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ทำงาน” เป็นหนึ่งในวิธีพัฒนาการทำงานโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นใน ปัจจุบันหลายๆ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับ “หลักการ ๕ ส” เพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมในการ ทำงานที่ดี ใน บทความนี้ ทาง Teachme Biz จะขอพูดถึงเรื่องของหลักการ ๕ ส ในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น คำนิยามของ ๕ ส วัตถุประสงค์ในการดำเนินการ และสิ่งที่ควรให้ความสนใจเมื่อนำไปปฏิบัติจริง ๕ ส คืออะไร หลักการ ๕ ส ถูกใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ประกอบไปด้วย ๕ ข้อ ได้แก่ สะสาง (Seiri), สะดวก (Seiton), สะอาด (Seisou), สุขลักษณะ (Seiketsu) และสร้างนิสัย (Shitsuke) กิจกรรม 5ส สามารถ เปลี่ยนระบบการทำงานให้ดีขึ้นและช่วยในการแก้ปัญหาต่าง ๆ หลัก ๕ ส นั้นตอนแรกถูกสร้างขึ้นเพื่อ แก้ปัญหา ที่พบมากในอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมก่อสร้าง และโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ภายในไม่กี่ปีที่ ผ่านมานี้พบว่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอื่นด้วยเช่นกัน ภาพที่ ๒.๒. ๕ ส (https://teachme-biz.com/blog/๕s-activity/)
๒๒ สะสาง (Seiri) คำว่า “Seiri” หมายถึงการแยกสิ่งของที่จำเป็นและไม่จำเป็นออกจากกัน จากนั้นให้ทิ้งของที่ไม่จำเป็นไป ตัวอย่างเช่น โรงงานที่ต้องผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ก็มักจะมีปริมาณขยะมากตามไปด้วย หาก ปล่อยขยะทิ้งไว้ ไม่สะสางให้เรียบร้อย เวลาอยากหาของที่ต้องการก็จะทำได้ยากและอาจนำไปสู่การเกิด อุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นจึงควรกำจัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง นอกเหนือจากการทิ้งขยะแล้ว แนะนำให้ จดบันทึกรายการสินค้าคงคลังเอาไว้พร้อมทั้งระบุรายละเอียด เช่น ปีที่ผลิต จำนวนสินค้า ฯลฯ อีกทั้งควร ตรวจสอบสิ่งของไม่ได้ใช้อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อทำให้การจัดการโดยรวมดีขึ้น. สะดวก (Seiton) “Seiton” คือการวางสิ่งของจำเป็นไว้ในตำแหน่งที่หยิบใช้งานได้ง่าย เช่น วางวัสดุและเครื่องมือที่จำเป็น ต่อ การทำงานในบริเวณที่หยิบได้สะดวก โดยเลือกสิ่งของให้เหมาะกับผู้ใช้งาน รวมถึงความถี่ในการใช้อุปกรณ์ นั้นๆ จะช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและราบรื่นมากขึ้น นอกจากนั้น จำเป็นต้องกำหนด “ที่วางประจำ” ให้กับ อุปกรณ์หรือเครื่องมือใหม่ที่นำมาใช้พร้อมทั้งแชร์ตำแหน่งที่วางให้กับพนักงานคนอื่นร่วมรับรู้ด้วย หาก เครื่องมือชิ้นนี้มีผู้ใช้งานหลายคน เวลานำเครื่องมือออกไปใช้ให้วางแผ่นป้าย “กำลังใช้งาน” ลงในถาด เพื่อ สื่อสารกับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ให้รับทราบได้อย่างสะดวก. สะอาด (Seisou) คำว่า “Seisou” หมายถึงการทำความสะอาดอุปกรณ์ และตรวจสอบสถานที่ทำงานให้สะอาดอยู่เสมอ หาก เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกว่าสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ เรา ควร หมั่นตรวจสอบและรักษาสภาพแวดล้อมให้สะอาดเรียบร้อยจนเป็นนิสัย นอกจากจะทำให้สังเกตเห็นความ ผิดปกติของอุปกรณ์การทำงานและข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด อุบัติเหตุรวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทควรกำหนดผู้รับผิดชอบในการทำความ สะอาดอุปกรณ์และสถานที่ในแต่ละวัน การทำความสะอาดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น. สุขลักษณะ (Seiketsu) “Seiketsu” คือการรักษาสุขลักษณะในที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ โดยการปฏิบัติตามหลัก ๓ ส ที่กล่าวมา ข้างต้นอันได้แก่ สะสาง, สะดวก, สะอาด พนักงานในบริษัทควรทำตามกฎเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรเพื่อรักษา สุขลักษณะภายในองค์กร นอกจากนี้ทางบริษัทควรตั้งผู้ตรวจสอบด้วยเช่นกัน เพื่อเช็คให้แน่ใจว่าได้มีการรักษา ความสะอาดอย่างถูกต้องตามหลัก ๓ ส ในทางปฏิบัติจริงหรือไม่อย่างไร. สร้างนิสัย (Shitsuke) คำว่า “Shitsuke” หมายถึงการดำเนินการตามหลัก ๔ ส ที่กล่าวมาข้างต้นให้เคยชินจนเป็นนิสัย เพื่อ สภาพแวดล้อมที่สะอาดในที่ทำงาน บริษัทควรส่งเสริมให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติ ตามกฎ ๕ ส รวมถึงจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกต่อส่วนรวม จุดประสงค์ของการทำ ๕ ส
๒๓ ประโยชน์ของ ๕ ส คืออะไร? ๕ ส จะช่วยสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ยกระดับความปลอดภัยภายในองค์กร และปลูกผังจิตสำนึกของพนักงานต่อส่วนรวม. สร้างประสิทธิภาพในการทำงาน/เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ของที่ไม่จำเป็น ไร้ระเบียบ การหาเอกสารหรือเครื่องมือที่ต้องการใช้ในการ ทำงานก็จะเสียเวลามาก ในทางกลับกันหากใช้หลัก ๕ ส อย่างเคร่งครัด สร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถนำของ ที่จำเป็นมาใช้แล้วนำกลับไปวางที่เดิมได้ง่ายๆ ก็จะสามารถโฟกัสกับงานที่เป็นส่วนสำคัญได้และสามารถ ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางเดียวกัน ในเคสของงานผลิตก็จะสามารถพัฒนา QCD ให้ดีขึ้นตามไป ด้วย QCD คือตัวย่อของ ๓ องค์ประกอบที่สำคัญในการควบคุมการผลิต ได้แก่ Quality (คุณภาพ) Cost (ต้นทุน) Delivery (การส่งมอบ) ยกระดับความปลอดภัยให้มากขึ้น หากวัสดุและเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานถูกจัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบ อัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดก็ จะเพิ่มสูงขึ้น การตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราสามารถใช้งานอุปกรณ์ในการ ทำงานได้อย่างปลอดภัยอละถูกต้อง หลักการ 5 ส นั้นเป็นประโยชน์และมีนัยะสำคัญอย่างมากในแง่ของการ ป้องกันการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตและ อุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่มักมีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุขณะทำงาน ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงควร ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด. เพิ่มแรงจูงใจของพนักงาน เมื่อที่ทำงานนรกและไร้ระเบียบ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดเหตุได้ง่ายแล้ว ยังอาจเกิดงานที่ไม่มีประโยชน์ รวมถึงสร้างความตึงเครียดให้กับพนักงาน ในทางกลับกันหากที่ทำงานสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย จะ ช่วยให้พนักงานมีสมาธิได้ดียิ่งขึ้น การปฏิบัติตามหลัก ๕ ส จะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่น่าทำงาน เพิ่ม แรงจูงใจของพนักงานให้มากขึ้น รวมถึงยังช่วยลดอัตราการลาออกได้. ขั้นตอนเพื่อเริ่มกิจกรรม ๕ ส การเริ่มต้นน่ากิจกรรม ๕ ส มาใช้จำเป็นต้องดำเนินการทีละขั้นตอน ค่อย ๆ ให้พนักงานปรับตัวในการนำ สิ่ง ใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรในบทความฉบับนี้จะแนะนำ 4 ขั้นตอนเพื่อเริ่มโปรเจ็คกิจกรรม ๕ ส โดยละเอียด.
๒๔ ภาพที่ ๒.๓. ๔ ขั้นตอนเพื่อเริ่ม ๕ ส (https://teachme-biz.com/blog/๕s-activity/) ๑. สร้างระบบ ก่อนอื่น จำเป็นต้องกำหนดทีมเริ่มต้นเพื่อกิจกรรม ๕ ส รวมทั้งตั้งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในทีมจะทำให้ เกิดการ สร้างระบบที่พนักงานทุกคนสามารถแชร์วัตถุประสงค์ นโยบายและกฎต่าง ๆ ของหลักการ ๕ ส ร่วมกันได้เพื่อที่จะนำ 5 ส ไปใช้ในทีมเริ่มต้นได้อย่างราบรื่น แนะนำให้กำหนด 4 ตำแหน่งสำหรับดำเนินการ ดังนี้ ๑. ผู้จัดการที่คอยจัดความสมดุลของโปรเจค ๕ ส กับงานประจำ. ๒. หัวหน้าโปรเจค ๕ ส. ๓. ผู้ที่ทำหน้าที่คอยสังเกตการณ์และติดตามความคืบหน้าสถานะของโปรเจค. ๔. ผู้ที่คอยให้คำแนะนำในหน้างาน. ๒. ตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ให้ชัดเจน ในการปฏิบัติตามหลัก ๕ ส หากเราตั้งจุดประสงค์แค่เพื่อ “รักษาความสะอาดในที่ทำงาน”มันอาจจะ ทำได้ง่าย แต่ทว่าอยากจะให้มองเห็นถึงสิ่งที่จะได้รับจากกิจกรรมนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น หลักการ ๕ ส สามารถ ยกระดับ ความปลอดภัยและเพิ่มผลผลิตของการทำงาน รวมถึงสามารถเพิ่มแรงจูงใจให้พนักงานได้อีก จึงควร สร้างความเข้าใจภายในบริษัทให้ตรงกันว่า “ทำไมเราจึงต้องทำกิจกรรม ๕ ส” และร่วมกัน ตั้งเป้าหมาย เพื่อที่จะนำใช้หลัก ๕ ส เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ.
๒๕ ๓. สร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันอย่างชัดเจน Visualize หรือ แจกแจงโปรเซสและโฟลว์การทำงานออกมา ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานอย่าง ละเอียดจากนั้นก็ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมขึ้น แล้วกำหนดกฎเกณฑ์ในการทำงานนั้น ๆ ขั้นใหม่ ตัวอย่างเช่น กำหนดผู้รับผิดชอบในการทำความสะอาด,ช่วงเวลาที่ต้องบำรุงรักษาอุปกรณ์,ที่ประจำสำหรับวาง เครื่องมือ สิ่งของที่จำเป็นและไม่จำเป็นในการทำงาน หลังจากเริ่มกิจกรรม ๕ ส ตามขั้นตอนที่ตัดสินใจไว้แล้ว ก็ให้พัฒนาอยู่เรื่อย ๆ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพในการ ทำงานดีขึ้น เมื่อบริษัทดำเนินการ ๕ ส ตามลำดับ อัน ได้แก่ สะสาง (Seiri),สะดวก (Seiton),สะอาด(Seisou),สุขลักษณะ (Seiketsu) และสร้างนิสัย (Shitsuke) จะ สามารถตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ได้โดยง่าย. ๔. สร้าง Check sheet หากตัดสินใจที่จะดำเนินการ ๕ ส ให้เป็นกิจวัตรประจำวันผ่านวงจร PDCA แล้ว ควรสร้าง Check sheet ขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจสอบ Check sheet นี้จะช่วยให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามกฎของ ๕ ส ได้ อย่างถูกต้อง หากอยากเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน Check Sheet ให้ดีขึ้น แนะนำให้มีการให้คะแนนในแต่ ละ สถานการณ์และประเมินผลลงในใบ Check Sheet เมื่อมีการวัดผลเชิงปริมาณตัวเลขแล้ว คาดว่าแรงจูงใจ ของ พนักงานจะดีขึ้น สรุป การปฏิบัติตามหลัก ๕ ส ไม่เพียงแค่ใช้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ทำงานให้สะอาด แต่ยังสามารถเพิ่ม แรงจูงใจ ของพนักงานเพิ่มปริมาณการผลิตและยกระดับความปลอดภัยในองค์กรได้อีกด้วย หากต้องการ ปฏิบัติกิจกรรม ๕ ส ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ แนะนำให้เริ่มดำเนินการไปทีละขั้นตอน พยายามใช้ หลักการ 5 ส ร่วมกับการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้กับพนักงานภายในองค์กรเป็นวงกว้าง เปิดโอกาสให้ทุก คนได้ได้มีส่วน ร่วมในการวางแผน และลงมือปรับปรุงพื้นที่ ปฏิบัติงานของตนเองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่าง สูงสุด. ภาพที่ ๒.๔. กิจกรรม ๕ ส (https://web.facebook.com/RelationsRecreationGroupDPE/photos/)
๒๖
๒๗ ภาพที่ ๓.๑. มาตรฐานของความปลอดภัย (ภายในโรงงานอุตสาหกรรม) (มาตรฐานของความปลอดภัย ภายในโรงงานอุตสาหกรรม) ๓.๑. มาตรฐานของความปลอดภัย (ภายในโรงงานอุตสาหกรรม) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มในการ ขยายตัว และพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการจัดตั้งนโยบายส่งเสริมการ ลงทุนใน ภาคอุตสาหกรรมของรัฐบาล ที่มีการดำเนินการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๔ อีกทั้งยังมีสาเหตุอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในประเทศ ที่ได้ พัฒนา จากเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมให้เป็นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จน ส่งผลให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมสามารถขยายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนา ในด้าน การใช้ประโยชน์จากแรงงานมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นในหลายๆ จังหวัด ของประเทศไทย ทำให้เกิดกำไรและผลผลิตแก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งสามารถสร้างความก้าวหน้าให้แก่ เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศชาติได้. จากการที่ผู้คนจำนวนมากในประเทศไทย มีการดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับงานในโรงงานอุตสาหกรรม งาน สร้างเหมืองแร่ หรืออาจจะเป็นสถานประกอบการอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์ในการทำงานร่วมกับ เครื่องจักรโดยตรง ทำให้สภาพแวดล้อมของการทำงานมีลักษณะค่อนข้างอันตราย รวมทั้งมีสภาวะการทำงาน ที่สามารถนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บ ความเจ็บป่วยและอาจนำไปสู่การเกิดโรคจากกระบวนการ ทำงานได้ ซึ่งสาเหตุของอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะแตกต่างกันไปจากความประมาท การละเลย ในการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย การกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจากการดำเนินงานผิดพลาดจนทำให้ เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น การทำงานที่สัมผัสกับอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด การ สัมผัสก๊าซพิษสารพิษ หรือ รังสี การลื่นล้ม การสัมผัสกับกระแสไฟฟ้า การถูกชน การถูกวัตถุ หนีบ ทับ หรือ กระเด็นเข้าตา และการที่วัตถุตกจากลงมาจากที่สูงหรือบริเวณพื้นต่างระดับ เป็นต้น โดยเหตุการณ์ต่างๆ
๒๘ ดังกล่าวนี้ เป็นอุบัติเหตุที่ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยในการทำงานด้าน อุตสาหกรรมเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้ที่มีประสบการณ์จากการทำงานมานานได้เช่นเดียวกัน. หมวด ๑ มาตรฐานด้านความร้อน ๑. ความร้อนภายในสถานที่ประกอบการไม่ควรมีสภาพอุณหภูมิที่สูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร้างกาย ของ ลูกจ้างมีค่าสูงเกิน ๓๘ องศาเซลเซียส. ๒. นายจ้างควรพิจารณาให้มีการจัดเตรียมเครื่องมือสำหรับป้องกันความร้อนให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งควร จัดหา มาตราการที่จะสามารถดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ เกิด เหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพอุณหภูมิสูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายของ ลูกจ้างมีค่าสูงเกิน ๓๘ องศาเซลเซียส. ๓. ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพอุณหภูมิสูงจนส่งผลให้อุณหภูมิ ภายใน ร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน ๓๘ องศาเซลเซียส นายจ้างต้องทำการจัดให้ลูกจ้างได้หยุดพักชั่วคราว เพื่อรักษา ตัวให้สภาพร่างกายรวมทั้งอุณหภูมิภายในร่างกายกลับมาคงที่สู้สภาพปกติ. ๔. นายจ้างควรปิดป้ายประกาศสำหรับแจ้งเตือนในจุดที่เป็นอันตรายแก่ลูกจ้าง ตัวอย่างเช่น จุดที่เป็น แหล่งกำเนิดความร้อน ที่มีสภาพอุณหภูมิความร้อนสูงจนสามารถส่งผลต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ของบุคคล ๕. นายจ้างควรจัดตั้งมาตรการการทำงาน ในกรณีที่ลูกจ้างมีความจำเป็นต้องทำงานในบริเวณใกล้ แหล่งกำเนิด ความร้อนที่อุณหภูมิสูงเกิน ๔๕ องศาเซลเซียส ให้มีการสวมเครื่องแต่งกายที่รัดกุม สวมถุงมือ และรองเท้า ตลอดเวลาการดำเนินงานเพื่อสร้างความปลอดภัย และเพื่อป้องกันความร้อนที่สามารถส่งผล กระทบต่อ ร่างกายของลูกจ้างได้ หมวด ๒ มาตรฐานด้านแสงสว่าง ๑. สำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การบด การขนย้าย หรือการ บรรจุควรมีแสงสว่าง ที่มีค่าความเข้มข้นของแสงมากกว่า ๕๐ Lux. ๒. พื้นที่ที่ใช้สำหรับเก็บวัสดุ ตัวอย่างเช่น ห้องเก็บวัสดุ โกดัง รวมทั้งบริเวณเฉลียงและบันไดภายใน สถานที่ ประกอบการ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า ๕๐ Lux. ๓. สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดเล็กน้อยในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การสีข้าว หรือการผลิตและ ประกอบชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อย่างง่าย ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มข้นของแสงมากกว่า ๑๐๐ Lux ๔. สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดปานกลางในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การประกอบชิ้นส่วน ภาชนะ การ เย็บผ้าหรือการเย็บหนัง ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มข้นของแสงมากกว่า ๒๐๐ Lux ๕. สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การทดสอบและการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์การซ่อมแซมเครื่องจักร หรือการกลึงแต่งโลหะ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า ๓๐๐ Lux.
๒๙ ๖. สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมากเป็นพิเศษในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเย็บผ้าสีมืดทึบ การ ประกอบชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก หรือการเจียระไนเพชร พลอย ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสง มากกว่า ๑๐๐๐ Lux. ๗. พื้นที่บริเวณ ทางเดินภายนอกสถานที่ประกอบการ รวมทั้งบริเวณถนน ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้ม ของ แสงมากกว่า ๒๐ Lux. หมวด ๓ มาตรฐานด้านเสียง การทำงานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านเสียงโดยพิจารณาจาก ระยะเวลาในการทำงาน ดังต่อไปนี้ ๑. สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงานไม่เกิน ๗ ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่า ไม่เกิน ๙๑ เดซิเบล. ๒. สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงาน ๗-๘ ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่ เกิน ๙๐ เดซิเบล. ๓. สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่า ไม่เกิน ๘๐ เดซิเบล. หมวด ๔ มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค ๑. การทำงานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศ โดย เฉลี่ยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้. ๒. การทำงานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ โดยไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาใดของการทำงาน จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้. ๓. การทำงานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณความเข้มข้นของ สารเคมีเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้. ๔. การทำงานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องมีปริมาณของฝุ่นและแร่ในบรรยากาศโดย เฉลี่ยไม่ เกินค่ามาตราฐานที่กฎหมายกำหนดไว้.
๓๐ ภาพที่ ๓.๒. ความปลอดภัย (https://web.facebook.com/InfinitySafety๒๐๒๐/photos/) ๓.๒. เครื่องมือและอุปกรณ์ความปลอดภัย การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในสถานที่ประกอบการ เป็นมาตรการที่สามารถ ช่วย ป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งยังสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บ จาก อุบัติเหตุที่รุนแรงให้เบาลงได้ โดยในปกติการป้องกันจะเริ่มต้นควบคุมจากสภาวะแวดล้อมภายในสถานที่ ประกอบการก่อน. ๑. หมวกป้องกันศีรษะ ภาพที่ ๓.๓. หมวกป้องกันศีรษะ (#หมวกนิรภัย #หมวก (m๒j.co.th)) ทำมาจากวัสดุที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน มีคุณสมบัติแข็งแรงและสามารถป้องกันแรงกระแทกได้ ใช้ สำหรับการปฏิบัติงานในงานโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท เพื่อป้องกันศีรษะจากการถูกชน กระทบหรือ กระแทกโดยวัตถุที่ตกมาจากที่สูง.
๓๑ ๒. อุปกรณ์ป้องกันหู ภาพที่ ๓.๔. อุปกรณ์ป้องกันหู (อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear protection devices) - WhiteMKT STORE : Inspired by LnwShop.com) มีคุณสมบัติในการป้องกันหูจากเสียง ที่มีค่าความดังเกินกว่ามาตรฐานที่หูมนุษย์สามารถรับได้ ใช้สำหรับการ ทำงานกับเครื่องจักรกล ตัวอย่างเช่นเครื่องเจาะปูน เครื่องจักรกลอัตโนมัติเครื่องถลุงเหล็ก และเครื่องปาด คอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งใช้สำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆที่ควรระมัดระวังเรื่องเสียง เป็นพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง. ๓. แว่นนิรภัย ภาพที่ ๓.๕. แว่นนิรภัย (แว่นตานิรภัย, แว่นตาเซฟตี้, Safety Goggles, Protective spectacles, Goggles, แว่นตา | ) วัสดุที่ใช้ทำขึ้นจากกระจกนิรภัยหรือพลาสติก มีคุณสมบัติในการป้องกันสารเคมีและวัสดุแปลกปลอมกระเด็น เข้าดวงตาในขณะที่กำลังปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลเสียแก่ดวงตาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นตาบอดได้ แว่นตานิรภัยจึง ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ งานอุตสาหกรรมงานเครื่องมือ เครื่องจักรกล งานไม้ งานเชื่อมไฟฟ้า หรืองานเชื่อมแก๊ส เป็นต้น.
๓๒ ๔. ชุดป้องกันสารเคมี ภาพที่ ๓.๖. ชุดป้องกันสารเคมี (https://www.supersafetythailand.com/product-category/) มีคุณสมบัติในการป้องกันร่างกายส่วนต่างๆของผู้ปฏิบัติงานจากความเป็นกรด สำหรับในกรณีที่ต้อง ดำเนินงานในพื้นที่ที่มีค่าความเป็นกรดสูง โดยการสวมใส่ชุดป้องกันสารเคมีดังกล่าวได้ถูกแบ่งระดับความ รุนแรงของสารเคมีไว้ตามเกณฑ์ที่ถูกกำหนดจากสำนักบริหารการป้องสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ระดับความรุนแรงตั้งแต่ขั้น A B C และ D. ๕.หน้ากากกรองฝุ่นละออง ภาพที่ ๓.๗. หน้ากากฝุ่นละออง (โรงงาน) (https://th.misumi-ec.com/th/pr/recommend_category/dust_mask๒๐๑๙๐๗/) มีคุณสมบัติในการป้องกันลมหายใจของผู้ปฏิบัติงานจากฝุ่นละอองที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพได้ โดยหน้ากากกรองฝุ่นละอองมีคุณภาพต่างกันไปตามชนิดของไส้กรอง ผู้ปฏิบัติงานสามารถเลือกนำไปใช้ให้ เหมาะสมกับงานได้หลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ใช้สำหรับการกรอง ควัน ฝุ่น ฟูมโลหะ หรือการกรองก๊าซ ไอระเหยที่แขวนในอากาศ เป็นต้น.
๓๓ ๖. ถุงมือนิรภัย ภาพที่ ๓.๘. ถุงมือนิรภัย (ถุงมือนิรภัย รหัสสินค้า GSE๐๐๕ (greeninnovation.co.th)) ทำขึ้นมาจากวัสดุหนังต่างๆ ได้แก่ หนังวัว หนังกวาง หนังหมู และหนังแพะ มีคุณสมบัติในการป้องกันผิวหนัง บริเวณมือขณะปฏิบัติงานจากการบาดคม ความร้อน การเสียดสี ความสกปรก และการกระแทกสะเก็ดไฟ โดย ถุงมือนิรภัยมีให้เลือกใช้ได้หลายประเภทแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการทำงาน ตัวอย่างเช่น ถุงมือป้องกัน งานเย็น ถุงมือป้องกันงานเชื่อม ถุงมือป้องกันงานเลื่อยด้วยมือ ถุงมือป้องกันงานเครื่องจักร และถุงมือป้องกัน ทั่วไป เป็นต้น. ๗. รองเท้านิรภัย ภาพที่ ๓.๙. รองเท้านิรภัย (รองเท้านิรภัย เบอร์40 ดำ เซฟตี้ จ็อกเกอร์- BESTRUN | OfficeMate (ofm.co.th)) วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยโครงเหล็ก มีคุณสมบัติในป้องกันอันตรายที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า ป้องกันเท้าจากแรง บีบอัดและแรงกระแทกจากวัตถุที่อาจตกลงมากระแทกได้ในระหว่างปฏิบัติงาน อีกทั้งพื้นรองเท้านิรภัยยังทำ ขึ้นจากวัสดุที่มีคุณสมบัติในการป้องกันกรดและน้ำมัน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้.
๓๔ ๘. หน้ากากเชื่อม ภาพที่ ๓.๑๐. หน้ากากเชื่อม (โรงงาน) (https://th.misumi-ec.com/en/pr/recommend_category/welding_mask๒๐๑๙๐๖/) มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานจากควัน และแสงที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมไฟฟ้า ได้แก่ การ เชื่อมไฟฟ้าแบบปรับแสงได้ และการเชื่อมไฟฟ้าแบบธรรมดา. ๙. กระบังหน้า ภาพที่ ๓.๑๒. กระบังหน้า (อุปกรณ์ยึดแผ่นกระบังหน้าแบบสวมศีรษะ รุ่น B๑ – Qulity Circle (qualitycircle.co.th)) มีคุณสมบัติในการป้องกันใบหน้าในขณะปฏิบัติงาน จากเศษโลหะและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ.
๓๕ ๑๐. เข็มขัดนิรภัย ภาพที่ ๓.๑๓. เข็มขัดนิรภัย (เข็มขัดนิรภัยเต็มตัว MS-๗๑๗ – บริษัท แมท ซัพพลาย จำกัด (msafe.co.th)) ทำขึ้นจากวัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายและช่วยเพิ่มความปลอดภัยแก่ ผู้ปฏิบัติงานสำหรับการทำงานในบริเวณที่มีความสูง โดยจะต้องทำการติดตั้งและเกี่ยวยึดสายรัดลำตัวเข้ากับ สายช่วยชีวิตเพื่อช่วยในการเฉลี่ยแรงกระชากที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้. ๓.๓. หลักการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวกและสวมใส่สบาย - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ สามารถป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้งานได้ - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่ายและมีราคาย่อมเยา - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีวิธีการใช้ไม่ซับซ้อนเกินไป จนอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากและความ ผิดพลาด - ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สีสามารถมองเห็นได้ง่าย และดูสะอาดตา ๓.๔. ประโยชน์ในการใช้อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลในโรงงาน - เป็นประโยชน์ในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน - เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในการลดต้นทุนการผลิต - เป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ปฏิบัติงานระหว่างการทำงาน - เป็นประโยชน์ในการช่วยลดระยะเวลาที่ใช้สำหรับผลิตสินค้า
๓๖ - เป็นประโยชน์ในการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยระหว่างการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน - เป็นประโยชน์ในการเพิ่มปริมาณผลผลิต ๓.๕. ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย ๑. ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในความปลอดภัยระหว่างการทำงาน ด้วยการ ใช้อุปกรณ์และสถานที่ที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความวิตกกิจกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัยลงได้ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไป ได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ รวมทั้งสามารถเพิ่มผลผลิตโดยรวมได้มากยิ่งขึ้น. ๒. ต้นทุนการผลิตลดลง ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยในการทำงานสูง นอกจากจะ สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุและความ สูญเสียในการผลิตลงได้แล้ว ผู้ประกอบการยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุน ให้กับค่าใช้จ่ายสำหรับอุบัติเหตุที่อาจ เกิดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมที่ใช้สำหรับการผลิตลดลง. ๓. กำไรเพิ่มขึ้น เมื่อการดำเนินงานสามารถดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ ผลผลิตและการลดลงของ ต้นทุนโดยรวม ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสสร้างกำไรได้มากยิ่งขึ้น. ๔. เป็นปัจจัยจูงใจ ถ้าหากระหว่างการดำเนินงาน ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้ด้วยความมั่นใจใน ความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครื่องมือ จะส่งผลให้บุคคลเกิดความพร้อมในการทำงาน รวมทั้งมีแรงจูงใจใน การทำงานมากยิ่งขึ้น. ๕. การรักษาทรัพยากรบุคคล การเกิดอุบัติเหตุและความผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงานมที่อาจน่า มาซึ่ง ความสูญเสียทั้งทางร่างกายและ ทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ทรัพยากรโดยรวม ของชาติสูญสียไปด้วย การสร้างความ ปลอดภัยในการทำงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมโดยรวม. สรุป ประโยชนที่จะได้รับจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย นอกจากสามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไรและ ลดต้นทุนการผลิตลงให้กับผู้ประกอบการได้แล้ว การปฏิบัติงานโดยการใช้อุปกรณ์และสถานที่ที่มีความ ปลอดภัย ยังเป็นปัจจัยจูงใจที่สามารถสร้างความมั่นใจในการทำงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งสามารถรักษา ทรัพยากรมนุษย์โดยรวมได้เช่นกัน. ๓.๖. กฎหมายเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย (โรงงาน) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยที่เป็นการ สมควรให้กำหนดประเภทหรือชนิดของโรงงานที่จะต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยใน การประกอบ กิจการโรงงาน และแก้ไขหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามประกาศกระทรวง อุตสาหกรรม ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๑๒ อาศัยอำนาจตาม ความในข้อ ๑๘ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็น กฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตาม มาตรา ๒๙ ประกอบ กับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศ ไว้ ดังต่อไปนี้
๓๗ ข้อ ๑ ประกาศนี้ใช้บังคับกับโรงงานจำพวกที่ ๒ หรือจำพวกที่ ๓ ที่เป็นโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการ เกิด อัคคีภัยสูงหรือปานกลางตามประเภทหรือชนิดของโรงงานที่ระบุในบัญชีท้ายประกาศนี้ ข้อ ๒ ให้ยกเลิกข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ ข้อ ๑๗ และข้อ ๑๘ ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๑๒ ข้อ ๓ ในประกาศนี้ - โรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง หมายความว่า โรงงานซึ่งมีการประกอบกิจการโรงงานที่มีการใช้เชื้อเพลิง วัตถุไวไฟ หรือมี ลักษณะที่ทำให้เกิดอัคคีภัย หรือระเบิดได้ง่าย ทั้งนี้ตามประเภทหรือชนิดของโรงงาน ที่ระบุ ในบัญชีท้ายประกาศนี้ - โรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยปานกลาง หมายความว่า โรงงานซึ่งมีการประกอบกิจการโรงงาน นอกเหนือจากประเภทหรือชนิดของ โรงงานที่ระบุในบัญชีท้ายประกาศนี้ - ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ หมายความว่า เครื่องตรวจจับควันหรือความร้อนหรือเปลวไฟที่ทำงานโดย อัตโนมัติ และ อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้แบบกดหรือดึงเพื่อให้สัญญาณเตือนภัย - ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ หมายความว่า ระบบดับเพลิงที่สามารถทำงานได้ทันทีโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดเพลิง ไหม้หรือ ความร้อนจากเพลิงไหม้ เช่น ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ ( Automatic Sprinkler System) หรือระบบอื่นที่เทียบเท่า - เพลิงประเภท เอ หมายความว่า เพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ ยาง พลาสติก - เพลิงประเภท บี หมายความว่า เพลิงที่เกิดจากของเหลวติดไฟ ก๊าซ และน้ำมันต่าง ๆ - วัตถุไวไฟ หมายความว่า วัตถุที่มีคุณสมบัติติดไฟได้ง่ายสันดาปเร็ว - วัตถุที่ติดไฟ หมายความว่า วัตถุที่อยู่ในภาวะพร้อมจะเกิดการสันดาป - วัตถุทนไฟ หมายความว่า วัตถุก่อสร้างที่ไม่เป็นเชื้อเพลิงและไม่ลดความแข็งแรงเมื่อสัมผัสกับไฟใน ช่วงเวลา หนึ่ง
๓๘ ภาพที่ ๓.๑๓. ระบบสัญญาณแจ้งเหตุ (https://www.firepump-firealarm.com/TH/service/fire-alarm.html) ข้อ ๔ อาคารโรงงานต้องจัดให้มีอุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้ครอบคลุมทั่วทั้งอาคารตาม ความ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีคนงานปฏิบัติงานประจำและมีการ ติดตั้งหรือใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือจัดเก็บวัตถุไวไฟหรือวัสดุติดไฟได้ง่ายจะต้องติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ต้องเป็นชนิดที่ให้ สัญญาณโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากระบบแสงสว่างและที่ใช้กับ เครื่องจักร หรือมีระบบไฟสำรอง ที่จ่ายไฟสำหรับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้ไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง ข้อ ๕ การติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ ภาพที่ ๓.๑๔. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (https://www.safesiri.com/fire-extinguishers/)
๓๙ ข้อ ๖ อาคารโรงงานนอกจากได้มีการติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแล้ว ยังต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิง แบบมือ ถือโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ในหมวดนี้เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ต้องเหมาะสมกับประเภทของเชื้อเพลิงและเป็นไปตาม มอก. ๓๓๒ เครื่องดับเพลิงยกหิ้ว ชนิดผงเคมีแห้ง หรือ มอก. ๘๘๑ เครื่องดับเพลิงยกหิ้ว : คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มอก. ๘๘๒ เครื่องดับเพลิงยกหิ้ว : โฟม หรือมาตรฐานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กำหนด หรือมาตรฐาน อื่นที่เทียบเท่า ข้อ ๗ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือต้องมีขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า ๔.๕ กิโลกรัม พร้อมใช้งานได้ ตลอดเวลา โดยต้องมีการตรวจสอบสภาพและความพร้อมในการใช้งานไม่น้อยกว่าหกเดือน ต่อหนึ่งครั้ง ข้อ ๘ การติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือให้เป็นไปตามรายละเอียดแนบท้ายประกาศนี้หรือตาม มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรื่องมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยสำหรับโรงงาน อุตสาหกรรม ข้อ ๙ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือที่ติดตั้งแต่ละเครื่องต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน ๒๐ เมตรและให้ ส่วนบนสุดอยู่สูงจากพื้นไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร มีป้ายหรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่มีสิ่ง กีดขวาง และต้องสามารถ นำมาใช้งานได้สะดวก ภาพที่ ๓.๑๕. ระบบน้ำดับเพลิง (https://kelenor.co.th/index.php?route=product/product&product_id=๕๔๑๐)
๔๐ ข้อ ๑๐ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดเตรียมน้ำสำหรับดับเพลิงในปริมาณที่เพียงพอที่จะส่งจ่าย น้ำให้กับ อุปกรณ์ฉีดน้ำดับเพลิงได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบนาที ข้อ ๑๑ การติดตั้งระบบน้ำดับเพลิงต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ ภาพที่ ๓.๑๖. ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (ระบบดับเพลิงอัตโนมัติสารสะอาด (ไนโตรเจน) (sst.co.th)) ข้อ ๑๒ โรงงานที่มีสถานที่จัดเก็บวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นวัตถุที่ติดไฟได้ ที่มีพื้นที่ต่อเนื่อง ติดต่อกันตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบหัว กระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ(Automatic Sprinkler System) หรือระบบอื่นที่เทียบเท่า ให้ครอบคลุมพื้นที่นั้น ข้อ ๑๓ การติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Automatic Sprinkler System) ให้ เป็นไปตาม มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ ข้อ ๑๔ สถานที่จัดเก็บวัตถุไวไฟ ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ ๑๔ ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบดับเพลิง อัตโนมัติที่ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้น ภาพที่ ๓.๑๗. การตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ (https://www.engineersoft.com/electrical-system-check/)
๔๑ ข้อ ๑๕ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์สำหรับ การ ป้องกันและระงับอัคคีภัยให้สามารถพร้อมทำงานได้ตลอดเวลา โดยการตรวจสอบ ทดสอบและบำรุงรักษา ระบบและอุปกรณ์เหล่านั้นให้เป็นไปตามรายละเอียดแนบท้าย ประกาศนี้หรือมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดเก็บเอกสารการตรวจสอบ ทดสอบ บำรุงรักษา ระบบและ อุปกรณ์ตามข้อ ๒๖ โดยให้เก็บรักษาไว้ที่โรงงาน พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบได้ ภาพที่ ๓.๑๘. การฝึกอบรมเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย (https://krabipao.go.th/news/detail/๒๒๐) ข้อ ๑๗ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้คนงานได้รับการฝึกอบรมเรื่องการป้องกันและระงับ อัคคีภัยตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ทั้งนี้ต้องมีเอกสารหลักฐานที่สามารถ ตรวจสอบได้ ข้อ ๑๘ ช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ที่ผนัง พื้น หรือคานและช่องท่อต่าง ๆ ต้องใช้วัสดุปิดกั้นช่องท่อ และ ช่องเปิด เหล่านี้ด้วยวัตถุทนไฟที่ป้องกันไฟได้อย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เพื่อป้องกันอันตรายที่ อาจเกิดจากเพลิงไหม้ลุกลาม จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่ง ข้อ ๑๙ พื้นที่ของอาคารโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูงและปานกลาง ที่มีสถานที่ จัดเก็บวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นวัตถุที่ติดไฟได้หรือสถานที่จัดเก็บวัตถุไวไฟ ต้องกั้น แยกจากพื้นที่ส่วนอื่นของอาคารด้วย วัสดุที่มีอัตราการทนไฟได้ไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง ข้อ ๒๐ อาคารโรงงานชั้นเดียวที่เป็นโครงเหล็ก ต้องปิดหุ้มโครงสร้างด้วยวัสดุทนไฟหรือด้วยวิธีการ อื่น ที่ทำ ให้สามารถทนไฟได้อย่างน้อย ๑ ชั่วโมง ถ้าเป็นอาคารหลายชั้น ต้องทนไฟได้ไม่
๔๒ น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง โครงหลังคาของอาคารที่อยู่สูงจากพื้นอาคารเกิน ๘ เมตร และอาคาร นั้นมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือมีการป้องกันความร้อนหรือระบบระบายความร้อนมิให้ เกิดอันตรายต่อโครงหลังคาโครงหลังคาของอาคาร นั้นไม่ต้องมีอัตราการทนไฟตามที่ กำหนดก็ได้ ข้อ ๒๑ การปฏิบัติงานในโรงงานซึ่งมีความเกี่ยวข้องหรือทำให้เกิดประกายไฟหรือความร้อนที่เป็น อันตราย ต้องจัดทำระบบการอนุญาตทำงานที่มีประกายไฟหรือความร้อนที่เป็นอันตราย (Hot Work Permit System) ให้เป็นไปตามหลักวิชาการด้านความปลอดภัยโดยมีเอกสาร หลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ ข้อ ๒๒ โรงงานต้องจัดเส้นทางหนีไฟที่อพยพคนงานทั้งหมดออกจากบริเวณที่ทำงานสู่บริเวณที่ ปลอดภัย เช่น ถนนหรือสนามนอกอาคารโรงงานได้ภายในห้านาที ข้อ ๒๓ การจัดเก็บวัตถุสิ่งของที่ติดไฟได้ หากเป็นการเก็บกองวัตถุมิได้เก็บในชั้นวางความสูงของ กองวัตถุนั้น ต้องไม่เกิน ๖ เมตร และต้องมีระยะห่างจากโคมไฟไม่น้อยกว่า ๖๐ เซนติเมตร ข้อ ๒๔ เครื่องจักร อุปกรณ์ ถังเก็บ ถังปฏิกิริยาหรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุไวไฟต้องทำการ ต่อสาย ดิน (Grounding) หรือต่อฝาก (Bonding) เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากไฟฟ้า สถิต ข้อ ๒๕ การใช้ การจัดเก็บ การขนถ่ายหรือขนย้าย ตลอดจนการจัดการต่าง ๆ เกี่ยวกับสารไวไฟ และสารติด ไฟ ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet) ของสารนั้น ข้อ ๒๖ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของโรงงาน ดำเนินการ ตรวจความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยจัดทำ เป็นเอกสารหลักฐานที่พนักงาน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ หากพบสภาพที่เป็น อันตรายที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ต้องดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขโดยทันที ข้อ ๒๗ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงานประกอบด้วย แผนการ ตรวจสอบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย แผนการอบรมเรื่องการป้องกันและระงับ อัคคีภัย แผนการดับเพลิง และ แผนการอพยพหนีไฟ โดยเก็บแผนนี้ไว้ที่โรงงาน พร้อมให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแผน ข้อ ๒๘ สำหรับโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการก่อนวันที่กฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ การ ดำเนินการตามหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๕ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในสามปีนับจากวันที่ ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทั้งนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวัน ประกาศราชกิจจาณุเบกษาเป็นต้นไป
๔๓ ๓.๗. ระบบป้องกันอัคคีภัย ๑. ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) - ให้มีอุปกรณ์ตรวจจับ (Smoke/Heat Detector) และอุปกรณ์แจ้งเตือน (Alarm Bell, Strobe Light) ครอบคลุมทั่วทั้งอาคารตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถเป็นระบบ manual ได้ - หากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีคนงานปฏิบัติงานประจำ และมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเก็บวัตถุไวไฟหรือติดไฟง่าย ต้องมีระบบ แจ้งเหตุอัตโนมัติ หรือก็คือต้องมีตู้ (Fire Alarm Control Panel) ภาพที่ ๓.๑๙. ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม (ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm Systems) - Integrated Security Engineer) ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ มีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือ - อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ - ตู้ควบคุมระบบ - อุปกรณ์เตือนภัย โดยแต่ละส่วนประกอบเชื่อมต่อกันด้วยสายสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งระบบจะทำงานตรวจจับ เพลิงไหม้และส่ง สัญญาณเตือนภัย เพื่อให้ผู้อยู่ภายในอาคารอพยพออกไปนอกอาคารหรืออพยพไปยังพื้นที่ที่ ปลอดภัยซึ่งมีการ กำหนดไว้. อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ(Smoke Detector) มี๒ แบบ คือ ๑. แบบจุด (Spot Type) ๒. แบบต่อเนื่อง (Linear Type) โดยแบบจุด แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๔๔ - ประเภทลำแสง (Photoelectric Type) - ประเภทรวม (Combine Type) โดยแบบรวมนี้สามารถตรวจจับได้ทั้งควันไฟและความร้อนโดยอุปกรณ์ต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์สากลที่เป็นที่ยอมรับเช่น UL (Underwriters Laboratories), FM (Factory Mutual) เป็นต้น อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector) มี๓ แบบ คือ ๑. แบบความร้อนคงที่ (Fixed Temperature Type) เป็นการตรวจจับที่อุณหภูมิคงที่ เช่น ที่อุณหภูมิ๕๗ องศาเซลเซียส เมื่อเกิดเพลิงไหม้และในพื้นที่มีความ ร้อนถึงอุณหภูมินั้น อุปกรณ์จะทำงานทันที. ๒. แบบความร้อนผันแปร (Rate of Rise Type) อุปกรณ์จะทำงานทันทีเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่มีการเปลี่ยน อุณหภูมิ๘ องศาเซลเซียส ภายในช่วงเวลา ๑ นาที. ๓. แบบรวม (Combine Type) โดยแบบนี้เป็นการรวมอุปกรณ์ตรวจจับแบบ ๑ และแบบ ๒ มาใช้ในอุปกรณ์ ตัว เดียวกัน ซึ่งสามารถตรวจจับความร้อนได้ทั้ง ๒ แบบ. ภาพที่ ๓.๒๐. อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ (https://www.alarmthailand.com/๑๗๔๘๔๕๔๒/s-๓๒๐) การเลือกใช้อุปกรณ์ตรวจจับจะจำแนกจากระยะเวลาของการเกิดไฟซึ่งสามารถแบ่งเป็น ๔ ระยะได้ดังนี้ ระยะที่ ๑ ระยะเริ่มต้น (Incipient Stage) ซึ่งระยะนี้จะไม่สามารถมองเห็นอนุภาคของควัน ควันไฟ เปลวไฟ และจะไม่รู้สึกถึงความร้อน อุปกรณ์ตรวจจับที่เหมาะสมคือ อุปกรณ์ตรวจจับไอออน และก๊าซจากการเผาไหม้. ระยะที่ ๒ ระยะเกิดควัน (Smoldering Stage) ซึ่งระยะนี้เราไม่สามารถมองเห็นเปลว และจะไม่รู้สึกถึงความ ร้อน แต่จะมองเห็นควันไฟ อุปกรณ์ตรวจจับที่ เหมาะสมคือ อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ **ใช้ Smoke Detector เมื่อต้องการตรวจจับระยะนี้**.