พูดคุยกับนักเขียน พานภพในห้วงฤทัยนิรันดร์กาล นั้นเป็นนิยายวายแนวจีนโบราณโดยเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทางผู้เขียนได้ อ่านนิยายจีนแปลมาหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้งดูซีรี่ส์ต่างๆจนเกิดมาเป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นแต่งนิยาย เรื่องนี้ขึ้นมา ผู้เขียนหลงรักความรู้สึกที่ได้ผ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในจิตนาการผ่านงานเขียนนี้ เพราะท าให้เราไม่รู้สึก ว่าไม่ได้มีเพียงเราคนเดียวที่อยู่ในจินตนาการที่เกิดขึ้น ทางผู้เขียนได้ลองคิดในทางกลับกันว่าในขณะที่เราอ่าน นิยายจบเป็นสิบๆเรื่องถ้าเราเกิดหลุดเข้าไปในโลกของพวกเขาจริงๆสิ่งที่เราอยากเห็นคืออะไร ค าตอบนั้น ก่อให้เกิดเรื่องราวต่างๆที่ปรากฎอยู่ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่เปรียบดั่งตัวแทนของนักเขียนที่ต้อง เผชิญเรื่องราวอุปสรรคต่างๆ ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง โดยนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ทางผู้เขียนแต่ง ได้จนจบเรื่องและใช้ระยะเวลาที่นานในการวางโครงเรื่อง และวิเคราะนิสัยที่ซ้อนอยู่ของตัวละครว่าหากเกิด เหตุการณ์เช่นนี้ ตัวละครจะท าการอย่างไรและก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร สุดท้ายนี้ทางผู้เขียนขอขอบพระคุณ ผู้อ่านทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ และเนื่องจากเป็นเรื่องสั้นอาจมีบางช่วงบางตอนที่อาจะรวบรัด จนเกินไป ทางผู้เขียนต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าหากมีค าต าหนิหรือติชมใดๆผู้เขียนจะน ามาพัฒนางานเขียนใน อนาคตให้ดียิ่งขึ้น ปล. สามารถติดตามผลงานได้ที่ นามปากกา Vanchesta ด้วยรักจากผู้เขียน
พูดคุยกับตัวละครในเรื่อง ข้อมูลตัวละครของนิยายเรื่องนี้โดยทางผู้เขียนจะอิงข้อมูลบางอย่างตามวัณนธรรมของจีนโบราณ หรือค าบาง ค าที่จะใช้ค าในภาษาจีนโดยตรงและมีการน าส านวนหรือสุภาษิตของจีนมาใช้ให้เข้ากับบริบทนั่นๆและนิยาย เรื่องนี้อยู่ใน Verse 4 Ge verse คือเป็นโลกที่อยู่ในยุคจีนโบราณ และมีการแบ่งเพศของตัวละครดังนี้ เอกบุรุษ – จะเป็นผู้ชายทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษ จะมีประมาณ 49% ของประชากรทั้งหมด สตรี– จะเป็นผู้หญิงทั่วไปไม่ต่างจากเดิม จะมีประมาณ 46% ของประชากรทั้งหมด เกอ – เป็นผู้ชายที่มีความพิเศษตรงที่สามารถตั้งครรภ์ได้ไม่ต่างจากสตรีแต่มีลักษณ์ภายนอกเป็นผู้ชาย แต่จะมี รอยปานเป็นรูปร่างต่างๆตั้งแต่เกิด จะมีประมาณ 3% ของประชากรทั้งหมด หมิง (คนสองเพศ) – ตามชื่อเลยจะเป็นคนที่มีสองเพศในตัวคนเดียว คือจะมีอวัยวะเพศของเพศหญิงและเพศ ชายอยู่ด้วยกัน โดยลักษณ์ทางกายภาพจะ แสดงออกเป็นเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้นและในคนกลุ่มนี้จะเป็นหมัน ทั้งหมด จะมีประมาณ 2% ของประชากรทั้งหมด ข้อมูลพื้นฐาน ภูมิประเทศของเรื่องนี้โดยในเรื่อจะมีการแบ่งอยู่สามแคว้นใหญ่ๆคือ แคว้นเป่ย - มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึก ตน และเป็นที่อยู่ของส านักฝึกตนต่างๆ แคว้นหงเว่ย – ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ า เป็นแคว้นที่มีเนื้อที่มากที่สุดในบรรดาแคว้นพันธมิตร ทั้งสาม แคว้นจิน – เป็นแคว้นที่ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง และเป็นแคว้นที่ร่ ารวยที่สุดเนื่องจากแคว้นนี้จะมี การส่งออกอัณยมณีเปนส่วนใหญ่เพราะว่าเป็นแคว้นเดียวที่มีการท าเหมือง เชตแดนป่าต้องห้าม – จะเป็นป่าที่อยู่ติดกับชายแดนแคว้นจิน เป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรเป็นป่าชั้นนอกสุดก่อนจะ เข้าสู่แดนมาร ค่าพลัง โดยในเรื่องจะมีการเอ่ยยถึงระดับพลังปราณของผู้ฝึกตนดังนี้ ระดับก่อก าเนิดขั้น 1-10 ระดับปฐพีขั้น 1-10 ระดับนภาขั้น 1-10 ระดับราชันชั้น 1-10 ระดับจักรพรรดิขั้น 1-5 ระดับเซียนขั้น 1-3 และระดับนอกเขตแดนเป็นจุดสูงสุดของพลังทั้งหมด
จุดเริ่มต้นของการเดินทาง ทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่าถ้าเกิดว่าเราตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน จะจ าเรื่องราวก่อนตายได้ไหม แล้วจะได้เกิดใหม่ หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เราไม่สามารถตอบได้เพราะคนที่จะตอบได้ก็คงต้องเป็นคนที่ตายไปแล้วนั้นล่ะนะ ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งเลยที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี่อาจจะเพราะผมชอบดูอนิเมะแนวเกิดใหม่ล่ะมั้ง แต่ ณ ตอนนี้ผม ได้ค าตอบของค าถามข้างต้นแล้วล่ะ โดยอะไรที่ท าให้ผมได้ค าตอบงั้นหรอ ก็เป็นเพราะตอนนี้ผมดันกลายเป็น วิญญาณไปแล้วน่ะสิ ถ้าถามว่าท าไมผมถึงได้กลายเป็นวิญญาณละก็คงต้องย้อนไปสักหน่อยแต่ก่อนอื่นผมคงต้องแนะน าตัวก่อนล่ะ นะ ผมชื่อ จางมู่เฉิน เดิมทีบ้านเกิดผมอยู่ที่มณฑลเหอหนาน แต่พอเรียนจบผมก็ย้ายมาท างานอยู่ที่ลั่วหยาง โดยที่ตั้งแต่ผมเริ่มรู้ความผมก็เป็นคนที่ไม่ว่าจะท าอะไรผมมักจะโชคร้ายอยู่เสมอ เช่นจะไปเข้าห้องน้ าแต่ ห้องน้ าดันพังให้ตายสิโชคร้ายเป็นบ้าเลย เรื่องมันเกิดโดยที่วันนี้นั้นก็เป็นวันที่ปกติเช่นเคย โดยผมที่ท างานเสร็จแล้วจึงเดินทางเท้าเพื่อที่จะเดินทางกลับ ที่พักรูหนูของผมแต่จู่ๆ ผมก็สะดุดทางเท้าและล้มลงอันที่จริงมันก็ปกตินะเพราะผมน่ะเป็นคนที่ค่อนข้างโชค ร้ายมากเลยละแต่ดีหน่อยที่ผมมีแค่รอยถลอกผมจึงลุกขึ้นและเดินทางกลับบ้าน แต่ระหว่างที่ก าลังก้าวหางตาของผมก็หันไปเห็นว่ามีกระถางดอกไม้ก าลังล่วงลงมาตรงที่ผมอยู่ผมจึงกระโดด หลบแต่ดันสะดุดขาตัวเองอีกรอบและล้มลงแต่พอจะลุกดันเห็นรถคันหนึ่งที่ขับมาเร็วมากพุ่งเข้ามาชนผมอย่าง แรงและแน่นอนว่าผมต้องตายอยู่แล้วถ้าไม่ตายเนี่ยผมว่าผมน่าจะไปแสดงเป็นฮีโร่ในอเวนเจอร์ได้แล้วล่ะ แต่สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดคืออนิเมะที่ผมรอมาเกือบปีจะเข้าฉายอยู่แล้ว แต่ระหว่างที่ก าลังเสียดายที่ตนเองจะไม่ได้ อยู่ดูอนิเมะที่รอมานานอยู่นั้น ดวงตาของผมก็เห็นแสงสีขาวที่ออกมาจากตัวผมก็ที่สติของผมจะดับไป และ ข้างต้นคือเรื่องราวก่อนตายของผมซึ่งตอนนี้ผมได้มาเกิดใหม่ในโลกแห่งใหม่ที่มีวรยุทธมีพลังภายในแต่เรื่องราว ของผมหลังจากนี้จะเป็นยังไงกันนะแต่ไม่ต้องรอหรอกผมจะเป็นคนเฉลยเอง…..
การเดินทางครั้งที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง กลุ่มควันสีด าที่อยู่รอบตัวผมเอาไว้ด้วยความมืดมิดก่อนที่ผมจะสัมผัสได้ถึงแสงสว่างมาจากไกลผมยื่นมือออกไป หลังจากที่ผมสัมผัสแสงสว่างนั้นได้สติของผมได้ดับวูบไป "ทารกในครรภ์ของฮูหยินนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงดีขอรับนายท่านช่วงนี้ข้าแนะน าให้ฮูหยินพวกกินผลไม้ให้มาก เสียหน่อยและต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะขอรับ เดี๋ยวข้าน้อยจะจัดเทียบยาบ ารุงไว้ให้อีก2ชุดแลพวกท่า….." นั่น...เสียงของใครกันจ าได้ว่าพอเอื้อมมือไปสัมผัสแสงนั้นแล้วสติก็ดับวูบไปเลยนี่ แล้วท าไมถึงได้ยินเสียง เหมือนมีคนคุยอยู่ใกล้ๆ กันล่ะ "นายท่านข้าขอแนะน าตอนนี้อายุครรภ์ช่วงนี้ฮูหยินจ าต้องระวังเป็นอย่างมาก หากดูจากที่ข้าค านวณดูแล้วเด็ก น่าจะคลอดช่วงเหมันต์พอดีท่านต้องหาหมอต าแยมาคอยดูแลฮูหยินได้แล้ว" "ขอบคุณท่านหมอที่ชี้แนะ" "มิเป็นอันใดย่อมเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วขอรับ" อีกแล้วเสียงใครกันนะตอนแรกยังมีแค่ 2 เสียงเองแต่เสียง ที่มาเพิ่มมีเสียงเป็นผู้ชายแฮะ "ขอบคุณท่านมากที่มาตรวจฮูหยินของข้านี้เป็นเพียงของเล็ก ๆ น้อย ๆ " "เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" "ขอท่านหมอเดินทางปลอดภัยเจ้าคะ" "ขอบคุณส าหรับค าอวยพรขอรับฮูหยิน" “เด็ก ๆ ส่งแขก” “เชิญท่านหมอทางนี้ขอรับ” แอ๊ด…ปัง!! ดูเหมือนจะมีคนออกไปแล้วแฮะว่าแต่เรามาเกิดใหม่ตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่เลยสินะ แต่ไหน ๆ เกิดใหม่ทั้งทีจะมีพลังวิเศษแบบคนอื่นเขาไหมนะ แต่รู้สึกเมื่อยจังนะขยับตัวสักหน่อย ดีกว่าพอคิดได้ดังนั้นผมจึงขยับตัวเล็กน้อย ตุบ!! "อ๊ะ" "ลี่เออร์เจ้าเป็นอันใด!?" "ดูเหมือนลูกจะดิ้นน่ะเจ้าคะท่านพี่" เอ๊ะ การที่เราขยับตัวคือการดิ้นงั้นหรือ "จริงหรือ" "เจ้าค่ะ ไม่เชื่อท่านลองเอามือมาวางดูสิ" "อืม..." ความรู้สึกอุ่นๆ ใกล้ๆ ตัวนี่น่าจะเป็นมือของผู้ชายคนนั้นสินะลองเอามือไปดันซะหน่อยแล้วกัน
ตุบ!! “ลูกดิ้นจริงดังที่เจ้ากล่าวจริง ๆ ฮูหยิน" "ข้าเคยพูดโกหกท่านหรืออย่างไร" "ฮูหยินของข้าเป็นคนดีขนาดนี้แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว" "ฮะๆ ท่านช่างปากหวานเสียเหลือเกินสามีข้า" "ข้าใจรอที่จะได้พบลูกของเราไม่ไหวแล้วสิ" "ข้าก็เช่นกันค่ะ" "ข้าจะท างานให้หนักขึ้นเพื่อเจ้าตัวน้อยของพวกเราอยู่อย่างมีความสุขเอง" "ท่านมิจ าเป็นต้องกดดันตนเองเช่นนั้นหรอก" "มิได้หรอกเจ้าตัวน้อยของพวกเราต้องได้อยู่บนกองเงินกองทองเท่านั้น รวมถึงเจ้าด้วยฮูหยินของข้า" "ท่านก็กล่าวเกินไปแล้วนะท่านพี่" ดูเหมือนเสียงสองเสียงที่พูดกันอยู่นั้นน่าจะเป็นพ่อแม่ของเราสินะแถมดูรักเราสุดๆ เลยแฮะการเกิดใหม่ตั้งแต่ ในท้องแม่ก็ไม่ได้แย่นี่นา หลังจากนั้นข้าก็ยังคงเป็นทารกอย่างนั้นจนเวลาผลันเปลี่ยนจากวัน เป็นสัปดาห์ จาก สัปดาห์เป็นเดือน และตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมมาเกิดที่ไหนจากที่ฟังเรื่องราวที่ท่านแม่พูดให้ฟังดูเหมือนที่ที่ผมอยู่ จะมีชื่อว่าที่นี่แบ่งออกเป็น 4 แคว้นได้แก่ แคว้นจิน แคว้นหงเว่ย แคว้นเป่ย และสุดท้ายคือดินแดนมาร และ ทุกคนทายกันดูสิว่าแคว้นไหนมีอ านาจมากที่สุด แน่นอนว่าเป็นแคว้นที่ใหญ่และมีอ านาจมากที่สุด ซึ่งเมืองที่ผม อยู่คืออันเฉิง เป็นเมืองหลวงของแคว้นหงเว่ย พ่อของผมเป็นขุนนางที่ต าแหน่งที่มีอ านาจพอตัว ส่วนคุณแม่เป็น ลูกสาวของคหบดีจากแคว้นเป่ยที่มาพบรักกันที่แคว้นฉู่เหอนั่นเองและตอนนี้ข้าก็ใกล้จะได้ออกไปพบเจอโลก ข้างนอกสักทีเพราะว่าตอนนี้น้ าคร่ าของท่านแม่ได้แตกแล้วยังไงล่ะ "ท่านหมอช่วยฮูหยินข้าด้วย" "พวกข้าจะช่วยอย่างสุดความสามารถของพวกข้าแต่นายท่านโปรดรออยู่ข้างนอกนะเจ้าคะ" "ได้ๆ" แกร่ก!! ตึง "ฮูหยินหายใจเข้าลึกๆ เจ้าคะแล้วค่อยๆ เบ่งออกมานะเจ้าค่ะ พอข้านับ 1ถึง3แล้วให้ท่านออกแรงเบ่งเลยนะ เจ้าค่ะเอาล่ะนะ 1 2 3 เบ่งเลยเจ้าค่ะฮูหยิน" "อืมมมม!!"
"หัวของเด็กโผล่มาแล้วเจ้าค่ะ!! ฮูหยินรอบนี้ออกแรงมากขึ้นอีกนิดนะเจ้าค่ะพอข้านับ 1ถึง3แล้วให้ท่านออก แรงเบ่งเลยนะเจ้าค่ะเอาล่ะนะ 1 2 3 เบ่งเลยเจ้าค่ะฮูหยิน " "อืมมม!!!!!" พรวด อุแง้! "ออกมาแล้วเจ้าค่ะ สุขภาพแข็งแรงดีแล้วเป็นเกอเจ้าค่ะ! ฮูหยินลองดูหน้าคุณชายน้อยมิเจ้าคะ" "เอาสิ..." พรึบ "ลูกข้าชั่งน่าเกลียดน่าชังเสียจริง" "หน้าตาคล้ายท่านเลยนะเจ้าคะฮูหยิน" "นั่นสิ ฮึๆ ดูถ้าสามีข้ามาเห็นล่ะก็คงหวงจนไม่ยอมพาออกไปไหนเป็นแน่" "นั่นสิเจ้าค่ะฮูหยิน" แกร๊ก ตึง! "ลี่เออร์!! เจ้าเป็นเช่นไงบาง" "ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ ท่านพี่มาดูลูกของเราสิ" "หืม...นี่ลูกข้างั้นหรือ" "เจ้าค่ะ เขาเป็นเกอด้วยนะท่านพี่" "เขาหน้าตาลม้ายคล้ายคลึงเจ้าเหลือเกินข้าชักไม่อยากให้ใครมาพบเห็นเขาเสียแล้วสิ" "ฮึๆ ไม่ได้หรอกท่านพี่ แล้วชื่อของเขาที่ท่านเตรียมไว้มีชื่อว่าอะไรหรือ" "แน่นอนข้าลูกของพวกเรามีชื่อว่า เยว่เสี่ยง" เยว่เสี่ยง...นี่คือชื่อใหม่ของเราสินะจากนี้ไปไม่มีอีกแล้วขอบฟ้าคน อับโชคจะมีแต่เพียงเยว่เสี่ยงผู้เป็นที่รักเท่านั้น “เยว่เสี่ยง…ดวงจันทราที่รื่นเริงน่ะหรือ” “ถูกต้องแล้วละ” “เหตุใดจึงเป็นชื่อนี้เล่า” “ก่อนหน้านี้ท่านแม่ไปไหว้พระที่วัดนางบอกว่านางเจอท่านนักพรตทักเข้าน่ะ” “ลัทธิเต๋ารึ”
“อืม…แต่มันเป็นเรื่องดีนะลี่เออร์อย่าได้กังวล” “ทักว่าอันใดเล่า” “เขาบอกว่าหากเราได้ลูกหญิงนางจะน าพาความมั่งคั่งมาให้ ในภายภาคหน้านางย่อมได้แต่งเข้าราชวงค์” “แต่หากเป็นเอกบุรุษเขาจะมีชื่อเสียงขจรไปไกลทั่ว3แคว้น เขาย่อมเป็นบุตรแห่งโชคลาภกลับมาเกิดเป็นแน่ แท้” “แต่ลูกเราเป็นเกอ มิใช่ว่าค าท านายจะตรงข้ามทั้งหมดเลยรึ” “ข้าถึงให้ลูกเราใช้นามนี้อย่างไรเล่า” เพี๊ยะ!! “โอ้ย ลี่เออร์พี่ด้วยเหตุใดเล่า” “ข้าจะหักขาท่านด้วย!! ท่านตั้งชื่อลูกแก้เคล็ดเนี่ยนะ ท่านเชื่อค าท านายนั่นหรือไร” “ลี่เออร์ข้ารู้ว่าเจ้ากังวล แต่เหตุใดเจ้าถึงท าตัวเป็นนกเคยต้องเกาทัณฑ์ไปได้” “ท่านไม่กลัวแต่ข้ากลัวท่านรู้หรือไม่ว่าการที่รู้ว่าชีวิตของตัวเองมีค าท านายก าหนดไว้น่ะมันใช้ชีวิตล าบากแค่ ไหน” “ข้าขอโทษ ปากข้ามันไม่ดีเองลี่เออร์อย่าได้โกรธเคืองข้าเลยหนา” “ดูสิเจ้าตัวน้อยหน้ายู่ไปหมดแล้ว เขาต้องรู้เป็นแน่ว่ามารดาของเขาก าลังไม่พอใจอยู่ ลี่เออร์เจ้าไม่สงสารลูก หรือ” “ท่านอย่าเอาลูกมาอ้างนะ” “แล้วได้ผลหรือไม่เล่า” “ก็ได้น่ะสิ หึ!!” “ลี่เออร์ข้ารักเจ้านะแล้วก็เจ้าตัวน้อยด้วย” “อืมข้ารับรู้แล้วนอนเถอะ” ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เกร็ดความรู้ นกเคยต้องเกาทัณฑ์เปรียบกับคนที่มีปมฝังใจกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาก่อน พอมาเจอสถานการณ์อะไรที่คล้ายๆ แบบนั้น ก็กลัวจนท า อะไรไม่ถูก
การเดินทางที่ 2 เจ้าก้อนแป้ง จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าเวลาจะเดินช้าแต่จริงๆ แล้วมันเดินเร็วมากเลยละ ตอนนี้เวลาผ่านมา 5 เดือนหลังจากที่ผมไม่สิตอนนี้เราต้องเปลี่ยนไปใช้ภาษาของที่นี่เราสินะหลังจากที่ข้าเกิดช่วงแรกๆ ข้าก็ท าแต่ กิจวัตรเดิมๆ กินแล้วก็นอนวนไปอยู่อย่างนั้นและข้าเพิ่งได้รู้ว่าภาษาในโลกใช้คล้ายๆ กับภาษาจีนในโลกเดิม เลยและโชคดีที่ข้าพอรู้ภาษาในโลกเดิมบ้างนะแต่ตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้วล่ะสิ "แอ้ อุแง้งง" "นายน้อยหิวแล้วหรือเจ้าคะ ชิงสุ่ยเจ้าไปตามนายหญิงมาที" "เจ้าค่ะแม่นม" "เย่วเสี่ยงเจ้าหิวแล้วหรือ แม่นมอวี้ส่งเขามาให้ข้า" "เจ้าคะนายหญิง" แม่นมชราได้ส่งข้าไปให้กับท่านแม่ของข้าและหลังจากนั้นท่านแม่ได้ปลดชุดออกและอุ้มข้าเข้าไปใกล้หน้าอก ก่อนที่ข้าจะอ้าปากดื่มนมจากหน้าอกของท่านแม่ "แม่นมอวี้ดูสิเจ้าก้อนซาลาเปาของข้าชั่งน่ารักเสียจริง" "ใช่เลยเจ้าค่ะนายหญิง นายน้อยชั่งน่าเกลียดน่าชังยิ่งนักเจ้าค่ะ" "โอ๊ะ ดูเหมือนว่าจะหลับไปแล้วสินะ แม่นมอวี้พาเขาไปไว้ที่ตั่งที" ก๊อก ก๊อก ก๊อก "ขออภัยฮูหยิน" “พ่อบ้านจางมีอันใดรึ” “มีจดหมายจากบ้านเดิมของฮูหยินมา3ฉบับขอรับ” “เช่นนั้นหรือ…รบกวนพ่อบ้านจางแล้ว” “มิเป็นอันใดขอรับฮูหยินเช่นนั้นข้าน้อยลาขอรับ” “อืมไปเถอะ”
“อาชิง เจ้าไปเอาของว่างมาให้ข้าที” “นายหญิงจะรับของว่าที่ใดเจ้าค่ะ” “เป็นศาลาหลังเรือนก็แล้วกัน” “ได้เลยเจ้าค่ะนายหญิง” "ข้าหวังว่าในจดหมายนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีนะ..." ลี่หลินฮูหยินใหญ่สกุลไป๋เดิมทีนางเป็นบุตรสาวของคหบดีใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากด้านการท านายดวง ชะตาในแคว้นเป่ยนัยน์ตาสีอ่อนทอดมองไปยังทารกตัวน้อยที่ฉายแววงามล้มเมืองมาแต่ไกลก่อนน้ าเสียงแผ่ว เบา จะเอ่ยออกมา "ลูกรักข้าหวังว่าเมื่อเจ้าเติบโตขึ้นเจ้าจะกลายเป็นคนที่ดีดังพ่อของเจ้า"ใบหน้างดงามทอดมองออกไปยังท้องฟ้า สีครามสดใสที่อยู่ข้างนอกหน้าต่าง "ในวันข้างหน้าเจ้าจะต้องได้พบกับปัญหามากมายรายล้อมเจ้าและเจ้าจะต้องแก้ไขมันให้ได้เช่นกันข้าขอให้วันนี้ เป็นวันที่ดีส าหรับเจ้าลูกรัก" วันรุ่งขึ้น ในที่ข้าได้ตื่นขึ้นมาช้าได้ยินเสียงดังอยู่รอบๆ และเมื่อคืนข้าเหมือนฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งด้วยล่ะแต่ผมก็จ าลาย ละเอียดไม่ได้แล้วล่ะ แต่วันนี้เป็นวันที่ดีมากๆ เพราะท่านแม่จะพาผมไปที่จวนอ๋องยังไงล่ะ "เยว่เสี่ยงของข้า วันนี้เจ้าดูร่าเริงมากเลยนะสงสัยเจ้าจะตื่นเต้นมากเลยสินะ" "แอ้ๆ" "ฮะๆ ข้าเข้าใจแล้วเอาล่ะไปกันเถอะประเดี๋ยวจะสาย" "แอ้ อู้ว! ท่านแม่ได้อุ้มพาผมขึ้นรถม้าเพื่อไปยังจวนอ๋องซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว หลังจากรถมาถึงจวน อ๋องก็มีนางก านัลมารอต้อนรับพวกข้าอยู่ด้วยล่ะ! "ยินดีต้อนรับหลี่ฮูหยินเจ้าค่ะ ข้าน้อยมีนามว่า เจียอี เป็นคนติดตามขอหวางเฟยเจ้าค่ะ เชิญหลี่ฮูหยินทางนี้เจ้า คะ"
"รบกวนแม่นางแล้ว" “มิเป็นอันใดเจ้าคะ เชิญฮูหยินข้างในเจ้าค่ะ” นางได้แนะน าตัวว่าตนเองมีชื่อว่า เจียอี นางได้ถูกหวางเฟยช่วยไว้จากสามีที่คิดจะเอานางไปขายให้หอคณิกา ตั้งแต่ตอนที่หวางเฟยยังเป็นเพียงคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพ แต่หลังจากที่ได้พบรักกับองค์ชายที่สามที่มีศักดิ์เป็น เพียงอ๋องหมวกเหล็ก หลังจากสมรสกันแล้วหวางเฟยจึงได้ให้เจียอีติดตามไปด้วยตลอดจนกลายเป็นนาง ข้าหลวงประจ าตัวของหวางเฟย และข้าบอกได้เลยว่าที่นี่สวยงามเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการออกแบบไม่ว่า จะเป็นสวนดอกไม้ต่างๆ ต าหนักของเหล่าสนมบอกเลยว่าที่แห่งนี้นะงดงามจริงๆ หลังจากเดินชมความงดงาม ของได้สักพักก็มาถึงเก๋งริมสระบัวซึ่งเป็นที่หวางเฟยได้นัดท่านแม่เอาไว้ซะแล้ว “คารวะหวางเฟย!!” “ลุกขึ้นเถอะไม่ต้องมากพิธี” “อาหลินนั่งลงก่อนสิ” “ขอบพระทัยเพคะ” "เยว่เสี่ยงลูกรัก เจ้าอยู่กับแม่นมอวี้ก่อนนะ ทั้งข้าและหวางเฟยมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันมากเลยทีเดียว” “เจียอีพาแม่นมกับคุณชายน้อยไปพักที่ต าหนักข้าก่อน" "เพคะหวางเฟย" "ขอบพระทัยหวางเฟยที่เมตตาเพคะ ลูกรักเจ้าอยู่กับแม่นมก่อนนะ" จุ๊บ "แอ้ๆ คิคิ" "หึๆ น่ารักเสียจริงลูกข้า รบกวนแม่นางแล้ว"หลังจากที่ลี่หลินพูดจบร่างของเจียอีก็เดินน าออกไปพร้อมกับแม่ นมที่ก าลังอุ้มเจ้าก้อนแป้งใหญ่ "ไปกันเถอะเจ้าค่ะนายน้อย ข้าจะพาท่านไปเดินเล่นในสวนหลวงระหว่างรอท่านแม่เองเจ้าค่ะ อยากไปที่นั่น หรือไม่เจ้าคะ?" "อือๆ อู้ว"
"ฮะๆ นายน้อยน่ารักจริงๆ เอาล่ะไปกันเถอะเจ้าค่ะ หากช้ากว่านี้เกรงว่าแดดจะแรงมากกว่านี้เจ้าค่ะ" หลังพูดจบเจียอีได้พาแม่นมอวี้และเยว่เสี่ยงตัวน้อยเดินทางไปยังสวนกลางหน้าต าหนักทันที แต่ก่อนจะไปยัง สวนหลวงเจียอีได้ไปยังโรงครัวพร้อมเอาของว่างที่เหมาะกับเด็กอ่อนไปก่อนร่างบางของนางจะรีบเดินไปทาง สวนหน้าต าหนัก เพราะหากอยู่นานกว่านี้เกรงว่าจะแดดแรงมากขึ้นเอา ณ สวนหน้าต าหนัก เจียอีได้พาแม่นมอวี้และนายน้อยไป๋ไปยังเก๋งที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนดอกไม้หน้าต าหนักของหวางเฟย "นายน้อยไป่คงจะหิวนะเจ้าคะแม่นมแล้วคุณชายน้อยเริ่มทานของอ่อนได้หรือยังเจ้าคะแม่นม" “นายน้อยทานได้แค่น้ านมกับอาหารบดละเอียดน่ะเจ้าคะ” “แล้วนายน้อยสามารถทานกล้วยบดได้หรือไม่” “ได้เจ้าคะแต่ต้องบดให้ละเอียดมากหน่อย” "อ้าวๆ แอ้!" “หึหึ ดูเหมือนว่านายน้อยจะหิวมากจริงๆ ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะคอยอุ้มคุณชายเอาไว้แล้วท่านเจียอีป้อนแล้ว กันนะเจ้าคะ” "ได้เลยเจ้าค่ะ อ้าปากนะเจ้าค่ะ อ้ามม" เจียอีได้ป้อนกล้วยบดให้จนเยว่เสี่ยงอิ่มแล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ าเพื่อล้างปากก่อนจะให้แม่นมอวี้พากล่อมนอน หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 ชั่วยาม ลี่หลินได้เดินมาหาเจียอีที่อุ้มเยว่เสี่ยงเอาไว้ "ขอบคุณท่านมากที่ช่วยดูแลลูกของข้านะ" ''ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านจะกลับแล้วหรอเจ้าคะ?'' "อื่ม" "ถ้าเช่นนั้นข้าขอเดินไปส่งท่านที่รถม้าเองเจ้าค่ะ" "รบกวานแม่นางเสียแล้ว"
หลังจากพูดจบเจียอีได้พาลี่หลินและแม่นนมอวี้ไปส่งที่รถม้าพร้อมบอกลาก่อนจะมองใบหน้าของเยว่เสี่ยงตัว น้อยน้อย "ฮะๆ เจ้าช่างเป็นคนที่ท าให้คนอื่นรักและเอ็นดูเจ้าเก่งเหลือเกินนะลูกข้า” _______________________________________________________________________________ เกร็ดความรู้ ในสมัยโบราณ คนจีนจะแบ่งเวลา 1 วันเป็น 12 ชั่วยาม ดังนั้น เมื่อเทียบกับเวลาสากล 1 ชั่วยามจึงเท่ากับ 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มนับชั่วยามแรกตั้งแต่ เวลา 00.01-02.00 น. และนับต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 ชั่วยาม ชั่วยาม คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน หนึ่งชั่วยาม เท่ากับเวลา 2 ชั่วโมง ครึ่งชั่วยาม คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 1 ชั่วโมง หนึ่งก้านธูป คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 60 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เค่อ คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน หนึ่งเค่อ เท่ากับเวลา 15 นาที หนึ่งถ้วยชา คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 15 นาที หนึ่งจิบชา คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 5 นาที เฟิน คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับ นาที ยามจื่อ คือ 23.00 – 24.59 น. ยามอู่ คือ 11.00 – 12.59 น. ยามโฉ่ว คือ 01.00 – 02.59 น. ยามเว่ย คือ 13.00 – 14.59 น. ยามอิ๋น คือ 03.00 – 04.59 น. ยามเซิน คือ 15.00 – 16.59 น. ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น. ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น. ยามซวี คือ 19.00 – 20.59 น. ยามซื่อ คือ 09.00 – 10.59 น. ยามห้าย คือ 21.00 – 22.59 น อ๋องหมวกเหล็ก รู้จักกันในชื่อ "ชินอ๋อง" เป็นต าแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายล าดับที่ 1 บุตรชายของชินอ๋องได้รับอนุญาตให้สืบทอดต าแหน่งต่อได้โดยไม่ ต้องลดต าแหน่งลง1 ขั้น หวางเฟย ต าแหน่งพระชายาเอกในอ๋อง ซึ่งต าแหน่งนี้ผู้เป็นอ๋องสามารถแต่งตั้งได้คนเดียว ส่วนพระชายาเอกในซื่ออ๋อง (ลูกชายของอ๋อง) จะมี ต าแหน่งเป็นซื่อหวังเฟย เก๋ง อาคารรูปทรงจีน ที่ปะปนอยู่ในงานสถาปัตยกรรมไทยมาตั้งแต่โบราณ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง เรือน หรือ ตึก ที่มีรูป หลังคาแบบศาลาจีน ก่อด้วยอิฐหรือปูน ไม่ได้สร้างด้วยไม้ทั้งหมด
การเดินทางครั้งที่ 3 เรื่องน่าปวดหัว 7 ปีต่อมา สวัสดีผู้ที่ติดตามเรื่องราวของข้านะตอนเป็นเวลากว่า7ปีหลังจากที่ข้าได้เกิดมา ณ โลกนี้ในเวลา 7 ปีที่ผ่านมา นั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายอย่างแรกคงต้องเริ่มจากต าแหน่งของท่านพ่อที่ตอนนี้ได้เลื่อนเป็นขุนนางขั้น5ที่ ท างานในกรมอาญาในสังกัดของจวิ้นอ๋องแล้วล่ะ ถึงงานของท่านจะเยอะขึ้นมากกว่าเดิมแต่ก็แลกมากับการที่มีอ านาจมากขึ้นล่ะนะ ตอนนี้ข้าได้มีองครักษ์ ส่วนตัวแล้วด้วยล่ะมีชื่อว่า จุนเฟิ่ง และ จื่อหยวน ส่วนจุดเริ่มต้นที่ว่าท าไมถึงจู่ๆ ได้มีองครักษ์ละก็คงต้องย้อน ไปเมื่อ 2 ปีก่อน วันนั้นข้าได้ชวนท่านแม่พาไปที่ตลาดเพื่อที่ต้องการเตรียมของขวัญวันเกิดให้กับท่านพ่อ และ หลังจากอ้อนอยู่นานท่านแม่ก็ได้ใจอ่อนและพาไปที่ตลาดตามที่ข้าต้องการหลังจากที่มาถึงที่ตลาดแล้วท่านแม่ ได้พาข้าไปดูซื้อของขวัญให้กับท่านพ่อ ระหว่างที่ก าลังจะกลับนั้นข้าได้ยินเสียงเหมือนมีคนก าลังร้องขอความ ช่วยเหลือจึงกระตุกชายเสื้อของท่านแม่ 'ต้านแม่ข้าได้ยินเสียงคนย้องขอความช่วยเหลือด้วยขอนับ' 'หืม จริงหรือแล้วลูกอยากไปช่วยเขาหรือไม่เล่า' 'ข้าอยากช่วยขอนับ' 'ถ้าอย่างงั้น มู่เฉินเจ้าไปช่วยคนที่ก าลังร้องขอความช่วยเหลือให้ข้าที' พรึบ 'ขอรับนายหญิง' หลังจากที่ท่านแม่เรียกพี่มู่เฉินที่เป็นองค์รักษ์ส่วนตัวของท่านแม่หลังจากที่ออกค าสั่งเสร็จ เวลาเพียงหนึ่งถ้วย ชา พี่มู่เฉินก็กลับมาพร้อมกับพยุงร่างหญิงสาวที่น่าจะมีอายุราวๆ 30 ต้นๆ โดยข้างหลังมีเด็กผู้ชายที่น่าจะมี อายุมากกว่าข้าราวๆ 3 ปี และเด็กผู้ชายที่ดูอายุพอๆ กับข้า ตามมาด้วย “มู่เฉินเหตุใดตามตัวนางจึงมีบาดแผลเช่นนี้เหล่า” “เรียนฮูหยิน ข้าไปถึงที่เกิดเสียงแล้วจึงพบกับผู้หญิงท่านนี้ก าลังปกป้องลูกของนางจากอันธพาน ข้าจึงช่วย จัดการอันธพานแล้วจึงพานางมาพบฮูหยินขอรับ” “เอาเถอะพบเจอกันนั้นถือเป็นวาสนา งั้นข้าขอถามเจ้าต้องการมาท างานที่จวนของข้าหรือไม่ ข้าให้สัจจะแก่ เจ้าว่าจะดูแลเจ้าและบุตรเป็นอย่างดี”
'ข้า....ขอถามท่านได้หรือไม่เจ้าคะ' 'ได้เจ้าอยากถามอันใด' 'เหตุใดท่านถึงได้ชักชวนข้าไปท างานในจวนของท่านล่ะทั้งที่ข้าและท่านเพิ่งได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก' 'เป็นเพราะข้าเชื่อในโชคชะตาและการได้พบเจอกันนั้นถือเป็นวาสนา และข้ามองเห็นว่าเจ้าก็มิได้เป็นคนที่ดู ทรยศใครได้ ส่วนลูกทั้งสองของเจ้าข้ามองเห็นความสามารถของพวกเขาหากขัดเกลาเสียหน่อยคงจะดีมิน้อย และสามารถช่วยดูแลลูกชายของข้าได้ในยามที่ข้าไม่ได้อยู่กับเขา' 'ถ้าเกิดท่านว่าเช่นนั้น ขอตกลงเจ้าค่ะ' หลังจากนั้นข้าก็ได้มีคนดูแลเพิ่มมาถึง 3 คนเลยทีเดียวโดยมี น้าจื่อรั่ว เป็นคนคอยดูแลข้าในการท ากิจกรรม ต่างๆ และพี่จุนเฟิงกับพี่จื่อหยวน ก็เป็นองครักษ์ประจ าตัวของข้าคอยดูแลความปลอดภัยและเป็นเพื่อนเล่น ให้กับข้าในยามที่เหงาอีกด้วย ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องของแคว้นต่างๆล่ะก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก ยังคงสงบ สุขเหมือนเดิมแต่ข้าไม่รู้เช่นกันว่าเป็นความสงบก่อนที่จะมีคลื่นลูกใหญ่หรือไม่ ส่วนตอนนี้ข้าได้เรียนวิชาต่างๆ ที่ท่านพ่อได้เชิญมาสอนข้าไม่ว่าจะเป็น วิชาเย็บปัก การปรุงยา การวาดภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วงแรกๆ ข้าค่อนข้างเหนื่อยเลยแต่พอท าไปนานๆ เข้าก็มีความสนุกบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ ยังคงเหนื่อยเหมือนเดิมอยู่ดีแหละ และวิชาที่ข้าไม่ชอบที่สุดคงเป็นวิชาเย็บปักถักร้อยด้วยเพราะข้าเป็นเกอจึง ต้องท างานที่ผู้หญิงท าได้ และข้าดันเป็นพวกที่ท างานละเอียดแบบนี้ไม่ค่อยได้สักด้วย จึงท าให้ช่วงแรกมือของข้ามีแต่แผลจากเข็มเย็บผ้า จนตอนนี้เรียกว่าฝีมือดีขึ้นมากกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างน้อย ตอนนี้ก็ไม่มีแผลจากการโดนเข็มแทงแล้วล่ะและด้วยตอนนี้ก าลังมีเทศกาลตรุษจีนที่ก าลังจัดอยู่ ข้าตื่นเต้นมาก เพราะเทศกาลนี้มีแต่ของอร่อยยังไงล่ะ! "เยว่เสี่ยง เจ้าอยากมาช่วยแม่เตรียมอาหารไว้ส าหรับฉลองหรือไม่" "ได้ขอรับท่านแม่!" ข้าที่ได้ยินท่านแม่พูดเช่นนั้นจริงรีบวิ่งไปหานางทันที "ท่านแม่ยามซวีข้าไปเที่ยวเล่นที่งานเทศกาลได้หรือไม่ขอรับ" "ถ้าเจ้าอยากไปละก็แม่ก็ไม่ห้าม เพียงแต่เจ้าต้องให้จุนเฟิงและจื่อหยวนไปด้วยเข้าใจหรือไม่เยว่เสี่ยง " "ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่" "เอาล่ะๆ เจ้าไปช่วยข้าเตรียมอาหารได้แล้ว"
"ขอรับ!" หลังจากที่ช่วยท่านแม่เวลาท่านไปถึง 1 ชั่วยามอาหารที่ช่วนกันท ากับท่านแม่ (มีแม่ครัวช่วยด้วย) หลังจากท าเสร็จข้าก็ใช้เวลากับครอบครัวไม่ว่าจะเป็นการไปไหว้เจ้า ท าพิธีรับ “ไช่ซิงเอี้ย” และการรับอั่งเปา ไปจนถึงยามโหย่วจึงได้พากันจึงรถม้าเพื่อไปยังงานเทศกาลที่ก าลังจัดอยู่ พวกเรามาถึงงานเทศกาลยามซวีพอดี และจึงพากันไปเดินเที่ยวในงานซึ่งในงานมีแต่ของน่ารักเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นของกิน หรือเครื่องประดับก็ ตาม "ท่านพ่อข้าอยากกินถังหูลู่ขอรับ!" "หืม ซาลาเปาน้อยของข้าอยากกินหรือเอาสิพ่อจะซื้อให้เจ้าเอง" "เย้!" "ฮะๆ ไม่ต้องดีใจเช่นนั้นก็ได้เอาล่ะไปกันเถอะ" หลังจากที่ซื้อถังหูลู่เสร็จแต่ระหว่างที่ก าลังเดินกลับไปหาท่าน แม่ ก็ได้ไปเห็นร้านของท่านยายที่มีเครื่องประดับและสิ่งของวางไว้อยู่แต่ไม่มีใครมาซื้อเลย "ท่านพ่อดูนั่นมันร้านเครื่องประดับนี่นา" "หืม จริงด้วย" "ท่านพ่อเราลองไปดูกันเถอะขอรับ"พอข้ากับท่านพ่อเดินไปถึงก็ได้เข้าไปดูเครื่องประดับของท่านยาย "พวกท่านสนใจเครื่องประดับเหล่านี้หรือ"หญิงชราได้เงยหน้าขึ้นมาถามพวกข้าพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย "ใช่แล้ว ท่านยายข้าต้องการซื้อปิ่นปักผมไปให้กับภรรยาข้า ไม่ทราบว่าราคาเท่าใดหรือ" "อันละ50 อีแปะเจ้าค่ะนายท่าน" "เหตุใดจึงถูกขนาดนี้เล่าท่านยาย" "หากข้าตั้งแพงเกินไปเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดมาซื้อเลยเจ้าค่ะ"ข้ามองหน้าท่านพ่อก่อนที่ท่านพ่อจะยื่นเงิน 2 ต าลึง เงินให้กับท่านยาย "!! ท่านชายมันมากเกินไปข้ารับมันไม่ได้หรอก" "ไม่เป็นไรหรอกถือว่าข้าเหมาเครื่องประดับของท่านที่มีอยู่แล้วกัน "
"ขอบคุณท่านชายมากเจ้าค่ะ!!" หลังจากที่ได้ซื้อเครื่องประดับจากร้านท่านยายแล้วข้ากับท่านพ่อได้เอา เครื่องประดับไปให้ท่านแม่พร้อมกับน าอันที่เหลือไปให้กับคนรับใช้ที่เป็นผู้หญิงและเกอและแน่นอนยังคงเป็น อีกคืนที่ข้าหลับไปท่ามกลางอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของท่านพ่อและท่านแม่ ___________________________________________________________________________ เกร็ดความรู้ ข้อมูลค่าเงิน มีทั้งหมด 3 หน่วย ได้แก่ อีแปะ , ต าลึงเงิน , ต าลึงทอง 1000 อีแปะ (ก้วน) = 1 ต าลึงเงิน 10 ต าลึงเงิน = 1 ต าลึงทอง เทศกาลตรุษจีนนั้น มีพิธีกรรม และร่องรอยของประเพณีเป็นมานานกว่าศตวรรษ แต่ไม่อาจจะบอกได้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และวันตรุษจีนเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, อาหาร, เสื้อผ้า และสิ่งของต่างๆ การท าความสะอาดบ้านเรือนครั้งใหญ่ เริ่มขึ้นในวันก่อน ตรุษจีน ตั้งแต่ชั้นบนยันชั้นล่าง หน้าบ้าน ท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึง การกวาดเอาโชคร้ายออกไป และประตูหน้าต่างมีการท าความสะอาด ประดับ ประดาด้วยกระดาษ ที่มีค าอวยพรอย่าง เช่น อยู่ดีมีสุข ร่ ารวย รุ่งเรือง และอายุยืน เป็นต้น
การเดินทางครั้งที่ 4 หยกประดับสกุล 9 ปีต่อมา... หลังจากผ่านงานเทศกาลตรุษจีนปีนั้นมาแล้วชีวิตของข้าช่วงนี้ก็ยังคงเป็นดังเดิมแล้วก็นะข้าน่ะได้พบกับเสิ่นอี้ เทียน ที่เป็นบุตรชายของจวิ้นอ๋องเป็นครั้งแรกด้วยในตอนที่ข้าอายุ 11 หนาว โดยที่ข้าได้พบกันได้นั้นเพราะ ท่านพ่อพาข้าไปแนะน าตัวกับจวิ้นอ๋องแต่ก็ไม่ได้พูดคุยกันมากเท่าไหร่นับว่าเป็นการเจอครั้งแรกที่ค่อนข้างจะดี ล่ะกระมังก็นะตอนนี้ข้าก็อยู่ในโลกนี้มาเกือบจะ16 ปี แล้วละเวลาที่ผ่านมามันเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายไม่ ว่าจะเป็นเรื่องที่ข้าได้เข้าพิธีปักปิ่นเมื่อปีก่อน หรือแม้แต่เรื่องการล่มสลายของสกุลเซี่ยและสกุลฟ่านที่ท าให้บัล ลังมังกรสั่นคลอนเลยทีเดียว แล้วก็เรื่องของเทียนเกอไม่ต้องสงสัยว่าเทียนเกอคือใครเขาก็คือเสิ่นอี้เทียนบุตรชายของจวิ้นอ๋องอย่างไรเล่า เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนท่านพ่อไปที่จวนของจวิ้นอ๋องบ่อยมาก ข้าจึงพลอยได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย ตอนนั้นข้า อายุ14 ส่วนเทียนเกอก็อายุ 22 หนาว หลังจากนั้นข้ากับเทียนเกอก็ได้พบกันมากขึ้น ข้าจะบอกให้ว่าเทียนเกอนะใจดีมากๆ พาข้าไปกินของอร่อยมากมาย แล้วก็นะข้าน่ะชอบดวงตาของเทียนเกอ ที่สุด นัยน์ตาทับทิมของเขานั่นนะงดงามที่สุดเลย แล้วเขายังให้ข้าเรียกเขาว่าเทียนเกอแทนค าว่าท่านชายที่ข้า เรียกเขาตอนเจอกันใหม่ๆ ด้วย อ๋อแล้วตอนนี้นะอยู่ที่แคว้นจินถ้าถามความเป็นมานะหรือคงต้องเริ่มจากที่ข้าได้พบกันอาสาม วันนั้นท่านอา สามพาสามีกับบุตรชายมาที่บ้านเพื่อเยี่ยมเยียนบ้านเดิม ก่อนหน้านั้นท่านอาสามเป็นหมอหลวงฝึกหัดที่ต้องไป ประจ าอยู่ที่ชายแดนที่ติดกับแคว้นจินจึงได้พบกับอาเขยที่เป็นพ่อค้าที่มาท าการค้าขายที่เมืองที่ท่านอาสามพัก อยู่ หลังจากนั้นพวกเข้าก็เข้าพิธีวิวาห์ ท่านอาสามก็ย้ายไปอยู่ที่แคว้นจินเป็นการถาวรมาถึงตรงนี้คงสงสัยกันใช่ ไหมล่ะว่าแล้วกันเกี่ยวกับข้าตรงไหนก็เพราะว่าตอนนี้ข้าก าลังสนใจศึกษาเรื่องสมุนไพรอย่างไรล่ะ “อาเยว่พักเสียก่อนดีหรือไม่”เสียงเรียกของอาสามดังขึ้นเรียกความสนใจของร่างบางได้เป็นอย่างดี “เช่นนั้นก็ได้ขอรับ ได้พักสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน” ว่าจบร่างของคนตัวเล็กก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปนั่งที่เสื่อก่อน มือเรียวจะยกน้ าชาขึ้นมาจิบแก้กระหาย “ท่านอาชานี้รสดียิ่ง” “ชานี้เป็นชาของสกุลเซียวเป็นชาที่มีรสใกล้เคียงกับแคว้นเป่ยมากที่สุด” “แคว้นเป่ย? สกุลเซียวอยู่ที่แคว้นเป่ยหรือขอรับ” “มิใช่สกุลเซียวนั้นอยู่ที่หงเว่ย เมืองเหลียงซานนะ” “เหลียงซานชายแดนเมืองท่านะหรือ”
“อืม” “ท่านผู้เฒ่าของที่นี่ก็เป็นคนสกุลเซียว” “อันที่จริงวันนี้เรือสินค้าของพวกสกุลเซียวจะมาเทียบท่าเจ้าไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยดีหรือไม่” “ได้หรือขอรับ” “ได้สิให้เฟยหย่าพาเจ้าไปก็แล้วกัน” “ซูมี่ไปตามคุณชายสามมาพบข้า” “เจ้าค่ะฮูหยินรอง” โจวเฟยหย่าคุณชายสามแห่งสกุลโจวผู้ที่ได้ฉายาจากคนทั้งเมืองว่าเป็นหยกประดับสกุลโจวเพราะนอกจาก หน้าตาทั้งชีวิตก็มิมีอันใดที่ดีเลย คุณชายสามเป็นบุตรชายที่เกิดจากบ่าวอุ่นเตียงที่ท่านผู้เฒ่าจัดหาให้กับผู้น า สกุลคนปัจจุบัน เดิมที่เฟยหย่าเป็นบุตรชายที่ได้รับความรักมากที่สุดในบรรดาพี่น้องเพราะมีใบหน้าที่งดงาม นัยน์ตามรกต ผิว ขาวสว่าง เรือนผมสีอ่อน ถึงจะมีใบหน้าที่งดงามอย่างไรก็ไม่สามารถฝ่าฝืนชะตาของดวงหายนะของตนเองได้ “เสี่ยวหยาคารวะแม่รอง” เสียงเรียกนุ่มทุ้มดังขึ้นปรากฏร่างของบุรุษเพศรูปงามใต้อาภรณ์สีครามพิสุทธิ์ พัด พับลายกระเรียนสยายปีกถูกยกขึ้นมาปิดริมฝีปากสีอิงเถา “นั่งลงก่อนสิ” “ขอรับแม่รอ…เพล้ง!! แหะขออภัยขอรับ” เสียงของแจกันแก้วจากแคว้นเป่ยที่ตกลงมากระทบพื้นจนแตก ละเอียด “เฮ้อออ ซูมี่ฝากเจ้าเก็บกวดด้วยแล้วกัน” เสียงของเกอวัยกลางคนดังขึ้นอย่างปลดปลง ก็นะลูกเลี้ยงของเขา คนนี้นะเป็นคนดวงหายนะนี้นา ตั้งแต่เด็กคนนี้เกิดมารดาของเขาก็ตายทันที พออายุได้สองหนาวแม่นมที่ดูแลก็ โจรภูเขาสังหาร พอโตจนเข้าส านักศึกษาได้อาจารย์ที่ดูแลก็พากันทยอยออกจากส านัก พอพ้นวัยสวมกวานต้อง แต่งภรรยาเจ้าสาวก็ชิงหนีไปกับชายคนรัก พอเขาแต่งเข้ามาก็รับเจ้าเด็กคนนี้มาดูแลก็เหมือนว่าดวงหายนะนั้น จะดีขึ้นมากว่าแต่ก่อนนิดหน่อย กระมัง “แม่รองเรียกเสี่ยวหยามาอันใดหรือขอรับ” “อาหยานี้ไป๋เยว่เสียงหลานชายของข้า” “ยินดีที่ได้พบเสี่ยวเยว่” ใบหน้างดงามนั้นยกยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ชะเช่นกันขอรับคุณชายโจว” “ฮ่าฮะฮ่าฮ่าคุณชงคุณชายอะไรกันเรียกข้าว่าหยาเกอเกอก็แล้วกันนะหึหึ”
“ขอรับหยาเกอ” “เช่นนั้นเสี่ยวเยว่เจ้…..” “อาหยาวันนี้เรือสินค้าของพวกสกุลเซี่ยวจะมาเทียบที่ท่า” “อย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องไปคุมงานที่นั่นพาน้องไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อยก็แล้วกัน” “ห๊าขะข้าหรือขอรับ” “มีปัญหาอันใดหรือ” “มิมีอันใดขอรับแม่รองเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะ” ว่าจบร่างเฟยหยาลุกขึ้นยืนใบหน้างดงามฉีกยิ้มหวานหยดให้ แม่เลี้ยงของตนก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป “อ่อเสี่ยวเยว่อีกหนึ่งถ้วยชาเจอกันที่ลานหน้าเรือนใหญ่ก็แล้วกันนะอย่าช้าล่ะหึหึ” “คุณชายมิได้เป็นอันใดนะขอรับฮูหยินรองเขาไม่ได้…” “เสี่ยวชุนไม่ต้องห่วง เขาไม่ได้ท าอันใดข้าพวกเราไปกันเถอะ” ใบหน้างดงามที่เคยยิ้มแย้มนั้นกับแปล เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ นัยน์ตามรกตนั้นไร้แวว “ช่างน่ารังเกียจเสียจริง” “ขอรับ!!เมื่อครู่คุณชายพูดกับข้าน้อยหรือขอรับ” “หึหึ เสี่ยวชุนของข้านี่ช่างเอ็นดูเสียจริง” ท่าเรือสกุลโจว “หยาเกอเหตุใดท่าเรือที่นี่ไม่ค่อยครึกครื้นเลยละขอรับ” “ที่นี่ห้ามให้ชาวบ้านเข้ามาเลยมีแต่พวกคนงานเท่านั้น” “เอ๋…เหตุใดจึงห้ามละขอรับ” “หึหึเรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันเพราะเหตุใดกันน้า” “คุณชาย” “หึเสี่ยวชุนนี้น๊า โอะ!!เรือเทียบท่าแล้วเราไปกันเถอะ” “ขออภัยแทนคุณชายด้วยขอรับ คุณชายสามเขาไม่ค่อยมีสหายเท่าใดนักจึงแสดงออกไม่เป็นนะขอรับ” “อ่ามิเป็นไรหรอก ข้ามิคิดอันใดขอรับ พี่ชายอย่าได้พูดเช่นนั้น” “ข้าน้อยมิมีแซ่นามชุนขอรับ คุณชายไป๋เรียกข้าว่าอาชุนก็พอ”
“เข้าใจแล้ว อาชุน” ใบหน้าของเยว่เสียงนั้นส่งยิ้มให้กับอาชุนอย่างจริงใจแต่หารู้ไม่ว่ามีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ก าลัง มองมายังพวกเขาอย่างริษยา “เสี่ยวชุน!! มาหาข้าได้แล้วได้แล้ว” เสียงตะโกนที่ดังไปทั่วบริเวณใบหน้าที่งดงามของคนตัวขาวบึ้งตึงพร้อมทั้ง ยืนกอดอกส่งสายตาพิฆาตมาทางข้า ให้ตายสิทั้งๆ ที่เรียกอาชุนอยู่แท้ๆ เหตุใดจึงต้องมองข้าด้วยสายตาเยี่ยง นั้นด้วยเล่า หยาเกอนี้น่ากลัวเป็นบ้า “คารวะคุณชายเซียว ท่านเพ่ยฝู่มิเจอกันนาน” เสียงแรกนั้นอาชุนทักท่ายบุรุษร่างใหญ่ดูๆ ไปแล้วคล้ายกับ พานอันยิ่งส่วนอีกคนนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้ติดตามแต่เหตุใดผู้ติดตามจ าต้องงดงามปานหลานหลินหวางเพียงนี้ เชียว สกุลเซียวนี้ช่างเลี้ยงดูคนได้ดีเสียจริง “แล้วคนผู้นี้คือ??” ชายที่เหมือนกับพานอันผู้นั้นมองข้าก่อนจะหันไปถามหยาเกอที่ตอนนี้ก าลังกอดอาชุน พร้อมทั้งแยกเขี้ยวใส่บุรุษที่เหมือนกับหลานหลินหวางอยู่ดูไปแล้วคล้ายสุนัขหวงเจ้าของก็มิปาน “อาหยา!! เลิกขู่เพ่ยฝู่ได้แล้ว” หยาเกอได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตาสาทางข้าก่อนที่เขาจะคลายอ้อมกอดออกจาก อาชุนพร้อมทั้งแนะน าข้าให้กับบุรุษผู้นั้น “นั้นเยว่เสียงหลานชายของแม่รองข้า” “อ่า ที่แท้ก็หลานของฮูหยินรองไป๋นี้เองคนกันเองทั้งนั้น” เอกบุรุษผู้นั้นพูดอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะแนะน าตนเอง ให้ข้าฟัง “ข้าแซ่เซียวนามรั่วเฟิ่ง คุณชายหกแห่งสกุลเซียว ส่วนนี้เพ่ยฝู่คนสนิทของข้า” “ข้าน้อยแซ่ไป๋ นามเยว่เสียงขอรับ” “เอาเถอะๆ ทีนี้พวกเจ้าก็รู้จักกันแล้ว พวกเราไปหาที่นั่งคุยกันเถอะ” “คุณชายท่านมิอยู่คุมคนงานก่อนหรือขอรับ” “ไม่ล่ะที่นี่มีทั้งท่านพ่อกับพี่ใหญ่พี่รองไม่ต้องให้ถึงมือข้าหรอก” “อาหยาไม่ท าแต่ข้าต้องท านี้สิ เจ้าจะทิ้งข้ารึ” “เจ้าเป็นบ้าหรืออย่างไรเพ่ยฝู่ว่างๆ ก็เรียกหมอให้มาตรวจคุณชายเจ้าบ้างนะดูเหมือนว่าจะเริ่มไม่ปกติเสีย แล้ว” “นี้เจ้ารอข้าด้วยสิ อาหยาอย่าพึ่งไป” คุณชายเซียวอะไรนั้นพูดจบก็หันไปสั่งคนงานก่อนจะวิ่งตามหย่าเกอไป “ขออภัยแทนคุณชาย / นายน้อยด้วยขอรับ” “แหะๆ แล้วพวกเขาไม่รอเราแล้วหรือขอรับ” ข้าว่าพลางมองไปทางหยาเกอกับคุณชายเซียวที่เดินกอดคอกัน ออกไปจากท่าเรือ
“คงจะลืมน่ะขอรับ” “ท่านเพ่ยฝู่ต้องอยู่จัดการที่นี้ก่อนหรือไม่” “คงต้องอยู่คุมคนงานอีกสักพักข้าฝากอาชุนตามไปดูแลนายน้อยด้วยอ๋อแล้วก็นี้ถุงเงินของนายน้อยรบกวน ท่านเรื่องนี้ด้วยนะขอรับ” ว่าจบร่างของเพ่ยฝู่ก็ยื่นถุงเงินตุงๆ ให้กับอาชุนพร้อมทั้งพยักหน้าให้ก่อนจะเดินไป สั่งงานกับคนงานต่อ ตอนนั้นข้าเหลือบไปเห็นอาชุนก าลังผูกถุงเงินตุงๆ ไว้ที่ข้างเอวหลังจากผูกเสร็จ ข้าจึงพึ่งสังเกตเห็นว่าตรงเอวอีกข้างของอาชุนก็มีถุงเงินแบบเดียวกันห้อยอยู่ใช่ได้ยินไม่ผิดหรอก ตอนนี้อาชุนมี ถุงเงินตุงๆ ห้อยไว้ที่เอวทั้งสองข้างเลย หน้าที่คนสนิทคือการเป็นพี่เลี้ยงเด็กสินะ เหอะแล้วเด็กที่ว่าก็ดันเด็กเด็ก โข่งเสียด้วยสิ ____________________________________________________________________________ เกร็ดความรู้ พายอัน พานอันเป็นนักปราชญ์ นักกวี วีรกรรมความหล่อของพานอันก็เวลาขี่รถม้าออกไปข้างนอก สาวน้อยสาวใหญ่ต่างก็เข้ามารุมล้อมอยาก ใกล้ชิดพานอัน ส่วนสาวบางคนไม่สามารถฝ่าดงเข้าไปหาพานอันได้ก็ท าการโยนผลไม้เข้าไปในรถม้าของพานอันเพื่อแสดงความรัก หลานหลินหวาง หลานหลินหวางนั้นมีต าแหน่งเป็นเจ้าชายและเป็นแม่ทัพที่เก่งกล้าในสมัยราชวงศ์ฉี หลานหลินหวางหล่อขนาดเวลาไปออกรบต้อง ใส่หน้ากากตลอดเวลา เพราะกลัวว่าข้าศึกเห็นหน้าหล่อๆ ของเขาแล้วจะไม่กลัวหลานหลินหวางนั้นเป็นแม่ทัพที่เก่งมากทหารในกองทัพก็รักใคร่ และเคารพย าเกรงเค้าถึงขนาดแต่งเพลงฉลองชัยชนะให้
การเดินทางครั้งที่ 5 ค่าเสียหาย ณ ร้านน้ าชาไป๋เหลียนฮวา ห้องรับรองพิเศษ “สถานการณ์ที่นี่เป็นอย่างไร” “ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่กับน้องสี่ก าลังจะท าอะไรบางอย่าง” “เริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะ” “ไม่เอาน่าที่นี่มีแต่พวกน่าเบื่อมาคุยกันเรื่องฝั่งของเจ้าเถอะเป็นอย่างไร” “เป็นอย่างไรอะไรของเจ้า” “อย่ามาท าเป็นไขสือน่าเสี่ยวเฟิง นังแก่นั้นนะใกล้ตายหรือยัง” “มารดาบุญธรรมข้าจะตายง่ายๆ ได้อย่างไร” “ถ้านางตายตอนนี้ก็ไม่สนุกนะสิ” “เจ้ากับข้านี่ช่างเหมาะสมกันเสียจริง5555555” เสียงหัวเราะของเฟยหยาดังขึ้นขณะที่เซียวรั่วเฟิงยกชาขึ้นจิบ พร้อมมองออกไปทางหน้าต่างนัยน์ตาสีน้ าตาลอ่อนทอดมองไปยังผู้คนที่อยู่ด้านล่างด้วยแววตาว่างเปล่า มัน เฉยชา ไร้อารมณ์ ไร้สัญญาณแห่งความรู้สึก “อ๋อแล้วก็เรื่องพี่ชายเจ้านะพวกนอกรีดที่ข้าเลี้ยงไว้บอกว่าเห็นมันที่ตอนใต้เมื่อเดือนก่อนตรงหมู่บ้านติด ชายแดน” “ออกมาแล้วงั้นรึ” ปลายนิ้วเรียววนลูบอยู่ที่ขอบปากของจอกชา อุตส่าหนีไปได้ถึงสิบหกปีอยู่ๆ จะยอมออก จากกระดองง่ายถึงเพียงนั้นเชียว เมื่อเดือนก่อนงั้นหรือ “คิดอะไรอยู่หรือพอได้ยินว่าพี่ชายออกมาหาก็ดีใจถึงเพียงนี้เชียว” “หึ ก็คิดว่าเจ้าจะสวมบทบาทคนไร้ประโยชน์นี้ได้นานแค่ไหนก็เพียงเท่านั้น” “บทบาทนี้ข้าเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ข้าว่าเจ้าควรจะเป็นห่วงตนเองมากกว่านะ” “ข้าต้องห่วงเรื่องอันใด” “เพ่ยฝู่นะดูเหมือนจะไม่ค่อยฟังค าสั่งเจ้าเลยนะ ระวังเจ้าจิ้งจอกนั้นจะคาบข่าวไปบอกนายเก่ามันแล้วกัน” “บอกไปก็เท่านั้นคนผู้นั้นไม่ใส่ใจหรอก” “คนผู้นั้นที่ว่า เป็นถึงนายน้อยพรรคมารเชียวนะ”
“ก็แค่อดีต” “เสียงอะไร เจ้าได้ยินหรือไม่” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบก่อนเสียงหนึ่งจะแทรกเข้ามาในโสตประสาทของพวก เขาทั้งคู่ เจ้าโง่!! เจ้ารู้หรือไม่ว่าชุดของข้าราคาเท่าใด เจ้าเกิดใหม่ตายสามรอบก็คงยังชดใช้ไม่หมด คุณชายอย่า มีเรื่องกันในร้านเลยขอรับ ตาเฒ่าหลบไป!! “เสียงมาจากข้างล่าง” “เพ่ย!!!ไอ้ลูกเต่า จะพังร้านข้างั้นรึ!!” สิ้นเสียงร่างของเฟยหย่าก็วิ่งออกไปทางประตูพร้อมทั้งกระชากร่างของรั่ว เฟิ่งที่ก าลังจิบชาติดมาด้วย “นี้!!ชาหกใส่ข้าหมดแล้วเจ้าโง่” “แล้วมันจ าเป็นที่ข้ากับเจ้าต้องมาแอบตรงนี้ด้วนรึ” “ชู่!!!เงียบๆ ไป” “ก็มันแคบ! บุรุษร่างยักษ์สองคนมาอัดกันอยู่ที่ซอกเสาเนี่ยนะ” “อื่อ!!ออยอ้าอา!!” ฝ่ามือหนาของเฟยหยายกขึ้นมาปิดปากของรั่วเฟิงพร้อมทั้งถลึงตาใส่อีกฝ่ายขณะที่อีกคน ก าลังก าลังขัดขืนร่างของบุรุษเพศสองคนที่อยู่ในซอกเสาก็เบียดเสียดสีกันไปมาจนท าให้อาภรตัวเก่งเริ่มหลุดรุ่ย หากผู้ใดมาเห็นทั้งสองในเวลานี้คงไม่แคล้วโดนค าครหาเป็นแน่แท้ “คุณชายหู่สงบอารมณ์ก่อนนะขอรับ” “สงบรึเจ้าจะให้ข้าสงบอย่างไร อาภรชุดนี้สั่งตัดเย็บจากขนจิ้งจองหิมะทั้งตัวใช้ช่างที่ท าก็เป็นช่างที่อยู่ในวังเป็น คนตัดเย็บ แล้วเจ้าคิดว่าไอ้คนชั้นต่ านี้จะมีปัญญาจ่ายหรืออย่างไร!!!” เสียงตะโกนของคุณชายแห่งตระกูลหู่ดัง ขึ้นเหนือร่างของชายขอทานที่ก าลังนั่งมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้คงไม่เกิดหากชาย ขอทานคนั้นไม่เดินมาอาเจียนใช่ชุดชองคุณชายหู่ ขณะที่เขาก าลังเกี้ยวเสี่ยวเอ่อร์ของร้านอยู่ "ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้ฆ่าเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปเลย" ว่าจบกระบี่สีเงินก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าคมกระบี่วาววับถูกยกขึ้นสูงเพื่อจะสังหารชายขอทานตรงหน้าทันใด นั้นเองมีดบินเล่มน้อยก็พุ่งมากระแทกกับคมกระบี่ตรงหน้าจนเกิดเสียงดังลั่นเรียกความสนใจของผู้คนที่อยู่ บริเวณนั้นทั้งหมดรวมทั้งบุรุษทั้งสองคนที่ติดอยู่ในซอกเสาด้วย "บังอาจ!!" "อาชุนของข้า"น้ าเสียงของเฟยหยาที่เอ่ยออกมามันคล้ายกับการละเมอเพ้อพกจนรั่วเฟิงต้องจ้องมองด้วย สายตาเบื่อหน่ายก่อนสายตาคมจะไปหยุดอยู่ตรงที่ร่างของชายขอทานด้านล่างดวงตานั้น…
"อยู่บ้านมีกฎของบ้าน ออกมานอกบ้านก็มีกฎของเมือง คุณชายจะมาฆ่าใครตามอ าเภอใจเช่นนี้คงมิถูกต้อง กระมัง" "เหอะ!!ที่เเท้ก็คนชั้นต่ าเช่นกันนี้เอง ถึงว่าดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนกันได้ " ค าพูดเหยียดหยามที่ออกมาจากปาก คุณชายผู้นั้นพร้อมทั้งสายตาที่มองมาทางพวกข้าตั้งแต่หัวจรดเท้ากิริยาน่ารังเกียจเช่นนี้มิคิดว่าคุณชายตระกูล ใหญ่พึงท าเสียด้วย "ข้าเพียงแต่เห็นคนเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจึงอยู่เฉยมิได้" "ที่เเท้ก็เป็นพวกชอบแส่เรื่องของผู้อื่นนี้เอง แล้วคนที่อยู่ข้างหลังเจ้านั่นใครเมียเจ้ารึ5555" "ท่าน!!" "เก่งดีนี้มีปัญญาหาเมียงามได้ถึงเพียงนี้"ว่าจบมันก็ส่งสายตาโลมเลียมาทางข้า น่ารังเกียจ มีแต่ค านี้เต็มหัวไป หมดหากไม่ได้อาชุนบังข้าไว้ละก็… "ปล่อยขอทานคนนั้นออกมา" "ปล่อยรึ!? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครถึงได้มาออกค าสั่งข้าได้!!" "พวกเจ้า! ไปจับเจ้าทาสชั้นต่ านั้นมา วันนี้ข้าจะสั่งสอนมันพร้อมไอ้ขอทานนี้!!"ร่างอ้วนฉุของคุณชายผู้นั้นหันไป สั่งลูกสมุนให้มาจับข้ากับอาชุนก่อนทุกอย่างจะหยุดลงเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น "หยุดมือเดี๋ยวนี้!!!" เสียงทรงอ านาจของเฟยหยาดังขึ้นสายตามากมายจับจ้องไปที่เขาใบหน้างดงามหาที่ใดเปรียบนั้นก าลังแสดง ออกมาว่าก าลังโกรธเป็นอย่างมาก แต่คนที่น่าจับจ้องที่สุดคงจะเป็นบุรุษปริศนาหน้าตาหล่อเหล่าที่ยืนอยู่เคียง ข้างเฟยหยาเป็นแน่แท้ "ตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ แล้วเจ้าเป็นใครกันถึงคิดจะมารังแกคนของข้า" "เฟยหยาคนของเจ้าเข้ามาแส่เองข้าก็แค่ใจดีคิดสั่งสอนแทนเจ้าก็เท่านั้น" "คนของของข้าข้าสั่งสอนเองได้ไม่ล าบากเจ้า" "เฟยหยาอย่าปากดีให้มันมากระวังจะไม่มีใครกล้าไปสู่ขอเอานะ" "ข้าเป็นเอกบุรุษหาใช่สตรีแลเกอที่ต้องรอคนมาสู่ขอไม่แล้วก็วาจาเช่นนี้มิคิดว่าจะออกมาจากปากคนตระกูลหู่ เสียเอง" "เจ้า!!!"ร่างของเฟยหยาเดินลงมาจากบันไดก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของขอทานตัวต้นเรื่องตาหงส์ปรายตา มองก่อนเอ่ยออกมา "เรื่องชุดของเจ้าข้ารับผิดชอบเองแล้วกัน"
"คุณชาย!! / หยาเกอ!!” “เสี่ยวชุนเอาถุงเงินมา อาชุนท าตามที่ข้าบอก” น้ าเสียงกดต่ าในตอนท้ายพร้อมทั้งฝ่ามือขาวที่ยื่นออกไปรอรับ ถุงเงินจางคนสนิทก่อนนัยน์ตาสีมรกตจะจ้องเขม่นมาทางข้าส่วนคุณชายเซียวอะไรนั้นก็เอาแต่จ้องขอทาน ตรงหน้าอย่างไม่วางตา ให้ตายสิสหายจ าเป็นต้องนิสัยเหมือนกันด้วยรึ “แล้วเจ้าจะชดใช้ให้ข้าอย่างไร ชุดนี้อย่างน้อยต้องสามร้อยต าลึงทองขึ้นไปเจ้ามีถึงรึ ฮะฮ่าฮ่า” “ไอ้หมูโสโครก ก็แค่ราคาของขนสุนัขข้ามีปัญญาจ่ายให้อยู่แล้ว” ประโยคแรกนั้นเฟยหยาสถบออกมาเสียงเบา ก่อนที่คนงามจะโยนถุงเงินใส่ร่างอ้วนฉุตรงหน้า “ในนั้นมีสี่ร้อยต าลึงทองข้าให้เจ้าถือว่าเป็นค่าชีวิตขอทานนี้แล้วกัน” ดวงตาหงส์ตวัดมองมาทางเซียวรั่วเฟิง สลับกับชายขอทานก่อนจะหันดวงหน้างดงามมางคุณชายตระกุลหู่ที่ก าลังระงับอารมณ์โกรธที่มีอย่าง ยากล าบาก “แค่นี้คงจะพอแล้วกระมัง” “เจ้า!!สามหาวนัก!!” “หากเจ้ายังดื้อดึงที่จะมีเรื่องอีกเห็นทีเรื่องนี้คงต้องถึงมือทางการแล้วกระมัง” ร่างอ้วนฉุได้ยินดังนั้นแม้จะมีโทสะมากเพียงใดก็คงต้องระงับเอาไว้ก่อนหากทางการสอดมือเข้ามายุ่งคงไม่จบ แค่นี้แน่ “เห็นแก่สหายเก่าเอ่ยขอเรื่องวันนี้ข้าจะไม่เอาความ พวกเรากลับ!!” ว่าจบร่างของคุณชายหู่กลับพักพวกก้เดิน ออกจากร้านไป “พวกเจ้าจะมาดูอะไรกันอีก แยกย้าย แยกย้ายเรื่องจบแล้ว เถ้าแก่!! เปิดห้องว่างให้ข้าอีกสองห้อง” เสียงของห ยาเกอดังขึ้นเอ่ยไล่ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณตรงหน้าก่อนจะเอ่ยบอกชายชราที่เป็นเถ้าแก่ของร้านให้พาชาย ขอทานไปอาบน้ าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนจะเดินน าขึ้นชั้นสามไปโดยไม่รออาชุนเสียด้วยซ้ า เมื่อครู่ข้าแอบเห็น เถอะ!!ว่าหยาเกอสบัดหน้าหนีอาชุนด้วย!!! ปัง!! เสียงปิดประตูดังขึ้นก่อนที่เสียงจากข้างในจะตะโกนออกมา “อาชุนมาหาข้าคนอื่นไม่ต้อง!!” เจ้าของชื่อได้ ยินดังนั่นก็รีบเข้าไปด้านในห้องตามค าสั่งของคุณชายตนทันที ทิ้งเยว่เสียงไว้กับเซี่ยวรั่วเฟิงเพียงสองคน “คุณชายไป๋มิต้องตกใจไปนี้เป็นเรื่องปกติ เชิญทางนี้อีกสักครู่พวกเขาก็ออกมาแล้ว” ว่าพรางผายมือเชื้อเชิญข้า เข้าไปในห้องรับรองอีกห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน “มิทราบว่าคุณชายไป๋มาที่นี่นานหรือยัง” “ข้าพึ่งมาที่นี่ได้เกือบสิบวันแล้วขอรับ” “เช่นนั้นคุณชายคงยังไม่ได้ไปที่หอจินหรูกระมัง”
“หอจินหรู…คือที่ใดกันขอรับหรือว่า..หอโคมเขียว” “หึหึ มิใช่ๆ หอจินหรูนั้นเป็นหอประมูลท่านเห็นยอดหอคอยทางนั้นหรือไม่ที่ตรงข้ามกับหอกลอกตรงนั้น” ปลายของยอดหอคอยที่ตั้งตระหง่าหากค านวนด้วยตาเปล่าหอนั่นคงมีประมารสิบกว่าชั้นได้นับว่าเป็นสถานที่ งดงามมิน้อย “หอประมูลประมูลสิ่งใดกันขอรับ” “สมุนไพรล้ าค่า เครื่องประดับหายาก บทกวี ต าราพิชัยยุทธ อาวุทเซียน หรือแม้แต่..ชีวิตคน” “……” ________________________________________________________________________________ เกร็ดความรู้ หอกลอง หรือ กู่โหลว ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของแกนกลางของเมืองชั้นในไปทางเหนือของถนนตี้อันเหมิน เดิมทีสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงดนตรี ต่อมาถูกใช้เพื่อประกาศเวลาและปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทางการหรือผู้ตรวจการ ในที่นี่หมายถึงเจ้าหน้าที่ต ารวจ
การเดินทางครั้งที่ 6 นับว่าไม่ขาดทุน ห้องรับรองพิเศษ ก๊อก ก๊อก ก๊อก ขออภัยนายท่านข้าน้อยน าคนมาส่งขอรับ “เข้ามา” สิ้นเสียงบานประตูเลื่อนออกเผยให้เห็นร่างของชายหมุ่มสองคนที่อยู่ในชุดของเสี่ยวเออร์ของร้านแต่ แตกต่างกันที่ชายอีกคนที่มาด้วยกันนั้นมีใบหน้าหล่อเหล่าคมคายยิ่ง สันกรามเด่นชัด ผิวสีคล้ าแดด ดวงตา พยัคฆ์ นัยน์ตาสีน้ าตาลเข้มน่ามองจนไม่อาจละสายตาได้ “คนผู้นี้คือ…” รั่วเฟิงเอ่ยถามพลางมองพินิจร่างของคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา นี่มันเหมือน เหมือนมาก จนเกินไป “นายท่านคนผู้นี้เป็นขอทานที่นายท่านเฟยหยาให้พวกข้าพาไปอาบน้ าและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นะขอรับ” “เหอะ!! เจ้าลูกเต่าที่ข้าซื้อมาแล้วรึ” เสียงของโจวเฟยหยาดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้องรับรอง ก่อนจะมาเดินวนรอบตัวชายขอทานตรงหน้าอย่างพินิจพลางคิดในใจว่าที่ลงทุนไปไม่เสียเปล่าเสียแล้ว “ตอนเห็นเจ้าที่ข้างล่างนั้นข้าก็คิดไว้แล้วว่าเจ้าต้องมีของดี แต่มิคิดว่าจะมีดีถึงเพียงนี้ นับว่าที่ลงทุนไปไม่เสีย เปล่าเสียแล้ว” เฟยหยาพูดด้วยน้ าเสียงกลั่วหัวเราะใบหน้าดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อครู่อยู่มากโข ก่อนจะเดินไปนั่งที่ ตั่งรับรองพร้อมทั้งรินน้ าชาให้ตนเองและเยว่เสียงที่นั่งอยู่ข้างกันก่อนจะหันไปสอบถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ ตรงหน้า “แล้วเจ้ามีนามว่าอันใดหรือ” “เหลียงหรง” น้ าเสียทุ่มนุ่มเอ่ยออกมาด้วยส าเนียงที่แตกต่างคล้ายกับว่ามิใช่คนแคว้นนี้แต่ก าเนิด ตาคมเอาแต่ จ้องมองมาทางคนตรงหน้าเท่านั้น “เจ้าตั้งชื่อแก้เคล็ดรึ โอ๊ย!!เจ้าบ้าตีมาได้” เสียงร้องของหยาเกอร้องออกมาดังลั่นเมื่อถูกคุณชายหกเซียวใช้สัน พัดตีเข้าที่หัวไหล่ ก่อนจะโดนหยาเกอถลึงตาใส่แล้วหัดไปออดอ้อนอาชุนที่อยุ่ด้านหลังต่อ “เจ้าไม่ใช่คนแคว้นนี้ มาจากแคว้นไหน” น้ าเสียงติดกังวลของรั่วเฟิงเอ่ยถาม คิ้วกระบี่ขมวดพันกันให้ยุ่ง ดวงตาพยัคฆ์หลี่ลงอย่างกังวล “ขะ…ข้า…” “แล้วเจ้าจะอยากรู้ไปท าไมเล่า ไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักหน่อย” “จิ!! เจ้าเงียบสักทีเถอะน่า อย่าพึ่งมายุ่งได้รึไม่” “เซียวรั่วเฟิงอย่ามาขึ้นเสียงใส่ข้านะ!!” ข้าเห็นหยาเกอยืนเท้าสะเอวใบหน้างามนั้นบึ้งตึงแล้วส่งสายตาพิฆาตให้ รั่วเฟิงก่อนที่จะเกิดสงครามขนาดย่อมบานประตูก็เลื่อนเปิดเผยร่างของบุรุษเพศสองคน “ข้ามาขัดจังหวะอันใดหรือไม่”
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าพึ่งเข้ามาน่ะ” เสียงของบุรุษผู้มาใหม่ทั้งสองคนที่ก าลังพูดคุยกันอยู่นั้นข้าคับคล้ายคับคร่า ว่าเคยพบกันมาก่อนแล้วเสียงเรียกของหย่าเกอก็ไขข้อข้องใจ “พี่รอง น้องเจ็ดพวกเจ้ามาได้ยังไง” “เจ้าเจ็ดลากข้ามา” เสียงของคุณชายรองสกุลโจวเอ่ยบอก “พี่รองท่านก็หนีงานที่ท่าเรือมาเหมือนกันนั่นแหละ” เสียงแย้งของคนอายุน้อยที่สุดเอ่ยออกมา "แล้วนี่ใคร เจ้าเก็บสุนัขบาดเจ็บมาอีกแล้วรึเจ้าสาม"ร่างบางของคุณชายรองเอ่ยบอกน้องชายตนก่อนจะเดินมา ยืนหยุดอยู่ตรงหน้าข้า ใบหน้าที่อยู่เสมอกันระยะห่างแค่ฝ่ามือกั้นผ่าน รอยคล้ าใต้ดวงตาเด่นชัด ตากวางปรือปลอยคล้ายคนที่นอนไม่พอ เอาแต่จ้องมาทางข้า ก่อนที่คนตัวบางจะยื่น ใบหน้ามากระซิบเข้าที่ข้างหู "ยมทูตขาวด าปล่อยปล่อยวิญญาณเร่ร่อนออกจากยมโลกได้อย่างไรกัน" ตัวของข้าแข็งทื่อ เลือดลมในกายสูบ ฉีดเร็วขึ้น ก้อนเนื้อในอกมันเต้นรัวเร็วจนเจ็บไปหมด สัญชาตญาณในกายนั้นกู่ร้องว่าคนตรงหน้าอันตราย เกินไป "พี่รองท่านอย่าไปยืนจ้องหน้าคนอื่นสิ!!" สิ้นเสียงร่างบางของคนตรงหน้าก็ถูกกระชากออกไป "พี่ชายคนงามขออภัยแทนพี่ชายของข้าด้วย พี่รองเขามิค่อยมีสหา โอ๊ยยยย!! พี่รองข้าเจ็บๆ ท่านปล่อยมือ นะ!!!" เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นเนื่องจากมือเล็กของคุณชายรองบิดเข้าที่ใบหูของอีกคนอย่างจัง ก่อนที่ใบหน้าเล็ก จะผินไปมองน้องชายคนที่สาม พร้อมเอ่ยบอกธุระของตน "เจ้าสามฝากพาเจ้าเด็กนี่ไปหอประมูลที " "แล้วเหตุใดจึงเป็นข้าด้วยเล่า " " ก็บรรดาพี่น้องทั้งจวนมีเจ้าว่างแค่ผู้เดียวแล้วจะให้ข้าท าอย่างไร พี่ใหญ่อยู่คุมงานที่ท่า เจ้าสี่ไปดูแลร้านผ้าที่ นอกเมือง เจ้าห้าอยู่หอต ารารอสอบจอหงวน ส่วนเจ้าหกเรียนมารยาทเตรียมตัวเป็นหรูเหริน " "แล้วท่านเล่า" "เจ้าตาบอดหรือไร ไม่เห็นรึว่าสภาพข้าตอนนี้เป็นเช่นไร ข้าอยู่ที่ท่านั้นไม่ได้นอนมาตั้งสามวัน คุยกับเจ้ารู้ความ ก็ดีเท่าใดเเล้ว" ก็อย่างว่าร่างบางของคุณชายรอง โจวจื่อเหยียน นั้นแม้แต่ยื่นให้ตรงยังล าบาก ความอ่อนล้าที่ปรากฎบน ใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นแสดงออกมาชัดเจน รอยคล้ าใต้ดวงตากวางเด่นชัด เปลือกตาบางแทบจะปิดอยู่รอมร่อ "เช่นนั้นก็ได้ข้าจะพาเจ้าเจ็ดไปหอประมูลเอง แล้วท่านจะไปที่จวนเลยรึไม่พี่รอง" "ไปให้ตายรึอย่างไร ถ้าขืนท่านย่ารู้ว่าข้าไปก็ไม่ต้องพักกันพอดี"
"ไม่กลับจวนแล้วท่านจะไปพักที่ใด" "ข้าว่าจะไปตรวจงานที่หอเฉิงฮุยเสียหน่อยแล้วก็จะนอนที่นั้นเลย" "ส่วนเจ้าอาหมิง ไปกับพี่สามอย่าดื้อเขามิได้ใจดีเช่นข้าเข้าใจหรือไม่" "รู้แล้วๆ อาหมิงจะเชื่อฟังพี่สาม พี่รองไม่ต้องห่วงเลย" "เฮ้อ เอาเถอะ อ๋ออาเฟยอีกเรื่องเจ้าคนนี้น่ะข้าขอยืมตัวไปสักสองสามกันก็แล้วกัน” “ไม่ได้สิ!!ข้าพึ่งได้เจ้านั่นมาเองนะ!" "เฟยหยาอย่าเอาแต่ใจ เรื่องวันนี้อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ " "....." "หากเรื่องนี้ถึงหูตาแก่นั่นเมื่อไรแม่รองเจ้าก็ช่วยไม่ได้รู้ใช่หรือไม่ ส่วนเจ้าอาชุน" เจ้าของชื่อเกร็งตัวขึ้นเหงื่อเย็นที่ไหลออกมาข้างขมับ ก็จะไม่ใช้เขากลัวได้อย่างไรคุณชายรองนั้นขึ้นชื่อเรื่อง ความเคร่งครัดมากที่สุดในบรรดาคุณชายทั้งเก้าแห่งสกุลโจว เนื่องจากเป็นคุณชายที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ใน ความคิดของคุณชายนั้นชื่อเสียงของตระกูลย่อมมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ "ขะขอรับ คุณชายมีอันใดกลับบ่าวหรือขอรับ'' "อะไรที่ไม่ดีก็ปรามเจ้าสามไว้บ้างมิใช่สนับสนุนกันไปเสียทุกเรื่อง ข้าตามล้างตามเช็ดให้ทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ ส่วนเจ้าตามข้ามา" ว่าจบแผ่นหลังบางก็หันหลังเดินออกจากห้องไปตามด้วยร่างสูงใหญ่ของเหลียงหรง บรรยากาศภายในห้องดู ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังออกมาจากริมฝีปากบางของรั่วเฟิ่งก่อนที่เขาจะทรุด กายนั่งลงข้างกายข้า "เฮ้ออ อึดอัดเป็นบ้าพลังปราณบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นพวกเจ้าทนไปได้อย่างไร" "พวกข้าชินไปแล้ว คุยกับพี่รองน่ากลัวยิ่งกว่าการคุยกับขุนศึกเสียอีก เสี่ยวเยว่เมื่อครู่พี่รองมิได้ว่าอันใดเจ้าใช่ หรือไม่" "เมื่อครู่คุณชายรองเขามิได้ท าอันใดข้าหรอกขอรับ" "พี่สาม พี่ชายคนงานผู้นี้เป็นใครกันหรือว่า…เป็นเจ้าจันทราขาวของท่านรึ!!" "เหลวไหลจันทราขาวบ้าบออันใด นี้หลานแม่รองเถอะ " "หลานฮูหยินรองที่พวกบ่าวพูดกันนะรึ!!" "พี่ชายท่านชื่ออันใดหรือ ส่วนข้าชื่อจื่อหมิงเป็นน้องเจ็ดของพี่สาม" ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ยืนฉีกยิ้มเต็มใบหน้า จน หนอนไหมตัวน้อยมานอนพาดใต้ดวงตา แปลกที่นี่มีแต่คนแปลกๆ บุตรชายสกุลโจวมิมีผู้ใดปกติเลยรึ!!
“ข้าชื่อเยว่เสียงยินดีที่ได้รู้จัก” “เช่นนั่นรึแล้วท่านจะมาอยู่ที่นี่……” “พอแล้วเจ้าเจ็ดมานี่” “จะไปที่หอประมูลด้วยเหตุใด” “พี่สามท่านลืมรึ อีกเก้าวันก็จะถึงวันเกิดท่านย่าแล้ว หากข้าไม่มีอะไรให้นางแม่ข้าได้ตามมาฉีกอกข้าแน่ๆ” “เอาเถอะแล้วจะไปเอาสิ่งใด” “ได้ยินว่าเมื่อสามเดือนก่อนมีพ่อค้าหยกได้เจอหยกเกะสลักรูปพระแม่กวนอิมที่วัดเก่าบนเขาเสวียนอู่ แล้วก็ น ามาประมูลขายที่หออวี่หรู” “รูปแกะสลักหยก? เช่นนั้นคนที่อยากได้ย่อมมีมากแล้วเจ้ามีเบี้ยอัฐพอรึ” “พูดก็พูดเถอะเฟิงเกอทั้งตัวข้ามีเพียงสามร้อยต าลึงทอง ข้ายังมิได้ทันสวมกวนเสียด้วยซ้ ามีเท่านี้ก้ถือว่ามากโข แล้ว” “ช่างเถอะถ้าเกิดเจ้าประมูลไม่ได้ข้าจะออกช่วยก็แล้วกัน” “ท่านพูดแล้วนะ!!พี่สามห้ามกลับค าเด็ดขาด” “เสี่ยวเยว่จะไปที่หอประมูลกับพวกเราหรือจะกลับไปที่จวนก่อนข้าจะให้คนไปส่ง” นัยน์ตามรกตจ้องมองมาที่ ข้า ใบหน้างดงามได้รูปเอียงไปทางด้านข้างเล็กน้อย “คงต้องรบกวนหย่าเกออีกสักพักเสียแล้ว” เสียงหัวเราะในล าคอดังออกมาก่อนคนทั้งหมดจะเดินออกจากร้าน น้ าชาไปขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปที่หออวี่หรูโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีดวงตาทั้งสองคู่ก าลังจ้องมองพวกเขาอยู่ในมุมมืดของ ย่านการค้าแห่งนี้ “ตามไปอย่าให้คลาดสายตา ข้าจะไปพบสหายเก่าเสียหน่อย” “ขอรับนายท่าน” สิ้นเสียงร่างนั้นก็กลืนหายเข้าไปในความมืดเหลือไว้แต่เพียงกลุ่มผงสีด าที่ตกอยู่บริเวรนั้น นัยน์ตาทับทิมจ้องมองไปยังทางที่รถม้าเมื่อครู่เดินทางออกไปก่อนที่ริมฝีปากสีอิงเถาจะยกยิ้มที่มุมปากอย่าง เจ้าเล่ห์ ________________________________________________________________________________
เกร็ดความรู้ จอหงวน คือชื่อต าแหน่งของผู้ที่สอบได้อันดับ 1 ในการสอบคัดเลือกข้าราชการของจีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ไม่ใช่ชื่อเรียกของ การสอบ) ในสมัยก่อนจะมีการจัดสอบประมาณ 3 ปีครั้ง และแต่ละครั้งจะมีเพียงคนเดียวที่ได้ต าแหน่งนี้ ถ้าเทียบกับจ านวนประชากรแล้วก็ถือว่า ต้องเก่งมาก ๆ ที่จะขยับฐานันดรมาเป็นจอหงวนได้ เพราะว่าต าแหน่งนี้ใคร ๆ ก็สามารถเข้าสอบได้ หรูเหริน คือต าแหน่งพระชายารองในอ๋อง ขั้น 5 ชั้นเอก หรูเหรินเป็นค าในสมัยโบราณ ใช้เรียกภรรยาอย่างให้เกียรติ สามารถแต่งตั้งได้ 2 คน แม่กวนอิม คือ หนึ่งในร่างจ าแลงของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้น อิทธิฤทธิ์ที่โด่งดังของเจ้าแม่กวนอิมก็คงไม่พ้นเรื่องที่จะโปรดสัตว์โลกอย่างเรา ๆ ด้วยความเมตตา ไม่ว่าจะเป็นการปัดเป่าความทุกข์ และโรคภัยไข้เจ็บให้หมดไป เสริมสร้างสิริมงคลในชีวิต ขจัดเภทภัยสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ขอบุตร ไปจนถึงเรื่องทั่วไปที่ก าลังกังวลใจหรือเดือดร้อนอยู่ พิธีปักปิ่นสวมกวน คือ เป็นการแสดงการพลัดเปลี่ยนของช่วงวัยและเป็นการแสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านการย่อมรับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะเริ่มเมื่อ บุคคลนั้นอายุ 15 ปีบริบูณ์ โดยถ้าเป็นเด็กชายจากตระกุลสูงศักดิ์เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วจะมีพิธีสวมกวนหรือมงกุฎเล็ก โดยจะใช้ปิ่นในการยึดผม เอาไว้ไม่ให้เคลื่อนหลุด ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีพิธีเกล้าผมปักปิ่มแทนโดยจะเปลี่ยนจากการถักเปียแบบเด็กๆ เป็นการมวยผมเอาว้าแล้วใช้ปิ่นยึดผม เอาไว้เละเป็นการแสดงออกเป็นนัยๆ ว่าเธอพร้อมที่จะเป็นเจ้าสาวแล้ว จันทราขาว คือ เป็นการเปรียบเปรยมีความหมายว่ารักครั้งแรก/รักแรก
การเดินทางครั้งที่7 คนแซ่เสิ่น ณ อีกฝั่งนึง ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นก ายานและกลิ่นของสมุนไพรนานาชนิดคลอไปด้วยเสียงต้นไผ่เสียดสี กันยามสายลมพัดผ่านปรากฏร่างของสามบุรุษหนึ่งสตรี ข้างกายของพวกเขานั้นมีคราบคาวสนิมสีชาดที่เจิ่ง นอง ตะปูมากมายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตตกอยู่บนพื้น “นี่อิงอิงเจ้านี่จะรอดหรือไม่” เสียงของบุรุษใบหน้าจิ้มลิ้มเอ่ยถามอิสตรีเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้อง “จะไม่รอดเพราะเจ้ามัวแต่ถามอยู่นั้น มาช่วยข้าป้อนยาเจ้านี้เสียที” น้ าเสียงหงุดหงิดที่ออกมาจากริมฝีปาก อวบอิ่มใต้ผ้าคลุมหน้าสีพิสุทธิ์ ดวงตาดั่งเม็ดซิ่งตวัดมองอย่างเอาเรื่อง “แปลกจริงถูกตอกตะปูตรึงวิญญาณใส่ในร่างมากถึงเพียงนี้แล้วยังไม่ตาย” เสียงของบุรุษอีกคนเอ่ยบอกพลางใช้สายตาประเมินร่างที่นอนหมดสติตรงหน้า ร่างกายก าย าเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อเรียงตัวกันสวย ใบหน้าคมคายที่บัดนี้ซีดเผือดเนื่องจากสูญเสียโลหิตเป็นจ านวนมาก “เดิมทีตะปูตรึงวิญญาณอย่างเดียวไม่ถึงตายหรอก คนส่วนใหญ่ที่ตายก็เพราะฆ่าตัวตายเองทั้งนั้น” “ที่เซ่าหลิงพูดมาก็ถูกตะปูตรึงวิญญาณไม่ถึงตายก็จริงแต่ก็สร้างความเจ็บปวดในระยะยาว เป็นการทรมาณ จากภายใน คนทั่วไปที่โดนแค่ไม่กี่ดอกก็ทนไม่ไหวฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่คนผู้นี้โดนไปก็มิใช่น้อยยังรอดมาได้ ช่าง เป็นคนที่น่าสนใจเสียจริง” “หยุดความคิดเจ้าเดี๋ยวนี้อิงอิง นี่คนของเจ้าสามหากท าอันไปไปทั่วเจ้าสามได้มาฉีกอกข้าพอดี” “จิ!! เจ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนกันที่ทนพิษของตะปูนี้ได้ หากข้าได้เจ้าหมอนี้มาเป็นคนลองยาละก็จะมียาวิเศษอีก เท่าใดที่ข้าจะสร้างขึ้นมาได้” “เพราะความคิดเยี่ยงนี้อย่างไรเล่าเจ้าถึงยังขึ้นคาน” “หุบปากเสียเซ่าหลิงหากไม่ใช่เพราะพี่หกเจ้าขอร้องให้ข้ารอ ตอนนั้นข้าคงเป็นดอกซิ่งออกก าแพง คงมีสามีกับ ลูกอีกเป็นโขยงไปแล้ว” “แล้วผู้ใดมันจะไปคิดเล่าว่าเสียนเฟยจะขอสมรสพระราชทานให้พี่หกกับบุตรสาวราชครู” “เหอะ นี่เจ้า!!” “พวกเจ้าร าลึกอดีตกันพอหรือยัง มาช่วยข้าตรงนี้ที” “เจ้าขัดพวกข้าตลอดเลยนะจื่อเหยียน” ถึงจะบ่นแต่ก็ยังเดินไปช่วยอยู่ดีพวกเขาทั้งสามนั้นเป็นสหายกันมา เกือบจะสิบห้าปีแล้วเรียกได้ว่ารู้ความคิดของกันและกันโดยแท้แต่ความสัมพันธ์ฉันมิตรนั้นถูกปกปิดมาช้านาน หากผู้อื่นมาพบพวกเขาที่นี่คงเป็นเรื่องใหญ่แน่แท้ ผู้ใดจะไปคิดเล่าว่าสามขั้วอ านาจใหญ่จะมาเป็นสหายกันได้ “ว่าแต่เจ้าเถอะเหยียนเหยียนเจ้าพาเจ้านี้มาให้ข้ารักษาได้อย่างไร” “ก็…….”
ก่อนหน้านั้นหนึ่งชั่วยาม หลังจากที่พวกเขาทั้งสองเดินออกจากร้านน้ าชาก็ขึ้นรถม้าที่มุ่งหน้าไปทางหอพนันเฉิงฮุย เป็นกิจการส่วนตัว ของคุณชายรองสกุลโจวไม่เกี่ยวข้องกับตระกูล “เจ้าเป็นใคร?” น้ าเสียงราบเรียบจากริมฝีปากบางดวงตากวางปรือปิดจ้องมองมาที่เขาอย่าเอาเรื่อง “คุณชายพูดอันใดขอรับข้าไม่เข้าใจ” “นี่เจ้าแกล้งโง่ได้เหมือนดีนะ เหมือนจนข้าเองยังตกใจเลย” “เจ้า!! อึก!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ฝ่ามือหนากุมเข้าที่หน้าอกความเจ็บปวดนี้ราวกับมีมือที่มองไม่ เห็นน าเอาเข็มนับร้อยมาทิ่มแทงตามร่างกายของเขาซ้ าๆ ความเจ็บปวดนี้เกิดขึ้นกับเขาทุกครั้งที่เขาเริ่มแสดง ความรู้สึกใดๆ ออกมา “เจ้าเป็นอันใด” คิ้วกระบี่ยกขึ้นเล็กน้อยก่อนฝ่ามือขาวจะเอื้อมไปจับข้อมือหนาของอีกคน แต่ก็โดนมือนั้นปัด ออกอย่างไม่ไยดี กลุ่มควันสีด าลอยฟุ้งอยู่รอบตัวร่างตรงหน้า นัยน์ตาสีน้ าตาลเข้มแปลเปลี่ยนเป็นสีโลหิตแดง ก่ า “บัดซบ!!! เจ้าเป็นมาร” สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเมื่อพลังปราณบริสุทธิ์ปะทะเข้ากับพลังมารที่ปล่อย ออกมา “อย่าเข้ามา!!!” เสียงตะโกนที่ดังออกมายิ่งท าให้ร่างบางยิ่งหัวเสียขึ้นมากกว่าเดิมทันใดนั้นเองรถม้าเริ่มส่ายไป มาก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงและเสียงของม้าที่ดังออกไปไกล คมกระบี่ที่แทงทะลุเข้ามาถึงภายใน ร่างบาง ของจื่อเหยียนฉุดกระชากร่างของเหลียงหรงออกมาจากรถม้าก่อนที่มันจะถูกพลังปราณอัดเข้าใส่จนพังระเบิด ปรากฏร่างของคนจ านวนหนึ่งที่ยื่นอยู่รอบตัวของพวกเขาทั้งสอง คนพวกนั้นสวมชุดสีตุ่นและเครื่องแบบดั่ง พวกนักพรตหากแต่ไม่มีหยกประจ าส านัก “มารดามันเถอะ!! เจ้าไหวหรือไม่” น้ าเสียงแคร่งเครียดเอ่ยถามคนข้างกายที่สภาพตอนนี้ร่อแร่เต็มที “ส่งมารนั้นมาให้พวกข้าเถอะคุณชาย แล้วพวกข้าจะไม่ท าอันใดท่าน” “ส่งไปให้พวกนอกรีตเยี่ยงพวกเจ้านะรึเจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรืออย่างไร” “ปากดี!! พี่ใหญ่พวกเราก็จัดการมันด้วยเลยสมคบคิดช่วยเหลือพวกมารย่อมต้องเป็นศัตรูของพวกเรา!!” “ดี!! เช่นนั้นเราก็ฆ่ามันให้หมดส่วนไอ้คุณชายนั้นก็ค่อยเอามันไปขายให้หอคณิกาก็แล้วกัน ฮะฮาฮ่าฮาฮ่า” เสียงหัวเราะที่ดังออกมายิ่งท าให้สถานการณ์ตรงหน้าตรึเครียดมากกว่าเดิม หากประเมินดูแล้วทางฝั่งเขา เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ฝั่งนั้นมีผู้ใช้พลังปราณนภาขั้นสองถึงสี่คนส่วนฝั่งเขามีเพียงคนใกล้ตายกับคนที่ถูกท า ลายเส้นลมปราณ “อยู่นิ่งๆ นะ” “จะท าอะไร” “ช่วยเจ้า”
คมกระบี่ทั้งสี่ทิศพุ่งเข้าใส่พวกเขาก่อนจะเกิดประกายสีชาดสลับด าครอบคลุมทั้งพื้นที่ ตอนนี้เขาถูกห่อหุ้มอยู่ ในม่านพลังที่เหลียงหรงสร้างขึ้นมา ทุกอย่างที่เข้ามาในม่านพลังนี้จะถูกหยุดเวลาเอาไว้ไม่สามารถขยับกายได้ ปลายแหลมของกริชกรีดเข้าที่ฝ่ามือหนาจนโลหิตหยดลงชโลมลงพื้นดิน “ด้วยเลือดแห่งข้า…ข้าขอบรรชากลืนกินมันเสีย” สิ้นเสียงร่างของพวกนอกรีตทั้งสี่ก็ถูกมือมากมายที่โผล่มา จากรอยเลือดที่ถูกชโลมฉุดรั้งลงบนพื้นดิน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาทั่วทุกสารทิศก่อนทุกอย่างจะจบลงเมื่อ ร่างทั้งสี่ถูกมือปริศนาดึงรั้งลงสู่พื้นใต้พิภพจนไม่เหลือแม้แต่เศษซากพร้อมทั้งร่างกายที่อ่อนแรงของเหลียงหรง ล้มลงบนพื้น “นี่!! ลมปราณแปลปรวนเกินไป ต้องรีบไปหาอิงอิง” หลังจากจับชีพจรเสร็จโจวจื่อเหยียนรีบพยุงตัวคนตัว สูงขึ้นก่อนจะใช้วิชาตัวเบามุ่งหน้าไปทางหอเฉิงฮุยด้วยสภาพที่ค่อนข้างทุลักทุเลเนื่องจากขนาดตัวที่ต่างกันและ สภาพร่างกายที่ไม่พร้อมทั้งคู่ “เรื่องก็ประมาณนี้” “ก็ว่าสิที่ทนพิษของตะปูตรึงวิญญาณได้ก็เพราะเยี่ยงนี้นี่เอง” “เฮ้ออข้าฝากเจ้าดูแลต่อด้วย” “แล้วเจ้าจะไปไหน??” “พัก” ว่าจบร่างบางก็เดินออกจากเรือนพักท้ายหอพนันไปโดยไม่หันหลังกลับมา ร่างบอบบางของคุณชายรอง สกุลโจวเดินลากขากลับที่พักอย่างยากล าบาก หมดสิ้นภาพลักษณ์ที่เคยสั่งสมมาหากผู้ใดมาพบคงต้องตกใจ เป็นแน่แท้ มือขาวผลักบานประตูให้เปิดออกก่อนจะปรากฎร่างของบุรุษเพศผู้หนึ่งกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมา รอบตัวเจ้าของนัยน์ตาสีทับทิมฉีกยิ้มกว้างจนเต็มใบหน้า “มิได้พบกันนานเลยนะ โจว จื่อ เหยียน” “บัดซบ!! คนแซ่เสิ่นเจ้าเข้ามาได้อย่างไร” "แล้วเหตุใดข้าจะเข้ามามิได้เล่า" ใบหน้าหล่อเหล่ายกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะยื่นไปหน้าเข้ามาใกล้แต่ก็โดนคนตัว เล็กผลักออกไปก่อน "ไปอยู่ในวังตั้งหลายปี ที่นั่นไม่ได้สอนมารยาทเจ้าหรืออย่างไร" "ก็สอน แต่กับเจ้าข้ายกเว้นให้" "เหอะ!! ช่างน่าซาบซึ้งเสียจริง " "ไม่เอาน่าเหยียนเหยียนมิเจอกันตั้งหลายปีเหตุใดต้องประชดกันด้วยเล่า" "อย่ามาเรียกข้าเยี่ยงนั้น! คนแซ่เสิ่น!!" "เจ้าจะโกรธข้าไปไย หรือว่า ..เจ้าโกรธเคืองข้าเรื่องคืนนั้น" "พูดจาเลอะเทอะคืนนั้นบ้าบออันใด" "ข้าก็แค่หยอกเย้าเจ้าเล่น มิเห็นต้องจริงจังถึงเพียงนั้น"
" เจ้าก็เป็นซะอย่างนี้แล้วจะไม่ให้ข้าโกรธเจ้าได้อย่างไร" “ช่างเถอะๆ เหยียนเหยียนเข้ามานั่งตรงนี้ข้าจะรินน้ าชาให้ดีหรือไม่ " "นี่ห้องข้า" "ข้ารู้ข้ามิได้ลืมเสียหน่อย" "เฮ้ออ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่" "ธรรมรงค์ขาวบนนิ้วเจ้าอย่างไรเล่า" นัยน์ตาสองดวงสอดประสานชวนให้ระลึกถึงอดีตที่ผ่านการกลับมาเจอ กันของเขากับอีกคนนั้นจะนับว่าเป็นวาสนาก็คงพูดได้ไม่เต็มปกเท่านใดนัก "มิคิดว่าเจ้ายังเก็บมันเอาไว้" เสียงของอีกคนท าให้ข้าหลุดออกจากภวังค์ "มันถอนไม่ออก" "หึ เช่นหรอกนั้นรึ" "อืม…" "แล้วเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด" "ก็แค่มาสะสางเรื่องบางเรื่อง" "เรื่องเมื่อสิบแปดปีก่อนเจ้ายังไม่ปล่อยวางอีกรึ" "เรื่องพรรค์นั้นจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร" "แล้วเจ้าจะไป ไม่สิเจ้าจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใด" "สามวัน พวกเซียนชุดขาวมีมากเกินไปเข้าอยู่ที่นี่นานไม่ได้หรอก" "อ๋อ!!จริงสิมิได้พบกันนานข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังชอบของพวกนี้อยู่หรือไม่" ปิ่นไม้สองขาแกะสลักลวดลายดอกเหมย มีอัญมณีสีชาดประดับอยู่ส่วนปลายถูกยื่นมาให้จื่อเหยียน อีกคนชั่งใจอยู่เพียงครู่ก่อนจะรับมาเอาไว้ "ข้าเป็นถึงคุณชายสกุลโจวแต่ได้เพียงปิ่นไม้เองน่ะหรือ ตัวหลั่วเป่ยของหงเว่ยช่างลงทุนเสียจริง" "เจ้ามิชอบรึ ปิ่นไม้นี้ข้าเป็นคนท าเองอาจไม่งดงามเท่าปิ่นเงินปิ่นทองที่เจ้ามีแต่มันมีเพียงอันเดียวในใต้หล่าเลย หนา" "งดงามๆ ท่านชายช่างมีฝีมือเสียจริง" ก่อนที่จะได้เอ่ยอันใดกันเสียงฝีเท้าจ านวนหนึ่งก็ดังขึ้นมา กลิ่นอายของ มารที่น้อยนิดก็ไม่สามารถผ่านประสาทสัมผัสของพวกเขาทั้งคู่ไปได้ ทั้งคู่หันมาสบตาก่อนที่แขกผู้มาเยือนจะดึง กระบี่ที่อยู่ข้างกายออกมา ส่วนเจ้าของก็เดินไปหยิบแซ่หนังที่อยู่ในช่องลับออกมา แสงอาทิตย์ริบหรี่ที่ส่องผ่านเขามาภายในห้องเนื่องจากข้างนอกเม็ดฝนเริ่มตกลงมาห่าใหญ่ ความมืดมิดเคลือบ คลานเข้ามาทีละน้อย ไอเย็นจากข้างนอกเริ่มแผ่เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเองเงาด าจ านวนหนึ่งก่อตัวมา ตามก าแพงก่อนมันจะเคลื่อนที่เข้าหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว เพล้ง!!เสียงของตกลงพื้นแตกกระจาย
ลมที่ออกมาจากควันนั้นพยายามพัดพาข้าวของมากมายที่อยู่ในห้องมาโดนพวกเขา เจ้าของนัยน์ตาสีทับทิมพุ่ง เข้าฟาดฟันกลุ่มควันเจ้าปัญหาแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากมันเป็นสะสารที่จับต้องไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้ามันอาวุธก็ไร้ ความหมาย ส่วนจื่อเหยียนก็เอาแต่ปัดป้องของที่ถูกลมนั้นพัดมาหวังท าร้ายด้วยความช้ าใจ ก็จะไม่ให้เขาช้ าใจได้อย่างไร ข้าวของทุกชิ้นในนี้ล้วนมาจากการประมูลทั้งสิ้นราคาของพวกมันไม่ต่ ากว่าหนึ่งร้อยต าลึงทองทั้งนั้น เขาสาบาน เลยว่าเขาจะหักขาคนที่มันส่งควันบัดซบนี่มา "เวทย์ควบคุม!! จื่อเหยียนอย่าออกไปข้างนอกมันเป็นกับดัก!! " "ช่างปะไร!! ของในห้องนี้รวมๆ เเล้วเกือบห้าพันต าลึงทองเจ้าจะจ่ายให้ข้าหรืออย่างไร!!!" "...." "ยื่นบื้อหาบิดาเจ้ารึ!!มานี่!!" แรงกระชากคนตัวโตออกจากเรือนนอนด้วยความรวดเร็ว แผ่นฟ้ามืดครึ้มเม็ดฝนที่ โหมกระหน่ าลงมาอย่างหนักโดยที่ไม่มีท่าทีที่จะหยุดลงเร็วๆ นี้ บดบังทัศนียภาพรอบข้างจนเกือบหมด ภาพที่พวกเขาเห็นตอนนี้คือกลุ่มคนในอาภรณ์สีด าสนิทยื่นล้อมรอบพวกเขาทั้งคู่ ก่อนที่พวกมันจะเริ่มร่ายค่าย กลมากักขังพวกเราเอาไว้ แสงสีม่วงครามก่อก าเนิดเป็นรูปกรงขังกดทับลงมาปะทะเข้ากับกระบี่ของร่างสูงค้ า ยันต้านเอาไว้ "อี้เทียนระวัง!!" กลุ่มก้อนพลังที่ก าลังจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเสิ่นอี้เทียนแต่ก็โดนแซ่ของจื่อเหยียนสกัดเอาไว้ได้ทัน ถึงกระนั้นโจวจื่อเหยียนก็โดนพลังของมันย้อนกลับมาเช่นกัน "เหยียนเหยียน เป็นอย่างไรบ้าง!?" "ข้าไม่เป็นไร" เสียงหอบหายใจดังออกมาก่อนที่เลือดสีสดจะกระอักออกมา สติที่เริ่มพล่าเบลอ ภาพตรงหน้า เริ่มมีการซ้อนทับกันก่อนที่สติที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้นจะดับวูบไป "เหยียนเหยียน!! จื่อเหยียนได้ยินข้าหรือไม่!? " ไร้เสียงตอบรับจากคนในอ้อมแขน นัยน์ตาสีทับทิมเรืองรองก่อน เสียงทรงอ านาจจะตวาดลั่น "พวกเจ้าท าบ้าอันใด!! ตามแผนมันไม่ใช่เยี่ยงนี้!!" "ตะแต่นายน้อย พลังเมื่อครู่อย่างมากโดนไปก็เพียงบาดเจ็บเล็กเท่านนั้น" "บาดเจ็บเล็กน้อย!? หากบาดเจ็บเล็กน้อยแล้วจื่อเหยียนจะอยู่ในสภาพนี้หรืออย่างไร!!" "พลังนี้จะท าร้ายแต่ผู้มีลมปราณอยู่ในระดับต่ ากว่านภาขั้น5เท่านั้น ขะข้าไม่รู้ว่าคนผู้นี้ไม่มีวรยุทธ นายน้อย โปรดให้อภัยข้าด้วย" "ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้า! แล้วก็พวกเซียนชุดขาวพวกนั้นฆ่าทิ้งให้หมด" สิ้นเสียงของเสิ่นอี้เทียนคนในชุดสีด า สนิทก็หายไปในความมืดทันที เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นเพียงการเล่นละครปาหี่ฉากหนึ่งเท่านั้น ก่อนร่างสูงจะ พยุงร่างของคนตัวบางขึ้นแล้วพาเข้าไปในเรือนนอนเช่นเดิม ที่ผ่านมาเกิดอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่จื่อเหยียน
เกร็ดความรู้ ดอกซิ่งแดงออกก าแพง หมายถึงหญิงสาววัยแรกรุ่นที่อยากมีคู่ พยายามเสนอตัวเอง ท าตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ เพื่อให้เพศตรงข้ามสังเกตเห็น และสนใจ เสียนเฟย คือ ต าแหน่งพระชายาล าดับที่ 4 ในองค์จักรพรรดิ "พระราชชายาผู้พร้อมด้วยคุณธรรมปัญญา" เป็นต าแหน่งเริ่มต้นของพระชายาจาก ทั้งหมดสี่ต าแหน่ง ราชครูคือ เป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ ต าแหน่งนี้เป็นต าแหน่งระดับสูงและมีเกียรติมาก สมรสพระราชทาน คือ ค าสั่งของฮ่องเต้ที่ที่สั่งให้คนสองคน ต้องแต่งงานกันโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่สามารถหย่าได้ตามใจชอบ หากหย่ากันถือว่าเป็นการขัดขืนราชโองการของโอรสสวรรค์ จะต้องโทษตามกฎ มนเทียรบาลในรัชสมัยนั้น ๆ แล้วถ้ายิ่งเป็นราชโองการจากฮ่องเต้ในรัชกาลก่อนก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแม้แต่ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันเองก็ยังต้องปฏิบัติ ตาม ตัวหลัวเป้ยเล่อ เรียกล าลองว่า "เป้ยเล่อ" ต าแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายล าดับที่ 3 ผู้ที่ได้รับต าแหน่งนี้โดยมากเป็นพระโอรสหรือพระนัดดาในองค์ จักรพรรดิ
การเดินทางครั้งที่ 8 ผู้ชนะที่แท้จริง วันเวลาผลัดเปลี่ยนจากหนึ่งกลายเป็นสองจากสองกลายเป็นสามหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ข้าอยู่ที่แคว้น จิ นครบสองเดือนแล้ว หลังจากงานประมูลเมื่อตอนนั้นข้าได้พบกับเหลียงหรงในอีกสามวันถัดมา และมีเรื่องที่น่า ตกใจหลายเรื่องเช่นกันคือหลังจากที่เหลียงหรงกลับมาคุณชายรองก็ไปขอซื้อตัวเขาจากหยาเกอทันที ในตอนแรกหยาเกอค้านหัวชนฝ่าอย่างเดียวแต่ไม่รู้ไปตกลงกันอิท่าไหนหยาเกอจึงยอมตกลง หลังจากนั้น คุณชายรองก็ให้เหลียงหรงมาดูแลข้าเพราะว่าด้วยเขานั้นไม่รู้วิธีดูแลคนป่วย ส่วนคนป่วยที่ว่าก าลังยกถังน้ าเท ใส่หม้อต้มสมุนไพร ถ้าถามว่าเหตุใดการที่เหลียงหรงมาอยู่ในการดูแลของข้านั้นช่างง่ายดายนัก ก็คงเพราะเหลี ยงหรงนั้นเป็นพวกหมิงออย่างไรล่ะ!!! “ขออภัยเจ้าคะคุณชายฮูหยินรองให้ข้าน้อยน าสิ่งนี้มาให้” พร้อมทั้งยื่นกล่องไม้สลักลายวิจิตขนาดเท่าฝ่ามือกับ จดหมายอีกสองสามฉบับมาให้ “ฝากขอบคุณท่านอาด้วยที่เป็นธุระให้ ส่วนนี้เป็นน้ าใจเล็กน้อยขอซูมี่รับไว้ด้วย” ก าไลหยกเขียวเนื้อดีถูกยื่นไป ให้คนตรงหน้าแม้ก าไลนี้จะราคาไม่สูงมากนักแต่หากเทียบกับบ่าวรับใช้แล้วราคาของมันท าให้นั้นท าให้บาง ครอบครัวสามารถอยู่ได้นานเลยทีเดียว “คุณชายมิเห็นต้องล าบากเลยเจ้าคะ หากแต่ถ้านี้เป็นความประสงค์ของคุณชายบ่าวก็จะรับเอาไว้” น้ าเสียงที่ แปร่งออกมานั้นคล้ายว่าล าบากในนักหนา แต่หากการกระท านั้นช่างสวนทางกันยิ่งนัยน์ตาเป็นประกายเอาแต่ จ้องมองก าไลหยก ฝ่ามือยื่นมาจับแน่นไม่ปล่อย “เช่นนั้นบ่าวขอตัวเจ้าคะ” “อืม….ไปเถอะ” “คุณชายเหตุให้ของนางเล่าขอรับ” “ก็แค่เพื่อเอาไว้น่ะไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่อาหรงเถอะแผลหายดีแล้วรึ” “แผล!?” “แผลที่แขนเจ้าน่ะตอนที่ไปช่วยข้าปรุงสมุนไพรเมื่อคราวก่อน” “หายแล้วขอรับ ขอบคุณคุณชายที่เป็นห่วง” “ข้ากับเจ้ารู้จักกันมาจะสองเดือนแล้วเหตุใดยังเรียกข้าคุณชายอยู่อีก” “ท่านเป็นบุตรขุนนางซ้ ายังเป็นหลานชายของฮูหยินรองอีกส่วนข้าเป็นเพียงทาส ข้าเรียกท่านว่าคุณชายก็ ถูกต้องแล้วมิใช่หรือขอรับ”
ได้ยินดังนั้นมือขาวผละออกจากงานตรงหน้า กลุ่มควันขาวลอยฟุ้งกลางอากาศ เสียงเดือดของสมุนไพรที่เคี้ยว อยู่ภายในหม้อ คลอเคล้ากลับไปกลับกลิ่นของสมุนไพรนานาชนิดที่อบอวลไปทั่วทั้งเรือนปรุงยาหลังเล็ก ก่อน ร่างสมส่วนจะหันไปเผชิญกับคนตรงหน้า “ข้าเพียงคิดว่าข้ากับเจ้าจะเป็นสหายกันได้ มิคิดว่าจะเป็นข้าเพียงแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้นที่คิดไปเอง” “คุณชายข้ามิได้หมายความเยี่ยงนั้น” “ช่างเถอะ อาหรงอย่าใส่ใจถือซะว่าเมื่อครู่ข้ามิได้พูดอันใดก็แล้วกัน” “คุณชาย….ข้า” “เช่นนั้นข้าฝากอาหรงดูหม้อยานี่ด้วย ข้าจะไปตรวจสมุนไพรดูอีกรอบว่ายังขาดสิ่งใดหรือไม่” สิ้นเสียงร่าง ตรงหน้าก็เดินผ่านเขาออกไป ร่างสมส่วนเดินมาสักพักก่อนจะหยุดอยู่หน้าห้องคัดแยก ตาดอกท้อมองไปยัง จดหมายที่อยู่ในมือนิ่ง ก่อนจะเดินไปนั่งที่ตั่งพร้อมทั้งเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย เนื้อความในนั้นท าให้คนอ่าน ใจสลาย กระดาษที่ยับยู่ยี่ในมือเนื่องจากเจ้าของมันก าแน่นจนขึ้นข้อขาว เปลือกตาสีอ่อนปิดลงเพื่อระงับ ความรู้สึกเพียงชั่วครู่ ก่อนเสียงหวานจะเอ่ยเรียกคนในความมืดให้ออกมา “จุนเฟิ่งออกมา” ปรากฏร่างของบุรุษชุดด านั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “คุณชาย….เรียกบ่าวออกมามีอันใดหรือขอรับ” “ข้าเพียงอยากทราบเรื่องบางอย่าง พี่จุนเฟิ่งไปสืบให้ข้าได้หรือไม่” “ได้สิขอรับแล้วคุณชายอยากทราบเรื่องอันใด” “เรื่องสมรสพระราชทานระหว่างเทียนเกอกับพี่รอง ท าได้หรือไม่” “หากนั้นเป็นสิ่งที่คุณชายต้องการข้าน้อยจะไปท าให้ขอรับ” “อืมไปได้แล้ว” เมื่อไร้ร่างของผู้อื่น ร่างบางก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกั้นเอาไว้ได้ เสียงสะอื่นไห้ดังออกมา จนคนที่อยู่ข้างนอกรับรู้ แผ่นหลังบางนั้นสั่นไหวดวงตาดอกท้อแดงช้ า ริมฝีปากบางขบเม้นกันจนแน่น ตึง ตึง ตึง “คุณชายข้าเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ” “อ่ะ..อาหรงอย่าพึ่งเข้ามานะ” “คุณชาย…” “ก็บอกว่าอย่าพึ่งเข้ามาอย่างไรเล่าเหตุใดจึงไม่ฟังกันบ้าง”
“เสียงของท่านดังไปถึงข้างนอกข้าเลยคิดว่าควรจะเข้ามาดูสักหน่อย” “ดังถึงเพียงนั้นเชียว” “ขอรับ” ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมพื้นที่ ก่อนเสียงของร่างสูงจะดังดึงความสนใจของข้า “ข้าเป็นลูกชายคนที่หกที่เกิดจากสาวใช้ข้างกายของฮูหยินรอง” “ฮูหยินรองคนนั้นต้องเกลียดอาหรงเป็นแน่” “ใช่ นางเกลียดข้ามาก ลูกๆ ของนางก็พลานเกลียดข้าไปด้วย ส่วนบิดาผู้นั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องหลังบ้านตัวเอง เท่าใดนัก” “….” “พอข้าอายุได้เก้าหนาวที่นั่นก็ถูกศัตรูบุกเข้ามาลอบวางเพลิงท าให้ทุกคนเกือบทั้งจวนถูกไฟคลอกตายจนหมด วันนั้นข้าโชคดีที่ข้าหนีออกมาได้ แต่ก็นั่นแหละข้าโดนตราหน้าว่าเป็นคนท าให้ทุกคนตาย” “เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” “พวกเขาคิดว่าข้าเป็นคนให้ความช่วยเหลือพวกนั้น หลังจากนั้นข้าก็โดนตามฆ่ามาตลอด จนต้องเร่ร่อนมาอยู่ ที่นี่” “อันใดกันอาหรงก็เป็นเหยื่อมิใช่รึ” “มิมีผู้ใดคิดเยี่ยงนั้นหรอก ข้าบอกเรื่องของข้าไปแล้วถึงตาคุณชายแล้วนะขอรับ” “เจ้าเล่ห์ เจ้าบอกเรื่องของเจ้าเพื่อจะฟังเรื่องของข้านะรึ” “แล้วได้ผลหรือไม่เล่า” “ก็ได้ ข้าเป็นลูกชายคนที่สี่ มีพี่สาวสามคน พี่ชายอีกหนึ่งคน มารดาข้าเป็นฮูหยินใหญ่ ข้าเป็นเกอคนเดียวใน บ้าน” “ตอนเด็กข้าไม่มีสหายเพราะข้ากับพี่ๆ เราห่างกันเกือบสิบปี ตอนข้าสิบสี่ข้าได้พบกับคนผู้หนึ่ง พวกเราสนิท กันมาก เขาเคยบอกข้าว่าเขาอยากแต่งงานกับข้า ก่อนที่ข้าจะมาที่นี้คนผู้นั้นให้ค ามั่นสัญญากับข้าว่าเขาจะให้ ผู้ใหญ่มาท าเรื่องหมั่นหมาย จนเมื่อครู่จดหมายจากบ้านข้าบอกว่าให้ข้าไปร่วมงานวิวาห์ของพี่สาวกับคนผู้นั้น แล้วอาหรงว่าเรื่องนี้ข้าควรเสียใจหรือไม่” “…..”
“แล้วคุณชายจะไปร่วมงานหรือไม่” “ก็คงต้องไป” “งานแต่งพี่สาวข้าไม่ไปได้หรือ” “คุณชาย” “จะค่ าแล้วอาหรงเราไปกันเถอะ” ร่างบางลุกขึ้นยื่นก่อนจะเดินออกไปในคืนเดียวกันนั้นไป๋เยว่เสียงได้ไปพบ กับอาสามของตนเองเพื่อบอกลาก่อนจะเดินทางกลับไปยังแคว้นหงเว่ย ระหว่างทางไปเรือนของฮูหยินรองไป๋ นั้นจ าต้องผ่านเรือนนอนของคุณชายรองจือเหยียนก่อน เสียงของเนื้อกระทบกันดังลั่น น้ าเสียงครวญครางสุข สมดังออกมาชวนให้คนที่ได้ยินใบหน้าร้อนผ่าว ก่อนที่เยว่เสียงจะรีบเดินเลี่ยงออกไปน้ าเสียงคุ้นหูของคนที่ท า ให้เขาเสียน้ าตาเมื่อตอนสายดึงความสนใจไปได้จนหมด “พอก่อน..อ๊ะ!!..อย่ากัดเจ้าเป็นสุนัขหรือไร อ่า!!!” “เจ้าอยู่นิ่งๆ สิเหยียนเหยียน อ่า ซี๊ด!! เจ้ารัดแน่นเกินไปแล้ว!!” “อื้อ…อ่ะ..อ๊ะ..อ่า อื้อ อี้เทียน พอก่อนอ่า!!” “ซี๊ด!!! อ่าเหยียนเหยียนข้าจะเสร็จ” “อ่ะ..อย่ากดตรงนั้นมันจุก!!” แสงที่ลอดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้ก็เพียงพอที่จะท าให้คนข้างนอกเห็น ข้างในได้ชัดเจน ร่างของคนสองคนก าลังท าศึกรักอยู่บนตั่งนอนเผยให้เห็นร่างของคนที่ก าลังขยับกายไปมาแผ่น หลังชื้นเหงื่อ ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นเลื่อนลอย นัยน์ตากวางหยาดเยิ้ม ริมฝีปากบางปล่อยเสียงครางออกมาดังลั่น หัวใจแทบสลายเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ก าลังท ารักกับคู่กับโจวจือเหยียน ร่างกายก าย ากอดรัดร่างสมส่วน เอาไว้แนบอก ก่อนจะขยับสโพกรัวเร็วจนคนบนตักครางไม่เป็นภาษา เปลือกตาปิดลงพลางสูดดมกลิ่นกายของ คนบนตัก ลิ้นร้อนเลียไปที่ข้างแก้มชื้นเหงื่อ ก่อนที่นัยน์ตาสีทับทิมจะลืมขึ้นจ้องมองใบหน้าของคนบนตักอย่าง หลงใหล น้ าตาที่ไหลพลั่งพลูออกมาบดบังภาพบาดตาตรงหน้า ไม่ผิดแน่คนในห้องนั้นคือเสิ่นอี้เทียนคนที่เขารัก และยัง เป็นคนเดียวกับว่าที่สามีของพี่สาวคนรองของเขาอีกด้วย เสียงสะอื้นไห้ดังออกมาเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ าว่าตอนนี้ ตนเองอยู่ที่ใด ขาทั้งสองข้างก้าวเดินออกนอกเส้นทางมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เขาอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจวนสกุลโจวข้างหน้าเป็นสระบัวที่มีหญ้าขึ้นรกทึบ ก่อนที่ขาทั้งสองข้าจะ เดินมาหยุดอยู่ที่ริมสระเหมือนโดนมนสะกด ร่างบางสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ่งซ่านออกไป ก่อนที่จะหันหลังทันใด นั้นมีแรงปริศนาพลักเขาตกสระบัวอย่างจัง ตู้ม!!เสียงน้ าที่แตกกระจายเมื่อมีวัตถุตกลงไป ไป๋เยว่เสียงพยายาม ตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือน้ า แต่มีบางสิ่งฉุดรั้งเขาลงไปข้างใต้ ลมหายใจที่ใกล้หมดลงร่างบางพยายามสลัดตัว ให้หลุดออกจากการฉุดรั้งนั้นแต่ก็ไม่เป็นผลสติที่เริ่มพร่าเลือนก่อนสติอันน้อยนิดจะดับลงไปในที่สุด พร้อมกับ ร่างที่ค่อยๆ จมหายไปในที่สุด
“เราท าแบบนี้ถูกต้องแล้วรึ” เสียงของบุรุษผิวซีด นัยน์ตาสีทองที่สวมอาภรณ์สีพิสุทธิ์กับหมวกทรงสูง ที่มี อักษรเขียนว่า ‘ในที่สุดเจ้าก็มา’ พูดกับคนข้างกายด้วยน้ าเสียงราบเรียบพร้อมกับหมุนพันในมือไปด้วย “เดิมทีเรื่องนี้เป็นเทพชะตาเองที่ท างานสะเพร่าจนต้องมาเดือดร้อนถึงพวกเรา” เสียงตอบจากบุรษที่สวม อาภรณ์สีด าสนิทและหมวกทรงเตี้ยพร้อมทั้งมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘มาจับเจ้า’ “หน้าที่ของพวกเราก็คือมาจับดวงวิญญาณดวงนี้ไปให้เทพชะตา” “เอาเถอะถ้าไม่ได้เจ้าเด็กปากเสียนั่นบอกมาเรื่องก็น่าจะยืดเยื้อกว่านี้” “คงต้องไปตอบแทนเสียบ้างแล้ว” เมื่อสิ้นเสียงร่างทั้งสองก็สลายไปทันที เกร็ดความรู้ ยมทูตขาวด า หรือเฮยไป๋อู่ฉาง ยมทูตขาว จะใส่ชุดจีนโบราณสีขาวพร้อมหมวกทรงสูง บนหมวกจะมีอักษร 4 ตัว คือ 你可来了 (แปลว่า ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้) แลบลิ้นสีแดง ยาวจนถึงหน้าอก ในมือถือกระบองหรือพัด ยมทูตด า ก็จะใส่ชุดจีนโบราณพร้อมหมวกทรงเตี้ยและบนหมวกก็มีตัวอักษรเขียนไว้ว่า 正在捉你 (แปลว่า มาจับเจ้านั่นแหละ) ในมือท่าน มักจะถือโซ่ตรวนแบบโบราณคอยจับวิญญาณที่ตายไปแล้ว
การเดินทางครั้งสุดท้าย กลับสู่จุดเริ่มต้น อึดอัด ความรู้สึกไม่สบายตัวตีตื่นขี้นมา ร่างกายที่อยากจะเคลื่อนไหวก็ไรเรี่ยวแรง ความรู้สึกระคายเคืองที่คอ จนอยากจะอาเจียนออกมาแต่ท าไม่ได้ เสียงรอบตัวตีกันจนจับใจความไม่ได้ สติสัมประชันยะเรื่มเรือนร่างเข้า ไปทุกวินาที เขาจ าได้ว่าตอนนั้นเขาถูกผลักตกน้ า เขาพยายามตะโกนขอความช่าวยเหลือแต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวังสักเท่าใด สติที่เหลือเพียงน้อยนิดในตอนนี้ค่อยๆ ดับลงไป “หมอค่ะ!!คนไข้หัวใจหยุดเต้นค่ะ!!” “ฉีดอะดรีนาลีนหนึ่งแอมป์หลังจากนั้นทุกสามนาที!!” “เราต้องท าการผ่าตัดเดี๋ยวนี้!!” ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อมีเคสอุบัติเหตุถูกรถชนสามรายเข้ามาที่แผนกฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลเนื่องจากเป็นเวลาเลิกงานแพทย์บางคนที่ออกเวรแล้วก็ถูกตามตัวมาท าการผ่าตัดในครั้งนี้ แสงแดดที่สาดส่องผ่านช่องว่าของหน้าต่างออกมาท าให้คนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้รู้สึกตัว เปลือกตาสีอ่อนลืม ขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวของโรงพยาบาล เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องน้อยชิ้น กลิ่นของแอลกอฮอล์ฉุน ผนังห้องสีสว่าง หูได้ยินเสียงพูดคุยกันของญาติคนไข้ห้องข้างๆ ก่อนเสียงเปิดประตุจะดึงความสนใจของเขาไป “อาเฉิน!!! แกฟื้นแล้วโอ๊ยฉันดีใจเป็นบ้าเลย” “แกพึ่งฟื้นใช่ไหมหมอ หมอแกอยู่ตรงนี้นะฉันจะไปตามหมอมา” น้ าเสียงลนลานของหญิงสาวดังขึ้นพร้อมกับ ทิ้งกระเป๋าแล้ววิ่งไปตามหมอมา ไม่ผิดแน่ ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นเพ่ยเพ่ยเพื่อนสนิทสมัยเรียนของเขาแน่ๆ แล้ว เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน ก่อนที่จะได้คิดปไกลร่างของคนที่หายไปเมื่อครู่ก็กลับมาพร้อมกับหมออีกหนึ่งคน “คุณจางหมอขอตรวจหน่อยนะครับ อื่ม อาการโดยรวมแล้วถือว่าโอเคนะครับ ช่วงนี้อาจจะมีอาการอ่อนแรง เราค่อยฝึกท ากายภาพกัน ถือว่าโอเคเลยนะครับคุณโคม่าเกือบเดือนแต่ตอนฟื้นมาไม่มีอาการแทรกซ้อนถือว่า ดีมากเลย” “คุณหมอคะแล้วเขาต้องอยู่ที่นี่อีกนานไหมคะ” “ถ้ามีอาการแทรกซ้อนก็ประมาณเจ็ดวันก็กลับไปพักรักษาต่อที่บ้านได้เลยครับ งั้นหมอขอตัวก่อนนะครับ” “อะอ่อขอบคุณค่ะคุณหมอ” แอด ปัง! “เฮ้ออาเฉิน แกรู้ไหมตอนนี่ฉันรู้ว่าแกโดนรถชนอ่ะฉันตกใจมากเลยแกรู้ไหม” “พูดแล้วก็โมโหแกรู้ไหมไอ้คนขับน่ะมันบอกว่าไม่เห็นว่าแกยืนอยู่ตรงนั้น เหอะโกหกหน้าด้านๆ เลยแกคิดดู นะ………” เสียงบ่นของเพื่อนสนิทไม่ได้เข้าหุของเขาเลย เขายังไม่ตายแต่โคม่าไปเกือบเดือน แล้วเรื่องพวกนั้น ล่ะ เป็นเขาที่คิดไปเองงั้นหรอ แปลว่าเรื่องพวกนั้นไม่มีจริงงั้นหรือ
“อาเฉิน!! เฉินมู่!!!ได้ยินฉันไหม แกอยากพักก่อนไหมเดี๋ยวฉันออกไปข้างนอกก่อน” “อือ” “โอเคเดี๋ยวอีก10นาทีฉันมา” เปลือกตาสีอ่อนปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะหลับไปในที่สุด 5เดือนต่อมา หลังจากวันที่ผมตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลก็ผ่านมาห้าเดือนแล้ว ส่วนคนขับรถขันนั้นเขาอ้างว่าเขาไม่เห็นผมรู้ตัว อีกทีเขาก็ขับรถชนผมไปแล้ว ต ารวจจึงต้องตั้งข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน เรื่องนี้ผมไม่รู้หรอกเพ่ยเพ่ยบอกผมมา อีกที ตอนนี้ผมลาออกจากงานเดิมแล้วตอนนี้เลยอยู่ในสถานะคนว่างงานหนึ่งอัตรา เอาจริงๆ ตอนแรกที่ตื่น ขึ้นมาผมรู้สึกแย่จนต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ทุกสับดาเลย พูดก็พูดเถอะผมเครียดมากจนต้องกินยากล่อม ประสาทเกือบเดื่อนเลย แต่ก็นะเรื่องนั้นผมไม่ได้บอกให้ใครฟังเลยนอกจากจิตแพทย์ ผมไปบ าบัดจนเริ่มหายดี แต่แล้วเมื่อวันก่อนผม เริ่มมีความคิดที่ว่าน่าจะเริ่มเก็บห้องของตัวเองสักที หลังจากเก็บไปสักพัก ผมเจอกล่องไม้เก่าอันหนึ่งมันก็คงจะ เป็นของทั่วไปนั่นแหนะถ้าข้างในมันไม่ใช่ปิ่นหยกที่ท่านอาสามให้กับไป๋เยว่เสียงไปตอนนั้น ตอนนี้ผมเริ่มไม่ แน่ใจแล้วว่าเรื่องที่ผมเจอมันเป็นเรื่องที่ผมจินตนาการขึ้นมาเองตอนที่โคม่าหรือว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น จริงๆ…..
E-BOOK (anyflip) พานภพในห้วงฤทัยนิ รันดร์กาล คณะผู้จัดท า นางสาวจุฑาทิพย์ เลศมาก เลขที่ 13 นางสาวพิชามนญุ์ สิงห์โส เลขที่ 14 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 2 เสนอ ครูจุฑารัตน์ อุ่นไพร รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์