ทศชาติชาดก “พระเตมีย์”
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์( E-book ) โครงงานวิชา ภาษาไทยเพื่ออาชีพ วรรณคดีไทยเรื่อง “ ทศชาติชาดก พระเตมีย์ ” ผู้จัดทำ นาย ณัฏฐ์ ธราพันธุ์ไชย คุณครูที่ปรึกษา คุณครู อุทัยวรรณ สามิภักดิ์ศิลป์ โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 12 ผู้ตรวจทาน นาย ธนวิน เอี่ยมนำ สิน นาย อชิระ บุญฟองมณี
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์( E-book ) เล่มนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ และความเข้าใจเนื้อหาวรรณคดี “ ทศชาติชาดก พระเตมีย์ ” ทางผู้จัดทำ ได้รวบรวมเนื้อหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้ง ห้องสมุดของทางโรงเรียน สื่อออนไลน์ หรืออาจารย์ผู้สอน ฯลฯ ผู้นำ เสนอได้นำ ความรู้ที่สืบค้นมานำ เสนอในรูปแบบของ อิเล็กหรอนิกส์ เพราะเป็นสื่อความรู้ที่เข้าถึงง่าย แพร่หลาย และทันสมัย ผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์( E-book ) เล่มนี้ จะมอบความรู้ความเข้าใจให้แก่ท่าน ไม่มากก็น้อย คำ นำ ผู้จัดทำ นาย ณัฏฐ์ ธราพันธุ์ไชย
คำ นำ สารบัญ ตัวละคร ประวัติความเป็นมา เนื้อเรื่องย่อ เนื้อเรื่อง สรุป สารบัญ - - - 1 2 3-11 12
ตัวละคร พระเตมีย์ พระเจ้ากาสิกราช พระนางจันทรเทวี พราหมณ์
ชาดก คือเรื่องเล่าที่นำ เอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอธิบายโดยผูกเรื่อง ให้สนุกสนาน ช่วยให้จำ ได้ง่าย ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีชาดก 10 เรื่อง เรียกว่า "ทศชาดก" เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่เสวยพระชาติในอดีตตามคติทางพุทธศาสนา การเสวยพระชาติของพระองค์แต่ละครั้งเป็นโอกาสให้พระองค์ได้สร้างบุญบารมี ที่จะส่งผลให้พระองค์สำ เร็จพระโพธิญาณเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าชาดก 10 เรื่อง ได้แก่ เตมียชาดก ที่เรารู้จักกันว่า "พระเตมีย์ใบ้" เรื่องราวในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบำ เพ็ญเนกขัมมบารมี โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน (เนกขัมมะ หมายถึง การออกจากกาม, การออกบวช) ในพระชาตินี้ พระโพธิสัตว์ทรงสละราชสมบัติ เพื่อออกผนวชบำ เพ็ญเนกขัมมบารมี โดยไม่อาลัยอาวรณ์กับความสุขทางโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทำ ได้ยากยิ่ง แต่ที่พิเศษ ยิ่งกว่านั้นก็คือ ทรงใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดตลอดเวลา ๑๖ ปี กว่าจะบรรลุ เป้าหมายในการออกผนวช ดังนั้น การบำ เพ็ญเนกขัมมบารมีของพระองค์จึงเป็น สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาสามัญยากจะทำ ได้ เข้าทำ นองว่า “ยอมตาย ไม่ยอมเป็นทาสกิเลสกาม” นั่นเอง 1 ประวัติความเป็นมา
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ โอรสของพระเจ้ากาสิกราช แห่งกรุงพาราณสี เมื่อพระชนมายุเพียง 1 เดือน ก็ทรงตระหนักว่าการเป็นกษัตริย์ ต้องทำ บาป ต้องสั่งลงโทษผู้อื่นที่ทำ ผิด จึงอธิษฐานทำ ตนเป็นใบ้ และง่อยเปลี้ย เสียขา พระบิดาจึงให้โหรหลวงทำ นาย ได้ความว่า พระองค์เป็นกาลกิณีแก่ราชวงศ์ ให้นำ ไปฝังทั้งเป็นแต่ก่อนที่พระองค์จะถูกฝังก็แสดงพระองค์ว่าไม่ได้เป็นคนพิการ ทรงเดินได้เป็นปกติ และยังยกรถด้วยพละกำ ลังอันเป็นพระบารมี และเล่าความจริง ให้สารถีที่กำ ลังขุดหลุมเพื่อฝังพระองค์ฟัง ว่าพระองค์ไม่ต้องการเสวยราชสมบัติ จึงแกล้งทำ เป็นคนพิการ ต่อจากนั้นได้เสด็จออกบวช ชาดกเรื่องนี้ เน้นให้เห็นการบำ เพ็ญ "เนกขัมบารมี" คือละทิ้งราชสมบัติเป็นหลัก 2 เนื้อเรื่องย่อ
พระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้ากาสิกราช ครองเมืองชื่อว่า พาราณสี มีพระมเหสีพระนามว่า จันทรเทวี พระราชาไม่มีพระราชโอรสที่จะ ครองเมืองต่อจากพระองค์ จึงโปรดให้พระนางจันทรเทวีทำ พิธีขอพระโอรส จากเทพเจ้า พระนางจันทรเทวีจึงทรงอธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าได้รักษาศีล บริสุทธิ์ตลอดมา ขอให้บุญกุศลนี้บันดาลให้ข้าพเจ้ามีโอรสเถิด" ด้วยอานุภาพแห่งศีลบริสุทธิ์ พระนางจันทรเทวีทรงครรภ์ และประสูติพระโอรส สมดังความปราถนา พระโอรส มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ทั้งพระราชาพระมเหสี และ ประชาชนทั้งหลาย มีความยินดีเป็นที่สุด พระราชาจึงตั้งพระนามโอรสว่า เตมีย์ แปลว่า เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย บรรดาพราหมณ์ผู้รู้วิชาทำ นายลักษณะบุคคล ได้กราบทูล พระราชาว่า พระโอรสองค์นี้มีลักษณะประเสริฐ เมื่อเติบโตขึ้น จะได้เป็นพระราชาธิราชของมหาทวีปทั้งสี่ พระราชาทรงยินดี เป็นอย่างยิ่ง และ ทรงเลือกแม่นมที่มีลักษณะดีเลิศตามตำ รา จำ นวน 64 คน เป็นผู้ปรนนิบัติเลี้ยงดู พระเตมีย์กุมาร วันหนึ่ง พระราชาทรงอุ้มพระเตมีย์ไว้บนตักขณะที่กำ ลังพิพากษาโทษผู้ร้าย 4 คน พระราชาตรัสสั่งให้เอาหวาย ที่มีหนามแหลมคมมาเฆี่ยนผู้ร้ายคนหนึ่ง แล้วส่งไป ขังคุกให้เอาฉมวกแทงศีรษะผู้ร้ายคนที่สาม และให้ใช้หลาวเสียบผู้ร้ายคนสุดท้าย พระเตมีย์ซึ่งอยู่บนตักพระบิดาได้ยินคำ พิพากษาดังนั้น ก็มีความตกใจหวาดกลัว ทรงคิดว่า "ถ้าเราโตขึ้นได้เป็นพระราชา เราก็คงต้องตัดสินโทษผู้ร้ายบ้างและ คงต้องทำ บาป เช่นเดียวกันนี้เมื่อเราตายไป ก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน" 3 เนื้อเรื่อง
เนื่องจากพระเตมีย์เป็นผู้มีบุญจึงรำ ลึกชาติได้และทรงทราบว่าในชาติก่อนได้เคย เป็นพระราชาครองเมืองและได้ตัดสินโทษผู้ร้ายอย่างเดียวกันนี้ พระองค์ได้เสวย ราชสมบัติในกาลนั้น 20 ปี แล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในนรก 80000 ปี ได้รับ ความทุกข์ทรมาณเป็นอันมาก พระเตมีย์ทรงมีความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ทรงรำ พึงว่า "ทำ อย่างไร หนอ เราจึงจะไม่ต้องทำ บาป และไม่ต้องตกนรกอีก" ขณะนั้นเทพธิดาที่รักษาเศวตฉัตรได้ยินคำ รำ พึงของพระเตมีย์จึงปรากฏกาย ให้พระองค์เห็นและแนะนำ พระเตมีย์ว่า "หากพระองค์ทรงหวั่นที่จะกระทำ บาป ทรงหวั่นเกรงว่าจะตกนรก ก็จงทำ เป็น หูหนวก เป็นใบ้ และเป็นง่อยเปลี้ย อย่าให้ชนทั้งหลายรู้ว่าพระองค์เป็นคนฉลาด เป็นคนมีบุญ พระองค์ จะต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะได้รับความเดือดร้อนอย่างใด ก็ต้องแข็งพระทัย ต้องทรงต่อสู้กับพระทัยตนเองให้จงได้ อย่ายอมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใด มาชักจูงใจ พระองค์ไปจากหนทางที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้" พระเตมีย์กุมารได้ยินเทพธิดาว่าดังนั้นก็ดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งจึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ต่อไปนี้ เราจะทำ ตนเป็นคนใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ย ไม่ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น เราก็จะไม่ละความตั้งใจเป็นอันขาด" 4
นับแต่นั้นมา พระเตมีย์ก็ทำ พระองค์เป็นคนหูหนวกเป็นใบ้ และเป็นง่อย ไม่ร้อง ไม่พูด ไม่หัวเราะ และไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลย พระราชาและพระมเหสี ทรงมีความวิตกกังวลในอาการของพระโอรส ตรัสสั่งให้พี่เลี้ยงและแม่นมทดลอง ด้วยอุบายต่างๆ เช่น ให้อดนม พระเตมีย์ก็ทรงอดทน ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงความ หิวโหย ครั้นพระราชาให้พี่เลี้ยงเอาขนมล่อ พระเตมีย์ก็ไม่สนพระทัย นิ่งเฉย ตลอดเวลา พระราชาทรงมีความหวังว่า พระโอรสคงไม่ได้หูหนวก เป็นใบ้ และ ง่อยเปลี้ยจริง จึงโปรดให้ทดลอง ด้วยวิธีต่างๆเป็นลำ ดับ เมื่ออายุ 2 ขวบ เอาผลไม้ มาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย อายุ 4 ขวบ เอาของเสวยรสอร่อยมาล่อ พระกุมาร ก็ไม่สนพระทัย อายุ 5 ขวบ พระราชาให้เอาไฟมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่แสดงความตกใจ กลัว อายุ 6 ขวบ เอาช้างมาขู่ อายุ 7 ขวบ เอางูมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่หวาดกลัว ไม่ถอยหนีเหมือนเด็กอื่นๆ พระราชาทรงทดลองด้วยวิธีการต่างๆเรื่อยมา จนพระเตมีย์ อายุได้ 16 พรรษา ก็ไม่ได้ผล พระเตมีย์ยังทรงทำ เป็นหูหนวก ทำ เป็นใบ้ และไม่เคลื่อนไหวเลย ตลอดเวลา 16 ปี ในที่สุด พระราชาก็ให้หาบรรดาพราหมณ์และที่ปรึกษาทั้งหลายมาและตรัสถามว่า "พวกเจ้าเคยทำ นายว่าลูกเราจะเป็น ผู้มีบุญ เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อลูกเรามี อาการเหมือนคน หูหนวก เป็นใบ้ และเป็น ง่อยเช่นนี้ เราจะทำ อย่างไรดี" พราหมณ์และที่ปรึกษาพากันกราบทูลว่า "เมื่อตอนที่ประสูตินั้นพระโอรส มีลักษณะเป็นผู้มีบุญ แต่บัดนี้ เมื่อได้กลับกลายเป็น คนหูหนวก เป็นใบ้ เป็นง่อย ก็กลายเป็นกาลกิณีจะทำ ให้บ้านเมืองและประชาชน เดือดร้อน ขอให้พระองค์สั่งให้นำ พระโอรสไปฝังที่ป่าช้าเถิดพะย่ะค่ะ จะได้สิ้นอันตราย" 5
พระราชาได้ยินดังนั้นก็ทรงเศร้าพระทัยด้วยความรักพระโอรส แต่ก็ไม่อาจแก้ไข อย่างไรได้เพราะเป็นห่วงบ้านเมืองและ ประชาชน จึงต้องทรงทำ ตามคำ กราบ ของพราหมณ์และที่ปรึกษาทั้งหลาย พระนางจันทเทวีทรงทราบว่าพระราชา ให้นำ พระโอรสไปฝังที่ป่าช้าก็ทรงร้องไห้คร่ำ ครวญว่า "พ่อเตมีย์ลูกรักของแม่ แม่รู้ว่าลูกไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ไม่ใช่คนหูหนวก ไม่ใช่คนใบ้ ลูกอย่าทำ อย่างนี้เลย แม่เศร้าโศกมา ตลอดเวลา 16 ปีแล้ว ถ้าลูกถูกนำ ไปฝัง แม่คงเศร้าโศกจนถึงตายได้นะลูกรัก" พระเตมีย์ได้ยินดังนั้นก็ทรงสงสารพระมารดาเป็นอันมาก ทรงสำ นึกในพระคุณ ของพระมารดา แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงรำ ลึกว่า พระองค์ตั้งพระทัยไว้ว่า จะไม่ทำ การใดที่จะทำ ให้ต้องไปสู่นรกอีก จะไม่ทรงยอมละความตั้งใจที่จะทำ เป็น ใบ้ หูหนวก และเป็นง่อย จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาชักจูงใจพระองค์ ไปจากหนทางที่ทรง วางไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด พระราชาจึงตรัสสั่งให้นายสารถีชื่อ สุนันทะ นำ พระเตมีย์ขึ้นรถเทียมม้าพาไปที่ ป่าช้าผีดิบ ให้ขุดหลุมแล้วเอาพระเตมีย์โยนลงไปในหลุมเอาดินกลบเสียให้ตาย นายสุนันทะจึงทรงอุ้มพระเตมีย์ขึ้นรถเทียมม้าพาไปที่ป่าช้าผีดิบเมื่อไปถึงป่าช้า นายสุนันทะก็เตรียม ขุดหลุมจะฝังพระเตมีย์ พระเตมีย์กุมารประทับอยู่บนราชรถ ทรงรำ พึงว่า "บัดนี้เราพ้นจากความทุกข์ ว่าจะต้องเป็นพระราชา พ้นความทุกข์ว่าจะต้องทำ บาป เราได้อดทนมาตลอดเวลา 16 ปี ไม่เคยเคลื่อน ไหวร่างกายเลย เราจะลองดูว่า เรา ยังคงเคลื่อนไหวได้หรือไม่ มีกำ ลังร่างกายสมบูรณ์หรือไม่" 6
รำ พึงแล้ว พระเตมีย์ก็เสด็จลงจากราชรถ ทรงเคลื่อนไหวร่างกาย ทดลองเดินไปมา ก็ทราบว่า ยังคงมีกำ ลังร่างกายสมบูรณ์เหมือนคนปกติ จึงทดลองยกราชรถ ก็ปรากฏว่าทรงมีกำ ลังยกราชรถขึ้นกวัดแกว่ง ได้อย่างง่ายดาย จึงทรงเดินไปหา นายสุนันทะที่กำ ลังก้มหน้าก้มตาขุดหลุมอยู่ พระเตมีย์ตรัสถาม นายสุนันทะว่า "ท่านเร่งรีบขุดหลุมไปทำ ไม" นายสุนันทะตอบ คำ ถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นดูว่า "เราขุดหลุมจะฝังพระโอรส ของพระราชา เพราะพระโอรสเป็นง่อย เป็นใบ้ และ หูหนวก พระราชาตรัสสั่งให้ฝังเสีย จะได้ไม่เป็นอันตรายแก่บ้านเมือง" พระเตมีย์จึงตรัสว่า "เราไม่ได้เป็นใบ้ ไม่ได้หูหนวก และไม่ง่อยเปลี้ย จงเงยขึ้นดูเราเถิด ถ้าท่านฝังเราเสีย ท่านก็จะประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม" นายสารถีเงยขึ้นดู เห็นพระเตมีย์ก็จำ ไม่ได้ จึงถามว่า "ท่านเป็นใคร ท่านมีรูปร่างงามราวกับเทวดา ท่านเป็นเทวดาหรือ หรือว่าเป็นมนุษย์ ท่านเป็นลูกใคร ทำ อย่างไรเราจึงจะรู้จักท่าน" 7
พระเตมีย์ตอบว่า "เราคือเตมีย์กุมาร โอรสพระราชา ผู้เป็นนายของท่าน ถ้าท่านฝังเราเสีย ท่านก็จะได้ชื่อว่า ทำ สิ่งที่ไม่เป็นธรรม พระราชาเปรียบเหมือนต้นไม้ ตัวเรา เปรียบเหมือนกิ่งไม้ ท่านได้อาศัยร่มเงาไม้ ถ้าท่านฝังเราเสีย ท่านก็ได้ชื่อว่า ทำ สิ่งที่ไม่เป็นธรรม" นายสารถียังไม่เชื่อว่าเป็นพระกุมารที่ตนพามา พระเตมีย์ทรงประสงค์จะให้ นายสารถีเชื่อจึงตรัสอธิบายทรงอธิบายว่า "ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตรจะไปที่ได ก็มีคนคบหามาก จะไม่อดอยาก ไปที่ใดก็มีผู้สรรเสริญ บูชา โจรจะไม่ข่มเหง พระราชาไม่ดูหมิ่น จะเอาชนะศัตรูทั้งปวงได้ ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตร เมื่อมาถึงบ้านเรือนของตน หมู่ญาติและประชาชน จะพากันชื่นชมยกย่อง ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตร ย่อมได้รับการสักการะ เพราะเมื่อสักการะท่านแล้ว ย่อมได้รับ การสักการะตอบ เมื่อเคารพบูชาท่านแล้ว ย่อมได้รับการเคารพตอบ ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟรุ่งโรจน์ ดังเทวดา เป็นผู้มีมิ่งขวัญสิริมงคลประจำ ตน อยู่เสมอ ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตร จะทำ การใดก็สำ เร็จผล โคจะมีลูกมาก หว่านพืชลงในนา ก็จะงอกงาม แม้จะพลัดตกเหว ตกจากภูเขา ตกจากต้นไม้ ก็จะไม่เป็นอันตราย ผู้ไม่ทำ ร้ายมิตร ศัตรูไม่อาจข่มเหงได้ เพราะเป็นผู้มีมิตรมาก เปรียบเหมือน ต้นไทรใหญ่ที่มีราก ติดต่อพัวพัน ลมแรงก็ไม่อาจทำ ร้ายได้ " 8
นายสารถีได้ยินพระเตมีย์ตรัสยิ่งเกิดความสงสัยจึงเดินมาดูที่ราชรถก็ไม่เห็น พระกุมารที่ตนพามา ครั้นเดิน กลับมาพินิจพิจารณาพระเตมีย์อีกครั้งก็จำ ได้ จึงทูลว่า "ข้าพเจ้าจะพาพระองค์กลับวัง ขอเชิญเสด็จกลับไปครองพระนครเถิด" พระเตมีย์ตรัสตอบว่า " เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว เราได้ตัดขาดจากความยินดีในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง 16 ปี อันราชสมบัติทั้งพระนคร และ ความสุข ความรื่นเริงต่างๆ เป็นของน่าเพลิดเพลิน แต่าเราไม่ปรารถนาจะหลง อยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำ บาปอีก เราจะไม่ก่อเวร ให้เกิดขึ้นอีกแล้ว บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว เพราะพระบิดาพระมารดา ปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว เราพ้นจากความหลงใหล ในกิเลสทั้งหลาย เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำ พัง เราต่อสู้ได้ชัยชนะในจิตใจของเราแล้ว" เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมีย์กุมารมีความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง รำ พึงกับพระองค์เองว่า "ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำ เร็จด้วยดี" 9
นายสุนันทะสารถีได้ฟังก็เกิดความยินดี ทูลพระเตมีย์ว่า จะขอบวชอยู่กับพระเตมีย์ ในป่า แต่พระองค์ เห็นว่า หากนายสารถีไม่กลับไปเมือง จะเกิดความสงสัยว่า พระองค์หายไปไหน ทั้งนายสารถี ราชรถ เครื่องประดับทั้งปวงก็สูญหายไป ควรที่นายสารถีจะนำ สิ่งของทั้งหลายกับไปพระราชวัง ทูลเรื่องราวให้พระราชาทรง ทราบเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมา บวชเมื่อหมดภาระ นายสุนันทะจึง กลับไปกราบทูลพระราชาว่า พระเตมีย์กุมาร มิได้วิกลวิการ แต่ทรงมีรูปโฉมงดงาม และ ตรัสได้ไพเราะ เหตุที่แสร้งทำ เป็นคนพิการก็เพราะไม่ปรารถนาจะครองราช สมบัติ ไม่ปรารถนาจะก่อเวรทำ บาปอีกต่อไป เมื่อพระราชาและพระมเหสีได้ทรงทราบ ก็ทรงปลื้มปิติยินดี โปรดให้จัดกระบวน ไปรับพระเตมีย์กลับจากป่า ขณะนั้น พระเตมีย์ทรงผนวชแล้ว ประทับอยู่ใน บรรณศาลาซึ่งเทวดา เนรมิตไว้ให้ เมื่อพระบิดา พระมารดาเสด็จไปถึง พระเตมีย์จึงเสด็จมาต้อนรับ ทักทายปราศรัยกันด้วยความยินดี พระราชาเห็น พระโอรสผนวชเป็นฤาษี เสวยใบไม้ลวก เป็นอาหาร และประทับอยู่ลำ พังในป่า จึงตรัสถามว่าเหตุใด จึงยังมีผิวพรรณผ่องใส ร่างกายแข็งแรง พระเตมีย์ตรัส ตอบพระบิดาว่า "อาตมามีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส เพราะไม่ต้องเศร้าโศกถึงอดีต ไม่ต้องรอคอยอนาคต อาตมาใช้ชีวิตให้เป็นไปตามที่สมควรในปัจจุบัน คนพาลนั้นย่อมซูบซีดเพราะมัวโศกเศร้าถึงอดีต เพราะมัวรอคอยอนาคต" 10
"ลูกยังหนุ่มยังแน่นแข็งแรง จะมามัวอยู่ทำ อะไรในป่า กลับไปบ้านเมืองเถิดกลับ ไปครองราชสมบัติ มีโอรสธิดา เมื่อชราแล้วจึงค่อยมาบวช" พระเตมีย์ตรัสตอบว่า "การบวชของคนหนุ่มย่อมเป็นที่สรรเสริญ ใครเล่าจะนอนใจได้ว่ายังเป็นหนุ่ม ยังอยู่ไกลจากความตาย อายุคนนั้นสั้นนัก เหมือนอายุของปลาในเวลาที่น้ำ น้อย" พระราชาตรัสขอให้พระเตมีย์กลับไปครองราชสมบัติ ทรงกล่าวชักชวนให้นึกถึง ความสุขสบายต่างๆ พระเตมีย์จึงตรัสตอบว่า "วันคืนมีแต่จะล่วงเลยไป ผู้คนมีแต่จะแก่ เจ็บและตาย จะเอาสมบัติไปทำ อะไร ทรัพย์สมบัติและความสุขทั้งหลายเอาชนะความตายไม่ได้ อาตมาพ้นจาก ความผูกพันทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องการทรัพย์สมบัติอีกแล้ว" เมื่อพระราชาได้ยินดังนั้น จึงเห็นประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง ในการออกบวช ทรงประสงค์ ที่จะละทิ้งราชสมบัติออกบวช พระมเหสี และเสนาข้าราชบริพารทั้งปวง รวมทั้ง บรรดาประชาชนทั้งหลายในเมืองพาราณสี ก็พร้อมใจกันออกบวช บำ เพ็ญเพียร โดยทั่วหน้ากัน เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ พ้นจากความผูกพัน ในโลกมนุษย์ ทั้งนี้เป็นด้วยพระเตมีย์กุมาร ทรงมีความอดทนมีความตั้งใจ อันมั่นคงแน่วแน่ ในการที่ไม่ก่อเวร ทำ บาป ทรงมุ่งมั่นอดทน จนประสบผลสำ เร็จดังที่หวัง เหมือนดังที่ทรงรำ พึงว่า " ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำ เร็จด้วยดี " 11
โดยสรุปแล้ว การกระทำ ของพระเตมีย์นั้น มีเหตุผลคือความเกรงกลัวต่อนรก ที่ทำ ให้พระเตมีย์เลือกที่จะแสดงว่าตนนั้นเป็นใบ้ หูหนวก พิการ เพื่อไม่ให้ตนต้อง เข้าเป็นกษัตริย์ และกระทำ บาปเหมือนพ่อของตน ถึงสุดท้ายพระเตมีย์จะบรรลุ จากความอดกลั้นอดทนของตนเอง แต่การกระทำ ของพระเตมีย์ก็ส่งผลหลายอย่าง ก่อนจะมาถึงท้ายที่สุด ทั้งทำ ให้พระมารดาของพระเตมีย์ พบเจอับความเศร้าโศก ทำ ให้ตัวพระเตมย์เองต้องโดนนำ ไปฝัง แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ไขกระจ่าง และ ก็จบลงได้ด้วยดีของวรรณคดีเรื่องนี้ โดยส่วนตัวแล้ว กระผมมีความคิดเห็นว่า สิ่งที่พระเตมีย์ทำ ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ค่อนข้างไปทางการหนีจากความเป็นไปของโลก มนุษย์ทุกคนล้วนทำ บาป ซึ่งไม่รู้ตัวและไม่อาจเลี่ยง แต่มนุษย์เราก็สามารถทำ ความดีมาทดแทนได้ การกระทำ ของพระเตมีย์ในตอนแรก นำ มาซึ่งความเศร้าโศกใจของครอบครัว แค่นั้นก็เป็นบาปที่ก่อด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านไม่สามารถหนีบาปได้ และถึงบิดาของพระเตมีย์ จะกระทำ บาปที่มากมายก็จริง แต่บาปของเขา ทำ ให้คนอื่นๆอยู่ได้ ทำ ให้ประชาชนของเขามีอยู่มีกิน มีกฏเกณ เขายอมแบกบาป เพื่อคนอื่นๆ 12 สรุป
ข้อคิดที่ผมได้จากเรื่องนี้ ซะส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ ความอดทนอดกลั้น ความมุ่งมั่น ความกลัวในการทำ ผิด ความอดทนอดกลั้น ในการที่จะให้จุดหมายของเรา ประสบความสำ เร็จในที่สุด แม้ว่าจะต้องอดทนแค่ไหน พยายามแค่ไหน เสียสละอะไรไป ก็ต้องอดทนทำ เพื่อให้จุดมุ่งหมายของเราเป็นจริงในที่สุด ความมุ่งมั่น ความมุ่นมั่นเป็นดั่งเชื้อเพลิง ให้เรามีแรงในการทำ เป้าหมายของเรา หากเป้าหมายขาดความมุ่งมั่นไป ก็จะไม่ได้ลงมือทำ มันสักที จนไม่สำ เร็จ ความกลัวใฃนการกระทำ ผิด หรือกลัวการตกนรก เป็นปกติที่มนุษย์จะกลัว การกระทำ ผิด เพราะไม่มีใครอยากตกนรก ทรมาน แต่ก็มีมนุษย์บางคน ที่ไม่กลัว ในบาปจากการกระทำ ของตนเอง หรืออาจจำ เป็นที่ต้องกระทำ บาป เพื่อตนเอง หรือคนอื่นๆ 13 ข้อคิดจากเรื่อง “พระเตมีย์”
ม.ป.พ (2560). เตมิยชาดก พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี. สืบค้น 5 ธันวาคม 2566. จาก https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=12950 คุณล้วนชาย ว่องวานิช. (ม.ป.ป). เตมีย์ชาดก (พระเตมีย์). สืบค้น 5 ธันวาคม 2566. จาก http://www.dhammathai.org/aboutus/aboutus.php สายวรุณ น้อยนิมิตร, วิพุธ โสภวงศ์. (2558). เตมิยชาดก นิบาตชาดก. สืบค้น 12 ธันวาคม 2566. จาก https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/characterdetail.php?n_id=1368 14 บรรณานุกรม
"เมื่อมีประสงค์ในสิ่งใดก็สมควรมุ่งมั่นตั้งใจกระทำ ตามความมุ่ง หมายนั้นอย่างหนักแน่น อดทนอย่างเพียรพยายามเป็นที่สุด และความพากเพียรอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่นั้น ย่อมนำ บุคคลนั้น ไปสู่ความสำ เร็จอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง" “ นาย ณัฏฐ์ ธราพันธุ์ไชย ”