The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อบรม 1 ก.ย. 64 เวลา 13.00-16.00 น.
นายอดุลย์ ขันทอง
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งพระโขนง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายกฤตภาส อัครทวี, 2021-09-01 04:05:48

จริยธรรมและการปฏิบัติตนของผู้ประนีประนอม

อบรม 1 ก.ย. 64 เวลา 13.00-16.00 น.
นายอดุลย์ ขันทอง
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งพระโขนง

จริยธรรมและการปฏบิ ัตติ น
ของผู้ประนีประนอม

"...ความปรองดองกันนี้บางทีก็ยาก เพราะว่าตัวมีความคิดอย่างหนึ่ง อีกคนมีความคิด
อีกอย่างหนึ่ง...ก็ทะเลาะกัน แต่ว่าถ้าปรองดองกัน ก็คือ...ตัวมีความคิดอย่างหนึ่ง ก็บอกความคิด
ของตัว และยอมฟังความคิดของอีกคนหนึง่ ถา้ ไมส่ ามารถทีจ่ ะปรองดองกันระหวา่ ง 2 คน ก็หาอีก
คนหนึ่งมา..ให้ฟังข้อคิดของแต่ละคน และอธิบายกันว่าทาไมมีความคิดอย่างน้ัน...ถ้าขัดกันจริงๆ ก็
ต้องหาทางที่จะให้ปรองดองจนได้...ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งจะชนะ หรือคนหนึ่งจะแพ้ ต่างคนต่างชนะถ้า
ปรองดองกัน ถ้าไม่ปรองดองกัน...ต่างคนต่างจะแพ้ ความแพ้ความชนะนี้..ถ้าเราจะเอาแต่ชนะ...
มันก็ต้องมีแพ้ แตถ่ า้ เราปรองดองกัน...มีแต่ชนะไม่มีแพ.้ ..ถา้ เราทะเลาะกันมีแต่แพ้...”

"...ความปรองดองกันนี้บางทีก็ยาก เพราะว่าตัวมีความคิดอย่างหนึ่ง อีกคนมีความคิด
อีกอย่างหนึ่ง...ก็ทะเลาะกัน แต่ว่าถ้าปรองดองกัน ก็คือ...ตัวมีความคิดอย่างหนึ่ง ก็บอกความคิด
ของตัว และยอมฟังความคิดของอีกคนหนึง่ ถ้าไม่สามารถที่จะปรองดองกันระหวา่ ง 2 คน ก็หาอีก
คนหนึ่งมา..ให้ฟังข้อคิดของแต่ละคน และอธิบายกันว่าทาไมมีความคิดอย่างนั้น...ถ้าขัดกันจริงๆ ก็
ต้องหาทางที่จะให้ปรองดองจนได้...ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งจะชนะ หรือคนหนึ่งจะแพ้ ต่างคนต่างชนะถ้า
ปรองดองกัน ถ้าไม่ปรองดองกัน...ต่างคนต่างจะแพ้ ความแพ้ความชนะนี้..ถ้าเราจะเอาแต่ชนะ...
มนั กต็ ้องมีแพ้ แตถ่ า้ เราปรองดองกัน...มีแต่ชนะไม่มีแพ.้ ..ถา้ เราทะเลาะกนั มีแตแ่ พ้...”

Meaning
ความหมายของการไกล่เกลย่ี

การไกล่เกลี่ย หมายถึง กระบวนการระงับข้อพิพาทที่มี
บุคคลที่สามซึ่งเป็นคนกลางเข้าช่วยเหลือ แนะนาคู่กรณีในการ
เจรจา และหาทางออกที่ค่กู รณีพึงพอใจ

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ตาม พ.ร.บ. การไกล่เกลีย่ ข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓

หมายถึง การดาเนินการเพ่ือให้คู่กรณีมโี อกาสเจรจา
ตกลงกนั ระงบั ข้อพิพาททางแพง่ และทางอาญาโดยสนั ติวิธี
และปราศจากการวินิจฉัยช้ีขาดข้อพิพาท ทั้งน้ี ไม่รวมถึง
การไกล่เกล่ียข้อพิพาทที่ดาเนินการในชั้นศาลและในช้ัน
บงั คบั ดี

NEW

รูป

แบบ การไกล่เกล่ยี ก่อนฟ้องหรอื การไกลเ่ กลย่ี นอกศาล
การ
ไกล่ (Out of Court Mediation)

เกล่ีย

ขอ้

พพิ าท การไกล่เกลี่ยข้อพพิ าทในศาล
(Court Annex Mediation)

Important principles หลกั การทส่ี าคญั ของการไกลเ่ กลยี่

1. การไกล่เกล่ียเป็นไปโดยความสมคั รใจ
2. การไกลเ่ กลี่ยเป็นความลบั
3. คารบั หรอื ข้อเท็จจรงิ ท่ีเกิดจากการไกล่เกล่ียไม่อาจใช้เปน็ พยาน

ในชน้ั ศาลหรอื อนุญาโตตลุ าการ
4. ผูไ้ กลเ่ กล่ียจะต้องไมเ่ ปน็ อนุญาโตตุลาการหรือผูพ้ ิพากษาในขอ้

พิพาทนน้ั หากไมส่ ามารถตกลงกันได้
5 . การฟอ้ งศาลและอนุญาโตตุลาการไมท่ าให้การไกล่เกลี่ยสนิ้ สุด

ROLE

1. ประสานระหว่างคูพ่ พิ าท

➢ ชว่ ยประสานคคู่ วามกลับมาคืนดีกัน
➢ ประสานความสมั พันธ์
➢ ประสานความตอ้ งการ
➢ ประสานผลประโยชน์

2. อานวยความสะดวกในการไกลเ่ กลย่ี หรือประนอมข้อพิพาท

➢ เพอ่ื ใหก้ ารไกลเ่ กลีย่ ดาเนินไปโดยเรยี บร้อยภายใต้บรรยากาศท่เี ป็นมติ รต่อกนั
➢ สถานที่ อปุ กรณ์ อาหาร และเครือ่ งด่มื
➢ ขอ้ เทจ็ จริง ทางเลือกและทางออกของปญั หา

3. ใหข้ อ้ มลู ท่เี กย่ี วข้อง

➢ ผูไ้ กล่เกล่ียต้องช่วยแสวงหาข้อมลู ท่ีจาเปน็ ทงั้ ข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ กฎหมาย
➢ เป็นสอื่ กลางใหค้ ่พู พิ าทเข้าใจตรงกนั
➢ เพอื่ ให้การไกล่เกลย่ี เป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

4. ใหค้ วามรูใ้ นการไกล่เกลย่ี หรอื ประนอมขอ้ พพิ าทตลอดจนการเจรจา
ตอ่ รองแกค่ ูพ่ พิ าท

➢ ผู้ไกล่เกลยี่ ตอ้ งมีความรคู้ วามเขา้ ใจในระบบการไกลเ่ กล่ียขอ้ พพิ าท
➢ ให้ความร้คู วามเขา้ ใจในระบบการไกล่เกลีย่ ข้อพพิ าทแกค่ คู่ วาม ส่งผลดี

ประโยชน์ของการไกลเ่ กลยี่ ข้อพพิ าท
➢ ให้คู่ความตระหนกั ถึงการแกไ้ ขปญั หารว่ มกัน
➢ ถา้ ไมส่ ามารถตกลงกันได้ ความเสยี หายอาจจะเกิดแก่คคู่ วาม

ทง้ั สองฝ่าย

5. ดาเนนิ การและควบคุมกระบวนการไกล่เกลี่ย
ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

➢ ผไู้ กลเ่ กล่ียเปน็ ผดู้ าเนินกระบวนการไกล่เกล่ยี ข้อพพิ าทใหส้ ามารถ
ดาเนนิ ไปได้จนสาเร็จโดยควบคมุ และดาเนินการอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

➢ ไม่ทาใหฝ้ า่ ยหนึง่ ฝา่ ยใดประวงิ เวลาให้ล่าช้า
➢ ปอ้ งกนั การโตเ้ ถยี งอนั จะนาไปสกู่ ารทะเลาะววิ าท ( วางกติกา )
➢ เมอ่ื ถงึ ทางตันกด็ าเนินการหาแนวทางทจ่ี ะฝ่าหรือผ่านพน้ อุปสรรคหรอื

ข้อขัดข้องต่างๆไปให้ได้ ดว้ ยเทคนคิ การฝ่าทางตัน

Q • สร้างทางเลือกใหม่
• พดู คยุ เรือ่ งอืน่
u • ทาเป็นไม่สนใจ
• เงยี บ
e • การประชมุ ฝา่ ยเดียว • ให้การบ้านกลบั ไปคดิ
s • พักการประชมุ • สารวจสถานท่ี
• ประชุมทางโทรศัพท์
• เล่อื นการประชุม • ทดลองใช้ขอ้ ตกลงระยะส้นั

t • ระดมสมอง
• มองนอกรอบ
• ใชต้ ัวชว่ ย

i • เปลี่ยนรูปแบบการประชุม
• พิจารณาว่าการไกลเ่ กล่ียเหมาะสมหรอื ไม่

o

n

6. ดำเนนิ กำรไปตำมขั้นตอนกำรไกลเ่ กล่ยี

1 • กอ่ นประชุมไกล่เกล่ยี
2 • เร่มิ ประชุมไกล่เกลย่ี
3 • ระหว่างประชมุ ไกล่เกลี่ย

ก่อนประชมุ ไกลเ่ กล่ยี

เปน็ การเตรียมความพร้อมของผไู้ กล่เกลย่ี เอง คือ
๑. เตรียมตัว
๒. เตรียมคดี
๓. เตรยี มพบคกู่ รณี

ก่อนประชมุ ไกลเ่ กล่ีย

เหตุท่ผี ไู้ กลเ่ กลยี่ ต้องเตรยี มความพร้อมต้ังแต่ก่อนไกล่เกลีย่
• เพอื่ ให้มีขอ้ มลู พร้อม
• เพือ่ ให้มคี วามม่นั ใจในการทาหน้าท่ี
• เพ่ือให้วางแผนการทางานได้ถกู ตอ้ ง
• เพ่อื ให้พร้อมทจ่ี ะทาหนา้ ที่

ก่อนประชุมไกลเ่ กลย่ี

การเตรยี มคดี คอื ...

- ศกึ ษาปัญหาขอ้ ขดั แยง้ ข้อพพิ าท
- ทาความเขา้ ใจกบั ปญั หาท่เี กดิ ขึน้
- วางแผนแกไ้ ข
- หารูปแบบและแนวทางไกล่เกล่ยี ทีเ่ หมาะสม

การเตรยี มพบคูก่ รณี คอื ...

- รู้จกั ตัว
- ร้จู ักสถานะ

7. ชว่ ยในการทาสัญญาประนปี ระนอมยอมความ

➢ กรณีที่คู่พิพาทสามารถตกลงกันได้ ผู้ไกล่เกล่ียต้องช่วยเหลือให้
คาแนะนาในการร่างหรือตรวจสอบสัญญาประนีประนอมยอม
ความ

➢ ให้มคี วามเปน็ ธรรมและไม่ขดั ตอ่ กฎหมาย
➢ อา่ นสัญญาหรือบนั ทึกขอ้ ตกลงให้คู่พพิ าทฟงั
➢ ดาเนินการให้ค่พู พิ าทและพยานลงชื่อไวเ้ ป็นหลกั ฐาน

การปฏบิ ตั ติ นในการไกล่เกลย่ี

๑. เป็นอิสระและเป็นกลาง

➢ผไู้ กล่เกล่ียตอ้ งมีความเปน็ อิสระและเป็นกลาง ไม่ฝกั ใฝ่
หรือเขา้ ข้าง ฝ่ายใดฝ่ายหนึง่

➢หากมคี วามสมั พนั ธ์ใกล้ชดิ กับฝ่ายใด เช่น เปน็ ญาตพิ ีน่ ้อง นายจา้ ง
ลกู จา้ ง หุ้นสว่ น หรอื ท่ีปรกึ ษากฎหมาย เปน็ ตน้
ตอ้ งเปดิ เผยข้อเทจ็ จรงิ ใหท้ ุกฝ่ายทราบ หรือขอถอนตัวจากการ
เปน็ ผไู้ กลเ่ กลี่ย เพื่อปอ้ งกนั ปญั หาการครหา

➢ไมเ่ ปน็ ผตู้ ัดสนิ หรอื ชขี้ าดข้อพิพาท

การปฏบิ ตั ติ นในการไกล่เกลีย่

๒. รักษาความลับของคพู่ ิพาท

➢ กระบวนการไกลเ่ กลย่ี มกี ารดาเนินการท่เี ปน็ ความลับ ผไู้ กลเ่ กล่ีย
ตอ้ งรักษาความลบั ของคพู่ พิ าทท่ีไดม้ าจากการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี
อย่างเคร่งครัด

➢ ไมแ่ พ่งพรายให้บคุ คลภายนอกทราบ หากเกดิ ความเสียหาย
แก่ค่พู ิพาท ผู้ไกล่เกลี่ยอาจต้องรับผดิ ท้งั ทางแพง่ และทางอาญา

➢ ผดิ จรยิ ธรรมของผ้ไู กลเ่ กล่ียหรอื ประนอมข้อพิพาท

การปฏบิ ตั ติ นในการไกล่เกลีย่

๓. มคี วามอดทนอดกล้นั

➢ผู้ไกลเ่ กลย่ี ต้องมคี วามอดกลน้ั และอดทน มจี ติ ใจ ทเี่ ยือกเยน็
➢ตอ้ งมคี วามเมตตากรณุ าต่อคู่พิพาท พรอ้ มท่ีจะรับฟังปญั หา
➢ต้องเปิดโอกาสให้ทกุ ฝา่ ยไดช้ ีแ้ จงและแสดงเหตุผลอย่างเทา่

เทยี มกัน
➢ต้องอยูเ่ หนือความขัดแยง้ ไม่เข้าไปโตเ้ ถียงกับคู่พพิ าท
➢ต้องไม่เรง่ รบี ท่ีจะรู้ปัญหาหรือข้อเท็จจริง ไม่ตัดบทเร็วเกนิ ไป
➢ต้องเปดิ โอกาสให้คูพ่ ิพาทได้ระบายความรสู้ กึ เพ่อื ลดความตงึ

เครยี ด

การปฏบิ ัตติ นในการไกล่เกล่ยี

๔. ซ่อื สัตยส์ จุ รติ

➢ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเป็นผู้มีจริยธรรม คุณธรรมและมีความ
ซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต

➢ ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากคู่พิพาท อันจะทา
ให้การปฏิบัติหนา้ ท่ี ไม่เป็นกลางหรอื ไม่เป็นอิสระ

การปฏบิ ตั ติ นในการไกล่เกลี่ย

5. มคี วามสามารถในการเจรจาและตดิ ต่อส่ือสาร

➢ผูไ้ กลเ่ กล่ยี ควรมมี นุษยส์ มั พันธท์ ่ีดี มีความออ่ นโยนในการเจรจา
แต่จะต้องมคี วามเข้มแขง็ ในประเด็นทีพ่ ิจารณาไมป่ ลอ่ ยให้ฝา่ ยใด
ฝา่ ยหนงึ่ ครอบงา จนเสยี ความเปน็ ธรรมและความเป็นกลาง

➢ร้จู กั พดู ในข้ันตอนทค่ี วรพดู ไมค่ วรจะพูดอยฝู่ ่ายเดยี ว โดยไมเ่ ปิดโอกาส
ใหค้ พู่ ิพาทไดพ้ ดู คยุ กัน

➢ผไู้ กล่เกล่ยี ควรจะพดู ให้น้อยและเปน็ ผู้รบั ฟงั ที่ดี รูว้ ่าขั้นตอนใดควรจะ
ตดั บทหรือหยุดพัก หรอื เล่อื นการเจรจาออกไป เช่น เห็นว่าท้ังสองฝ่าย
ต่างมอี ารมณร์ ุนแรง เข้าหากนั อนั อาจจะนาไปสู่การทะเลาะววิ าทก็
ควรหยดุ พกั หรอื เล่ือนการเจรจาออกไปก่อน

การปฏบิ ัตติ นในการไกล่เกล่ีย

6. มคี วามรู้และประสบการณ์ในการไกล่เกล่ีย

➢ผไู้ กลเกลย่ี ทด่ี ีควรจะมคี วามรอบรใู้ นหลายๆด้าน
➢กฎหมายท่เี ก่ียวข้องกบั ขอ้ พิพาท
➢หลักจติ วทิ ยาการไกลเ่ กลีย่
➢มีประสบการณ์ในการไกลเ่ กลีย่ และหาประสบการในการไกล่เกล่ยี ขอ้ พิพาทใหม้ าก

ยิ่งขน้ึ จะทาให้มีความเช่ียวชาญและสามารถแกไ้ ขปญั หาทีเ่ กดิ ขึ้นได้เป็นอย่างดี
➢ตอ้ งขยนั หมัน่ เพียรคน้ คว้าหาความรู้หรอื ศกึ ษาเพม่ิ เตมิ อยู่เสมอ

การปฏบิ ัตติ นในการไกล่เกลี่ย

7. มีความรคู้ วามสามารถในเน้ือหาหรอื เรอื่ งทีพ่ ิพาทกนั

➢แม้ผูไ้ กล่เกลีย่ จะไม่มหี น้าท่ตี อ้ งชขี้ าดขอ้ พพิ าท แตก่ ค็ วรเตรียมศึกษา
ค้นควา้ หาความรูใ้ นเรอื่ งที่พพิ าทกันทั้งข้อเท็จจรงิ และข้อกฎหมาย

➢เพอ่ื เป็นแนวทางในการระงับขอ้ พิพาทใหแ้ กค่ ูพ่ พิ าทไดอ้ ย่างถกู ต้อง
➢ต้องมคี วามคิดบวก ปัญหาทุกปัญหามที างออก (ระดมสมอง)
➢เป็นผู้สร้างทางเลอื กทางออกให้การยตุ ขิ อ้ พิพาท

(1) ตอ้ งปฏิบตั ิหน้าทดี่ ้วยความเป็นกลาง อสิ ระ ยุตธิ รรมและ
ไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ
- เปน็ กลาง
- อิสระ
- ยุตธิ รรม
- ไม่เลอื กปฏบิ ัติ
- ต้องเปดิ เผยขอ้ เทจ็ จรงิ ทีอ่ าจเป็นเหตอุ นั ควรสงสัยถึงความเปน็ กลางและความ
เปน็ อสิ ระ ตามมาตรา 13 (ผลประโยชนท์ ับซอ้ น)

(2) ตอ้ งเขา้ ร่วมการไกลเ่ กลี่ยทุกคร้งั เว้นแตม่ ีเหตจุ าเปน็ และต้องแจ้ง
เหตุผลแกศ่ ูนย์ไกลเ่ กลย่ี ใหท้ ราบล่วงหน้า

-เข้ารว่ มการไกลเ่ กล่ยี ตามที่ได้รบั มอบหมายทุกคร้งั
-ไมเ่ ข้ารว่ มการไกลเ่ กล่ยี ตอ้ งมีเหตจุ าเป็นและแจ้งล่วงหนา้

(3) ตอ้ งปฏบิ ตั ิหน้าที่ดว้ ยความรวดเร็ว ไมท่ าใหก้ ารไกลเ่ กลยี่ ข้อพพิ าท
ล่าชา้ เกินสมควร
- การไกล่เกลี่ยตอ้ งดาเนนิ การอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและใหแ้ ล้วเสรจ็ โดยเร็ว
อาจกาหนดกรอบเวลาและแผนการไกลเ่ กลีย่ ตามมาตรา 25 วรรค
หนึง่
- ไม่ปลอ่ ยใหค้ ู่กรณปี ระวิงใหล้ า่ ช้า
- ไมเ่ ลอื่ นการไกลเ่ กล่ีย โดยไมม่ เี หตุผลอันสมควรหรือจาเป็น

(4) ต้องซื่อสัตย์ สุจรติ และไม่เรยี กหรือรับทรพั ย์สินหรอื ประโยชน์อ่ืนใดจากคกู่ รณี
หรือบคุ คลอ่นื ที่มีส่วนเกยี่ วข้องกบั
ขอ้ พพิ าท

- ซ่ือสัตย์
- สจุ ริต
- ไม่เรียกหรือรับทรพั ยส์ นิ หรอื ผลประโยชน์ ฝ่าฝนื มีโทษจาคุกไม่เกนิ 5 ปี
หรือปรบั ไม่เกิน 100,000 บาท หรอื ทงั้ จาทงั้ ปรบั ท้ังผู้ให้และผู้รบั ตามมาตรา 71
และมาตรา 72

(5) ตอ้ งปฏบิ ตั ิหน้าทไี่ กลเ่ กลีย่ ขอ้ พิพาทด้วยความสุภาพ
-ไกล่เกลยี่ ดว้ ยความสุภาพ ทั้งการแต่งกาย คาพดู และกรยิ าทา่ ทาง
-ไมพ่ ดู จาเสยี ดสี กา้ วรา้ วหรอื พดู ในลกั ษณะทไ่ี มเ่ ปน็ กลาง

(6) ต้องรักษาความลบั ทเ่ี กี่ยวข้องกับการไกล่เกล่ยี ข้อพิพาท

- เกบ็ รกั ษาความลบั
- ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่เี กิดขนึ้ จากการไกล่เกลยี่ ไม่สามารถใช้อ้างอิง
หรือเปน็ พยานหลักฐานใดๆ ตามมาตรา 29 วรรคหน่งึ
- ผูไ้ กล่เกลีย่ ทีฝ่ ่าฝืนอาจมคี วามผิดฐานหมิ่นประมาท
(ป.อ. มาตรา 326) และผดิ จรยิ ธรรม อาจถกู ถอดถอนตาม
มาตรา15 (3) รวมถงึ เปน็ การละเมดิ ทางแพง่ ต้องชดใชค้ า่ เสียหายด้วย
(ป.พ.พ. มาตรา 420) โดยไม่ได้รบั ความคุ้มครองตามมาตรา 11
วรรคสอง

(7) ตอ้ งไมก่ ระทาการในลกั ษณะเป็นการชขี้ าดขอ้ พิพาทหรอื บบี บงั คับให้
คกู่ รณฝี า่ ยหนึ่งฝา่ ยใดลงลายมือชื่อในข้อตกลงระงบั ข้อพิพาท

- หน้าท่ผี ไู้ กลเ่ กลยี่ คอยช่วยเหลอื แนะนา หาทางเลอื กทางออกใหแ้ กค่ กู่ รณี
- ไมม่ ีหน้าทใ่ี นการวินจิ ฉยั ช้ขี าดขอ้ พพิ าท
- ไมบ่ บี บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือกระทาการโดยมิชอบดว้ ยประการใดๆ
เพอ่ื ใหค้ ู่กรณที าขอ้ ตกลงตามมาตรา 16
(8) กรณีอืน่ ตามทร่ี ฐั มนตรีวา่ การกระทรวงยตุ ธิ รรมกาหนดในกระทรวง

ประมวลจริยธรรมผู้ประนีประนอมของศาลยุตธิ รรม

ขอ้ ท่ี 1

• หนา้ ทส่ี าคัญของผปู้ ระนีประนอม ชว่ ยเหลือ สนบั สนนุ การเจรจาของคู่ความให้สามารถตก
ลงกนั ได้

• ปฏิบัติหน้าทดี่ ว้ ยความซื่อสตั ย์ สจุ ริตและเปน็ กลาง ปราศจากอคติ
• ประพฤตติ นถูกตอ้ งตามกฎหมายและทานองคลองธรรม
• มีความรู้และความเขา้ ใจในปรัชญาการไกลเ่ กล่ยี ข้อพพิ าทอยา่ งทองแท้
• มีความพร้อมทจี่ ะเสียสละเพื่อสว่ นรวมเป็นสาคญั
• ต้องแสดงให้เป็นทปี่ ระจกั ษแ์ ก่สาธารณชนว่าตนได้ปฏบิ ัติเช่นนัน้ อยา่ งเครง่ ครดั ครบถ้วน

ประมวลจริยธรรมผ้ปู ระนีประนอมของศาลยุตธิ รรม

ขอ้ ท่ี 2
• ตอ้ งใหค้ ู่ความตดั สินใจด้วยตนเองบนพ้ืนฐานของข้อมูลที่เพียงพอ

ข้อที่ 3
• ต้องละเวน้ ไมอ่ อกคาสงั่ หรอื คาช้ขี าดใดๆ เกีย่ วกบั ข้อพพิ าทและทางเลอื กในการตก
ลง

ข้อท่ี 4
• ตอ้ งไมอ่ อกความเห็นใดๆอนั เปน็ การชขี้ าดเว้นแต่คู่พิพาทตกลงกนั ให้กระทาเชน่ น้นั

ข้อที่ 5
• ตอ้ งวางตนเปน็ กลาง ไม่ทาให้ค่คู วามสงสัยวา่ ฝกั ใฝ่ชว่ ยเหลอื อกี ฝ่ายหนง่ึ

ประมวลจรยิ ธรรมผู้ประนปี ระนอมของศาลยตุ ิธรรม

ข้อท่ี 6
• ตอ้ งไม่ยินยอมให้บคุ คลภายนอกใชอ้ ทิ ธพิ ลใดๆอนั อาจทาให้เสียความเป็นกลาง

ข้อท่ี 7
• ต้องเปิดเผยข้อเทจ็ จรงิ อันอาจเป็นเหตุใหค้ คู่ วามมคี วามสงสยั ในความเป็นกลาง

ข้อท่ี 8
• ตอ้ งเปดิ เผยความขดั แยง้ ในผลประโยชน์ทเ่ี กดิ ข้นึ แลว้ หรืออาจเกดิ ขึน้ ตามทต่ี นได้ทราบ

ข้อที่ 9
• ตอ้ งไมร่ บั ทาการงานใหแ้ กค่ ู่ความฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ ท่ีตนได้ไกลเ่ กลย่ี แม้การไกลเ่ กลย่ี จะสิ้นสดุ ลงแลว้
เว้นแต่ค่คู วามทุกฝ่ายยนิ ยอมเป็นลายลักษณอ์ ักษร

ประมวลจริยธรรมผู้ประนีประนอมของศาลยุตธิ รรม

ขอ้ ท่ี 10
•ตอ้ งเก็บรักษาความลบั ของคคู่ วาม

ข้อที่ 11
•พงึ ทาหน้าที่เฉพาะเรอื่ งท่ตี นมคี ณุ สมบตั ิและทกั ษะเพียงพอเท่าน้ัน

ขอ้ ท่ี 12
•ตอ้ งไม่เรียก รับหรือยอมจะรับค่าตอบแทนหรอื ผลประโยชนอ์ ืน่

ข้อที่ 13
•ตอ้ งไม่ใหห้ รอื ตกลงว่าจะใหค้ า่ ตอบแทนหรอื ผลประโยชน์อ่ืนแก่ผูแ้ นะนา
หรอื สง่ ข้อพพิ าทให้ตนไกล่เกลยี่

ประมวลจรยิ ธรรมผู้ประนปี ระนอมของศาลยุติธรรม

ข้อท่ี 14
• ตอ้ งไมอ่ วดอา้ งการทตี่ นเป็นผู้ประนปี ระนอมหรือยินยอมใหผ้ อู้ นื่ กระทา
เช่นนัน้

ขอ้ ที่ 15
• ตอ้ งไมโ่ ฆษณาหรอื เชญิ ชวนเพ่ือให้ตนไดเ้ ปน็ ผูป้ ระนปี ระนอม

ประมวลจริยธรรมผ้ปู ระนปี ระนอมของศาลยตุ ธิ รรม

ขอ้ ที่ 16
• ต้องเคารพและปฏบิ ตั ติ ามกฏหมาย อยู่ในกรอบศลิ ธรรมและจรยิ ธรรม วางตนให้เป็นที่เช่ือถือ

ศรทั ธาของบคุ คลทว่ั ไป
ขอ้ ท่ี 17
• ตอ้ งปฏบิ ัติตามคาส่ังอนั ชอบดว้ ยกฎหมายของผูร้ บั ผิดชอบราชการศาลและองคค์ ณะผพู้ พิ ากษา
ข้อท่ี 18
• ต้องปฎบิ ตั หิ น้าท่ีตามท่ผี ู้รับผิดชอบราชการศาลหรือองค์คณะผ้พู ิพากษามอบหมายโดย

เคร่งครัด จะละทิง้ หรือทอดทิง้ หน้าทีม่ ิได้

ประมวลจรยิ ธรรมผ้ปู ระนปี ระนอมของศาลยตุ ิธรรม

ขอ้ ที่ 19

• ต้องศกึ ษาและเตรียมการปฎบิ ตั หิ นา้ ทใี่ นคดขี องตนใหพ้ ร้อมก่อนการไกลเ่ กลยี่

ขอ้ ที่ 20

• ตอ้ งปฏิบตั ิหน้าท่ีดว้ ยความซ่อื สัตย์ สจุ ริตและด้วยความระมัดระวัง

ข้อท่ี 21

• ต้องไม่รายงานเท็จ

ข้อที่ 22

• ต้องรกั ษาชือ่ เสยี งมใิ ห้ขนึ้ ชอ่ื วา่ เปน็ ผ้ปู ระพฤติช่วั ไม่เปน็ คนเสเพล มีหนี้สินรงุ รัง เสพของมึนเมาจนครอง
สตไิ ม่ได้ เล่นการพนันเปน็ อาจิณ กระทาความผดิ อาญาหรือกระทาการอ่นื ใดซง่ึ เปน็ ความประพฤตทิ ี่อาจ
ทาใหเ้ สือ่ มเสยี แก่ศาลยตุ ิธรรม

ประมวลจรยิ ธรรมผู้ประนปี ระนอมของศาลยุติธรรม

ขอ้ ท่ี 23
• ตอ้ งอยูใ่ นมารยาทอนั ดงี ามและใชก้ ิรยิ าวาจาสภุ าพแก่คคู่ วามทกุ ฝ่าย

ข้อที่ 24
• ตอ้ งไม่กระทาการใดๆอนั เป็นเหตุให้การพิจารณาพพิ ากษาคดีขาดความเป็นอิสระและยตุ ิธรรม

ข้อที่ 25
• ต้องละเวน้ การกลา่ วถงึ คดีทอี่ าจกระทบกระเทือนต่อบคุ คลใด และไม่วจิ ารณห์ รือให้ความเหน็ แก่
บุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีทไ่ี กล่เกลีย่

ข้อที่ 26
• ต้องไม่ให้ขา่ ว อภปิ รายหรือแสดงความคิดเหน็ ใดตอ่ สาธารณชน อนั อาจกระทบกระเทือนตอ่ ศาล
ยุตธิ รรม

ข้อท่ี 27 ประมวลจริยธรรมผู้ประนีประนอมของศาลยุติธรรม

• ตอ้ งไม่แสวงหาประโยชนโ์ ดยไม่ชอบหรือยินยอมให้ผ้อู ่นื ใชค้ วามเป็นผูป้ ระนีประนอมของ
ตนแสวงหาประโยชน์

ขอ้ ที่ 28
• ผปู้ ระนีประนอมและคูส่ มรสตอ้ งไมร่ ับทรพั ย์สนิ หรือประโยชน์อน่ื ใดจากคู่ความหรอื บุคคล
อื่นท่เี กยี่ วข้อง เนอื่ งจากการปฏิบตั ิหนา้ ทขี่ องตน และตอ้ งดแู ลใหบ้ คุ คลในครอบครวั ปฏบิ ัติ
เช่นเดียวกันดว้ ย

ขอ้ ท่ี 29
• พึงมีความสภุ าพเรยี บร้อย แตง่ กายสุภาพและถูกตอ้ งตามกาลเทศะ มอี ธั ยาศัยอันดีงามแก่
บคุ คลทว่ั ไป

ประมวลจรยิ ธรรมผปู้ ระนีประนอมของศาลยตุ ธิ รรม

ข้อท่ี 30
• ตอ้ งศกึ ษาหาความรแู้ ละเพิม่ เตมิ ทักษะในเรือ่ งทเี่ กย่ี วข้องกับการปฎิบตั ิหน้าท่เี พ่ือให้
การปฏิบัติงานเปน็ ไปโดยถูกตอ้ งและมปี ระสทิ ธิภาพ

ข้อที่ 31
• ต้องไมก่ ระทาการใดอันเป็นเหตใุ ห้แตกความสามัคคีระหวา่ งผ้รู ว่ มงาน

ข้อที่ 32
• ตอ้ งชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกันในการปฎบิ ัตหิ นา้ ท่ีและมิใหด้ ูหม่นิ เหยยี ดหยามบคุ คลใด

ประมวลจริยธรรมผู้ประนีประนอมของศาลยุติธรรม

ข้อท่ี 33
• พงึ ละเว้นการคบหาสมาคมกบั คู่ความหรอื บุคคลทมี่ ผี ลประโยชน์เกีย่ วขอ้ งกบั คดีความ
หรอื มคี วามประพฤตเิ สื่อมเสยี อันอาจกระทบกระเทอื นต่อความเชื่อถือของบคุ คลท่วั ไป

ข้อท่ี 34
• ไม่พึงขอรับเงินสนับสนนุ หรอื ผลประโยชน์อืน่ ใดจากหนว่ ยงานหรอื บุคคลภายนอก

ข้อท่ี 35
• พงึ ให้เกยี รตแิ ละนบั ถอื ตลอดจนปฏิบตั ติ ามคาสงั่ อันชอบด้วยกฎหมายของผู้พิพากษา
และผรู้ ับผิดชอบราชการศาลทีต่ นสังกัด


Click to View FlipBook Version