การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ
BY การล้างมือ&การสวมถุงมือ
จัดทำโดย
นางสาวญาณิศา เอื้อภัทรพงศ์ เลขที่ 022
นางสาวนิลเนตร ทามิน เลขที่ 041
นางสาวปณิตา เล็งเบา เลขที่ 043
นางสาวมิเชล ชอง เลขที่ 060
นางสาวศศิกานต์ หมดทุกข์ เลขที่ 068
นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่2A
เสนอ
อาจารย์สุภลักษณ์ ธานีรัตน์
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
คำนำ
สุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ
ปัจจัยสำคัญของการมีภาวะสุขภาพที่ดี คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพ
ที่ดี ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง การล้างมือเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่เป็น
ขั้นตอนที่ง่ายและประหยัดสำหรับการป้องกันโรคที่เกิดจากการสั มผัสเชื้อ
โรคหรือสิ่ งสกปรก ซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่น
ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต มีการเรียนรู้ และมีพัฒนาการทั้งด้าน
ร่างกาย สติปัญญาและพฤติกรรมก่อนที่จะพัฒนาสู่วัยผู้ใหญ่ที่แข็งแรง
และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ วัยผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมสุข
อนามัยไม่ดีจะส่ งผลกระทบให้เกิดปัญหาสุขภาพมีความเสี่ ยงเจ็บป่วยจาก
โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ควรเกิดหลายโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่จะผ่านเข้าสู่
ร่างกาย ได้ทั้งทางผิวหนั ง ปาก ตา หรือทางเดินหายใจ การส่งเสริมการ
ดูแลสุขอนามัยของมือควรมีการปลูกฝังให้เป็น พฤติกรรมสุขภาพที่ทุกคน
ควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และในทางการแพทย์นั้ นการสวมถุงมือก็เป็น
อีกวิธีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค สิ่ งสกปรก หรือสิ่ งปนเปื้ อนได้ เช่น
การสวมถุงมือเพื่อลดความเสี่ ยงของบุคลากรสุขภาพจากการสั มผัสเลือด
สารคัดหลั่ง สารน้ำ และสิ่ งขับถ่ายจากร่างกายผู้ป่วย ลดการแพร่กระจาย
เชื้อจุลชีพ ไปสู่ผู้ป่วย เป็นต้น
ทางคณะผู้จัดทำโครงงานได้เล็งเห็นถึงปัญหาการล้างมือจึงได้
สนใจศึกษาและหาวิธีในการแก้ปัญหา ทำให้เราได้จัดทำหนั งสือ
อิเล็กทรอนิ กส์เรื่อง "การล้างมือและการสวมถุงมือปราศจากเชื้อ" ขึ้น เพื่อ
ศึกษาหาวิธีการล้างมือและการสวมถุงมือปราศจากเชื้อ และให้ความรู้แก่
ประชาชนที่ไม่เข้าใจหรือสนใจเรื่องที่คณะได้จัดทำโดยคณะผู้จัดทำได้หวัง
เป็นอย่างยิ่งว่าหนั งสืออิเล็กทรอนิ กส์เรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่
ต้องการศึกษา และสามารถให้ผู้ที่ต้องการศึกษาเพื่อพัฒนาต่อยอด
สามารถนำไปใช้เพื่ออ้างอิงโครงงานหรือผลการศึ กษาวิจัยของตนเองได้
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
สารบัญ หน้ า
เรื่อง
บทนำ
ประวัติความเป็นมา
การประเมินการล้างมือ
วิธีการล้างมือ
ประโยชน์ ของการล้างมือ
บทบาทพยาบาลในการส่ งเสริมการดูแลสุข
อนามัยของมือด้วยการล้างมือ
วิธีการสวมถุงมือปราศจากเชื้อ
อ้างอิง
บทนำ
สุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ
ปัจจัยสำคัญของการมีภาวะสุขภาพที่ดี คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพ
ที่ดี ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง การล้างมือเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่เป็น
ขั้นตอนที่ง่ายและประหยัดสำหรับการป้องกันโรคที่เกิดจากการสั มผัส
เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรก ซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่น
ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต มีการเรียนรู้ และมีพัฒนาการทั้งด้าน
ร่างกาย สติปัญญาและพฤติกรรมก่อนที่จะพัฒนาสู่วัยผู้ใหญ่ที่แข็งแรง
และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ วัยผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมสุข
อนามัยไม่ดีจะส่ งผลกระทบให้เกิดปัญหาสุขภาพมีความเสี่ ยงเจ็บป่วย
จากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ควรเกิดหลายโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่จะผ่าน
เข้าสู่ร่างกาย ได้ทั้งทางผิวหนั ง ปาก ตา หรือทางเดินหายใจ การส่ง
เสริมการดูแลสุขอนามัยของมือควรมีการปลูกฝังให้เป็น พฤติกรรม
สุขภาพที่ทุกคนควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
มือเป็นพาหะนำเชื้อโรคทุกชนิ ดเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายที่สุด เพราะ
เมื่อมือสัมผัสกับเชื้อที่อยู่ในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และใช้มือนั้ นสัมผัส
อาหาร ปาก ตา ก็สามารถนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเชื้อเหล่านี้ อาจเป็น
สาเหตุของโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น โรคท้องร่วง
โรคมือเท้า ปาก โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งแพร่ระบาดอย่างมากใน
ประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคติดต่อ เช่น
โรคตาแดง ก็พบว่ามีการระบาดอยู่บ่อยๆ ทั่วโลกใน แต่ละปีมีเด็กที่อายุ
ต่ำกว่า 5 ขวบ ต้องเสียชีวิตจากโรค ท้องร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และ
จากโรคปอดบวมอีก ประมาณ 2 ล้านคน1 สำาหรับในประเทศไทย
สำนั กระบาดวิทยารายงานว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 14 กันยายน 2558
มีผู้ป่วยด้วยโรคท้องร่วง รวมแล้ว 768,127 ราย คิดเป็น อัตราป่วย
1,179.47 ต่อแสนประชากร และเสียชีวิต 7 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.01
ต่อแสนประชากร และคาดว่าเมื่อสิ้นปีจะมีจำนวนสูงขึ้น สาเหตุสำคัญ
เกิดจากการปฏิบัติพฤติกรรมด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้อง เช่น
ไม่ล้างมืออย่างถูกวิธีก่อนรับประทานอาหาร ก่อนเตรียมปรุงอาหาร
หรือหลังการขับถ่าย เป็นต้น
การล้างมือ (hand washing) หมายถึง การล้างมือด้วยสบู่
ทั่วไป หรือสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อกับน้ำ และการล้างมือเป็นมาตรการสำคัญ
อย่างหนึ่ งของการป้องกันการแพร่โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเพราะใน
ขณะที่ให้การรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วย มือของแพทย์ พยาบาลและ
บุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มีโอกาสสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่ง
สิ่งขับถ่ายของผู้ป่วย หรือจากการสัมผัสทางอ้อม เช่น การสัมผัส
อุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้ป่วย รวมทั้งจากสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรค
ปนเปื้ อน จึงต้องมีการล้างมือและใส่ถุงมือทุกครั้งเมื่อทำหัตถการ หรือ
ให้การรักษาทางการพยาบาล และการล้างมือนั้ นเป็นกลยุทธที่สำคัญ
ในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ ที่ได้รับการยอมรับว่ามี
ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ มีความคุ้มค่ามากที่สุดที่องค์การอนามัย
โลกเสนอแนะให้ทุกภาค ส่วนร่วมมือกันปฏิบัติ คือ การล้างมือ สมัชชา
ใหญ่แห่ง สหประชาชาติให้ความสนใจเรื่องการล้างมือถึงขนาด
กำหนดให้มี “วันล้างมือโลก” (Global Hand Washing Day) ขึ้นตั้งแต่ปี
ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เพื่อสร้าง
วัฒนธรรมการล้างมือให้สะอาด ถูกสุขอนามัยทั่วโลก
การสวมถุงมือมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากร
สุขภาพจากการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง สารน้ำ และสิ่งขับถ่ายจาก
ร่างกายผู้ป่วย ลดการแพร่กระจายเชื้อจุลชีพ ไปสู่ผู้ป่วยจากการที่มือ
ของบุคลากรสุขภาพสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้ อนเชื้อจุลชีพ และ
ลดความเสี่ยงจากการสัมผัส ผิวหนั ง ที่มีแผล และเยื่อบุของร่างกาย
ขณะปฏิบัติกิจกรรมโดยทั่วไป ละกิจกรรมที่มีการสอดใส่อุปกรณ์เข้าสู่
ร่างกายผู้ป่วย
ประวัติความเป็นมา
ประวัติการล้างมือก่อนผ่าตัดได้เริ่มขึ้นครั้งแรกอย่าง เป็น
ทางการโดยนายแพทย์ Joseph Lister มีชีวิตอยู่ใน ช่วง ค.ศ. 1827 –
1912 องค์ความรู้ในการล้างมือได้พัฒนาเพิ่มอย่างเป็นลำดับ การล้างมือ
ก่อนผ่าตัดเป็นหนึ่ งในปัจจัยที่สามารถลดการติดเชื้อของแผลผ่าตัดได้
ในช่วง 25 ถึง 50 ปี ที่ผ่านมาได้มีข้อมูลสนั บสนุนว่าการล้างมือ
ที่ใช้เวลาห้านาทีมีประสิ ทธิภาพเทียบเท่ากับการล้างมือเป็นเวลาสิ บนาที
นอกจากนี้ ยังลดปัญหาผิวหนั งที่ถูกทำลายจากการ ล้างมือที่ใช้เวลา
นาน
ในปี 1992 Hingst V และคณะได้ศึกษาเพิ่มเติมพบ ว่าการล้าง
มือก่อนทำการผ่าตัดสามนาทีกับห้านาที มีปริมาณแบคทีเรียในมือไม่
แตกต่างกันทั้งในช่วงหลังล้างมือทันทีและหลังผ่าตัด
เมื่อถึงปี ค.ศ. 2005 Kampf G และคณะ ได้ทำการศึกษาปริมาณ
เชื้อแบคทีเรียในมือทีมผ่าตัดที่ระยะเวลาล้างมือก่อนเข้าทำการผ่าตัดที่
เวลาต่างๆ กัน ในเวลาที่ใช้ล้างมือสามนาที สองนาที หนึ่ งนาทีครึ่งและ
หนึ่ งนาที นอกจากนี้ ยังได้เลือกชนิ ดน้ำยาที่ ใช้ล้างมือมาห้าชนิ ดเพื่อใช้ใน
การศึกษา พบว่ามีเพียง น้ำยาล้างมือ Sterillium ที่สามารถลดปริมาณ
แบคทีเรียใน มือของทีมผ่าตัดได้อย่างมีนั ยสำคัญในระยะเวลาการล้างมือ
สามนาที สองนาทีและหนึ่ งนาทีครึ่ง
(ระยะเวลาหนึ่ งนาทีครึ่งนี้ ได้รับการสนั บสนุนจากงาน วิจัยของ Weber
WP และคณะได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องเปรียบเทียบประสิทธิผลการ
ล้างมือก่อนผ่าตัด หนึ่ งนาทีครึ่งและสามนาที)
ในปี ค.ศ. 2009 มีการตรวจปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่ฝ่ามือของ
ศัลยแพทย์ก่อนล้างมือ ผ่าตัด หลังล้างมือผ่าตัดทันทีและหลังผ่าตัด
เปรียบเทียบ ที่ระยะเวลาการล้างมือหนึ่ งนาทีครึ่งและสามนาที พบว่า
ปริมาณแบคทีเรียที่ฝ่ามือทั้งก่อนผ่าตัด หลังล้างมือทันที และหลังผ่าตัดมี
ปริมาณแบคทีเรียที่ฝ่ามือไม่แตกต่างกัน อย่างมีนั ยสำคัญในการใช้เวลา
ล้างมือหนึ่ งนาทีครึ่งและ สามนาที
การประเมินการล้างมือ
การประเมินการล้างมือสามารถประเมินจากความทั่วถึงของ
บริเวณที่ล้างมือ พบว่าบริเวณที่มักจะล้างมือไม่ทั่วถึงคือบริเวณหลัง
มือ ปลายนิ้ วซอกเล็บและซอกนิ้ วมือ และซอกนิ้ วหัวแม่มือ ซึ่งจากการ
ตรวจด้วยไฟ black light จะพบคราบสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ที่มือใน
บริเวณดังกล่าวดังนั้ นจึงควรมีการประเมินผลการทำความสะอาดมือ
เป็นระยะวิธีการประเมินผลคือการสั งเกตการปฏิบัติของบุคคลใน
การทำความสะอาดมือโดยวิธีการสุ่มสังเกตระวังการเก็บข้อมูล โดย
การสั งเกตที่ทำให้ผู้ถูกสั งเกตรู้ตัวและทำให้พฤติกรรมผิดธรรมชาติ
หากทำการเก็บข้อมูลหลายคนควรมีการตรวจสอบความเชื่อมั่นใน
การสั งเกตด้วยแล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณหาอัตราการทำความ
สะอาดมือหรือประเมินจากการรายงานจำนวนการใช้ผ้าหรือการ
ประเมินผลของการล้างมือสามารถประเมินจากกระดาษเช็ดมือต่อ
เดือนหรือรายงานผลกระทบจากการทำความสะอาดมือ เช่น การลด
อัตราการเกิดโรคติดเชื้อการลดการแพร่กระจายเชื้อค่าใช้จ่ายในการ
ส่งเสริมการทำความสะอาดมือ เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษา
การเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแบบ
ประเมินอีกหลายแบบรวมถึงแบบประเมินตนเอง เพื่อสำรวจสุข
อนามัยของมืออีกด้วยเพื่อประเมินขั้นตอนการล้างมือทั้ง 7 ขั้นตอนว่า
ปฏิบัติครบถ้วนมากน้ อยเพียงใดหรือประเมินความถี่ในการล้างมือ
ในขณะทำกิจกรรมในแต่ละวัน
วิธีการล้างมือ
1.ใช้มือเปิดก๊อกล้างมือให้เปียกทั้ง 2 ข้าง
2. ใช้มือหรือข้อศอกกดน้ำยาล้างมือหรือใช้มือหยิบสบู่มาฟอกมือ
ให้เป็นฟองทั้ง 2 มือ
3.ทำการฟอกมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน
3.1 ฝ่ามือถูกัน
3.2 ฝ่ามือถูกหลังมือและนิ้ วถูซอกนิ้ ว
3.3 ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้ วถูซอกนิ้ ว
3.4 หลังนิ้ วมือถูฝ่ามือ
3.5 ถูนิ้ วหัวแม่มือ
3.6 ปลายนิ้ วถูขวางฝ่ามือ
3.7 ถูรอบข้อมือ
4.ใช้ข้อศอกเปิดก๊อกน้ำ ให้น้ำก๊อกล้างฟองสบู่น้ำต้องไหลรินช้าๆ
ขณะล้างฟองสบู่ ล้างจนฟองสบู่หมดหรือเกลี้ยงสะอาดดีแล้วปิด
น้ำ
5. ใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดมือให้แห้ง
วิธีการล้างมือ
ประโยชน์ การล้างมือ
Luby และคณะในปี พ.ศ. 2548 เกี่ยวกับผลของการล้างมือต่อสุข
อนามัยในเด็กต่อการติดเชื้อในเด็กในประชากรกลุ่มรายได้ต่ำในเมือง
การาจีประเทศปากีสถานพบว่าการส่ งเสริมการดูแลสุขอนามัยมือโดยเจ้า
หน้ าที่ภาคสนามออกเยี่ยมอย่างน้ อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อแจกจ่ายสบู่ล้าง
มือและให้ความรู้ในภาคครัวเรือนโดยเฉพาะมารดาของเด็กเพื่อส่ งเสริม
ให้มีการล้างมือและแจกเอกสารความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องเปรียบเทียบกับ
กลุ่มครอบครัวที่ไม่ได้รับการสอนและไม่ได้รับสื่ อเอกสารต่างๆพบว่า
อัตราการเกิดโรคติดเชื้อที่ผิวหนั งลดลงร้อยละ 34 อัตราการเกิดโรคท้อง
ร่วงลดลงร้อยละ 53 และอัตราการเกิดโรคปอดบวมลดลงร้อยละ 50
จากการศึกษาของ Pittet พบว่าการล้างมือด้วยสบู่และช่วยลด
จำนวนเชื้อโรคได้แม้ว่าการปฏิบัติตามการดูแลสุขอนามัยที่มือจะไม่มีการ
ประเมินโดยตรง แต่เฉลี่ยจากจำนวนสบู่ที่ใช้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสาม
เท่าน้ำที่ใช้ในการดื่มและล้างมือในชุมชนจะมีการปนเปื้ อนด้วยเชื้อโรคที่
ออกมากับอุจจาระจำนวนมาก แต่การล้างมือด้วยสบู่ก็ช่วยให้มือสะอาดขึ้น
แม้จะมีน้ำปนเปื้ อนหรือมีการใช้ผ้าเช็ดมือก็ตามดังนั้ นจึงเป็นที่ชัดเจน
ว่าการสั มผัสโดยตรงระหว่างที่อยู่ในบ้านเป็นพาหะสำคัญที่นำไปสู่ การ
แพร่ระบาดของเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคจากฝอยละอองหรือการสั มผัส
โดยตรงดังนั้ นการล้างมือจะขจัดเชื้อโรคที่สัมผัสไว้ออกไปได้จึงลดอัตรา
การเกิดโรคท้องร่วงและโรคระบบทางเดินหายใจได้การล้างมือช่วยลด
อุบัติการณ์ เกิดโรคติดเชื้อทั้งจากเชื้อแบคทีเรียไวรัสเช่นปอดบวมไข้หวัด
ใหญ่หัดท้องร่วงเป็นต้นในประชาชนในประเทศยากจน
การศึกษาของ Lopez และคณะเมื่อปี พ.ศ. 2552พบว่ามีเชื้อ
แบคทีเรียมากมายบนเนคไทและเสื้ อผ้าของแพทย์ความถี่ในการทำความ
สะอาดเสื้ อผ้าหรือเนคไทมีผลต่อการพบเชื้ออย่างชัดเจนเนคไทที่ไม่ได้
ทำความสะอาดมาเป็นเวลานานและนำมาใช้ซ้ำ ๆ พบเชื้อแบคทีเรีย
มากกว่าเสื้อที่มีการทำความสะอาดบ่อยกว่าและมีการใส่น้ อยครั้งกว่า
อย่างชัดเจนไม่ว่าเนคไทและเสื้อนั้ นจะผลิตจากใยผ้าชนิ ดใดก็ตามจึงสรุป
ว่าการทำความสะอาดบ่อยๆช่วยลดจำนวนเชื้อโรคได้และลดอัตราการปน
เปื้ อนจนเป็นสาเหตุการติดเชื้อได้
ประโยชน์ การล้างมือ
Luby และคณะศึกษาผลของการล้างมือต่อสุขภาพในเด็กที่อาศัย
ในครอบครัวที่เมืองการาจีประเทศปากีสถานโดยการสุ่ มอย่างอิสระเข้า
โปรแกรมส่งเสริมการล้างมือ 300 ครอบครัวโดยการล้างมือด้วยสบู่ฆ่า
เชื้อที่มีส่วนประกอบของยาฆ่าเชื้อ 1-2% ไตรโคลคาร์บอนเปรียบเทียบกับ
การล้างมือด้วยสบู่ทั่วไปร่วมกับการเยี่ยมบ้านและติดตามอัตราการเกิด
โรคผิวหนั งโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจโรคปอดบวมผลการทดลองพบ
ว่าเด็กที่อาศัยในครอบครัวที่ล้างมือด้วยสบู่ทั่วไปมีอัตราการเกิดโรค
ปอดบวมลดลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมเด็กที่อายุน้ อยกว่า 15
ปีที่อาศัยในครอบครัวที่ล้างมือด้วยสบู่ทั่วไปมีอัตราการเกิดโรคท้องร่วง
ลดลงร้อยละ 53 และพบอัตราการเกิดโรคผิวหนั งลดลงร้อยละ 34 และ
สรุปว่าอัตราการติดเชื้อไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่มีการล้างมือ
ด้วยสบู่ทั่วไปกับกลุ่มที่มีการล้างมือด้วยสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อโรค
บทบาทพยาบาลในการส่ งเสริมการ
ดูแลสุขอนามัยของมือด้วยการล้างมือ
การส่ งเสริมการดูแลสุขอนามัยของมือเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน
ความสำเร็จจะเกิดขึ้นต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ พยาบาลควร
แสดงบทบาทผู้นำในการสอนสุขศึกษา และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ดูแล
ผู้นำ และประชากรทุกวัยในทุกโอกาส และมีการสนั บสนุนจากการบริหาร
จัดการที่ดีมีการให้กำลังใจให้เกิดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่ อง การส่งเสริม
พฤติกรรมการล้างมือกระตุ้นให้เป็นประเด็นความสนใจต่อสาธารณะเพื่อ
ก่อเกิดเป็นความร่วมมือกันเป็นภาคีแนวร่วมระหว่างภาคสาธารณะกับภาค
เอกชน องค์การอนามัยโลกจึงมีการรณรงค์ให้ทุกๆประเทศสมาชิก
ตระหนั กและให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการล้างมือจนเกิดกระแส
รณรงค์ภายใต้สโลแกนว่า“ Clean Care is Safety Care” ซึ่งถือเป็น
สโลแกนแรกของ WHO's World Alliance for Patients Safety Challenge
จากแนวคิด“ Clean Care is Safety Care” ในสหรัฐอเมริกาตอนกลางมี
การจัดตั้งองค์กรความร่วมมือ ส่งเสริมการล้างมือ (The Central
American Hand Washing Initiative) เพื่อลดอุบัติการณ์เกิดโรคท้องร่วง
และมีการพัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับบุคลากรสุขภาพและประชาชนทั่วไปโดย
เฉพาะมารดาที่ดูแลเด็ก ๆ ที่ยังภูมิคุ้มกันต่ำเพื่อป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อ
นอกจากนี้ นานาประเทศมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับขั้นตอนวิธี
การ และประสิทธิภาพการล้างมือที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับการปฏิบัติได้ใน
แต่ละบริบท โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีปัญหาด้านสุขาภิบาลและ
การปฏิบัติพฤติกรรมการล้างมือไม่เหมาะสม
ในประเทศไทยแม้ว่าจะจัดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่มีความตื่นตัวและ
มีการรณรงค์กระตุ้นให้บุคลากรสุขภาพตระหนั กในความสำคัญของการ
ล้างมือ และมีการขยายความรู้ความเข้าใจไปสู่ประชาชนทั่วไปให้มีการ
ปฏิบัติเกี่ยวกับการล้างมือมาตามลำดับเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค
ติดต่อโดยเฉพาะในระยะที่มีการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่หลาย ๆ
โอกาสด้วยกัน การส่งเสริมการล้างมือควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญ
ไว้อยู่ในระดับต้น ๆ ที่ควรมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปให้กว้างขวางใน
ระบบสาธารณสุขและในชุมชนและควรเรียกร้องให้กำหนดเป็นนโยบายที่
ทีมสุขภาพและพยาบาลตลอดจนโรงเรียนพยาบาลทุกแห่งต้องให้ความ
สำคัญให้การสนั บสนุนส่งเสริม
บทบาทพยาบาลในการส่ งเสริมการ
ดูแลสุขอนามัยของมือด้วยการล้างมือ
โดยเฉพาะพยาบาลควรอย่างยิ่งต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้การ
ดูแลช่วยเหลือสนั บสนุนส่งเสริมแม้กระทั่งการสนั บสนุนทุนวิจัยเพื่อ
การปรับปรุงพฤติกรรมการล้างมือให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้น มีการ
ศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมการติดเชื้อในประเทศกำลังพัฒนาพบว่าการ
ใช้ถุงมือและการล้างมือเป็นมาตรฐานที่ปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อจากการสั มผัสจากฝอยละอองและจากระบบทาง
เดินอาหาร แต่จากการศึกษากลับพบว่าในเมืองหลวงของประเทศ
กำลังพัฒนาบางประเทศที่มีความ จำกัด ในแหล่งประโยชน์ สนั บสนุน
และขาดข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานเชิงประจักษ์เรื่องการติดเชื้อขาด
มาตรฐานในการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อการล้างมือโดยเฉพาะ
การล้างมือด้วยสบู่ถือเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่าในการป้องกันการ
ติดเชื้อ ซึ่งการปลูกฝังพฤติกรรมการล้างมือจำเป็นต้องฝึกฝนตั้งแต่
เยาว์วัย เมื่อมีการระบาดของโรคติดต่อกลยุทธ์ที่สำคัญในการส่งเสริม
การล้างมือคือการสร้างให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมเน้ นให้รังเกียจ
ความสกปรกและมีการสั่งสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักล้างมือจนเป็นพฤติกรรม
ปกติในชีวิตประจำวัน โดยสรุปปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการล้างมือ
คือ การวางแผนการสร้างแรงจูงใจและการปรับให้การล้างมือเป็น
เรื่องง่ายๆไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทัศนคติต่อการทําความสะอาดมือใน
โอกาสเฉพาะเช่นการปฏิบัติสุขอนามัยมือที่ต้องการการกระทำบ่อยๆ
เพื่อให้มือสะอาดเสมอซึ่งในประชากรบางกลุ่มที่มีการปฏิบัติตามอย่าง
สม่ำเสมออาจจะได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อทางศาสนาและ
วัฒนธรรมประเพณีนิ ยมด้วยเหตุนี้ ในการศึกษาประเด็นอิทธิพลเกี่ยว
กับศาสนาและวัฒนธรรมกับแนวโน้ มผลกระทบต่อการส่งเสริม
พฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยของมือในบุคลากรสุขภาพของ 14
Allegranzi และคณะ
บทบาทพยาบาลในการส่ งเสริมการ
ดูแลสุขอนามัยของมือด้วยการล้างมือ
เมื่อปี พ.ศ. 2552 สรุปได้ว่าความเชื่อทางศาสนาและ
วัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมทางศาสนามีอิทธิพลต่อการส่ งเสริม
พฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยของมือโดยพบว่าในผู้นั บถือศาสนาพุทธ
การดูแลสุขอนามัยของมือกระทำหลังการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ
เพื่อสุขอนามัยและความสะอาดและมีการล้างมือในพิธีศพเทศกาลปี
ใหม่ สงกรานต์ หรือรดน้ำขอพรผู้อาวุโสซึ่งเป็นการกระทำเชิง
สัญลักษณ์ในขณะผู้นั บถือศาสนาคริสต์ล้างมือก่อนทำพิธีกรรมอุทิศ
ขนมปังและไวน์ และหลังจากพิธีสวดน้ำมันเพื่อความสะอาดสำหรับผู้
นั บถือศาสนาอิสลามจะทำการล้างมือก่อนทำพิธีละหมาดทุกครั้งใน
แต่ละเวลา ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่เคร่งครัดนอกจากนี้ ยังล้างมือก่อน
และหลังอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังจับต้องสิ่งสกปรก อย่างไรก็ตาม
ความเชื่อเกี่ยวกับหลักคําสอนทางศาสนาบางอย่างส่ งผลต่อการทํา
ความสะอาดมือ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการสัมผัสแอลกอฮอล์ว่ามีผล
ต่อการผิดหลักคำสอนทางศาสนาทําให้มีข้อห้ามในการใช้ครีมผสม
แอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดมือเนื่ องจากกังวลว่าจะดูดซึมเข้าสู่
ร่างกายและก่อให้เกิดพิษและทำอันตรายต่อสุขภาพอย่างไรก็ตามใน
กลุ่มบุคลากรสุขภาพส่ วนมากยอมรับและมีการใช้ครีมเจล
แอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดมือเพื่อฆ่าเชื้อโรคและลดการแพร่
กระจายเชื้อ
ดังนั้ นจึงมีข้อเสนอแนะให้ทําการศึกษาวิจัยในประเด็นความ
เชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมต่อการปฏิบัติการดูแลสุขอนามัยของมือ
จากที่กล่าวมาเห็นได้ว่าพยาบาลควรมีบทบาทในการส่ งเสริมสุข
อนามัยของมือโดยควรมีการปลูกฝังจนเกิดการกระทำเป็นนิ สัยซึ่ง
จากการศึกษาพบว่าความรู้เจตคติมีผลต่อพฤติกรรมการล้างมือ ดัง
เช่น การศึกษาในประเทศไทยในกลุ่มสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติ
ธรรม พบว่าความรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ แต่มีเจตคติ
และการปฏิบัติด้านพฤติกรรมสุขภาพการล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อน
รับประทานอาหารและการล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง การเข้าร่วมในระดับ
ดีเช่นเดียวกับการศึกษาความรู้ทัศนคติและการปฏิบัติตามหลักการ
ป้องกันการติดเชื้อจากการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข
วิธีการสวมถุงมือ
ปราศจากเชื้อ
1. เปิดซองหรือห่อถุงมือโดยไม่สัมผัสกับถุงมือ
2. ใส่ถุงมือตามลำดับดังต่อไปนี้ (กรณีถนั ดขวา)
2.1 ใช้มือซ้ายหยิบขอบถุงมือขวาที่พันแอบเอาด้านในออกยกขึ้นมือขวา
สอดเข้าถุงมือโดยไม่ปนเปื้ อน
2.2 ใช้มือขวาหยิบถุงมือซ้ายโดยสอดนิ วทั้ง 4 ยกเว้นวหัวแม่มือเข้าใต้
รอยพับของถุงมือยกถุงมือออกใช้มือซ้ายเก็บห่อถุงมือ
2.3 เหยียดนิ้ วสอดมือซ้ายเข้าไปโดยใช้มือขวาที่ใส่ถุงมือแล้วจัดให้เข้าที่
โดยไม่ปนเปิ้ อน
2.4 ตลบรอยพับของขอบถุงมือขึ้นใช้มือทั้งสองข้างที่ใส่ถุงมือแล้วขยับ
ถุงมือให้กระชับกับมือ
3. ยกมืออยู่เสมอให้อยู่ในระดับเอว
4. ใช้มือที่สวมถุงมือแล้วปฏิบัติการพยาบาลตามต้องการ
5. เมื่อใช้ถุงมือเสร็จแล้วการถอดถุงมือต้องปฏิบัติดังนี้
5.1 ล้างถุงมือที่เปื้ อน (บางสถาบันอาจไม่ล้าง)
5.2 ใช้มือขวาจับขยับส่วนปลายนิ้ วมือของถุงมือเลื่อนออกแล้วจับขอบ
ถุงมือซ้ายด้านนอกของมือซ้ายแล้วถอดถุงมือออก
5.3 ใช้มือซ้ายสอดเข้าไปในถุงมือของมือขวาและถอดถุงมือออก
6. นำถุงมือไปใส่ภาชนะทิ้งหรือแช่น้ำยาตามความเหมาะสม
7. ล้างมือให้สะอาดเช็ดให้แห้ง
วิธีการถอดถุงมือ
ปราศจากเชื้อ
อ้างอิง
กรวรรณ สุวรรณสาร. (2560). การใช้เทคนิ คปราศจากเชื้อและกีดกั้น
เชื้อ [เอกสารที่ไม่มีการตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
จเร ลีเลาหพงศ์. (2564). การเปรียบเทียบประสิทธิผลเวลาที่ใช้ล้างมือ
ก่อนผ่าตัดที่ระยะเวลาเก้าสิบวินาทีและสามนาที กรณีศึกษาผู้
ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบของโรงพยาบาลพระนั่ งเกล้า.
วารสารวิชาการสาธารณสุข, 30(5), 907-915.
ชัยรัตน์ ลำโป. (2550). พฤติกรรมการล้างมือของบุคลากรการแพทย์
โรงพยาบาลควนกาหลง จังหวัดสตูล. วารสารวิจัยระบบ
สาธารณสุข, 2(1), 716-723.
ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง, ผ่องศรี ศรีมรกต, และวิทวัส สืบชัยลังกา.
(2560). Hand Hygiene and Diseases Prevention:
Nurse' Role. J NURS SCI, 35(1), 4-13.
บัวจันทร์ ธงเชื้อ, ปัทมา คำฟู, และสุทธิพันธ์ ถนอมพันธ์. (2560).
ผลของโปรแกรมการล้างมือต่อความรู้ และการปฏิบัติด้าน
การป้องกัน และควบคุม การติดเชื้อดื้อยาของบุคลากรทางการ
พยาบาล ผู้ป่วยและญาติในแผนกศัลยกรรม ศัลยกรรมกระดูก
และข้อ โรงพยาบาลนครพิงค์. วารสารสมาคมพยาบาลแห่ง
ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนื อ, 23(2), 12-25.
สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุชา, มสุธร ปลาโพธิ์, ต้องตา ขันธวิธี. (2562).
หลักการและเทคนิ คการพยาบาล. (พิมพ์ครั้งที่1).
บริษัท สมบูรณ์การพิมพ์ จำกัด.
สุภลักษณ์ ธานี รัตน์ . (2565). การพยาบาลเกี่ยวกับการป้องกันและ
ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ [เอกสารที่ไม่มีการตีพิมพ์].
คณะพยาบาลศาสตร์, วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
จังหวัดนนทบุรี.
อภิญญา เพียรพิจารณ์. (2558). คู่มือปฏิบัติการพยาบาลเล่ม2.
(ฉบับปรับปรุงครั้ง1). บริษัทจรัญสนิ ทวงศ์การพิมพ์ จำกัด.
Patricia Williams. (2020). Fundamental Concepts and Skills for
Nursing.
Grade 3W