The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน วิชาเทคนิคออกแบบผลิตภัณฑ์ (3401-2102) สำหรับผู้เรียนระดับ ปวช. และปวส. สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ สาขาวิชาผ้าและเครื่องแต่งกาย และสาขาวิชาเทคโนโลยีแฟชั่นและเครื่องนุ่่งห่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Attalak CO.,Ltd., 2020-05-05 04:34:20

เอกสารประกอบการสอน วิชาเทคนิคออกแบบผลิตภัณฑ์ (3401-2102)

เอกสารประกอบการสอน วิชาเทคนิคออกแบบผลิตภัณฑ์ (3401-2102) สำหรับผู้เรียนระดับ ปวช. และปวส. สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ สาขาวิชาผ้าและเครื่องแต่งกาย และสาขาวิชาเทคโนโลยีแฟชั่นและเครื่องนุ่่งห่ม

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภัณฑส์ ่งิ ทอ I 46

บทที่ 6

การตลาดเพอื่ การออกแบบพฒั นาผลิตภัณฑ์ใหม่

1. สาระสาคัญ

กระบวนการคิดของสมองสามารถคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ
เพราะภูมิหลังพ้ืนเพที่มีความแตกต่าง ส่งผลให้เกิดความคิดจินตนาการท่ีไม่เหมือนใคร
และสามารถนาไปประยุกต์ได้กบั ศลิ ปะทุกแขนง ไมว่ ่าจะเป็นทฤษฎหี รือปฏบิ ตั ิ ความคิด
สร้างสรรค์ จะเช่ือมโยงความคิดท่ีหลากหลาย แสวงหาทางเลือกใหม่อยู่เสมอ
กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดข้ึนโดยบังเอิญหรือโดยต้ังใจ ซ่ึงทาได้โดย
การฝึกฝน ระดมสมอง อีกท้ังความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
ขยายขอบเขตความคิดเดิม ๆ ให้กว้างและหลากหลายแง่มุม เหล่าน้ีทาให้เกิดเป็น
ความคิดสรา้ งสรรคใ์ หม่ ๆ

2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1. รู้จกั และเขา้ ใจแนวคดิ เกี่ยวกบั ผลติ ภัณฑ์ใหม่
2. อธิบายกระบวนการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ใหมไ่ ด้
3. สามารถอธบิ ายการยอมรบั ผลติ ภัณฑ์ใหมข่ องผบู้ ริโภคไดถ้ กู ต้องตามหลักการ

3. เนอ้ื หาสาระการเรียนรู้

1. แนวคิดเกย่ี วกบั ผลติ ภณั ฑใ์ หม่
2. กระบวนการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ใหม่
3. การยอมรับผลติ ภณั ฑ์ใหม่ของผบู้ รโิ ภค

วิทยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟช่นั และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑส์ งิ่ ทอ I 47

6.1 แนวคิดเกี่ยวกบั ผลติ ภณั ฑ์ใหม่

1. ประวตั ิความเป็นมาและความหมายของผลิตภณั ฑ์ใหม่
ประวัติความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ีมีการแข่งขันกันอย่างรนุ แรงในปจั จุบนั สิ่งทีผ่ ู้ประกอบธุรกิจ

ต้องให้ความสาคัญรองลงมาจากกลุ่มลูกค้าคือ ผลิตภัณฑ์ในองค์กรซึ่งจะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ ผลิตภัณฑ์
ใหม่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นการเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม หรือเป็นเพียงการเปล่ียนแปลงบางอย่างใน

ผลิตภัณฑ์เดิมหรือเป็นการนาเสนอผลิตภัณฑ์เดิมในตลาดใหม่ กิจการจะต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการ
นาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ว่าต้องการอะไร หรือเป็นการต้องการเป็นผู้นาด้านเทคโนโลยี ต้องการรักษาความ
เปน็ ผู้นาในตลาด ต้องการใช้กาลงั การผลติ ส่วนทเ่ี หลือให้เตม็ ที่ ตอ้ งการขยายตลาด หรืออาจจ้องการขยาย

ผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์ท่ีต่างกันจะนาไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างกัน
กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างไปจากเดิมและกลยุทธ์การตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ก็จะแตกต่างกันด้วย

แนวคดิ ใหม่ ๆ ของผลติ ภัณฑ์ อาจมาจากแหลง่ แนวคิดต่าง ๆ กนั จากรายงานของพนักงานขาย จากผลติ ภณั ฑ์
ของคู่แขง่ ขัน จากการหาชอ่ งวา่ งของตลาดปจั จุบนั รวมไปถึงอาจได้แนวคิดใหม่มาจากพอ่ ค้าคนกลาง การ
ระดมแนวคดิ ของหัวหน้าแผนกต่าง ๆ ในกิจการ และแนวคิดส่วนใหญ่ที่ได้มกั ไดม้ าจากปัญหา ข้อเสนอแนะ

คาติชมของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภค พบเจอในการบริโภคผลิตภัณฑ์นั้นในข้ันตอนนี้กิจการควรจะได้แนวคิด
หลาย ๆ แนวคิดจากแหลง่ ตา่ ง ๆ กัน เพื่อนาไว้กลั่นกรองเลือกเฉพาะแนวคิดท่เี หมาะสมสาหรับกิจการในการ

ออกแบบผลิตภณั ฑ์สินค้าหรือบรกิ ารนน่ั เอง

2. ความหมายของผลิตภัณฑ์ใหม่

ผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Planning) หมายถึงเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าบริการใด ๆ ท่ีใช้
สาหรบั กิจการ อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการท่ีมแี นวคิดใหม่ ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างใน

ผลิตภัณฑ์สินค้า หรือบริการที่มีอยู่แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์สินค้า หรือบริการจะต้องมีผลให้
ผบู้ ริโภคหรือลกู ค้าเพ่ือใหเ้ กดิ ความพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์สินคา้ หรือบรกิ ารใหม้ ากมากท่ีสุด โดยควรมีความ
พึงพอใจมากกวา่ การบริโภคผลิตภณั ฑ์สินค้าหรือบริการตัวเดิม หรืออาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมที่นาเสนอใน

ตลาดใหม่ ๆ ปัจจุบันสภาพทางการตลาดมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงละสูงมากข้ึน และความก้าวหน้าของ
เทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วทาให้มีผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการใหม่ ๆ ในตลาดจานวนมากที่เกิดขึ้นอย่าง

รวดเร็วและไปเร็ว ดังน้ันจึงส่งผลให้วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการส้ันลง ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือ
บริการตัวท่ีออกสู่ตลาดใหม่ จะอยู่รอดได้ในตลาด จึงต้องเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหรอื บริการท่ีมี “ความใหม่”
ท่แี ตกต่างและเป็นสาระสาคัญของผลติ ภณั ฑ์ที่สอดคลอ้ งกับความต้องการของผู้บริโภค หรอื ลูกคา้ เทา่ นั้น จาก

ความหมายของผลติ ภัณฑใ์ หม่ (Mccathy & Pereault, Jr. (Basic Marketing, 1991 – P.342)

3. การจาแนกผลติ ภัณฑ์สนิ ค้าหรือบริการใหม่ (New Product Development)
ได้ 3 ลักษณะคอื
1. ผลติ ภัณฑน์ วัตกรรมใหม่ (Innovative Product) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ใหม่ทย่ี ังไม่มีผู้ใดนาเสนอใน

ตลาดมาก่อนหรือเปน็ แนวคิดใหมท่ ี่ผบู้ ริโภคอาจยงั คาดไม่ถึง
2. ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงใหม่โดยการปรับเปล่ียน ดัดแปลง (Replacement Product of Modify

Product) หมายถึง เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ีพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุง มาจากผลิตภัณฑ์เดิมท่ีขายอยู่แล้วใน
ตลาด ทาใหส้ ามารถตอบสนองความตอ้ งการ และสร้างความพงึ พอใจแกผ่ ้บู รโิ ภคไดม้ ากขน้ึ กวา่ เดมิ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑส์ ่ิงทอ I 48

3. ผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบ หรือ การลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ (Imitative or Me-too-Product)
หมายถึง ผลิตภัณฑ์ใหม่สาหรับกิจการแต่ไม่ใหม่ในท้องตลาดเกดิ จากการที่กิจการเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า
หรือบรกิ าร ที่ไดร้ บั การยอมรบั และเป็นท่ีนยิ มของผู้บริโภคหรอื ลูกคา้ เป็นหลัก ทาใหก้ จิ การมีโอกาสทากาไรสูง
จงึ เสนอผลิตภณั ฑส์ นิ คา้ และบริการ เพ่อื เข้าสูท่ อ้ งตลาดโดยมสี ่วนแบง่ ทางการตลาดขององค์กรหรอื บรษิ ทั

6.2 กระบวนการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ใหม่

1. การสร้างแนวความคิดเกยี่ วกับผลิตภณั ฑ์ใหม่ (Idea generation)
เป็นการสรา้ งแนวความคิดเก่ียวกบั ผลิตภัณฑ์สนิ ค้าหรอื บรกิ ารใหม่ โดยมีแหล่งขอ้ มูลเก่ยี วกับองค์กร

หรือบริษัท ที่จะนามาข้อมูลน้ันเข้ามาใช้ในการคิดค้นเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการตามความต้องการ
ของลูกค้าหรือออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นั้นเอง โดยแหล่งข้อมูลในองค์กรมีการแบ่งออกเป็น 2 แหล่งด้วยกันคือ
(1) แหล่งภายในองค์กร (2) แหลง่ ภายนอกองค์กร

1) แหล่งภายในองคก์ ร
พนกั งานขาย (Salespersons) ถือเป็นบคุ คลท่อี ยู่ใกลช้ ิดกับผบู้ ริโภค และทราบถึงความ

ต้องการของผบู้ ริโภคมากทสี่ ุด
ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D specialists) เป็นบุคคลท่ใี กล้ชิดกับการพฒั นาเทคโนโลยใี หม่ ๆ
ผบู้ ริหารระดบั สูง (Top management) เป็นบุคคลที่ทราบถึงจุดอ่อน จุดแข็งของบรษิ ัท จึง

เป็นเหมือนเป็นผู้กาหนดทศิ ทางการพฒั นาผลิตภัณฑ์สนิ หรือบริการใหม่
2) แหล่งภายนอกองค์กร
ลูกคา้ (customers) ถอื เป็นแหลง่ ข้อมลู ท่ีมีความสาคัญมากต่อองค์กรหรอื บริษัททีผ่ ลติ สินค้า

หรือบริการ เน่ืองจากผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ที่บริษัทผลิตออกมาเพ่ือจะนาเสนอขายยังท้องตลาดน้ัน จึง
จาเป็นอย่างยิ่งท่ีองค์กรหรือบริษัทจะต้องคานึงถึงการตอบสนอง และความต้องการของลูกค้าเป็นประการ
สาคัญ

สมาชกิ ในช่องทางการจัดจาหน่าย (channel members)เปน็ อีกแหล่งข้อมูลหนึ่ง ทท่ี ราบถึง
ความตอ้ งการของลกู คา้ หรอื ผูบ้ รโิ ภคเปน็ อย่างดี อยา่ งเชน่ พอ่ ค้าสง่ พอ่ คา้ ปลกี ตวั แทนจาหน่าย

คู่แข่งขัน (competitors) เป็นการเคลื่อนไหวทางการแข่งขัน รวมถึงไปถึงกลยุทธ์ทาง
การตลาดของคู่แขง่ ขัน น่ีก็เป็นปจั จัยสาคัญอีกอย่างหน่ึง ขององค์กรหรือบริษทั ทค่ี วรจะรู้แหลง่ ข้อมูลหน่ึงทจี่ ะ
ช่วยให้องค์กร หรือบริษัทตัดสิน ใจในการคิดค้นเพื่อผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการใหม่ เพื่อจาหน่ายออกสู่
ท้องตลาดนน่ั เอง

2. การประเมนิ และคัดเลือกแนวความคิด (Idea screening)
หลังจากได้แนวความคดิ เกีย่ วกับผลิตภัณฑ์สินค้าหรอื บรกิ ารใหมแ่ ลว้ องค์กรหรือบริษัท ก็จะต้องมีการ

คดิ ค้นหรอื นาแนวความคิดเหลา่ นั้นมาทาการประเมนิ ถงึ ความเป็นไปได้ ในการออกผลิตภัณฑ์สนิ ค้าหรอื บริการ
ตัวใหม่ เพื่อเป็นการประเมินและคัดเลือกแนวความคิดที่ดี และเหมาะสมที่สุดสาหรับองค์กร และมีการนามา
พัฒนาเพื่อทดสอบแนวความคดิ ในการออกแบบผลติ ภณั ฑ์สินค้าหรือบริการใหมต่ อ่ ไป

วิทยาลัยอาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภณั ฑส์ ่ิงทอ I 49

3. การพฒั นาและทดสอบแนวความคดิ (Concept development and testing)
เม่อื ได้แนวความคิดที่ดีและเหมาะสมท่ีสุดจากข้ันตอนที่สองแล้ว ขัน้ ต่อไปเป็นการน าแนวความคิดท่ี

ผ่านการคดั เลือกแล้วนัน้ มาพัฒนาให้มคี วามชัดเจนมากขน้ึ และนาไปทดสอบกบั กลมุ่ ผู้บริโภคเปา้ หมาย เพอ่ื วัด
ความรูส้ กึ และการยอมรบั ในผลติ ภัณฑ์ตัวใหม่

4. การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด (marketing strategy development)
ในข้ันนี้เป็นการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด ได้แก่ การกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการ

ตลาด การท า STP marketing (การแบ่งส่วนตลาด การเลือกตลาดเป้าหมาย และการกาหนดตาแหน่ง
ผลิตภัณฑ์) และการออกแบบกลยทุ ธส์ ว่ นประสมทางการตลาด(Marketing Mix : 4 P’s)

5. การวเิ คราะหส์ ภาพทางธุรกิจ (business analysis)
เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ในการน าผลิตภัณฑ์ออกจาหน่าย เช่น

การคาดคะเนถึงความตอ้ งการซ้ือต้นทนุ และผลกาไรที่จะได้รบั New Product Development Process

6. การพัฒนาผลิตภณั ฑ์ (product development)
เมื่อแนวความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ท้ัง 5 ขั้นมาแล้ว ในขั้นน้ีจะเป็นการ

พัฒนาแนวความคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการทเ่ี ป็นรูปเป็นร่างข้ึนมาพร้อมที่ออกผลิตภัณฑ์สนิ ค้าหรือ
บรกิ ารส่ทู ้องตลาดเพื่อการจดั จาหนา่ ยนั่นเอง

7. การทดสอบตลาด (market testing)
กอ่ นที่จะนาผลิตภณั ฑ์ออกวางจาหน่าย ควรมีการทดสอบตลาดก่อน โดยอาจจะทาในรปู ของการวาง

จาหน่ายผลิตภัณฑ์ในขอบเขตที่จากัด หรือให้ผู้บริโภคทาการทดลองใช้ หรือผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อเป็น
การวัดการยอมรบั ของลูกค้าเปา้ หมาย ทาให้ทราบถึงจุดดี จุดด้อยของผลิตภณั ฑ์สนิ ค้าและบริการ เพื่อนาไปสู่
การปรับปรุงแกไ้ ขให้ดียงิ่ ขน้ึ และตอบสนองความตอ้ งการของลูกค้าเป้าหมายใหม้ ากที่สดุ

8. การดาเนนิ ธุรกิจ (commercialization)
เมื่อผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบตลาดแล้วในขั้นสุดท้ายก็จะเป็นการนาเอาผลิตภัณฑ์สินค้า หรือ

บรกิ ารตัวใหม่ออก วางจาหน่ายตามทอ้ งตลาด หรอื ขายจริงตามแผนการตลาดที่ได้วางเอาไว้ ขั้นตอนน้ีจงึ เป็น
ข้ันแนะนาผลติ ภัณฑ์ใหม่ (introduction stage) ของวงจรชวี ิตผลติ ภัณฑ์ (Product Life Cycle : PLC)

6.3 การยอมรบั ผลติ ภัณฑ์ใหมข่ องผบู้ รโิ ภค

วงจรชีวติ ผลิตภัณฑ์ (Product life cycle)
ฉะนั้นการสร้างหรือศึกษาถึงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product life cycle) เป็นการศึกษายอดขายของ

ผลิตภณั ฑ์สนิ คา้ หรือบริการของบรษิ ทั หรือองค์กร ในด้านวงจรอตั ราการเจรญิ เติบโตของยอดขาย หรอื ผลกาไร
ขององค์กร ท่ีมีต่อระยะเวลาท่ีกาหนดเป็นช่วง ๆ ที่เรียกว่าวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product life cycle)
ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการจะมอี ายเุ วลาที่กาจัด ยอดขายของผลิตภณั ฑ์สินค้าหรือบริการ จะเปล่ียนแปลงไป

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟช่นั และสิ่งทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภัณฑ์ส่ิงทอ I 50

ตามฤดูกาลของแต่ละช่วงหรือ ในแต่ละข้นั ตอนของวงจรชีวิตผลิตภณั ฑ์สินค้าหรือบริการ กาไรของผลิตภัณฑ์
จะเพ่ิมขนึ้ และลดลงตามข้ันตอนวงจรชวี ติ ผลติ ภัณฑ์ทางการตลาดได้ 4 ขนั้ ตอนดงั นี้คือ

1. ขั้นแนะนา (Introduction Stage)
เป็นข้ันตอนท่ีเร่ิมต้นในการนาเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ตั้งแต่สินค้ายังไม่ได้เข้ายัง

ท้องตลาดให้เข้าสู่ตลาดอย่างมั่นคง ข้ันตอนท่ีเป็นขั้นแนะนาสินค้าหรือบริการน้ี จะมีการเจริญเติบโตของ
ยอดขายอยา่ งช้า ๆ จากการแนะนาผลิตภัณฑ์สนิ คา้ หรือบริการใหเ้ ข้าสู่ยังทอ้ งตลาด และให้ผ้บู รโิ ภคหรือลกู ค้า
รูจ้ ักให้ทดลองใช้สนิ ค้าและบริการ และจงึ เกิดการใช้ จากการลงทุนรวมถึงภาระค่าใช้จา่ ยทางการตลาดท่ีมมี าก
ต้องใช้ในการแนะนาผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการไปยังท้องตลาด ช่วงขั้นตอนแนะนาทางด้านผลิตภัณฑ์สินค้า
หรือบริการน้ีทาให้ยังไม่มีกาไรต่อองค์กร อาจทาให้มีปัญหาทางด้านความเส่ียงสูง ในการตัดสินใจเพ่ือให้
ผลติ ภัณฑส์ นิ ค้าหรอื บริการผ่านขน้ั ตอนการแนะนาผลิตภณั ฑ์สนิ ค้าและบริการนี้

2. ขัน้ เจรญิ เตบิ โต (Growth Stage)
เป็นขั้นตอนท่ีผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการออกไปสู่ยังท้องตลาดแล้วและผู้บริโภคหรือลูกค้า

เกิดการยอมรับผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการขององค์กรอย่างรวดเร็ว ในขั้นตอนนี้มีอัตราการเจริญเติบโตของ
ผลติ ภัณฑส์ นิ คา้ หรือบริการทางดา้ นยอดขายสงู และมีกาไรเพ่ิมสูงขึ้นจากความต้องการของผบู้ รโิ ภคหรือลกู ค้า
ของท้องตลาด มีมากข้ึน ทาให้ต้องมีการลงทุนเพ่ิมมากขึ้นในการผลิตสินค้าและบริการให้มากข้ึน เพื่อให้
เพียงพอต่อความต้องการของลูกคา้ หรือผู้บรโิ ภคตามท้องตลาดเพิ่มมากข้ึน เมื่อตลาดมีความต้องการมากข้ึน
ทาให้มคี ่แู ข่งขันเร่มิ เขา้ ส่ตู ลาดมากขึน้ ย่ิง ถ้าเป็นผลติ ภณั ฑท์ ี่มกี าไรคุ้มคา่ มาก

3. ข้ันเจรญิ เติบโตเต็มท่ี (Maturity Stage)
เป็นขั้นที่ตลาดเร่ิมอ่ิมตัวในผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการขององค์กรบริษัทหรือของกิจการ

ขนั้ ตอนน้ีมีอตั ราการเจริญเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑส์ ินค้าเพม่ิ มากขนึ้ ในส่วนท่ยี อดขายลดลงหรอื ชะลอตัว
ลง ถือเป็นข้ันตอนท่ีทาให้มียอดขายสูงสุด และมีกาไรสูงสุดจากผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ ที่เป็นท่ียอมรับ
ของตลาดแต่การท่ีตลาดอิ่มตัวทาให้องค์กรไม่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้น กาลังการผลิตให้สูงกว่าเดิม กาไรท่ีได้รับจะ
คงทีแ่ ละค่อย ๆ ลดลงตามลาดบั เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพ่ิมมากขึ้นในด้านทางการแข่งขันกับ
คแู่ ข่ง เพอ่ื ทจี่ ะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดท่ีไดร้ บั จากผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ในช่วงเวลาน้ใี ห้ได้นานทส่ี ดุ

4. ข้นั ตกต่า (Decline)
เป็นข้ันตอนท่ีตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการเส่ือมความนิยมลดลงมาเล่ือย ๆ ข้ันนี้มี

ยอดขายของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการลดลง และกาไรลดลง กิจการหรือองค์กรต้องลดการส่งเสริมกิจกรรม
ทางการตลาด ทม่ี ีค่าใช้จ่ายสูง และต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นของกิจการลง แลว้ ทาการวเิ คราะห์ ปัญหาของ
ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการใหม่ ถ้าไม่สามารถแก้ไข หรือไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนก็อาจจะปล่อยให้ผลิตภัณฑ์
สินค้าหรือบริการตัวนั้นตายไปจากท้องตลาดแต่ถ้าผลิตภัณฑ์สินค้า หรือบริการน้ันยังพอมีผลกาไร หรือ
ผลประโยชนท์ างการตลาดอ่นื ๆ ต่อองค์กร ท่สี าคญั โดยยงั มีศักยภาพท่สี ูงกอ็ าจจะมกี ารลงทุนเพิม่ เพ่ือพัฒนา
ผลติ ภณั ฑส์ นิ คา้ และบรกิ ารใหม่ ๆ ออกยงั สู่ท้องตลาด

วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภณั ฑ์ส่ิงทอ I 51

การสร้างแนวคิดเกย่ี วกับผลิตภณั ฑ์ใหม่
กิจการจะต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการนาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ว่าต้องการอะไร ในด้านความ

ตอ้ งการเปน็ ผู้นาด้านเทคโนโลยี ต้องการรักษาความเป็นผู้นาในตลาด ต้องการใช้กาลงั การผลิตสว่ นท่ีเหลือให้
เต็มท่ี ตอ้ งการขยายตลาด หรอื อาจจ้องการขยายผลิตภัณฑใ์ ห้ครบถ้วน ทัง้ น้ีเพราะวตั ถุประสงคท์ ี่ตา่ งกันจะ
นาไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างกัน กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างไปจากเดิม และกลยุทธ์
การตลาดของผลติ ภัณฑ์ใหม่กจ็ ะแตกตา่ งกนั ด้วย แนวคดิ ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ อาจมาจากแหลง่ แนวคดิ ตา่ ง ๆ

การประเมนิ แนวคิด
การประเมินแนวคิดทางด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องกลั่นกรองแนวคิดหลาย ๆ กรอบ

หรือหลายแนวทาง ก็เพื่อให้เหลือเพียงแนวคิดเดียวที่กิจการประเมินแล้วว่าดีที่สุด เหมาะสมท่ีสุดสาหรับ
กิจการ และมีโอกาสดีในตลาด เกณฑ์ท่ีใช้ในการกล่ันกรองแนวคิดน้ี กิจการต้องสามารถวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง
จุดอ่อนลักษณะท่ีตลาดที่กิจการกาลังจะเข้าไปและคัดเลือกเอาเฉพาะแนวคิด ท่ีสามารถทาให้กิจการอยู่ใน
ฐานะได้เปรียบคู่แข่งขัน แนวคิดของผลิตภัณฑ์ใหม่ควรท่ีจะตอบสนองวตั ถุประสงค์ท่กี ิจการกาหนดไว้ และมี
การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสร้างความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค เพ่ิมมากขึ้นกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ควรทาลาย
ส่ิงแวดลอ้ มใช้แล้วควรปลอดภัยท้งั ตวั ผู้บรโิ ภคและสงั คมโดยรวม

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และส่ิงทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภณั ฑ์สิง่ ทอ I 52

ใบงานท้ายบทที่ 6

การตลาดเพอ่ื การออกแบบพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ใหม่

ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ความคิดแปลกใหมเ่ กิดขึ้นได้อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. บุคคลท่ีมีความคิดแปลกใหม่ควรมลี กั ษณะอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. นวัตกรรมคอื อะไร และเกิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. เพราะเหตุใดจงึ ตอ้ งนาผลิตภัณฑ์ไปจดสิทธบิ ตั ร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชนั่ และสง่ิ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภณั ฑ์ส่ิงทอ I 53

บทท่ี 7

การออกแบบผลิตภัณฑส์ ง่ิ ทอขั้นตน้

1. สาระสาคัญ

การออกแบบผลิตภัณฑ์(Product Design) คือการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ
รูปร่างลักษณะภายนอกของผลติ ภัณฑ์ ท่ีแตกต่างไปจากเดิม เช่น การออกแบบแก้วนา้ ให้มรี ูปรา่ ง
เหมือนรองเท้า เป็นต้น ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม คือ
เป็นการออกแบบผลิตภัณฑท์ ี่ ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศหรือยงั ไม่ได้เปิดเผยสาระสาคญั หรือ
รายละเอียดในเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์ก่อนวันขอรับสทิ ธิบัตร หรือไม่คลา้ ยกับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่
แลว้ การออกแบบผลิตภัณฑท์ ข่ี อรบั สิทธบิ ัตรได้ตอ้ งประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ คอื ต้องเป็น
การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ และตอ้ งเป็นการออกแบบผลติ ภัณฑ์เพ่ืออุตสาหกรรมหรือหตั ถกรรม
การออกแบบผลิตภณั ฑ์ท่ีใหม่

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. เขา้ ใจหลกั การและวิธีการพัฒนาแนวคดิ ดว้ ยแบบรา่ งข้ันตน้ ได้อย่างถกู ต้อง
2. สามารถถ่ายทอดความคิดมาเปน็ แบบร่างได้
3. ปฏิบัตกิ ารวเิ คราะหแ์ ละกลนั่ กรองแบบรา่ ง
4. ปฏบิ ตั ิการวิเคราะหแ์ บบผลิตภัณฑ์ไดต้ ามหลักการ
5. ปฏิบัติการวิเคราะหแ์ บบเพอ่ื หารปู รา่ งของผลติ ภณั ฑไ์ ดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง

3. เนือ้ หาสาระการเรยี นรู้

1. การพฒั นาแนวคดิ ด้วยแบบร่างข้ันต้น
2. การถา่ ยทอดความคิดมาเป็นแบบรา่ ง
3. การกลั่นกรองแบบร่าง
4. การวเิ คราะหแ์ บบผลติ ภัณฑ์
5. การวิเคราะหแ์ บบเพือ่ หารูปรา่ งของผลติ ภัณฑ์

วิทยาลยั อาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟช่นั และส่ิงทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภณั ฑส์ ิง่ ทอ I 54

7.1 การพัฒนาแนวคิดดว้ ยแบบรา่ งขนั้ ตน้

การพัฒนาแนวคดิ และการทดสอบแนวคดิ
เป็นขั้นตอนท่ีเกิดข้ึนหลังจากกิจการสามารถคัดเลือกแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เลือกเพียง1 แนวคิดท่ี

เหมาะสมท่ีสุด สาหรับกิจการมาทดสอบ ว่าผู้บรโิ ภคเป้าหมายให้การยอมรับ และมีทัศนคติต่อแนวคิดใหม่น้ี
อย่างไร มีอะไรที่ควรต้องแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมก่อนทาการผลิตจรงิ อย่างไร หากผลการทดสอบแนวคิดใหม่
เป็นลบ หรือไม่มีโอกาสในตลาด กิจการก็สามารถล้มเลิกแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ นี้เสียก่อน ที่จะลงทุนใน
กระบวนการผลิตจริง ทาให้ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นมีน้อยลง แนวคิดท่ีกิจการทั่วไปมักนามาทดสอบผลิตภัณฑ์
ใหม่ ทางด้านคุณลักษณะและคุณสมบัติใหม่ ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ใหมใ่ นสายตาของผู้บริโภค วิธีใช้บรโิ ภค
ปัญหาทอ่ี าจเกดิ จากการใช้บริโภค ลักษณะของผู้บรโิ ภคที่ควรใชบ้ ริโภคผลิตภณั ฑใ์ หม่ รวมถึงการทดสอบเร่อื ง
ราคาที่เหมาะสม ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจที่มีการแขง่ ขันกนั อย่างรุนแรงในปัจจุบัน สิ่งท่ีผู้ประกอบธุรกจิ ต้อง
ให้ความสาคัญรองลงมาจากกลุ่มลูกค้าคือ ผลิตภัณฑ์ในองค์กรซ่ึงจะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ ผลติ ภัณฑ์ใหม่
อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นการเปล่ียนรูปแบบไปจากเดิม หรือเป็นเพียงการเปล่ียนแปลงบางอย่างในผลิตภัณฑ์
เดิม หรือเป็นการนาเสนอผลิตภัณฑ์เดิมในตลาดใหม่ ได้มีการแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ใหม่ออกเป็น 6
ประเภท (สรุ ชยั นวิ ัตเิ จรญิ รงุ่ , 2553) คอื

ผลิตภัณฑ์ใหม่ของโลก ( New-to-the world-product) ผลิตภัณฑ์ชนิดแรกของโลกที่ถูกสร้าง
ขนึ้ มาด้วยลกั ษณะพิเศษบางประการ หรือผลิตภณั ฑ์ใหมท่ ี่สร้างขึ้นมาสาหรับเขา้ สู่ตลาดใหม่โดยเฉพาะ จึงทา
ให้ไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ใดเลยท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน สัดส่วนของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ประมาณร้อยละ 10 ของ
ผลติ ภณั ฑใ์ หมท่ ้งั หมด

สายผลิตภัณฑ์ใหม่ (New product lines) เป็นสายผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ีเพ่ิมข้ึนของบริษัท แต่ไม่ใช่
ผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาด และเป็นการเข้าสู่ตลาดเดิมท่ีมีอยู่เป็นครั้งแรก สัดส่วนของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้
ประมาณรอ้ ยละ 20 ของผลิตภัณฑใ์ หมท่ ั้งหมด

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าไปในสายผลิตภัณฑ์เดิม (Additions to existing product lines)
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บรษิ ัทผลิตข้ึนมา แต่อยู่บนสายผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซ่ึงตอ้ งมีความใหม่พอสมควรสาหรับ
บริษทั และตลาด สัดสว่ นของผลติ ภัณฑป์ ระเภทนีป้ ระมาณร้อยละ 26 ของผลติ ภัณฑใ์ หม่ทั้งหมด

การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์เดิม ( Improvements and revision of existing
products) เป็นการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีข้ึนในเรื่องของลักษณะและคุณค่าของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่มักจะผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาแล้ว สัดส่วนของผลิตภัณฑ์
ประเภทน้ีประมาณร้อยละ 26 ของผลติ ภณั ฑใ์ หมท่ ง้ั หมด

การปรับเปล่ียนตาแหน่งผลิตภัณฑ์ (Repositioning)เป็นการนาผลิตภัณฑ์เดิมท่ีมีอยู่เข้าสู่ตลาด
ใหม่ หรือกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือเป็นการแสวงหาประโยชน์ใช้สอยใหม่ ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์เดิมสัดส่วนของ
ผลิตภณั ฑ์ประเภทน้ีประมาณรอ้ ยละ 7 ของผลิตภณั ฑ์ใหม่ท้งั หมด

การลดต้นทุน (Cost reductions) เปน็ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพ่ือแทนที่ผลิตภัณฑ์เดิม ท่ียังคง
ประโยชน์การใช้สอย และประสิทธภิ าพของผลติ ภณั ฑ์ยังคงเดมิ แตม่ ีราคาถูกลง สัดสว่ นของผลติ ภัณฑป์ ระเภท
นี้ประมาณรอ้ ยละ 11 ของผลิตภณั ฑใ์ หม่ทั้งหมด

วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟช่ันและส่ิงทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑส์ ่ิงทอ I 55

การประยกุ ต์ใช้
การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการใหม่ เพื่อนาผลิตภัณฑ์

สินคา้ หรือบริการใหม่ออกสู่ทอ้ งตลาด ทางบริษัทหรือองค์กรจาเป็นตอ้ งมีการวัดผลความสาเร็จของผลิตภัณฑ์
น้ัน โดยมีการศึกษาวิจัยเก่ียวข้องกับปัจจัยการวัดความสาเร็จ ซึ่งปัจจัยวัดความสาเร็จ (Critical Success
Factors : CSF) นีม้ ีความสาคัญกบั กระบวนการ พัฒนาผลิตภณั ฑ์สนิ คา้ หรือบริการ (วชริ าวุธ วันชพู ริ้ง, 2553)
จากการวิจัยในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีการนาเครื่องมือที่เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญทางด้าน
ปจั จัยความสาเรจ็ ไว้ 5 องคป์ ระกอบดงั นคี้ ือ

1. การศึกษาความเปน็ ไปได้ (Feasibility Study)
กอ่ นทีจ่ ะเริม่ มีกระบวนการผลิตผลิตภณั ฑ์ มักจะต้องมกี ารศึกษาวิจัยเกย่ี วกับความเป็นไปได้

ซ่ึงถอื เป็นจุดเริม่ ต้นของกระบวนการตา่ ง ๆ และจะทาให้สามารถทราบข้อมลู ต่าง ๆ เบอ้ื งต้น ก่อนการตัดสนิ ใจ
ดาเนนิ การข้ันตอ่ ไป

2. การพฒั นาแนวคิดผลติ ภัณฑ์ (Concept Development)
เพ่อื เป็นการพฒั นาแนวคดิ ผลติ ภัณฑส์ นิ คา้ หรือบริการทีม่ ปี ัจจยั ตา่ ง ๆ ให้ตรงกับความ

ต้องการของผู้บรโิ ภคหรอื ลูกคา้ เป็นประการสาคญั การคดั เลอื กแนวคิดในการออกแบบผลติ ภัณฑส์ นิ ค้าหรือ
บรกิ ารท่ดี ีทีส่ ุดน้ัน โดยการสรา้ งทีมระดมสมองในการพฒั นาแนวความคิด ในการออกแบบ เพอ่ื ให้สอดคลอ้ ง
กบั ความตอ้ งการของลูกคา้ และจะตอ้ งไดร้ บั การสนบั สนนุ จากผบู้ รหิ ารระดบั สูง ซงึ่ ถอื เป็นอีกนยั หนงึ่ หรอื อกี
ปัจจยั หนงึ่ ของการออกแบบผลิตภัณฑ์สินคา้ หรือบรกิ ารทางดา้ นความสาเรจ็ ในกระบวนการพฒั นาผลิตภณั ฑ์

3. การวางแผนผลติ ภณั ฑ์ (Product Planning)
เป็นปัจจัยแหง่ ความสาเร็จของกระบวนการนวี้ างแผนการออกแบบผลิตภัณฑ์สนิ ค้าและ

บรกิ ารใหม่ จะตอ้ งมกี ารทางานร่วมกนั เปน็ ทมี โดยมีการประสานงานในสว่ นที่เกีย่ วข้องกับการวางแผนในการ
ออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าและบรกิ าร และมีการใช้เทคโนโลยที ่ีอย่างเหมาะสม มกี ระบวนการท่มี กี ารนาเอา
นวัตกรรมท่ผี ลิตสินค้า หรอื บรกิ ารใหม่ เขา้ มาพิจารณาในการวางแผนทางดา้ นการออกแบบรว่ มอยู่ด้วย และ
ได้รบั การยอมรบั การสนับสนนุ จากผบู้ รหิ าร สุดท้ายตอ้ งมีการวิเคราะห์ความตอ้ งการของลกู ค้า

4. วศิ วกรรมกระบวนการและผลติ ภณั ฑ์ (Product and Process Engineering)
เปน็ ปจั จยั สาคญั หลัก ในการกาหนดชิน้ งานตน้ แบบผลติ ภัณฑส์ ินค้าและบรกิ าร และชนิ้ งาน

ทดสอบ การทดสอบผลิตภัณฑท์ ัง้ ภายในและภายนอก กระบวนการทางด้านผลิตภัณฑเ์ ปน็ การสื่อสาร
แลกเปล่ยี นข้อมูล และความร่วมมือเป็นสง่ิ ที่จาเป็นสาหรบั กระบวนการพัฒนาผลติ ภัณฑ์สนิ ค้าหรือบริการ
(Cormican และคณะ, 2004)

5. การทดสอบตลาด (Market Test)
เปน็ การทดสอบก่อนนาผลติ ภัณฑ์สินคา้ หรอื บรกิ ารออกสู่ท้องตลาด ทางบริษทั หรอื องคก์ รมี

ความจาเป็นท่จี ะต้องส่งผลิตภัณฑส์ นิ ค้าหรอื บริการไปทดสอบยังท้องตลาด เพื่อเปน็ การพิสจู น์ผลิตภัณฑส์ ินค้า
และบรกิ ารคร้งั สุดท้ายก่อนการวางจาหนา่ ยท้องตลาด จากการศึกษาวิจัยปจั จัยท่อี ยู่ในข้ันการทดสอบของ
ท้องตลาดว่าตอ้ งมีการคดั เลือกลูกค้าทีจ่ ะทาการทดสอบผลติ ภัณฑข์ องตน แจกผลติ ภัณฑ์สนิ ค้าหรือบรกิ าร
ใหก้ ับผูบ้ รโิ ภคหรือลูกค้าทดลองใช้ และมีการวางแผนการบริหารการตลาด เพ่ือรวบรวมขอ้ มลู ผลิตภัณฑส์ ินคา้
หรือบริการทใ่ี ห้ผบู้ รโิ ภค หรอื ลกู ค้าทดลองใช้หรอื ความถึงพอใจทางดา้ นภาพลกั ษณ์ ของสนิ ค้า เพ่ือนาการ
วิเคราะห์และสรปุ ผลเพ่อื การวจิ ัยและพัฒนาผลิตภณั ฑ์สนิ คา้ หรอื บริการตอ่ ไป (Benedetto, 1999)

วิทยาลัยอาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑส์ ิ่งทอ I 56

6. การวางผลิตภณั ฑ์ส่ทู อ้ งตลาด (Market Launch)
เป็นการปล่อยสินค้าออกสตู่ ลาดอย่างเปน็ ระบบและมคี วามสาคัญเป็นอยา่ งยิ่งและถอื เป็น

ส่วนทา้ ยของกระบวนการออกแบบสินคา้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีการศึกษาถึงปัจจยั ทีม่ คี วามสาคญั ที่
สามารถส่งผลให้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สนิ คา้ และบริการนน้ั ๆ ประสบความสาเร็จ โดยมีการโฆษณา
การบริการหลงั การขายทีด่ ี และมีทมี งานรองรบั ท่ดี ี, มีการจัดการในการกระจายสินคา้ หรือผลิตภณั ฑ์, มีการ
วางแผนการสนบั สนนุ ทดี่ ี และสามารถปลอ่ ยสนิ ค้าลงสู่ตลาดไดใ้ นเวลาทเ่ี หมาะสมและทนั ต่อความตอ้ งการ
ของลกู คา้ (Benedetto, 1999)

กลยทุ ธ์การสง่ เสรมิ การขาย
Ramanthan และ Dhar (2013) ได้ยกตัวอย่างการใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการขายของแบรนด์

ร้านค้าปลีกระดับโลก คือ Wal-Mart ท่ีใช้สโลแกน “Everyday low price” หรือการลดราคาสินค้าร่วมกับ
การแจกคูปองส่วนลดให้กับผู้บริโภคหรอื ลูกค้า เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กักตุนสินค้าและซ้ือซ้า ในขณะท่ีห้างค้าส่ง
สมัยใหม่อย่าง Costco เลือกท่ีจะแข่งขันด้วยกลยุทธ์ส่วนลด โดยมีการนาเคร่ืองมือทางด้านตลาดทางการ
สง่ เสรมิ การขายเข้ามาใชใ้ นการทาตลาด เม่ือซ้ือสินค้าจานวนมาก ๆ หรือซ้ือหน่งึ แถมหนึ่ง เพื่อเป็นการดึงดูด
ผูบ้ รโิ ภคด้านราคาและปรมิ าณการซ้ือสนิ คา้

ภูริทัต ทองเพ็ชร (2556) ได้ศึกษาวิธีการใช้ลิงเพ่ือเป็นสื่อในการส่งเสริมการขายยาในชุมชน ซ่ึง
เปรียบไดก้ ับเคร่ืองมือการตลาดคือการจัดกจิ กรรมพิเศษเพ่ือดึงดูดให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเกิดความต้องการเป็น
จานวนมากมารวมตัวกนั เพ่ือดูการจดั แสดง และประชาสัมพันธ์ ขายสนิ ค้าระหว่างมีการแสดงเพือ่ ใหผ้ ู้บริโภค
เกดิ การคลอ้ ยตามและเกิดการซื้อเปน็ ต้น

สิโรบล สุขสวคนธ์ (2551) ผู้ศึกษาการส่งเสริมการขายโดยใช้สาวเชียร์เบียร์เพื่อให้ลูกค้าหรือ
ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวสินค้าหรือ แบรนด์ เมื่อแนะนาแบรนด์เข้าสู่ยังท้องตลาด หรือส่งสินค้าไปยัง
ผบู้ ริโภค เพอ่ื สร้างจดุ ขายในดา้ นความแตกต่าง แต่ตอ่ มาได้มีการใช้สาวเชียร์เบียร์เหมือนกนั หมดทุกยี่ห้อ จน
เกิดเป็นแบบแผนท่ีทาไปตามกัน ในทุกองค์กรหรือทุกบริษัททางการผลิตสินค้าเบียร์ซึ่งทาให้ต้นทุนทางด้าน
การตลาดเพิ่มสูงขึ้น แต่องค์หรือบริษัทเบียร์ก็ยอมรับได้เม่ือเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย
นอกจากน้ียังสร้างความแตกต่าง ใหก้ ับคณุ คา่ ของ แบรนดไ์ ด้ด้วยรปู ลักษณ์ของสาวเชยี ร์เบียร์ และเครอื่ งแบบ
อกี ทางหน่ึงดว้ ย

จากการศึกษาและทบทวนงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ใหม่น้ันพบว่ามีผู้ศึกษาได้นา
เทคนิคการประเมินวัฏจักรตลอดชีวติ ผลิตภัณฑ์มาประยุกต์ใช้ ซ่งึ มีทงั้ การทา การปรับปรุงการผลิตผลิตภัณฑ์
แยกออกเปน็ การปรบั ปรุงการออกแบบกระบวนการผลติ หรอื เปลีย่ นแปลงการใช้วัตถุดิบและการปรับปรุงการ
ผลติ ผลติ ภัณฑโ์ ดยการนาไปรีไซเคลิ (ชินเทพ แซล่ ้ี 2554)

(กฤษกร เจียมจารสั ศลิ ป (2548) ได้ทาการศกึ ษาการประเมนิ ผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มของสีผงชนิดโพลี
เอสเตอร์-อีพอกซี ซ่ึงเป็นสีผงชนิดท่ีมีการใช้งานมากในประเทศไทย อีกท้ังยังเป็นเคมีภัณฑ์พื้นฐานท่ีใช้ใน
อุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะอตุ สาหกรรมไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ สโ์ ดยใชเ้ ทคนิคของการประเมินวัฏ
จักรชีวิต ซึ่งจะทาให้ได้ทราบค่าเชิงปริมาณและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมในด้านต่าง ๆ
ตลอดวัฏจักรชวี ิตของสีผง เช่น การเกิดปรากฎการณเ์ รอื นกระจก การลดลงของชน้ั โอโซน และภาวะความเป็น
กรด เปน็ ต้น ขอบเขตการศกึ ษาของวัฏจักรชีวิตของสผี งครอบคลุมต้ังแต่ขั้นตอนการผลติ การขนส่งการใชง้ าน
และการกาจัด ผลจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยใช้โปรแกรม SimaPro 5.1 วิธี Eco-Indicator
95พบว่าตลอดวัฏจักรชีวิตของสีผง ขั้นตอนการเคลือบสีผงกบชิ้นงานก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก

วิทยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และสงิ่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑส์ ิ่งทอ I 57

ที่สุด (86.1 %) เนอ่ื งจากกระบวนการนี้มกี ารใชน้ า้ เป็นจานวนมากถึง 58.1 ลิตรตอ่ การเคลอื บสผี ง 1 กโิ ลกรัม
รองลงมาคือข้ันตอนการขนส่ง (6.4 %) และข้ันตอนการผลิตวัตถุดิบ (6.3 %) ตามลาดับ และ จันทิมา ร้วิ ลาย
เงิน (2550) ก็ได้ปรับปรุงโดยการเปลี่ยนแปลงการใช้วัตถุดิบจากศึกษาน้ามันดีเซลจากน้ามันพืชท่ีใช้แล้ว ท่ี
ผลิตจากเคร่ืองผลิตไบโอดีเซล CMU-2 พบว่าในข้ันตอนการนาไบโอดีเซลไปใช้ก่อให้เกิดผลกระทบทาง
ส่ิงแวดล้อมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 82.40รองลงมา คือ การผลิต คิดเป็นร้อยละ 17.45 ส่วนการจัดหาวัตถุดิบ
เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 0.15ซ่ึงในข้ันตอนการจัดหาวัตถุดิบน้ี(ชินเทพ แซ่ลี้
2554)

7.2 การถา่ ยทอดความคดิ มาเปน็ แบบร่าง

เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง แก้ไข พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งข้ึน ก่อนที่จะลงมือสร้างสรรค์ช้ินงาน
จะต้องผ่านกระบวนการออกแบบ เพือให้ผลงานนั้นมีรูปแบบสวยงามมีประโยชน์ใช้สอยเหมาะสม เมื่อ
ออกแบบเรียบร้อยจึงลงมือทาหรอื สร้างผลผลิต ซ่ึงผลผลติ หรือผลิตภัณฑ์ท่ีได้อาจมีข้อดี ข้อด้นักออกแบบต้ง
รู้จักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ เพ่ืแนวทางปรับปรุง แก้ไข พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีย่ิงข้ึน การออกแบบผลิตภัณฑ์
(Product Design) การออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นการออกแบบสิ่งของเคร่ืองใช้ให้มีหน้าท่ีใช้สอยตาม
คุณลักษณะการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภค เพ่ือนามาใช้สอยในชีวิตประจาวัน โดยมีข้ันตอนการ
ออกแบบเบ้ืองตน้ ดังน้ี

1. การกาหนดจุดมงุ่ หมายและความต้องการ
2. การกาหนดวิธกี ารทางานหรือลกั ษณะการใชง้ าน
3. การกาหนดรูปรา่ งอย่างครา่ ว ๆ
4. การกาหนดรายละเอยี ดและเครอ่ื งมอื ท่ีใช้
เพ่ือให้นักศึกษามีความเข้าใจในเร่ืองของหลักการเบื้องต้นในการออกแบบ จึงขอยกตัวอย่างแนวทาง
ในการออกแบบกล่องสาหรับใส่ของ (ของเลน่ หนังสือ และดนิ สอ) ในแตล่ ะข้ันตอน โดยจะเนน้ การใช้หลักการ
แบบง่าย ๆ ทั้งน้ีเพื่อให้นักศึกษาสามารถสร้างขึ้นเองได้ โดยไม่จาเป็นต้องใช้เครื่องมือชนิดพิเศษในการผลิต
ผลติ ภัณฑ์ โดยใช้วัสดทุ ีเ่ หลอื ใชแ้ ละสามารถหาไดง้ ่าย

วิทยาลยั อาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชนั่ และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภัณฑส์ ่ิงทอ I 58

7.3 การกลน่ั กรองแบบรา่ ง

1. การกาหนดจดุ มงุ่ หมายและความต้องการ
ในการเร่ิมต้นออกแบบสิ่งของเคร่ืองใช้ท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน หรืออุปกรณ์อานวยความสะดวก

อปุ กรณ์สาหรับการประดบั และตกแตง่ ควรจะมีการกาหนดถงึ คณุ ลักษณะของผลติ ภณั ฑ์ที่จะทาการออกแบบ
หรอื กาหนดจุดมงุ่ หมายและความต้องการในการใช้ผลติ ภัณฑ์น้ัน ๆ ก่อน โดยจะต้องคานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดงั นี้

1.1 หน้าท่ีการทางาน (Function)
1.2 ความสะดวกสบายในการใช้ (Ergonomics)
1.3 ความแขง็ แรง (Construction)
1.4 ความปลอดภยั (Safety)
1.5 การบารงุ รกั ษาและซอ่ มแซม (Maintenance)
1.6 วัสดุ (Materials)

2. การกาหนดวธิ กี ารทางานหรือลกั ษณะการใช้งาน
วิธีการทางานและลักษณะการใช้งานของส่ิงของเครื่องใช้ หรือผลิตภัณฑ์ที่จะทาการออกแบบ

สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะคือ วัตถุดิบท่ีจะนามาใช้งาน (Input) กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ กระบวนการใช้
งาน (Process) และผลิตภัณฑ์ หรอื ส่ิงของเคร่อื งใชท้ ไ่ี ด้ (Output)

3. การกาหนดรปู รา่ ง
ในการกาหนดรูปรา่ งของผลิตภัณฑ์ท่ีจะทาการออกแบบอย่างคร่าว ๆ น้ัน ควรทาการกาหนด รปู ร่าง

ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 แบบ เพื่อใช้ในการพิจารณารปู ร่างทเี่ หมาะสม

4. การกาหนดรายละเอียดและเครอื่ งมือทใ่ี ช้
หลังจากท่ีไดเ้ ลือกรูปแบบจากการกาหนดรูปร่างอย่างคร่าว ๆ แล้ว จึงมาทาการกาหนดรายละเอียด

ในเรื่องของขนาด รูปทรง และขนาดของวัสดุที่ใช้ เช่น ขนาด ความกว้าง ความยาว หรือความสูงของเศษผ้า
กระดาษ เป็นต้น วัสดุอปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการทากล่องใส่ของ

การเขยี นแบบสาหรับออกแบบผลติ ภณั ฑ์ (ภาพฉาย)
ก า ร อ อ ก แ บ บ แ ล ะ ก า ร เขี ย น แ บ บ เป็ น

กระบวนการท่ีมีความเกี่ยวเน่ืองสัมพันธ์กัน เป็นการสานต่อการ
ร่างภาพที่ตอ้ งการนาแนวความคิดอย่างหยาบ ๆ ในการออกแบบ
ผลิตภัณฑ์มาเขียนแสดงให้เห็นรูปร่างอย่างชัดเจนขึ้น โดยเขียน
บนกระดาษแสดงรูปร่าง ลักษณ ะ ขนาด สัดส่วนต่าง ๆ
รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ รวมถึงคาบรรยายต่าง ๆ เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจได้มากท่ีสุด ดังนั้น การเขียนแบบจาเป็นจะต้อง
กาหนดมาตราส่วนบอกขนาดสัดส่วนต่าง ๆ ขยายผลิตภัณฑ์ไว้
อยา่ งชัดเจนและสมบรู ณ์

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟช่นั และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภณั ฑ์สงิ่ ทอ I 59

7.4 การวิเคราะหแ์ บบผลติ ภณั ฑ์

การวิเคราะห์ผลิตภณั ฑ์
การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ เป็นการพิจารณาหาข้อดี ข้อด้อยของผลิตภัณฑ์ เพ่ือนามาพัฒนาปรับปรุง

คุณภาพหรือกระบวนการผลติ ให้ดีข้นึ เพ่ือความพงึ พอใจสงู สดุ ของผบู้ ริโภค ซึ่งมีแนวทางดงั น้ี
1. วิเคราะห์คุณค่าของผลิตภัณฑ์ อาจทาไดโ้ ดยการสังเกต สอบถาม ข้อมูลจากผู้บริโภค เช่น หากเรา

ผลิตอุปกรณ์ข้ึนมาสักชิ้น ต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เราผลิตนั้นมีคุณประโยชน์การใช้งานแบบใด ใช้สะดวกหรือไม่
ผลิตภณั ฑ์มคี วามปลอดภยั หรือเปลา่ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพเพยี งใด เปน็ ต้น

2. วิเคราะห์จากการตลาด โดยดูจากยอดขาย จานวนผู้บริโภค เพราะผลติ ภัณฑ์ท่ีดีย่อมมปี รมิ าณการ
ใช้มากขึ้น หากพบว่าการตลาดลดลงควรหาสาเหตุว่าทาไมจึงเป็นเช่นนั้นแล้วหาทางปรับปรุงผลิตภัณฑ์

3. วิเคราะห์องค์ประกอบอื่น ๆ คือการจะทาผลิตภัณฑ์ใด ๆ ออกมา ปัจจัยแวดล้อมหรือบริบทมี
ความสาคัญมาก เชน่

3.1 ภูมิศาสตร์ แต่ละพื้นท่ีย่อมต้องการสินค้าท่ีแตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือนิยมใช้เครื่องทา
นา้ อนุ่ เพราะอากาศหนาว เป็นตน้

3.2 ประชากรศาสตร์ การผลิตสินค้าต้องวิเคราะห์กลุ่มประชากร เช่น รายได้ เพศ อายุ
การศกึ ษา เป็นต้น เพือ่ ออกแบบผลติ ภณั ฑใ์ หเ้ หมาะสม

3.3 พฤติกรรมค่านยิ มผบู้ ริโภค ควรศึกษาว่าผลติ ภณั ฑ์ทเี่ ราสร้างสรรค์นนั้ สนองต่อพฤติกรรม
ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีเพียงไร เช่น วัยรนุ่ นิยมเสื้อผ้าทม่ี ีรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา จึงต้อง
วิเคราะหแ์ ละปรบั ปรุงผลิตภัณฑเ์ ส้ือผ้าให้สอดคลอ้ งกับความต้องการ เป็นตน้

4. วิเคราะห์ผลติ ภัณฑ์ของคู่แขง่ สินค้าอุปโภคบรโิ ภคแต่ละประเภทมผี ู้ผลิตจานวนมาก ดังนั้น หาก
สินค้าท่ผี ลิตออกมามีค่แู ข่งในตลาด จะตอ้ งวิเคราะห์ และเปรียบเทียบระหว่างผลิตภณั ฑข์ องเรากับคแู่ ขง่ และ
ทาการปรบั ปรุงพัฒนาอยู่เสมอ เพราะในปัจจุบนั ผบู้ รโิ ภคมีสทิ ธิในการเลอื กผลิตภัณฑ์ทด่ี ที ีส่ ดุ ดังน้ันหากสินค้า
ใดสนองความต้องการได้มาก แนวโน้มที่จะเอาชนะคู่แข่งกส็ ูงตามไปด้วย เชน่ ผลิตภัณฑ์เคร่ืองดืม่ ในปัจจุบนั มี
การแขง่ ขันกันสูงมาก จึงมกี ารคิดค้นสูตรใหม่ ๆ รสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อนามาทดลองตลาด ตวั อย่างเช่น
เครื่องดืม่ รสแครอท รสเสาวรส รสเผอื ก รสขา้ วโพด เป็นตน้

จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์นั้นมีประโยชน์ต่อผู้ผลิตในแง่ของการชว่ ยปรับปรุงคุณภาพ เพ่ิม
ยอดขาย สร้างรายได้และผลกาไร หากมีการวิเคราะห์สม่าเสมอและนาผลการวิเคราะห์มาแก้ไข ปรับปรุง ย่อม
ทาใหเ้ กดิ ผลดแี ก่ผผู้ ลติ เอง ซึง่ ถือเปน็ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื ม่ันคงแก่ตนเอง และครอบครวั นัน่ เอง

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชั่นและสง่ิ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ I 60

7.5 การวิเคราะหแ์ บบเพื่อหารปู รา่ งของผลิตภัณฑ์

การเขียนภาพฉาย (Projection Drawing) เป็นการเขียนหรือแสดงแบบช้ินงานออกมา เพื่อใช้เป็น
แบบในการสร้างเป็นช้ินงานจริงอย่างเป็นรปู ธรรม โดยแสดงขนาด หนว่ ยวดั ทแี่ นน่ อน และแสดงให้เหน็ มมุ มอง
ด้านต่าง ๆ ในทิศทางท้ัง 6 ด้าน ดังน้ี 1. ภาพด้านหน้า (Front View) 2. ภาพด้านบน (Top View) 3. ภาพ
ดา้ นหลัง (Rear View) 4. ภาพด้านล่าง (Bottom View) 5. ภาพด้านซ้าย (Left-Side View) 6. ภาพดา้ นขวา
(Right-Side View) ดังนั้นการเขียนสาหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ขนาดและ
รูปร่างของ ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อย่างละเอียด รวมท้ังรายละเอียดของวัสดุท่ีจะใช้ และส่วนประกอบต่าง ๆ ดัง
ตวั อย่าง

ลักษณะของการเขยี นแบบภาพฉายแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1. การเขียนภาพฉาบแบบออบลีค (Oblique Projection) การเขียนภาพลักษณะนี้ก็เพ่ือแสดง

รายละเอียดของผลติ ภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาพด้านหน้า หรือต้องการแสดงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มต้น
จากการเขียนภาพด้านหน้าของผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ/อุปกรณ์ ที่มีรายละเอียดมากท่ีสุด และฉายภาพไป

ทางด้านลกึ โดยทามมุ กับภาพดา้ นหน้า 45 องศา
2. การเขียนภาพฉายแบบเปอรส์ เปคตีฟ (Perspective Projection) แบบกาหนดมุมมอง 1 จุด ภาพ

ลักษณะน้ีเป็นภาพแบบทัศนียภาพ โดยขนาดของภาพจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะห่างระหว่างวัตถุ ระนาบ

และตาแหนง่ ตา ตัวอย่างเช่น ภาพรางรถไฟ ภาพถนน แนวเสาไฟฟา้ เป็นต้น โดยส่วนของวตั ถุท่ีอยู่ใกล้ตาจะมี
ขนาดใหญ่และสว่ นทีอ่ ยูไ่ กลตาจะมีขนาดเล็กลงเรือ่ ย ๆ จนรวมเป็นจดุ เดยี วกันที่เรยี กวา่ “จุดรวมสายตา หรือ

จุดเลอื นหาย” (Vanishing Point : VP) ซึ่งจุดนี้จะอยู่แนวระดับตาของผู้มอง เรยี กว่า “เส้นระดับสายตาหรือ
เสน้ ขอบฟ้า” (Horizon Line : HL) นยิ มนามาใชใ้ นการออกแบบงานด้านสถาปตั ยกรรม

3. การเขียนภาพฉายแบบเปอร์สเปคตีฟแบบกาหนดมุมมอง 2 จุด ภาพในลักษณะนี้จะมีมุมมองใน

ลักษณะเดียวกับการเขียนภาพฉายแบบเปอร์สเปคตีฟ แบบกาหนด 1 จุด แต่จะเพ่ิมมุมมองข้ึนมาอีก 1 จุด
เหมอื นกับเป็นการมองของคน 2 คน

วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑส์ ิ่งทอ I 61

ตวั อยา่ งการพัฒนาผลติ ภัณฑผ์ ้าพนื้ เมอื ง

“ผลิตภณั ฑผ์ ้าพื้นเมืองอีสาน สืบสานภมู ิปญั ญา ตานานแดนนาคาคาชะโนด”

ประวตั ิความเป็นมา

ป่าคาชะโนด หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์
คาชะโนด ตั้งอยู่ในพ้ืนท่ี 3 ตาบล คือ ตาบลวังทอง, ตาบล
บ้านม่วง และตาบลบ้านจันทร์ ใน อาเภอบ้านดุง จังหวัด
อุดรธานี เป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะข้ึนอยู่กลางทุ่งนา
เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซ่ึงเป็นพืชจาพวกปาล์ม ความยาว
ประมาณ 200 เมตร ป่าคาชะโนดเป็นสถานที่ ๆ ปรากฏใน
ตานานพื้นบ้าน เป็นสถานท่ี ๆ เช่ือว่า เป็นที่สิงสถิตของ
พญานาคและสิ่งล้ีลับต่าง ๆ บ่อยครั้งท่ีชาวบ้านในละแวก
น้ันจะพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเท่ียวงานบุญพระเวท
รวมถึงหญิงสาวท่ีมายืมเคร่อื งมือทอผ้าอยู่เป็นประจา และเมื่อเกิดเหตุการณ์นา้ ทว่ มใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้าโขง
รวมถงึ ท่ีอาเภอบา้ นดุง แต่นา้ ก็ไม่ทว่ มบรเิ วณคาชะโนด เมื่อระดบั น้าลดลง คาชะโนดก็ยังคงอยเู่ ช่นเดิม

ตานาน

ตามตานานไดก้ ล่าวไวว้ ่า มีพญานาคอย่สู องตนไดป้ กครองเมอื งหนองกระแส โดยครึ่งหนึ่งเป็นของ สุท
โธนาค (พญาศรีสทุ โธ) ส่วนอกี คร่งึ หน่ึงเปน็ ของ สุวรรณนาค ท้ังสองปกครองเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มี
ข้อตกลงกันอยู่วา่ ถ้าเม่ือฝ่ายใดออกไปล่าสัตวห์ าอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนือ่ งจากเกรงว่าจะเกิดการ
กระทบกระทัง่ กัน และเม่อื ฝ่ายทอี่ อกไปลา่ สตั วห์ าอาหารมาได้น้นั ใหน้ ามาแบง่ กันอย่างละครึ่ง

เม่ือถึงคราวสุวรรณนาคได้ออกไปล่าสัตว์หาอาหารได้เนื้อช้างมา จึงนาเน้ือช้างท่ีได้แบ่งให้สุทโธนาค
พร้อมท้ังนาขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเน้ือช้างจริง อีกคร้ังท่ีสุวรรณนาคออกไปล่าสัตว์หาอาหารอีก คร้ังนี้ได้

เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นาเน้ือเม่น และขนของเม่นไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย แต่สุทโธนาคกลับ
แสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดจู ากขนของเม่นทม่ี ีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปรมิ าณเน้ือทไ่ี ดก้ ็ควรมมี ากกว่า
เนื้อของช้าง แตป่ รมิ าณเนื้อนั้นกลับมนี ้อยกวา่ มากนกั จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซ่ือสัตย์ ฝ่ายสุวรรณนาค

พยายามอธบิ ายอย่างไรกไ็ ม่เปน็ ผล จงึ เกดิ สงครามระหว่างสุทโธนาค และสวุ รรณนาค
พระอินทร์ได้ทราบเร่ือง จึงหาวิธีการที่จะทาให้พญานาคทั้งสองน้ันหยุดทาสงครามกัน โดยให้

พญานาคท้ังสองสรา้ งแม่น้าข้ึนคนละสาย ถ้าใครสรา้ งไดถ้ งึ ทะเลกอ่ นจะใหป้ ลาบึกขน้ึ อยใู่ นแม่น้านนั้ เม่ือไดย้ ิน
เชน่ น้ัน สทุ โธนาคก็ได้สร้างแม่น้ามุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส และดว้ ยความที่สุทโธนาคมีนิสัยใจ
ร้อน เม่ือพบเจอภูเขาก้ันทางแม่นา้ กจ็ ะทาการหลบหลีก โค้งไปโคง้ มา จึงเกดิ เปน็ แม่น้าโขง (โค้ง) ส่วนทางฝา่ ย

วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชนั่ และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑ์ส่งิ ทอ I 62

สุวรรณนาคนั้น ได้ทาการสร้างแม่น้าขึ้นทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคมีความละเอียด และใจเย็น
แมน่ า้ ท่สี ร้างข้ึนจงึ มคี วามตรงกว่าแม่น้าทุกสาย ได้แก่ แม่นา้ นา่ น

สุทโธนาคเป็นผู้ท่ีสร้างแม่น้าได้เสร็จก่อน จึงมีปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้าโขงเพียงแห่งเดียว และเมื่อเป็น
เช่นน้ัน สุทโธนาคก็ได้ขอทางข้ึน-ลง ระหวา่ งเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ไว้อีก 3 แห่ง หนึ่งในน้ันก็คือ คาชะ
โนด ซึ่งมีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ให้สุทโธนาค พรอ้ มบริวารสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ (พญาศรสี ุทโธ)
และต้ังบ้านเมืองปกครองอยู่ที่คาชะโนดได้เมื่อข้างขึ้น 15 วัน 15 วันข้างแรม ให้กลายเป็นนาคอาศัยอยู่เมือง
บาดาล (พญานาคราชศรสี ุทโธ)

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมือง ที่สอดคล้อง
กับความเช่ือตานานวังนาคินทร์คาชะโนดนั้น สามารถนา
สัญลักษณ์ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับพื้นท่ี ลักษณะภูมิศาสตร์ ภูมิ
ประเทศ รวมถึงพืชพรรณต่าง ๆ ในพื้นท่ี ๆ เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะท้องถ่ินนามาถ่ายทอดเร่ืองราวผ่านผ้าพ้ืนเมืองของ
จังหวัดอุดรธานีได้ เช่น การอัญเชิญภาพพญานาคราช มาเป็น
แบบเพื่อปักลายสว่ นเศียรของนาคราช ทงั้ น้ีมีความเชือ่ ของชาว
อีสานวา่ พญานาค เป็นสัตวก์ ่ึงเทพ เปน็ ผดู้ ลบนั ดาลฟา้ ฝนให้ตกตอ้ งตามฤดูกาล

ดังน้นั ชาวอสี านจงึ ให้ความเคารพนับถือพญานาค และถือวา่ เป็นของสงู การนามาประกอบเคร่ืองแต่ง
กายจึงจาเป็นต้องปักในผลิตภัณฑ์ส่วนที่สูงกว่าหน้าอก เพื่อมิให้เป็นการลบหลู่และหม่ินเกียรติพญานาค ชุด
ผลิตภัณฑ์ท่พี ัฒนาขึ้นจึงมีข้อจากัด และสามารถตัดเย็บเป็นช้ินงานจานวน 4 รูปแบบ ประกอบด้วย ผ้าพันคอ
สมดุ โน้ต เนค็ ไทน์ และเสื้อ โดยนาเอาผ้าพน้ื เมืองในท้องถิ่นจงั หวัดอดุ รธานี คือผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ สีพ้ืนมา
เป็นวัตถุดิบหลักในการตัดเย็บ และตกแต่งลวดลายสร้างความโดดเด่นของช้ินงานด้วยผ้าขาวม้าย้อมสี
ธรรมชาติ ให้ผลติ ภณั ฑ์ทไ่ี ดเ้ ป็นผลิตภณั ฑ์แห่งภูมิปญั ญาและตานานอนั ทรงคุณค่าอยา่ งแทจ้ ริง

รายละเอียดผลติ ภณั ฑ์

1. วัตถุดิบท่ใี ช้

วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ คือ ผ้าพื้นเมือง
จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ที่มีเอกลักษณ์และ
ความโดดเด่น เน่อื งจากเป็นผ้าฝ้ายทที่ อด้วยมอื ทาใหเ้ นอื้ สัมผัสของ
ชน้ิ งานมีความแตกต่างจากผ้าฝ้ายอุตสาหกรรม และย้อมด้วยสีจาก
ธรรมชาติ เช่น ฝาง เข แก่นไม้ เปลือกไม้ เป็นต้น เพื่อให้ได้สีท่ีมี
ความใกล้เคียงกับธรรมชาติ และไม่ส่งกระทบต่อส่ิงแวดล้อมจาก
กรรมวิธีการย้อมสีผ้า นอกจากนี้ยังเพ่ิมความโดดเด่นของช้นิ งานโดยการตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าย้อมสีธรรมชาติ
ทม่ี โี ทนสใี กล้เคยี งกับผ้าฝา้ ยสพี ้ืน ทาให้ช้ินงานมีความสวยงาม เปน็ เอกลักษณ์และโดดเด่นตามแบบภมู ิปญั ญา
ไทย ๆ

วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์สง่ิ ทอ I 63

2. ลวดลายปัก

ในการปักลวดลายลงบนผลิตภัณฑ์ เพอื่ สร้างสัญลักษณ์ และสอ่ื ถึงตานาน เรือ่ งเล่า
ของสถานทีใ่ นการนาเสนอผลงานครั้งนี้ ได้ออกแบบและจดั ทาเป็นรปู เศียรพญานาค 1 เศียร
มีลักษณะท่ัวไป คือ ยอดเศียรมีหงอนสีทอง จานวน 11 ร้ิว เนตรนาคราชสีแดงมีประกาย
ขาว วรกายสีเขียวสด ปากแดง ลาตัวสีเขียวมีหน้าท้องสีทองเกล็ด หรือครีบหลังสีแดง สวม
ใส่เคร่อื งประดับสที องขอบแดงรดั กลางลาตัว ปล่อยชายล่างตกแต่งดว้ ยร้วิ สีทอง จานวน 4
รว้ิ

3. ชิ้นงาน

3.1 เสอื้ บุรุษแขนยาวคอจนี

ออกแบบและตัดเย็บโดยนาผ้าพื้นเมืองสีพ้ืนเป็นแผ่นหน้า และแผ่นหลัง
ตกแต่งบ่าและไหล่ด้วยผ้าขาวม้าและเย็บแขนเสื้อแขนยาวด้วยผ้าขาวม้า คอจีนมีปกยก
สงู กระดมุ ผ่าหน้า ตัดเย็บกระดุมแบบล้านนา เป็นกระดุมผ้า จานวน 5 รังดมุ แผ่นหน้า
เสื้อตกแต่งด้วยผ้าฝ้ายลายน้าไหล สีเดียวกับตัวเสื้อ พาดจากเอวด้านขวาไปยังบ่า
ด้านซ้าย ลักษณะรูปร่างคล้ายไปไม้ชนิดหน่ึง ส่ือแทนใบอ่อนของต้นชะโนด ปักลาย
พญานาคทอี่ กเสื้อด้านซา้ ย

3.2 สมุดโนต้

ออกแบบและตัดเย็บโดยนาผ้าพื้นเมืองสีพ้ืนเย็บต่อกับผ้าขาวม้า ใช้หุ้มปก
สมุดโน้ตขนาดมาตรฐาน ความกว้าง 6 น้ิว ความยาว 8.5 น้ิว ปักลายพญานาคที่ปกด้าน
หนึง่

3.3 ผา้ พันคอ

ออกแบบและตัดเย็บโดยนาผ้าพื้นเมืองลายน้าไหลเย็บต่อกับ
ผ้าขาวม้า ตัดเย็บเป็นรูปทรงสี่เหล่ียมผืนผ้า ขนาดความกว้าง 15 นิ้ว ยาว 74
นว้ิ ปักลายพญานาคที่ปลายดา้ นหนง่ึ สามารถประยุคใช้เป็นผ้าพาดบ่าสาหรับ
บรุ ุษหรือสตรีในงานบญุ ประเพณีอสี านไดอ้ กี ด้วย

3.4 เน็คไทน์

ออกแบบและตดั เยบ็ โดยนาผ้าพื้นเมอื งสีพ้นื เยบ็ ตอ่ กบั ผา้ ขาวม้า รปู ทรง
เน็คไทน์มาตรฐาน ขนาดความกว้าง 3.5 นวิ้ ความยาว 65 น้ิว ปักลายพญานาคท่ี
ปลายไทน์

วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชนั่ และสง่ิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑ์สิ่งทอ I 64

“ชุดผลิตภัณฑ์บนโต๊ะอาหาร จากผา้ พื้นเมอื ง ลวดลายอารยธรรมบ้านเชยี ง”

ประวตั ิความเป็นมา

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นแหล่ง
โบราณคดีสาคัญแห่งหนึ่ง อยู่ท่ีอาเภอหนองหาน
จังหวัดอุดรธานี ที่ทาให้รับรู้ถึงการดารงชีวิตใน
สมัยก่อนประวตั ศิ าสตรย์ อ้ นหลงั ไปกวา่ 5,000 ปี

ร่องรอยของมนุษย์ในประเทศไทยสมัย
ดังกล่าว แสดงให้เหน็ ถึงวฒั นธรรมทมี่ ีพัฒนาการ
แล้วในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะดา้ นความรู้ความสามารถหรือภูมปิ ัญญา อันเป็นเคร่ืองมือสาหรับช่วยให้ผู้คน
เหล่าน้ันสามารถดารงชีวิตและสร้างสังคม-วัฒนธรรมของมนุษย์ได้สืบเนื่องต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน
วฒั นธรรมบา้ นเชียงไดค้ รอบคลุมถงึ แหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉยี งเหนืออีกกว่าร้อยแหง่ ซง่ึ เป็นบริเวณ
พื้นท่ีท่ีมีมนุษย์อยู่อาศยั หนาแน่นมาต้ังแต่หลายพันปีแล้ว ด้วยเหตุนี้เองในปี พ.ศ. 2535 องค์การยูเนสโกของ
สหประชาชาตจิ ึงไดย้ อมรบั ข้ึนบัญชีแหล่งวฒั นธรรมบา้ นเชียงไว้เป็นแห่งหนึ่งในบรรดามรดกโลก

แนวคดิ ผลติ ภณั ฑ์

นาผ้าพ้ืนเมืองจังหวัดอุดรธานี มา
อ อ ก แ บ บ ตั ด เย็ บ เป็ น ชุ ด ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ บ น โต๊ ะ
อาหาร สาหรับรับประทาน 2 ท่ี จานวน8
ช้ินงาน ประกอบด้วย ผ้าปูโต๊ะ 1 ผืน ผ้าเน็ป
กิ้น 2 ผืน ผ้ารองจาน 2 ช้ิน ที่รองแก้ว 2 ช้ิน
และกล่องทิชชู่ 1 กล่อง ทั้งน้ีในการตัดเย็บ
ส่วน ประก อ บ ผลิตภั ณ ฑ์ แต่ละ ชนิ ด จะ
ออกแบบและใช้รูปรา่ งรปู ทรงที่แตกตา่ งกนั แต่
ส่ือความหมายถึงไห หรือลายไหบา้ นเชียง ซ่ึงเป็นเอกลักษณ์ท่มี ีเฉพาะที่จงั หวดั อุดรธานี จัดไดว้ ่าเป็นลวดลาย
เกา่ แก่ของโลก นามาตกแตง่ ให้เกิดความสวยงาม และเขา้ ชุดกันอย่างลงตัว อีกทง้ั ใชง้ านดน้ มือประกอบ เพ่ือให้
ช้ินงานมคี วามละเอียด ประณตี และบง่ บอกถงึ ความต้ังใจของผู้ผลติ โดยมลี ายละเอียดชน้ิ งานดงั น้ี

ผลติ ภัณฑ์

วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟช่นั และสง่ิ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภณั ฑส์ งิ่ ทอ I 65

“ผลติ ภัณฑ์ของทีร่ ะลึกยคุ โบราณ สสุ านหอย 150 ลา้ นปี หนองบัวลาภู”
ประวตั คิ วามเป็นมา

พพิ ิธภณั ฑ์หอยหนิ 150 ลา้ นปีและไดโนเสาร์

ตง้ั อยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตาบลโนนทัน จัดแสดงเก่ียวกับซากฟอสซิลหอยอายุราว 140-150ลา้ น
ปีซ่ึงค้นพบจานวนมากที่บริเวณหน้าผาสูงชัน 50เมตร มีสภาพที่สมบูรณ์ และยังค้นพบซากกระดูกจระเข้
โบราณ เศษหินจาไมก้า และแร่ธาตุบางชนิดอีกด้วย ภายในบริเวณยังสามารถชมอาคารแสดงนิทรรศการ
กระดูกไดโนเสารท์ ี่ขดุ พบอยู่ในช้ันหนิ เหนือชนั้ ท่ีพบซากหอยหิน 2 เมตร เป็นกระดกู ขาหน้าสว่ นบนท้ังซ้ายและ
ขวา ขาหลังสว่ นล่าง กระดูกสะบัก กระดกู นิ้ว กระดกู ซีโ่ ครง ฯลฯ

จังหวัดหนองบัวลาภู ได้พัฒนาแหล่งค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์และหอยหิน บ้านห้วยเดื่อ ให้
เป็นแหลง่ "UNSEEN หนองบัวลาภู" ในลกั ษณะ ของ site Museum โดยจัดพืน้ ทแ่ี สดงออกเปน็ 6 โซน

แนวคิดผลิตภณั ฑ์

นาผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลาภู มาออกแบบและตัดเย็บ
โดยส่ือให้ถึงความหมายของสถานท่ี หรือเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัด
หนองบัวลาภู เช่น พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี และไดโนเสาร์
หนองบัวลาภู แหล่งท่องเที่ยว Unseen ของจังหวัด มีสัญลักษณ์คือ
ไดโนเสาร์และหอยหิน จึงนามาตัดเย็บเป็นกระเป๋าหอยหิน และพวง
กุญแจไดโนเสาร์ ให้มีเอกลักษณ์ และความโดดเด่นไม่เหมือนใคร จัด
เขา้ ชุดผลิตภัณฑเ์ พอื่ จาหน่ายเป็นชุดผลิตภณั ฑ์ของฝากของทีร่ ะลกึ ของจงั หวดั หนองบวั ลาภู

แนวความคิดนี้ถูกนาไปพัฒนาต่อยอดโดยกลุ่มผ้าเย็บมือแม่ขวัญตา อาเภอศรีบุญเรือง จังหวัด
หนองบัวลาภู กลุ่ม OTOP ระดับ 5 ดาวของจังหวัดหนองบัวลาภู ร่วมนาเสนอผลงานและแข่งขันจนได้รับ
รางวัลชนะเลิศอันดบั 1 ในการประกวดผลิตภัณฑ์ของขวัญของทร่ี ะลึก ในงาน OTOP City 2014 ณ ศูนย์จัด
แสดงสนิ ค้าอิมแพค็ อารนี าเมืองทองธานี

วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟช่นั และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภัณฑส์ ่งิ ทอ I 66

ผลติ ภณั ฑ์
พวงกญุ แจไดโนเสาร์เอนกประสงค์

ตดั เย็บจากผ้าฝ้ายสีพื้นและผ้าฝ้ายลายสก๊อต ลกั ษณะรูปทรงไดโนเสาร์ พันธ์ “ภูเวียงโกวอรัสสิรินธร
เน่” ซง่ึ เปน็ สญั ลักษณ์ของพิพธิ ภณั ฑ์หอยหนิ 150 ล้านปี สถานที่ท่องเท่ยี วข้ึนช่ือของจังหวัดหนองบัวลาภู สื่อ
ถึงรูปปั้นไดโนเสาร์ท่ีตั้งอย่างโดดเด่นอยู่ริมถนนสายหนองบัวลาภู – อุดรธานี บริเวณตาบลโนนทัน ทางเข้า
พพิ ธิ ภณั ฑ์ เพื่อสอ่ื ใหน้ ักท่องเทีย่ วทราบวา่ มาถงึ แล้ว...เมอื งหนองบัวลาภู

กระเปา๋ หอยหิน

ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีพ้ืนและผ้าขิดพ้ืนเมืองหนองบัวลาภู ลักษณะรูปทรงหอยคร่ึงซีก ส่ือถึงหอยหิน
โบราณ อายุกว่า 150 ล้านปี ในค้นพบในจังหวัดหนองบัวลาภู เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของเมือง
หนองบัวลาภูในยุคก่อนประวัติศาสตร์วา่ เคยเป็นทะเล นอกจากนี้ยงั มีการค้นพบซากจระเข้ และสัตว์น้าชนิด
อ่ืน ๆ ปัจจุบันกลุ่ม OTOP ในท้องถิ่น ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลาภู ได้ผลิตและจาหน่ายบริเวณศูนย์
OTOP หน้าพพิ ิธภัณฑ์ เพือ่ ให้นักท่องเทีย่ วเลอื กซ้ือหา

วิทยาลยั อาชีวศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชน่ั และสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑส์ ่งิ ทอ I 67

ใบงานทา้ ยบทที่ 7

การออกแบบผลติ ภณั ฑ์สิ่งทอขน้ั ตน้
ตอบคาถามต่อไปน้ี
1. การวเิ คราะห์ผลิตภณั ฑห์ มายถงึ อะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เพราะเหตุใดเราจงึ ต้องวิเคราะหผ์ ลิตภณั ฑ์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. ความปลอดภยั ในการใช้ผลิตภณั ฑ์มีความสาคัญอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. การออกแบบผลิตภัณฑม์ คี วามสัมพนั ธ์กับการดารงชวี ิตอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. การเขียนภาพฉายมปี ระโยชน์อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชั่นและสงิ่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภัณฑ์สงิ่ ทอ I 68

บทท่ี 8

การวิเคราะหผ์ ลิตภณั ฑส์ ิง่ ทอ

1. สาระสาคญั

การวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะส่ิงท่ีจะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยท่ีมีความสมั พันธ์กนั เพ่ือ
ทาความเข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง รวมท้ังการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพ่ือดูว่า
สว่ นประกอบปลีกย่อยนน้ั สามารถเขา้ กันได้หรือไม่ สัมพันธ์เกีย่ วเนื่องกนั อย่างไร ซ่ึงจะชว่ ยให้เกิด
ความเข้าใจต่อสิ่งหน่งึ ส่ิงใดอย่างแท้จริง โดยพื้นฐานแล้ว การวิเคราะห์ถอื เป็นทกั ษะท่ีมนุษย์ฝึกได้
โดยผลติ ภัณฑ์ อาจหมายถึง ส่ิงที่มีรูปร่างหรือมีคุณสมบตั ิทางกายภาพสามารถจับต้องได้ หรือคือ
ส่งิ ทีม่ นุษยผ์ ลิตข้นึ เช่น เสอ้ื ผ้าเครือ่ งแตง่ กาย, เครอ่ื งจกั รอตุ สาหกรรม, ยารกั ษาโรค ฯลฯ

2. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. สามารถวิเคราะหผ์ ลติ ภณั ฑ์ด้านรูปร่างไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามหลักการ
2. สามารถวิเคราะหผ์ ลติ ภัณฑ์ดา้ นประโยชนใ์ ช้สอยได้อย่างถูกต้องตามหลักการ
3. รู้จักและเขา้ ใจแนวคดิ ผลติ ภัณฑ์ทีส่ อดคล้องกับมนุษย์
4. อธิบายหลกั การของผลติ ภณั ฑท์ สี่ อดคล้องกับวัสดุ
5. ปฏบิ ัติการวาดหนุ่ จาลองในงานออกแบบ
6. สามารถสรปุ ผลการออกแบบ
7. สามารถนาเสนองานได้

3. เนื้อหาสาระการเรยี นรู้

1. ดา้ นรูปร่าง
2. ดา้ นประโยชน์ใช้สอย
3. ผลติ ภัณฑ์ทส่ี อดคลอ้ งกบั มนษุ ย์
4. ผลติ ภณั ฑ์ทสี่ อดคลอ้ งกับวสั ดุ
5. หุน่ จาลองในงานออกแบบ
6. การสรปุ ผลการออกแบบ
7. การนาเสนองาน

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภัณฑ์สิง่ ทอ I 69

8.1 ด้านรปู รา่ ง

รูปร่าง หมายถึง องค์ประกอบที่มีลกั ษณะเป็น 2 มิติ ซึง่ เกิดจากเส้นท่ีลากโดยมีทิศทางมาบรรจบ
กนั (มาโนช กงกะนันทน์ , 2549: 68 อา้ งถงึ ใน ญาดา ชวาลกุล, 2543: 32) คอื ความสงู และความกว้าง เช่น
ผอม สงู เตี้ย อ้วน สงู ใหญ่ สันทดั เปน็ ตน้ รปู ร่างหรือสดั ส่วนของรา่ งกายท่ีเปน็ โครงร่างมนุษย์เร่มิ จากกระดูก
ภายในจนถึงเนื้อหนังที่ห่อหุ้มภายนอก ลักษณะรูปร่างทางสรรี ะเป็นเรื่องยุ่งยากมากไม่อาจกาหนดแน่นอนว่า
สว่ นไหนควรจะใหญ่ เล็กสักเท่าใดจึงนับว่าดีหรือสวยงามเป็นเร่อื งทีโ่ ต้เถียงที่หาข้อยุติไม่ได้ จนกระท่ังได้พบ
รปู ปน้ั สตรีเปลอื ยกายสมัยกรกี โบราณเป็นเทพเจ้าแห่งความงามชื่อ Venus of Milo และยอมรบั กนั ทั่วโลกว่า
เปน็ รูปป้ันท่ีมีความสวยงามสมสัดส่วนท่ีสุด ต่อมามีผู้ค้นคว้าบันทึกสัดส่วนมาตรฐานเพื่อใชใ้ นการศึกษารปู ร่าง
ของมนุษย์ตามหลักกายวิภาคศาสตร์กรอบนอกของลาตัวมนุษย์ท่ีมีรูปร่างสัดส่วนปกติจะสังเกตเห็นได้ว่า
สัดส่วนความยาวของศีรษะจะเป็นหน่วยหัวในการแบ่งสัดส่วนต่าง ๆ ของรูปร่างออกเป็น 8 ส่วนหรือ 8
หน่วยหัว (Head units) คอื หนว่ ยที่ใช้วดั ความสูงของมนุษยต์ ามหลกั กายวิภาคศาสตร์ โดยวดั จากปลายคาง
ถงึ สว่ นท่ีสูงที่สุดของศรี ษะ จงึ แบ่งความสงู ออกเป็น 8 หน่วยหวั ดังต่อไปนี้ หนว่ ยหัวที่ 1 วดั จากจดุ ยอดของ
ศีรษะถึงปลายคาง หน่วยหัวที่ 2 วัดจากปลายคางถึงระดับเส้นอก หน่วยหัวที่ 3 วัดจากระดับเส้นอกถึง
ระดบั เส้นเอว หน่วยหัวที่ 4 วดั จากระดับเส้นเอวถึงระดบั สะโพก หนว่ ยหวั ท่ี 5 วดั จากระดับสะโพกถึงปลาย
น้ิวมือท่ีเหยียดตรง หน่วยหัวท่ี 6 วัดจากปลายนิ้วมือที่เหยียดตรงถึงระดับใต้หัวเข่า หน่วยหัวท่ี 7 วัดจาก
ระดับใต้หัวเข่าถึงก่ึงกลางระหว่างใต้หัวเข่ากับส้นเท้า หน่วยหัวท่ี 8 วัดจากก่ึงกลางระหวา่ งใต้หัวเข่ากับส้น
เท้าถึงพ้ืน (จิตรพี ชวาลาวัณย์ , 2551: 4-7; จารุพรรณ ทรัพย์ปรุง, 2543: 167-180; กาญจนา ภาคย์สกุลชัย,
2529: 5-10) ซึ่งรูปร่างทไี่ ด้มาตรฐานจะมีรูปร่างท่ีสวยงาม ส่วนสตรรี ูปร่างพิเศษจะมลี ักษณะดังภาพที่ 2.31-
2.35

2.5.1 สตรีรูปร่างพิเศษ คือ สตรีวัยทางานที่มีรูปร่างท่ีไม่ได้สัดส่วนจากการวัดตัวและสร้างแบบ เช่น
ไหล่ เอว สะโพกเท่ากัน , ไหล่กว้าง เอวและสะโพกกลม, อกใหญ่ เอวคอด สะโพกใหญ่ , อกเล็ก เอวใหญ่
สะโพกใหญ่ (จารุวรรณ ทรพั ย์ปรุง, 2543: 74)

2.5.2 สตรรี ปู ร่างพิเศษ ได้แก่ รปู รา่ งทรงนาฬิกาทราย, รูปร่างทรงแอปเปิ้ล, รูปร่างทรงลกู แพร, รูปร่าง
ทรงกลม, รูปรา่ งทรงกระบอก (สาคร ชลสาคร, 2553: 30) ดงั ภาพต่อไปนี้

รปู ร่างทรงนาฬกิ าทราย

วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชัน่ และส่ิงทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภัณฑ์สงิ่ ทอ I 70
รปู รา่ งทรงแอปเป้ิล

รูปรา่ งทรงลกู แพร
รปู รา่ งทรงกลม

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอุดรธานี รูปร่างทรงกระบอก
สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟช่ันและสง่ิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑ์ส่ิงทอ I 71

8.2 ดา้ นประโยชน์ใช้สอย

ประโยชน์ของการออกแบบผลติ ภณั ฑ์
1. งานการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วยให้การดารงชวี ิตมีความสะดวกสบายมากข้ึน ในแต่ละบุคคลหรือ

กล่มุ บุคคลตวั อย่างเชน่ การออกแบบอุปกรณ์ในห้องน้า เชน่ ตวั ยดึ อปุ กรณ์ทรงตัว หรืออุปกรณ์อ่นื ๆ ในหอ้ งน้า
การออกแบบต้อง พิจารณากลุ่มผู้ใช้ด้วย เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ต้องออกแบบให้ใช้ง่ายผ่อนคลาย
ความตงึ เครยี ดและอานวยความสะดวก แกผ่ ดู้ ูแลด้วย

2. งานการออกแบบผลิตภณั ฑ์ ชว่ ยเปลยี่ นแปลงวิถีชีวติ ประจาวัน ตัวอย่างเชน่ การออกแบบห้องครัว
ใหม่เปลี่ยนแปลงเวลา การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อของคนในครอบครัวส่งผลให้พฤติกรรมการใช้
ห้องครัวเปล่ียนไป หรือทาใหค้ นในครอบครัวหนั มาสนใจหอ้ งครัวมากกว่าหอ้ งอื่น ๆ ในบา้ น

3. งานการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทสี่ ่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ตัวอย่างเช่น การออกแบบเกมเพื่อความ
สนกุ สนาน ในการใชต้ ัวอักษรและคาเป็นการเพ่มิ ความ สามารถในการสะกดและการใชค้ าของผเู้ ลน่ เกม

4. งานการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลต่อทัศนคติและความคิดเห็น ของคน ตัวอย่างเช่น การ
ออกแบบ เพ่อื รณรงคค์ วามปลอดภัย บนทอ้ งถนน มี อทิ ธพิ ลตอ่ การด่ืม และการขบั รถ (เมาไมข่ ับ)

5. ง า น ก า ร อ อ ก แ บ บ
ผลิตภัณฑ์ มีส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ
เช่น การเพ่ิม ประสิทธิภาพ การ
ทางานของตูเ้ ย็นเคร่ืองปรบั อากาศ ให้
ท างาน ได้ มี ป ร ะ สิท ธิ ภ าพ แ ล ะ
ประหยัดไฟได้ และมีเครื่องหมาย
ประหยัดไฟเบอร์ 5 ในงานออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ เป็นการประหยัดพลังงาน
ไฟฟา้ และส่งผลใหผ้ ลติ ภัณฑ์ราคาสูง

6. ง า น ก า ร อ อ ก แ บ บ
ผลิตภัณฑ์ มีผลกระทบต่อสุขภาพ
เชน่ การออกแบบ รองเท้าสาหรับเด็ก
นอกจากจะมีลักษณะแฟนตาซีสีสดใส
รูป ท ร ง ที่ ดึ ง ดู ด ค ว าม ส น ใจ ใน
ขณ ะ เดียวกั น ต้องพิ จารณ าก าร
เจริญ เติบโตและพัฒ น าการด้าน
อารมณ์ ด้านจติ ใจของเด็กดว้ ย

วิทยาลยั อาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชน่ั และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภณั ฑ์ส่งิ ทอ I 72

8.3 ผลติ ภัณฑ์ที่สอดคลอ้ งกับมนษุ ย์

การที่นกั การยศาสตร์สามารถออกแบบผลติ ภัณฑ์หรือระบบให้เหมาะสมกับมนษุ ย์จาเปน็ ต้องมีความรู้
พ้ืนฐานที่สาคญั หลายอย่าง ได้แก่ มติ ิต่าง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ การทางานของระบบต่าง ๆ ในรา่ งกายมนุษย์
ความรู้ทางด้านระบบประสาทและจิตวิทยา ระบบประสาทสัมผัส การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแวดล้อม
และรอบเวลาในการทางานของรา่ งกายดงั จะไดอ้ ธิบายเป็นขอ้ ตา่ ง ๆ ดังนี้

1. มิตติ า่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์
ในการออกแบบผลิตภัณฑห์ รือระบบการทางานให้เหมาะสมกับมนษุ ย์ความร้พู น้ื ฐานทจี่ าเป็นคือขนาด

ต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์โดยจะต้องทราบว่าส่วนใหญ่มีขนาดเท่าไร ดังน้ันความรู้ในเร่ืองการวัดส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายมนุษย์และความรู้ด้านสถิติจึงเป็นสาขาวิชาท่ีสาคัญในการหาข้อมูลเหล่าน้ี ขนาดของร่างกายท่ี
ต้องทาการวัด ได้แก่ ความสูงขณะยืนและน่ัง ความสูงของระดับสายตาขณะยืนและนั่ง ระยะท่ีมือเอ้ือมถึง
นอกจากน้ีนักการยศาสตร์ยังจาเป็นต้องเข้าใจถึงระบบกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายว่าสามารถ
เคล่ือนไหวอย่างไรในทิศทางใดและในระยะเท่าไร สว่ นกลา้ มเนื้อของมนุษย์สามารถรบั แรงไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
และเป็นระยะเวลานานมากเพียงใดด้วยซ่ึงความรู้เหล่าน้ีจาเป็นต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือระบบให้
เหมาะสมกับรา่ งกายและความแข็งแรงของมนษุ ย์ เช่น เครอ่ื งมือตา่ ง ๆ ท่ีตอ้ งใช้มอื จบั กระจกหนา้ ของรถยนต์
เสอ้ื ผา้ เก้าอ้ี สถานทีท่ างานสิ่งตา่ ง ๆ เหลา่ นค้ี วรจดั วางอปุ กรณ์ต่าง ๆ ไว้ท่ีใดและในระยะหา่ งเทา่ ใด

2. การทางานของระบบต่าง ๆ ในรา่ งกายมนษุ ย์
ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ หลายระบบที่ทาให้มนุษย์สามารถดารงชีวิตและดาเนิน

กิจกรรมตา่ ง ๆ ได้ เชน่ ระบบการหายใจ ระบบการไหลเวยี นเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบต่าง ๆ เหลา่ นี้
ทางานรว่ มกันเพือ่ สร้างพลังงานท่ีรา่ งกายของมนุษย์ใช้ในการทางานและกิจกรรมตา่ ง ๆ ส่ิงสาคญั คือนักการย
ศาสตร์ควรรวู้ า่ ร่างกายสรา้ งพลังงานอย่างไร เกบ็ พลงั งานอย่างไร และถ้ารา่ งกายต้องการนาพลังงานมาใชจ้ ะมี
กระบวนการอย่างไร นอกจากนน้ี กั การยศาสตร์ยงั ตอ้ งประเมินกิจกรรมหรืองานตา่ ง ๆ ว่าตอ้ งการพลงั งานจาก
ร่างกายเท่าไรเน่ืองจากงานในแต่ละประเภทน้ันต้องการพลังงานในปริมาณที่แตกต่างกนั ความรู้เหล่านี้ทาให้
นักการยศาสตร์ทราบว่าผู้ท่ีจะสามารถปฏิบัติงานหรือกิจกรรมที่ต้องการได้ควรมีคุณสมบัติอย่างไร เช่น เพศ
อายุ ขนาด ของรา่ งกาย สุขภาพร่างกาย สภาพจติ ใจ สิง่ แวดล้อม

พลังงานที่ร่างกายของมนุษย์ต้องการน้อยที่สุดเพ่ือทาให้อวัยวะต่าง ๆ สามารถทางานได้อย่างปกติ
เรียกว่า พลังงานพื้นฐาน (basal metabolism) แต่พลังงานพ้ืนฐานทาการวัดได้ยาก ดังนั้นนักการยศาสตร์
นิยมวัดพลังงานที่ใช้ในขณะพักผ่อน (rest metabolism) แทน ซึ่งจะมีค่ามากกว่าพลังงานพ้ืนฐานประมาณ
ร้อยละ 15 - 20 ทั้งน้ีพลังงานจะถูกนามาใช้มากข้ึนในขณะทางานและในขณะทางานน้ันร่างกายก็ต้องการ
ออกซิเจนมากขึ้นด้วย หากงานหรือกิจกรรมที่ทาต้องการออกซิเจนเกินครึ่งหนึ่งของระดับออกซิเจนสูงสุดท่ี
ร่างกายสามารถรับเข้ามาไดจ้ ะเกดิ ความล้ากอ่ ให้เกิดการสะสม ของกรดแลกติกในกลา้ มเน้อื สง่ ผลให้กลา้ มเน้ือ
หยุดทางานหรอื ทางานช้าลง

นักการยศาสตรค์ วรมีความรู้ในเรอื่ งพลังงาน ความล้า และสามารถวดั ความต้องการพลังงานในงานแต่
ละประเภทได้รู้ว่างานแต่ละประเภทต้องการพลังงานเท่าใด เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่างานประเภทใดเป็นงาน
หนักหรืองานเบาและการท่ีจะให้งานหนึ่งสาเร็จลุล่วงไปได้น้ันจะต้องออกแบบส่ิงแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้

วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟช่นั และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์สิง่ ทอ I 73

พลงั งานที่ต้องการเหมาะสมกับความสามารถของมนุษย์ เชน่ บันไดทีเ่ ราใช้กนั อยูใ่ นชวี ิตประจาวันจะต้องไดร้ ับ
การออกแบบระดบั ความชันที่ทาให้เราสามารถเดินขึ้นลงโดยเกิดความล้าน้อยท่ีสุดหรอื เวลาการทางานในแต่
ละวนั ควรจะทางานนานเทา่ ใดและพกั นานเทา่ ใด

3. ความรทู้ างดา้ นระบบประสาทและจิตวิทยา
นกั จิตวิทยาได้พยายามศึกษาเพอื่ ทาความเขา้ ใจถงึ ระบบการคิดซึ่งส่งผลตอ่ พฤติกรรมของมนุษย์เพื่อดู

ว่าเม่ือมนุษย์เผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วระบบประสาทมีการทางานอย่างไร กระบวนการคิดเป็นอย่างไร
ปฏิกริ ิยาตอบสนองต่อส่งิ แวดลอ้ มทกี่ าลงั ประสบอยเู่ ปน็ อย่างไร โครเมอรแ์ ละคณะ (2000) ไดน้ าเสนอแผนภูมิ
ทแ่ี สดงถงึ กระบวนการคิดและปฏกิ ิริยาตอบสนองต่อสงิ่ กระตนุ้ จากสิง่ แวดลอ้ ม

สาเหตุท่ีนักการยศาสตร์ตอ้ งเข้าใจถึงกระบวนการคิดและการทางานของระบบประสาทของมนุษย์ก็
เพอ่ื ศึกษาระยะเวลาในการตอบสนองของมนษุ ย์และเวลาท่ีมนุษย์ใชใ้ นการเคล่อื นไหว ดังนั้น นักการยศาสตร์
ต้องออกแบบระบบท่ีไม่ก่อให้เกิดความสับสนในการตอบสนองและความล่าช้ารวมทั้งต้องออกแบบให้คน
สามารถใช้อวยั วะตอบสนองตอ่ ส่ิงกระต้นุ ไดใ้ นระยะเวลาทต่ี อ้ งการ นอกจากนนี้ กั การยศาสตร์ยังตอ้ งเข้าใจว่า
ความเครียดคอื อะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรและมนุษย์มีปฏิกริ ิยาตอบสนองต่อความเครียดอยา่ งไร ซึง่ ความเครยี ด
สามารถสง่ ผลต่อสมรรถนะในการทางานและสขุ ภาพรา่ งกายได้ นักการยศาสตรต์ ้องประเมินว่างานนั้นมีความ
ยากหรือง่ายและก่อให้เกิดความเครียดหรือไม่ งานที่ง่ายเกินไปจะทาให้เกิดความเบ่ือหน่ายและเกิดภาวะท่ี
เรียกวา่ ทางานไม่เต็มท่ี (underload) ได้ ส่วนงานท่ียากเกินความสามารถจะก่อใหเ้ กดิ ภาวะทเ่ี รยี กว่า ทางาน
มากเกินไป (overload) ดังนั้นนักการยศาสตร์จึงต้องเข้าใจความสามารถของคนและสร้างระบบที่มคี วามยาก
ง่ายของงานเหมาะสมกับความสามารถของคน การเพ่ิมสมรรถนะในการทางานของคนก็เปน็ สิ่งหนึง่ ทีน่ ักการย
ศาสตร์ต้องคานึงถึง เช่น ระบบในการฝึกงานจะสร้างอย่างไรจึงจะทาให้พนักงานสามารถทางานได้ตาม
สมรรถนะท่ีต้ังไว้ นอกจากนี้หากต้องทางานภายใต้ความกดดันจะต้องจัดระบบอย่างไรเพ่ือให้คนสามารถ
ทางานได้ตามสมรรถนะท่ีตอ้ งการ เช่น หลังจากนักเทนนิสหรือนักฟุตบอลได้ทาการแข่งขัน ในแต่ละช่วงแล้ว
ตอ้ งใหพ้ กั สกั ครเู่ พือ่ ให้สามารถกลับไปแข่งขันไดอ้ ยา่ งมั่นใจอกี

4. ระบบประสาทสมั ผสั
นักการยศาสตร์ต้องเรียนรู้การทางานของระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษยว์ ่าทางานอย่างไรและ

มคี วามสามารถระดับใด เช่น ในการมองเหน็ นักการยศาสตร์ควรมคี วามรู้เรื่องระยะในการมองเหน็ มุมในการ
มองเห็น การเคลื่อนไหวของตาและการทางานของเลนส์ตา เมื่อมองในระยะใกล้หรือไกลความล้าเกิดข้ึน
อย่างไร จุดบอดของตาอยู่ที่ใด การรับรู้เร่ืองสีเป็นอย่างไร นักการยศาสตร์นาความรู้เหล่าน้ีมาใช้ในการ
ออกแบบระบบแสงหรอื สัญญาณไฟโดยให้ความเข้มแสงและความเปรียบต่าง (contrast) ของแสงเหมาะสมต่อ
การมองเหน็

การเข้าใจถึงความสามารถในการได้ยินของมนุษย์ก็เป็นสิ่งจาเป็นต่อการออกแบบการทางานใน
สิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังโดยไม่ทาให้ระบบการได้ยินเกิดความเสียหาย ส่วนการได้กลิ่นมักนามาประยุกต์ใช้ใน
การเตือนภัยเน่ืองจากกล่ินเป็นสัญญาณท่ีเคล่ือนท่ีได้เร็วในบริเวณกว้างทาให้มนุษย์สามารถรับสัญญาณจาก
กล่ินไดไ้ ว ส่วนการรับความรสู้ ึกผ่านการสัมผัสหรือผิวหนังนั้นมกั นามาประ ยุกตใ์ ชใ้ นการบอกถงึ อณุ หภูมิการ
สั่นสะเทือนไฟฟา้ ความดัน และความเจบ็ ปวด แต่การวิจัยเกีย่ วกับการรบั ความรู้สกึ ทางผวิ หนงั ยังมไี ม่มากนัก
ทาใหน้ ามาประยกุ ต์ไดค้ อ่ นข้างจากดั สว่ นการรบั รสนน้ั ในปัจจบุ ันยงั ไมน่ ยิ มนามาประยุกต์ใช้ในทางวศิ วกรรม

วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชัน่ และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑส์ ่ิงทอ I 74

5. การตอบสนองของร่างกายต่อส่งิ แวดลอ้ ม
ในบางคร้ังมนุษย์อาจจาเปน็ ต้องทางานในสภาพอากาศท่ีร้อนมากหรือหนาวเยน็ จดั สภาพบนพนื้ ที่สูง

จากระดับทะเลปานกลางมากหรือใต้ทะเลลึก บางคร้ังในสภาวะท่ีมีการส่ันสะเทือนหรือในสภาวะไร้น้าหนัก
นักการยศาสตร์จึงจาเป็นต้องทาความเข้าใจว่ารา่ งกายของมนุษย์มีการตอบสนองต่อสภาวะท่ีรุนแรงผิดปกติ
เหล่านอ้ี ยา่ งไรแลว้ จงึ ออกแบบอุปกรณ์ให้เหมาะสมสาหรับการทางานในสภาวะดงั กลา่ วน้ัน เช่น การออกแบบ
เคร่ืองแต่งกายทสี่ ามารถใหค้ วามอบอุ่นในการทางานในสภาพอากาศเย็นจัด การออกแบบอุปกรณ์ป้องกนั รงั สี
ต่าง ๆ ขณะเดินทางสู่อวกาศของนักบินอวกาศ การออกแบบอุปกรณ์ดาน้าลึกท่ีไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต
นอกจากน้ีนักการยศาสตร์จาเป็นต้องนาความรู้เก่ียวกับการตอบสนองของร่างกายต่อสภาวะแวดลอ้ มท่ีเสี่ยง
อันตรายมาใช้ในการออกแบบระบบงาน เช่น กาหนดอัตราส่วนการทางานและการพกั ผ่อนที่เหมาะสมเม่อื ต้อง
ทางานในสภาพอากาศที่เย็นจัดหรอื ร้อนจัด การออกแบบระบบในการรับแรงเม่ือต้องทางานในสภาวะท่ีมีการ
สนั่ สะเทือนรนุ แรง

6. รอบเวลาในการทางานของร่างกาย
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายของมนุษย์ เช่น อุณหภูมิในร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด

การทางานของฮอร์โมนต่าง ๆ มีการทางานทแี่ ตกตา่ งกันระหว่างเวลากลางวันกับเวลากลางคืนซงึ่ การทางาน
ของระบบดังกล่าวจะเป็นไปตามนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) แม้กระท่ังพฤติกรรมของมนุษย์ก็เป็นไป
ตามนาฬิกาชีวภาพด้วย เช่น เวลาของอาหารมื้อต่าง ๆ ดังน้ันนาฬิกาชีวภาพของระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึง
สามารถสง่ ผลตอ่ อารมณ์และสมรรถนะในการทางานของมนุษยแ์ ละทีส่ าคัญมาก คือ การนอนหลับพักผอ่ นซึง่ มี
ความจาเปน็ อย่างย่ิงต่อร่างกายมนุษย์ การพักผ่อนที่
ไม่เพียงพอเปน็ ระยะเวลานานจะส่งผลต่อการทางาน
ของสมองสมรรถนะในการทางานและสุขภาพ ดังนั้น
ในการออกแบบระยะเวลาการทางานหรือระบบงาน
ควรหลีกเลี่ยงการรบกวนระบบนาฬิกาชีวภาพ การ
รบกวนเปน็ ครัง้ คราว เชน่ การทางานในเวลากลางคืน
สามารถกระทาได้บ้างแต่ไม่ควรให้เกิดขึ้นบ่อยเพราะ
จะเปน็ ผลเสียตอ่ สุขภาพรา่ งกาย

ส่วนการทางานเปน็ กะโดยเฉพาะพนักงานท่ี
ทางานในกะดึกจะรบกวนระบบนาฬิกาของร่างกาย
แต่สามารถแก้ไขได้โดยให้พนักงานทางานเวลาดึก
เป็นประจาไม่สลับกะไปมาเพื่อให้ร่างกายเปล่ียน
ระบบนาฬิกาชีวภาพให้เหมาะสมกับเวลาทางานได้
นานเพียงพอ นอกจากความรู้ต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น
รายงานการวิจัยในอดีตตลอดจนคู่มือทางด้านการ
ออกแบบตามหลักการยศาสตร์และมาตรฐานในการ
ออกแบบก็เป็นแหล่งความรู้สาคัญที่สามารถนามา
ประกอบเสริมกันในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือ
ระบบงานท่มี ีประสทิ ธภิ าพ

วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชนั่ และสงิ่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภัณฑ์ส่ิงทอ I 75

8.4 ผลิตภัณฑท์ ่ีสอดคลอ้ งกบั วสั ดุ

ในการออกแบบเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักออกแบบควรพิจารณาหลักการเลือกใช้ผ้าเพื่อให้สามารถ
นาไปใชใ้ ห้เกิดประโยชนใ์ นการออกแบบได้ การเลอื กผ้าเพ่อื ให้เหมาะสมกับแบบเส้ือ มหี ลกั ในการพจิ ารณาอยู่
3 ประการคือ

1. พิจารณาจากความเหมาะสมของโอกาสทีใ่ ช้
ในการเลือกผ้าเพื่อใช้ในการออกแบบควรพิจารณาความเหมาะสมของโอกาสที่ใช้ เช่น เม่ือต้องการ

ออกแบบเสื้อผ้าสาหรับฤดูหนาว ประเภทเสื้อโค้ท หรือเสื้อกันหนาว ผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าประเภทเนื้อหนา ทอ
เนอ้ื แน่นไมม่ ีชอ่ งให้อากาศผ่านทะลุได้ง่าย เช่น ผ้าขนสัตว์ เพื่อช่วยป้องกันอากาศท่ีหนาวเยน็ และยังสามารถ
เก็บไออุ่นจากรา่ งกายไว้ได้ดีอีกด้วย ในการออกแบบเสื้อผ้าสาหรับใช้ในฤดูรอ้ น ควรเลือกผ้าประเภทบางเบา
สามารถถ่ายเทอากาศไดด้ ี ไมท่ าให้เกิดความอบอา้ ว หรือเหนอะหนะเพราะคราบเหงอ่ื ไคล ควรเลอื กใชผ้ า้ ท่ที อ
จากเส้นใยธรรมชาติของพืช เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน เป็นต้น ส่วนผ้าประเภทที่มีเน้ือหยาบ ทอห่าง ๆ ผิวสัมผัส
เป็นปุ่มปม ง่ายต่อการหลุดลุ่ยเมื่อถูกสะกิด เหมาะสาหรับใช้เป็นเสื้อผา้ ประเภทลาลอง ใช้ฉาบฉวยมากกว่าที่
จะใชเ้ ป็นเส้ือผ้าชุดทางานทตี่ ้องใช้เป็นประจา ส่วนผ้าประเภททมี่ ีลักษณะหรูหราอยู่ในตวั เอง ประเภทผ้าที่ทา
จากเสน้ ใยสังเคราะห์ เชน่ แอซิเทต ผลติ เป็นผา้ ชนิดท่มี ีความมนั เงาและบางเบา ไดแ้ ก่ ผ้าแพร ผ้าต่วน และผ้า
ทาฟต้า เปน็ ต้น ถ้าเป็นผ้าท่ีทาจากเส้นใยธรรมชาติได้แก่ ผ้าไหม ผ้าลักษณะที่กล่าวมานี้เหมาะสาหรับใช้เป็น
เส้อื ผ้าชุดราตรี หรอื ชดุ ทีใ่ ช้ในโอกาสพิเศษตา่ ง ๆ

2. พจิ ารณาจากลวดลายผ้า
สาหรับนักออกแบบเส้ือผ้าที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ การเลือกผ้าอาจเป็นปัญหาได้ เน่ืองจาก

ทฤษฏีเกี่ยวกับผ้าเป็นทฤษฏีที่ค่อนข้างล้าลึก นักออกแบบควรพิถีพิถันในการเลอื กเนื้อผ้าและลวดลายของผ้า
ให้มาก การเลือกผ้าเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ ถ้าเลือกใช้ผ้าได้เหมาะสมจะทาให้การออกแบบง่ายข้ึน
ลกั ษณะของลายผ้าแบง่ ได้เป็น 5 ประเภท คือ

- ผ้าพื้น (Plain Fabrics) ผ้าพื้นเป็นผ้าท่ีไม่มีลวดลายใด ๆ มีสีให้เลือกมากมายมีลักษณะพื้นผิวที่
แตกต่างกันให้เลือกใช้ ผ้าพ้ืนมักจะดึงดูดความสนใจได้น้อยกว่าผ้าท่ีมีลวดลายแต่ในปัจจุบันผู้ผลิตได้ผลิตผ้า
พ้นื ทีม่ ีสีสวยงาม และมีเน้อื ผ้าแปลกตาน่าสนใจมากข้นึ กวา่ แต่ก่อน ในการออกแบบเสอื้ ผา้ บางคร้งั อาจใช้ผา้ พ้ืน
เพียงอย่างเดียว แต่ใช้ผ้าหลายสีก็สามารถออกแบบได้สวยงาม ในการตัดเย็บผ้าพ้ืนจะต้องพิถีพิถันมากกว่า
ผา้ ลาย เพราะจะมองเห็นตะเข็บได้ชัดเจน หากตัดเยบ็ ประณตี จะดูสวยงาม แตถ่ ้าตัดเยบ็ ไมด่ ีงานช้นิ นน้ั จะด้อย
คณุ ค่าไปอย่างเห็นได้ชดั

- ผ้าลายเรขาคณิต (Geometric Patterns) หมายถึง ผ้าซึ่งมีลายเกิดจากการใช้เส้นประกอบเป็น
รูปทรงเรขาคณิต เช่น รูปส่ีเหล่ียม รูปวงกลม รปู วงรี เส้นตรง เส้นโค้ง และเส้นตัดกัน เป็นตน้ จากรปู ทรงและ
เสน้ ต่าง ๆ เหล่านี้ นามาจดั องคป์ ระกอบใหส้ วยงามโดยกาหนดสีสันลงไป ผ้าลายเรขาคณิตมมี ากมาย ทั้งลาย
เล็ก ลายใหญ่ ลายเริ่มแรกของผ้าลายเรขาคณิต ประกอบด้วย ผ้าลายทางต้ัง ผ้าลายทางขวาง และผ้าตา ซ่ึง
เป็นลายเร่ิมแรกของผ้าลายเรขาคณิต ก่อนที่จะมีการพัฒนาไปสู่ลายเรขาคณิตรูปแบบอื่น ๆ ตามท่ีนัก
ออกแบบลายผา้ สร้างสรรคข์ ้ึน ผา้ ลายเรขาคณติ มี 2 ประเภท คือ

วิทยาลัยอาชวี ศกึ ษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชนั่ และสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑ์สิง่ ทอ I 76

1. ประเภทลายในโครงสรา้ งผา้ ผ้าประเภทน้ลี ายจะเกิดจากการทอ หรอื การถักใหก้ ลายเป็น
ลายเรขาคณติ ในโครงสร้างของผ้า ผา้ ประเภทนส้ี ่วนใหญจ่ ะมเี นื้อหนาซึ่งเกดิ จากการทอหรือการถกั

2. ประเภทพิมพล์ ายลงบนเน้ือผ้า ผ้าประเภทนี้เกิดจากการที่นักออกแบบลายผ้า ออกแบบ
ลายพิมพ์ลงบนผืนผ้า ลายผ้าประเภทนี้เรยี กวา่ ลายนอกโครงสร้าง เม่อื ใช้ไปนาน ๆ สอี าจซีดจางลง กลายเป็น
ผ้าพ้นื ธรรมดา ลายไมท่ นทานเทา่ ผา้ ทีม่ ลี ายในโครงสรา้ ง

ในการออกแบบโดยใชผ้ า้ ลายทาง จะตอ้ งระมดั ระวังในเรอื่ งของความสมา่ เสมอ การกะระยะ
ช่องไฟ และเกรนผ้าที่ใช้ โดยเฉพาะผา้ ลายทางท่ีมีขนาดใหญ่ ยิ่งตอ้ งเพม่ิ ความระมัดระวังในการออกแบบ และ
การวางแบบตัดให้มากยิ่งขึ้น ผา้ ลายตารางก็เช่นกัน ถ้าเป็นลายตาเล็กปัญหาในเร่ืองการตอ่ ลายให้สมดุลจะมี
น้อยกวา่ ผ้าตาใหญ่ ผา้ ตาใหญ่สว่ นมาก แถบลายในแนวเส้นดา้ ยยืนมกั ถ่กี วา่ แถบลาย ในแนวเส้นด้ายพ่งุ ดงั น้ัน
ผ้าตาใหญล่ ายจะไม่เปน็ สี่เหล่ยี มจตั ุรัสแท้ จึงไมเ่ หมาะสมท่จี ะใช้ในเกรนเฉลียง

- ผ้าลายธรรมชาติ (Naturalistic Patterns) ผ้าลายธรรมชาติเป็นผ้าท่ีนักออกแบบลายผ้า ได้แรง
บันดาลใจมาจากธรรมชาติ เชน่ คน พืช สัตว์ และส่ิงแวดล้อม เป็นต้น ผ้าลายธรรมชาติท่ีนิยมนามาใช้ในงาน
ออกแบบเสื้อผ้า คือ ผ้าลายใบไม้และดอกไม้ รวมทั้งลายรูปสัตว์ต่าง ๆ ลายประเภทนี้จะมีสีหลายสีในชิ้น
เดียวกัน สว่ นใหญ่จะมีสสี ันทเ่ี ลยี นแบบสีของธรรมชาติ

- ผ้าลายรวม (Conventional Patterns) ผ้าลายรวมเกิดจากการรวมลายเรขาคณิตกัลป์ลาย
ธรรมชาติไว้ในผืนเดยี วกัน ทาใหไ้ ด้ลายผา้ ท่มี ีเสน่ห์และมรี ปู แบบแปลกใหม่เกิดข้นึ ผา้ ฝ้ายทพ่ี ิมพ์ลายรวมเป็นผ้า
ท่นี ่าสนใจ เพราะลายรวมนี้สามารถลวงตาใหผ้ า้ ดูมคี ่าข้ึนได้ ทาให้โอกาสทจ่ี ะใชม้ มี ากขนึ้ กวา่ ผา้ ฝ้ายท่พี ิมพล์ าย
ธรรมชาติ และใช้สีธรรมชาตเิ พียงอย่างเดยี ว

- ผา้ ลายจุด (Dots and Spots) ผ้าจุดเป็นผ้าท่ีให้ความรู้สึกแข็งท่สี ุด ในจานวนผ้าลายทั้งหมดที่กล่าว
มาแล้ว แต่ถงึ กระนนั้ ผ้าลายจุดกบ็ ่งบอกถึงความรสู้ ึกร่าเริงเบกิ บานและอ่อนหวาน สงา่ งามอยู่ในตัว การใชผ้ ้า
จุดถ้าใช้มากเกินไปอาจทาให้ดูไม่สวย ควรใช้ในจานวนท่ีพอเหมาะ ผ้าลายจุดที่มีขนาดของจุดใหญ่ จะให้
ความรู้สึกแข็งมากกว่าขนาดของจุดที่เล็กกว่าผ้าจุดที่มีจาหน่ายในปัจจุบันมีขนาดและสีสันมากมาย ให้เลือก
ใช้ไดต้ ามความเหมาะสม

ฉะนั้นในการพิจารณาเลือกลวดลายผ้า ควรพิจารณาท้ังโครงสร้างและขนาดของลวดลายว่าผ้าท่ีมี
ลวดลายตามทางยาวผ้าน้ัน เปน็ ลวดลายแนวขวาง ลวดลายแนวตัง้ หรือลวดลายอิสระ ควรเลือกลวดลายผ้าให้
เหมาะสมกับรปู รา่ งของผ้สู วมใส่

3. พิจารณาจากผิวสมั ผสั ของผ้า (Texture)
เมื่อต้องการทราบผิวสัมผัสที่แท้จริงของวัสดุต่าง ๆ จะต้องมีการจับต้อง จึงจะรู้ได้ว่าเป็นลักษณะ

ผวิ สัมผัสอย่างใด ผวิ สมั ผัสของผ้าในปัจจุบันมีมากมาย ซงึ่ เปน็ ผลมาจากการใช้เทคนิคใหม่ ๆ ในการผลิตผา้ แต่
อยา่ งไรกต็ ามลักษณะของผวิ สมั ผสั แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะดงั นี้

3.1 แบง่ ตามความนุ่มและความกระดา้ ง สามารถแบง่ ตามการใช้งานได้ 3 ลกั ษณะ คอื
1. ชนิดนมุ่ มาก เช่น ผา้ เครป นิยมใช้สาหรับเส้ือผ้าทอ่ี อกแบบให้มีเส้นกรอบนอกแบบพเิ ศษ

เชน่ บานหรอื พองมาก ๆ
2. ชนิดปานกลาง เช่น ผ้าไหม นยิ มใช้สาหรับเสอ้ื ผา้ ที่ออกแบบให้มีเสน้ กรอบนอกแบบปกติ
3. ชนิดกระดา้ งมาก เชน่ ผา้ ทาฟตา้ นยิ มใช้สาหรับเส้อื ผ้าที่ออกแบบให้มเี ส้นกรอบนอกแบบ

พเิ ศษ เช่นเดียวกนั กบั ชนดิ นุ่มมาก

วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและสงิ่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑ์สิง่ ทอ I 77

3.2 แบ่งตามความหนาและความบาง
ผ้าบางชนิดนอกจากจะมีความหนาบางต่างกันแล้ว ยังมีผิวสัมผัสท่ีแตกต่างกันด้วย เช่น ผ้า

ไหมเนื้อบาง บางชนิดอาจมีผิวสัมผัสกระด้างพอ ๆ กับผ้าออแกนซ่าก็ได้ แต่ผ้าเน้ือบาง บางชนิดก็อาจมี
ผิวสัมผัสนุ่มเหมือนผ้าชีฟอง ในขณะท่ีผ้าไหมเน้ือหนา ก็มีผิวสัมผัสที่แข็งกระด้าง และผิวสัมผัสท่ีอ่อนนุ่ม
เช่นเดียวกนั เปน็ ต้น

ตัวอย่างของผา้ ท่ีมคี วามเหมาะสมต่อการนามาตดั เยบ็ เสือ้ ผ้า
ผา้ ที่ใช้ในการตัดเย็บเสอื้ ผา้ นั้นมีหลากหลายชนดิ นักออกแบบจาเปน็ ต้องเลือกใช้ใหเ้ หมาะสมกับ

รูปแบบของงานนัน้ ๆ เพ่อื ใหช้ ดุ ออกมาตรงตามแบบท่ีตอ้ งการ(Hosegood, B: 1996)
Poplin เปน็ ผ้าเนื้อละเอยี ดทาตามเสน้ ใยฝา้ ย พ้นื ผิวเรียบ บอบบาง เหมาะสาหรับทาเสือ้ สตรี

(Blouse) หรือชดุ กระโปรง (Dress)
Voile ผา้ บางน้าหนกั เบา ทาจากเส้นใยฝ้าย พ้ืนผิวเรียบ บอบบาง เหมาะสาหรับทาเส้ือสตรี ชุดเด็ก

ชุดประโปรง
Cotton Lace ใช้ตกแตง่ บนเสื้อผา้
Broderie Anglaise เป็นผ้าฝา้ ยผสมใยสังเคราะห์ มกี ารตกแตง่ เจาะรูเป็นลวดลายตา่ ง ๆ เชน่ ดอกไม้

ใชส่ าหรบั ตัดชุดกระโปรง หรอื ชุดนอน
Damask เปน็ ผ้ามลี วดลายดอกไมท้ ่ที อแบบซาติน ให้เกิดความเหลือบเงา ลงบนผ้าพ้นื ท่มี ีสเี ดียวกัน

เหมาะสาหรับทาแจ๊กเก็ต
Satin เปน็ ผ้าพืน้ เรยี บ มนั วาว มหี ลายนา้ หนัก เหมาะสาหรับทาชดุ กระโปรง และชุดราตรี
Taffeta ผา้ พื้นมันเรยี บ มันวาว อยูท่ รงตวั ได้ดี ยบั ง่าย เหมาะสาหรบั ชุดกระโปรง แจก๊ เกต็ ชุด

แตง่ งาน ชุดราตรี
Organza เน้ือผา้ บางมาก โปรง่ แสง แขง็ คงตวั ใช้สาหรับตกแตง่ ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ หรือทาเส้ือผ้าท่ีมี

ความหลวม ไม่รดั ตวั
Crepe De Chine ผ้าที่มพี ้นื เรยี บ มนั วาว ทิ้งตวั ไดด้ ี ใชท้ าชดุ ราตรี เส้ือสตรี ชดุ นอน
Velvet ผา้ กามะหยี่ ให้ความรสู้ กึ หรหู รา เหมาะสาหรับชุดราตรี
Chiffon ผา้ มีเนือ้ บาง ทิ้งตัวไดด้ ี เหมาะสาหรบั ชุดราตรี เส้อื สตรี ชุดช้นั ใน
Habutai ผา้ ไหมเนอ้ื นม่ิ เหมาะสาหรบั ทาชดุ กระโปรง เส้อื สตรี หรอื ทาเปน็ ชน้ั ใน
Georgette ผ้าเนอื้ บาง นม่ิ คลา้ ยผา้ ชฟิ ฟ่อน แตม่ ีความทึบกวา่ เหมาะทาเสอื้ สตรี ชดุ กระโปรง
Jacquard เปน็ ผ้าที่มีลายท้ัง 2 ด้าน มักเปน็ ลายดอกไม้ เหมาะสาหรับทาสูท แจ๊กเก็ต กระโปรง
Tulle, Net เป็นผา้ ยดื ตาข่าย ผา้ ท่ีมีคุณภาพดจี ะมีเนอ้ื นิม่ และคืนตัวได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ใช้

สาหรับทาชุดชนั้ ใน หรือทาเสื้อผ้าทีต่ ้องการให้มีวัสดอุ น่ื ๆ มาตกแต่งบนพนื้ ผิว
Lame ผา้ เนือ้ เรยี บ ล่ืน มนั วาว ทาจากเสน้ ใยโลหะ เหมาะสาหรับชุดราตรี
Sequin Fabric ผา้ บาง โดยมีเล่อื มปกั แบบสาเร็จทั้งผืน ใชท้ าชุดราตรี

วิทยาลยั อาชีวศกึ ษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑส์ ่ิงทอ I 78

ชนดิ ผ้า ลกั ษณะเนอื้ ผ้า คณุ สมบัตขิ องผา้
ผา้ ไหม ( Silk )
สามารถระบายอากาศได้ดี มีเส้นใยท่ี มีทั้งแบบที่ด้านและเคลือบเงา
ผ้าลนิ นิ ( Lenin )
ทอจากเส้นใยธรรมชาติ เน้ือผ้าไม่หนา คุณสมบัติคงรูป แต่ก่อนใช้ต้อง
ผ้าชฟี อน ( Chiffon )
ไมบ่ างเหมาะกับงานทีม่ รี ปู ทรงปกติ ทาการอบก่อน

เป็นผ้าท่ีผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ มีความมันด้านไม่เงามากเพราะ

สามารถระบายอากาศได้ดี เหมาะกับ เกิดจากการทอเส้นใยธรรมชาติ

งานทีม่ ีรปู ทรงปกติ เนอ้ื ผา้ คงรูป

มีลักษณะบางเบา ทิ้งตัวได้ดีเหมาะ มีความมันเงาแต่ไม่มาก เนื้อผ้า
กับงานท่ีมีรูปทรงปกติและต้องการ ลน่ื

ความพร้วิ ไหว

ผา้ ซาตนิ ( Satin ) เป็นผ้าพ้ืนเรียบ มีหลายน้าหนัก มีความมัน เงา เน้ื อผ้าลื่น มี
ผ้าเครป แลว้ แต่ลักษณะการทอเหมาะกับงานที่ น้าหนัก เหมาะสาหรับทาชุด
ต้องการความกรุยกรายแต่ยังคง ราตรี
รูปทรงได้อยู่

เป็นผ้าพื้นเนื้อเรียบคล้ายผ้าซาตินแต่ มีความมนั เงาวาว บาง และลน่ื
มคี วาบางเบากว่า นา้ หนกั นอ้ ยกว่า

ผา้ กามะหย่ี ( Velvet ) เนื้อนุ่ม มีความหนาแต่ไม่มากเหมาะ มีความมันเงา ลน่ื
กับงานทีต้องการความหรหู รา

ผา้ ลูกไม้ ( Lace ) เป็นผ้าถักทอ มีทักลายดอก ลายขด มีความบางเบา เป็นรูเหมือนผ้า

เป็นต้น มีทั้งที่ทามาจาก ฝ้าย ป่าน ถัก นิยมใช้แต่งงานที่เน้นความ

ไนลอน และ โพลีเอสเตอร์ หรูหรา

ผา้ ตะขา่ ยน่ิม เป็นผา้ ถักทอเปน็ ตะข่าย เนือ้ นมิ่ โปร่ง มีความบางเบา โปร่ง นิยมใช้

บางเบา ตกแตง่ ชดุ ราตรแี ละชุดวิวาห์

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชนั่ และสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑ์สง่ิ ทอ I 79

8.5 หุ่นจาลองในงานออกแบบ

การวาดหุ่นแฟชั่นเบ้ืองต้น (FIGURE FOR FASHION)
พน้ื ฐานสาหรับผทู้ ่สี นใจการออกแบบแฟชัน่

1. การวาดหุ่นแฟชน่ั เบอ้ื งตน้ (Figure for fashion)
การวาดหุ่นแฟชัน่ นน้ั เป็นพน้ื ฐานสาคัญในการออกแบบแฟช่นั จะแบ่งสดั สว่ นออกเป็น
+แบบ 8 สว่ น (สัดสว่ นเทา่ คนจริง)
+แบบ 9 ส่วน
+แบบ10 สว่ น
* ดงั เชน่ ตวั อยา่ งคอื สดั ส่วนของการวาดหนุ่ แฟช่นั แบบ 10 สว่ น

วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชัน่ และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์ส่ิงทอ I 80

8.6 การสรปุ ผลการออกแบบ

หลักการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ (Product Design)
การออกแบบมีหลกั การพน้ื ฐาน โดยอาศัยส่วนประกอบขององค์ประกอบศิลป์ คือ รปู รา่ ง จดุ สี เส้น

รูปทรง น้าหนัก และพ้นื ผิว นามาจดั วางเพอื่ ให้เกิดความสวยงามโดยมีหลักการ ดังนี้
1. Unity (ความเป็นหนว่ ย)
2. Balancing (ความสมดุลหรอื ความถ่วง)
2.1 Symmetry Balancing (ความสมดุลในลกั ษณะเท่ากัน)
2.2 Nonsymmetry Balancing (ความสมดุลในลกั ษณะไม่เทา่ กนั )
2.3 Gravity Balance (จุดศูนย์ถว่ ง)
3. Relativity of Arts(ความสมั พนั ธ์ทางศิลปะ )
3.1 Emphasis or CentreofInterest (การเน้นหรือจดุ สนใจ)
3.2 Subordinate ( จดุ สาคญั รอง)
3.3 Rhythem( จังหวะ )
3.4 Contrast (ความต่างกัน )
3.5 Harmomies (ความกลมกลนื )

ผลิตภัณฑ์ที่ดี (Good Product) ย่อมเกิดมาจากการออกแบบที่ดีด้วย ในการออกแบบผลิตภัณฑ์
(Product Design) นักออกแบบ (Designer) ต้องคานึงถึงหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Principle Product
Design) มีเกณฑ์ในการกาหนดคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ท่ีดี แนวคิดท่ีว่า ทาอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์มีความ
เหมาะสมตามหลักการออกแบบ มหี ลัก 9 ประการที่นักออกแบบผลติ ภัณฑค์ วรคานงึ คอื

1. SAFETY (ความปลอดภยั )
2. FUNCTION ( หน้าที่ใช้สอย)
3. ERGONOMICS (ความสะดวกสบายในการใช)้
4. CONSTRUCTION (ความแข็งแรง )
5. EASE OF MAINTENANCE (การซ่อมแซมงา่ ย)
6. AESTHETIES (ความสวยงาม)
7. TRANSPORTATION (การขนส่ง)
8. COST (ราคาพอสมควร)
9. MATERIALS AND PRODUCTION (วัสดแุ ละการผลติ )

วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชัน่ และสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภัณฑส์ ิ่งทอ I 81

8.7 การนาเสนองาน

การนาเสนอ (Presentation) เป็นวธิ ีการหรอื เครอ่ื งมือในการตดิ ต่อสื่อสาร (Communication)
ดว้ ยการถ่ายทอด(Delivery) ขอ้ มลู แผนงาน โครงการ ขอ้ เสนอ ฯลฯ จากผู้นาเสนอผลงาน กบั ผ้พู ิจารณา
ผลงานหรอื จากผนู้ าเสนอ ไปสู่บุคคล กลมุ่ เปา้ หมาย เพอ่ื สร้างความเข้าใจร่วมกัน ใหบ้ ุคคลกลมุ่ เปา้ หมายหรอื
ผู้รับสาร เหน็ ดว้ ย คล้อยตาม สนบั สนนุ อนมุ ัติ ให้ดาเนินการ

ประเภทขอการนาเสนอ (Type of Presentation)
1. การนาเสนอโดยวิธีธรรมชาติ (Nature Presentation) เช่น ทาตวั อย่างใหด้ ู สาธิตใหเ้ หน็ โดยใช้

พฤตกิ รรมตามธรรมชาติ
2. การนาเสนอดว้ ยการพูด (Oral Presentation) เชน่ พดู และแสดงใหเ้ ห็นจรงิ
3. การนาเสนอดว้ ยสอื่ ต่าง ๆ (Presentation Media) เช่น สิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ วดี ีทัศน์

ภาพยนตร์ นทิ รรศการ
4. การนาเสนอโดยใชเ้ ทคโนโลยีสมยั ใหมเ่ ข้ามาช่วย (Hi-technology Audiovisual Aids)
5. การนาเสนอดว้ ยวิธกี ารผสมผสาน (Presentation by Integration)

เทคนคิ ในการนาเสนอ (Presentation Technique)
1. กาหนดวตั ถุประสงค์ในการนาเสนอ
1.1 เพื่อให้ความรู้หรือขอ้ มูลข่าวสารใหม่ ๆ (To inform)
1.2 เพ่ือปลุกใจหรอื เปน็ แรงบนั ดาลใจ (To convince)
1.3 เพือ่ เรยี กรอ้ งใหผ้ ้รู ับมปี ฏกิ ิริยาตอบสนอง (To request for action)
2. วิเคราะหผ์ ้ฟู งั
2.1 ขนาดของกลุม่ ผฟู้ ัง (Group size)
2.2 อาชพี และการศกึ ษา (Occupation & Education)
2.3 อายุและเพศ (Age & Sex)
2.4 พืน้ ความรู้ (Subject knowledge)
2.5 ทัศนคติ (Attitude)
2.6 ความเชอ่ื และอคติ (Belief & Prejudice)
3. ทรพั ยากรที่จะใช้
3.1 งบประมาณ
3.2 สถานทน่ี าเสนอ
3.3 วัสดุ-อปุ กรณ์ที่เก่ยี วขอ้ ง
3.4 เวลาในการนาเสนอและการเตรียมการ
3.5 กาลังคนและส่ิงสนับสนุนอนื่ ๆ
4. การเตรียมเน้อื หา
4.1 กาหนดเปา้ หมาย
4.2 วางโครงเร่อื ง

วทิ ยาลยั อาชีวศกึ ษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชนั่ และสงิ่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลติ ภัณฑส์ ิง่ ทอ I 82

4.3 จัดทาสครปิ ต์หรือโครงสร้างของการนาเสนอ ได้แก่ ส่วนนา เนือ้ หา บทสรปุ และ
เชิญใหซ้ กั ถาม

4.4 จัดหาตัวอยา่ งและกจิ กรรมประกอบการนาเสนอ
5. โครงสรา้ งการนาเสนอ

ส่วนนา เนือ้ หา บทสรุป คาถาม

-ทักทาย สร้าง -จัดเรยี งลาดับ -ประเดน็ หลกั -เช้อื เชิญคาถาม
-ความคิดรวบยอด -ตอบคาถามใหต้ รง
บรรยากาศ -กระชบั ชัดเจน -เนน้ สิง่ ทีใ่ ห้ทา ประเดน็
หรอื -ทิ้งทา้ ยให้ประทบั ใจ
-แนะนาตนเอง -เชอื่ มโยงสัมพันธ์ สิ่งทีค่ าดหวงั (ถ้าทาได้)
-ขอบคุณผฟู้ ัง
-ระบุเรื่อง ระบเุ ปา้ หมาย กนั

หรอื ประเด็นสาคัญ -เน้นย้าทส่ี าคัญ

-มีตัวอยา่ ง

ประกอบ

-สนบั สนุนดว้ ย

ข้อมลู

-ใหก้ จิ กรรมเสริม

6. การเตรยี มงานด้านวัสดุ-อุปกรณ์
6.1 ตดั สินใจว่าจะใชอ้ ะไรบา้ ง เตรยี มจดั หาไวใ้ ห้พร้อม

6.2 เตรยี ม Accessories ต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ งดว้ ย (อยา่ หวังน้าบอ่ หน้า)
6.3 ถา้ ระยะทางไกล ต้องสอบถามวา่ มีอปุ กรณอ์ ะไรใหใ้ ช้บา้ ง คณุ ภาพเปน็ เชน่ ไร (สอบถาม
คุณสมบัตคิ ร่าว ๆ )

6.4 ตรวจสอบการใช้งาน และจดบันทึกรายการอุปกรณท์ ่ีนาไปใช้ หลังใช้งานใหต้ รวจสอบ
กอ่ นเดินทางกลบั

7. ฝกึ ซ้อมก่อนนาเสนอ
7.1 ฝึกซ้อมใหน้ าเสนอได้ในเวลาที่กาหนด
7.2 ฝึกซอ้ มใช้สอ่ื -อุปกรณท์ ี่จะใช้จรงิ

7.3 ฝกึ ซ้อมในสถานท่ีเสมือนจรงิ ตอ่ หน้าผู้ท่ีจะให้คาแนะนาเราได้
7.4 ฝกึ ซอ้ มให้มั่นใจก่อนนาเสนอจรงิ

8. กอ่ นนาเสนอ
8.1 ม่นั ใจในเรื่องทีน่ าเสนอ
8.2 มที ัศนคตทิ ่ดี ีตอ่ ผู้ฟัง

8.3 รู้จกั ผ่อนคลายอิรยิ าบถ
8.4 อย่ากงั วลประหมา่

8.5 ถ้ามีผู้ช่วย ต้องนดั แนะซกั ซ้อมกันใหด้ ี อยา่ แสดงสดโดยไม่ไดน้ ัดหมาย
8.6 เลือกเครอื่ งแตง่ กายใหเ้ หมาะสมกบั กลุ่มผ้ฟู งั และสถานท่ี (ไม่มากหรอื นอ้ ยเกนิ ไป)

วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาอดุ รธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยอี อกแบบแฟชัน่ และสิ่งทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภัณฑ์สิง่ ทอ I 83

8.7 เตรียมบทสรุป ตอบข้อซักถาม ดว้ ยความมั่นใจ สุขุม สุภาพ กาหนดเวลาในการซกั ถาม
ไวด้ ้วย

8.8 ควรเดินทางไปถงึ สถานที่นาเสนอกอ่ นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
8.9 หากมีเวลาควรทดลองใชอ้ ปุ กรณเ์ พ่ือใหแ้ นใ่ จวา่ ใชไ้ ด้
9. ขณะนาเสนอ
9.1 รักษาเวลาให้ได้ตามกาหนด
9.2 ใชภ้ าพหรือข้อความให้ตรงกบั คาบรรยาย
9.3 อยา่ หนั หลงั ให้ผฟู้ ังมากเกนิ ไป
9.4 นาเสนอให้เปน็ ธรรมชาติ
9.5 ย้ิมแยม้ เสมอ ส่อื ความรสู้ ึกที่ดีกับผู้ฟงั
9.6 ใชภ้ าษาและท่าทที ี่สภุ าพ เขา้ ใจง่าย คลอ่ งแคลว่ ราบร่นื
9.7 ใช้ท่าทางหรือสื่อประกอบการบรรยายได้อยา่ งเหมาะสม
9.8 หากมขี ้อผิดพลาดเกิดขน้ึ อยา่ โยนความผิดให้ผอู้ ่ืน
9.9 ใชห้ ลกั การพดู ในทชี่ ุมชนมาประยุกตใ์ ช้
10. หลงั การนาเสนอ
10.1 สงั เกตการแสดงออกหรือปฏิกริ ิยาของผู้ฟงั
10.2 ประเมนิ ผลผูฟ้ ังดว้ ยแบบสอบถาม
10.3 นาผลการสงั เกตและประเมินมาใช้ในการแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งหรือพฒั นาการนาเสนอใน
ครั้งตอ่ ไป

การนาเสนอที่มีประสิทธิภาพ (Effective Presentation)
ควรจะประกอบด้วย
1. ผู้ฟงั และผู้นาเสนอควรเห็นกันไดช้ ัดเจนและทั่วถงึ
2. ผฟู้ ังและผูน้ าเสนอได้ยนิ เสยี งชดั เจน
3. ผู้ฟังและผนู้ าเสนอตอ้ งเหน็ ภาพและขอ้ ความบนจออยา่ งชดั เจน
4. ผู้ฟงั เข้าใจถึงเนอ้ื หาและเป้าหมายของสิ่งทน่ี าเสนอได้อย่างถกู ต้อง
5. ผู้นาเสนอได้รบั การตอบสนองตามเป้าหมายของการนาเสนอ

ภาษาทา่ ทางสาหรับผนู้ าเสนอ (Non-verbal Language for Presenter)
1. เสยี ง (Voice) ไม่ควรพดู เรว็ มากเกินไป หรือใชเ้ สยี งสงู /แหลม เกนิ ความจาเป็น ควรพดู ให้เป็น

ธรรมชาตไิ ม่เรว็ หรือชา้ จนเกินไป และไมค่ วรใช้วิธีอ่านจากสคริปต์ที่เตรียมมาตลอดเวลา อาจจะหยุดใหม้ ี
ความเงียบบา้ งเมอื่ จบแต่ละประเดน็ ก็ได้ แต่อย่าเงียบนานเกนิ ไป

2. สายตา (Eyes) ควรมีการประสานสายตากบั กลมุ่ ผฟู้ ัง มองผู้ฟังใหท้ ั่ว ๆ ซง่ึ จะชว่ ยให้ผู้ฟงั รู้สึก
ประทับใจได้

3. การเคล่อื นไหว (Movement) อยา่ เดนิ ไปเดินมาบอ่ ย ๆ อย่าเลน่ กญุ แจ ปากกา ดินสอ เพราะ
จะทาให้ผ้ฟู งั ราคาญ

4. การใชม้ ือ (Hands) ควรใช้มอื ประกอบการพดู ใหเ้ ป็นธรรมชาตมิ ากทีส่ ุด

วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชั่นและส่ิงทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลิตภณั ฑ์ส่งิ ทอ I 84

5. การวางทา่ ทาง (Posture) ตัวผนู้ าเสนอเป็นจุดสนใจของผู้ฟัง ดังนน้ั จึงควร
5.1 มองตรงไปยงั ผ้ฟู งั ให้ทัว่ ๆ
5.2 พยายามหลกี เล่ยี งกริ ยิ าอาการที่จะกอ่ ใหเ้ กิดความราคาญใจแกผ่ ้ฟู งั
5.3 เน้นการพูด ไมใ่ ชก่ ารอา่ น
5.4 พูดให้ถงึ ผูฟ้ งั แถวหลังดว้ ย ไมใ่ ช่เนน้ แตแ่ ถวหน้า
5.5 วางตัวใหร้ ูส้ กึ สบาย ๆ เชื่อมน่ั ในตนเอง และมีความกระตือรือรน้

วิทยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยอี อกแบบแฟชนั่ และส่งิ ทอ

3401-2102 เทคนิคการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ส่ิงทอ I 85

ใบงานทา้ ยบทที่ 8

การวเิ คราะห์ผลิตภัณฑ์สงิ่ ทอ

จากภาพตัวอยา่ งผลงานสิง่ ทอตอ่ ไปนี้ จงวิเคราะห์จุดแขง็ จดุ ออ่ น ประโยชน์ คุณลกั ษณะ และขอ้ ควร
ปรับปรงุ ผลงานให้ดีข้นึ

ผลงาน ขอ้ ดี ขอ้ เสยี ข้อเสนอแนะ

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................

....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................
....................................... ....................................... .......................................

วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาอุดรธานี สาขาวชิ าเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและสิง่ ทอ

3401-2102 เทคนคิ การออกแบบผลิตภัณฑส์ ิง่ ทอ I 86

บรรณานกุ รม

กองโบราณคดี กรมศิลปากร. (2540). ผ้าจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย. กรุงเทพ : กองโบราณคดี
กรมศิลปากร.

กญั ญา โสมคา และคณะ. (2553). หลักสูตรการย้อมสีผา้ จากธรรมชาต.ิ ขอนแก่น : ศนู ยก์ ารศกึ ษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย อาเภอชมุ แพ.

ณัฏฐภัทร จนั ทวชิ . (2553). เอกสารประกอบการฝึกอบรม เรือ่ ง การอนรุ กั ษโ์ บราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ :
ผา้ โบราณ. กรงุ เทพมหานคร : กลุ่มวิทยาศาสตรเ์ พื่อการอนุรกั ษ์, สานักพิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ.

ดรรชนี พัทรวรากร. (2548). เอกสารประกอบการสอน วชิ าเทคโนโลยสี ่งิ ทอ. เชยี งใหม่ : ภาควิชาเคมี
อตุ สาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่

พนิดา ยิ่งกลา้ . (2552). เอกสารประกอบการเรยี น เรอื่ ง ขั้นตอนการย้อมสธี รรมชาติ. สุรินทร์ :
โรงเรยี นบา้ นแจรน (ปอเกีย-พลนิ อุทศิ 1).

พนิ ยั หอ้ งทองแดง. (2548). พนั ธ์ไมย้ ้อมสธี รรมชาติ. กรุงเทพมหานคร : บริษัท พี.เพรส จากัด.
พิมพล์ ดา ธัญพรพภิ ทั ร์กลุ . (2553). หลักสตู รการจัดการศึกษาเพ่ือการมีงานทา : หลักสูตรการผลิต

ผา้ ย้อมครามลายสะเกด็ ธรรม. สกลนคร : ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศยั อาเภอสวา่ งแดนดิน.
มลู นิธสิ ่งเสริมศลิ ปาชีพ ในสมเดจ็ พระนางเจ้าสริ ิกติ ์ พระบรมราชนิ ีนาถ. (2543). ประวตั ผิ า้ ไหมไทย.
กรงุ เทพ : บริษัท ด่านสทุ ธาการพิมพ์ จากัด.
วรญั ญา เศรษฐาวงษ์. (2555). การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรม์ ลั ติมีเดยี เรอื่ ง การย้อมผา้ ไหมจาก
สธี รรมชาติ สาหรับนกั ศึกษาช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2. พษิ ณุโลก : คณะศึกษาศาสตร์
สาขาวิชาการวิจยั และประเมนิ ผลการศึกษา, มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
วลี มโนมธั ย์. (ม.ป.ป.). เอกลักษณ์ของไหมไทย. กรงุ เทพมหานคร : กรมวิชาการเกษตร.
ศูนย์วิชาการและเทคโนโลยสี ิ่งทอพ้ืนบา้ น. (2554). หลักสตู รการย้อมผา้ สธี รรมชาต.ิ เชยี งใหม่ :
สถาบันวจิ ยั วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่
ศนู ยห์ มอ่ นไหมเฉลมิ พระเกยี รตสิ รุ ินทร.์ (2549). ภมู ปิ ญั ญาการย้อมสธี รรมชาติ. สรุ นิ ทร์ : รุง่ ธนเกียรต.ิ
สาวติ ตรี สุวรรณสถติ . (2550). สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชนฯ เล่มที่ 21 ศิลปะการทอผา้
พ้ืนเมอื งของไทยในปจั จุบัน. กรงุ เทพ : สานกั งานสง่ เสรมิ วสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอ่ ม.
อารีย์ งามศริ ิพัฒนกุล. (2539). ไหมและผลติ ภัณฑ์ไหม. กรุงเทพ : คณะกรรมการส่งเสริมการลงทนุ

วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาอดุ รธานี สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชน่ั และสงิ่ ทอ


Click to View FlipBook Version