แผนการจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระภาษาไทย
๑๗
แผนการจัดการเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๗ เข้าเมืองตาหลวิ่ ต้องหลวิ่ ตาตาม
เรอ่ื ง สานวน สุภาษิต และคาพังเพย
รหสั ท๒๑๑๐๑ ชือ่ รายวชิ า ภาษาไทยพ้ืนฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๑ ชัว่ โมง
ครูผ้สู อน นางสาวกนกภรณ์ ไชยยงค์
มาตรฐานการเรียนรู้
ท ๒.๑ ใชกระบวนการเขียนเขยี นสอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอความ และเขียนเรอ่ื งราวใน
รูปแบบตาง ๆ เขยี นรายงานขอมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคนควาอยางมปี ระสทิ ธิภาพ
ตัวช้วี ัด
ท ๔.๑ ม.๑/๖ จําแนกและใชสาํ นวนที่เปนคําพงั เพยและสุภาษิต
สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สํานวน คือ ถอ้ ยคําหรือขอ้ ความทกี่ ล่าวสืบต่อกันมาช้านาน มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมี
ความหมายอ่นื แฝงอยู่
สุภาษติ คอื ถอ้ ยคาํ ทีก่ ลา่ วแนะนาํ สง่ั สอน เตอื นสติ ด้วยหลกั ความจริง สว่ นมากเป็นคาํ
คล้องจอง มจี ดุ หมายเพื่อการส่งั สอน เตือนสติให้คิด
คําพังเพย คอื ถ้อยคาํ ที่เรียบเรียงขึ้นเป็นความหมายกลาง ๆ ไม่เน้นการส่ังสอน แต่แฝงข้อคิด
หรอื คติเตือนใจให้นําไปปฏบิ ัติได้ แต่ใชใ้ นทํานองเสียดสปี ระชดประชันเพ่อื ใหส้ ะทอ้ นความคิด
สาระการเรยี นรู้/เน้ือหายอ่ ย
ความรู้ (K)
๑. นักเรยี นมคี วามรู้ความเข้าใจเรอื่ งสาํ นวน สภุ าษิต และคําพังเพย
ทักษะ/กระบวนการ (P)
๑. นกั เรยี นสามารถจําแนกสาํ นวน สุภาษิต และคําพังเพยได้อยา่ งถูกตอ้ ง
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
๑. นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูท้ ไ่ี ดจ้ ากเรอ่ื ง สํานวน สภุ าษิต และคาํ พงั เพยไปใช้เปน็
แนวทางในการปรับใช้ในชีวิตประจาํ วนั ได้
การประเมนิ ผลรวบยอด
ชนิ้ งานหรือภาระงาน
๑. ใบงาน จาํ แนกสาํ นวน พาเพลิน
๑๘
กิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั นา
๑. ครูกล่าวทกั ทายนกั เรยี นจากนั้นครูถามนกั เรยี นวา่ มใี ครรจู้ กั สาํ นวน สภุ าษติ และ
คําพังเพย หรอื ไมแ่ ละรู้จักสํานวนอะไรบา้ ง (K, P)
๒. ครูใหน้ ักเรียนเล่นเกมตอบคําถามสํานวนไทยจากสอ่ื Plikers ทีค่ รูเตรียมไว้ ให้นกั เรยี น
ในห้องตอบโดยการหมุน Plikers ของแตล่ ะคนเพ่ือเป็นการดึงดูดความสนใจและนาํ เข้าสบู่ ทเรยี น (K, P)
ขน้ั สอน
๑. ครแู จกใบความรเู้ รือ่ ง สาํ นวน สุภาษิต และคําพังเพย ครูอธิบายประเด็นหัวข้อสํานวน
“เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหล่ิวตาตาม” ความหมายของสํานวน สุภาษิต และคําพังเพย ลักษณะสํานวน
สภุ าษติ และคาํ พังเพย คุณคา่ ทางภาษาของสํานวนไทย จากน้นั ครยู กตวั อยา่ งประกอบเพ่ือใหน้ กั เรยี น
มีความเข้าใจในเรือ่ งสาํ นวน สุภาษิต และคาํ พงั เพยมากย่ิงข้ึน โดยใช้ส่ือประกอบการสอน (K, P)
๒. ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนดว้ ยการให้นกั เรียนจําแนกชนิดของสํานวน สุภาษิต
และคําพังเพยโดยใช้ส่ือ “กระเป๋าผนังสํานวนไทย” ซ่ึงครูให้นักเรียนทุกคนช่วยกันวิเคราะห์จําแนก
สํานวน สุภาษติ และคาํ พงั เพย โดยครูช่วยอธบิ ายอีกครั้งหากนักเรยี นยงั จําแนกไมถ่ กู ต้อง (K, P)
๓. ครูแจกใบงาน ใหน้ กั เรียนทําใบงานเร่อื ง “จําแนกสํานวนพาเพลิน” ซงึ่ เปน็ ใบงานที่ให้
นักเรยี นแต่ละคนจาํ แนกสาํ นวน สุภาษติ และคําพงั เพย ครูชแี้ จงนกั เรยี นในการทาํ ใบงาน ใหน้ กั เรียนนํา
สํานวน สุภาษติ และคําพังเพยที่ครูกาํ หนดให้มาจําแนกในใบงานใหถ้ ูกต้อง (K)
๔. นักเรียนลงมือทําใบงานเร่ือง จําแนกสํานวนพาเพลิน พร้อมท้ังเตรียมตัวออกมา
นําเสนอหน้าช้ันเรียน (P)
๕. นักเรยี นส่งตัวแทนออกมานาํ เสนอใบงานทใี่ ห้นักเรยี นจาํ แนกสํานวน สภุ าษติ และ
คาํ พงั เพย ครูและนกั เรยี นรว่ มกันเฉลยใบงาน จากนน้ั ครอู ธบิ ายแนะนาํ เพิ่มเติมเก่ียวกับใบงาน (P, K)
ข้นั สรปุ
๑. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปใบงานเรอื่ ง จาํ แนกสํานวนพาเพลิน ซึ่งใบงานนจ้ี ะให้
นกั เรียนแต่ละคนจาํ แนกสาํ นวน สุภาษิต และคําพังเพย ให้ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นว่านักเรียน มีความรู้
ความเข้าใจเก่ียวกับสํานวน สุภาษิต และคําพังเพย พร้อมทั้งสามารถจําแนกสํานวน สุภาษิต และคํา
พังเพยได้อยา่ งถูกตอ้ ง (K, P)
๒. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ องค์ความรจู้ ากเร่ือง สํานวน สภุ าษิต และคําพงั เพย
ซ่งึ ความแตกตา่ งระหวา่ ง สาํ นวน กบั สุภาษิต และคําพงั เพย โดยสํานวนนั้นจะใช้คําเปรียบเทียบ เพื่อให้
เรามองเหน็ ภาพ จะไมแ่ ปลความหมายตามตวั อกั ษรโดยตรง สุภาษติ น้นั เปน็ คาํ กลา่ วที่มีคติสอนใจ
เป็นถ้อยคําที่แสดงหลักความจริงเป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัว ๆ ไป คําพังเพย ไม่เน้นการส่ังสอน แต่ใช้ใน
ทํานองเสียดสีประชดประชันเพ่ือให้สะท้อนความคิด (K) จากท่ีนักเรียนได้เรียนรู้และทําใบงาน ทําให้
นกั เรยี นได้เกิดองคค์ วามรู้ (P) และสามารถนําความรทู้ ไี่ ด้จากเรื่อง สํานวน สุภาษิต และคําพังเพยไปใช้
เปน็ แนวทางในการปรบั ใช้ในชวี ิตประจาํ วันได้ (A)
๑๙
การวดั ผลประเมนิ ผล
วิธีการวัดผลประเมินผล
๑. แบบประเมินใบงาน “จําแนกสํานวนพาเพลนิ ” เปน็ การวัดผลประเมนิ ผลนกั เรียน
รายบุคคล ซ่งึ ใชว้ ิธกี ารวดั ผลประเมินผลจากการทาํ กิจกรรมของนักเรียน โดยมปี ระเด็นในการวดั ผล
ไดแ้ ก่ มีความร้คู วามเขา้ ใจเรอ่ื งสาํ นวน สุภาษิต และคําพังเพย สามารถจําแนกสํานวน สุภาษิต และคํา
พังเพยได้ถูกต้อง ตรงต่อเวลา ความถูกต้องของการสะกดคํา และความสะอาดเรียบร้อยของใบงาน
จากน้ันนําผลการประเมินเป็นขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นและจดั การเรยี นการสอนของครใู นคร้ัง
ตอ่ ๆ ไป
๒. สังเกตการมีส่วนร่วมในช้ันเรียน ใช้วิธีการประเมินจากการร่วมกิจกรรมของนักเรียน
แต่ละคน โดยมปี ระเดน็ ในการประเมิน ได้แก่ การมีส่วนรว่ มในการวางแผน การปฏิบัติงานตามบทบาท
หนา้ ที่ การให้ความรว่ มมือในการทํากิจกรรม การแสดงความคิดเห็น การยอมรับความคิดเห็น จากนั้น
นาํ ผลการประเมินไปเปน็ ข้อมลู ในการปรับปรุงเพื่อพัฒนานักเรียนและการจัดการเรียนการสอนของครู
ในครง้ั ตอ่ ๆ ไป
เครื่องมือในการวัดผลประเมนิ ผล
๑. ใบงาน เรื่อง “จําแนกสํานวนพาเพลิน” เป็นเครื่องมือท่ีวัดความรู้ความเข้าใจของ
นักเรียนเกี่ยวกับเร่ืองสํานวน สุภาษิต และคําพังเพย (K) ซ่ึงนักเรียนสามารถจําแนกสํานวน สุภาษิต
และคําพังเพยได้อย่างถูกต้อง สะท้อนให้เห็นว่ามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ส่งผลให้นักเรียน
เกิดองค์ความรู้ (P) และสามารถนําความรู้ท่ีได้จากเรื่อง สํานวน สุภาษิต และคําพังเพย ไปใช้เป็น
แนวทางในการปรับใชใ้ นชีวติ ประจาํ วันได้ (A)
๒. แบบประเมินการมสี ่วนร่วมในช้ันเรียน ซง่ึ แบบประเมนิ ดังกลา่ วเป็นการสงั เกตนักเรียน
แตล่ ะคนในการมสี ่วนรว่ มในกระบวนการเรยี นการสอน
เกณฑ์การวัดผลและประเมินผล
๑. แบบประเมนิ ใบงาน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ รอ้ ยละ ๖๐ คดิ เปน็ ๙ คะแนน
จากคะแนนเต็ม ๑๕ อยูใ่ นระดับ ดี
๒. การมสี ่วนรว่ มในชน้ั เรียน ต้องไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขน้ึ ไป
จากคะแนนเตม็ ๑๐ จึงจะถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
ส่อื การเรยี นรู้
๑. ใบความรเู้ รือ่ ง สํานวน สุภาษิต และคาํ พงั เพย
๒. หนังสือวิวิธภาษา ม.๑
๓. สือ่ ออนไลน์ Plikers
๔. สอ่ื จ๊ิกซอว์ สาํ นวนไทย
๕. สอ่ื กระเป๋าผนงั สํานวนไทย
๒๐
ข้อเสนอแนะของหวั หน้าสถานศึกษาหรือผู้ทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ, นเิ ทศ, เสนอแนะ, รับรอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชอื่ .......................................................
()
วันท่.ี ........./...................../..............
๒๑
บันทึกหลังการจัดการเรยี นรู้
๑. ผลการจัดการเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
.................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปญั หา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชื่อ…………………………………………
( นางสาวกนกภรณ์ ไชยยงค์ )
วันท.ี่ ...../................../.......
๒๒
แบบประเมนิ ใบงาน เร่อื ง
กลมุ่ สาระการเร
ช้ันมธั ยมศ
คาชแี้ จง : ใหท้ าเครือ่ งหมาย ลง
ลา ชอ่ื -สกลุ นกั เรียนมีความรู้ นักเรียนสามารถ
ดับ ความเขา้ ใจเร่อื ง จาแนกสานวน
ท่ี สานวน สุภาษติ สุภาษิต และคา
และคาพังเพย พงั เพยไดอ้ ยา่ ง
๑๒๓ ถกู ตอ้ ง
๑๒๓
๒
ง จาแนกสานวนพาเพลนิ
รยี นรภู้ าษาไทย
ศกึ ษาปที ี่ ๑
งในชอ่ งคะแนนทีเ่ หมาะสมกับนกั เรียน
เกณฑ์การประเมนิ ความถูกต้องของ ความสะอาด
ตรงต่อเวลา การสะกดคา เรยี บร้อยของ
๑๒๓๑๒๓ ใบงาน รวม สรปุ
(๑๕)
๑๒๓
ผา่ น ไม่ผา่ น
ลงชือ่ …………………………………………
( นางสาวกนกภรณ์ ไชยยงค์ )
วันท่.ี ......../................../.........
๒๓
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๑ คะแนน ๒ คะแนน ๓ คะแนน
๑. นักเรยี นมคี วามรูค้ วาม นกั เรียนมีความรู้ มีความรคู้ วาม มคี วามรูค้ วามเข้าใจเร่อื งสาํ นวน
เขา้ ใจเรอ่ื งสาํ นวน สภุ าษติ ความเขา้ ใจเร่อื ง เขา้ ใจเร่ืองสํานวน สภุ าษิต และคําพงั เพยเป็นอยา่ ง
และคําพงั เพย สํานวน สุภาษติ สภุ าษิต และคาํ ดี
และคาํ พงั เพย พงั เพย
บางประเดน็
๒. นักเรียนสามารถจาํ แนก สามารถจําแนก สามารถจําแนก สามารถจําแนกสํานวน สภุ าษิต
สํานวน สุภาษิต และคํา สํานวน สุภาษติ สํานวน สุภาษติ และคาํ พงั เพยได้อย่างถกู ตอ้ ง
พงั เพยไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง และคาํ พงั เพยได้ และคาํ พังเพยได้
บางประเดน็
๓. ตรงต่อเวลา ส่งงานลา่ ช้ากว่า สง่ งานคอ่ นข้างตรง ส่งงานตามเวลาท่ีกําหนด
เวลาทีก่ าํ หนด ตามเวลา
๔. ความถกู ต้องของการ เขยี นสะกดคําได้ เขยี นสะกดคาํ ได้ เขยี นสะกดคําถกู ตอ้ งทุกคาํ
สะกดคํา ถูกต้องบางคํา ถูกตอ้ ง
๕. ความสะอาดเรียบร้อยของ ทาํ งานไมค่ ่อยเป็น ทาํ งานเป็นระเบียบ ทํางานสะอาดเปน็ ระเบยี บ
ใบงาน ระเบียบเรยี บรอ้ ย เรียบร้อย เรยี บร้อย
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
๑๒-๑๕ ดมี าก
๘-๑๑ ดี
๕-๗
ตํ่ากวา่ ๔ พอใช้
ปรับปรงุ
*หมายเหตุ ผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ ๖๐ คดิ เปน็ ๙ คะแนน จากคะแนนเตม็ ๑๕ อย่ใู นระดับดี
ลงช่ือ…………………………………............
(นางสาวกนกภรณ์ ไชยยงค์ )
…….……./………..……/………………
๒๔
แบบประเมนิ การ
ชน้ั มธั ย
คาชี้แจง : ใหท้ าเครอ่ื งหมาย
รายก
ท่ี ช่อื -สกุล การ ีมส่วน ่รวมในการวางแผน
การปฏิบั ิตงานตามบทบาทหน้าที่
๑๒ ๑ ๒ ๑
หมายเหตุ : เกณฑ์การมสี ่วนรว่ มในชัน้ เรยี น ต้องไดค้ ะแนนร้อยละ
การใ ้หความ ่รวม ืมอในการทารมีสว่ นร่วมในชั้นเรียน
ิกจกรรมยมศึกษาปีท่ี ๑
การแสดงความคิดเ ็หน
การยอม ัรบความ ิคดเ ็หนลงในช่องคะแนนท่เี หมาะสมกบั นกั เรียน
การประเมิน
รวม สรปุ ผล
๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน
๕๐ คอื ๕ คะแนนขน้ึ ไป จากคะแนนเตม็ ๑๐ จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์
ลงช่อื …………............…………………….ผูป้ ระเมนิ
(นางสาวกนกภรณ์ ไชยยงค์)
……...………/………....……/….........
๒๕
เกณฑก์ ารประเมนิ การมสี ่วนร่วมในชั้นเรยี น
รายการประเมิน รายละเอยี ดการให้คะแนน
๑ คะแนน คือ มีส่วนร่วมในการวางแผนกบั เพื่อนในชั้นเรยี น
การมสี ว่ นร่วมในการวางแผน บางกิจกรรม
(๒ คะแนน) ๒ คะแนน คอื มีส่วนร่วมในการวางแผนกับเพอื่ นในชัน้ เรยี น
ทกุ กจิ กรรม
การปฏิบัติงานตามบทบาทหนา้ ที่
(๒ คะแนน) ๑ คะแนน คือ ปฏบิ ตั งิ านตามบทบาทหน้าทข่ี องตนบางครัง้
๒ คะแนน คือ ปฏิบัติตามบทบาทหนา้ ทีข่ องตนได้เป็นอย่างดี
การให้ความรว่ มมือในการทํากิจกรรม
(๒ คะแนน) ๑ คะแนน คือ ใหค้ วามรว่ มมือในการทํากิจกรรมบางกิจกรรม
๒ คะแนน คือ ใหค้ วามรว่ มมือในการทาํ กิจกรรมทุกกจิ กรรม
การแสดงความคิดเห็น
(๒ คะแนน) ๑ คะแนน คือ รว่ มแสดงความคิดเหน็ ในบางประเดน็
๒ คะแนน คือ รว่ มแสดงความคิดเหน็ ในทุกประเด็น
การยอมรับความคดิ เห็น ๑ คะแนน คือ ยอมรับความคิดเหน็ ทแี่ ตกต่างในบางประเด็น
(๒ คะแนน) ๒ คะแนน คือ ยอมรบั ความคิดเหน็ ทแี่ ตกตา่ งไดใ้ นทุกประเด็น
หมายเหตุ : เกณฑ์การมีสว่ นร่วมในช้นั เรยี นตอ้ งได้คะแนนร้อยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนข้นึ ไป จากคะแนน
เตม็ ๑๐ จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ เกณฑ์การตัดสินระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผา่ น
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผ่าน
ปรบั ปรงุ
๒๖
ใบความร้เู รอื่ ง สานวน สภุ าษติ คาพังเพย
ความหมายของสานวน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน (๒๕๕๔ : ๑๒๒๗) ได้อธบิ ายความหมาย “สํานวน” ไว้ว่า
“ถ้อยคําทเี่ รยี บเรียง, โวหาร, บางทกี ใ็ ช้วา่ สาํ นวนโวหาร; ถ้อยคาํ หรือขอ้ ความท่กี ล่าวสืบตอ่ กนั มาช้านานแล้วมี
ความหมายไมต่ รงตามตวั หรอื มีความหมายอน่ื แฝงอยู่ เชน่ ปากดี ยกเมฆ”
สานวน จงึ เป็นถ้อยคาํ ทีม่ คี วามหมายไมต่ รงตามตัวอักษร เป็นคํากล่าวเชิงเปรยี บเทยี บเพื่อใชอ้ ธบิ าย
การกระทาํ พฤตกิ รรม หรอื สิ่งใดสิ่งหนง่ึ ทผ่ี ู้พดู ไม่ได้กลา่ วถงึ โดยตรง มคี วามหมายไม่ตรงรปู คํา แต่เป็นทเ่ี ข้าใจ
ความหมายกันระหว่างผ้สู ่งสารกบั ผรู้ บั สาร เช่น นํา้ ทว่ มทุ่ง ตีท้ายครัว หม้อข้าวไม่ทันดํา
ลักษณะของสานวน
สํานวน มลี ักษณะดงั นี้
๑. มลี ักษณะเปน็ ถอ้ ยคาํ ท่สี ้ัน ๆ กะทัดรัด
๒. มคี วามหมายโดยนัย ความหมายไม่ตรงตัวตาม พูดอยา่ งหน่ึงมีความหมายอีกอย่างหน่งึ
๓. ใช้ถ้อยคํากินความมาก ใชค้ ํานอ้ ยกนิ ความมาก เน้ือความมีความหมายเดน่ สั้นกระชับ
สว่ นใหญ่มาจากการเปรยี บเทียบกับ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ ประเพณี ศาสนา นยิ าย นทิ านต่าง ๆ กิรยิ าอาการ
และส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย
ตวั อย่าง
นํ้าทว่ มปาก พดู ไมอ่ อกเพราะเกรงจะมภี ยั แก่ตนเองหรือผ้อู ่นื
วัวลมื ตีน คนทีล่ มื ตัว ลมื กาํ พดื ตนเอง หย่งิ ผยองในฐานะปจั จุบัน
หาเหาใสห่ วั ไปวนุ่ วายกับเร่ืองคนอนื่ จนทําให้ตนเดือดรอ้ น
ฟงั หไู วห้ ู การรับฟงั เรื่องราวตา่ งๆ แตไ่ ม่เช่ือทง้ั หมดในทันที
๔.
ความหมายของสุภาษิต
สภุ าษติ คือ ถ้อยคําที่กลา่ วไว้เป็นคตเิ ตือนใจให้คิด ไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างคําพังเพย เป็นถ้อยคําท่ี
แสดงหลกั ความจริง เปน็ ท่ียอมรบั กนั โดยท่วั ๆ ไป สว่ นใหญม่ ีคําวา่ “อย่า” หรอื “ให้” ปรากฏในสุภาษิตน้ันด้วย เชน่
น้ําเชี่ยวอยา่ ขวางเรอื คบคนให้ดูหน้า ซื้อผา้ ให้ดูเนื้อ
๒๗
ลกั ษณะของสภุ าษติ
สภุ าษติ มีลักษณะดังน้ี
๑. ถ้อยคํามีความไพเราะ มกั ใชถ้ อ้ ยคําสละสลวย
๒. เนอ้ื ความมุง่ เนน้ ไปในทางสงั่ สอนหรอื หา้ มโดยตรง
๓. มีความหมายลึกซ้ึง มีสัมผสั คล้องจอง หรอื บางครั้งอาจใช้คําแปลกชวนใหส้ ะดดุ ใจ คิดตีความ
๔. มที ่มี าจากคําสอนทางพุทธศาสนา ธรรมะในพทุ ธศาสนา หรอื อาจนํามาจากธรรมชาติ และสิ่งตา่ ง ๆ
รอบตัว
ตัวอยา่ ง
นํ้าขน้ึ ใหร้ ีบตัก สอนให้รีบทําเมอื่ มีโอกาสดี
น้าํ ขุ่นอยใู่ น น้าํ ใสอยนู่ อก สอนให้เก็บความไมพ่ อใจเอาไว้ แสดงท่าทีเปน็ มติ ร
อยา่ ไว้ใจทาง อย่าวางใจคน สอนไม่ให้ไวใ้ จหรอื เชอื่ อะไรใครงา่ ย ๆ
พงึ เอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ สอนให้รูจ้ กั ระงับความโกรธ
ความหมายของคาพังเพย
คาพังเพย คือ ถอ้ ยคําที่กล่าวเป็นกลาง ๆ ไม่เน้นการสง่ั สอนแตแ่ ฝงให้ขอ้ คดิ โดยจะกลา่ วถึงพฤตกิ รรม
การกระทําบางอยา่ งในสถานการณ์ตา่ ง ๆ เช่น ตําน้าํ พรกิ ละลายแมน่ ้ํา
ลักษณะของคาพังเพย
คาํ พังเพย มลี ักษณะดังนี้
๑. ถ้อยคําสํานวนท่ีพูดไว้กลาง ๆ เพอื่ ชวนให้คิด
๒. ไม่เนน้ การสัง่ สอน กล่าวถึงพฤตกิ รรม หรือธรรมชาตริ อบตวั
๓. เป็นถอ้ ยคาํ ที่เป็นขอ้ สรุปการกระทําหรือพฤติกรรมทว่ั ไป
๔. มลี กั ษณะตชิ มหรือแสดงความเห็นในตัวมีที่มาจากนทิ าน ตาํ นาน วรรณคดี
ตัวอยา่ ง
ทองไมร่ ู้รอ้ น ทาํ ตวั ไม่มีความร้สู ึก ไมม่ ปี ฏิกริ ิยา
ทาํ คณุ บูชาโทษ ทําความดแี ตก่ ลับไดร้ ับส่ิงไมด่ ตี อบแทน
รําไม่ดโี ทษปี่โทษกลอง ตนเองทําผิด แต่โทษว่าเป็นความผิดของผอู้ ืน่
มือไมพ่ าย เอาเท้ารานาํ้ ตนเองไมช่ ว่ ยทาํ แล้วยงั ขดั ขวางการทํางานของผูอ้ ่นื
๒๘
๒๙
๓๐
๓๑
๓๒
ใบงาน จาแนกสานวนพาเพลนิ
คาช้แี จง ให้นกั เรียนพิจารณาขอ้ ความทก่ี ําหนด แล้วนํามาจําแนกลงในตารางให้ถกู ตอ้ ง
ตีท้ายครัว แกว่งเท้าหาเส้ียน ทําดีได้ดี ทาํ ชั่วได้ชั่ว
นํา้ ข้ึนให้รีบตัก ถ่านไฟเก่า ตาบอดได้แว่น
ทํานาบนหลงั คน ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแตง่ คลมุ ถุงชน
ฟงั หไู วห้ ู คบั ท่ีอยไู่ ด้ คบั ใจอยูย่ าก ฆา่ ควายเสยี ดายพริก
ราํ ไม่ดีโทษปโ่ี ทษกลอง อย่าไวใ้ จทาง อยา่ วางใจคน ฝนตกไมท่ ว่ั ฟ้า
สำนวน สภุ ำษิต คำพงั เพย
ช่ือ-สกุล................................................................................................................ชัน้ ......................เลขที่........................
๓๓
เฉลยใบงาน จาแนกสานวนพาเพลิน
คาช้แี จง ให้นักเรียนพจิ ารณาขอ้ ความท่ีกําหนด แลว้ นํามาจาํ แนกลงในตารางให้ถกู ต้อง
ตีท้ายครัว แกว่งเท้าหาเส้ียน ทาํ ดีได้ดี ทาํ ช่ัวได้ช่ัว
นา้ํ ขึ้นให้รีบตัก ถ่านไฟเก่า ตาบอดได้แว่น
ทํานาบนหลงั คน ไกง่ ามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง คลุมถุงชน
ฟงั หูไว้หู คบั ที่อย่ไู ด้ คับใจอยูย่ าก ฆา่ ควายเสียดายพริก
รําไมด่ โี ทษปี่โทษกลอง อยา่ ไว้ใจทาง อย่าวางใจคน ฝนตกไมท่ ว่ั ฟ้า
สำนวน สภุ ำษิต คำพงั เพย
ตีทา้ ยครวั
ถา่ นไฟเก่า ทาดไี ด้ดี ทาชว่ั ได้ชว่ั แกวง่ เทา้ หาเส้ยี น
คลมุ ถงุ ชน นา้ ขึน้ ใหร้ ีบตกั ตาบอดไดแ้ วน่
ฟงั หไู วห้ ู ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ทานาบนหลงั คน
ฝนตกไม่ท่ัวฟ้า คบั ท่อี ยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ฆ่าควายเสียดายพริก
อย่าไว้ใจทาง อยา่ วางใจคน ราไม่ดีโทษปโี่ ทษกลอง
๓๔
คมู่ ือการใช้ส่อื
๓๕
ค่มู ือการใชส้ อ่ื
๑. สอื่ Plikers สานวนไทย
ส่อื การสอน “Plikers สานวนไทย”
Plikers สาํ นวนไทย เป็นสอ่ื ออนไลน์ท่ีใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยท่ี ๗ เข้าเมือง
ตาหลว่ิ ตอ้ งหล่วิ ตาตาม เรื่อง สาํ นวน สภุ าษติ และคําพังเพย ซึง่ ใช้เป็นส่ือประกอบกจิ กรรมในขั้นนําเข้า
สบู่ ทเรยี น โดยครูแจก QR Code Plikers ใหน้ กั เรยี นทกุ คน ครูอธิบายการใช้ Plikers ให้นักเรียนเข้าใจ
จากนั้นครูให้นักเรียนตอบคําถามโดยการหมุน Plikers ตามคําตอบท่ีต้องการ ครูใช้โทรศัพท์มือถือใน
การสแกน QR Code ผ่านแอพ Plikers เม่ือนักเรียนทุกคนตอบครบแล้วครูจึงเฉลยคําตอบจากการทํา
กิจกรรม
วิธีการใช้ส่อื
๑. ครแู จก QR Code Plikers ให้นกั เรยี นทกุ คน
๒. ครอู ธิบายการใช้ Plikers ใหน้ กั เรยี นเข้าใจ
๓. นกั เรยี นตอบคาํ ถามโดยการหมุน Plikers ตามคําตอบท่ีตอ้ งการ
๔. ครูใชโ้ ทรศพั ท์มอื ถือในการสแกน QR Code ผ่านแอพ Plikers
๕. ครูสรปุ คําตอบของนกั เรียนแลว้ จึงเข้าสู่บทเรยี นในขน้ั ต่อไป
๓๖
๒. สื่อ จิ๊กซอว์ สานวนไทย
สอ่ื การสอน “จิ๊กซอว์ สานวนไทย”
จิ๊กซอว์ สํานวนไทย เป็นส่ือประดิษฐ์ท่ีครูใช้เป็นส่ือประกอบกิจกรรมในขั้นสอนหลังจากครู
อธิบายเนอ้ื หาเสร็จ โดยครูจะใหน้ ักเรียนแบง่ กลุม่ ออกเป็น ๕ กลมุ่ ครูแจกจ๊ิกซอว์ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
ช่วยกนั ตอ่ จก๊ิ ซอวส์ ํานวนไทยใหเ้ สร็จก่อน แลว้ ให้นักเรียนหาความหมายของสํานวนท่ีกลุ่มตัวเองได้ จาก
สื่อกระเปา๋ ผนงั ทคี่ รูเตรียมไว้ กลุ่มไหนเสร็จก่อนครูมีรางวัลให้ จากน้ันครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอธิบาย
ความหมายสํานวนของกลุม่ ตัวเองท่ไี ด้รบั ให้เพอ่ื นฟงั
วิธีการใชส้ อื่
๑. ครูจะให้นกั เรยี นแบง่ กลุ่มออกเป็น ๕ กล่มุ
๒. ครแู จกจกิ๊ ซอว์ให้นักเรยี นแต่ละกล่มุ ช่วยกนั ต่อจิ๊กซอว์สํานวนไทยให้เสร็จ
๓. ให้นักเรยี นหาความหมายของสํานวนที่กล่มุ ตัวเองได้ จากสื่อกระเป๋าผนังทีค่ รูเตรียมไว้
๔. ครูให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มอธบิ ายความหมายสาํ นวนของกลุ่มตัวเองท่ีไดร้ ับใหเ้ พ่อื นฟงั
๓๗
๓. ส่อื กระเป๋าผนงั สานวนไทย
สื่อการสอน “กระเป๋าผนัง สานวนไทย”
กระเป๋าผนัง สํานวนไทย เป็นสื่อประดิษฐ์ที่ครูใช้เป็นสื่อประกอบกิจกรรมในหลังจากครู
อธบิ ายเน้อื หาเสร็จกอ่ นท่ีจะให้นักเรยี นทําใบงาน ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นด้วยการให้นักเรียน
จาํ แนกชนิดของสํานวน สุภาษติ และคาํ พังเพยโดยใช้สื่อ กระเป๋าผนัง สํานวนไทย ซึ่งครูให้นักเรียนทุก
คนช่วยกันวิเคราะห์จําแนกสํานวน สุภาษิตและคําพังเพย โดยครูช่วยอธิบายอีกครั้งหากนักเรียนยัง
จําแนกไมถ่ กู ตอ้ ง
วิธกี ารใช้สื่อ
๑. ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนดว้ ยการใหน้ กั เรยี นจําแนกชนดิ ของสาํ นวนสภุ าษิตและ
คาํ พงั เพยโดยใช้สอื่ กระเป๋าผนัง สํานวนไทย
๒. ครูใหน้ กั เรียนทกุ คนช่วยกนั วเิ คราะหจ์ ําแนกสาํ นวนสุภาษติ และคาํ พงั เพย
๓. ครูช่วยอธบิ ายอีกครง้ั หากนักเรยี นยงั จาํ แนกไมถ่ ูกตอ้ ง
๓๘