แบบเรยี นสาเรจ็ รปู วชิ าภาษาไทย
เรือ่ ง นริ าศภูเขาทอง
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๑
คุณครรู ะพีพงศ์ ฉว้ นต้นั
๑
ประวัตคิ วามเปน็ มา
๑.๑ ประวตั คิ วามเปน็ มาของนริ าศภเู ขาทอง
นิราศภเู ขาทองเป็นนริ าศเรือ่ งเอกในบรรดานริ าศทัง้ 8 เรื่อง
ของสุทรภู่ สุนทรภแู่ ต่งนิราศภเู ขาทองเม่อื บวชเป็นพระอยู่ท่ีวัดราช
บูรณะ และไดเ้ ดนิ ทางๆเรอื ไปนมัสการพระเจดียภ์ เู ขาทองเมอื่ พ.ศ.
๒๓๗๑ (ปที ี่แต่งนิราศเร่อื งนมี้ ีผู้เข้าใจเป็น ๒ ทางคอื ทางหน่งึ ว่าแต่ง
เม่ือ พ.ศ.๒๓๗๑ อีกทางหนงึ่ ว่า แต่งเมอื่ พ.ศ.๒๓๗๓ ) เจดยี น์ ีอ้ ยทู่ ่ีวัด
ภเู ขาทองซงึ่ เปน็ วดั โบราณอยู่กลางทงุ่ นาทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนอื
ของจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา เขา้ ใจกนั วา่ มพี ระบรมสารีรกิ ธาตบุ รรจุ
อยใู่ นพระเจดยี ภ์ เู ขาทองจงึ เปน็ ทนี่ ับถือของคนทวั่ ไป
๑.๒ ประวตั พิ ระเจดยี ภ์ ูเขาทอง
พระเจดีย์ภูเขาทองเปน็ เจดยี ์อนุสรณ์เมอ่ื ครงั้ พระเจา้ บุเรงนอง
ได้ยกทพั มาตีกรงุ ศรอี ยธุ ยาในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ ไดส้ ร้างขึ้นที่วัดกลางทงุ่
ห่างจากกรงุ ศรีอยธุ ยาประมาณ ๒ กโิ ลเมตรเปน็ เจดยี ์ใหญ่ มีรูปทรง
เป็นเจดยี ์มอญ เรียกวา่ พระเจดยี ์ภูเขาทอง ตามช่อื วัดภเู ขาทอง ตอ่ มา
วดั ภเู ขาทองและเจดยี ป์ รกั หกั พงั มาก สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศ
จึงโปรดใหบ้ รู ณะปฏิสังขรณ์วดั และเจดยี ์ข้ึนใหม่ และได้เปล่ียนจาก
ทรงเจดีย์มอญมาเปน็ เจดียแ์ บบไทย
๒
เนือ้ เรอ่ื งย่อ
เนอื้ เร่ืองเริม่ ตอนทส่ี นุ ทรภบู่ วชเป็นพระภิกษแุ ละออกเดนิ ทางจากกรงุ เทพฯ ทางเรือเมื่อเดอื นสบิ เอ็ด
หลังจากรับกฐนิ แลว้ โดยเดินทางไปกบั นายพดั บุตรชาย ซ่ึงเกิดจาก นางจัน เพอ่ื ไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง
ท่จี ังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกเดนิ ทางจากวัดราชบูรณะ ผ่ายพระบรมมหาราชวัง สุนทรภู่ราพันถึง
ความหลังเม่ือครนั้ ตนเองได้รบั พระมหากรณุ าธคิ ุณจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัยท่ีทรงชบุ เลีย้ ง
ไวใ้ นราชสานัก ผา่ นท่าแพ (ท่าราชวรดิษฐ)์ วดั ประโคนปกั โรงเหลา้ บางจาก บางพลู บางพลัด บางโพ บ้าน
ญวน วดั เขมาภิรตาราม ตลาดแกว้ ทตี่ ลาดแก้วน้ีสนุ ทรภคู่ รวญถงึ แม่จันซ่ึงเปน็ ภรรยาเคยใหผ้ า้ หม่ แพรดาแก่
สนุ ทรภกู่ อ่ นไปเมืองแกลง ผ่านตลาดขวญั บางธรณี บ้านมอญ บางพดู บา้ นใหม่ บางเด่ือ บางหลวง เชงิ ราก
สามโคก ทีส่ ามโคกนสี้ ุนทรภู่ราพันถงึ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัยซง่ึ ประทานนามสามโคกว่าเมือง
ปทุมธานี และให้เป็นหวั เมอื งชั้นตรี
สุนทรภ่เู ดนิ ทางผ่านบ้านงวิ้ ถึงเกาะราชครามในตอนเย็น จึงหยดุ พกั ค้างแรม วันรงุ่ ขน้ึ ตอนเช้าออก
เดินทางต่อไปถึงกรงุ เก่า ขณะนัน้ พระนายไวย ซึง่ เคยเปน็ กวใี นราชสานกั มากอ่ นและคนุ้ เคยกบั สนุ ทรภู่ ไดเ้ ป็น
เจา้ เมือง (คอื พระยาไชยวิชิต (เผือก)) สุนทรภูต่ กยากจึงไมก่ ลา้ แวะเข้าไปหา เพราะเกรงวา่ ท่านเจ้าเมืองจะไม่
รจู้ กั แล้วจะขายหนา้ สนุ ทรภู่จงึ ผา่ นจวนเจา้ เมอื งไปพกั คา้ งคืนที่หนา้ วดั พระเมรุ ขณะจาวัดในเรือถกู โจรเขา้ มา
ขโมยของในเรอื แตส่ ุนทรภู่รตู้ วั เสียกอ่ น จงึ นาของออกไปไมไ่ ด้ ครนั้ รุ่งเช้าเป็นวันอุโบสถ สุนทรภู่จึงไป
นมสั การพระเจดีย์ภูเขาทองไดพ้ บพระบรม- ธาตุสถิตในเกสรดอกบัว จึงได้อัญเชิญมาด้วย แต่รุ่งเช้า
กอ็ ันตรธานไป สนุ ทรภู่พกั คา้ งคืน ที่วัดภเู ขาทองคืนหนึง่ จึงได้ลอ่ งเรอื กลบั กรงุ เทพมหานคร มาจาพรรษาที่
วัดอรณุ ราชวราราม ตอนทา้ ยของนิราศ สนุ ทรภู่กล่าววา่ นริ าศเรอ่ื งนก้ี ล่าวถึงความรักไว้บา้ ง ใชว่ ่าจะมคี วามรกั
จรงิ ๆ กห็ าไม่ ท่กี ลา่ วไวเ้ ปน็ เพียงพริกไทยใบผักชโี รยหนา้ อาหารใหเ้ กิดความ เอรด็ อร่อยเทา่ น้นั เอง
๓
ลกั ษณะคาประพนั ธ์
นิราศภูเขาทองแตง่ ดว้ ยคาประพันธ์ประเภทกลอนนริ าศซ่งึ มลี ักษณะคลา้ ยกลอน
สภุ าพ แต่มีความแตกต่างกนั ตรงท่ีกลอนนิราศจะแต่งข้นึ ตน้ เร่ืองด้วยกลอนวรรครับ
และจะแตง่ ตอ่ ไปอกี โดยไม่จากดั จานวนบท แต่ต้องใหค้ าสุดท้ายซ่ึงอยู่ในวรรคส่งจบลง
ดว้ ยคาว่า “เอย”
๔
ลักษณะคาประพันธ์
นริ าศเป็นงานประพนั ธ์ประเภทหนึ่งของไทย มีมาตั้งแต่
สมยั โบราณ เท่าทีป่ รากฎหลกั ฐานในปจั จบุ นั นริ าศเร่อื งแรกของ
ไทยนั้น ไดแ้ ก่ โคลงนิราศหริภุญชยั ซึง่ แต่งขึ้นในสมัยกรุงศรี
อยธุ ยา
เน้ือหาของนิราศส่วน ใ หญ่มักเ ป็น การคร่าครวญของกวี (ชาย) ต่อสตรีอันเ ป็น
ทร่ี กั เนอื่ งจากตอ้ งพลัดพรากจากนางมาไกล อย่างไรกต็ าม นางในนริ าศที่กวีพรรณนาว่าจากมานั้น
อาจมีตวั ตนจริงหรอื ไม่ก็ได้ แต่กวสี ว่ นใหญถ่ อื ว่านางผู้เปน็ ท่ีรกั เป็นปัจจยั สาคญั ทจ่ี ะเอ้ือให้กวีแต่ง
นริ าศได้ไพเราะแม้ในสมัยหลังกวอี าจไม่ไดใ้ ห้ความสาคัญเรือ่ งการคร่าครวญถงึ นางแต่เน้นทีก่ ารบนั ที
กระยะทางเหตุการณ์ และอารมณ์ แตก่ ็ยังคงมบี ทครวญถงึ นางแทรกอยู่ ดังเช่นที่สนุ ทรภู่แต่งนิราศ
ภเู ขาทองทั้ง ๆ ท่กี าลังบวชอยู่ สนุ ทรภ่กู ย็ ังเหน็ ว่าการครวญถงึ สตรเี ปน็ ส่งิ จาเปน็ ในการแตง่ นริ าศ จงึ
กลา่ วไว้ในกลอนตอนท้ายนริ าศเรอื่ งนีว้ ่า
ใชจ่ ะมีทรี่ ักสมัครมาด แรมนริ าศรา้ งมติ รพสิ มัย
ซงึ่ คร่าครวญทาทพี ิรพี้ ิไร ตามวสิ ัยกาพยก์ ลอนแต่กอ่ นมา
เหมือนแม่ครัวค่วั แกงพะแนงผัด สารพัดเพยี ญชนงั เคร่อื งมังสา
อนั พริกไทยใบผักชเี หมอื นสีกา ตอ้ งโรยหนา้ เสียสักหนอ่ ยอร่อยใจ
จงทราบความตามจริงทกุ ส่ิงส้ิน อย่านึกนนิ ทาแกลง้ แหนงไฉน
นักเลงกลอนนอนเปลา่ ก็เศร้าใจ จึงรา่ ไรเรือ่ งรา้ งเล่นบา้ งเอย
๕
เกรด็ ความรู้
วัดราชบุรณราชวรวหิ าร
วดั ราชบุรณราชวรวิหารหรอื วัดเลยี บ เปน็ วัดเก่าแก่สร้างขึ้นต้ังแต่
สมัยอยุธยาโดยพ่อคา้ ชาวจนี วัดน้ีนับเป็นหน่งึ ใน ๓ วดั สาคญั ประจาราช
ธานี คือ วดั มหาธาตุ วัดราชประดษิ ฐ์ และวดั ราชบรู ณะ แต่เน่ืองจากวัด
ราชบุรณะตัง้ อยู่ใกล้สถานทสี่ าคัญทางยทุ ธศาสตร์ คอื สะพานพระพุทธ
ยอดฟ้าฯ และโรงไฟฟ้า เปน็ เหตุใหส้ ิ่งกอ่ สรา้ งสาคัญภายในวดั โดยเฉพาะ
พระอโุ บสถซง่ึ มีภาพจติ รกรรมฝาผนงั ฝมี ือขรวั อนิ โข่งถูกระเบิดทาลายใน
ระหวา่ งสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ คงเหลือแต่พระปรางค์ซ่ึงสร้างในสมัย
รัชกาลที่ ๓