The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by beam11058, 2021-09-28 05:41:24

e-book

e-book

รายงาน
เรอื่ ง ระบบจดั ฐานข้อมลู

โดย
นางสาวจฑุ ามาศ รักบุญ

เสนอ
อาจารย์สรุ ศกั ด์ิ จีนแฉง่

รายงานนี้เป็นสว่ นหนึ่งของการเรยี นวิชาระบบจดั ฐานข้อมูล
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564

วทิ ยาลัยเทคโนโลยีสหะพาณิชย์ บริหารธุรกจิ



คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ระบบจัดฐานข้อมูล เพื่อให้ได้ศึกษาความรู้ในเรื่อง
ระบบจัดฐานขอ้ มูล
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูล
เรื่องน้อี ยู่ หากผดิ พลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ทนี่ ี้ดว้ ย

ผ้จู ดั ทำ

สารบัญ หน้า
เร่อื ง ก
คำนำ 1
ความรเู้ บอื้ งตน้ เกย่ี วกับฐานข้อมลู 1-4
1.ความหมายของฐานข้อมลู 4-6
2.โครงสร้างของฐานข้อมูล 6-7
3.ความเปน็ มาของระบบการจัดการฐานขอ้ มูล 7
4.องคป์ ระกอบของระบบฐานข้อมูล 8-10
5.ขอ้ ดแี ละข้อเสียของการประมวลผลขอ้ มูลในฐานขอ้ มลู 10-13
6.รปู แบบของฐานขอ้ มูล 13-14
7.ระดบั ของข้อมลู 14-17
8.รูปแบบของข้อมูล 18
9.การออกแบบฐานข้อมลู 18-19
10.ภาษาของฐานข้อมูล 19-21
11.การจดั ระบบข้อมลู ในรูปแบบบรรทดั ฐาน 22-35
12.แบบจำลองความสมั พันธ์ระหว่างข้อมลู 36-38
13.ปญั หาและการควบคุมการใช้ระบบฐานขอ้ มูล 39
บรรณานุกรม 40
ผจู้ ดั ทำ

1

ความรเู้ บือ้ งต้นเกีย่ วกบั ฐานข้อมูล
สังคมในปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของสารสนเทศที่สามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลก ระบบ
ฐานข้อมูลได้เข้ามามีบทบาทในสังคมปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ พัฒนาระบบ
สารสนเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา การแพทย์และการ ประกอบการอื่นๆ สำหรับ
การพัฒนาและออกแบบสารสนเทศจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ ฐานข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูล
และเทคโนโลยีระบบจัดการฐานขอ้ มลู โดยนําเอาระบบฐานข้อมูล เขา้ มาใช้ในการเกบ็ ขอ้ มลู หรอื บริหารจัดการ
ข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจ การวางแผน และ
กำหนดแนวทางขององค์กร ธุรกิจใดหรือผู้ใด สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วที่สุด ถูกต้องที่สุด ทันต่อ
เหตุการณ์มีความปลอดภัยสูง เชื่อถือได้ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างครบถ้วน ผู้
นั้นย่อมประสบความสำเร็จใน การดําเนินงานสูง ในหน่วยที่ 1 นี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้นที่เป็นพ้ืน
ฐานความรู้ในเรื่องของฐานข้อมูล ประกอบด้วย ความหมายของฐานข้อมูล โครงสร้างของฐานข้อมูล ความ
เป็นมาของฐานข้อมูล องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล และข้อดีกับข้อเสียของการประมวลผลข้อมูลใน
ฐานข้อมลู ซ่ึงมี รายละเอยี ดดงั น้ี
1. ความหมายของฐานขอ้ มลู
ฐานขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ คอื อะไร
ประวตั กิ ารออกแบบฐานขอ้ มลู การออกแบบฐานข้อมูลเชิงสมั พันธ์

ฐานข้อมูล คือ ชุดของสารสนเทศที่มีโครงสร้างสม่ำเสมอ ชุดของสารสนเทศใด ๆ ก็อาจเรียกว่าเป็น
ฐานข้อมูลได้ถึงกระนั้น คำว่าฐานข้อมูลนี้มักใช้อ้างถึงข้อมูลที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และถูกใช้สว่ นใหญ่

2

เฉพาะในวิชาการคอมพิวเตอร์ บางครั้งคำนี้ก็ถูกใช้เพื่ออ้างถึงข้อมูลที่ยังมิได้ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์
เชน่ กนั ในแง่ของการวางแผนให้ขอ้ มูลดงั กล่าวสามารถประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้

ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ถกู พัฒนาเป็นครัง้ แรกในทศวรรษ 1960 ซ่ึงผู้บุกเบิก
ในสาขานคี้ ือ ชาลส์ บากแมน แบบจำลองข้อมลู สำคญั สองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซง่ึ เร่มิ ต้นด้วยแบบจำลอง
ข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL) และตามด้วยแบบจำลองเชิงลำดับชั้น (นำไปปฏิบัติใน IMS) แบบจำลองท้ัง
สองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วย แบบจำลองเชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับแบบจำลองอีกสองแบบ
แบบจำลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจำลองแบนราบ ซ่ึงออกแบบสำหรบั งานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจำลอง
ร่วมสมัยกับแบบจำลองเชิงสัมพนั ธอ์ ีกแบบ คอื ฐานขอ้ มลู เชงิ วตั ถุ หรือ โอโอดีบ3ี (OODB)

ในขณะที่แบบจำลองเชิงสัมพันธ์ มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเซตได้มีการเสนอแบบจำลองดัดแปลงซึ่งใช้
ทฤษฎีเซตคลุมเครอื (ซ่ึงมพี ื้นฐานมาจากตรรกะคลมุ เครือ) ขน้ึ เปน็ อีกทางเลอื กหน่ึง

ปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐานโครงสร้างฐานข้อมูลเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างระบบให้
สืบคน้ รวมกันเสมอื นเปน็ ฐานข้อมูลเดียวกนั และการสบื คน้ ต้องแสดงผลตรงตามคำถามมาตรฐานดงั กล่าวได้แก่
XML RDF Dublin Core Metadata เปน็ ตน้ และสงิ่ สำคญั อีกประการหนง่ึ ท่ีจะชว่ ยให้การแลกเปล่ียนข้อมูลร
หว่างต่างหน่วยงานได้ดี คือการใช้ Taxonomy และ อรรถาภิธาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการความรู้ใน
ลักษณะศัพทค์ วบคมุ เพ่อื จำกัดความหมายของคำท่ใี ช้ได้หลายคำในความหมายเดยี วกนั ระบบจัดการฐานข้อมูล

ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลนั้นโดยทั่วไปเรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ ดีบีเอ็มเอส
(DBMS - Database Management System) สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ของดีบีเอ็มเอสอาจมีได้หลายแบบ
เช่น สำหรับฐานข้อมูลขนาดเล็กที่มีผู้ใช้คนเดียว บ่อยครั้งที่หน้าที่ทั้งหมดจะจัดการด้วยโปรแกรมเพียง
โปรแกรมเดียว ส่วนฐานขอ้ มูลขนาดใหญ่ที่มผี ู้ใช้จำนวนมากน้ันปกติจะประกอบดว้ ยโปรแกรมหลายโปรแกรม
ดว้ ยกนั และโดยทัว่ ไปส่วนใหญ่จะใช้สถาปตั ยกรรมแบบรบั -ใหบ้ ริการ (client-server)

โปรแกรมส่วนหน้า (front-end) ของดีบีเอ็มเอส (ได้แก่ โปรแกรมรับบริการ) จะเกี่ยวข้องเฉพาะการ
นำเข้าข้อมูล, การตรวจสอบ, และการรายงานผลเป็นสำคัญในขณะทโี่ ปรแกรมส่วนหลัง (back-end) ซ่ึงได้แก่
โปรแกรมให้บริการจะเป็นชุดของโปรแกรมที่ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม, การเก็บข้อมูล, และการ
ตอบสนองการร้องขอจากโปรแกรมส่วนหน้า โดยปกติแล้วการค้นหาและการเรียงลำดับ จะดำเนินการโดย
โปรแกรมใหบ้ ริการ รูปแบบของระบบฐานข้อมลู มีหลากหลายรูปแบบด้วยกนั นับตงั้ แต่การใช้ตารางอย่างง่าย
ทเี่ กบ็ ในแฟม้ ข้อมลู แฟม้ เดียวไปจนกระท่ังฐานข้อมูลขนาดใหญ่มากท่ีมีระเบียนหลายลา้ นระเบยี นซ่งึ เกบ็ ในห้อง
ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยดสิ กไ์ ดรฟห์ รืออปุ กรณห์ นว่ ยเก็บข้อมลู อเิ ล็กทรอนกิ สร์ อบขา้ ง (peripheral) อน่ื ๆ

3

การออกแบบฐานข้อมูล (Designing Databases) มีความสำคัญต่อการจัดการระบบฐานข้อมูล (DBMS)
ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่อยู่ภายในฐานข้อมูลจะต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลโครงสร้างของข้อมูลการ
เข้าถึงข้อมูลและกระบวนการที่โปรแกรมประยุกต์จะเรียกใช้ฐานข้อมูล ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งวิธีการสร้าง
ฐานขอ้ มูลได้ 3ประเภท

1. รูปแบบข้อมูลแบบลำดับขั้นหรือโครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical data model) วิธีการสร้าง
ฐานข้อมูลแบบลำดับขั้นถูกพัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม จำกัด ในปี1980 ได้รับความนิยมมาก ในการพัฒนา
ฐานขอ้ มลู บนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และขนาดกลางโดยทโี่ ครงสร้างข้อมูลจะสร้างรปู แบบเหมือนต้นไม้
โดยความสัมพันธ์เป็นแบบหนงึ่ ต่อหลาย (One- to -Many)

2. รูปแบบข้อมูลแบบเครือข่าย (Network data Model) ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายมีความคล้ายคลึงกับ
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นต่างกันที่โครงสร้างแบบเครือข่าย อาจจะมีการติดต่อหลายต่อหนึ่ง (Many-to-one)
หรือหลายต่อหลาย (Many-to-many) กล่าวคือลูก (Child) อาจมีพ่อแม่ (Parent) มากกว่าหนึ่ง สำหรับ
ตวั อยา่ งฐานข้อมูลแบบเครือข่ายใหล้ องพิจารณาการจัดการข้อมูลของห้องสมุดซงึ่ รายการจะประกอบด้วย ชื่อ
เร่อื ง ผแู้ ตง่ สำนักพมิ พ์ ที่อยู่ ประเภท

3. รูปแบบความสัมพันธ์ข้อมูล (Relation data model) เป็นลักษณะการออกแบบฐานข้อมูลโดยจัด
ข้อมูลให้อยู่ในรูปของตารางที่มีระบบคล้ายแฟ้ม โดยที่ข้อมูลแต่ละแถว (Row) ของตารางจะแทนเรคอร์ด
(Record) สว่ นข้อมลู นแนวดง่ิ จะแทนคอลัมน์ (Column) ซง่ึ เป็นขอบเขตของข้อมูล (Field) โดยที่ตารางแต่ละ
ตารางที่สร้างขึ้นจะเป็นอิสระ ดังนั้นผู้ออกแบบฐานข้อมูลจะต้องมีการวางแผนถึงตารางข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้
เช่นระบบฐานข้อมูลบริษัทแห่งหนึ่ง ประกอบด้วยตารางประวัติพนักงาน ตารางแผนกและตารางข้อมูล
โครงการ แสดงประวตั พิ นักงาน ตารางแผนก และตารางข้อมลู โครงการ

การออกแบบฐานข้อมูลในองค์กรขนาดเล็กเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอาจเป็นเรื่องที่ไม่
ยุ่งยากนัก เนื่องจากระบบและขั้นตอนการทำงานภายในองค์กรไม่ซับซ้อน ปริมาณข้อมูลที่มีก็ไม่มาก และ
จำนวนผู้ใช้งานฐานข้อมูลก็มีเพียงไม่กี่คนหากทว่าในองค์กรขนาดใหญ่ซึ่ งมีระบบและขั้นตอนการทำงานท่ี
ซับซ้อนรวมทั้งมีปริมาณข้อมูลและผู้ใช้งานจำนวนมาก การออกแบบฐานข้อมูลจะเป็นเรื่องที่มีความละเอียด
ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการดำเนินการนานพอควรทีเดียว ทั้งนี้ฐานข้อมูลที่ได้รับการออกแบบอย่าง
เหมาะสมจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานภายในหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ขององค์กรได้ ซง่ึ จะทำให้
การดำเนินงานขององค์กรมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบ
ฐานข้อมูลภายในองคก์ รทัง้ น้กี ารออกแบบฐานข้อมลู ท่นี ำซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลมาช่วยในการ

ดำเนินการสามารถจำแนกหลักในการดำเนินการได้ 6 ขัน้ ตอน คอื

4

1. การรวบรวมและวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการในการใช้ข้อมลู

2. การเลอื กระบบจัดการฐานขอ้ มลู

3. การออกแบบฐานข้อมลู ในระดับแนวคิด

4. การนำฐานข้อมลู ทอ่ี อกแบบในระดบั แนวคิดเข้าสู่ระบบจดั การฐานข้อมลู

5. การออกแบบฐานข้อมลู ในระดบั กายภาพ

6. การนำฐานข้อมูลไปใชแ้ ละการประเมนิ ผล

การออกแบบฐานขอ้ มลู ในระดับตรรกะ

การออกแบบฐานข้อมูลในระดับตรรกะ หรือในระดับแนวความคิดเป็นขั้นตอนการออกแบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในระบบโดยใช้แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ซึ่งอธิบายโดยใช้แผนภาพแสดง
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล (E-R Diagram) จากแผนภาพ E-R Diagram นำมาสร้างเป็นตารางข้อมูล
(Mapping E-R Diagram to Relation) และใช้ทฤษฏีการ Normalization เพื่อเป็นการรับประกันว่าข้อมูลมี
ความซ้ำซ้อนกนั น้อยที่สดุ

2. โครงสร้างของฐานข้อมูล

บิท (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมลู ท่ีมขี นาดเล็กทส่ี ดุ
ไบท์ (Byte) หมายถึง หนว่ ยของข้อมูลที่เกิดจากการนำบทิ มารวมกันเปน็ ตัวอกั ขระ (Character)
เขตข้อมูล (Field)หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันแล้วได้
ความหมายของสิง่ ใดสงิ่ หนึ่ง
ระเบียน (Record)หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนเอาเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลมารวมกัน เพื่อ
เกิดเป็นข้อมูลเรอื่ งใดเรื่องหนึ่ง
แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึงหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลาย ๆ ระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกันมา
รวมกัน เชน่ แฟ้มข้อมูลนกั ศกึ ษา แฟ้มข้อมูลลูกคา้ แฟ้มขอ้ มลู พนักงาน

2.1. ฐานขอ้ มลู เชิงสัมพันธ์ (Relational Database)
เป็นการเกบ็ ข้อมูลในรปู แบบท่เี ปน็ ตาราง (Table) หรือเรยี กวา่ รเี ลชน่ั (Relation) มีลกั ษณะ

เป็น 2 มิติ คือเป็นแถว (row) และเป็นคอลัมน์ (column) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดย
ใช้แอททริบวิ ต์ (attribute) หรอื คอลมั นท์ ี่เหมือนกนั ท้งั สองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูล ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพันธ์
นีจ้ ะเป็นรูปแบบของฐานข้อมลู ทนี่ ยิ มใช้ในปัจจบุ นั ดังตวั อย่าง

5

พนกั งาน

รหสั พนกั งาน ช่ือพนกั งาน ท่อี ยู่ เงนิ เดอื น ร หั ส
แผนก
12501535 นายสมพงศ์ กรงุ เทพ
12534568 นายมนตรี นครปฐม 12000 VO
12503452 นายเอก กรงุ เทพ 12500 VN
12356892 นายบรรทัด นนทบรุ ี 13500 VO
15689730 นายราชัน สมุทรปราการ 11500 VD
12000 VA

2.2. ฐานข้อมลู แบบเครอื ขา่ ย (Network Database)
ฐานข้อมลู แบบเครอื ขา่ ยจะเป็นการรวมระเบยี นต่าง ๆ และความสัมพันธ์ระหวา่ งระเบยี นแต่

จะต่างกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะแฝงความสัมพันธ์เอาไว้ โดยระเบียนที่มี
ความสัมพันธ์กันจะต้องมีค่าของข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งเหมือนกัน แต่ ฐานข้อมูลแบบ
เครอื ข่าย จะแสดงความสัมพนั ธ์อย่างชัดเจน ตัวอยา่ งเชน่

6

2.3. ฐานขอ้ มูลแบบลำดับชน้ั (Hierarchical Database)
ฐานขอ้ มูลแบบลำดบั ช้นั เป็นโครงสร้างทจ่ี ัดเก็บขอ้ มูลในลักษณะความสมั พันธ์แบบพ่อ-ลูก

(Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรอื เปน็ โครงสรา้ งรูปแบบตน้ ไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บใน
ที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล ( Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ

3. ความเป็นมาของระบบการจัดการฐานข้อมูล
การจัดการฐานข้อมูลเริ่มต้นจากการที่องค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกา หรือนาซาได้ว่าจ้าง
บรษิ ทั ไอบเี อม็ (IBM) ประเทศสหรฐั อเมริกา ใหอ้ อกแบบระบบเกบ็ รวบรวมข้อมูลที่ไดจ้ ากการสำรวจดวงจันทร์
ในโครงการอะพอลโล (โครงการอะพอลโลเป็นโครงการสำรวจอวกาศอย่างจริงจัง และมีการส่งมนุษย์ขึ้นบน
ดวงจนั ทร์ไดส้ ำเรจ็ ดว้ ยยานอะพอลโล 11) ได้พฒั นาระบบการดูแลขอ้ มลู เรยี กว่า ระบบ GUAM (Generalized
Upgrade Access Method) ซ่ึงถือเป็นตน้ กำเนิดของระบบการจัดการฐานข้อมูล
ตอ่ มาบรษิ ทั ไอบเี อ็ม ได้พัฒนาระบบการจดั การฐานข้อมูลขึ้นมาใหม่เพ่ือให้ใช้งานกบั ธุรกจิ ทวั่ ๆ ไปได้ เรียกว่า
DL/I (Data Language/I ) จนในทสี่ ุดกไ็ ดก้ ลายมาเป็นระบบ IMS ( Information Management System)
ในช่วงปี พ.ศ. 2525 มีการนำระบบฐานข้อมูลเข้ามาใช้กับคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ ได้มีการคิดค้นและผลิต
ซอฟตแ์ วรเ์ ก่ียวกบั ฐานข้อมลู ออกมามากมาย การเจรญิ เติบโตของการจัดการฐานข้อมลู รดุ หน้าไปอยา่ งรวดเร็ว
พรอ้ มกบั ระบบคอมพิวเตอรแ์ ละมีการพัฒนามาจนถงึ ทุกวนั น้ี
ปัจจุบันได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเก็บข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทั่วไปโดยท่ีผู้ใช้ไม่ต้องเขียน
โปรแกรมเอง เพียงแต่เรียนรู้คำสั่งการเรียกใช้ข้อมูลหรือการจัดการข้อมูล เช่น การป้อนข้อมูล การบันทึก
ขอ้ มลู การแก้ไขและเปลี่ยนแปลงขอ้ มูล เปน็ ตน้

7

ในอดีตยุคที่มีไมโครคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นแรกๆ โปรแกรมสำเร็จรูปทางด้านการจัดการฐานข้อมูลที่นิย มใช้กัน
อย่างแพร่หลาย คือ Personal Filling System) ต่อมาได้มีโปรแกรมฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นหลายโปรแกรม เช่น
Datastar DB Master และ dBASE II เป็นต้นโดยเฉพาะโปรแกรม dBASE II ได้รับความนิยมมาก จนกระท่ัง
ในปี พ.ศ. 2528 ผผู้ ลติ ได้สรา้ ง dBASE III Plus ออกมาซงึ่ สามารถจัดการฐานข้อมลู แบบสัมพันธ์ (relational)
เชื่อมโยงแฟ้มข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน ค้นหา และนำมาสร้างเป็นรายงานตามความต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
ต่อมาได้มกี ารสรา้ ง โปรแกรมสำเร็จรปู เก่ียวกบั ฐานข้อมูลออกมา เชน่ FoxBASE, FoxPro, Microsoft Access
และ Oracle เปน็ ต้น

4. องค์ประกอบของระบบฐานขอ้ มูล
ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่ เป็นระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดเก็บข้อมูล แบ่ง

ออกเป็น 5 ประเภท คือ
1. ฮารด์ แวร์ (Hardware)
ในระบบฐานข้อมูลที่มีประสทิ ธภิ าพควรมฮี าร์ดแวร์ต่าง ๆ ท่พี รอ้ มจะอำนวยความสะดวกในการ

บรหิ ารฐานขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
2. โปรแกรม (Program)
ในการประมวลผลฐานขอ้ มูลนัน้ ตอ้ งใชง้ านหลายรปู แบบ จึงจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมทที่ ำหนา้ ที่

ต่าง ๆ ได้ เช่น ควบคุมดูแลฐานข้อมูล สร้างฐานข้อมูล สร้างรายงาน จัดการรายงาน เป็นต้น เรียกว่า ระบบ
จัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) โดยโปรแกรมเหล่านี้ทำหน้าที่จัดการ
ฐานข้อมูลและเป็นสอ่ื กลางระหวา่ งผู้ใช้และโปรแกรมประยกุ ต์ต่าง ๆ

3. ขอ้ มลู (Data)
ฐานข้อมูลเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลใหเ้ ปน็ ศูนย์กลางข้อมูลอย่างมรี ะบบ ซ่ึงข้อมลู เหล่าน้สี ามารถเรียกใช้
รว่ มกนั ได้

4. บคุ ลากร (People)
มดี ังน้ี
• ผใู้ ช้ทวั่ ไป (User)
• พนกั งานปฏิบัตกิ าร (Operator)
• นกั วเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ (System Analyst)
• ผู้เขียนโปรแกรมประยกุ ตใ์ ชง้ าน (Programmer)
• ผู้บรหิ ารฐานขอ้ มลู (Database Administrator : DBA)

5. ข้นั ตอนการปฏิบัตงิ าน (Procedures)
ควรมกี ารจดั ทำเอกสารท่รี ะบุขน้ั ตอนการทำงานของหนา้ ท่ีงานตา่ ง ๆ ไว้ ซ่งึ จะช่วยในการทำงาน

และแก้ปญั หา

8

5. ขอ้ ดีและขอ้ เสียของการประมวลผลข้อมูลในฐานขอ้ มลู
ขอ้ ดีของฐานข้อมูล
การจัดเกบ็ ขอ้ มูลเปน็ ฐานขอ้ มลู ได้เปรียบกว่าการจัดเก็บข้อมลู แบบแฟ้มขอ้ มลู ดงั น้ี
1. หลกี เลีย่ งความขดั แยง้ ของข้อมลู การจดั เกบ็ ข้อมูลแบบแฟม้ ข้อมลู โดยขอ้ มลู เรอื่ งเดยี วกันอาจมี

อยู่หลายแฟ้มขอ้ มลู ซึง่ กอ่ ให้เกิดความขดั แยง้ ของข้อมลู ได้ ( Inconsistency )
2. สามารถใช้ข้อมลู รว่ มกนั ได้ ฐานขอ้ มลู เป็นการจัดเก็บข้อมลู รวมไวด้ ้วยกนั เมื่อผใู้ ชต้ ้องการข้อมูล

จากฐานขอ้ มูล ซ่ึงเป็นขอ้ มลู ทม่ี าจากแฟม้ ข้อมูลท่แี ตกตา่ งกนั จะทำได้งา่ ย
3. สามารถลดความซ้ำซอ้ นของข้อมูล การจดั เก็บข้อมูลในลักษณะแฟม้ ข้อมลู อาจทำให้ข้อมูล

ประเภทเดียวกันถูกเก็บไว้หลาย ๆ แห่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Reclundancy ) การนำข้อมูลมารวมเก็บไว้
ในฐานขอ้ มลู จะชว่ ยลดปญั หาความซำ้ ซอ้ นได้

4. รักษาความถกู ตอ้ ง ฐานขอ้ มลู บางครัง้ อาจมีข้อผิดพลาดข้นึ เชน่ การป้อนข้อมูลผิด ซึง่ ระบบการ
จัดการฐานขอ้ มลู สามารถระบุกฎเกณฑ์เพ่ือควบคุมความผดิ พลาดที่อาจเกดิ ขึน้ ได้

5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดยี วกันได้ เพราะในระบบฐานข้อมลู จะมกี ลุ่มบุคคลท่คี อย
บรหิ ารฐานขอ้ มูล กำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเกบ็ ข้อมูลในลกั ษณะเดียวกัน

6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภยั ของข้อมลู ได้ ผู้บรหิ ารระบบฐานข้อมูลสามารถกำหนดการ
เรยี กใชข้ อ้ มูลของผใู้ ช้แต่ละคนใหแ้ ตกตา่ งกันตามหนา้ ที่ ความรับผดิ ชอบได้งา่ ย

7. ความเป็นอิสระของข้อมูลและโปรแกรม โปรแกรมทีใ่ ชใ้ นแตล่ ะแฟม้ ข้อมูลจะมคี วามสัมพันธก์ ับ
แฟ้มข้อมลู โดยตรง ถ้าหากมีการแกไ้ ขเปลยี่ นแปลงโครงสร้างข้อมลู กท็ ำการแก้ไขโปรแกรมนน้ั ๆ

8. ลดความจำเจของงานดแู ลเอกสาร ซ่งึ เป็นงานประจำทที่ ำใหผ้ ู้ดูแลรู้สึกเบือ่ หนา่ ย และขาด
แรงจูงใจ แตเ่ ราสามารถใชค้ อมพวิ เตอร์ในการปฏบิ ัติงานนี้แทนมนุษย์ได้ โดยผา่ นโปรแกรมสำหรับการจัดการ
ฐานข้อมูล

9. ข้อมลู ที่จัดเกบ็ มีความทนั สมัย เมอ่ื ขอ้ มูลในระบบฐานขอ้ มูลไดร้ ับการดแู ลปรบั ปรงุ อยา่ งต่อเน่ือง
ทำใหข้ อ้ มลู ที่จดั เกบ็ เปน็ ข้อมลู ท่มี ีความทันสมัย ตรงกับเหตกุ ารณ์ในปัจจบุ นั และตรงกบั ความตอ้ งการอย่เู สมอ

10. ลดความซ้ำซ้อนในการจดั เก็บขอ้ มูล เนื่องจากการจดั ทำฐานขอ้ มลู จะมีการรวบรวมขอ้ มลู

9

ประเภทต่างๆ เข้ามาจัดเก็บไว้ในระบบและเก็บข้อมูลเพียงชุดเดียว ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถเรียกใช้
ข้อมูลที่ต้องการได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ และทำให้เกิดความรวดเร็วในการค้นหาและจัดเก็บ
ข้อมูลดว้ ย

11. หลกี เลีย่ งความขัดแย้งของขอ้ มลู ได้ เมอ่ื ข้อมูลถกู จัดเกบ็ ในระบบฐานข้อมูล จะทำให้ขอ้ มลู ลด

ความซ้ำซ้อนลง คือ มีข้อมูลแต่ละประเภทเพียงหนึง่ ชุดในระบบ ทำให้ข้อมูลที่เก็บได้ไม่ขัดแยง้ กันเอง ในกรณี
ที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อสาเหตุบางประการ เช่น เพื่อความรวดเร็วในการประมวลผลข้อมูล
ระบบจัดการฐานขอ้ มูลจะเปน็ ผ้ดู แู ลขอ้ มูลทซ่ี ำ้ กันให้มคี วามถูกต้องตรงกนั

12. ใช้ขอ้ มูลร่วมกันได้ เนอ่ื งจากระบบการจัดการฐานขอ้ มลู สามารถจดั ใหผ้ ูใ้ ชแ้ ต่ละคนเข้าใช้ข้อมลู ใน

แฟ้มที่มีข้อมูลเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ฝ่ายบุคคลและฝ่ายการเงิน สามารถที่จะใช้ข้อมูลจากแฟ้ม
ประวัติพนักงานในระบบฐานข้อมูลได้พร้อมกนั

13. ควบคุมมาตรฐานของข้อมลู ได้ เมือ่ ข้อมูลต่างๆ ในหน่วยงานถูกรวบรวมเขา้ มา ผู้บริหารระบบ

ฐานข้อมูลสามารถที่จะวางมาตรฐานในการรับข้อมูล แสดงผลข้อมูล ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้ เช่น การ
กำหนดรูปแบบของตัวเลขให้มีทศนิยม 2 ตำแหน่งสำหรับค่าท่ีเป็นตัวเงิน การกำหนดรูปแบบของการรับ และ
แสดงผลสำหรับข้อมูลที่เป็นวันที่ นอกจากนี้การที่ข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างระบบไดอ้ ยา่ งสะดวก

14. จัดทำระบบการรกั ษาความปลอดภัยของข้อมลู ได้ ผู้บริหารระบบฐานขอ้ มลู สามารถกำหนด

รหัสผ่านเข้าใช้งานข้อมูลของผู้ใช้แต่ละราย โดยระบบการจัดการฐานข้อมูลจะทำการตรวจสอบสิทธิ์ในการ
ทำงานกบั ข้อมลู ทุกครง้ั เชน่ การตรวจสอบสิทธ์ใิ นการเรียกดูข้อมูล การลบขอ้ มลู การปรับปรงุ ข้อมูล และการ
เพิ่มขอ้ มูลในแตล่ ะแฟม้ ข้อมูล

15. ควบคมุ ความถกู ตอ้ งของข้อมูลได้ ปัญหาเร่ืองความขัดแยง้ กนั ของข้อมูลที่มีความซบั ซ้อน เป็น

ปัญหาหนึ่งในเรื่องความถกู ต้องของข้อมูล ซึ่งเมื่อได้มีการกำจัดความซับซ้อนของข้อมลู ออก ปัญหาเรื่องความ
ถูกต้องของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อายุโดยปกติของคนงาน ควรอยู่ระหว่าง 18 – 60 ปี ถ้าหากในระบบ
ฐานข้อมูล ปรากฏมีพนักงานที่มีอายุ 150 ปีซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบตั ิที่หน่วยงานจะมีการว่าจ้างคนงานท่มี ี
อายุเกิน 60 ปี และอายุของคนในปัจจุบันไม่ควรเกิน 100 ปี ผู้บริหารระบบฐานข้อมูลสามารถกำหนด
กฎเกณฑ์ในการนำเข้าข้อมูล และระบบจัดการฐานข้อมูลจะคอยควบคุมให้มีการนำเข้าข้อมูล เป็นไปตาม
กฎเกณฑ์ให้มีความถกู ต้อง

10

ข้อเสยี ของฐานขอ้ มลู
การเก็บข้อมลู รวมเปน็ ฐานข้อมูลมีข้อเสีย ดงั นี้คือ

1. มีต้นทนุ สูง ระบบฐานขอ้ มลู ก่อให้เกดิ ต้นทุนสูง เชน่ ซอฟทแ์ วรท์ ใ่ี ชใ้ นการจัดการระบบฐานข้อมูล
บุคลากร ต้นทนุ ในการปฏิบตั งิ าน และ ฮารด์ แวร์ เปน็ ตน้

2. มคี วามซับซ้อน การเริ่มใชร้ ะบบฐานข้อมลู อาจกอ่ ให้เกดิ ความซบั ซอ้ นได้ เชน่ การจัดเกบ็ ขอ้ มูล
การออกแบบฐานข้อมูล การเขยี นโปรแกรม เปน็ ตน้

3. การเสย่ี งตอ่ การหยดุ ชะงักของระบบ เนื่องจากขอ้ มลู ถูกจดั เก็บไวใ้ นลกั ษณะเป็นศูนย์รวม
(Centralized Database System ) ความลม้ เหลวของการทำงานบางส่วนในระบบอาจทำให้ระบบฐานข้อมูล
ท้ังระบบหยดุ ชะงกั ได้

4. เสยี คา่ ใช้จา่ ยสงู เน่ืองจากราคาของโปรแกรมทใี่ ช้ในระบบการจดั การฐานขอ้ มูลจะมรี าคาค่อนข้าง
แพง รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง คือ ต้องมีความเร็วสูง มี ขนาดหน่วยความจำและหน่วย
เก็บขอ้ มูลสำรองทม่ี ีความจมุ าก ทำใหต้ อ้ งเสียคา่ ใชจ้ ่ายสงู ในการจดั ทำระบบการจดั การฐานข้อมูล

5. เกดิ การสญู เสียขอ้ มูลได้ เนอ่ื งจากข้อมูลตา่ งๆ ภายในฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในที่เดยี วกนั
ดงั นน้ั ถา้ ทเ่ี ก็บข้อมลู เกดิ มปี ัญหา อาจทำให้ต้องสูญเสียขอ้ มูลท้ังหมดในฐานข้อมูลได้ ดังน้นั การจัดทำฐานข้อมูล
ท่ดี ีจงึ ต้องมกี ารสำรองขอ้ มูลไวเ้ สมอ

6. รูปแบบของฐานขอ้ มลู
ฐานข้อมูลโดยทั่วไปจะถูกสร้างให้มีโครงสร้างที่ง่ายต่อความเข้าใจและการใช้งานของผู้ใช้ โดยทั่วไป
แลว้ ฐานข้อมูลท่ีมีใช้อยู่ในปจั จุบนั จะมีโครงสร้าง 3 แบบด้วยกนั คอื ฐานข้อมลู แบบเชิง สัมพันธ์แบบลำดับขั้น
และแบบเครือข่าย ระบบฐานข้อมูลจะมีการเรียกใช้ข้อมูลโดยผู้ใช้หลายกลุ่ม ข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้มี
การแบ่งระดับของข้อมูลออกเป็นระดับต่างๆ เพื่อให้การใช้ข้อมูลของ ผู้ใช้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยมีระบบ
จัดการฐานข้อมูล ทำหนา้ ทเ่ี ช่ือมข้อมูลระหวา่ งขอ้ มูลในระดับ ตา่ งๆ เพือ่ ใหก้ ารเรียกใชข้ อ้ มูลมีประสิทธิภาพ
จะกล่าวถึงคำศพั ทพ์ ้นื ฐานทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับฐานข้อมลู เค้ารา่ งของฐานข้อมลู ความสมั พันธร์ ะหวา่ งข้อมูล
ของเอนทิตี้ ระดับของข้อมลู และรูปแบบของฐานขอ้ มลู ซง่ึ มีรายละเอยี ด ดงั น้ี

1. ศพั ทพ์ ื้นฐานของฐานข้อมลู
เอนทติ ้ี (Entity) หรอื ตาราง (Table) หรอื รเี ลชั่น (Relation) คือ การรวบรวมขอ้ มลู จัดเกบ็
ในรูปของตาราง 2 มิติ
แอททริบวิ ต์ (Attribute) คือ รายละเอียดของข้อมูลในเอนทติ ี้ เป็นช่อื เขตข้อมูล หรือ
ฟิลด(์ Field)
ความสมั พันธ์ (Relationship) คือ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งเอนทติ ี้ (Entity)

11

ทูเพิล (Tuple) คือ ค่าของข้อมูลในแต่ละแถว (Row) หรือที่เรียกว่า เรคอร์ด (Record) คาร์
ดนิ าลิตี้ (Cardinality) คอื จาํ นวนแถวของขอ้ มูลในแต่ละรีเลช่นั หรอื จาํ นวนเรคอรด์ ใน
คยี ์หลกั (Primary Key) หรอื คา่ เอกลกั ษณ์ (Unique Identifier) คือ แอททริบวิ ต์ท่ีมคี ่าของ
โดเมน (Domain) คอื ขอบเขตของคา่ ของข้อมูลทค่ี วรจะเป็นในแตล่ ะแอททรบิ ิวต์ ฐานขอ้ มูล
น่นั เองข้อมูลไมซ่ ำ้ กันในแต่ละทูเพลิ

2. เค้ารา่ งของฐานข้อมลู (Database Schema)
ในการออกแบบฐานข้อมูล ต้องระบุช่ือของเอนทิต้ี และรายละเอยี ดของแตล่ ะเอนทิตปี้ ระ

กอบ ด้วยแอททริบิวต์อะไรบ้าง มีลักษณะความสัมพันธ์ของข้อมูลในเอนทิตี้อย่างไร ซึ่งรายละเอียดของ
โครงสร้างของฐานข้อมูลน้ีเรียกว่าเค้าร่างของฐานข้อมูล(Database Schema) ส่วนข้อมูลท่ีถูก บันทึกลงใน
ฐานข้อมลู เรียกวา่ อินสแตนซ์ (Instance หรอื Occurrence) แสดงดงั ตารางที่ 2.1
Schema หมายถงึ โครงสรา้ งข้อมูลหรือนยิ ามขอ้ มูล
Instance หมายถึง เน้อื ขอ้ มูลท่ีเก็บอยใู่ นโครงสร้างข้อมูล

ตารางที่ 2.1 แสดงโครงสรา้ งของข้อมลู พนกั งานบรษิ ทั แห่งหน่ึง

จากตัวอย่างตารางท่ี 2.1 สามารถอธบิ ายโครงสร้างของขอ้ มลู ได้ดังน้ี
เคา้ ร่างของฐานขอ้ มูล (Database Schema) คอื รหสั พนกั งาน, ช่ือพนกั งาน, ตำแหน่ง, แผนก, วฒุ ิการศกึ ษา
เน้ือขอ้ มลู (Instance) คือ 55001, นางสาวสดุ สวย รกั งาน, ผ้จู ดั การทั่วไป, การตลาด, ปริญญาตรี

เมื่อมีการเรียกใช้หรือแก้ไขข้อมูลจะทำให้ค่าของข้อมูล(Instance) มีการเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดเวลาส่วนเค้า
ร่างท่ีได้จากการออกแบบฐานข้อมูล(Database Schema) ไม่ควรมีการ เปลี่ยนแปลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็
ไม่ควรให้เกิดข้ึนบ่อยคร้งั

12

3. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเอนทติ ้ี
การสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหว่างเอนทติ ี้ในฐานข้อมลู เชงิ สมั พนั ธ์กระทำได้ โดยการกาํ หนดให้

เอนทติ ้ีท่มี คี วามสัมพันธ์กันมีแอททริบวิ ต์ที่เหมือนกนั และใชค้ า่ ของแอททรบิ วิ ตท์ ่ีเหมือนกันเปน็ ตัว ระบุข้อมูล
ในเอนทิตี้ทม่ี คี วามสัมพันธก์ ันความสัมพันธ์ระหวา่ งเอนทติ ้ี แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี

3.1. ความสัมพันธแ์ บบหนงึ่ ตอ่ หนึง่ (One-to-one Relationship)
เปน็ การแสดงความสมั พนั ธ์ของข้อมูลในเอนทติ ี้หน่ึง วา่ มคี วามสัมพันธก์ ับข้อมลู ของอีก

เอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะที่เป็นหนึ่งต่อหนึ่ง เช่น ความสัมพันธ์ของประชาชนกับหมายเลขรหัสประจําตัว
ประชาชน ซึ่งประชาชน 1 คน จะต้องมีหมายเลขรหัสประจําตัวประชาชน 1 หมายเลข ซึ่งไม่ช้ำกัน นักศึกษา
กับรหัสประจําตัวนักศึกษา นักศึกษาแต่ละคนก็จะมีรหัสประจําตัวนักศึกษาไม่ ซํ้ากัน รถยนต์กับทะเบียน
รถยนตก์ เ็ ชน่ กัน รถยนต์แต่ละคันกจ็ ะมีหมายเลขทะเบียนไม่ช้ำกนั จึงมี ความสมั พันธ์แบบหน่งึ ต่อหน่ึง
แสดงดังรูปท่ี 2.1

3.2. ความสมั พนั ธแ์ บบหนง่ึ ต่อกลมุ่ (One-to-many Relationship)
เปน็ การแสดงความสมั พนั ธ์ของข้อมูลของเอนทิต้หี นึ่ง วา่ มคี วามสมั พันธก์ บั ข้อมลู หลาย

ข้อมูลกับอีกเอนทิตี้หนึ่ง เช่น ความสัมพันธ์ของ แผนกกับพนักงาน ซึ่งแผนกแต่ละแผนกจะประกอบไปด้วย
พนักงาน ท่ีสังกัดอยู่ในแผนกหลายคน ความสัมพันธ์ของโรงเรียนกับนักเรียน โรงเรียน 1 โรงเรียน มีนักเรียน
หลายคนเรยี นอยู่ ในโรงเรยี น จึงมคี วามสมั พันธแ์ บบหนึ่งตอ่ กลุ่ม แสดงดงั รูปที่ 2.2

13

3.3. ความสัมพันธ์แบบกล่มุ ต่อกลมุ่ (Many-to-many Relationship)
เป็นการแสดงความสัมพันธข์ องข้อมลู ของ 2 เอนทิต้ี ในลกั ษณะแบบกลมุ่ ตอ่ กลมุ่ เช่น

ความสัมพันธ์ของนักศึกษากับรายวิชา นักศึกษาหลายคน อาจลงทะเบียนเรียนได้หลาย รายวิชาในการ
ลงทะเบียนเรียนแต่ละภาคเรียน และอาจมีลงทะเบียนเรียนหลายครั้ง จึงมี ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ ม
ความสัมพันธ์ของลูกค้า/การสั่งซื้อกับสินค้า ลูกค้าหลายคน อาจซื้อสินค้าได้หลายชนิด ในการซื้อแต่ละคร้ัง
และอาจมกี ารสงั่ ซือ้ หลายครั้ง จึงมีความสมั พันธแ์ บบกลุ่มตอ่ กลมุ่ ท่ี 2.3 แสดงดงั รปู

7. ระดับของข้อมลู
ฐานข้อมูลเปน็ การนำข้อมูลท่เี กี่ยวข้องกนั มารวมกันไว้ในระบบเดียวกัน เพ่อื ให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อมูลที่

อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน ผู้ใช้แต่ละคนจะมองข้อมูลในแง่มุมหรือวิว(View) ที่ต่างกัน ผู้ใช้บางคนอาจต้องการ
เรียกใช้ข้อมูลทั้งแฟ้มข้อมูลบางคนอาจเรียกใช้ข้อมูลเพียงบางสว่ นของแฟ้มข้อมูล โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ
ว่าการจัดการข้อมูลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ดังนั้น การเลือกใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนที่ทำให้
การเลอื กใชข้ ้อมูลเกิดประสิทธภิ าพ

ฐานข้อมูลมีการเรียกใช้โดยผู้ใช้หลายกลุ่ม ข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้มีการแบ่งระดับของข้อมูล
ออกเป็นระดบั ตา่ งๆ เพอื่ ใหก้ ารใชข้ อ้ มูลของผใู้ ชเ้ ป็นไปอยา่ งเหมาะสม แบง่ เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. ระดบั ภายนอกหรอื วิว (External Level หรือ View)
ระดับภายนอกหรือวิว เป็นระดับของขอ้ มลู ท่อี ยูส่ งู ทสี่ ุด ประกอบด้วย ภาพทผ่ี ู้ใช้แต่ละคนมองข้อมลู

(View) เค้าร่างของขอ้ มูลระดบั นเ้ี กดิ จากความตอ้ งการข้อมลู ของผ้ใู ช้

2. ระดับแนวคดิ (Conceptual Level)
ระดับแนวคิด เปน็ ระดบั ของข้อมลู ท่อี ยู่ถัดลงมา อธบิ ายถงึ ฐานข้อมลู วา่ ประกอบดว้ ย เอนทิตี

โครงสร้างของข้อมูล ความสัมพันธ์ของข้อมูล กฎเกณฑ์และข้อมูลต่างๆ อย่างไร ข้อมูลในระดับนี้เป็นข้อมูลที่
ผ่านการวิเคราะห์และออกแบบโดยผู้บริหารฐานข้อมูล (DBA) หรือนักวิเคราะห์และออกแบบฐานข้อมูลเป็น
ระดบั ของขอ้ มลู ที่ถกู ออกแบบเพ่ือใหผ้ ูใ้ ช้ข้อมูลในระดับภายนอกสามารถเรยี กใช้ข้อมลู ได้

14

3. ระดับภายใน (Internal Level หรอื Physical Level)
ระดบั ภายใน เป็นระดับของขอ้ มูลทอี่ ย่ลู า่ งสดุ ซ่งึ ข้อมูลจะถกู เก็บอยูจ่ ริงในสือ่ ขอ้ มลู มโี ครงสรา้ งการ

จัดเก็บรูปแบบใด รวมถึงการเขา้ ถงึ ข้อมูลต่างๆ ในฐานข้อมลู เพอ่ื ดงึ ข้อมลู ทีต่ อ้ งการ

8. รูปแบบของฐานขอ้ มูล
ข้อมูลในฐานข้อมูลโดยทั่วไปจะถูกสร้างให้มีโครงสร้างที่ง่ายต่อความเข้าใจและการใช้งานของผู้ใช้

โดยทั่วไปแลว้ ฐานขอ้ มูลท่ีมใี ชอ้ ยู่ในปจั จบุ ันมี 3 รูปแบบดว้ ยกัน ดังนี้
1. ฐานขอ้ มูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)
ฐานขอ้ มลู แบบเชิงสมั พนั ธป์ ระกอบด้วยกลุ่มของเอนทิตี้ที่มีความสัมพันธก์ นั โดยขอ้ มลู ของแต่ละ

เอนทิตี้จะถูกจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตาราง 2 มิติในแนวแถว (Row) และแนวคอลัมน์ (Column) โดย
บรรทัดแรกของตารางคอื ช่ือแอททริบิวต์

ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ที่มีอยู่ในทั้งสองตารางเป็นตัว
เชื่อมโยงข้อมูลกัน ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นรูปแบบที่ง่าย และนิยมใช้ในปัจจุบัน ตัวอย่างรูปแบบฐานข้อมูล
เชงิ สมั พันธข์ องพนกั งานบรษิ ทั แห่งหนึง่ ประกอบดว้ ย 3 ตาราง

15

ตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างตารางข้อมูลพนักงาน

ตารางที่ 2แสดงตัวอย่างตารางข้อมลู ตําแหนง่

ตารางที่ 3แสดงตัวอยา่ งตารางขอ้ มูลแผนก

2. ฐานขอ้ มูลแบบลาํ ดบั ข้นั (Hierarchical Database)
เปน็ ฐานข้อมูลทีน่ ําเสนอขอ้ มูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในรปู แบบของโครงสรา้ งตน้ ไม้

(Tree Structure) เป็นโครงสร้างลักษณะคล้ายต้นไม้เป็นลําดับขั้น ซึ่งแตกออกเป็นกิ่งก้านสาขา ผู้ที่คิดค้น
ฐานข้อมูลแบบนี้คือ North American Rockwell โดยใช้แนวความคิดของโปรแกรม Generalized Update
Access Method (GUAM) โครงสร้างของฐานข้อมูลแบบลําดับขั้นจะมีโครงสร้างของข้อมูลเป็นลักษณะ
ความสัมพันธ์แบบพ่อลูก คือ พ่อ (Parent) 1 คนมีลูก (Child) ได้หลายคน แต่ลูกมีพ่อได้คนเดียว
(ความสัมพนั ธ์แบบ 1 ต่อ n) หรือแบบพ่อคนเดียวมีลกู 1 คน (ความสัมพันธ์แบบ 1 ตอ่ 1) ซ่งึ จัดแยกออกเป็น
ลําดับขั้น โดยระดับขั้นที่ 1 จะมีเพียงแฟ้มข้อมูลเดียว คือ พ่อ ในระดับขั้นที่ 2 และระดับขั้นที่ 3 จะมีกี่
แฟม้ ข้อมูลก็ได้โดยในโครงสร้างข้อมลู แบบลําดับขัน้ แต่ละกรอบจะมีตวั ชี้ (Pointers) หรอื หัวลูกศรว่ิงเข้าหาได้

16

ไม่เกิน 1 หัวกฎควบคุมความถูกต้อง คือ เรคอร์ดพ่อสามารถมีเรคอร์ดลูกได้หลายเรคอร์ดแต่เรคอร์ดลูกแต่
ละเรคอร์ดจะมีเรคอร์ดพ่อได้เพียงเรคอร์ดเดียวเท่านั้นตัวอย่าง ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ในการขายสินค้า
พนกั งานขายสามารถขายสนิ ค้าให้แกล่ ูกคา้ ได้หลายคน แตล่ ูกคา้ แตล่ ะคนต้องซ้ือสนิ ค้ากบั พนกั งาน 1 คน แต่ก็
สามารถซอ้ื สนิ คา้ ไดม้ ากกว่า 1 อย่างข้ึนไป

ลักษณะเดน่ ของรูปแบบฐานข้อมูลแบบลาํ ดบั ขนั้
• เปน็ ฐานข้อมูลทมี่ รี ะบบโครงสรา้ งซบั ซอ้ นนอ้ ยทสี่ ุด
• มคี า่ ใชจ้ า่ ยในการจัดสร้างฐานข้อมลู น้อย
• ลักษณะโครงสร้างเข้าใจง่าย
• เหมาะสําหรับงานที่ต้องการค้นหาข้อมูลแบบมีเงื่อนไขเป็นระดับและออกรายงานแบบเรียงลําดับ
ต่อเนอื่ ง
• ป้องกนั ระบบความลับของข้อมูลได้ดีเน่ืองจากต้องอ่านแฟ้มข้อมูลที่เป็นตน้ กําเนดิ กอ่ น

ข้อจํากดั ของรูปแบบฐานข้อมลู แบบลาํ ดับข้ัน
• มโี อกาสเกดิ ความซํ้าซอ้ นมากท่ีสุดเม่อื เทียบกับฐานขอ้ มูลแบบโครงสรา้ งอื่น
• ขาดความสมั พันธ์ระหวา่ งแฟม้ ขอ้ มูลในรูปเครือขา่ ย
• มีความคล่องตัวน้อยกว่าโครงสร้างแบบอื่นๆ เพราะการเรียกใช้ข้อมูลต้องผ่านทางต้นกําเนิด
(root) เสมอ ถา้ ตอ้ งการคน้ หาขอ้ มลู ซง่ึ ปรากฏในระดบั ลา่ งๆ แล้ว จะต้องคน้ หาทง้ั แฟ้ม

3. ฐานขอ้ มูลแบบเครือขา่ ย (Network Database)
โครงสรา้ งของขอ้ มูลแต่ละแฟม้ ข้อมูลมคี วามสมั พนั ธ์คล้ายร่างแห โดยมีลกั ษณะโครงสร้างคล้าย

กับโครงสร้างแบบลําดับขั้น แตกต่างกันตรงที่โครงสร้างแบบเครือข่ายสามารถมีต้นกําเนิดของข้อมูลได้
มากกว่า 1 เรคอร์ด การออกแบบลักษณะของฐานข้อมูลแบบเครือข่ายทําให้สะดวกในการค้นหามากกว่า
ลักษณะฐานข้อมูลแบบลําดับขั้น เพราะไม่ต้องไปเริ่มค้นหาตั้งแต่ข้อมูลต้นกําเนิดโดยทางเดียว ข้อมูลแต่ล ะ
กลุ่มจะเชื่อมโยงกันโดยตัวชี้ข้อมูลภายในฐานข้อมูลแบบนี้สามารถมีความสัมพันธ์กันแบบใดก็ได้อาจเป็นหนึ่ง
ต่อหน่งึ หนึง่ ตอ่ กลุ่ม หรอื กลุ่มต่อกลมุ่

17

กฎการควบคมุ ของฐานขอ้ มูลแบบเครือขา่ ย
โครงสร้างแบบเครือข่ายสามารถยินยอมให้ระดับขั้นที่อยู่เหนือกว่ามีหลายแฟ้มข้อมูลแม้ว่าระดับข้ัน

ถัดลงมาจะมีเพียงแฟ้มข้อมูลเดียว โดยเรคอร์ดที่อยู่เหนือกว่ามีความสัมพันธ์กับเรคอร์ดที่อยู่ระดับล่างได้
มากกว่า1เรคอร์ด โดยแต่ละเรคอร์ดสมั พันธ์กันด้วยการลิงค์ (Links) ฐานข้อมูลแบบเครอื ข่ายจะทําใหส้ ะดวก
ในการค้นหามากกว่าฐานข้อมูลแบบลําดับขั้น เพราะไม่ต้องไปเริ่มค้นหาตั้งแต่ข้อมูลต้นกําเนิดโดยทางเดียว
ข้อมลู แต่ละกล่มุ จะเชือ่ มโยงกันโดยตวั ชี้
ตวั อย่างของโครงสร้างข้อมลู แบบเครือข่าย เช่น รา้ นขายอุปกรณ์คอมพิวเตอรแ์ หง่ หนงึ่ สัง่ สินค้าหลายชนิดจาก
ผู้ผลิตสินค้าหลายๆ บริษัท แล้วนําสินค้าไปเก็บไว้ในคลังสินค้า ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของผู้ผลิตสินค้าและ
คลังสินค้า โดยการใช้ลกู ศรเชอื่ มโยง

แสดงโครงสรา้ งฐานขอ้ มูลแบบเครอื ข่าย

แสดงตวั อยา่ งรูปแบบฐานข้อมลู แบบเครือขา่ ย
พบว่าผู้ผลิตสินค้ากับสินค้า มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม กล่าวคือ ผู้ผลิตสินค้าแต่ละบริษัท
สามารถขายส่งสินคา้ ไดม้ ากกวา่ 1 ชนิด และสินคา้ แตล่ ะชนิดก็สามารถสัง่ ได้จากผ้ผู ลิตสนิ ค้ามากกวา่ 1 บริษัท
สว่ นสนิ ค้ากับคลังสินค้า มีความสัมพันธแ์ บบหน่งึ ต่อหน่งึ กลา่ วคอื ทเ่ี กบ็ สินค้าในคลังสินค้าแตล่ ะแหง่ จะใช้เก็บ
สนิ ค้าแต่ละชนดิ เทา่ น้ัน

18

9. การออกแบบฐานขอ้ มลู
การออกแบบระบบฐานข้อมลู เป็นขัน้ ตอนแรกในการสร้างแอพพลิเคช่นั ฐานข้อมูล

จดุ ประสงค์ในการออกแบบฐานข้อมลู
• ลดความซำ้ ซ้อนข้อมูลในฐานข้อมูล
• ตอบสนองความจำเป็นในการเรียกใชข้ ้อมลู โดยใชเ้ วลาสน้ั ท่สี ุด
• ชว่ ยใหต้ รวจสอบความถกู ต้องรวมทง้ั จดั มาตรฐานของข้อมลู ได้สะดวก
• สามารถกำหนดลักษณะของผู้ใชแ้ ต่ละประเภทได้
• ทำใหม้ ีความเปน็ อิสระระหว่างขอ้ มลู กับโปรแกรม

ข้นั ตอนในการออกแบบฐานข้อมูล
• กำหนดเอนทติ ้ที ุกตวั ในระบบฐานข้อมลู น้ัน ๆ
• กำหนดคยี ห์ ลัก
• กำหนดความสมั พันธ์ระหวา่ งเอนทติ ้ี
• ทำการเปลีย่ นเอนทติ ีใ้ ห้อยใู่ นรูปตาราง

10. ภาษาของฐานข้อมลู
การสอ่ื สารของสังคมมนุษย์ ต้องอาศยั ภาษา เปน็ สื่อในการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร สำหรบั ระบบฐานขอ้ มูล ก็

ต้องใช้ภาษาฐานขอ้ มูล ในการกำหนดลกั ษณะต่างๆ และการใช้งานระบบฐานข้อมูล เนือ่ งจากระบบฐานข้อมูล
แยกออกเป็นส่วนของข้อมูล กบั ส่วนของซอฟต์แวร์ท่ใี ช้จัดการฐานข้อมลู สถาปัตยกรรมของระบบฐานข้อมูลที่
ได้รับความนิยมสูงสูด คือ สถาปัตยกรรม ๓ เค้าร่าง (Three-Schema Architecture) ซึ่งสนับสนุนการแยก
ระบบฐานข้อมูลของทั้งสองส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน สถาปัตยกรรมนี้ประกอบด้วย เค้าร่างภายใน
(Internal Schema) เค้าร่างเชิงแนวคิด (Conceptual Schema) และเค้าร่างภายนอก (External Schema)
ดังนั้น ภาษาของระบบฐานข้อมูลจะเป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายเค้าร่างแต่ละชั้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเภท
ไดแ้ ก่

ภาษากำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Definition Language : DDL)
เป็นภาษาที่ใช้กำหนดเค้าร่างภายใน (internal schema) และเค้าร่างเชิงแนวคิด (conceptual schema) ใช้
ใน กรณที ีเ่ ค้าร่างภายใน และเค้ารา่ งเชิงแนวคิดไม่แยก จากกันโดยเดด็ ขาด

ภาษากำหนดหน่วยเกบ็ (Storage Definition Language : SDL)
ในกรณีที่เค้าร่างภายใน และเค้าร่างเชิงแนวคิด แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด จะใช้ภาษาเอสดีแอล ในการ
กำหนดเคา้ ร่างเชงิ แนวคิด

19

ภาษากำหนดภาพ (View Definition Language : VDL)
ใชใ้ นการกำหนดภาพขอ้ มูล สำหรับผ้ใู ชแ้ ต่ละกลุ่ม และการเชอื่ มโยงกัน เค้ารา่ งเชงิ แนวคดิ

ภาษาจดั ดำเนนิ การข้อมลู (Data Manipulation : DML)
ใชใ้ นการดงึ เพิ่ม ลบ และเปล่ียนแปลงขอ้ มลู แบ่งไดเ้ ป็น 2 ระดับ ได้แก่

• ภาษาขั้นสูง หรือภาษาไร้กระบวนคำสั่ง (High-level หรือ nonprocedural language) ทำงานได้
โดยไม่ต้องนำไปใช้ร่วมกับภาษาโปรแกรม (Programming Language) ภาษาอื่น โดยประมวลผล
ขอ้ มูลครัง้ ละกลมุ่ (set-at-a-time) และระบุเฉพาะสงิ่ ที่ต้องการ โดยไม่ต้องระบุขน้ั

• ภาษาขั้นต่ำ หรือภาษาเชิงกระบวนคำสั่ง (Low-level หรือ procedural language) จำเป็นต้องใช้
งานร่วมกับภาษาโปรแกรมทั่วไปภาษาอ่ืน โดยประมวลผลข้อมูลครั้งละระเบียน (record-at-a-time)
เท่านั้น และตอ้ งระบทุ กุ ขั้นตอนการทำงานดว้ ย

11. การจัดระบบขอ้ มูลในรูปแบบบรรทัดฐาน
มผี ู้ให้ความหมายของการจัดระบบข้อมลู ในรูปแบบบรรทัดฐานไวห้ ลายความหมาย ดังนี้
พุธษดี ศริ ิแสงตระกูล (2539:63) ให้ความหมายวา่ นอรม์ ลั ไลเซชนั่ คือ เป็นวิธกี ารทีใ่ ช้
วิเคราะหแ์ ละจดั โครงสรา้ งของฐานขอ้ มลู ใหม่ โดยพยายามลดความซำ้ ซอ้ นของโครงสรา้ งฐานขอ้ มูล
เพื่อให้ไดโ้ ครงสรา้ งท่มี ีเสถียรภาพ ซึ่งวธิ กี ารทำคือจะปรบั โครงสร้างของฐานขอ้ มลู ให้อย่ใู นรปู นอร์มัล
ระดบั ต่างๆ ไดแ้ ก่ 1NF 2NF 3NF BCNF 4NF และ 5NF

กติ ติ ภักดีวฒั นะกุล และจำลอง ครอู ตุ สาหะ (2544:133) ใหค้ วามหมายวา่ Normalization
คอื เปน็ วธิ ีการที่ใชใ้ นการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาทางดา้ นความซำ้ ซอ้ นของข้อมูล โดยการ
ดำเนินการใหข้ ้อมูลในแต่ละรเี ลชั่นอยใู่ นรูปทีเ่ ป็นหนว่ ยทเ่ี ลก็ ที่สุดทไ่ี ม่สามารถแตกออกเป็นหนว่ ย
ยอ่ ยๆ ไดอ้ ีก โดยยังคงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งขอ้ มลู ในรเี ลช่นั ต่างๆ ไวต้ ามหลกั การที่กำหนดไว้ใน
Relational Model

ศิรลิ กั ษณ์ โรจนกิจอำ นวย (2542:137) ใหค้ วามหมายวา่ Normalization คือ เป็น
กระบวนการทีใ่ ชใ้ นการทดสอบการออกแบบรเี ลช่ันตามเกณฑ์ของข้ันตอนต่างๆ ในการทำใหเ้ ปน็
บรรทัดฐาน เปน็ การพจิ ารณาวา่ คยี ์หลักหรอื คยี ค์ ูแ่ ข่งสามารถระบุค่าของ แอททริบวิ ต์อืน่ ๆ ของทู
เพิลหนึ่งในรีเลชั่นได้ เพ่ือให้เคา้ รา่ งของรเี ลชนั่ ท่ีเหมาะสมและไมม่ ีปัญหา ซ่ึงช่วยลดความซ้ำซ้อนใน

20

1. กระบวนการปรบั บรรทดั ฐาน
กระบวนการปรบั บรรทัดฐาน เปน็ กระบวนการทใ่ี ชใ้ นการกระจายรีเลชน่ั ท่มี โี ครงสรา้ งซับซอ้ น
ออกเป็นรเี ลช่ันยอ่ ยๆ ทมี่ โี ครงสรา้ งทง่ี า่ ย ซงึ่ จะช่วยทำใหไ้ ม่มขี อ้ มลู ทซ่ี ้ำซอ้ น และอยใู่ นรปู แบบ
บรรทดั ฐาน (Normal Form) ทสี่ ามารถนำไปใช้งาน และไม่ก่อให้เกดิ ปญั หาใดๆ ได้
ประโยชนข์ องการปรบั บรรทัดฐาน
1) การปรบั บรรทัดฐานเปน็ เคร่ืองมือทชี่ ่วยในการออกแบบฐานข้อมลู เชงิ สัมพันธ์ใหอ้ ยู่
ในรปู แบบท่ีเป็นบรรทัดฐาน
2) ทำให้ทราบวา่ รเี ลชนั่ ท่ถี กู ออกแบบมาน้ัน อย่ใู นรปู แบบบรรทดั ฐานหรือไม่ และจะ
กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาอะไรบ้าง และมีวิธแี ก้ไขปัญหานนั้ อย่างไร

รูปแบบบรรทัดฐาน (Normal Form) ถูกคิดค้นโดย อี.เอฟ.คอดด์ (E.F.Codd) การจัดระบบข้อมูลใน
รปู แบบบรรทัดฐานเป็นวธิ ีออกแบบฐานขอ้ มูลแบบหนึ่ง โดยทำการแยกตารางซงึ่ เปน็ ตาราง
ทเ่ี ก็บข้อมลู ทุกอยา่ งอยู่ในตารางเดยี วกัน การจดั ระบบข้อมลู ในรูปแบบบรรทดั ฐาน เปน็ การ
ดำเนินงานอยา่ งเป็นลำดับท่ีกำหนดไวเ้ ป็นขนั้ ตอน ตามปญั หาที่เกดิ ขน้ึ ในข้นั ตอนตา่ งๆ ดงั น้ี

4.1 รปู แบบบรรทดั ฐานระดับท่ี 1 (First Normal Form: 1NF)
4.2 รูปแบบบรรทดั ฐานระดบั ที่ 2 (Second Normal Form: 2 NF)
4.3 รูปแบบบรรทดั ฐานระดับที่ 3 (Third Normal Form: 3NF)
4.4 รูปแบบบรรทัดฐานบอยส์-คอดด์ (Boyce-Codd Normal Form: BCNF)
4.5 รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 4 (Fourth Normal Form: 4NF)
4.6 รูปแบบบรรทดั ฐานระดบั ท่ี 5 (Fifth Normal Form: 5NF)
การนอร์มลั ไลซ์เป็นวิธีการท่ลี ดความซ้ำซ้อน โดยมรี ปู ของ Normal Form ถึง 5 ระดับโดย
Codd เป็นผู้คิด Normal Form ระดับท1่ี ถึงระดบั ท3ี่ (1NF–3NF) ต่อมา Fekin เป็นผูค้ ดิ Normal
Form ระดับท่ี4 โดยระหว่าง 3NF และ 4NF มีช่องว่างเกิดขึ้นจึงต้องมี BCNF (Boyce/Form) ขึ้นในแต่ละ
ข้นั ตอนของการทำรูปแบบบรรทัดฐาน เรียกวา่ Normal Form ซง่ึ โครงสร้างนี้สามารถแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนใน
โครงสร้างข้อมูลขอขั้นตอนก่อนหน้านั้นได้ นั่นคือ การทำรูปแบบบรรทัดฐานแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยผลที่ได้
จากการจัดระบบข้อมูลในรูปแบบบรรทัดฐานในขั้นตอนก่อนหน้า มาปรับปรุงเพื่อให้มีโครงสร้างเป็นไปตาม
โครงสร้างที่กำหนดไว้ในขั้นตอนนั้นๆ หากการออกแบบข้อมูลมีปัญหาในการจัดดำเนินการข้อมูล การทำให้
ขอ้ มูลอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐาน (Normal Form) จะทำการแยกรีเลชน่ั เดิมเปน็ รเี ลช่ันย่อย โดยการแยกรีเลชั่น
จะตอ้ งคงไวซ้ ่ึงคณุ สมบตั ิ 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 ตอ้ งไม่มีขอ้ มูลทไ่ี ม่เหมอื นเดิมเกิดข้ึน หรอื มขี อ้ มลู ใหมท่ เ่ี กิดขึน้ จากการเชื่อมโยงข้อมลู

21

ประการที่ 2 หากมกี ารแยกรีเลช่นั ยอ่ ย ยงั คงรักษาไวซ้ งึ่ ขอ้ กำหนดเดิมไวใ้ ห้ไดม้ ากท่ีสดุ และ
เป็นประโยชนต์ อ่ การใช้งาน

รูปแบบบรรทัดฐานระดับท่ี 1 (First Normal Form : 1NF)
รปู แบบบรรทัดฐานระดับที่ 1 เปน็ การปรบั บรรทัดฐานระดับแรกสุด จะเปน็ กระบวน
การในการปรับตารางข้อมูลของผใู้ ช้งานให้อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดบั ที่ 1 ซง่ึ รีเลช่นั ใดๆ จะอยู่ในรูปแบบ
บรรทดั ฐานระดับท่ี 1 ก็ต่อเม่ือ คา่ ของแอททรบิ วิ ตต์ า่ งๆ ในแตล่ ะทูเพลิ จะต้องมีค่าของข้อมลู เพียงค่าเดียว

2. วัตถุประสงค์ของการจดั ระบบข้อมลู ในรูปแบบบรรทัดฐาน
วตั ถุประสงคข์ องการทำรีเลช่นั ใหอ้ ยู่ในรูปแบบบรรทดั ฐาน มดี ังนี้
2.1 เพอ่ื ลดเนอ้ื ทใี่ นการจัดเกบ็ ขอ้ มลู การทำใหเ้ ป็นบรรทัดฐานเป็นการลดความซำ้ ซ้อนของ

ขอ้ มลู ในรเี ลชัน่ ซงึ่ ทำให้ลดเนื้อท่ี ในการจดั เก็บข้อมูลได้
2.2 เพื่อลดปญั หาที่ข้อมูลไมถ่ กู ต้อง เน่ืองจากข้อมูลในรีเลชน่ั หนงึ่ จะมขี อ้ มูลไม่ซำ้ กัน เมื่อมีการ

ปรับปรุงข้อมลู ก็จะปรับปรงุ ทูเพิลนั้นๆ ครั้งเดียว ไม่ต้องปรับปรุงหลายแห่ง โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดใน
การปรับปรุงไม่ ครบถ้วนกจ็ ะไม่เกดิ ขึ้น

2.3 เป็นการลดปัญหาท่ีเกดิ จากการเพ่ิม ปรับปรุงและลบขอ้ มลู ชว่ ยแกป้ ัญหาทีอ่ าจจะเกดิ ข้ึน
จากการปรับปรุงข้อมูลไม่ครบ หรอื ข้อมลู หายไปจาก ฐานข้อมูลหรือการเพิ่มขอ้ มูล

3. กระบวนการปรับบรรทัดฐาน (The Normalization Process)
กระบวนการปรับบรรทัดฐาน เปน็ กระบวนการท่ีใช้ในการกระจายรเี ลชั่นทมี่ โี ครงสรา้ งซบั ซอ้ น

ออกเป็นรีเลชั่นย่อยๆ ที่มีโครงสร้างที่ง่าย ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อน และอยู่ในรูปแบบ บรรทัดฐาน
(Normal Form) ท่ีสามารถนำไปใชง้ าน และไม่ก่อใหเ้ กดิ ปัญหาใดๆ ได้

3.1 ประโยชนข์ องการปรบั บรรทัดฐาน
1) การปรบั บรรทัดฐานเป็นเครื่องมือทช่ี ว่ ยในการออกแบบฐานข้อมลู เชงิ สัมพันธใ์ ห้อยู่ ใน

รปู แบบท่เี ปน็ บรรทัดฐาน
2) ทำใหท้ ราบวา่ รีเลชัน่ ทถ่ี กู ออกแบบมาน้นั อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานหรอื ไม่ และจะ

กอ่ ให้เกดิ ปัญหาอะไรบ้าง และมีวิธแี กไ้ ขปัญหาน้นั อยา่ งไร

22

12. แบบจำลองความสัมพันธร์ ะหวา่ งข้อมลู
การออกแบบฐานข้อมูลเป็นข้นั ตอนท่ีมีความสำคัญท่สี ดุ ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ปจั จบุ ัน นิยม

ใช้แบบจําลองความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล E-R (Entity Relationship Model) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ในการ
ออกแบบฐานข้อมูล นําเสนอโดย Peter Chen ในปี ค.ศ.1976 โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อนาํ เสนอ โครงสรา้ งของ
ฐานข้อมูลในระดับแนวความคิดในลักษณะของแผนภาพ(Diagram) ที่มีโครงสร้างท่ี ง่ายต่อการทำความเขา้ ใจ
ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของเอนทิตี้ท้ังหมดในระบบ รวมถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ด้วย เพื่อ
นําเสนอต่อผู้ใช้งาน และเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลในระบบงานใหม่ มีความถูกต้อง และครบถ้วน ตรงตามความ
ตอ้ งการของผใู้ ชร้ ะบบอยา่ งแทจ้ รงิ

1. องคป์ ระกอบของแบบจำลองความสัมพันธร์ ะหว่างขอ้ มลู (Entity Relationship Model)
E–R Model เปน็ การออกแบบในระดบั แนวคดิ (Conceptual Design) ในลกั ษณะจากบนลงลา่ ง

(Top-Down Strategy) โดยผลจากการออกแบบฐานข้อมลู จะได้เคา้ ร่างในระดบั แนวคดิ ที่ ประกอบดว้ ย
1.1 เอนทิต้ี (Entity)

เอนทติ ้ี (Entity) ใชอ้ า้ งองิ ถึง บุคคล ส่ิงของ หรอื สถานที่ ไดแ้ ก่ ส่งิ ตา่ งๆ ทไ่ี มส่ ามารถ ระบุไดใ้ นความเป็นจริง
ซึ่งอาจเป็นส่ิงที่จับต้องได้ หรืออยู่ในรูปนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น เอนทิตี้เชิง
แนวความคิด (Concept) และเอนทิตี้เชิงเหตุการณ์ (Event) จึงขอจําแนกเอนทิตี้ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังน้ี

1) เอนทิตี้เชิงรปู ธรรม ประกอบด้วย
(1) เอนทติ ท้ี เี่ ปน็ บุคคลเชน่ “นักศกึ ษา”“พนักงาน”“ลูกค้า”เป็นตน้
(2) เอนทิตที้ ่เี ปน็ สถานท่ี เช่น “โรงเรียน” “รา้ นค้า” “บรษิ ทั ” เป็นตน้
(3) เอนทิตที้ เี่ ป็นวตั ถเุ ชน่ “สนิ คา้”“รถยนต์”“วีดโี อ”เปน็ ตน้

2) เอนทติ ้เี ชิงแนวความคิด เชน่ “แผนก” “วิชา” “คณะ” เป็นต้น
3) เอนทิต้ีเชงิ เหตุการณ์ เชน่ “การสงั่ ซื้อ” “การยืม” “การคนื ” “การลงทะเบียน” เปน็ ต้น

1.2 แอททรบิ ิวต์ (Attribute)
แอททริบิวต์ (Attribute) คือ ข้อมูลที่ใช้อธิบายคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของเอนทิตี้ ซึ่งเอนทิตี้หนึ่งอาจ
ประกอบไปด้วยแอททรบิ ิวต์ได้มากกวา่ 1 แอททรบิ วิ ต์ เช่น
เอนทิต้ี “พนักงาน” ประกอบด้วยแอททริบิวต์ รหัสประจําตัว ชื่อพนักงาน ตําแหน่ง เงินเดือ น
เอนทิตี้ “ลูกค้า” ประกอบด้วยแอททริบิวต์ รหัสลูกค้า ชื่อลูกค้า ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
เ อ น ท ิ ตี้ “ส ิ น ค ้ า ” ป ร ะ ก อ บ ด ้ ว ย แ อ ท ท ร ิ บ ิ ว ต ์ ร ห ั ส ส ิ น ค ้ า ช ื ้ อ ส ิ น ค ้ า ร า ค า ต ่ อ ห น ่ ว ย

23

เอนทิตี้ ใช้สัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนเอนทิตี้ และมีชื่อเอนทิตี้เป็นคํานามกํากับอยู่ ในรู ป
สี่เหลี่ยมผืนผ้าแอททริบิวต์ ใช้สัญลักษณ์รูปวงรีแทนแอททริบวิ ต์ และมีชื่อแอททริบิวต์ท่ีเป็นคํานาม กํากับอยู่
ในวงรี แสดงดงั รูปท่ี 7.1

24

ประเภทของแอททริบิวต์สามารถจําแนกประเภทของแอททริบิวต์เป็น 4 ประเภท ดังน้ี
1) แอททริบิวต์แบบธรรมดา (Simple of Atomic Attribute) หมายถึง แอททริบิวต์ที่ไม่สามารถ

แบง่ เปน็ ส่วนประกอบย่อยๆ ไดอ้ กี เช่น รหสั นักศึกษา และเพศ เป็นต้น
2) แอททริบิวต์แบบผสม (Composite Attribute) หมายถึง แอททริบิวต์ท่ีสามารถแบ่งออกเป็นแอ

ททริบิวต์ย่อยๆ ที่เป็นแอททริบิวต์แบบธรรมดาได้ ท่ีอยู่ : อาจแบ่งเป็น 5 แอททริบิวต์ย่อย ได้แก่ บ้านเลขท่ี
ตาํ บล อําเภอ จังหวัด และรหัสไปรษณีย์ แสดงดงั รูปที่ 7.2

3) แอททริบิวต์ที่มีค่าข้อมูลเพียงค่าเดียว (Single-Valued Attribute) หมายถึง แอททริบิวต์ที่มีค่า
ข้อมูล (Value) เพียงค่าเดียวเท่านั้น เช่น เอนทิต้ี “นักศึกษา” ประกอบด้วย แอททริบิวต์ รหัสนักศึกษา ช่ือ
นักศกึ ษา แผนกวิชา ระดับช้ัน ซึง่ แต่ละแอททรบิ วิ ต์มคี ่าขอ้ มลู เพยี งค่า เดียว

4) แอททริบิวต์ที่มีค่าข้อมูลหลายค่า (Multi-Valued Attribute) หมายถึง แอททริบิวต์ ที่มีค่า
ข้อมูล (Valued) ได้มากกว่าหนึ่งค่า เช่น แอททริบิวต์ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นสมาชิกของ
เอนทติ ้ี “นกั ศึกษา” ซง่ึ นกั ศกึ ษาหนึง่ คนสามารถมหี มายเลขโทรศัพท์ได้มากกวา่ หนึ่งหมายเลข แอททริบิวต์ที่มี
ค่าขอ้ มูลหลายคา่ ใช้สัญลกั ษณร์ ูปวงรีเส้นคแู่ ทนแอททริบิวต์ และมีชือ่ แอททรบิ ิวตท์ ี่ เป็นคํานามกํากบั อยู่ในวงรี
แสดงดงั รปู ที่ 7.3

25

แอททรบิ วิ ตท์ ี่เป็นตัวชเ้ี ฉพาะ (Identifier) ทําหน้าทช่ี เี้ ฉพาะถึงสมาชิกของเอนทิตี้ได้มีคุณสมบตั ิ คือ เป็น
แอททริบวิ ต์ทมี่ คี ่าข้อมลู ไมซ่ าํ้ กนั และคา่ ขอ้ มลู มีคา่ คงท่ีตลอด เรียกแอททรบิ วิ ตน์ วี้ ่า ตัวชีเ้ ฉพาะ (Identifier)

ตวั อยา่ ง เอนทิต้ี“นักศกึ ษา” ประกอบดว้ ยแอททรบิ ิวต์ รหัสนกั ศกึ ษา ชอื่ นกั ศึกษา แผนกวชิ า ระดบั ชั้น
แอททรบิ ิวตท์ ค่ี วรเลือกเป็นตวั ช้เี ฉพาะ ได้แก่ รหสั นกั ศึกษา เน่อื งจากแต่ละสมาชิกของ เอนทติ ี้มีรหัสนักศึกษา
ไม่ซำ้ กนั และเป็นคา่ คงท่ไี ม่มกี ารเปลย่ี นแปลงในแผนภาพ E-R จะทาํ การขีด เสน้ ใต้แอททรบิ วิ ตท์ ่ีทาํ หน้าท่ีเป็น
ตัวชี้เฉพาะ แสดงดงั รปู ที่ 7.4

1.3 ความสมั พันธ์
ฐานขอ้ มลู หนงึ่ ๆ อาจประกอบดว้ ยหลายเอนทติ ี้ ซ่ึงข้อมลู ของแอททรบิ วิ ตเ์ หลา่ น้ี มี

ความสัมพันธ์กันในการสร้างแบบจําลองความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล จะต้องระบุว่าเอนทิตี้ต่างๆ มี
ความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง เพื่อประโยชน์ในการกําหนดโครงสรา้ งการเชื่อมโยงข้อมูล และลด ความซ้ำซ้อน
ของขอ้ มลู การเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์ (Relationships) ระหวา่ งเอนทติ ้หี น่ึงกบั อีก เอนทติ ห้ี นึง่ เช่น
เอนทิตี้ “นกั ศึกษา” ประกอบด้วยแอททริบวิ ต์ รหสั นักศกึ ษา ช่ือนกั ศกึ ษา รหัสแผนกวชิ า
เอนทิต้ี “แผนกวิชา” ประกอบด้วยแอททริบิวต์ รหัสแผนกวิชา ชื่อแผนกวิชา ความสัมพันธ์ “สังกัด” ใน
แผนภาพแบบจําลอง E-R ใช้สัญลักษณ์รูปสีเ่ หลี่ยมข้าวหลาม ตัด แทนความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ และมีช่ือ
ความสัมพันธ์กํากับอยู่ภายใน โดยช่ือของ ความสัมพันธ์จะเป็น “คํากริยา” ซึ่งแสดงถึงการกระทําระหว่าง
เอนทิต้ีหน่ึงทีม่ ตี ่ออกี เอนทติ ้ีหนึ่ง แสดงดงั รปู ท่ี 7.5

26

2. ความสมั พันธ์ระหว่างเอนทิต้ี
2.1 ประเภทของความสมั พันธ์ระหว่างเอนทิตี้
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของเอนทิตี้ สามารถแบ่ง ประเภทของ
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทติ ี้ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท ดงั นี้
1) ความสัมพนั ธแ์ บบหนึ่งตอ่ หน่งึ (one to one)
2) ความสัมพนั ธ์แบบหนึง่ ต่อกลุม่ (one to many)
3) ความสัมพันธแ์ บบกล่มุ ต่อกลุม่ (manytomany)

1) ความสมั พันธแ์ บบหนงึ่ ตอ่ หน่ึง (one to one)
ความสัมพนั ธแ์ บบหนึง่ ต่อหนง่ึ เปน็ ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมาชิกหนง่ึ รายการของ เอนทติ ้ีหนง่ึ กบั

สมาชิกเพยี งหน่ึงรายการของอีกเอนทติ ห้ี นึ่ง
มีเอนทติ ้ี 2 เอนทิตี้ คอื “อาจารย”์ และ “คณะวิชา” สมั พนั ธก์ นั ด้วยความสมั พันธ์ ช่ือ “บริหาร” แบบ

1 : 1 หมายถึง อาจารย์ 1 คน จะสามารถเป็นหัวหน้าแผนกวิชาได้ 1 แผนกวิชา และในขณะเดียวกัน แผนก
วิชาแต่ละแผนกวิชา ก็มีอาจารย์ที่ทําหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกวิชาได้เพียง 1 คนเท่านั้น สามารถแสดง
ความสมั พันธ์ แสดงดังรูปที่ 7.6

27

2) ความสัมพนั ธ์แบบหนงึ่ ต่อกลุม่ (one to many)
ความสมั พันธ์แบบหนง่ึ ตอ่ กล่มุ เปน็ ความสัมพันธ์ท่ีสมาชกิ หนง่ึ รายการของเอนทิตี้ หนึ่งมี

ความสัมพันธ์กบั สมาชิกหลายรายการในอีกเอนทติ ้หี น่งึ
มีเอนทิตี้ 2 เอนทิตี้ คือ “อาจารย์” และ “นักศึกษา” สัมพันธ์กันด้วยความสัมพันธ์ ช่ือ “เป็นท่ีปรึกษา”

แบบ 1 : N หมายถึง อาจารย์ 1 คน จะสามารถมีนักศึกษาที่ปรึกษาได้มากกว่า 1 คน และในขณะเดียวกัน
นกั ศกึ ษาแต่ละคนต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาคนใดคนหนึง่ เทา่ นั้น สามารถ แสดงความสัมพันธ์ แสดงดังรปู ที่ 7.7

3) ความสมั พันธแ์ บบกลุ่มต่อกลุม่ (many to many)
ความสมั พนั ธ์แบบกลุ่มตอ่ กลุ่ม คือ ความสมั พันธ์ท่ีสมาชกิ หลายรายการในเอนทติ ้ี หนึ่งมี

ความสมั พันธก์ บั สมาชิกหลายรายการในเอนทติ ้ีหน่ึง
มีเอนทิตี้ 2 เอนทิตี้ คือ “นักศึกษา” และ “วิชาเรียน” สัมพันธ์กันด้วยความสัมพันธ์ ชื่อ “ลงทะเบียน”

แบบ M : N กล่าวคือ นักศึกษา 1 คน จะสามารถลงทะเบียนเรียนในวิชาเรียนได้ มากกว่า 1 วิชา ใน
ขณะเดียวกนั วิชาเรยี นแต่ละวิชาก็สามารถมนี กั ศึกษาลงทะเบียนเรียนได้มากกว่า 1 คน เช่นกนั สามารถแสดง
ความสัมพนั ธ์ แสดงดังรปู ท่ี 7.8

28

3. การออกแบบฐานขอ้ มลู โดยใช้แบบจาํ ลองความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มูล

การออกแบบฐานข้อมลู โดยใช้แบบจําลองความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มลู (E-R Model) มขี ั้นตอน
ที่เกี่ยวข้องหลายขน้ั ตอน และตอ้ งใชค้ วามรอบคอบในการออกแบบเพ่ือใหไ้ ด้ E-R Diagram ทีถ่ กู ต้อง
เหมาะสมกบั ระบบงาน ในขั้นตอนการออกแบบฐานขอ้ มลู นี้ จะใชต้ วั อย่างฐานข้อมลู ลงทะเบยี น แสดงดัง
ตารางท่ี 7.1

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเอนทิตี้
ขั้นตอนท่ี 2 กำหนดแอททริบวิ ต์ของแต่ละเอนทติ ี้
ขนั้ ตอนที่ 3 กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้(Relationships)
ข้นั ตอนที่ 4 เขียนเป็นแบบจาํ ลองแผนภาพ EntityRelationshipDiagram (ERD)

29

ขน้ั ตอนที่ 1 กำหนดเอนทติ ี้
กาํ หนดเอนทิตีท้ ่ีมีในระบบงาน โดยดจู ากลักษณะหนา้ ที่ของระบบงาน ว่ามี

รายละเอียดในการ ทํางานอย่างไร ในการกาํ หนดเอนทิตจ้ี ะต้องพิจารณาดว้ ยวา่ เปน็ เอนทิตป้ี ระ
เภทใด เช่น เปน็ เอนทิตี้ แบบปกติ (Regular Entity) หรอื ว่าเป็นเอนทิตี้แบบอ่อน (Weak
Entity) เชน่ ฐานขอ้ มูลลงทะเบยี น ประกอบด้วยเอนทิต้ีรายวิชา นกั ศกึ ษา และลงทะเบียน แสดง
ดงั รปู ที่ 7.9

ขน้ั ตอนที่ 2 กาํ หนดแอททรบิ ิวต์ของแต่ละเอนทิตี้
กําหนดแอททริบวิ ต์ตา่ งๆ ของแตล่ ะเอนทติ ี้ รวมทั้งพิจารณาแอททริบวิ ต์ที่จะทํา

หน้าที่เปน็ คีย์ หลักของเอนทติ ้ีดว้ ย แสดงดงั รูปท่ี 7.10
เอนทิต้ี รายวชิ า ประกอบดว้ ย รหสั วิชา ชื่อวชิ า หนว่ ยกิต
เอนทิต้ี นักศกึ ษา ประกอบด้วย รหสั นกั ศึกษา ชอ่ื นักศึกษา
เอนทติ ี้ ลงทะเบยี น ประกอบด้วย รหัสนักศึกษา รหสั วชิ า เกรด
กาํ หนดคยี ห์ ลัก (Primary Key) เปน็ การกําหนดคีย์ของแต่ละเอนทิต้วี ่าในแตล่ ะ

เอนทิตีใ้ ช้ แอททริบิวต์ใดเปน็ คียห์ ลัก โดยการขดี เสน้ ใต้ชือ่ แอททรบิ วิ ต์ที่เป็นคยี ห์ ลกั เช่น
เอนทติ ้ี รายวิชา มีรหสั วิชา เปน็ คยี ห์ ลัก
เอนทิตี้ นกั ศกึ ษา มีรหสั นกั ศกึ ษา เป็นคีย์หลัก
เอนทติ ี้ ลงทะเบยี น มรี หัสนกั ศึกษา รหัสวิชา เปน็ คยี ห์ ลัก

30

ขั้นตอนที่ 3 กาํ หนดความสมั พนั ธร์ ะหว่างเอนทติ ี้ (Relationships)
กําหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ว่ามีความสัมพันธ์แบบใดบ้าง ความสัมพันธ์

แบบหนึ่งต่อ หนึ่งแบบหนึ่งต่อกลุม่ หรือแบบกลุม่ ต่อกลุ่ม เช่น เอนทิตี้รายวิชา มีความสัมพันธ์กับ
เอนทิตล้ี งทะเบียน แบบหนึ่งต่อกลุม่ (1 : N) หมายความวา่ รายวิชา 1 รายวิชา มีการลงทะเบียน
หลายคร้งั แสดงดงั รปู ที่ 7.11

เอนทิตี้นักศึกษา มีความสมั พันธก์ บั เอนทิตล้ี งทะเบยี น แบบหนง่ึ ต่อกลุ่ม (1 : N) หมายความว่า
นกั ศกึ ษา 1 คน ทําการลงทะเบียนเรยี นหลายครั้ง แสดงดังรปู ท่ี 7.12

31

ขั้นตอนท่ี 4 เขยี นเปน็ แบบจําลองแผนภาพ Entity Relationship Diagram (ERD)
นํารายละเอียดการออกแบบต้งั แตข่ ้อที่ 1-3 มาวาดประกอบกนั เป็น

E-R Diagram กาํ หนด ความสมั พันธร์ ะหว่างเอนทติ ี้ ทบทวนการออกแบบวา่ ถกู ต้องหรอื ไม่ แสดง
ดงั รูปท่ี 7.13

4. การแปลง E-R Diagram ใหเ้ ปน็ โครงสร้างตาราง (Relational Schema)
การแปลง E-R Diagram ใหเ้ ปน็ โครงสรา้ งตารางเชงิ สมั พันธ์แบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังน้ี
กรณที ี่ 1 แปลงเอนทิตปี้ กติ (Regular Entity)
กรณที ี่ 2 แปลงเอนทิตี้แบบอ่อนแอ (Weak Entity)
กรณที ี่ 3 แปลงความสมั พนั ธ์ (Relationship)

32

เอนทติ ้ที ีป่ ระกอบดว้ ย Multivalued Attribute

ถ้าในเอนทิตี้ประกอบด้วย Multivalued Attribute ในการแปลง จะได้รีเลชั่น 2 รีเลชั่น คือ รีเลช่ัน
แรกเป็นรีเลชั่นท่ีเกิดจากการแปลงเอนทิตี้ปกติและแอททริบิวต์ของเอนทิตี้ ยกเว้น แอททริบิวต์ที่เป็น
Multivalue Attribute ส่วนรเี ลช่ันที่ 2 ประกอบดว้ ย 2 แอททริบิวต์ คอื คีย์หลัก ของเอนทิตี้และแอททริบิวต์
ท่ีเป็น Multivalued Attribute ซึ่งทั้ง 2 แอททริบิวต์นี้จะทําหน้าที่เป็น คีย์หลักของรีเลชั่นใหม่ ส่วนคีย์นอก
(foreign key) ของรีเลชั่นใหม่คือ แอททริบิวต์ที่เป็นคีย์หลักของ เอนทิตี้ที่ยกมาด้วย จะเชื่อมโยงไปยังรีเลชนั่
แรก แสดงดงั รปู ท่ี 7.16

33

กรณที ่ี 3 แปลงความสัมพนั ธ์ (Relationship) ให้เป็น Relational Schema
1) การแปลงความสมั พันธ์แบบ 1:1
ในการแปลงความสัมพันธ์แบบ 1:1 ไม่จำเป็นต้องสร้างรีเลชั่นขึ้นใหม่ สามารถ แปลง
โดยใชว้ ิธกี ารดงั น้ี

ถ้าเป็นความสัมพันธแ์ บบ Total participation หรือ Partial participation ทั้ง สองฝั่ง ให้นําเอาคีย์
หลกั ของรเี ลช่ันฝ่งั ใดฝ่งั หน่ึงมาไวใ้ นรีเลชน่ั อกี ฝ่ัง เพอ่ื ทาํ หน้าที่เป็นคีย์นอกในการ เช่ือมโยงรเี ลชั่น ถา้ มี
แอททรบิ ิวตเ์ กดิ ข้ึนบนความสัมพนั ธ์ให้นาํ แอททรบิ ิวต์น้ันไปไว้ในรเี ลชั่นฝั่งท่ีมี คยี น์ อก แสดงดังรปู ที่ 7.18

2) การแปลงความสัมพันธแ์ บบ 1:N
ในการแปลงความสัมพันธแ์ บบ 1 : N ไมจ่ ำเป็นตอ้ งสรา้ งรีเลช่ันขึ้นใหม่ สามารถ แปลง
โดยใชว้ ธิ ีการดงั นี้

ถา้ เป็นความสมั พันธ์ท่มี ดี ีกรีแบบ Binary Relationship ให้นาํ คยี ห์ ลกั ฝง่ั ความสัมพันธ์ 1 ไปไว้ท่ีฝงั่
ความสัมพันธ์ N ทำหน้าทีเ่ ป็นคีย์นอกของรีเลชัน่ ถ้ามีแอททริบิวต์บน ความสมั พันธ์ใหน้ ํามาไว้ฝ่งั ท่มี ีคยี น์ อก
แสดงดังรปู ที่ 7.19

34

3) การแปลงความสมั พันธแ์ บบ M:N
ต้องสรา้ งรเี ลช่ันเพิ่มขน้ี อกี 1 รีเลช่นั สามารถแปลงโดยใช้วธิ กี ารดังนี้

ถ้าเป็นความสมั พันธ์แบบBinary Relationship สร้างรเี ลชัน่ ใหมโ่ ดยเอาคีย์ หลักของทั้ง 2 รีเลช่ัน มา
รวมกันเป็นคีย์หลักของรีเลชั่นใหม่ที่สร้างขึ้น ถ้าความสัมพันธ์มีแอททริบิวต์ เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ให้นํา
แอททริบิวตน์ ้ันมาใสไ่ ว้ในรีเลชั่นใหม่ทส่ี รา้ งข้นึ ด้วย แสดงดังรปู ที่ 7.20

35

5. พจนานุกรมขอ้ มูล (Data Dictionary)

การอธบิ ายรายละเอยี ดโครงสร้างของตารางเชงิ สัมพนั ธใ์ หอ้ ยู่ในรูปแบบพจนานุกรมขอ้ มูล(Data
Dictionary) จากตัวอย่างโครงสร้างของตารางแผนกวิชา วิชา นักศึกษา ลงทะเบียน ซึ่งแต่ละ ตาราง
ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ แผนกวิชา (รหัส แผนกวิชา, ชื่อแผนกวิชา) วิชา (รหัสวิชา, ชื่อวิชา, จำนวน
หน่วยกิต) นักศึกษา (รหัสนักศึกษา, ชื่อ, นามสกุล, ระดับชั้น, ที่อยู่, รหัสแผนกวิชา) ลงทะเบียน (รหัส
นักศึกษา, ภาคเรียน, ปีการศึกษา, รหัสวิชา, เกรด) จากโครงสร้างของตารางแผนกวิชา วิชา นักศึกษา
ลงทะเบียน ได้อธิบายรายละเอียดใหอ้ ยใู่ น รูปแบบพจนานุกรมข้อมูล แสดงดังตารางท่ี 7.2

36

13. ปัญหาและการควบคมุ การใช้ระบบฐานข้อมูล
ความปลอดภยั ของระบบฐานขอ้ มลู เป็นการปอ้ งกนั ผู้ไมม่ ีสทิ ธิเข้าใช้หรอื แกไ้ ขข้อมูล การควบคมุ

ความพร้อมกันในการเรียกใช้ขอ้ มูลเดียวกัน รวมถึงการรกั ษาความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล โดยมี
วตั ถุประสงค์เพอื่

1. รกั ษาความลับของขอ้ มูล (Secrecy)
2. ขอ้ มูลมีความถกู ต้องสมบูรณ์ (Integrity)
3. มีฐานขอ้ มลู พรอ้ มใช้งานเสมอ (Availability)
4. ลดความเสยี่ ง (Risk Assessment)

ความคงสภาพ (Integrity) หมายถงึ ความถูกต้อง ความมนั่ คง และความเปน็ อนั หน่งึ อันเดยี วกนั

ดงั นนั้ ความคงสภาพของข้อมูล จงึ หมายความถึง ความถกู ต้องของข้อมูลในฐานข้อมูล ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
มีการกำหนดกฎเกณฑ์ของขอ้ มูลเพ่ือรักษาความถูกต้องของข้อมูลและความสมั พันธ์ระหวา่ งข้อมูลตา่ ง ๆ และ
เป็นการปอ้ งกนั ความเสียหายทีอ่ าจเกิดกบั ฐานขอ้ มูล โดยมจี ุดประสงค์หลัก คือ

(1) ปอ้ งกนั ความผิดพลาดทเ่ี กดิ จากการเพมิ่ ข้อมูลลงในฐานขอ้ มูล

(2) รักษาความถกู ตอ้ งของข้อมูลเมอื่ มีการเปล่ียนแปลงข้อมลู ในฐานขอ้ มูล

(3) ระบบจัดการฐานข้อมูลสามารถตดั สินใจได้วา่ จะจดั การกบั ขอ้ มลู ณ ตำแหน่งต่างๆ ในฐานข้อมูล
อย่างไร

กฎเกณฑ์ในการคงความคงสภาพของข้อมลู สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก่

1. กฎเกณฑ์เกยี่ วกบั ชนิดของข้อมูล (Type constraint)

ข้อมูลแต่ละชนิดในฐานขอ้ มลู มลี ักษณะการเกบ็ ในฐานขอ้ มูลและการนำไปใชง้ านต่างกนั เพ่ือใหข้ ้อมลู
เหล่านี้มีความถูกต้องก่อนการนำไปใช้งานจึงต้องมีการตรวจสอบชนิดและค่าของข้อมูลชนิดนั้นว่าถูกต้อง
หรือไม่

37

ตวั อย่าง 1.1

ชื่อนักศึกษา และ ชื่อธนาคาร อาจจะเป็นข้อมูลประเภทเดียวกันคือ ตัวอักษร แต่อาจมีข้อกำหนดท่ี
แตกตา่ งกัน

ชอ่ื นักศกึ ษา NOT NULL

ชือ่ ธนาคาร IN ( “ไทยพาณชิ ย์”, “กรงุ ไทย”, “กสิกรไทย”)

2. กฎเกณฑ์เกยี่ วกบั ฟลิ ด์ของข้อมูล (Attribute constraint)

กฎเกณฑท์ ใ่ี ช้ในการกำหนดความถกู ต้องของฟิลด์ข้อมลู สามารถแยกได้ 3 ประเภท ตามชนิดของแอท
ทรบิ ิว คือ

(1) ความคงสภาพของคีย์ (Key integrity) - การที่ค่าของคีย์จะต้องเป็นค่าที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำกับ
ข้อมลู ใดในแถวอน่ื

(2) ความคงสภาพของเอ็นทิต้ี (Entity integrity) - การที่คา่ ของฟลิ ด์ทเ่ี ป็นคียห์ ลักไม่สามารถเป็นค่า
วา่ งได้

(3) ความคงสภาพของการอ้างอิงฟิลด์ (Referential integrity) - การอ้างอิงถึงฟิลด์จาก
ความสัมพนั ธห์ นงึ่ ในความสมั พนั ธ์ใด จะตอ้ งเป็นการอ้างองิ ถึงฟิลด์ที่มีอยู่จริงในความสัมพันธน์ นั้ การอ้างอิงถึง
ฟลิ ด์ทีไ่ ม่มีอยจู่ รงิ จะทำใหไ้ มส่ ามารถรกั ษาความคงสภาพของข้อมูลไว้ได้

ตัวอยา่ ง 2.2

พนักงาน ( รหสั พนกั งาน, ช่อื พนักงาน, ที่อยู่, รหัสแผนก ) แผนก ( รหัสแผนก, ชือ่ แผนก )

รหสั พนักงาน ช่ือพนกั งาน ทอี ยู่ รหสั รหสั ชอื่ แผนก
แผนก แผนก
C001 สมชาย กรุงเทพฯ 01 01 บคุ คล
C002 สมเกียรติ นครสวรรค์ 02 02 คอมพวิ เตอร์
C001 จนั จริ า กรุงเทพฯ 03 02 การตลาด
NULL นำ้ ฝน กรุงเทพฯ 05 03 การเงนิ

38

3. กฎเกณฑ์เกี่ยวกบั ฐานขอ้ มูล (Database constraint)

การประมวลผลที่เกิดขึ้นภายในฐานข้อมูล อันได้แก่ การอ่านข้อมูลและการเขียนข้อมูล มีผลโดยตรง
ต่อความคงสภาพของขอ้ มลู ผลลพั ธจ์ ากการทำงานบางอย่างของฐานข้อมูลจะทำให้เกดิ ความเสยี หายกบั ข้อมูล
ได้ หรืออาจจะทำให้ระบบล้ม ซึ่งจะมีผลให้ฐานข้อมูลอยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง (Unconsistency) ดังนั้นระบบ
จัดการฐานข้อมูลจึงจำเป็นต้องรักษากฏเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำงานในฐานข้อมูลเอาไว้ เพื่อป้องกันความ
เสียหายทีอ่ าจจะเกิดขึ้นไดเ้ หลา่ นี

39

บรรณานกุ รม

https://learning-daraaccess.blogspot.com/2019/12/4_13.html

https://sites.google.com/site/sompiya9844/baeb-thdsxb-hlang-reiyn-hnwy-thi-6-kar-cad-rabb-
khxmul-ni-rup-baeb-brrthadthan

https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=25&chap=2&page=t25-2-
infodetail05.html

https://sites.google.com/site/faiitilly/bth-thi-6-kar-xxkbaeb-laea-rabb-than-khxmul

https://sites.google.com/site/nganklumthankhxmul/rup-baeb-khxng-than-khxmul

https://sites.google.com/site/nganklumthankhxmul/radab-khxng-khxmul

https://sites.google.com/site/database77772222/home/1-5-khxdi-khx-seiy-khxng-rabb-faem-
khxmul-laea-than-khxmul

https://sites.google.com/site/karcadkarrabbthankhxmul/home/xngkh-prakxb-khxng-rabb-than-
khxmul

https://sites.google.com/site/cadkarthankhxmul/home/2-prawati-khwam-pen-ma-khxng-rabb-kar-
cadkar-than-khxmul

http://computerdatabase05.blogspot.com/2011/04/blog-post.html

https://www.dol.go.th/it/Pages/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E
0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8
%A1%20IT/%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A
1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8
%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-
%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.aspx

http://www.sarapadchangubon.ac.th/index.php/10-uncategorised-4/17-
busicomp01?fbclid=IwAR11ETQSGT70BNlYXi9dRCCMRmPejaPeEFXHEGQTGTiuNhEdNCriuLSQgQA

40

ประวตั ผิ จู้ ดั ทำ

ช่ือ - สกลุ นางสาว จฑุ ามาศ รักบุญ
สาขาวชิ า เทคโนโลยดี ิจทิ ลั
ประวตั สิ ว่ นตัว
ช่อื - สกลุ นางสาว จุฑามาศ รักบญุ
วนั / เดอื น / ปเี กิด 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2544
ที่อยู่ 296/1 หมู่ที่ 7 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ. สมทุ รปราการ
หมายเลขโทรศัพท์ 092-280-0727
E-mail address :[email protected]
ประวตั ิการศึกษา
ปี พ.ศ. 2564 ปจั จุบนั กำลังศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวชิ าชีพช้นั สูง สาขาวชิ า เทคโนโลยดี จิ ิทัล
วิทยาลัยเทคโนโลยสี หะพาณิชย์ บริหารธุรกิจ
ปี พ.ศ. 2562 สำเรจ็ การศึกษาจากวทิ ยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ
ปี พ.ศ. 2560 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรยี นปราณีเนาวบตุ ร
ปี พ.ศ. 2557 สำเรจ็ การศึกษาจากโรงเรียนปราณีเนาวบตุ ร


Click to View FlipBook Version