มัส มั ยิด ยิ
คํานํา นํ รายงานนี้เ นี้ ป็นส่วนหนึ่งของวิชาผลิตสื่อเพื่อการนําเสนอรหัสวิชา ง20222 รายงานนี้จั นี้ จั ดทําขึ้น ขึ้ เพื่อการ ศึกษาเกี่ยวกับประวัติของมัสยิดโดยทําให้ผู้ศึกษาได้รู้จักที่มาของมัสยิด เนื้อหาที่เขียนควรสร้างเเรงก ระตุ้นเเละรู้จักสถานที่ให้ผู้อ่านได้รู้จักมัสยิด การจัดรายงานครั้ง รั้ นี้ห นี้ วังว่าจะมีประโยชน์ด้านการศึกษา เเละวัฒนธรรมถ้าข้อมูลผิดพลาดขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย
สารบัญ 1.ความหมายของมัสยิด 2. 3. ศาสนาอิสลาม 4. หลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ยกตัวอย่า ย่ งมัส มั ยิด ยิ
เป็น ป็ ศาสนสถานของชาวมุสลิม คำ ว่า ว่ มัสมัยิดยิเป็น ป็ คำ ภาษาอาหรับรัแปลว่า ว่ สถานที่ กราบ ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้า ร้ งมัสมัยิดยิขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ เป็น ป็ สถานที่ปฏิบัติบั ติพิธีพิก ธี รรม ทางศาสนา อันได้แก่การนมาซ และการวิงวิวอน การปลีกตนเพื่อ พื่ บำ เพ็ญ พ็ ตบะ หาความสันสั โดษ (อิอ์ติกาฟ และ คอลวะหฺ)หฺ นอกจากนี้มัสมัยิดยิยังยัเป็น ป็ โรงเรียรีนสอนอัลกุรกุอาน และศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิม ฉลอง ทำ บุญเลี้ยง สถานที่ทำ พิธีพิสธีมรส และสถานที่พักพัพิงพิของผู้สัญสัจรผู้ไร้ที่ ร้ ที่ พำ นัก โดยที่จะต้อง รักรัษามารยาทของมัสมัยิดยิเช่น ช่ การไม่ค ม่ ละเคล้าระหว่า ว่ งเพศชายและหญิง การกระทำ ที่ขัดขักับ บทบัญบัญัติห้ามของอิสลาม (ฮะรอม) ทั้งมวล ความหมายของมัสยิด
ยกตัวอย่างมัสยิด มัสยิดยะวา ในย่านสาทรใต้ นอกจากจะมีทั้ง ทั้ วัดฮินดู วัดจีน วัดมอญ โบสถ์คริสต์ ก็ยังมีมัสยิดอีกด้วย คำ ว่า ยะวา (ซึ่งคนในพื้น พื้ ที่ออกเสียงว่า ยะ-หวา) ได้ชื่อมาจากชุมชนชวาที่อยู่รอบๆ แต่เดิมบริเวณนี้เ นี้ ป็นที่อยู่ของชาวมุสลิมมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาจากปัตตานีตั้ง ตั้ แต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสชวาถึง 3 ครั้ง รั้ ทรงโปรดปรานสวน แบบอิสลามที่จาการ์ตา จึงทรงพาชาวชวาที่เชี่ยวชาญการทำ สวนกลับมาสยามด้วย คน ชวาและคนมลายูร่วมกันตั้ง ตั้ มัสยิดแห่งนี้ในี้ น พ.ศ. 2437 และแต่งตั้ง ตั้ อิหม่ามเป็นเชื้อ ชื้ สาย ชวากับมลายูสลับกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันบัเรายังยัเห็นวัฒวันธรรมแบบอินโดนีเซียซี ได้ทั่วไปในชุมชนนี้ ทั้งการแต่งกายด้วยเสื้อสื้ปาเต๊ะ ภาษาชวาที่หลายคนยังยัพูดได้ รวมถึงอาหารชวาที่ แปลกทั้งชื่อชื่ทั้งหน้าตา แม้จ ม้ ะผูกพันพักับรากเดิมอย่า ย่ งเหนียวแน่น ชุมชนชวาก็อยู่ร่ ยู่ ว ร่ มกับชาวศาสนาอื่นได้สบาย แม้แ ม้ ต่กุโ กุ บร์ห ร์ รือรืสุส สุ านมุสลิมที่นี่ยังยัมี ผนังด้านหนึ่งติดกับสุส สุ านแต้จิ๋วจิ๋ด้วยซ้ำ กุโ กุ บร์ที่ ร์ ที่ นี่สวยงามและมีขมีนาดใหญ่ ยินยิดีรองรับรัชาวมุสลิมทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังยัจัดจัสวนได้ เรียรีบร้อ ร้ ยสวยงาม สมกับอยู่ภ ยู่ ายใต้การดูแ ดู ลของลูก ลู หลานชาวสวนชวา
เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าเป็นพระวจนะคำ ต่อคำ ของพระเป็น เจ้า (อัลลอฮฺ) และสำ หรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำ สอนและตัวอย่างเชิง บรรทัดฐาน (เรียกว่า สุนัต และประกอบด้วยหะดีษ) ของมุฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็นศาสดา (นบี) องค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า สาวก ของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ของการ ดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า[1] มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนาอิสลาม เป็นบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์มาหลายครั้ง รั้ ก่อนหน้านั้น นั้ ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระ เยซู[2] พวกเขายึดมั่นว่า สารและวิวรณ์ถูกแปลผิดหรือเปลี่ยนแปลงบางส่วน ตามกาล[3] แต่มองว่าอัลกุรอานภาษาอาหรับเป็นทั้ง ทั้ วิวรณ์สุดท้ายและไม่ เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า[4] มโนทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้ง ทั้ ห้า ของอิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้น พื้ ฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้องปฏิบัติ ตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและ สังคม โดยกำ หนดแนวทางในหัวเรื่องหลายหลาก ตั้ง ตั้ แต่การธนาคารไปจนถึง สวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ศาสนาอิสลาม
หลักคําสอนของศาสนาอิสลาม หลักการศรัทธา สติปัญญาและสามัญสำ นึกจะพบว่าว่จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่าว่ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ผู้ทรงสูงสุดเพียงพระองค์ เดียว ที่ไม่แบ่งภาค หรือ รื แบ่งแยกเป็นสิ่งใด ไม่ถูกบังเกิด ไม่ถูกกำ เนิด และไม่ให้กำ เนิดบุตร ธิดาใด ๆ ผู้ทรงสร้าง และบริห ริ ารสรรพสิ่งด้วยอำ นาจและความรอบรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรงกำ หนดกฎ เกณฑ์ที่โดยทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ รืไว้ทั่ ว้ ทั่ วทั้งจักรวาลหรือ รื ที่เข้าใจว่าว่เป็น"กฎธรรมชาติ" ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน มีเป้าหมาย ซึ่งไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่าง ไร้สาระ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐริ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำ เนินชีวิต วิ อยู่ไปตามลำ พัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือ รืปล่อยให้สังคมมนุษย์ และ สิ่งมีชีวิต วิ กำ เนิดขึ้น แล้วดำ เนินไปตามยถากรรมของตัวเอง สภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิต วิ ดำ รงอยู่จึงเป็นความพอดีอย่างทีสุดที่ผู้ใช้ปัญญา ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย"ความบังเอิญ" สอดคล้องตามทฤษฎีความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำ มนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำ หรับการดำ เนินชีวิต วิ แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือ รืได้รับประโยชน์จากการทำ ความดี หรือ รืได้รับโทษจากการทำ ชั่ว ของตนในชีวิต วิ บนโลกนี้ ที่เป็นเพียงโลกแห่งการทดสอบ โลกแห่งการตอบแทนที่แท้จริง ริ ยังมาไม่ถึง จากจุดนี้ทำ ให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำ ของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วก็จะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริง ริ พร้อมพยายามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบา ปัญญา ระบอบการกดขี่ การแบ่งชั้นวรรณะ และบังเกิดสันติสุขของมนุษยชาติโดยรวมในที่สุด
หลักจริยธรรม ศาสนาสอนว่า ว่ ในการดำ เนินชีวิต วิ จงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำ ตนให้เป็นผู้ดำ รงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จัก หน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็น คุณสมบัติของผู้มีจริย ริ ธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม
ศาสนาสอนว่า ในการดำ เนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำ ตนให้เป็นผู้ดำ รงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การ มีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความ เสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้ง ทั้ หมดที่กล่าวมานี้เ นี้ ป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้ง ทั้ หมดอยู่ที่ความยุติธรรม หลักการปฏิบัติ ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และคำ สอนของศาสนา ทำ หน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้ง ทั้ ที่เป็นหลักศรัทธา หลัก ปฏิบัติและจริยธรรม เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำ สั่งต่าง ๆ ของศาสนา มิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำ การต่าง ๆ ไปตามอารมณ์และ ความต้องการใฝ่ต่ำ ของเขาเท่านั้น นั้ เอง