The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความปลอดภัยและหลักสุขาภิบาลอาหาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bew__love, 2023-08-05 12:37:52

ความปลอดภัยและหลักสุขาภิบาลอาหาร

ความปลอดภัยและหลักสุขาภิบาลอาหาร

ก คำนำ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในสถานประกอบการ รหัสวิชา 18-4000-2302 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการมาตรฐานความปลอดภัยและหลักสุขาภิบาลอาหารใน อุตสาหกรรมอาหาร โดยศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น หนังสือ ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ ต่างๆ โดยหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ มาตรฐานความปลอดภัยทางด้านต่างๆ การจัดทำหนังสือเล่มนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี ทางผู้จัดทำขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่ได้ให้ คำแนะนำการทำหนังสือ จนเสร็จสมบูรณ์ในด้านแผนปฏิบัติศึกษาการทำงาน การเรียบเรียงเนื้อหาการเขียน บรรณานุกรมได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาในหนังสือ เล่มนี้ที่ได้เรียบเรียงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี หากมีสิ่งใดในหนังสือ เล่มนี้จะต้องปรับปรุงทางคณะผู้จัดทำขอน้อมรับข้อชี้แนะและจะนำไปแก้ไขและพัฒนาให้ ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป ผู้จัดทำ นางสาววริศรา ช่วงสุวนิช


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข เรื่อง มาตรฐานความปลอดภัยและหลักสุขาภิบาลอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร - สภาวะฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะสำหรับมาตรฐาน ISO22000 1 - การเตรียมพร้อมและการตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน 2 - ขั้นตอน 2 - รูปแบบการระบุ สถานการณ์ฉุกเฉินและมาตรการตอบโต้ 3 - ผู้ตรวจประเมิน 4 - ข้อกำหนด ISO22000:2005 4 - หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นและหน่วยงานอื่น ๆ 5 - โครงการฝึกอบรมเพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร 6 - การใช้แนวทางการโภชนาการเพื่อความปลอดภัยของอาหาร 7 - ข้อกําหนดด้านความปลอดภัยของอาคารสูงภายในอาคารสูง 28 หลักสุขาภิบาลอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร 35 - มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร 36 - GMP พื้นฐานที่ดีสู่ HACCP 36 - หลักการของระบบ HACCP 36 - ประโยชน์ที่ได้รับ 37 - ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร 37 - ข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับสถานที่จำหน่ายอาหาร 38 - กิจกรรม 5 ส 43 เอกสารอ้างอิง


1 มาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร การเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถเกิดขึ้นกับองค์กรผู้ผลิตอาหาร ได้เช่นกันกับองค์กรประเภทอื่นๆ องค์กรต้องมีระบบในการจัดการกับภาวะฉุกเฉินนี้ ไม่ว่า ไฟไหม้, น้ำท่วม, เครื่องจักรการผลิตทำงานผิดพลาด, เครื่องจักร breakdown, ระบบ IT ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเสีย, ,เกิดการโรคระบาดจากอาหารเป็นพิษ (outbreak od food poison), แม้กระทั่งพบว่ามีโอกาสในการก่อการร้ายทางชีวภาพ (Bio-terrorism) • ข้อกำหนด ISO22000, ข้อ 5.7 กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูง ต้องเตรียมการให้พร้อมในการตอบสนองต่อ สภาวะฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้า่นอาหารต่าง • ในข้อกำหนด ISO22000, ข้อ 5.8.2 การทบทวนฝ่ายบริหาร, ต้องนำเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่อง "สภาวะ ฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะ" มาทำการทบทวนด้วย • ข้อกำหนดข้อ 5.7 ของมาตรฐาน ISO22000 มีความสัมพันธ์กับข้อกำหนด ISO9001:2008 ข้อ 5.2 & ข้อ 8.5.3 สภาวะฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะสำหรับมาตรฐาน ISO22000 หัวใจในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้คือ "อุบัติการที่อาจเกิดขึ้น" ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบต่อความ ปลอดภัยด้านอาหาร (that can impact food safety) ดังนั้นไม่ว่าอุบัติการณ์หรือ อุบัติเหตุที่อาจมีผลต่อความ ปลอดภัยในอาหารเช่น การเกิดไฟไหม้, น้ำท่วม, ไฟดับ, รถขนส่งเกิดอุบัติเหต,การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม,เกิด การก่อการร้ายทางชีวภาพ (โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา), เครื่องทำความเย็น, เครื่องทำความเย็น cold storage room พัง ประเด็นความคิด วิธีการ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในกรอบความปลอดภัยในอาหารเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมตามระบบ ISO14001 ไม่เกี่ยวกับอาชีวอนามัยความปลอดภัย OHSAS18001 แต่เป็นการ วิเคราะห์เตรียมการ วางแผนเพื่อดำเนินการจัดการกับอาหารให้ปลอดภัย ท่านควรระบุเฉพาะเหตุการณ์ ตามความ น่าจะเป็นที่หากเกิดอุบัตการณ์นั้นๆแล้วจะมีผลกระทบต่อfood safetyเท่านั้น เช่น • เครื่องจักร breakdown ไม่ใช่ทุกสถานที่ผลิตอาหาร ทุกเครื่องจักรที่ breakdown แล้วจะมีผลต่อ food safety เสมอไป


2 • น้ำไม่ไหล ไม่ใช่ว่าน้ำไม่ไหลแล้วจะมีผลต่อทุกสถานที่ผลิตอาหารเสมอไป แต่อาจมีปัญหาเป็นอย่างมาก สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นหลักและมีกระบวนการผลิตที่ต่อเนื่อง อาจน้อยหน่อยสำหรับสถานที่ผลิต อาหารที่เป็นระบบ lot / batch และน้อยเป็นอย่างมากสำหรับสถานที่ผลิตอาหารแบบแห้ง การเตรียมพร้อมและการตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน • ข้อกำหนดกำจัดวงไว้ในประเด็นเฉพาะสภาวะฉุกเฉินที่มีผลกระทบในเรื่อง Food Safety • การระบุ"สภาวะฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะนอก จากการพิจารณาในการปฏิบัติงานของเรา ดังนั้นควร คำนึงถึงการเกิดเหตุในรอบๆสถานที่ผลิตด้วย ซึ่งอาจรวมถึงแหล่งวัตถุดิบ ผู้รับจ้างในการขนส่ง เป็นต้น ขั้นตอนการเตรียมพร้อมและการตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน • มอบหมายงานให้มีผู้รับผิดชอบพิเศษ(แม่งาน) ในช่วงการจัดทำแผนฉุกเฉินนี้ • ตั้งคณะทำงานที่ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนงานหลักๆขององค์กร เืพื่อทำงานร่วมกับผู้ที่ไ้ด้รับ มอบหมายในการจัดทำแผนฉุกเฉิน • ทำการวิเคราะห์ ศึกษา สภาวะฉุกเฉินที่มีความเป็นไปได้กับองค์กรที่คล้ายๆกัน • ทำการวิเคราะห์ อันตราย ความรุนแรง ความเป็นไปได้ และทางออกที่เป็นไปได้ • ทำการหาตัวอย่าง วิธีการปฏิบัติจากภาครัฐ องค์กร สมาคม ในการจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในแต่ละ ประเภท • ทำการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในแผนฉุกเฉิน รวมถึงนโยบาย,ขั้นตอนการ ปฏิบัติ(แผนฉุกเฉิน) • อบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำตามแผนฉุกเฉิน • ทำการปรับแผนฉุกเฉินให้ทันสมัย ปรับปรุงเมื่อมีการเกิดเหตุการณ์ที่เกือบจะฉุกเฉิน(อุบัติการณ์- near miss)


3 รูปแบบการระบุสถานการณ์ฉุกเฉินและมาตรการตอบโต้ • เนื่องจากข้อกำหนด iso22000, 5.7 ระบุดังนี้ " Top management shall establish, implement and maintain procedures to manage potential emergency situations and accidents ....." แปลว่าเราต้องมีการจัดทำแผนงาน ขั้นตอน โปรแกรม ระเบียบปฏิบัติบางอย่าง ในการจัดการกับสถาวะ ฉุกเฉิน ... เมื่อมีคำว่าจัดการ แปลว่าไม่สามารถปล่อยตามยถากรรม แล้วแต่ดวง คิดเอาเอง ฝันเอา ไม่ได้่! เรื่องนี้ต้องเป็นเอกสารที่ชัดเจนและกระจาย สื่อสารให้กับผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี " • ท่านอาจต้องระบุในรายละเอียดมากๆ หากกระบวนการผลิตของท่านยาว ซับซ้อน คนเยอะ ... อาจไม่กี่ บรรทัดสำหรับสถานที่ผลิตอาหารที่กระบวนการผลิตสั้น คนน้อยๆ เครื่องจักรน้อยๆ • บางสถานที่ผลิตต้องระวังหากเกิด เหตุฉุกเฉิน ระหว่างการผลิต บางแห่งระหว่างการจัดเก็บ บางแห่ง ขนส่ง บางแห่งเพาะปลูก เพาะเลี้ยง บางแห่ง...... • ดูตัวอย่างการกำหนด action taken ในรูปแบบง่ายๆครับ ....เจตนารมณ์ของข้อกำหนดข้อนี้ (หัวใจ) คือ Action to be Taken องค์กรเล็กๆ รูปแบบนี้อาจพอเพียง แต่ควรจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ในประเด็นที่ มีผลกระทบต่อความปลอดภ้ยอาหาร และในส่วนหน้าที่ ว่าเป็นหน้าที่ของใครหากเกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้น • ขณะเดียวกันในบางองค์กรโดยเฉพาะ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Food security สำหรับองค์กรที่มีการ ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปสหรัฐอเมริกา ท่านอาจต้องมีระบบ ระเบียบ การ monitor การตรวจสอบ .. ในการ จัดการกับ Food security ต่างหากที่เฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องๆไป... • ISO22000, ข้อกำหนดข้อ 5.7 นี้เป็นเรื่องของการบังคับให้คิดเรื่องความเป็นไปได้ที่อาจเกิดปัญหา ( serious abnormal , incident, accident) หลังจากนั้นเราต้องคิดมาตรการป้องกัน (การป้องกันใน เรื่องอาหารปลอดภัยคือ เกือบทั้งหมดของ ข้อ 7 +8 ครับ) รวมถึงในกรณีที่ป้องกันไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุแล้ว เราต้องทำอะไร .. ใช่ ! เมื่อเราป้องกันไม่ได้แล้ว หากโชคร้าย เกิดเหตนั้นๆขึ้นุแล้ว ใครต้องทำอะไร อย่างไร นี่คือเจตนารมณ์ของข้อกำหนด ISO22000 ข้อ 5. ในบางครั้งเรื่องฉุกเฉินนี้ กว่าจะรู้่ ผลิตภัณฑ์ของเราได้มีการกระจายไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับการจัดการ กับสภาวะฉุกเฉินประเภทนี้จะมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่อง การเรียกคืนถอดถอนผลิตภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง เพื่อจัดการให้ อาหารที่ต้องสงสัยนั้นมีอันตรายต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค


4 ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ISO22000 กำหนดเรื่องนี้ไว้เป็นคนละข้อ กล่าวคือ 5.7 สำหรับการจัดการสภาวะ ฉุกเฉิน และ ข้อกำหนดISO22000 ข้อ 7.10.4 withdraw เป็นข้อกำหนดในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนด และมากกว่านั้นเป็นเรื่องคนละประเด็นของการจัดการ ( เรื่อง emergency เป็นเรื่องระวังตัว เป็น ระบบบริหารที่ต้องมีการเตรีมพร้อมไว้เสมอ แต่ในส่วน recall เป็นเรื่องของการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยจาก ท้องตลาดและจัดการกับ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยนั้น !!! ) ISO 22000 สั่งการ กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูง ต้องใส่ใจในการวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อลด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร แต่ข้อกำหนด iso22000 ข้อ 7.10.4 เป็นเรื่องของการจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่ต้อง สงสัยที่ได้จำหน่ายหรือส่งมอบไปแล้ว( 7.10.4) ดังนั้นไม่ควรจับมารวมกัน ผู้ตรวจประเมิน ผู้ตรวจประเมินจะทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุในแผน เพื่อหาข้อมูลว่า • แผนการจัดการเหตุฉุกเฉินนั้นครอบคลุมอุบัติการณ์ตามความเสี่ยงของสถานที่ผลิตนั้นหรือไม่ • ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบหรือไม่ว่าหน้าที่ ความสำคัญของกิจกรรมนั้นๆคืออะไร ( สังเกตุได้ว่าเรื่องนี้ต้องแจ้ง บอกกล่าว อบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องด้วย) ข้อกำหนด ISO22000:2005 5.7 การเตรียมพร้อมและการตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) ผู้บริหารระดับสูงต้องจัดทำ นำไปปฏิบัติและธำรงรักษาไว้ซึ่งขั้นตอนปฏิบัติในเรื่องการจัดการการเกิด สภาวะฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่มีนัยยะ (potential emergency situations and accidents) ที่ซึ่งอาจมีผลต่อ ความปลอดภัยในอาหาร และที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทขององค์กรในห่วงโซ่อาหาร ความปลอดภัยของอาหาร ความปลอดภัยของอาหารและการสุขาภิบาลร้านอาหารเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่สำคัญสำหรับทุก ร้านอาหาร ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจมานานแค่ไหนหรือร้านอาหารได้รับการยกย่องเท่าไหร่ก็ตาม อาหารมื้อสุดท้ายที่ คุณเสิร์ฟจะเป็นตัวตัดสิน นั่นเป็นเหตุผลที่การใช้มาตรการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและการติดตามอย่าง


5 ต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ การดำเนินการที่ดีที่สุดสำหรับร้านอาหาร ได้แก่ การตรวจสอบอุณหภูมิของอาหารตลอด ทั้งวัน การตรวจสอบตู้เย็นและตู้แช่แข็งและกำหนดการบำรุงรักษาทันทีเมื่ออุณหภูมิดูเหมือนจะสูงขึ้นในอุปกรณ์ทำ ความเย็นหรือลดลงในอุปกรณ์และโต๊ะทำอาหาร ความปลอดภัยด้านอาหารและการสุขาภิบาลเป็นส่วนที่แตกต่างกัน ความปลอดภัยด้านอาหารเกี่ยวข้อง กับอุปกรณ์สำหรับการทำความเย็น การทำอาหาร และการเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสมและ กระบวนการให้ทำอาหารเย็นลงอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และการใช้ส่วนผสมที่ เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับแรกซึ่งเรียกว่า FIFO คือ "มาก่อนใช้ก่อน" การสุขาภิบาลเกี่ยวข้องกับการรักษาพื้นผิวสัมผัส ให้สะอาดเพื่อเตรียมอาหาร การล้างมืออย่างสม่ำเสมอและป้องกันการปนเปื้อน สุขอนามัยที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ ลูกค้าในร้านอาหาร การจัดการกับสินค้าของคุณอย่างปลอดภัยมักถูกละเลยโดยพ่อครัวและพนักงาน แต่แบคทีเรีย เจริญเติบโตในผักสลัดได้ง่าย พืชผักส่วนใหญ่จะมาถึงพร้อมที่อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ ปลอดภัยเฉพาะเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากสลัดไม่จะถูกปรุงปกติแบคทีเรีย เหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่และเป็นอันตราย ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องล้างพวกมันอย่างระมัดระวังก่อนเสิร์ฟ เครื่องทำน้ำแข็งของคุณมักมีเชื้อแบคทีเรีย นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญมากที่จะต้องกำหนดเวลาทำความ สะอาดหลายครั้งในแต่ละปี น้ำแข็งมักสัมผัสพื้นที่ของเครื่องที่มีเชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตเนื่องจากการสัมผัส กับน้ำเป็นประจำ สิ่งตกแต่งเครื่องดื่มและของหมักดองยังต้องได้รับการจัดการอย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันการ ปนเปื้อนด้วย หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นและหน่วยงานอื่น ๆ มีกฎหมายระดับชาติ จังหวัด และเมืองที่ใช้กับร้านอาหาร และหน่วยงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นมักบังคับ ให้มีความปลอดภัยด้านอาหาร องค์กรเหล่านี้มักจะดำเนินการตรวจสอบก่อนเปิดร้าน โดยตรวจสอบสภาพของ ร้านอาหารอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบข้อร้องเรียนของลูกค้า และปรับเงินจากการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ หมายเหตุส่วนบุคคล: กรมอนามัยอาจจะเป็นมิตรได้พอๆกันกับการเป็นศัตรู เมื่อผมเป็นเจ้าของ ร้านอาหาร ผมเคยได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าว่าเธอป่วยหลังจากรับประทานสลัดที่ร้านอาหารของผม เจ้าหน้าที่ กรมสุขภาพที่สอบสวนบอกผมว่าไม่ต้องกังวลเพราะผมไม่เคยถูกร้องเรียนมาก่อนและตารางเวลาของลูกค้าไม่ เหมาะสม ลูกค้าอ้างว่าป่วยในตอนเย็นหลังจากรับประทานอาหารกลางวันในวันนั้น แต่การเกิดอาหารเป็นพิษจะใช้ เวลาสองวันหรือมากกว่านั้นถึงจะแสดงอาการ


6 การตอบสนองต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการทั้งหมดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ข้อเสนอแนะที่ระบุว่า ไม่สำคัญ การมีพันธมิตรเป็นผู้ตรวจการในท้องถิ่นจะประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมา เช่น Iwaspoisoned.com เว็บไซต์เหล่านี้มักลงข่าวลือที่ไม่มีมูลเหตุเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีภาวะไฮโปคอนเดรียและผู้ที่ กังวลผิดปกติ และอาจทำลายชื่อเสียงของร้านอาหารที่ทำตามขั้นตอนความปลอดภัยด้านอาหารที่ถูกแนะนำ ทั้งหมดอย่างไม่เป็นธรรมได้ โครงการฝึกอบรมเพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร มีโปรแกรมการฝึกอบรมความปลอดภัยด้านอาหารในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ มากมาย บางโปรแกรมเสนอชั้นเรียนท้องถิ่น ในขณะที่บางโปรแกรมมีหลักสูตรออนไลน์ที่พนักงานของคุณสามารถ เรียนรู้ด้วยความเร็วของตนเองได้ คุณควรมีผู้จัดการอาหารอย่างน้อย 1 คนที่ร้านอาหารของคุณเสมอ ซึ่งควรมี สำหรับร้านอาหารทุกร้าน สี่โปรแกรมการฝึกอบรมยอดนิยมสำหรับผู้จัดการความปลอดภัยด้านอาหาร ได้แก่ : 1. NSF International NSF Internationalเสนอหลักสูตรการฝึกอบรมและการศึกษาทั่วโลกเพื่อช่วยให้ธุรกิจและ พนักงานของคุณสามารถก้าวไปข้างหน้ากับภัยคุกคามใหม่ ๆ โปรแกรมสำหรับทุกระดับของร้านอาหารของคุณจะ พร้อมใช้งานเพื่อความปลอดภัยของสินค้าและแนวทางปฏิบัติในการจัดการอาหารที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น NSF ทำตาม ข้อกำหนดของหน่วยงานรับรอง ANSI หลักสูตรสี่ระดับจะให้ความรู้เชิงปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีลดความเสี่ยงและ ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของอาหาร 2. ServSafe International องค์กรนี้มีโปรแกรมการฝึกอบรมที่จะมอบใบรับรองความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับสมาชิก พนักงานและผู้จัดการของคุณ โดยปกติแล้วร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องการให้หัวหน้าพ่อครัวและผู้จัดการห้องครัว ของตนได้รับฝึกอบรมแบบนี้ และเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะสอนพ่อครัว ผู้เตรียมอาหาร และพนักงานเสิร์ฟอื่นๆ ถึงทักษะ การจัดการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ServSafe ได้ระบุสารก่อภูมิแพ้ด้านอาหารมากกว่า 250 ชนิด และนักทาน อเมริกันกว่า 15 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการแพ้อาหารบางประเภท ผลการค้นหาที่คล้ายกันจะถูกบันทึก ไว้ทั่วโลก นั่นคือเหตุผลที่การตกแต่งด้านโภชนาการถือเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเมื่อคุณพยายามให้บริการอาหารที่ ปลอดภัยแก่ลูกค้าของคุณ


7 3. FSMA พระราชบัญญัติความปลอดภัยของอาหารที่ทันสมัยในสหรัฐอเมริกาได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ในการยกเครื่องสภานิติบัญญัติที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา FSMA ถูกบังคับ ใช้โดยหน่วยงาน FDA และ USDA ในสหรัฐอเมริกา ศูนย์การประสานงานแห่งชาติและศูนย์ภูมิภาคที่ให้การ ฝึกอบรมความปลอดภัยอาหารแห่งชาติสำหรับร้านอาหารในสหรัฐฯ 4. หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารยุโรป หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารยุโรปของ EFSA เสนอข้อบังคับในทุกด้าน เช่น สุขภาพพืช สุขภาพสัตว์ การบริหารความเสี่ยง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอื่นๆ ในห่วงโซ่อาหาร องค์กรนี้ครอบคลุมถึง ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายทางอาหารและน้ำ และเชื้อโรคที่เกิดขึ้นใหม่ นอกเหนือจากหลักสูตรระดับประเทศและนานาชาติแล้ว มักมีหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุข ที่มีโครงการฝึกอบรมหรือใช้โปรแกรมที่สร้างขึ้นโดยองค์กรข้างต้น ได้ส่งพนักงานไปยังชั้นเรียนในท้องถิ่นหรือ กำหนดเวลาการฝึกอบรมสำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมบนอินเทอร์เน็ต ขึ้นอยู่กับธุรกิจ อาจส่งพนักงานเสิร์ฟ ผู้จัดการ เชฟ พ่อครัว และแม้แต่พนักงานล้างจานเพื่อการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างเหมาะสม พนักงานล้างจานส่วนใหญ่ยังทำงานด้านการเตรียมอาหารบางอย่าง และการฝึกอบรมสามารถก่อให้เกิดการ ทดแทนได้เร็วขึ้นเมื่อพนักงานคนอื่นลาออก การใช้แนวทางการโภชนาการเพื่อความปลอดภัยของอาหาร ความปลอดภัยของอาหารยังรวมถึงการนำเสนอสูตร ส่วนผสม และสูตรอาหารที่โปร่งใส นักทานขาจร หลายพันรายมีความต้องการทางโภชนาการเป็นพิเศษหรือเป็นโรคภูมิแพ้ต่อส่วนผสมทั่วไป เช่น ถั่ว นม ผลิตภัณฑ์ หอย และอาหารอื่น ๆ ร้านอาหารที่รับผิดชอบต้องพิจารณาการเปิดเผยส่วนผสมทั้งหมดที่ใช้ในการจัดเตรียม รายการเมนู และนำเสนอรายการทดแทนพิเศษ คุณค่าของการให้บริการตามความต้องการของลูกค้ารายเดียวอาจ ช่วยให้ร้านอาหารของคุณมีกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้นและได้รับการแนะนำสินค้าหลายรายการ คุณค่าของการรองรับความ ต้องการพิเศษจะสร้างผลประโยชน์ทางการเงินในทันที คุณสามารถใช้โปสเตอร์หรือ เครื่องหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อโพสต์ข้อมูลด้านโภชนาการและกระตุ้นให้ลูกค้าถามพนักงานเสิร์ฟเกี่ยวกับความ ต้องการอาหารพิเศษใดๆ


8 การตลาดดิจิทัลขยายการเข้าถึงร้านอาหาร แต่ความคิดเห็นแบบดิจิทัล การแชร์ข้อมูล และข่าวด่วนอาจ ทำลายร้านอาหารได้ทันทีหากลูกค้าป่วยจากเชื้อโรคหรือแม้แต่สารก่อภูมิแพ้ สามารถใช้ ระบบ POS ของ ร้านอาหารเพื่อปรับแต่งคำสั่งซื้อ ขอเทคนิคการเตรียมอาหารพิเศษ และแจ้งให้ครัวทราบทันทีว่าจำเป็นต้องทำออร์ เดอร์พิเศษพร้อมกับคำสั่งซื้อที่เหลืออยู่ในกลุ่ม ควรศึกษาซัพพลายเออร์อย่างรอบคอบและจัดทำเอกสารการซื้อวัสดุสิ้นเปลืองทั้งหมดเพื่อให้สามารถ ติดตามแหล่งที่มาของโรคติดเชื้อได้ ความปลอดภัยของอาหารไม่สามารถถูกละเลยหรือถูกลืมได้ ต้องคำนึงถึงความ ปลอดภัยของอาหารอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าร้านอาหารของจะไม่เสียชื่อเสียง


9


10 หน้าที่และความรับผิดชอบ ผู้อำนวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน/ผู้อำนวยการดับเพลิง ( Emergency Director ) ED หน้าที่ : เป็นผู้สั่งการสูงสุดของแผนฉุกเฉิน ระดับ 1 และระดับ 2 ผู้ทําหน้าที่ : 1. ระดับ 1 ภายในบริษัท คือ กรรมการ รักษาการกรรมการผู้จัดการ 2. ระดับ 2 คือ ผอ./สทร. ร่วมทําหน้าที่ร่วมกับ กรรมการ รักษาการกรรมการผู้จัดการ หน้าที่ในภาวะฉุกเฉิน 1. กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินให้ประจำศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ของระดับ 1 หรือ ระดับ 2 2. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้ประจำศูนย์ CCR ของบริษัท แจ้งให้ OC มารายงานตัว และรับมอบงาน 3. ประกาศเหตุฉุกเฉินระดับ 1 หากสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้โดยบริษัท 4. อำนวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน โดยทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาประเมินสถานการณ์ร่วมกับ OCโดยป้องกันมิ ให้เหตุการณ์มีแนวโน้มลุกลามขยายตัวออกไป 5. หากอุปกรณ์เครื่องมือและขีดความสามารถของทีมที่มีอยู่ไม่สามารถควบคุมเหตุฉุกเฉินได้ จะสั่ง ทีม ST และต้องขอความร่วมมือช่วยเหลือจากภายนอกทันที ให้ประกาศเหตุฉุกเฉินระดับ 2 6. แจ้ง สทร. และ EMC เมื่อประกาศเหตุฉุกเฉินระดับ 2 และประสานงานการระงับเหตุฉุกเฉิน ร่วมกับ NPC S &E 7. กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินระดับ 2 และไม่สามารถส่งผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าได้ ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจ ประกาศ เริ่มแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (P-ปส-0024 แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ) ผ่านทาง ระบบเสียงตามสาย 8. เมื่อเหตุการณ์สงบพิจารณาประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน โดยประสานงานกับ OC ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. ระดับ 1 รายงานให้ กรรมการผู้จัดการ 2. ระดับ 2 รายงานให้ผู้บริหารระดับสูงของ กนอ. 3. สอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุฉุกเฉิน 4. ร่วมทําแผนฟื้นฟูสภาพความเสียหาย 5. ประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 6. จัดคณะเยี่ยมเยือนผู้ป่วย กรณีที่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และให้ความช่วยเหลือ


11 7. ควบคุมให้มีการฟื้นฟูพื้นที่เสียหายส่วนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 8. ติดตามแผนงานกิจกรรมการส่งเสริมความปลอดภัย การป้องกันอุบัติเหตุ ผู้ควบคุมเหตุถุกเฉิน : Emergency control (EC) หน้าที่ : เป็นผู้สั่งการสูงสุดของเผนฉุกเฉิน ในขณะที่ ED ยังมาไม่ถึง CCR ผู้ทำหน้าที่ :ผู้บริหารที่มีอำนาจสั่งการณ์สูงสุดที่อยู่ในพื้นที่ โดยเรียงลำดับดังนี้ 1. ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการคลัง และทำเทียบเรือ 2. ผู้อำนวยการโกรงการพัฒนาท่าเทียบเรือ และคลังผลิตภัณฑ์เหลว 3. ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารองค์กร 4. ผจ.ปค.กรณีเกิดเหตุในพื้นที่คลังผลิตภัณฑ์ /ผจ.ปร. กรณีเกิดเหตุในพื้นที่ปฏิบัติการท่า เทียบเรือ 5. ผจ.บร 6. ผจ.ปส. 7. ผจ.วศ./กส. 8. ผู้จัดการกะ ผู้สั่งการ ณ จุดเกิดเหตุ : On scene Commander (OC) หน้าที่ : ผู้ควบคุมสถานการณ์และสั่งการ ณ จุดเกิดเหตุ ผู้ทำหน้าที่ : 1.ระดับ 1 ผู้จัดการกะ หรือ OC งาก NPC S&E 2.ระดับที่ 2 เจ้าหน้าที่ที่ไห้รับการแต่งตั้ง (สทร.) หรือ ผู้จัดการกะ หรือ OC จาก NIC S&E หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุให้ติดต่อรายงานตัวกับ ED หรือ EC ทันทีทางวิทยุสื่อสารหรือตามช่องทางที่ เหมาะสม 2. ทำการพิจารณาประเมินสถานการณ์ ในจุดกิดเหตุ และรายงานสถานการณ์ต่อ ED / EC


12 3. สั่ง FC ในการควบคุมเหตุฉุกฉิน ( เพลิงไหม้หรือสารเคมีรั่วไหล ) ให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด 4. อำนวยการให้ทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินทำการตอบโต้เหตุฉุกเฉินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ ปลอดภัยที่สุด 5. รายงานและประสานงานกับ ED/EC เป็นระยะเพื่อพิจารณาตัดสินใจในขั้นต่างๆ เพื่อป้องกันการ ลุกลาม 6. แจ้ง ED/EC เพื่อให้ประกาศแผนฉุกเฉินระดับที่ 2 เมื่อไม่สามารถควบคุมสถานการรืได้ 7. เมื่อเข้าสู่ระดับ 2 คอยปฏิบัติการเป็นผู้ช่วย OC จาก สทร. 8. ทำหน้าที่เป็น EC กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในวันหยุด หรือกรณีที่ไม่มีผู้บริหารสูงสุดที่อยู่ในพื้นที่ 9. แจ้งเหตุไปที่สทร.หรือ EMCC โดยการ โทรศัพท์และการ Fax โดยใช้แบบฟอร์ม รายงานเหตุ ผิดปกติ/ฉุกเฉินฯ (และรายงาน ศูนย์สื่อสาร ปตท.สนญ. โดยใช้แบบฟอร์ม Emergency and Crisis Incident Report ภายใน 10 นาที ในกรณีที่เกิดเหตุการปกติ ฉุกเฉินระดับ1 และแจ้ง ทันที หลังเกิดเหตุการณ์ระดับ2 และ3 ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินวันหยุด กลางคืน ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สำรวจความเสียหายของพื้นที่ อุปกรณ์ 2. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 3. ร่วมทำแผนฟื้นฟูสภาพความเสียหาย ในสภาวะปกติ 1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 2. ตรวจสอบทดสอบระบบแจ้งเหตุ อุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 3. ประสานงานการจัดหา และเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ ที่ ใช้ในการควบคุมภาวะฉุกเฉิน 4. ร่วมการฝึกซ้อมปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินภายในพื้นที่ปีละ 4 ครั้ง 5. อบรมฝึกสอนเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจ ความชำนาญในการควบคุมเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบระบบ น้ำ ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมสารเคมีรั่วไหล


13 ผู้ควบคุมทีมระงับเหตุฉุกเฉิน : Fire chief ( FC) หน้าที่ : ควบคุมทีมตอบโต้และระงับเหตุฉุกเฉิน ทำหน้าที่ : 1. ระดับ 1 คือ FC (Field Operator ) หรือ FC / NPCS & E 2. ระดับ 2 คือ หัวหน้ากะความปลอดภัยของ สทร.หรือ FC (Field Operator) หรือ FC / NPCS & E หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อได้รับคำสั่งให้จัดทีม ET ไปยังจุดที่เกิดเหตุและทำการระงับเหตุตามคำสั่ง OC 2. รายงานสถานการณ์ให้ OC รับทราบเป็นระยะ เพื่อให้ OCและ ED พิจารณาเลือก/ปรับเปลี่ยน วิธีการควบคุมเหตุฉุกเฉิน 3. ปฏิบัติตามวิธีการของ OC ในการระงับเหตุฉุกเฉิน 4. ควบคุมทีม ET ทําการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเป็นไปตามวิธีการที่กําหนดให้มีประสิทธิภาพและ ปลอดภัย ที่สุด 5. หากพิจารณาแล้ววิธีการที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ หรือกำลังคน/ เครื่องมืออุปกรณ์ หรือทรัพยากรอื่นๆ ไม่เพียงพอต่อการระงับเหตุ ให้รีบรายงาน OC ในการ พิจารณาหาวิธีใหม่หรือจัดเตรียมสิ่งที่ขาดโดยทันที 6. หากพบผู้บาดเจ็บให้แจ้ง OC ทราบ และเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 7. แจ้งให้ FT มารับผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล 8. เมื่อเข้าสู่ระดับ 2 ให้ปฏิบัติงานเป็นผู้ช่วยของ FC ของ สทร. 9. ทำหน้าที่เป็น OC กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงวันหยุด กลางคืน หรือ กรณีที่ OC ต้องไปทำหน้าที่ เป็น EC ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สำรวจความเสียหายของพื้นที่ อุปกรณ์ 2. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 3. ร่วมทำแผนฟื้นฟูสภาพความเสียหาย


14 ในสภาวะปกติ 1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 2. ตรวจสอบทดสอบระบบแจ้งเหตุ อุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 3. ประสานงานการจัดหา และเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมภาวะฉุกเฉิน 4. ร่วมการฝึกซ้อมปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินภายในพื้นที่ปีละ 4 ครั้ง 5. อบรมฝึกสอนเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจ ความชำนาญในการควบคุมเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบ ระบบ น้ำดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมสารเคมีรั่วไหล ทีมระงับเหตุฉุกเฉิน : Emergency Team (ET) หน้าที่ : ตอบโต้และระงับเหตุฉุกเฉิน ผู้ทำหน้าที่ : 1. ระดับ 1 คือ ET (Field Operator) หรือ ET / NPCS & E 2. ระดับ 2 คือ หัวหน้ากะความปลอดภัยของ สทร.หรือ ET(Field Operator) หรือ ET/ NPC S & E หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อได้รับคำสั่งจาก FC ไปยังจุดที่เกิดเหตุและทำการระงับเหตุตามคำสั่ง FC 2. รายงานสถานการณ์ให้ FC รับทราบเป็นระยะ 3. ปฏิบัติตามวิธีการของ FC ในการระงับเหตุฉุกเฉิน 4. หากพิจารณาแล้ววิธีการที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ หรือ กำลังคน/ เครื่องมืออุปกรณ์ หรือทรัพยากรอื่นๆ ไม่เพียงพอต่อการระงับเหตุ ให้รีบรายงาน FC ในการ พิจารณาหาวิธีใหม่หรือจัดเตรียมสิ่งที่ขาดโดยทันที 5. หากพบผู้บาดเจ็บให้แจ้ง FC ทราบ และเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 6. เมื่อเข้าสู่ระดับ 2 ให้ปฏิบัติงานเป็นผู้ช่วยของ ET ของ สทร. 7. ทำหน้าที่เป็น FC ในกรณีที่ FC ต้องไปปฏิบัติหน้าที่เป็น OC


15 ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สำรวจความเสียหายของพื้นที่ อุปกรณ์ 2. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 3. ร่วมทำแผนฟื้นฟูสภาพความเสียหาย ในสภาวะปกติ 1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 2. ตรวจสอบทดสอบระบบแจ้งเหตุ อุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 3. ประสานงานการจัดหา และเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมภาวะฉุกเฉิน 4. ร่วมการฝึกซ้อมปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินภายในพื้นที่ปีละ 4 ครั้ง 5. อบรมฝึกสอนเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจ ความชำนาญในการควบคุมเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบ ระบบ น้ำดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมสารเคมีรั่วไหล ทีมปฐมพยาบาล : First aid team (FT) หน้าที่ : ควบคุมทีมพยาบาล ผู้ทําหน้าที่ : 1. ระดับ 1 คือ พยาบาลและรถพยาบาล NPC S&E 2. ระดับ 2 คือ หรือ เจ้าหน้าที่พยาบาล สทร และบริษัทภายในนิคมฯ หรือ รถพยาบาลจาก NPC S&E หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อได้รับแจ้งเหตุประกาศ “ ภาวะฉุกเฉิน” ให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือตาม ช่องทางที่เหมาะสม 2. รับผิดชอบความพร้อมของอุปกรณ์ปฐมพยาบาล/ยานพาหนะ/อุปกรณ์เคลื่อนย้ายหรือ ช่วยเหลือ ผู้ป่วย/ผู้ที่ไดรับบาดเจ็บ 3. รับผิดชอบตรวจสอบรถพยาบาล/อุปกรณ์เคลื่อนย้ายหรือช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ณ จุด เกิดเหตุ ฉุกเฉิน


16 4. รายงานชื่อ อาการ ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและ โรงพยาบาลที่นำส่งต่อ ED 5. บันทึกการเข้ารักษาพยาบาลและจัดการส่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่อโรงพยาบาล ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สรุปผลจํานวนผู้บาดเจ็บ ลักษณะอาการบาดเจ็บสถานที่มีการนำส่งผู้บาดเจ็บไปรักษา รวมถึง รายละเอียดอื่นๆ ที่จําเป็นเพื่อรายงานต่อ ED 2. ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ เครื่องมือ ภายหลังการใช้งาน ในภาวะปกติ 1. ศึกษาวิธีการปฐมพยาบาล และการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บและตรวจสอบอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ให้ อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน 2. ฝึกอบรมการปฐมพยาบาล และวิธีการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ 3. ร่วมฝึกซ้อมเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทีมดับเพลิงสนับสนุน : Support Team (ST) หน้าที่ : สนับสนุนทีมดับเพลิงหลักในการดับเพลิง เมื่อกำลังคนไม่เพียงพอ ผู้ทำหน้าที่ : 1. ระดับ 1 คือ ส่วนซ่อมบำรุง ส่วนก่อสร้าง/ส่วนวิศวกรรม/ NPC S&E 2. ระดับ 2 คือ เจ้าหน้าที่ของ สทร ที่ได้รับมอบหมาย หรือ ส่วนซ่อมบำรุง/ส่วนก่อสร้าง/ ส่วน วิศวกรรม PTTTANK หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้ทำการตรวจสอบทิศทางลมและใช้อุปกรณ์ในสนามตอบโต้ภาวะ ฉุกเฉิน ภายใต้การควบคุมของ FC เพื่อทำการควบคุมภาวะฉุกเฉิน 2. ทำการตอบโต้เหตุฉุกเฉินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากที่สุด หากไม่ สามารถ ตอบโต้ได้หรือเกิดปัญหาจากการใช้อุปกรณ์ให้รีบรายงาน FC ทันที 3. หากพบผู้บาดเจ็บให้แจ้ง FC / OC ทราบ และเตรียมเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังจุดที่ ปลอดภัย เมื่อเข้าสู่ระดับ 2 ให้ปฏิบัติเป็นผู้ช่วย ET จาก สทร


17 ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สำรวจความเสียหายของพื้นที่ อุปกรณ์ 2. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 3. ร่วมทำแผนฟื้นฟูสภาพความเสียหาย ในสภาวะปกติ 1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 2. ตรวจสอบทดสอบระบบแจ้งเหตุ อุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 3. ประสานงานการจัดหา และเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมภาวะฉุกเฉิน 4. จัดให้มีการฝึกซ้อมปฏิบัติการตามแผนฉุกเฉินภายในพื้นที่ปีละ 4 ครั้ง 5. อบรมฝึกสอนเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจ ความชานาญในการควบคุมเหตุฉุกเฉิน ตรวจสอบ ระบบ น้ำดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมสารเคมีรั่วไหล ทีมประงาน งานภายนอก/ภายใน หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อเกิดเหตุให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือตามช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้า ประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการณ์ร่วมกับ ED/EC 2. เป็นผู้ช่วย ED/EC ที่จะรับประสานงานบุคคล/หน่วยงานต่างๆ 3. สั่งการณ์ให้ทีมประสานงานภายนอก แจ้งเหตุ ไปที่สทร.หรือ EMCC โดยการโทรศัพท์และ การ Fax โดยใช้แบบฟอร์ม รายงานเหตุผิดปกติ/ฉุกฉิน ฯ(และรายงาน ศูนย์สื่อสาร ปตท. สนญ. โดยใช้แบบฟอร์ม Emergency and Crisis Incident Report ภายใน 10 นาที ใน กรณีที่เกิด เหตุการณ์ปกติ/ฉุกเฉินระดับ1 และแจ้งทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ระดับ2 และ3 4. ทีมประสานงานภายในบริษัท คอยเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาช่วยระงับ เหตุ 5. ประสานงานให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยระงับเหตุตามคำสั่งของ ED/EC


18 ในสภาวะปกติ 1. เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ เช่น เบอร์โทรศัพท์ ให้มี ความพร้อม และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา 2. ทําการศึกษาแผนฉุกเฉินให้ทราบและเข้าใจ 3. ซักซ้อมเจ้าหน้าที่ภายในทีมให้เข้าใจในการทำงานเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน 4. จัดเตรียมอุปกรณ์ทำงานในยามมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ระบบโทรศัพท์ FAX ให้พร้อมต่อ การใช้ งาน 5. เข้าพบปะชุมชนรอบข้าง ตามแผนที่กําหนดไว้ ทีมอพยพและเคลื่อนย้าย : Evacuate Team (ExT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อได้ยินประกาศ ภาวะฉุกเฉินให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือตามช่องทางที่ เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการณ์ร่วมกับ ED/EC 2. เช็คจํานวนพนักงานหรือคนงานที่จุดรวมพลทุกแห่ง และรายงานต่อให้ผู้ประสานงาน ED/EC ทราบ 3. ประสานงาน กับผู้จัดการส่วนบำรุงรักษา เพื่อให้รับการสนับสนุน รถยนต์ พร้อมการอพยพ (ในกรณีที่ร้องขอความช่วยเหลือจาก สทร. 4. ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้รับเหมาเพื่อเช็คจำนวนผู้อพยพ และรายงานให้ ED/EC ทราบ


19 ทีมสื่อสาร : Communicate Team (CmT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน รายงานตัวต่อ ED/EC 2. กดสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉินพร้อมประกาศแจ้งเหตุฉุกเฉินตามคำสั่งของ ED/EC 3. โทรศัพท์แจ้ง NPC S&E เข้ามาช่วยระงับเหตุ กรณีเหตุฉุกเฉินระดับ 1 4. โทรศัพท์แจ้ง สทร.เข้ามาช่วยระงับเหตุ กรณีเหตุฉุกเฉินระดับ 2 5. บันทึกเหตุการณ์ กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่อยู่ในช่วงวันหยุด กลางคืน ในสภาวะปกติ 1) ทดสอบสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกวันพุธ ช่วงเวลา 11.30-13.00 น. ทีมบันทึกเหตุการณ์ : Record Team (RT) 1. ประจำที่ศูนย์ CCR จดบันทึกเหตุการณ์ให้ถูกต้อง สั้นกะทัดรัด ชัดเจน 2. แจ้ง ED/EC เมื่อมีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 3. ดูแลและจดบันทึกข้อมูลลงบน Incident Board ให้ถูกต้องทันสมัยตลอดเวลาที่เกิดเหตุ 4. จดบันทึกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับอุบัติการณ์ การปฏิบัติการและการตัดสินใจที่ได้ทำไปแล้วลงใน แบบฟอร์มบันทึกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับอุบัติการณ์ การปฏิบัติการและการตัดสินใจ 5. เก็บบันทึกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับอุบัติการณ์ การปฏิบัติการและการตัดสินใจ เพื่อเป็นข้อมูลทาง กฎหมาย ในสภาวะปกติ 1. ฝึกซ้อมบันทึกเหตุการณ์ในการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินของบริษัท เป็นประจำ ทีมความปลอดภัย/ทีมตรวจสอบสิ่งแวดล้อม /ทีมโรงงานข้างเคียง (Safety and Environment team) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. ตรวจสอบสิ่งแวดล้อมรอบๆ บริษัท โรงงานข้างเคียง หรือชุมชน เพื่อประเมินผลกระทบที่ อาจจะ ได้รับผลกระทบพร้อมแจ้งให้ ED/EC ทราบเป็นระยะในสภาวะปกติ


20 2. ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินของบริษัท เป็นประจำ 3. ตรวจสอบอุปกรณ์ตรวจสอบสิ่งแวดล้อมให้พร้อมต่อการใช้งาน 4. สนับสนุนวัสดุ/อุปกรณ์ PPE ให้กับทีมระงับเหตุฉุกเฉินตามคำสั่งของ ED/EC 5. ตรวจสอบความเพียงพอของวัสดุ/อุปกรณ์ PPE ที่ใช้สำหรับการระงับเหตุฉุกเฉิน 6. สั่งซื้อวัสดุ/อุปกรณ์/PPE ให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับการระงับเหตุฉุกเฉิน 7. สั่งการณ์ให้ทีมประสานงานโรงงานข้างเคียง แจ้งเหตุหรือประชาสัมพันธ์เหตุการณ์ให้โรงงาน ข้างเคียงหน่วยงานราชการ และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ ในสภาวะปกติ 1.เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ เช่น เบอร์โทรศัพท์ ให้มีความ พร้อม และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ทีมประสานลูกค้า : Customer Team (CuT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เฉพาะผู้จัดการส่วนพาณิชยกิจ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือ ตามช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่ง การณ์ ร่วมกับ ED/EC 2. ติดต่อประสานงานในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับลูกค้า โดยได้รับคำสั่งจาก ED/EC ในสภาวะปกติ 1. ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินของบริษัท เป็นประจํา 2. จัดเตรียมข้อมูลของลูกค้าและช่องทางการติดต่อสื่อสาร


21 ทีมตรวจสอบอุปกรณ์และประจำปั๊มน้ำดับเพลิง : Fire pump & Equipment Team (FeT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เฉพาะผู้จัดการส่วนปฏิบัติการท่าเทียบเรือ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันที ทาง วิทยุ หรือตามช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมิน สถานการณ์และสั่ง การณ์ร่วมกับ ED/EC 2. สั่งการณ์ให้ทีมประจำปั้มน้ำดับเพลิงให้เดินเครื่องสูบน้ำดับเพลิงทันทีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ และ ทำการควบคุมดูแลเครื่องสูบน้ำดับเพลิงขณะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ 3. สั่งการณ์ให้ทีมตรวจสอบอุปกรณ์ เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุหลังจากระงับเหตุภาวะ ฉุกเฉินเรียบร้อย พร้อมกับตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นรายงานต่อ ED/EC ในสภาวะปกติ 1. ตรวจสอบเครื่องมือ อุปกรณ์ใช้งานตามรายการตรวจเช็ค 2. ติดตามการตรวจสอบปั๊มน้ำดับเพลิงของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามแผน และพร้อม ต่อการใช้งาน ทีมจราจร (Traffic Team) (TT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉินในกรณี ไฟไหม้ และสารเคมีรั่วไหล 1. เมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน รายงานตัวต่อ ST 2. ปิดประชุทางเข้าออกพื้นที่เพื่อป้องกันบุกแกไม่กี่ยวข้องเข้ามา เหตุ และจัดระเบียบพาหนะที่ กีดขวางเส้นทางด้านหน้าบริษัท 3. ห้ามบุคคลและรถเข้าออกบริษัทในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน ยกเว้นจะมีคำสั่งจาก ST / ED 4. อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเปิดให้กับทีมที่เข้าช่วยเหลือ ( ในกรณีเมื่อมีการร้อง ขอ) เข้ามาในโครงการ หรือประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม คำสั่งของ ST/ED 5. หากพบนักข่าวให้แจ้งทาง ST เพื่อนำไปรวมกันที่ห้องแถลงข่าว


22 หน้าที่ในกรณีภัยคุกคาม 1. เมื่อสถานการณ์ในภาวะปกติ 1.1 ตรวจสอบบัตรของผู้รับเหมาและผู้มาติดต่อ ก่อนอนุญาตให้เข้าเขตคลังผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือ 1.2 ตรวจสอบวัสดุ, อุปกรณ์, กระเป๋าและหีบห่อ ก่อนเข้าเขตคลั่งผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือ สงสัยให้แจ้ง หัวหน้าผลัดฯ ทันที และจดจำรายละเอียดผู้นำส่ง เช่น จดชื่อ - นามสกุล ที่อยู่ตามบัตรประชาชน และ ตรวจสอบรูปถ่ายในบัตรประชาชนตรงกับบัตรจริงหรือไม่ และการตรวจบุคคล ขณะออกจาก เขตก่อน เข้าเขตคลังผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือ ให้ตรวจสอบตามร่างกาย, กระเป๋าและหีบห่อต่าง ๆ ให้ละเอียด 1.3 พื้นที่ท่าเทียบเรือให้สังเกตเรือประมงที่เข้ามาใกล้ท่าเทียบเรือและรถยนต์ที่จอดใกล้คลังเก็บผลิตภัณฑ์ ให้ชี้แจงถึงกฎระเบียบในการเข้าใกล้เขตคลังผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือ 1.4 ตรวจสอบพื้นที่ต่าง ๆ เช่น แนวรั้วรอบนอก, แนวรั้วด้านใน, อาคารภายในควบคุมและเขตคลัง ผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือ ตรวจสอบการเปิด-ปิดแสงสว่างและตรวจสอบแนวท่อของบริษัท ทุกกะ 1.5 จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน, สาร, อุปกรณ์บิน เสียงและอุปกรณ์ นาให้ พร้อมใช้งานอยู่ ตลอดเวลา 1.6 ตรวจสอบปรับปรุงข้อมูลข่าวสารในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกอย่างสม่ำเสมอ เช่น หน่วยกู้ภัยและถอดทําลายวัตถุระเบิดจากฐานทัพเรือสัตหีบ หรือแผนก 3 กองกำกับการตำรวจ ตระเวน ชายแดนที่ 11 จันทบุรี, ตำรวจพื้นที่, ฝ่ายปกครอง, การนิคมอุตสาหกรรม 1.7 กำหนดเป้าหมายพื้นที่ล่อแหลมต่อการก่อการร้าย หากได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรองให้กำหนด เป้าหมายดังนี้ 1.7.1 เป้าหมายระดับ 1 พื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพื้นที่ต้องขึ้นบัญชี ซึ่งเป้าหมายอาจมี แปรเปลี่ยน จากระดับ 1 เป็นระดับ 2 ใต้ ซึ่งต้องทบทวนบทบาทมาตรการในการป้องกัน อย่าง สมาเสมอ เช่น พื้นที่แนวรั้วรอบนอก แนวท่อผลิตภัณฑ์ 1.7.2 เป้าหมายระดับ 2 พื้นที่ล่อแหลมสำคัญ มีโอกาสก่อการร้ายได้ ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ในการป้องกันประสานงานหาข่าวกับหน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานราชการและ หน่วยงานเอกชนทุกระยะ 1.7.3 เป้าหมายระดับ 3 พื้นที่ล่อแหลมสำคัญพิเศษ น่าจะมีแนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย ร้ายแรงสูงสุด ซึ่งต้องกุมเข้มตรวจตราตลอด 24 ชม. เช่น พื้นที่คลังเก็บผลิตภัณฑ์และท่า เทียบเรือ รวมทั้งเขตหวงห้ามต่าง ๆ


23 2. เมื่อสถานการณ์อยู่ในสภาวะไม่ปกติ และมีโทรศัพท์ข่มขู่การวางระเบิด 2.1 รายงานผู้บังคับบัญชาตามสายงานทันที เมื่อพบสิ่งบอกเหตุว่าเป็นเหตุที่เกี่ยวข้องกับการก่อ การร้ายและ ความไม่สงบ 2.2 เมื่อได้รับข่อยู่การวางระเบิด ให้ควบคุมพนักงานสื่อสารรับโทรศัพท์ในเชิงรุก โดยรวบรวม คำถามให้ มากที่สุด และเก็บข้อมูลจากผู้ข่มขู่ให้มากที่สุด เช่น พัสดุวางที่ไหน, ลักษณะ อย่างไร, ระเบิดเมื่อใด, จุด ระเบิดอย่างไร, ใครนำมาวาง, ติดต่อคุณได้ที่ไหน, คุณชื่ออะไร 2.3 ให้พยายามหน่วงเหนี่ยวการสนทนาให้ยืดระยะเวลาไปเรื่อย และให้ผู้ร่วมงานดำเนินการตาม ขั้นตอนใน การติดตามร่องรอย โดยขอความร่วมมือจากชุมสายโทรศัพท์ ติดตามเบอร์ โทรศัพท์มาจากนายเลขใดให้ พยายามท้าทายกับผู้ขู่คุกคาม โดยเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ เรียกร้องขอทราบตำแหน่งที่แน่นอนของ เป้าหมาย และขู่จะวางโทรศัพท์ทันที หากไม่ได้รับ คำตอบ และให้ชี้นำหรือชี้แจงข้อมูลเท็จต่อผู้คุกคาม บ้าง เช่น เป้าหมายนี้ไม่มีอันตรายหรือ เป้าหมายนี้ไม่มีอยู่จริง เพื่อทราบท่าทีการวางระเบิดว่า วางไว้ตาม คำขู่หรือไม่ 3. การปฏิบัติการกรณีสถานการณ์อยู่ในสภาวะไม่ปกติ และเกิดการประท้วง รายงานผู้บริหารรับทราบตามลำดับขั้น a. ปิดเส้นทางเข้า-ออกของบริษัทฯ ทั้งหมด b. จัดกำลัง รปภ. เฝ้าระวังเส้นทางเข้า-ออก c. ประสานหน่วยราชการในการสกัดกั้นผู้ชุมนุมประท้วง d. จัดเตรียมทีมเจรจาต่อรองกับผู้ชุมนุมประท้วง e. แจ้งสถานการณ์ให้ลูกค้าทราบ 4. การปฏิบัติการตรวจค้นวัตถุต้องสงสัยหรือวัตถุระเบิด a. การตรวจค้นภายนอกอาคาร โดยปกติจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ ส่วน เจ้าหน้าที่รักษา ความปลอดภัยจะร่วมทำการสนับสนุนในการตรวจ และควรจะตรวจค้นสิ่งต้อง สงสัยต่าง ๆ ดังนี้ b. ทรัพย์สินมีค่าที่เคลื่อนย้ายได้ c. พื้นที่ที่มีร่องรอยหรือเศษวัสดุประกอบวัตถุระเบิดหลงเหลืออยู่ d. เครื่องหมายที่จงใจทำไว้ เพื่อดึงดูดความสนใจผู้พบเห็นร่องรอยการปกปิดหรือการพรางต่าง ๆ


24 e. การเปลี่ยนแปลงหรือความต่อเนื่องขาดไป มีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติมีสิ่งที่ไม่มีความ จำเป็น วางอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุระเบิด เช่น ลวด, ประตู, สายไฟฟ้า, แบตเตอรี่ f. เครื่องหมายที่ผิดปกติ ที่อาจจะทำไว้เพื่อเตือนอันตราย g. งกีดขวางต่างๆ ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมแก่การวางระเบิด ให้ตรวจค้นให้ละเอียดก่อนยกหรือ เคลื่อนย้าย h. การตรวจค้นภายในอาคาร โดยปกติจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ ส่วนเจ้าหน้าที่ รักษา ความปลอดภัยจะร่วมทำการสนับสนุนในการตรวจ และควรจะตรวจค้นสิ่งต้องสงสัยทำ การตรวจซ้ำๆ แม้จะผ่านการตรวจมาแล้ว โดยทำการตรวจสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ i. การตรวจค้นในแต่ละห้อง ให้ใช้คนตรวจน้อยที่สุดเพียง 1 คน j. หากเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยให้ทำเครื่องหมายไว้ แล้วถอยหลังกลับออกเส้นทางเดิมที่เข้ามาครั้งแรก k. การตรวจประตูให้ดูทางหน้าต่างหรือรอยแตกของหน้าต่างหรือผนังจากด้านนอกก่อนเปิดประตู ช่องทาง เดินต้องตรวจตามแผ่นกระดาษ, แผ่นอิฐ, พื้นปูน, พรมขั้นบันไดในเบื้องต้น l. อย่าเปิดหีบ, ตู้, ลิ้นชักก่อนตรวจถ้าจำเป็นให้ใช้เชือกดึงในระยะที่ปลอดภัยเก้าอี้, โซฟาอย่าใช้มือ กดให้ ใช้ไฟฉายส่องทางด้านหลัง, ด้านใต้, ด้านข้างก่อน m. อย่านั่งหรือนอนบนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตรวจค้นโดยเด็ดขาด n. อย่าต่อสายไฟฟ้าที่ขาดหรือเปิด/ปิดสวิทซ์ไฟต่าง ๆ จนกว่าจะตรวจวงจรไฟฟ้าเรียบร้อย o. ถอดฝาครอบสวิทซ์ ตรวจสายไฟ ดูวงจรไฟฟ้าที่แปลกปลอมที่อาจทำไว้ p. เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดต้องตรวจโดยละเอียดพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีช่อง, รู, โพรง ต้องตรวจให้ทั่วโดยใช้ ไฟ ฉายส่องตรวจ q. ต้องตรวจจากด้านล่างขึ้นบน โดยเสมอ ส่วนที่ขยับเขยื้อนได้ทุกชนิด เช่น ก๊อกน้ำ, คันโยก, ปุ่ม บังคับ ฯลฯ r. ตรวจเสร็จแล้วให้เปิดอุปกรณ์ต่าง ๆ ในอาคาร, ในห้องน้ำ, ห้องทำงานจากภายนอกเข้ามาภายใน อาคาร 5 5. การปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยและวัตถุระเบิด a. รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย b. พิจารณาใช้มาตรการที่เหมาะสมปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุโดยเร็ว โดยใช้เชือกธงแดงจึงป้องกันห้าม ผู้คนผ่าน เข้าใกล้ และอพยพผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เป้าหมายอย่างน้อย 100, 200,


25 400 เมตร ในที่โล่งแจ้ง (ขึ้นอยู่กับชนิด,ปริมาณ,ขนาดของวัตถุต้องสงสัย) และรัศมีอย่างน้อย 50 เมตรขึ้นไปเมื่ออยู่ในที่กำบังที่ ปลอดภัย c. ระสานงานผู้บังคับบัญชา เพื่อจัดตั้งศูนย์อำนวยการควบคุมภาวะฉุกเฉินตามระเบียบระเบียบ ปฏิบัติงาน เรื่อง การตอบสนองเหตุฉุกเฉิน d. ควบคุมห้ามใช้วิทยุสื่อสาร (UHF VHF) และโทรศัพท์มือถือในรัศมีวัตถุต้องสงสัยเป้าหมาย 3 เมตร เพราะคลื่นความถี่ของวิทยุอาจทำให้เชื้อปะทุไฟฟ้าในวงจรระเบิดได้ e. จัดเตรียมกระสอบบรรจุทรายจํานวน 10-20 ลูก เพื่อวางป้องกันลดแรงระเบิด f. จัดเตรียมยางนอกรถยนต์จํานวน 5-6 เส้น เพื่อวางป้องกันลดแรงระเบิด g. จัดเตรียมเครื่องมือในการดับเพลิงให้พร้อมใช้งาน h. ห้ามจับต้อง,เขย่า,เปิด,หรือเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยโดยเด็ดขาด i. ห้ามดึงสัมผัสสายไฟ, สวิทซ์, และตัวจุดระเบิดถ้าพบเห็น j. ห้ามนำวัตถุต้องสงสัยทิ้งลงน้ำ k. ห้ามนำโลหะเข้าใกล้และห้ามสูบบุหรี่ ใกล้วัตถุต้องสงสัย l. ห้ามวิ่งและทำให้วัตถุต้องสงสัยสะเทือน m. ถ้าพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ในห้อง ให้เปิดประตู หน้าต่าง ออกทุกบานเพื่อลดแรงดันจากระเบิด ถ้า เกิดขึ้น n. การเข้าใกล้วัตถุต้องสงสัยเพื่อปฏิบัติงานตรวจสอบ จะต้องใช้กำลังคนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลด การสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น o. จารณาร้องขอกำลังหน่วยกู้ และถอดทำลายวัตถุระเบิดจากฐานทัพเรือสัตหีบ หรือแผนก 3 กอง กํากับ การตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 จันทบุรี หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ที่เกี่ยวข้องตามความ เหมาะสม p. เมื่อหน่วยกู้ถอดทำลายวัตถุระเบิดมาถึงให้ประสานงานความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ในการปิดล็อคที่ เกิดเหตุ รวมทั้งการอพยพผู้คนและสนับสนุนยางรถยนต์ กระสอบทราย กุญแจอาคารหรือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ตามคำร้องขอ q. จัดวางกำลัง รปภ. เพื่อปิดกั้นพื้นที่ และจัดการจราจรในที่เกิดเหตุ ตรวจค้นผู้ต้องสงสัย r. ห้ามไม่ให้พนักงาน รปภ. ให้ข่าวสารกับบุคคลภายนอกหรือนักข่าวและประชาชนทั่วไป และกัน ให้ นักข่าวอยู่ด้านนอกบริษัทเท่านั้น s. เมื่อสถานการณ์เกิดเหตุฉุกเฉินจากระเบิดทํางาน


26 t. รายงานผู้บังคับบัญชาตามสายงานระดับภาวะฉุกเฉินและปฏิบัติตามระดับภาวะฉุกเฉิน u. ติดต่อประสานงานผู้อำนวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน เพื่อร้องขอกำลังตำรวจ ทหาร หน่วย ปกครองและ หน่วยงานต่าง ๆ ตามแผนการสื่อสารการกอบกู้และทำลายวัตถุระเบิด v. ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยปิดกั้นการจราจร เช่น ปิดประตูเข้า – ออก ด้านหน้า G-1G-2 และ G-3 w. ประสานงานผู้อำนวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน พิจารณาจุดทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เพื่อส่ง ต่อไป โรงพยาบาลภายนอก x. เมื่อหน่วยงานราชการภายนอกมาถึง เช่น หน่วยกู้ทำลายวัตถุระเบิด หน่วยดับเพลิงภายนอกและ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประสานงานจัดจราจรในการเข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการ ระงับเหตุ y. ปฏิบัติตามระบบระเบียบปฏิบัติงาน เรื่องการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน 6. เมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ 6.2 ร่วมทำการสอบสวนหาสาเหตุของการวางระเบิดที่เกิดจากการก่อการร้าย และความไม่สงบกับ เจ้าหน้าที่ ทหาร, ตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐานและหามาตรการแก้ไขร่วมกัน 6.3 ดำเนินการดัดแปลง แก้ไขจัดสิ่งทดแทน สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค และอุปกรณ์สื่อสารที่ เสียหายให้ใช้การได้โดยเร็วที่สุด 6.4 ดำเนินการประสานงานกับหน่วยประชาสัมพันธ์แถลงข้อเท็จจริง เพื่อเรียกร้องความร่วมมือและบำรุง ขวัญ พนักงาน 6.5 ให้สำรวจและวางแผนเป็นการเตรียมการล่วงหน้าในการจัดหา และเรียกใช้ได้ทันทีเพื่อฟื้นฟูบูรณะ


27 ทีมประชาสัมพันธ์ : Public relations (PT)/ประสานงานชุมชน : Coordinate Team (CoT) หน้าที่ : ต้อนรับนักข่าว จัดเตรียมการแถลงข่าวของผู้บริหาร และ ชี้แจงชุมชนที่ได้รับผลกระทบ หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เฉพาะพนักงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือ ตาม ช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการณ์ ร่วมกับ ED/EC 2. ประสานงาน แนะนำให้ข้อมูลต่าง ๆ กับ ED/EC พร้อมทั้งจัดเตรียมคำแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน/ ชุมชน 3. เตรียมห้องแถลงข่าวของฝ่ายบริหาร ตลอดจนต้อนรับนักข่าว 4. ชี้แจงต่อประธานชุมชนต่างๆ 5. ประสานงานชุมชน ไปประจำอยู่ที่ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉิน พร้อมแจ้งเหตุการณ์ ให้ ชุมชนทราบเป็นระยะ ในสภาวะปกติ 1) เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ เช่นเบอร์โทรศัพท์) ให้มี ความ พร้อมและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่ปรึกษา : Consultant (CT) หน้าที่ : ให้คําแนะนําต่อ ED ผู้ทำหน้าที่ : 1. ระดับ 1 คือ บริษัท NPC S&E หรือ เจ้าหน้าที่บริษัท ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในโรงงาน หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เมื่อได้รับแจ้งเหตุจากทีมสื่อสาร ให้รายงานตัวกับ ED/EC 2. ให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหรือผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมต่อ ED เช่น - อันตรายของสารเคมี - อันตรายโครงสร้างของอาคารสถานประกอบการที่เกิดเหตุหรือใกล้เคียง - วิธีการระงับเหตุที่ไม่เป็นอันตรายหรือมีอัตราการเสี่ยงสูงต่อผู้เข้าระงับเหตุ


28 3. ประเมินสถานการณ์ตามสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์ เพื่อให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของ ED ในการประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน 4. ให้คำแนะนำต่อ ED ในการบูรณะฟื้นฟูโรงงานหลังภาวะฉุกเฉิน ทีมสนับสนุนงบประมาณ : Budget Team (BT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1. เฉพาะผู้จัดการ ส่วนการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันที ทางวิทยุ หรือตามช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมิน สถานการณ์และสั่งการณ์ ร่วมกับ ED/EC 2. รับคำสั่งจาก ED/EC ในการนำเงินมาใช้งาน เท่าที่จำเป็นในช่วงเกิดภาวะฉุกเฉิน ภายหลังภาวะฉุกเฉิน 1. สรุปค่าใช้จ่ายจากเหตุฉุกเฉิน ในสภาวะปกติ 2. เตรียมเงินเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ทีมสนับสนุนอาหาร/เครื่องดื่ม : Beverages Team (BeT) หน้าที่ภาวะฉุกเฉิน 1) เฉพาะผู้จัดการ ผู้จัดการส่วนบริหารทั่วไป ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมให้รายงานตัวต่อ ED/EC ทันทีทางวิทยุ หรือตามช่องทางที่เหมาะสม จากนั้นเข้าประจำศูนย์ CCR เพื่อประเมิน สถานการณ์และสั่งการณ์ ร่วมกับ ED/EC 2) จัดหาอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้กับทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉิน ในสภาวะปกติ 1. สำรวจและจัดทำทะเบียนร้านค้าที่สามารถสั่งซื้ออาหารและเครื่องดื่มได้ในภาวะฉุกเฉิน


29 ข้อกําหนดด้านความปลอดภัยของอาคารสูงภายในอาคารสูง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง - กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ฉบับที่ 48 (พ.ศ.2540) และฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 คํานิยามอาคารสูง อาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้โดยมีความสูงตั้งแต่ 23.00 เมตร ขึ้นไป การวัดความสูงของ อาคารให้วัดจาก ระดับพื้นดินที่ก่อสร้าง ถึงพื้นดาดฟ้า สําหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยา ให้วัดจากระดับพื้นดินที่ ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้น สูงสุด (ฉบับที่ 48 ข้อ 2) องค์ประกอบด้านความปลอดภัยที่ต้องมี ( ตามกฎหมาย) (สําหรับอาคารที่ก่อสร้างหลังปี 2535) บริเวณโดยรอบ อาคารสูงต้องจัดให้มีถนนที่มีผิวจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร ที่ปราศจากสิ่งปกคลุม โดยรอบอาคาร เพื่อให้รถดับเพลิงเข้าออกได้สะดวก (ฉบับที่ 50 ข้อ 6) การระบายอากาศ ท่อลมส่วนที่ติดตั้งผ่านผนังกันไฟหรือพื้นที่ที่ทําด้วยวัสดุทนไฟต้องติดตั้งลิ้นกันไฟอัตโนมัต ( Automatic fire damper) ทํางานที่อุณหภูมิ 74 องศา และมีอัตราทนไฟ 1 ½ ชม. ห้ามใช้ทางเดินร่วม บันใดช่องบันใด ช่อง ลิฟต์ ของอาคารเป็นส่วนหนึ่งของระบบท่อลมส่งหรือระบบท่อลมกลับ ระบบปรับอากาศ ต้องมีสวิทซ์พัดลมของระบบการขับเคลื่อนอากาศที่ปิด-เปิด ด้วยมือ ติดตั้งในที่เหมาะสม และสามารถปิด สวิทซ์ได้ทันที เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ระบบที่มีลมหมุนเวียนตั้งแต่ 50 ลูกบาศ์กเมตร / นาที ต้องติดตั้งอุปกรณ์จับควัน ไฟซึ่งจะหยุดการทํางานของระบบโดยอัตโนมัติ (ฉบับที่ 33 ข้อ 10 (1)(5)) ระบบไฟฟ้าสํารอง ต้องมีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสํารองสําหรับกรณีฉุกเฉินแยกเป็นอิสระจากระบบอื่น และสามารถทํางาน ได้โดยอัตโนมัติเมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าปกติหยุดทํางาน จ่ายไฟเป็นเวลาไม่น้อยกว่า สองชั่วโมงสําหรับเครื่องหมาย แสดงทางฉุกเฉินทางเดิน ห้องโถง บันได และระบบเตือนเพลิงไหม้ จ่ายพลังงานไฟฟ้าตลอดเลาสําหรับลิฟต์


30 ดับเพลิง เครื่องสูบน้ําดับเพลิงระบบสื่อสาร ห้องช่วยชีวิตฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้าที่จ่ายให้ลิฟต์ดับเพลิง ต้องต่อจาก วงจรจ่ายไฟซึ่งแยกเป็นอิสระจากวงจรทั่วไป และมีการป้องกันอันตรายจากเพลิงไหม้อย่างดีพอ (ฉบับที่ 33 ข้อ (14) ) สัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ต้องมีสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทุกชั้น โดยต้องมี - อุปกรณ์ส่งสัญญาณเพื่อให้หนีไฟที่ส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนที่อยู่ได้ทราบอย่างทั่วถึง ( Alarm Bell ) - อุปกรณ์แจ้งเหตุทั้งระบบอัตโนมัติและระบบแจ้งเหตุที่ใช้มือ ( ฉบับที่ 33 ข้อ 16 ) แบบแปลนไฟฟ้า 1. ต้องมีแผนผังวงจรไฟฟ้าของแต่ละชั้นของอาคารพร้อมรายละเอียดของการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ ไฟฟ้าของระบบต่อไปนี้ - ระบบไฟฟ้าแสงสว่างและกําลัง -ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ -ระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน 2. ต้องมีแผนผังวงจรแสดงรายละเอียดของระบบสายดิน 3. ต้องมีแผงผังวงจรการติดตั้งหม้อแปลง แผงควบคุมและจ่ายกระแสไฟและระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า สํารอง (ฉบับที่ 33 ข้อ 17) ระบบป้องกันเพลิงไหม้ ต้องมีระบบป้องกันเพลิงไหม้ ซึ่งประกอบด้วย ท่อยืนน ที่เก็บน้ําสํารองและหัวรับน้ําดับเพลิง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ท่อยืนต้องเป็นท่อโลหะทีทนแรงดันได้ 1.2 เมกกะปาสคาล [12 bar] ทาสีแดง 2. ติดตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปยังชั้นสูงสุดของอาคารและจากหัวรับน้ําดับเพลิงของอาคาร (ฉบับที่ 33 ข้อ 18 (1) ) ทุกชั้นของอาคารต้องมีตู้หัวฉีดน้ําดับเพลิง ซึ่งมีสายน้ําขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว และ วาล์วพร้อมหัวต่อ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 1/2 นิ้ว พร้อมฝาครอบและโซ่ รอบทุกระยะห่างไม่เกิน 64 เมตร และใช้สายขนาดยาว 36 เมตร ต่อจากตู้แล้วไปถึงได้ทุกพื้นที่ (ฉบับที่ 33 ข้อ 18 (2) ) ต้องมีเก็บน้ําสํารองเฉพาะเพื่อการดับเพลิง ส่ง


31 แรงดันน้ําที่ชั้นสูงสุดไม่น้อยกว่า 0.45 เมกะปาสคาล (4.5 bar ) แต่ไม่เกิน 0.7 เมกะปาสคาล (7 bar ) ด้วย อัตรา ไหล 30 ลิตรต่อวินาที (475 แกลลอน ต่อนาที) ต้องมีหัวรับน้ําดับเพลิงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ฝ นิ้ว ที่รับน้ําจาก รถดับเพลิงได้ และมีป้ายบอก "หัวรับน้ําดับเพลิง" (ฉบับบที่ 33 ข้อ 18 (3)(4) )ปริมาณน้ําสํารองต้องมีอย่างน้อย 30 นาที ที่ปริมาณการจ่าย 475 แกลลอนต่อนาที ที่ท่อยืนท่อแรก และไม่น้อยกว่า 240 แกลลอน/นาที สําหรับแต่ ละท่อยืนที่เพิ่มขึ้น ต้องมีเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ตามชนิดและขนาดที่เหมาะสมสําหรับดับเพลิงที่เกิดขึ้นในแต่ ละชั้น โดย 1 เครื่องต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 1000 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 45 เมตร (ฉบับที่ 33 ข้อ 18 (5) 9 ) ต้องจัดให้มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น sprinkler system หรือระบบอื่นที่เทียบเท่า ที่ทํางานได้เองโดยอัตโนมัติ โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ต้องมีแบบแปลนท่อน้ําประปาในแต่ละชั้นโดยแสดงระบต่อไปนี้ - ระบบสุขภัณฑ์ - ระบบท่อดับเพลิง และที่เก็บน้ําสํารอง - ระบบท่อระบายน้ําฝน ท่อน้ําเสีย และระบบบําบัดน้ําเสีย - ระบบการเก็บและจ่ายน้ําจากที่เก็บน้ําสํารอง ( ฉบับที่ 33 ข้อ 20,21 ) บันไดหนีไฟ ต้องมีบันไดหนีไฟจากชั้นสูงสุดสู่พื้นดินอย่างน้อย 2 บันได แต่ละบันไดอยู่ห่างกันไม่เกิน 60 เมตร และ สามารถลําเลียงบุคคลออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ทําด้วยวัสดุทนไฟและไม่ผุกร่อน ห้ามเป็นแบบบันไดเวียน หาก บันไดหนีไฟอยู่นอกอาคารต้องมีผนังกันไฟกั้นระหว่างอาคารและบันไดหนีไฟ (ฉบับที่ 33 ข้อ 22,23,24) หากอยู่ใน อาคารต้องมีช่องระบายอากาศที่มีพื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 1.4 ตารางเมตร ต่อชั้น หรือมีระบบลมอัด (Pressurized fan) ที่มีความดันลมไม่น้อยกว่า 3.86 Pa ที่ทํางานอัตโนมัติ และออกสู่ภายนอกได้สะดวก หากอยู่ภายในอาคาร ต้องมีผนังกันไฟโดยรอบ และมีแสงสว่างจากระบบไฟฉุกเฉิน มีป้ายบอกชั้น และ ป้ายบอกทางหนีไฟทั้งภายในและภายนอก โดยตัวอักษรมีขนาดไม่เล็กกว่า 10 ซม (ฉบับที่ 50 ข้อ (12) ,ฉบับที่ 33 ข้อ 26 ) ประตูหนีไฟต้องเป็นวัสดุทนไฟ แบบผลักออกสู่ภายนอก พร้อมอุปกรณ์บังคับประตูปิดเอง (Re-closer) มี ความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม สูงไม่น้อยกว่า 1.90 เมตร ต้องจัดให้มีทางสําหรับบุคคลภายนอกเข้าดับเพลิงในทุก ชั้น อาจเป็นช่องบันไดหรือลิฟต์ดับเพลิงก็ได้ และมีที่ว่างอย่างน้อย 6 ตารางเมตร ซึ่งปลอดควันและเปลวไฟ และ เป็นที่ตั้งของฉีดน้ําดับเพลิงประจําชั้น (ฉบับที่ 33 ข้อ 27,28)


32 ดาดฟ้า ต้องมีดาดฟ้าและที่ว่างโล่งบนดาดฟ้ายาวและกว้างด้านละไม่น้อยกว่า 10 เมตร เพื่อใช้หนีไฟทางอากาศ และต้องให้มีทางหนีไฟบนชั้นดาดฟ้าขึ้นสู่บันไดหนีไฟได้ ระบบบําบัดน้ำเสีย ต้องมีระบบบําบัดน้ําเสียก่อนทิ้งออกสู่แหล่งรองน้ําทิ้ง ดดยต้องได้รับควบคุมให้เป็นไปตามคุณภาพน้ําทิ้ง ของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และต้องไม่เกิดให้เกิดเสียง กลิ่น ฟอง กาก หรือสิ่งอื่นใดที่อาจเกิดภัย อันตราย หรือเดือดร้อน รําคาญ แก่ผู้อาศัยใกล้เคียง (ฉบับที่ 50 ข้อ 13 ฉบับที่ 33 ข้อ 30 -35) ระบบกําจัดขยะมูลฝอย ต้องมีพักรวมของขยะฝอยที่มีความจุไม่น้อยกว่า 3 เท่า ของปริมาตรที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยผนังทําจาก วัสดุทนไฟ หากขนย้ายขยะโดยปล่องทิ้งมูลฝอย ปล่องต้องทําด้วยวัสดุทนไฟและมีประตูหรือช่องทิ้งมูลฝอยทําด้วย วัสดุทนไฟและปิดได้สนิท ฉบับที่ 33 ข้อ 40,42) ระบบลิฟต์ 1. ต้องมีลิฟต์ โดยสารและลิฟต์ดับเพลิงทีทมีขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม 2. ในปล่องลิฟต์ห้ามติดตั้งท่อสายไฟฟ้า ท่อส่งน้ํา ท่อระบายน้ํา และอุปกรณ์ต่างๆ ลิฟต์ต้องมีระบบและ อุปกรณ์การทํางานที่ปลอดภัย 3. ต้องมีการทํางานที่จะให้ลิฟต์เลื่อนมาหยุดที่ชั้นพื้นดิน และประตูต้องเปิดออก เมื่อไฟฟ้าดับ (ฉบับที่ 33 ข้อ 43,45,46) ลิฟต์ดับเพลิง ต้องมีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อย 1 ชุด ซึ่ง - จอดได้ทุกชั้นและมีระบควบคุมพิเศษเพื่อใช้ขณะเกิดเพลิงไหม้ - บริเวณหน้าโถงลิฟต์ต้องมีตู้สายฉีดน้ําดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ - หน้าโถงลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องมีผนังหรือประตูทนไฟที่กันเปลวไฟและควันไฟได้ และมี หน้าต่างเปิดออกสู่ภายนอกได้โดยตรง หรือมีระบบลมอัดที่มีแรงดันลม 3.86 ปาสคาลที่ทํางานโดยอัตโนมัติเมื่อ


33 เพลิงไหม้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วจากชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุดใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที (ฉบับที่ 33 ข้อ 44 ฉบับที่ 50 ข้อ 14) อาคารขนาดเล็ก ต้องมีเครื่องดับเพลิงมือถือ ชั้นละ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่ไม่เกิน 1000 ตารางเมตร สําหรับอาคารที่มีพื้นที่ทุก ชั้นในหลังเดียวกันรวมเกิน 2000 ตารางเมตร ต้องมีระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทีมีทั้งระบบแจ้งเหตุอัตโนมัติ และระบบแจ้งเหตุด้วยมือ และมีระบบสัญญาณเตือนให้คนที่อยู่ในอาคารได้ยินเพื่อหนีไฟ ในอาคารที่มีพื้นที่มากกว่า 2000 ตาราเมตร ต้องมีป้ายบอกชั้น ป้ายบอกทางหนีไฟหรือสัญญลักษณ์ที่มี ขนาดไม่ต่ํากว่า 10 ซ.ม. และต้องมีไฟส่องสว่างจากระบบไฟฟ้าฉุกเฉินด้วย (ฉบับที่ 39 ข้อ 5,6) อาคารที่ก่อสร้างก่อนพระราชบัญญติ พ.ศ.2522 อาคารที่มีสภาพหรือการใช้งานอาจเป็นภยันตรายต่อ สุขภาพ ชีวิตและทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ให้พนักงานท้องถิ่นมีอํานาจสังให้เจ้าของหรือผุ้ครอบครองแก้ไขให้เป็นไปตามกฎกระทรวงในเรื่องดังต่อไปนี้ อาคาร ที่มีความสูงสี่ชั้นขึ้นไปให้ต้องติดตั้งบันไดหนีไฟเพิ่มจากบันไดหลัก ติดตั้งแบบแปลนของอาคารแต่ละชั้นในตําแหน่ง ที่ชัดเจนที่หน้าห้องโถงหรือหน้าลิฟต์ทุกชั้น (ฉบับที่ 47 ชั้น 3,4,5) ติดตั้งถังดับเพลิงในแต่ละชั้น ติดตั้งไฟส่องสว่าง สํารอง ป้ายบอกชั้น และป้ายบอกทางหนีไฟที่ด้านในและนอกประตูหนีไฟ ติดตั้งระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า ประกอบด้วย เสาล่อฟ้า สายล่อฟ้า สายตัวนํา สายนําลงดิน และหลักสายดิน หากพนักงานเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน อาจสั่งห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารใช้อาคารทั้งหมดหรือบางส่วนได้ (ฉบับที่ 47 ข้อ 5 (3,4,5,6,7) ) กระจกของอาคารสูง กระจกที่ใช้ทําผนักภายนอกอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ที่มี 2 ชั้นขึ้นไปต้องเป็ฯกระจกตั้งแต่ 2 ชั้นขั้นไป ประกอบกันโดยมีวัสดุคั่นกลาง (Safety glass) มีคุณสมบัติในการป้องกันหรือลดอันตรายจากการบาด ของเศษกระจกแตก และวัสดุสคั่นกลางต้องยึดเสษหรือชิ้นกระจกไม่ให้หลุดออกเมื่อกระจกแตกร้าวหรือราน (ฉบับ ที่ 48 ข้อ 28) สําหรับอาคารที่สร้างหลังปี 40อาคารสูงต้องมีผนังหรือประตูที่ทนไฟป้องกันบริเวณบันไดที่มิใช่บันได หนีไฟ โดยประตูและผนังกันไฟต้องมีอัตราทนไฟอย่างน้อย 1 ชั่วโมง อาคารสูงที่มีโถงภายในอาคารเป็นช่องเปิด ทะลุพื้นของอาคารตั้งแต่สองชั้นขึ้นไปและไม่มีผนังปิดล้อม (Atrium) ต้องให้มีระบบควบคุมการแพร่กระจายของ ควันที่ทํางานอัตโนมัติ เพื่อระบายควันออกจากอาคารได้อย่างรวดเร็ว (ฉบับที่ 50 ข้อ 8,11) ปัญหาที่มักจะพบของ การบริหารอาคารชุดด้านความปลอดภัยความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการจัดวางของในห้องเครื่องห้องไฟฟ้า ห้องทํางาน และห้องที่ห่างไกลจากผู้คน


34 อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่พร้อมใช้งาน - อุปกรณ์เตือนเพลิงไหม้อัตโนมัติไม่ทํางาน - เครื่องดับเพลิงหมดแรงดัน/ไม่มีน้ํายา - ประตูหนีไฟเปิดค้าง / ปิดไม่ได้ / มีของวางบัง แต่ทางออกจากอาคารปิดล็อคไม่มีตารางตรวจ และบํารุงรักษาอุปกรณ์ - โดยช่างหรือพนักงานผู้รับผิดชอบ - โดยผู้บริหารอาคาร - โดยเจ้าหน้าที่ราชการ / ผู้รับอนุญาต - ไม่มีแผนปฎิบัติในกรณีฉุกเฉิน - ขาดการซ้อมตามแผนฉุกเฉิน ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ครอบคลุมพื้นที่ หรือขาดการควบคุมการปฎิบัติงานที่ดีขาดความรู้ และทักษะใน การดําเนินการและจัดการปฎิบัติงานด้วยความปลอดภัย - มีการเจาะรูระหว่างบริเวณกันไฟ - ช่อง Shaft ไฟฟ้ามิได้ป้องกันด้วยวัสดุกันไฟลาม - มีการเก็บของเหลวไวไฟในบริเวณอันตราย - พนักงานไม่มีความสามารถในการตอบสนองต่อกรณีฉุกเฉินเช่น ใน กรณี LPG รั่วไหล


35 หลักสุขาภิบาลอาหารในอุตสาหกรรมอาหาร การสุขาภิบาลอาหาร (food sanitation) คือกระบวนการจัดการและควบคุมขั้นตอนต่างๆ ในการผลิต อาหาร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบการเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูปอาหาร การเก็บรักษา การขนส่งอาหาร การจำหน่าย อาหาร ในตลาด ในห้างสรรพสินค้า จนกระทั้งอาหารถึงมือผู้บริโภค โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้อาหารปลอดภัย (food safety) และมีสุขลักษณะ (hygeine) ตามมาตรฐานอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสุขาภิบาลอาหาร ได้แก่ • Good Agricultural Practice (GAP) • Good Manufacturing Practice (GMP) • Hazard Aanalysis Critical Control Point (HACCP) • British Retail Consortium Standard-Food (BRC) • สุขาภิบาลอาหารสำหรับร้านอาหาร • สุขาภิบาลอาหารสำหรับแผงลอยจำหน่ายอาหาร • สุขาภิบาลอาหารสำหรับโรงอาหาร การสุขาภิบาลอาหาร เป็นการประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันกับหลักการจัดการระบบงาน การจัดทำ เอกสารบำรุงรักษาองค์ความรู้และการจัดการที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลอาหาร ได้แก่ • จุลชีววิทยาอาหาร (food microbiologhy) • จุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) • การถนอมอาหาร (food preservation) • สุขอนามัยส่วนบุคคล (personal hygeine) • การควบคุมสัตว์รบกวน (pest control) • การจัดการของเสีย (waste management) • การออกแบบเครื่องจักร อุปกรณ์แปรรูปอย่างถูกสุขลักษณะ (hygeinic design)


36 มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (ISO 22000) ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร HACCP (Hazard Analysis and Critical Point System) เป็นระบบการจัดการเพื่อความปลอดภัยของอาหาร โดยใช้การควบคุมจุดวิกฤตที่ ต้องควบคุม (CCP) ของการผลิต ซึ่งระบบดังกล่าว ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสามารถนำไปปฏิบัติได้โดย ตลอดในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิตเบื้องต้น (Primary Producer) จนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เพื่อสร้างความมั่นใจ ในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังลดการกีดกันทางการค้าของประเทศนำเข้าอีกด้วย ระบบ HACCP ยึดหลักเกณฑ์ตามโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) ซึ่งสามารถป้องกันอันตราย หรือสิ่ง ปนเปื้อนทางชีวภาพ เคมี และกายภาพของอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเน้นการควบคุมพนักงานและ / หรือเทคนิคการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องที่จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและลดความ สำคัญของการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์สุดท้าย GMP พื้นฐานที่ดีสู่ HACCP หลักการที่จะนำ HACCP มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิผลนั้น โรงงานจำเป็น จะต้องมีการจัดทำโปรแกรมพื้นฐานด้านสุขลักษณะการผลิตอาหาร : Pre-requisite programme หรืออีกนัยหนึ่ง คือ GMP (Good Manufacturing Practices) ของโรงงานมีความสะดวกต่อการดำเนินการให้มีประสิทธิผล ดังนั้น โรงงานที่ยังไม่ได้นำระบบ HACCP มาใช้ควรเตรียมการเสียแต่เนิ่น ๆ ส่วนโรงงานที่มีการนำระบบ GMP มาใช้ใน โรงงานอยู่แล้ว จะสามารถนำระบบ HACCP ไปประยุกต์ใช้ให้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น หลักการของระบบ HACCP หลักการที่ 1 การดำเนินการวิเคราะห์อันตราย หลักการที่ 2 หาจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หลักการที่ 3 กำหนดค่าวิกฤต หลักการที่ 4 กำหนดระบบเพื่อตรวจติดตามการควบคุมจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หลักการที่ 5 กำหนดวิธีการแก้ไข เมื่อตรวจพบว่าจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่ อยู่ภายใต้ การควบคุม หลักการที่ 6 กำหนดวิธีการทวนสอบเพื่อยืนยันประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบ HACCP


37 หลักการที่ 7 กำหนดวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติและบันทึกข้อมูล ต่าง ๆ ที่ เหมาะสมตามหลักการเหล่านี้ และการประยุกต์ใช้ ประโยชน์ที่ได้รับ • เกิดผลดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค • ลดการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล • มีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างมีระบบ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่าย • ลดการกีดกันทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด • เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กร และผลิตภัณฑ์ • เป็นระบบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่สามารถขอการรับรองได้ • เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสู่ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 ISO 22000:2005 Food Safety Management System: FSMS ระบบการจัดการความปลอดภัยของ อาหาร ระบบการจัดการตัวใหม่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรม อาหารและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมาตรฐาน ISO 22000 จะครอบคลุมทั้งข้อกำหนดของ GMP, HACCP และข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการ ในองค์กร มาตรฐานดังกล่าวเน้นที่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาการจัดการความปลอดภัยของ อาหารให้มีความ ชัดเจน โดยจะเป็นที่รวมของข้อกำหนดในมาตรฐานต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อประกันความปลอดภัยของสินค้า ตลอดเส้นทางห่วงโซ่อาหาร โดยเน้นที่การสื่อสารร่วมกันระบบการจัดการและการควบคุมอันตราย มีวัตถุประสงค์ เพื่อประกันว่ามีการกำหนดรายละเอียดการตรวจสอบเพื่อความ ปลอดภัยของอาหารอย่างถูกต้องเหมาะสม และมี กระบวนการควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน โดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนร่วม ในห่วงโซ่อาหารทุกราย ให้ข้อมูลและหลักฐานตามความต้องการของลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายในด้านความเป็น ไปได้ ความจำเป็น และผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายโดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่าง ลูกค้าและ ตัวแทนจำหน่าย


38 ข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับสถานที่จำหน่ายอาหาร ข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับสถานที่จำหน่ายอาหารถูกกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันผู้บริโภคไม่ให้ ได้รับอันตรายจากอาหารปนเปื้อน ผู้ประกอบธุรกิจอาหารควรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับ “สถานที่จำหน่ายอาหาร” ในกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ซึ่งสามารถแบ่งได้ เป็น 4 หมวด ครอบคลุมฃ 5 ปัจจัยเสี่ยง (คน อาหาร อุปกรณ์ สถานที่ สัตว์และแมลงนำโรค) เป็นการช่วยลด ปัจจัยที่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยข้อกำหนดดัวกล่าวมีใจความสำคัญที่ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารต้องทราบและปฏิบัติตาม แบ่งได้ เป็น 4 หมวด ดังนี้ หมวด 1 สุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร 1.1 สถานที่จำหน่ายและบริโภคอาหาร • พื้นบริเวณที่ใช้ทํา ประกอบ หรือปรุงอาหารต้องสะอาด ทําด้วยวัสดุที่แข็งแรง ไม่ชํารุด และทําความ สะอาดง่าย • ผนังหรือเพดานต้องสะอาด ทําด้วยวัสดุที่แข็งแรง และไม่ชํารุด • ระบายอากาศได้เพียงพอ หากสถานที่จําหน่ายอาหารเป็นสถานที่สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบร่วมด้วย • มีแสงสว่างเพียงพอตามความเหมาะสมในแต่ละบริเวณ • มีที่ล้างมือและอุปกรณ์สําหรับล้างมือที่เพียงพอและถูกสุขลักษณะ • โต๊ะที่ใช้เตรียม ประกอบ ปรุงอาหาร หรือจําหน่ายอาหาร ต้องสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ทําด้วยวัสดุที่ทําความสะอาดง่ายและคงสภาพดี


39 • โต๊ะหรือเก้าอี้ที่จัดไว้สําหรับบริโภคอาหารต้องสะอาด ทําด้วยวัสดุที่แข็งแรง ไม่ชํารุด • วัตถุดิบสำหรับปรุงประกอบต้องมีภาชนะรองรับและตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 15 เซนติเมตร 1.2 ห้องน้ำ ห้องส้วม • ต้องจัดให้มีห้องส้วมที่สะอาด เพียงพอ และปลอดภัย ตามมาตรฐาน Health Accessibility (HAS) • ห้องส้วมต้องสะอาด พื้นระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขัง มีการระบายอากาศที่ดี และมีแสงสว่างเพียงพอ • มีอ่างล้างมือถูกสุขลักษณะและมีอุปกรณ์สําหรับล้างมือจํานวนเพียงพอ • ห้องส้วมต้องแยกเป็นสัดส่วน โดยประตูไม่เปิดโดยตรงสู่บริเวณที่เตรียมทําประกอบหรือปรุงอาหาร 1.3 การจัดการเกี่ยวกับมูลฝอย • ต้องมีถังขยะที่มีสภาพดี ไม่รั่วซึม ไม่ดูดซับน้ำ มีฝาปิดมิดชิด แยกเศษอาหารจากขยะประเภทอื่น และต้อง ดูแลรักษาความสะอาดถังและบริเวณโดยรอบตัวถังขยะอย่างสม่ำเสมอ 1.4 การจัดการเกี่ยวกับน้ำเสีย สัตว์แมลง และการป้องกันอัคคีภัย • ต้องมีระบบการระบายน้ำที่ดี ไม่มีน้ำขัง และไม่มีเศษอาหารตกค้างในบริเวณสถานที่จําหน่ายอาหาร • ต้องมีการแยกเศษอาหารออกจากภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ ก่อนการทําความสะอาด • ต้องมีการใช้ถังดักไขมันหรือบ่อดักไขมัน หรือการบําบัดด้วยวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่าการบําบัด ด้วยถังดักไขมัน • ต้องมีมาตรการในการป้องกันสัตว์ แมลงนําโรค และสัตว์เลี้ยง รวมไปถึงวิธีการกำจัดที่เหมาะสมไม่ใช้ สารเคมี หรือเลือกใช้บริการการกำจัดสัตว์แมลงจากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อป้องกันการปนเปื้อน สารเคมี • ต้องมีมาตรการ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือสําหรับป้องกันอัคคีภัย หมวด 2 สุขลักษณะของอาหาร กรรมวิธีการทํา ประกอบ หรือปรุง การเก็บรักษา และการจําหน่ายอาหาร


40 2.1 การจัดการเกี่ยวกับอาหารสด อาหารแห้ง และอาหารปรุงสำเร็จ • อาหารสดที่นํามาประกอบและปรุงอาหาร ต้องเป็นอาหารสดที่มีคุณภาพดี สะอาดและปลอดภัยต่อ ผู้บริโภค • อาหารสดต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม เก็บเป็นสัดส่วน และมีการปกปิด ไม่วางบนพื้นหรือบริเวณ ที่อาจทําให้อาหารปนเปื้อน โดยเนื้อสัตว์เก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส • อาหารแห้งต้องสะอาด ปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อน และมีการเก็บอย่างเหมาะสม วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร • อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปนอาหาร และสิ่งอื่นที่นํามาใช้ในกระบวนการ ประกอบหรือปรุงอาหารต้องปลอดภัย และได้มาตรฐานตามกฎหมาย • อาหารประเภทปรุงสําเร็จต้องเก็บในภาชนะที่สะอาด ปลอดภัย และมีการป้องกันการปนเปื้อน วางสูงจาก พื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร • มีการควบคุมคุณภาพอาหารประเภทปรุงสําเร็จให้สะอาด ปลอดภัยสําหรับการบริโภคตามชนิดของอาหาร โดยอาหารปรุงสำเร็จ สำหรับอาหารบริโภคเย็น เช่น สลัด ซูชิ ควรเก็บที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส 2.2 น้ำดื่ม น้ำแข็ง และน้ำใช้ • น้ำดื่มหรือเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทที่ต้องมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยต้องวางสูงจากพื้นไม่น้อย กว่า 15 เซนติเมตร • น้ำดื่มหรือเครื่องดื่มที่ไม่ได้อยู่ในภาชนะบรรจุปิดสนิท ต้องบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีการปกปิด และ ป้องกันการปนเปื้อน โดยต้องวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร • การทํา ประกอบ หรือปรุงอาหารต้องใช้น้ำที่มีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคที่กรมอนามัย กําหนดไว้ น้ำใช้ต้องเป็นน้ำประปา ยกเว้นในท้องถิ่นที่ไม่มีน้ำประปาให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพเทียบเท่า • ภาชนะบรรจุน้ำใช้ต้องสะอาด ปลอดภัย และสภาพดี • น้ำแข็งที่ใช้ต้องสะอาดและมีคุณภาพมาตรฐาน • ต้องเก็บน้ำแข็งในภาชนะที่สะอาด สภาพดี มีฝาปิด และวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และมี ปากขอบภาชนะสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ไม่วางในบริเวณที่อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อน • ใช้อุปกรณ์สําหรับคีบหรือตักน้ำแข็งโดยเฉพาะ โดยอุปกรณ์ต้องสะอาดและมีด้ามจับ • ห้ามนําอาหารหรือสิ่งของอื่นแช่เย็นรวมกับน้ำแข็งสําหรับบริโภค • ต้องไม่ระบายน้ำจากถังน้ำแข็งลงสู่พื้นบริเวณที่วางภาชนะ


41 2.3 การจัดการสารเคมี • ต้องมีการจัดการสารเคมี สารทําความสะอาด วัตถุมีพิษหรือวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่ออาหาร โดยติด ฉลากและป้ายให้เห็นชัดเจน มีคําเตือน มีคําแนะนําเมื่อเกิดอุบัติภัยจากสารดังกล่าว และการจัดเก็บต้อง แยกบริเวณเป็นสัดส่วนต่างหากจากบริเวณที่ใช้ทํา ประกอบ ปรุง จําหน่าย และบริโภคอาหาร • ห้ามนําภาชนะบรรจุอาหารมาใช้บรรจุสารเคมี สารทําความสะอาด วัตถุมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตราย ต่ออาหาร • ห้ามใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการทํา ประกอบ หรือปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหารใน สถานที่จําหน่ายอาหาร • ห้ามใช้เมทานอลหรือเมทิลแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงในการทํา ประกอบ ปรุง หรืออุ่นอาหารในสถานที่ จําหน่ายอาหาร เว้นแต่เป็นการใช้แอลกอฮอล์แข็งสําหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง หมวด 3 สุขลักษณะของภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ • ภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ต้องสะอาดและทําจากวัสดุที่ปลอดภัย เหมาะสมกับการสัมผัสอาหารแต่ละ ประเภท มีสภาพดี ไม่ชํารุด • มีการจัดเก็บภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ไว้ในที่สะอาด โดยวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร และมีการปกปิดมิดชิด • จัดให้มีช้อนกลาง สําหรับอาหารที่ต้องรับประทานร่วมกัน • ตู้เย็น ตู้แช่ ตู้อบ เตาอบ เตาไมโครเวฟ หรืออุปกรณ์เก็บรักษาและประกอบอาหาร ต้องสะอาด มีสภาพดี ไม่ชํารุด และมีประสิทธิภาพเหมาะสมในการเก็บรักษาคุณภาพอาหาร • เขียงที่ใช้ต้องสะอาด มีสภาพดี แยกใช้ระหว่างเนื้อสัตว์สุก เนื้อสัตว์ดิบ และผักผลไม้


42 • ภาชนะและอุปกรณ์รอล้างทำความสะอาด มีการแยกเศษอาหารออกก่อนการทำความสะอาด และใส่ใน ภาชนะรองรับ วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เก็บในที่ที่สามารถป้องกันสัตว์และแมลงนําโรคได้ • ภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ ล้างด้วยสารทำความสะอาด และล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้งหรือล้างด้วยน้ำ ไหล หรือใช้เครื่องล้างภาชนะอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน • มีการฆ่าเชื้อภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ ภายหลังการท้าความสะอาด เช่น ตากแดด หรือแช่น้ำร้อน หรือแช่น้ำคลอรีน หรือใช้เครื่องอบ • จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ เก็บคว่ำในภาชนะ หรือตะแกรงที่สะอาด วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร หมวด 4 สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร • ต้องมีการตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง มีหลักฐานการตรวจสุขภาพในปีนั้นให้ตรวจสอบได้ และไม่เป็น โรคติดต่อ หรือโรคน่ารังเกียจตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ โรคอหิวา โรคไข้รากสาด น้อย ไข้สุกใส โรคบิด โรคคางทูม วัณโรค โรคเรื้อน โรคผิวหนังน่ารังเกียจ และโรคตับอักเสบที่เกิดจาก ไวรัสเอ • ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อในขณะปฏิบัติงาน และหากมีโรคให้หยุด งานจนกว่าจะรักษาให้หายขาด • กรณีมีบาดแผลที่มือต้องปิดแผลให้มิดชิด และไม่ปฏิบัติงานที่มีโอกาสสัมผัสอาหาร • มีหลักฐานผ่านการอบรมตามหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารจากหน่วยงานจัดการอบรมที่กำหนด • ต้องรักษาความสะอาดของร่างกาย สวมใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์ป้องกันที่สะอาดและสามารถป้องกันการ ปนเปื้อนสู่อาหารได้ โดยสวมเสื้อมีแขน มีเครื่องแบบ และสวมหมวกหรือเน็ทคลุมผม


43 • มีสุขนิสัยที่ดี เช่น ตัดเล็บสั้น ไม่ทาสีเล็บ ไม่สูบบุหรี่ หรือการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่อ อาหารในขณะปฏิบัติงาน • ต้องล้างมือและปฏิบัติตนในการเตรียม ประกอบ ปรุง จําหน่ายและเสิร์ฟอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ และไม่ กระทําการใดๆ ที่จะทําให้เกิดการปนเปื้อนต่ออาหารหรือก่อให้เกิดโรค • ข้อควรปฏิบัติเหล่านี้เป็นเพียงการสรุปข้อควรทราบเพื่อให้สถานที่ประกอบอาหารมีความสะอาดและ ปลอดภัยจากอันตรายในอาหาร โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดหรือข้อกำหนดฉบับเต็มได้จาก กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 กิจกรรม 5ส


44 กิจกรรม 5ส เป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นระบบมีแนวปฏิบัติ ที่เหมาะสมสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไข งานและรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น ทั้งในส่วนงานด้านการผลิต และด้านการบริการ ซึ่งนำมาใช้ใน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ได้อีกทางหนึ่ง 1. สะสาง Seiri (เซริ) (ทำให้เป็นระเบียบ) คือ การแยกระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้อง ใช้ขจัดของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทิ้งไป 2. สะดวก Seiton (เซตง) = สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ให้เป็น ระเบียบสามารถหยิบใช้งานได้ทันที 3. สะอาด Seiso (เซโซ) = สะอาด (ทำความสะอาด) คือการปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ 4. สุขลักษณะ Seiketsu (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ (รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป 5. สร้างนิสัย Shitsuke (ซึทซึเคะ) = สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ4ส หรือสิ่งที่ กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย เหตุผลที่กิจกรรม 5ส ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย 5ส เป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถเข้าใจแนวทางการปฏิบัติได้ง่าย อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงเครื่องมือทำความ สะอาด ซึ่งใช้งบประมาณต่ำ ผู้ทำ 5ส ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติเป็นกลุ่มพื้นที่ ซึ่งมีส่วน สนับสนุนเรื่องการทำงานเป็นทีม สมาชิกในพื้นที่ได้ร่วมกันวางแผนและลงมือปรับปรุงพื้นที่ ปฏิบัติงานของตนเอง และกลุ่มกิจกรรม 5ส ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำให้แก่หัวหน้าพื้นที่อีกด้วยเห็นผลที่เป็นรูปธรรม พื้นที่ ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมีการจัดเก็บสิ่งของเป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้ไม่ ต้องเสียเวลาค้นหาของหรือเอกสาร การปรับปรุงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มองเห็นได้และเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้าง นิสัย และการมีวินัยในหน่วยงานการปฏิบัติกิจกรรม 5ส อย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน จะเสริมสร้างลักษณะนิสัยและความเป็น ระเบียบ วินัยให้แก่ผู้ปฏิบัติกิจกรรม สิ่งของในที่ทำงานมีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น


45 ประโยชน์ของ 5ส 5ส มีคุณค่าในการพัฒนาคนให้ปฏิบัติกิจกรรมจนเกิดเป็นนิสัยที่ดีมีวินัย อันเป็นรากฐานของระบบคุณภาพ เพราะเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้ทุกคนร่วมกันคิด ร่วมกันทำเป็นทีม ค่อยเป็นค่อยไปไม่ยุ่งยาก ไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติงาน อย่างมีระเบียบวินัยเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การดังต่อไปนี้ 1. สิ่งแวดล้อมในการทำงานดี เป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่พนักงาน 2. ลดอุบัติเหตุในการทำงาน 3. ลดความสิ้นเปลืองในการจัดซื้อวัสดุเกินความจำเป็น 4. ลดการสูญหายของวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ 5. พื้นที่การทำงานเพิ่มขึ้นจากการขจัดวัสดุที่เกินความจำเป็นออกไป 6. เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น 7. สถานที่ทำงานสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้า 8. พนักงานมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมมากขึ้น 9. สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของต่อองค์การของพนักงาน องค์ประกอบของ 5ส กิจกรรม 5ส นั้น ส.ทุกตัวจะถูกกำหนดคำนิยามไว้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้องดังนี้ ส1 : สะสาง คือการแยกของที่จำเป็นออกจากของที่ไม่จำเป็นและขจัดของที่ไม่จำเป็นออกไปโดยกำหนด ขั้นตอนไว้ 3 ขั้นตอนประกอบด้วย • สำรวจ • แยก • ขจัด


46 ส2 : สะดวก คือการจัดวางหรือจัดเก็บสิ่งของต่างๆในสถานที่ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อความ สะดวก ปลอดภัยและคงไว้ซึ่งคุณภาพประสิทธิภาพในการทำงานโดยกำหนดขั้นตอนไว้ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย • กำหนดของที่จำเป็น • แบ่งหมวดหมู่ • จัดเก็บให้เป็นระบบมีระเบียบ • บ่อยอยู่ใกล้นานๆใช้อยู่ไกล ส3 : สะอาด คือการทำความสะอาด (ปัด กวาด เช็ด ถู) เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ สถานที่และใช้ เป็น การตรวจสอบและบำรุงรักษาไปด้วยโดยกำหนดขั้นตอนไว้ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย • กำหนดพื้นที่รับผิดชอบ • ขจัดต้นเหตุของความสกปรก • ทำความสะอาดแม้แต่จุดเล็กๆ • ปัด กวาด เช็ด ถู พื้นให้สะอาด ส4 : สร้างมาตรฐาน คือการรักษามาตรฐานของความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้คงอยู่ตลอดไป • ไม่มีสิ่งของไม่จำเป็นอยู่ในพื้นที่ • ไม่มีสภาพรกรุงรัง • ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้าง ส5 : สร้างนิสัย คือการสร้างนิสัยในการมีจิตสำนึก ทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานตามระเบียบและ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดรวมทั้ง อบรมให้พนักงานรู้จักค้นคว้า และปรับปรุงสถานที่ทำงาน • Visual Control • วัดประสิทธิผลการทำ 5ส • ประกวดคำขวัญ 5ส • เปรียบเทียบภาพก่อนทำ-หลังทำ 5ส


เอกสารอ้างอิง https://isotoyou.com/index.php/article/282-emergency-food-safety.html/ ISO22000 : การ เตรียมพร้อมและการตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน https://www.waiterio.com/blog/th/kaarduuaelkhwaampl-dphaykh-ng-aahaarthiiraanaahaarkh-ngkhun/การดูแลความปลอดภัยของอาหารที่ร้านของคุณ https://shorturl.asia/36fCA/โครงสร้างหน้าที่ และความรับผิดชอบ พ.ศ. 2559 https://shorturl.asia/SjRUd/ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาคาร https://shorturl.asia/IwVFa/มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (ISO 22000) https://shorturl.asia/98CH1/สุขาภิบาลอาหาร https://humanecology.stou.ac.th/blog/foodsanitation/ข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหารสำหรับ สถานที่จำหน่ายอาหาร https://reg7.pwa.co.th/kmr7/?p=421/5 ส คืออะไร


Click to View FlipBook Version