"กฐินร่มบุญสามัคคี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง"
หนังสือที่ระลึกงานพิธีถวายผ้ากฐิน
ประจำปี ๒๕๖๕
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง
วันเสาร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
ณ วัดมิิ่งเมืองมูล ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
1
หนงั สอื ทรี่ ะลกึ งานพธิ ถี วายผ้ากฐนิ ประจำปี ๒๕๖๕
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา
ทปี่ รกึ ษา
ผศ.ดร.จตั ตุฤทธ์ิ ทองปรอน รกั ษาราชการแทนอธกิ ารบดี
ผศ.ดร.วรวธุ ชยั เนตร ผชู้ ว่ ยอธกิ ารบดี ลำปาง
รศ.ดร.วนั ไชย คำเสน รองคณบดคี ณะวศิ วกรรมศาสตร์
ผศ.ดร.ปยิ มาสฐ์ ตณั ฑเ์ จริญรตั น์ รองคณบดคี ณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยกี ารเกษตร
ดร.พวงทอง วงั ราษฎร์ รองคณบดคี ณะบรหิ ารธรุ กจิ และศลิ ปศาสตร์
ผศ.จรูญ สนิ ทววี รกลุ รักษาราชการแทนผอู้ ำนวยการกองการศกึ ษา
นางสาวปภาวรนิ ทร์ บญุ มาก ผอู้ ำนวยการกองบรหิ ารทรพั ยากร
คณะผจู้ ดั ทำ
นายไพโรจน์ ไชยเมอื งชน่ื
นายพงษเ์ ทพ ไพบลู ยห์ วงั เจรญิ
นางนติ ยา เอกบาง
นางสวุ รรณี เจยี รสวุ รรณ
นางสาวเพยี งกานต์ นามวงศ์
นายวสพุ ล ดอกพกิ ลุ
ดร.จนั ทกานต์ ฉตั รสงู เนนิ
ดร.ศริ ขิ วญั ปัญญาเรียน
นางพรพมิ ล อริยะวงษ์
นางสาวแสงจนั ทร์ วงคข์ ดั นนท์
ปที พี่ มิ พ์ ตลุ าคม ๒๕๖๕
สถานทพ่ี มิ พ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา ลำปาง
2
คำนำ
หนังสือเล่มนี้จัดทำข้ึนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นท่ีระลึกในงานพิธถี วายผ้ากฐิน ประจำปี
๒๕๖๕ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยกำหนดการทอดถวาย ในวันเสาร์ท่ี ๒๙
ตลุ าคม ๒๕๖๕ ณ วัดมิ่งเมืองมูล ตำบลพิชยั อำเภอเมอื งลำปาง จังหวัดลำปาง
ภายในหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเร่ืองราวของการท่องเที่ยวในเมืองเก่านครลำปางซึ่ง
เปน็ เมืองเกา่ ท่สี ำคัญและมปี ระวตั ศิ าสตร์อนั ยาวนานแห่งหน่ึงของล้านนาหรือภาคเหนือตอนบนใน
ชื่อ “ลำปางบนเส้นทางเมืองเก่า” เขียนโดยอาจารย์ไพโรจน์ ไชยเมืองช่ืน อาจารย์ประจำ
หลักสูตรการท่องเท่ียวและการบริการ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา ลำปาง และประวัตขิ องวัดมิ่งเมืองมลู
คณะผู้จัดทำหวังว่า หนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา
ทต่ี ้องการศึกษาขอ้ มูลเกย่ี วกับเมืองเก่านครลำปางและการทอ่ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรมที่กำลังเป็นที่
สนใจอยา่ งยิง่ ในปัจจบุ ัน
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา
๒๙ ตลุ าคม ๒๕๖๕
สารบญั 3
คำนำ ๓
ประวัติศาสตร์ในเมอื งเก่านครลำปางโดยสงั เขป ๖
สถานท่ีท่องเทีย่ วสำคญั ในเมอื งเก่านครลำปาง ๑๙
ประวัติวัดม่ิงเมอื งมลู ๔๐
ประวัติมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา ลำปาง
4
ลำปางบนเสน้ ทางเมืองเกา่
5
ประวัตศิ าสตร์ในเมอื งเก่านครลำปางโดยสงั เขป
เมืองเก่านครลำปางเป็นพื้นท่ีต้ังของแหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และ
สำคัญแห่งหน่ึงของภาคเหนือตอนบน จากการศึกษาเอกสารประเภทตำนานและห ลักฐาน
โบราณคดีพบว่า เมืองเก่านครลำปางแห่งนี้ประมาณอายุได้กว่าหนึ่งพันปีและได้รับการประกาศ
จากคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๓ ให้เป็น
เมื อ งเก่ าท่ี ส ำคั ญ แ ห่ ง ห น่ึ งข อ งป ร ะเท ศ ไท ย ท่ี ส ม ค ว ร อ นุ รั ก ษ์ ไว้ เพื่ อ เป็ น แ ห ล่ ง เรี ย น รู้ ท า ง
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนในชุมชนและประชาชนทั่วไปมีเนื้อท่ี ๓,๘๐๔ ตาราง
กิโลเมตร เมืองเก่านครลำปางในปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครลำปาง อำเภอเมือง จังหวัด
ลำปาง ครอบคลุมพื้นที่ ๕ ตำบลได้แก่ ตำบลสวนดอก ตำบลหัวเวียง ตำบลรอบเวียง ตำบล
เวียงเหนือ และตำบลสบตุ๋ย พัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงสังคมในเมืองเก่านครลำปาง แบ่ง
ออกเป็น ๔ ยคุ ด้วยกันคือ ยคุ เมืองโบราณพันปี ยุคชุมชนนานาชาติ ยุครถไฟมาถงึ นครลำปาง
และยคุ หลังสงครามโลกคร้ังที่ ๒ ถงึ ปัจจุบัน พฒั นาการของเมอื งเกา่ นครลำปางมดี งั นี้
ภาพถ่ายทางอากาศของเมืองเกา่ นครลำปาง
6
แผนท่ีเมืองเก่านครลำปาง (เมืองเขลางค์) รุ่นที่ ๑
แผนท่เี มืองเกา่ นครลำปาง (เมอื งเขลางค์) รุ่นท่ี ๒
7
แผนที่เมืองเก่านครลำปาง (เมืองเขลางค์) รุ่นที่ ๓
ยคุ เมอื งโบราณพนั ปี
ในพื้นท่ีเมืองเกา่ นครลำปางแบ่งออกเป็นเมืองถึง ๓ รุ่นโดยมีการสร้างคนละช่วงเวลากัน
ไดแ้ ก่ เมืองรนุ่ ที่ ๑ เปน็ เมืองในยคุ อาณาจักรหริภญุ ไชยซ่ึงมีวัดพระแกว้ ดอนเต้าสุชาดารามเปน็
ศูนยก์ ลาง ส่วนเมืองเก่ารุ่นท่ี ๒ เปน็ เมอื งที่สร้างในยคุ ของอาณาจักรลา้ นนาโดยมีศูนย์กลาง
บรเิ วณวัดปงสนกุ และเมืองรุ่นท่ี ๓ มีศูนย์กลางอยทู่ วี่ ดั บญุ วาทยว์ หิ ารสร้างในชว่ งตน้ กรุง
รัตนโกสนิ ทร์
เมืองเก่านครลำปางรุ่นที่ ๑ เดิมช่ือ “เมืองเขลางค์นคร” ซ่ึงจากเอกสารประเภทตำนาน
และหลักฐานโบราณคดียืนยันว่าเปน็ เมืองร่วมสมัยกบั อาณาจกั รหรภิ ุญไชยถอื เป็นเมืองใหญ่แห่ง
หนึ่งในล้านนาหรือภาคเหนือตอนบน เมืองเขลางค์นครถือเป็นเมืองรุ่นแรกของจังหวัดลำปาง
ต้ังอยู่ริมแม่น้ำวัง ตามตำนานจามเทวีวงศ์เล่าว่า พระนางจามเทวี กษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญ
ไชยได้โปรดให้สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่๑๔ เพ่ือให้พระเจ้าอนันตยศ พระราชโอรสองค์ที่ ๒
ของพระองค์มาปกครอง ในขณะท่ีอาณาจักรหริภุญไชยมีอำนาจ (พระโพธิรังสี,๒๕๕๕) เมือง
เขลางค์นครจึงเปน็ เมืองสำคญั รองจากอาณาจกั รหริภญุ ไชย
ภายในเมอื งเกา่ นครลำปางรุ่นท่ี ๑ หรือเมืองเขลางค์นคร มีกำแพงเมืองทม่ี ไิ ด้เป็นรูป
ส่ีเหล่ยี ม แตเ่ ป็นรูปคดเค้ยี วมลี กั ษณะคลา้ ยรูปหอยสังขอ์ นั เป็นรูปแบบเมอื งโบราณแตเ่ ดิมวัด
โดยรอบราว ๔,๔๐๐ เมตร ครอบคลุมพ้นื ท่ปี ระมาณ ๖๐๐ ไร่ (ศกั ดิ์ รตั นชยั ,๒๕๑๒) มปี ระตู
เมอื งสำคัญหลายแหลง่ ท่ยี งั คงหลงเหลือรอ่ งรอยมาถึงปจั จบุ นั เช่น ประตูม่า เป็นต้น เป็นพืน้ ท่ี
ท่ีชาวชมุ ชนนับถือผอี ย่างหนาแน่นกว่าบรเิ วณอื่นไดป้ รากฏประเพณีฟอ้ นผีซึ่งเป็นประเพณีที่
เป็นอัตลกั ษณ์สำคัญของลำปาง สนั นิษฐานว่า เมืองเขลางค์นครมีเจา้ เมืองปกครองสบื มาราว
๕๐๐ ปี ก่อนท่ีจะลดบทบาทพร้อมกบั การล่มสลายของอาณาจกั รหริภญุ ไชยที่ตอ่ มาได้ถูกพญามัง
8
รายแหง่ อาณาจกั รลา้ นนาซ่งึ มีศูนย์กลางทเี่ มืองเชยี งใหมย่ ึดครองจนกลายเป็นสว่ นหน่ึงของ
อาณาจกั รลา้ นนา (ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวณั ย์,๒๕๕๙)
กำแพงเมอื งเก่านครลำปางรุน่ ที่ ๑ บรเิ วณประตมู า่ (มา้ )
เมอื งลำปางเก่านครลำปางรนุ่ ท่ี ๒ มีชอื่ วา่ “เมืองนคร หรอื เวยี งละคร” ตง้ั อยู่ด้านทิศ
ใต้ของเมืองเขลางค์นคร มกี ำแพงยาวประมาณ ๑,๑๐๐ เมตรและพน้ื ที่ประมาณ ๑๘๐ ไร่
สนั นิษฐานว่าเป็นเมอื งท่ีสร้างขึน้ ในสมยั ที่อาณาจักรลา้ นนาไดแ้ ผ่อทิ ธิพลเข้ามา ทำให้หลายเมืองใน
ภมู ิภาคนี้รวมท้งั เมืองนครไดย้ กอยู่ภายใตอ้ ิทธพิ ลของอาณาจกั รล้านนา โดยมศี ูนยก์ ลางอยทู่ ว่ี ัด
ปงสนกุ เมืองนครไดม้ ีเหตกุ ารณ์สำคญั เช่น ในปี พ.ศ.๑๙๗๙ ชว่ งทพ่ี ญาสามฝั่งแกนปกครอง
อาณาจกั รล้านนาซง่ึ ตรงกบั ช่วงท่หี มื่นโลกนครเป็นเจา้ เมืองลำปาง พญาสามฝง่ั แกนได้ทราบข่าว
การพบพระแกว้ มรกตหรอื พระพทุ ธมหามณีรัตนปฏมิ ากรซึง่ ปจั จบุ นั ประดิษฐานอยู่ทีว่ ดั พระศรี
รตั นศาสดารามหรอื วดั พระแกว้ กรงุ เทพมหานคร จึงโปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมา
ประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ ในตำนานพน้ื เมอื งเชยี งใหมก่ ล่าวถึงเรือ่ งนวี้ า่ แตค่ รั้นออก
เดินทางช้างที่อญั เชญิ พระแก้วมรกตก็มาหยุดที่เมืองนคร หม่นื โลกนคร เจา้ เมอื งลำปางจึงขอทลู
ขอใหพ้ ระแกว้ มรกตมาประดิษฐาน ณ วดั พระแกว้ ดอนเต้าสุชาดารามในปจั จบุ ันและอยทู่ ่ีนี่นาน
กวา่ ๓๒ ปี (อรณุ รัตน์ วเิ ชียรเขยี วและเดวดิ เค.วัยอาจ,๒๕๔๓) ซึ่งสะท้อนถงึ อำนาจทาง
การเมอื งของเมืองนครทีส่ ามารถต่อรองกับเชยี งใหมไ่ ด้ เพราะเป็นทที่ ราบกันดีวา่ พระแกว้ มรกต
เปน็ พระพุทธรูปทีเ่ ปน็ สญั ลักษณท์ างการเมอื งสะท้อนถงึ อำนาจของเมอื งท่เี ปน็ ท่ีประดิษฐานของ
พระแก้วมรกต
เมอื่ พม่าและกรุงศรีอยุธยาไดแ้ ผ่อิทธิพลเข้ามาแทนทอ่ี าณาจกั รล้านนา ต้ังแต่ราว พ.ศ.
๒๑๐๑ เมืองนครกส็ ลบั ไปอย่ภู ายใตอ้ ำนาจของมหาอำนาจทง้ั สองฝา่ ย โดยเฉพาะเปน็ เมอื งขึ้น
ของพมา่ กว่า ๒๐๐ ปี และในช่วงต้นกรุงธนบรุ นี ัน้ เมอื งนครก็ได้รบั ความช่วยเหลือจากสยามใน
การต้งั ตัวเป็นอิสระออกจากอำนาจของพม่า โดยมี “หนานทพิ ย์ชา้ ง” หรอื “พ่อเจา้ ทพิ ยช์ ้าง”
ต่อมาได้รบั การสถาปนาเป็น “พญาสุลวฤาไชยสงคราม” ถือเป็นวรี บรุ ษุ คนสำคัญท่ีทำให้เมอื ง
9
นครพ้นจากอำนาจของพมา่ และเปน็ ต้นสกุล “เจ้าเจ็ดต้น” ซ่ึงเป็นกลุ่มผู้ปกครองใหม่ที่ปกครอง
เมืองสำคัญของภาคเหนือตอนบนในสมยั รัตนโกสินทร์ ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง และ
เมืองลำพนู (มงคล ถกู นกึ , ๒๕๕๕) จนตอ่ มาได้รบั พระราชทานนามสกุลเปน็ ณ เชยี งใหม่ ณ
ลำปาง และ ณ ลำพนู
ภายหลงั จากทพี ระยากาวลิ ะ หรอื ต่อมาได้รบั การแต่งตั้งจากสยามให้เปน็ พระเจ้ากาวิละ
ดำรงตำแหน่งเจา้ ผคู้ รองนครลำปางและภายหลังไดร้ ับแตง่ ตัง้ ให้เปน็ เจา้ ผคู้ รองนครเชยี งใหม่ได้
เข้าสวามภิ ักด์ติ อ่ สยามในสมัยกรงุ ธนบุรแี ละกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ตอนต้นตามลำดับทำให้เมอื ง
ลำปางและเมอื งอื่นๆ ในภาคเหนอื ตอนบนตกเป็นประเทศราชหรอื เมืองขน้ึ ของสยามไปดว้ ย ใน
สมยั พระยาคำโสม ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปางต่อจากพระเจา้ กาวลิ ะ ตรงกับสมยั
รัชกาลท่ี ๑ แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์ไดย้ ้ายเมืองนครไปตัง้ ใหมย่ ังฝงั่ ตะวันออกของแม่น้ำวังโดยมี
วัดหลวงกลางเวยี งหรือวัดบญุ วาทยว์ ิหารในปจั จบุ ันเป็นศูนยก์ ลาง มีเนื้อท่ีประมาณ ๓๕๐ ไร่
ในชว่ งต้นรัตนโกสนิ ทรจ์ ะรู้จกั กนั ในชอื่ ของ “เมอื งนครลำปาง” และช่วงทเ่ี จริญที่สุดคอื สมัยของ
พระเจา้ ดวงทิพย์ หรอื พระเจ้าหอคำดวงทพิ ย์ได้มกี ารสรา้ งกำแพงเมอื งและหอคำอนั เปน็
สญั ลักษณส์ ำคัญเป็นเกียรติยศของเจา้ ผูค้ รองนครซ่ึงพระเจา้ ดวงทิพย์ถือเป็นเจ้าผู้ครองนคร
ลำปางเพียงคนเดียวทไ่ี ดร้ ับการสถาปนาบรรดาศักดิเ์ ปน็ ชนั้ “พระเจา้ ” จากสยามซ่งึ มีฐานะเทียบ
ได้กับขนุ นางช้นั “เจ้าพระยา” (ภเู ดช แสนสา, ๒๕๕๖)
จะเห็นได้วา่ เมืองนครลำปางนับต้ังแต่สมัยพระเจ้ากาวลิ ะ เป็นต้นมาถือเป็นเมืองประเทศ
ราชหรือเมืองข้ึนของสยาม เจ้าผู้ครองนครจึงมีฐานะเป็นขุนนางหรือข้าราชการของสยาม มิได้มี
ฐานะเป็นกษัตริย์แต่ประการใด การแต่งต้ังบรรดาศักดิ์ของเจ้าผู้ครองนครและเจ้านายช้ันผู้ใหญ่
ในระดับรองลงมาต้องได้รับความเห็นชอบและแต่งตั้งโดยสยามท้ังสิ้น เมืองนครลำปางและ
เมืองน้อยใหญ่ในล้านนาได้ค่อยถูกผนวกรวมกันเข้าเป็นส่วนหน่ึงของสยามโดยกระบวนการทุก
รปู แบบทัง้ ทางการเมือง เศรษฐกจิ สงั คมและการศึกษา ทำให้อำนาจท่ีเจ้าผู้ครองนครมีแต่เดิม
กลายมาเป็นข้าราชการซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐสยาม จนกระท่ังเกิดการปฏิรูปการปกครองแบบ
มณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ทำให้เมืองนครลำปางมีฐานะเป็น “เมือง” ท่ีเป็นส่วนหน่ึง
ของมณฑลพายัพหรือมณฑลลาวเฉียง จนกระท่ังในเวลาต่อมาทำให้ระบบเจ้าเมืองถูกยกเลิกไป
ในท่ีสุด โดยมีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปางคนสุดท้าย และมีการแต่งตั้งให้
ผู้ว่าราชการจงั หวดั ซ่งึ เป็นข้าราชการจากสยามมอี ำนาจสงู สดุ ในการบริหารบา้ นเมือง
ยคุ ชมุ ชนนานาชาติ
ลา้ นนาหรือภาคเหนือตอนบนเปน็ พน้ื ท่ซี งึ่ มคี วามอดุ มสมบรู ณ์ดว้ ยทรัพยากรป่าไม้
โดยเฉพาะมไี ม้สกั ทม่ี ีมูลค่าสูงทางเศรษฐกจิ เป็นจำนวนมาก มีทำให้เกิดธุรกิจการสัมปทานปา่ ไม้
เรม่ิ ขน้ึ หลังจากท่ีองั กฤษได้ยึดหวั เมืองมอญในพม่าราวปพี .ศ.๒๓๘๓ แล้วขยายมาสภู่ าคเหนือ
ตอนบนเพราะความอดุ มสมบูรณ์ของทรัพยากรปา่ ไม้ในบริเวณนีไ้ ด้ดงึ ดดู ใหช้ าวอังกฤษและคนใน
บังคับองั กฤษเดนิ ทางเขา้ มาเป็นจำนวนมาก ในระยะแรกของการทำสัมปทานปา่ ไม้นั้นไมม่ ี
กฎหมายแนน่ อนเพราะทรัพยากรป่าไมม้ ิใช่ทรัพยากรที่มูลคา่ ในทางเศรษฐกิจ การอนุญาตใหเ้ ขา้
มาทำป่าไม้จงึ ขึ้นอย่กู ับเจ้านายในลา้ นนาเป็นสำคญั ต่อมาได้เกิดปัญหาการอนญุ าตให้ทำป่าไมม้ ี
การทับซอ้ นพน้ื ทกี่ นั จนเกดิ การฟ้องรอ้ งถงึ รัฐบาลสยามท่ีกรุงเทพมหานคร จึงเกิดข้อตกลงที่
ชัดเจนเรยี กวา่ “สนธิสญั ญาเชียงใหม่” ในปี พ.ศ.๒๔๒๖ (สรัสวดี ออ๋ งสกลุ ,๒๕๕๙)
10
การชุมนมุ ของเจา้ หนา้ ทกี่ งสุลองั กฤษและคนในบังคับอังกฤษ
ณ สถานกงสลุ องั กฤษประจำนครลำปาง (ในอดีต)
เอ้อื เฟอ้ื ภาพ : ทายาทของคณุ หญงิ วลยั ลีลานชุ
เมืองนครลำปางนับเป็นเมืองใหญ่ท่ีสุดแห่งหน่ึงของธุรกิจทำไม้ในภาคเหนือตอนบน
ไดม้ ีชาวอังกฤษและคนในบังคบั อังกฤษเขา้ มาทำธุรกิจปา่ ไม้ ตลอดจนมผี ู้คนหลากหลายชาตพิ นั ธุ์
เช่น พม่า มอญ ไทใหญ่ กำมุ (ขะมุ) จีน อินเดีย และคนพื้นเมือง เข้ามาทำการค้าขายทั้งทางน้ำ
การคา้ วัวต่าง และทำธรุ กจิ ปา่ ไม้อยา่ งคึกคัก ขณะนั้นมีศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอยทู่ ่ีตลาดจีนหรือ
กาดกองต้า นอกจากนี้ยังมีมิชชันนารีจากอเมริกาเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาอีกด้วยทำให้เมือง
ลำปางในช่วงเวลานั้นกลายเป็นชุมชนนานาชาติกว็ า่ ได้
กลุ่มคนองั กฤษถือเป็นชนชนั้ สูงท่ีมีอำนาจ อิทธิพลและสถานะทางเศรษฐกิจ ซ่ึงมัก
มตี ำแหนง่ เป็นผ้จู ดั การบรษิ ัทปา่ ไม้และผชู้ ่วยผ้จู ดั การบรษิ ทั โดยมบี รษิ ทั ธุรกจิ ป่าไม้ขององั กฤษ
มาตง้ั ที่เมืองนครลำปางถึง ๔ แหง่ ได้แก่ บริษัทบรติ ิชบอร์เนียว จำกดั บริษทั บอมเบย์เบอร์มา
จำกัด บริษัทสยามฟอเรสต์ จำกัด และบริษัทหลุยส์ ทีเลียวโอโนเวนส์ จำกัด บริษัทเหล่าน้ีมีทุน
และอำนาจทางการเมืองมหาศาล ถึงขั้นมีการต้ังสถานกงสุลอังกฤษประจำนครลำปางเพื่อดูแล
ผลประโยชน์จากการทำธุรกิจป่าไม้และช่วยเหลือชาวอังกฤษและคนในบังคับองั กฤษในเรื่องต่างๆ
ซึ่งสะท้อนถึงฐานะและความสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองของเมืองนครลำปางอย่างมาก
(กนกวรรณ อู่ทองทรพั ย์,๒๕๕๘)
นอกเหนือจากกลุ่มคนอังกฤษยังมีกลุ่มคนพม่าและไทใหญ่ท่ีเป็นกลุ่มคนสำคัญท่ีมี
บทบาทไม่น้อยในสังคมลำปาง กลุ่มคนพม่าและไทใหญ่มีฐานะเป็นคนในบังคับของอังกฤษ
เน่ืองจากประเทศพม่าในขณะนั้นได้ตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ กลุ่มคนพม่าและไท
ใหญ่จึงมาทำงานในฐานะของลูกจ้างในบริษัทป่าไม้และด้วยความขยันขันแข็งต่อมากลุ่มคนพม่า
และไทใหญ่ได้รับการแบ่งงานในการทำสัมปทานป่าไม้จากบริษัทป่าไม้ให้ไปรับผิดชอบเอง จึงได้มี
โอกาสสั่งสมทุนจนกระทั่งมีฐานะกลายเปน็ “พ่อเล้ียงไม้” บุคคลสำคญั ทางเศรษฐกิจและสังคม
ของเมืองนครลำปางจำนวนหลายคน เช่น พ่อเลยี้ งหมอ่ งจนั โอง ต้นสกลุ จนั ทรวิโรจน์ ผู้สร้างบ้าน
เสานัก สถานท่ีท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในย่านท่ามะโอ พ่อเล้ียงหม่องส่วยอัตถ์ ต้นสกุลสุวรรณ
11
อัตถ์ ผู้นำในการสร้างวัดป่าฝาง พ่อเล้ียงหม่องโพมินทร์ ต้นสกุลวงศ์พรหมมินทร์ ผู้นำในการ
สร้างวัดป่ารวก เป็นต้น เกิดชุมชนของชาวพม่าขึ้นบริเวณย่านท่ามะโอ เกิดชุมชนไทใหญ่ย่านป่า
ขาม และเกิดการสร้างวัดศิลปกรรมแบบพม่าและไทใหญ่ข้ึนจำนวนกว่า ๑๐ แห่ง เช่น วัดศรีชุม
วัดท่ามะโอ วัดศรรี องเมือง วดั ป่าฝาง วัดจองคา วัดม่อนจำศีล วัดม่อนปยู่ ักษ์ วัดป่ารวก เป็น
ต้น จนเมืองนครลำปางได้ช่ือว่าเป็นเมืองที่มีวัดศิลปกรรมแบบพม่าและไทใหญ่มากที่สุดใน
ประเทศไทย
ทอ่ นซุงหลายหมน่ื ท่อนลอยอยู่กลางแม่น้ำวัง
เอือ้ เฟ้ือภาพ : อาจารยส์ วุ ภรณ์ ชูโต
ยังมีกลุ่มชาติพันธ์ุท่ีมีความสำคัญในธุรกิจป่าไม้อีกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มคนกำมุ หรือคน
พื้นเมืองในเมืองนครลำปางเรียกกันว่า “ขะมุ” เป็นชนกลุ่มน้อยในสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาวที่เข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อมารับจ้างเป็นแรงงานในการทำธุรกิจป่าไม้ในบริษัทป่าไม้
ของอังกฤษและประเทศเจ้าอาณานิคม โดยมีนายหน้าพาเข้ามาเป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่มักมีสัญญา
เป็นรายปีและจะกลับถิ่นฐานเดิมเมื่อหมดสัญญาหรือบางคนก็แต่งงานกับคนพื้นเมืองและต้ัง
รกรากอาศัยอยู่ในเมืองนครลำปางจนมีเชื้อสายสืบถึงปัจจุบัน กลุ่มคนกำมุมีความอดทนสูงต่อ
ความยากลำบากจึงเหมาะแก่การทำป่าไม้ในป่าลึกและที่สำคัญมีค่าแรงถูกกว่ากลุ่มคนอื่นๆ เป็นที่
น่าสังเกตว่ามีธุรกิจการทำป่าไม้เป็นการดำเนินงานของกลุ่มคนอังกฤษ และคนในบังคับอังกฤษ
ตลอดจนมีกลุ่มคนกำมุมาช่วยเป็นแรงงาน โดยมิได้มีคนพื้นเมืองเข้ามาร่วมในธุรกิจนี้เลย
เน่ืองจากเป็นธุรกิจที่ต้องทำงานหนักและเผชิญต่อความยากลำบาก จึงไม่เป็นท่ีนิยมของคน
พน้ื เมือง (ภญิ ญพนั ธ์ พจนะลาวณั ย,์ ๒๕๕๘)
ในสังคมลำปางช่วงเวลานั้นยังมีกลุ่มคนจีนซ่ึงอพยพจากจีนแผ่ นดินใหญ่ หรือ
สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาค้าขายทางน้ำโดยเดินทางมาพร้อมกับเรือสินค้า คนจีนรุ่นแรกท่ีเข้า
มาในเมืองนครลำปางเป็นจีนไหหลำ ถัดมาเป็นจีนแคะ และกลุ่มอ่ืนๆ เม่ือการคมนาคมเร่ิมเจริญ
ข้ึนได้มีกลุ่มคนจีนจากจีนแผ่ นดินใหญ่ เข้ามาในประเท ศไทยอีกเป็นจำนวนมากห ลาย ระลอก
12
ด้วยกัน โดยเฉพาะกล่มุ คนจนี แต้จ๋วิ เขา้ มาค้าขายในเมืองนครลำปางและส่วนมากก็จะอยู่บริเวณ
ตลาดจีนหรอื เรยี กอีกชอื่ หนงึ่ วา่ กาดกองต้า
จึงเห็นได้ว่าชว่ งรอ้ ยกว่าปที ่ีผา่ นมาสงั คมลำปางได้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาอยู่
รว่ มกัน มีความสัมพันธ์ในเรื่องการดำเนินชีวิต การค้าขาย และการทำธุรกิจป่าไม้ เกิดมีตลาดจีน
หรือกาดกองต้าเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ เรายังพบเห็นร่องรอยของอดีตได้จากอาคารเก่า
หลายหลังในบริเวณตลาดจีนท่ีมีทั้งศิลปะแบบตะวันตกผสมผสานแบบจีนและพม่าอย่างลงตัว
และฝั่งตรงกันข้ามของตลาดจีนก็ยังมีชุมชนชาวคริสเตียนที่ได้สร้างโรงพยาบาลและโรงเรียน
แบบต่างประเทศไว้ให้กับเมืองนครลำปาง จึงกล่าวได้ว่า เมืองนครลำปางในช่วงร้อยกว่าปีท่ีผ่าน
มาเปน็ เมอื งชุมชนนานาชาตซิ ึง่ เปน็ ผู้กำหนดทศิ ทางและความเป็นไปของเมืองนครลำปาง
ยคุ รถไฟมาถงึ นครลำปาง
ความเจรญิ จากกรุงเทพมหานครได้เข้ามาเปล่ียนแปลงเมืองนครลำปางอย่างขนานใหญท่ ั้ง
ทางเศรษฐกจิ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ในวันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๙ รถไฟสายเหนอื
ไดม้ าถงึ สถานีปลายทาง “นครลำปาง” ซึง่ เปน็ สถานปี ลายสดุ ของภาคเหนือตอนบนในขณะนัน้
เน่อื งจากการสรา้ งเสน้ ทางรถไฟยังไปไม่ถึงเมอื งเชียงใหม่เพราะติดขดั ในเรอื่ งการเจาะอุโมงค์ขุน
ตานซง่ึ ใช้เวลานานมากถึงกวา่ ๖ ปี โดยสถานเี ชียงใหม่เปดิ ให้บริการในปี พ.ศ.๒๔๖๔ ทำใหใ้ น
ชว่ งเวลา ๖ ปีกอ่ นท่ีรถไฟจะไปถงึ เมอื งเชยี งใหม่น้ัน เมืองนครลำปางกลายเป็นเมอื งทมี่ ีความ
คกึ คักทางเศรษฐกิจ สงั คมและวัฒนธรรมมากท่สี ุดในภาคเหนอื ตอนบน เมืองนครลำปางจงึ เปน็
เมืองทันสมัยแบบบางกอกหรอื กรุงเทพมหานคร จนเกดิ เป็นสำนวนวา่ “คนงามลำพนู คนใจบุญ
เชยี งใหม่ คนทนั สมยั ลำปาง”
เมอื งนครลำปางในชว่ งเวลานีค้ วามเจริญและคึกคักของผคู้ น และการคา้ ขายไปเคลอ่ื นย้าย
ทางตลาดจีนหรอื กาดกองต้ามาท่บี ริเวณสบตุย๋ หรือก็คือยา่ นหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง สบตยุ๋
จงึ กลายเปน็ พืน้ ทที่ างเศรษฐกิจแหง่ ใหม่ของลำปางในช่วงปพี .ศ.๒๔๕๙ นอกจากรถไฟจะนำความ
เปลี่ยนแปลงท่ีสำคัญทางเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื งและวฒั นธรรมแล้วได้นำสัญลักษณท์ ีส่ ำคัญ
ของเมืองนครลำปางจากกรุงเทพมหานครมาให้กับเมืองนครลำปางนั่นกค็ อื “รถม้า” ซึ่งในช่วง
เวลาน้นั กรงุ เทพมหานครไมเ่ ป็นนยิ มแล้วเพราะมีรถยนต์เขา้ มาใช้ รถม้าจงึ ถกู ส่งไปตามหัวเมอื ง
ต่างๆ มขี ้อสนั นษิ ฐานอยู่ ๒ ทาง ทางแรกบอกวา่ กอ่ นรถไฟจะมาถงึ เมอื งนครลำปาง รถมา้ เปน็
ของใชส้ ว่ นตัวของหมู่เจา้ นาย ฝร่งั ทำป่าไม้ หรือผ้มู ฐี านะ เช่ือกนั วา่ รถมา้ คันแรกคือ รถม้าของเจ้า
บญุ วาทยว์ งศ์มานิต เจา้ ผู้ครองนครลำปางคนสดุ ทา้ ย แตอ่ กี ข้อสนั นิษฐานหนงึ่ เหน็ ว่า รถมา้ มา
พร้อมกบั รถไฟ และมชี าวปากีสถานมาเปน็ สารถแี ละผูด้ ูแลม้า ต่อมาชาวปากสี ถานได้ขายรถม้าตอ่
ให้คนในเมอื งนครลำปาง (ชยั วฒั น์ ศภุ ดิลกลักษณ์, ๒๕๕๑)
ในระยะแรกรถม้าได้เปน็ รถม้าแท็กซ่ีใชร้ บั จา้ งว่ิงรับสง่ ผคู้ นและสินค้าจากสถานีรถไฟนคร
ลำปางไปสูต่ วั เมืองในระยะทางราว ๔ กิโลเมตร รถมา้ บรรทุกของได้มากและเดินทางได้รวดเรว็
กวา่ ม้าต่าง วัวต่าง และเกวียน ตอ่ มารถม้าไดข้ ยายบริการรบั ส่งผู้คนระหวา่ งผ้คู นจากชมุ ชนตา่ งๆ
จนได้กลายมาเป็นเอกลกั ษณ์ทเ่ี ด่นของเมอื งนครลำปางในทุกวันนี้ แต่รถมา้ ในปัจจบุ นั เป็นพาหนะ
เพือ่ การทอ่ งเท่ียว มากกวา่ การใชเ้ ดินทางตามปกติเหมอื นเชน่ ร้อยกว่าปีท่ผี ่านมา
13
บริเวณหนา้ สถานรี ถไฟนครลำปาง ราวปี พ.ศ.๒๔๕๙
เออ้ื เฟ้ือภาพ : หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ
ก่อนหนา้ ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่รถไฟจะมาถึงเมอื งนครลำปางนัน้ มยี า่ นการคา้ ขายอย่ทู ต่ี ลาด
จนี หรอื กาดกองตา้ เชงิ สะพานรัษฎาภิเศกฝั่งตะวันออกของแมน่ ำ้ วัง โดยจะมีเรือสินคา้ จากปากน้ำ
โพ จงั หวัดนครสวรรค์มาจอดเทียบท่าเพอื่ แลกเปลย่ี นสินค้ากบั พอ่ คา้ ววั ตา่ งจากทางเหนือของ
ไทย เช่น เชยี งตงุ จีนตอนใต้ เปน็ ต้น และเรอื สินค้าจากเมอื งลำปางก็ลอ่ งไปแลกเปล่ียนสินค้าท่ี
ปากนำ้ โพและขนสินค้ากลับมาขายในเมืองลำปาง ทำใหต้ ลาดจีนเปน็ ทา่ เรือที่มคี วามคึกคกั ที่สุด
แหง่ หนึ่งในภาคเหนอื ตอนบน นอกเหนอื จากท่าเรือหน้าวดั เกตุการามท่ีเมอื งเชียงใหม่ เมื่อรถไฟ
มาถงึ ลำปางไดน้ ำสินคา้ เป็นจำนวนมากซง่ึ ขนส่งไดง้ า่ ยและรวดเร็ว จึงเกดิ ตลาดริมทางรถไฟ
บริเวณต้นขะจาวใหญ่ เป็นทีร่ ู้จักกันในนามของ “กาดเก๊าจาว” และบรเิ วณใกล้สถานีรถไฟมีพ่อคา้
แมค่ า้ ปลูกสร้างบา้ นเรือนและอาคารพาณชิ ย์เป็นสถาปัตยกรรมรว่ มสมัยไทยผสมตะวนั ตกถอื
เปน็ ยา่ นการคา้ ทีส่ ำคญั ของเมอื งลำปาง รูจ้ กั กันในช่ือของ ยา่ นสบต๋ยุ
อย่างไรก็ตามความคึกคักของย่านสบตุ๋ยเกิดขนึ้ ในชว่ งระยะเวลาหนึ่งท่กี ารสร้างเส้นทาง
รถไฟสายเหนือไปยังไมถ่ ึงเชียงใหม่ เนื่องจากใช้เวลาเจาะอุโมงคข์ ุนตาน ภายหลงั เมอื่ อโุ มงคข์ นุ
ตานเจาะสำเรจ็ ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ และไดม้ กี ารเปิดใชส้ ถานีรถไฟนครเชยี งใหม่ไดท้ ำใชป้ ลายทาง
ของสถานรี ถไฟสายเหนือไปถึงยงั เมอื งเชยี งใหมซ่ งึ่ เปน็ เมืองใหญท่ ่สี ดุ ทางเศรษฐกจิ สงั คมและ
การเมืองของภาคเหนือตอนบนมาตั้งแตอ่ ดีต สง่ ผลใหค้ วามคกึ คกั ทางเศรษฐกิจของยา่ นสบตุย๋
คอ่ ยลดลงตามลำดับจนหลายสง่ิ หลายอย่างทเี่ คยอยู่ทเี่ มอื งนครลำปางได้ย้ายไปยังเมอื ง
เชียงใหม่ในท่ีสุด
นบั ตงั้ แตป่ ี พ.ศ.๒๔๗๐ เปน็ ต้นมา บรรยากาศของเมอื งลำปางมีความร่นื รมย์ การ
ชมภาพยนตรถ์ ือเป็น“แฟชน่ั ”อยา่ งหน่ึง โรงภาพยนตร์สมยั แรกในเมอื งลำปางมี ๒ โรงคือ โรง
ภาพยนตร์ตงก๊ก เจ้าของเปน็ ชาวแต้จิว๋ ฉายหนังจนี และหนงั ฝรัง่ และโรงภาพยนตร์พัฒนากร
เจ้าของเป็นคนไทย ฉายหนังไทยและหนังคาวบอยที่วยั รุ่นชนื่ ชอบ โรงภาพยนตรท์ ้ัง ๒ แห่งตง้ั อยู่
บนถนนเจริญนคร (เชอื่ มระหวา่ งถนนบุญวาทย์กบั ถนนทิพช้าง) ซง่ึ ถือเปน็ ยา่ นท่ที ันสมัยท่ีสดุ ใน
เมืองลำปางยุคนั้น มีร้านคา้ ช้ันนำสารพดั ชนิดไมเ่ ว้นแมแ้ ต่รน่ ถา่ ยรปู และอซู่ ่อมรถซึง่ ถือเป็นสิ่ง
14
ท่ีพเิ ศษสำหรับผู้มีฐานะในสมยั น้นั เรยี กไดว้ า่ มผี ้คู นพลุกพล่านอยใู่ นยา่ นนีต้ ลอดทง้ั วัน ตอ่ มา
นายทองเขม็ สิทธพิ งศ์ ได้ซ้อื กจิ การโรงภาพยนตร์และเปล่ยี นชอ่ื โรงภาพยนตร์ตงกก๊ มาเป็น
“เฉลมิ วฒั นา” และโรงภาพยนตร์พฒั นากรเป็น “เวียงเหนือ” กจิ การโรงภาพยนตรด์ ำเนินมา
จนถึงราว พ.ศ.๒๕๓๐ จึงขายให้นกั ธุรกิจรายหน่งึ ตอ่ มาไดส้ รา้ งเป็นห้างสรรพสินคา้ เสรี (ภิญญ
พันธุ์ พจนะลาวณั ย์,๒๕๕๙)
ความเจริญทางเศรษฐกจิ ของเมืองลำปางในชว่ งเวลานั้นทางธุรกจิ ปา่ ไม้ ยาสูบ และ
การคา้ ฝิน่ ทำให้เกิดธนาคารแห่งแรกในเมอื งลำปางในปี พ.ศ.๒๔๗๓ คือ บรษิ ัทแบงก์สยามกัม
มาจล ทุนจำกดั สาขาลำปาง หรอื ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปางในปจั จุบนั
ตง้ั อยบู่ นถนนฉัตรไชยเพอื่ รองรับเงินหมนุ เวียนสะพดั จากธรุ กิจต่างๆ ในจังหวัดลำปาง ชว่ งแรก
ผูจ้ ดั การธนาคารเปน็ ชาวตา่ งประเทศต่อมาหมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธ์ิ ปราโมช อดตี นายกรฐั มนตรี
ของไทยมาเปน็ ผจู้ ัดการชาวไทยคนแรกไดเ้ ป็นผจู้ ดั การในยุครอยต่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒
ยาวนานถึง ๘ ปี (พ.ศ.๒๔๗๘-๒๔๘๖)
อาคารสำนกั งานของบรษิ ัทแบงกส์ ยามกมั มาจล ทนุ จำกัด สาขาลำปาง
หรอื ธนาคารไทยพาณชิ ย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปางในปจั จุบนั
เอ้ือเฟอื้ ภาพ : อาจารยส์ ุวภรณ์ ชูโต
ในช่วงการเปลย่ี นแปลงการปกครองพ.ศ.๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
รัชกาลท่ี ๗ ไดพ้ ระราชทานรัฐธรรมนูญฉบบั แรกให้แกช่ าวไทย จงึ ไดม้ กี ารจัดงานฉลอง
รฐั ธรรมนูญขึ้นท่ีบรเิ วณสวนสราญรมย์ กรงุ เทพมหานครในปเี ดยี วกนั ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๗๗
รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรไี ดจ้ ัดงานฉลองรฐั ธรรมนูญอยา่ งยง่ิ ใหญ่
มกี าริเร่มิ จัดการประกวดนางงามขึน้ ครง้ั แรก ในชอื่ “นางสาวสยาม” ต่อมาเม่ือประเทศสยาม
เปลย่ี นไปใชช้ อ่ื ว่า “ประเทศไทย” ในสมัยรฐั บาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ช่ือของการ
ประกวดก็เปล่ียนเป็น “นางสาวไทย” ซึง่ เปน็ ต้นแบบของการจัดงานฉลองรฐั ธรรมนูญและงาน
ฤดหู นาวทวั่ ประเทศ จังหวัดลำปางได้มกี ารจัดงานฉลองรฐั ธรรมนญู และงานฤดูหนาว ณ สนาม
กีฬาโรงเรียนบญุ วาทย์วิทยาลยั ในงานมีการออกรา้ น ประกวดนางสาวลำปาง และประกวดชาย
15
งามอย่างคกึ คัก ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ จงั หวัดลำปางมนี างสาวลำปางคนแรก ชอ่ื นางสาวต้ิวหลั่น แซ่
จาง (เตียวตระกูล) การประกวดนางงามนับเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ยคุ ประชาธิปไตยของ
ผหู้ ญงิ ลำปางทเ่ี คยมีธรรมเนียมปฏิบัตวิ ่า “คนธรรมดาจะงามสู้เจา้ นายไม่ได้” ลงอย่างส้นิ เชงิ
(กนกวรรณ อ่ทู องทรัพย์, ๒๕๕๖)
เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ระบบการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย การกระจายอำนาจใน
ลักษณะการบริหารราชการสว่ นทอ้ งถน่ิ จงึ เกดิ ข้นึ ในทกุ ภูมิภาคของประเทศ เทศบาลเมืองลำปาง
ได้ถกู ตั้งข้นึ ในพ.ศ.๒๔๗๘โดยการยกฐานะจากสุขาภิบาลอำเภอเมืองลำปาง ระยะแรก
ครอบคลมุ พน้ื ที่ ๑๐.๘๖ ตารางกิโลเมตร อาศัยศาลาว่าการจังหวดั ในพน้ื ที่ของคุ้มเจา้ หลวงเดิม
เปน็ ทีท่ ำการ มีขุนมลารักษ์ระบิน (แพ อนิ ทภ)ู่ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองลำปางคนแรก ต่อมา
ได้เชา่ ตกึ หา้ งบตั เล่อรเ์ ปน็ ทีท่ ำการจนถึง พ.ศ.๒๕๐๐ จงึ ไดส้ ร้างท่ีทำการใหม่บรเิ วณหา้ แยก
เชยี งราย เป็นอาคารคอนกรีตสองชน้ั ในปัจจบุ นั มฐี านะเป็นเทศบาลนครลำปาง นบั ไดว้ ่าใน
ชว่ งเวลาทร่ี ถไฟสายเหนือมาถึงเมอื งลำปางไดท้ ำให้เมืองลำปางเกดิ ความเปลย่ี นแปลงทาง
เศรษฐกจิ สังคมวฒั นธรรมและการเมืองอยา่ งขนานใหญ่ไดร้ ับอิทธพิ ลทางเศรษฐกิจ สงั คม
วัฒนธรรมและการเมืองจากกรงุ เทพฯโดยผ่านการคมนาคมบนเส้นทางรถไฟ อาจจะเรยี กยุคน้ีวา่
“สสี ันจากบางกอก” กไ็ ด้
ยคุ สงครามโลกครงั้ ที่ ๒ จนถงึ ปจั จบุ นั
เม่ือประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรโดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นผู้นำในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ในอีกไม่ก่ีวันต่อมาญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกท่ีจังหวัด
สมุทรปราการและหลายจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนจะกลายไปท่ัวทุกภูมิภาค โดย
รฐั บาลไทยยนิ ยอมให้ทหารญ่ีปุน่ เดินทางทพั ผา่ นประเทศไทยเพอ่ื ไปโจมตปี ระเทศพม่าและมลายู
ซง่ึ อย่ภู ายใต้รฐั ในอาณานคิ มขององั กฤษในขณะนั้น
เมืองลำปางไดก้ ลายเป็นเมอื งหน่ึงบนเส้นทางไปของกองทพั ญีป่ ุ่นท่ีจะผา่ นไปสู่
ประเทศพมา่ เมืองลำปางจงึ อยู่ในสภาวะของสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ด้วย โดยมกี องทพั ญปี่ นุ่ เข้า
มาต้งั ฐานทพั อยู่หลายแห่ง อาทิ ทท่ี ำการบริษทั บอมเบย์เบอร์ม่า จำกัด (เชงิ สะพานพัฒนา
ภาคเหนือในปัจจบุ ัน) โรงเรยี นบุญวาทย์วิทยาลัย วดั ศรีรองเมือง เปน็ ต้น เมืองลำปางได้
กลายเป็นฐานทพั ของญ่ีป่นุ จงึ หลกี เล่ียงไมไ่ ด้ที่จะถูกฝา่ ยสัมพนั ธมติ รทงิ้ ระเบิด โดยปี พ.ศ.
๒๔๘๖ เมอื งลำปางไดถ้ กู ฝ่ายสัมพันธมติ รท้งิ ระเบิดอยา่ งหนัก จนชาวลำปางที่อยใู่ นตัวเมอื งตอ้ ง
อพยพไปแอยู่นอกเมืองช่ัวคราว ถ้าหากยงั หลงเหลอื กจ็ ะอยใู่ นหลมุ หลบภัยเมือ่ ได้ยนิ เสียง
สญั ญาณเตือนภัย ทำให้สถานทส่ี ำคัญซึง่ เปน็ จดุ ยทุ ธศาสตรห์ ลายแห่งต้องพรางตาจาก
เคร่อื งบินทิง้ ระเบิด เช่นสะพานรัษฏาภเิ ศกต้องทาสีใหก้ ลมกลนื กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
บา้ นเรือนหลายแหง่ ด้วยสีดำ ในช่วงเวลาน้ันตัวเมืองลำปางไดก้ ลายเป็นเมืองร้าง
ต่อมาเมือ่ กองทพั ญ่ีปนุ่ ประกาศยอมแพส้ งครามเม่อื ปี พ.ศ.๒๔๘๘ ภายหลงั จากท่ี
กองทัพของสัมพันธมติ รได้ทงิ้ ระเบดิ นิวเคลียร์ท่ีเมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ประเทศญ่ปี นุ่
ส่งผลให้ประเทศญปี่ ุน่ กลายเป็นประเทศแพ้สงคราม ตอ้ งถูกควบคมุ มใิ หม้ กี องกำลังทหารและ
ชดใช้หนี้สินแกน่ านาประเทศเปน็ จำนวนเงนิ มหาศาล สภาพของเมอื งลำปางภายหลังสงครามโลก
คร้งั ท่ี ๒ ได้เกิดการโจรกรรม ทะเลาะเบาะแวง้ และอาชญากรรมอย่างแพร่หลาย เน่ืองจาก
ภายหลงั สงครามโลกไดเ้ กิดการแพรร่ ะบาดอยา่ งรุนแรงของการคา้ ฝ่ินท่วั ภาคเหนือและมี
ผลกระทบตอ่ เมืองลำปาง โดยเมอื งลำปางอยู่บนเส้นทางของการลำเลยี งฝ่ินจากระหว่างรัฐฉานใน
ประเทศพมา่ กบั ภาคกลางของไทย จึงเกิดการคา้ ขายฝนิ่ ในลำปางเสมอ มีเงนิ หมุนเวียนสะพัดใน
16
เมืองลำปางเป็นจำนวนมหาศาล ได้มผี ู้ร่ำรวยจากกระบวนการค้าฝิน่ เกดิ เปน็ “พ่อเล้ยี งฝนิ่ ”คน
สำคัญและตามมาด้วยสถานบันเทงิ เริงรมย์นานาชนิด
เมอื งลำปางในชว่ งหลังสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ถึงก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ กลายเป็นประดจุ บา้ นป่าเมอื ง
เถอื่ นมีการกอ่ อาชญากรรมเปน็ ประจำเนื่องจากการขัดผลประโยชนจ์ ากธรุ กจิ การคา้ ฝนิ่ จนมีเสียง
กล่าวขานว่า ลำปางเปน็ “เมอื งเทก็ ซสั ” แบบเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมรกิ าทม่ี ักตักสนิ ปัญหา
ด้วยการใช้อาวธุ ปนื ยิงกนั (ชยั วัฒน์ ศุภดลิ กลักษณ์,๒๕๔๑)
ในชว่ งทศวรรษ ๒๕๐๐ เมืองลำปางได้เตบิ โตข้นึ เป็นทีห่ มายปองของหน่วยราชการ
ต่างๆ ในฐาน “ศนู ย์กลางของภาคเหนือตอนบน” ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
ฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๐๙) มีแนวคิดที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยระดับภูมภิ าคแหง่ แรกของ
ประเทศที่ลำปาง ต่อมาธนาคารแหง่ ประเทศไทยสาจาภาคแหง่ แรกมาตง้ั ขึ้นทเี่ มืองลำปาง
รวมถึงศูนย์ราชการระดับภูมิภาค เชน่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ (ปัจจุบันเปลยี่ นช่ือเปน็
กองบญั ชาการตำรวจภธู รภาค ๕ อยทู่ ่ีเชียงใหม่) สำนกั งานประชาสัมพนั ธเ์ ขต ๓ สถานีโทรทัศน์
ช่อง ๘ (ปจั จบุ ันคือสถานโี ทรทัศน์ชอ่ ง ๑๑ ตั้งอยูท่ เ่ี ชียงใหม)่ ตลอดจนโรงไฟฟา้ และเหมืองแม่
เมาะของการไฟฟ้าฝา่ ยผลิตแหง่ ประเทศไทย โรงงานอตุ สาหกรรมนำ้ ตาลท่อี ำเภอเกาะคา ทำให้
เมอื งลำปางมีเศรษฐกจิ ที่คึกคักจากคนตา่ งถ่ินทมี่ าพำนักและจับจ่ายซือ้ สนิ คา้
ขณะเดยี วกนั คนตา่ งถิ่นทีเ่ ข้ามาทำงานในศนู ย์ราชการระดบั ภมู ิภาคและองค์กรต่างๆคือ ผู้
มรี ายได้จากการรบั เงินเดือนประจำและมักจบั จ่ายใช้สอยในชว่ งตน้ เดือนเปน็ สำคัญ ทำใหม้ เี งิน
หมนุ เวยี นในจงั หวัดลำปางไม่สะพัดเท่าเดมิ เศรษฐกจิ โดยรวมของเมืองลำปางจงึ นิ่งสงบ ยกเวน้
ในชว่ งรับเงนิ เดอื นเทา่ นน้ั หลังยคุ การคมนาคมทางนำ้ ผ่านพ้น การเดนิ ทางไปมาหาสู่กนั ใน
ภมู ิภาคลา้ นนามีเสน้ ทางเชื่อมต่อสำคญั คือ เส้นทางเชยี งราย-ลำปาง-เชียงใหม่ คนทางเชยี งราย
จะเดนิ ทางมาสู่เมืองลำปางด้วยเสน้ ทางทีต่ อ่ มาคอื ถนนพหลโยธนิ (ทางหลวงหมายเลข ๑) และ
ลงไปทางใตส้ ู่กรุงเทพมหานครได้ตามเสน้ ทางสายนี้ สว่ นคนเชยี งใหมจ่ ะตดิ ต่อกับเมืองลำปาง
และภาคกลางไดโ้ ดยใช้รถไฟเปน็ พาหนะสำคญั
ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ รัฐบาลเร่ิมโครงการสรา้ งทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข ๑๑ (อินทรบ์ ุรี-
เชยี งใหม)่ เช่ือมจังหวัดในภาคกลางในภาคเหนือด้านตะวันออกและจงั หวดั ในภาคเหนอื ด้าน
ตะวันตก โดยเริ่มสรา้ งทางจากเชยี งใหม่-ลำปางในระยะแรก ทำให้การคมนาคมระหวา่ งลำปางสู่
เชยี งใหม่สะดวกมากขน้ึ คนลำปางเดินทางโดยรถยนต์ไปถงึ เชียงใหมไ่ ด้ในเวลาไมถ่ ึง ๒ ช่วั โมง
เมือ่ ถนนสายนไี้ ดก้ ่อสรา้ งเสรจ็ ตลอดสาย การเดนิ ทางจากกรงุ เทพมหานครสู่จังหวดั เชียงใหม่
และเมอื งสำคัญในภาคเหนือก็งา่ ยขนึ้ เมอื งลำปางจงึ กลายสถานะเปน็ เพียง “เมืองผา่ น”
ความหวงั ท่เี มืองลำปางจะกลายเป็นศนู ย์กลางภาคเหนือในทกุ ๆ ทางเร่ิมรางเลอื น เม่ือ
โครงการจัดตั้งมหาวทิ ยาลัยของภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นมหาวิทยาลยั เชียงใหม่ ต้ังขึ้นทจ่ี ังหวัด
เชยี งใหมม่ ใิ ช่จงั หวัดลำปางแต่ประการใดผู้คนในภูมภิ าคน้ีและจากทั่วประเทศไดเ้ ข้าไปศกึ ษาใน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นจำนวนมากรวมถึงคนลำปางดว้ ย ในอีกทางหนง่ึ มหาวิทยาลัยใน
กรงุ เทพมหานครก็เปน็ ทางเลือกอันดบั ตน้ ๆ ที่ชาวลำปางสง่ ลกู หลานไปศกึ ษา เชน่ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ เปน็ ต้น แต่เม่อื สำเรจ็
การศกึ ษาไม่ว่าจะเปน็ มหาวิทยาลยั ในเชยี งใหมห่ รือกรุงเทพมหานครเกอื บทัง้ หมดก็มกั จะทำงาน
ในตา่ งถ่ิน โอกาสทีค่ นลำปางจะมาทำงานในท้องถิ่นของตนเองมีน้อยมาก
ในช่วงเวลาใกล้เคียงศนู ยร์ าชการระดับภมู ิภาคเริ่มยา้ ยจากจงั หวัดลำปางไปยังจังหวดั
เชยี งใหม่ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยในจังหวดั ลำปางไดล้ ดระดับเปน็ เพียงสาขาในระดับ
จังหวดั กองบัญชาการตำรวจภธู รภาค ๓ ก็ยา้ ยไปต้ังใหม่เป็นกองบญั ชาการตำรวจภูธรภาค ๕ ท่ี
17
จงั หวดั เชียงใหม่ สำนักงานประชาสมั พันธเ์ ขต ๓ (สถานีโทรทัศนช์ ่อง ๘) กย็ ้ายไปด้วยต่อมา
เปลี่ยนช่ือเปน็ สถานโี ทรทัศนช์ อ่ ง ๑๑ แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตฉิ บับท่ี ๕-๖
(พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๓๔) กำหนดให้จังหวัดลำปางเป็นแหล่งอตุ สาหกรรมระดับทอ้ งถ่ิน ในขณะท่ี
จงั หวดั เชียงใหม่เปน็ ศูนย์กลางธุรกจิ การคา้ การบริการ และการท่องเทย่ี ว การกำหนดของ
นโยบายภาครฐั ส่งผลให้เมืองลำปางนิง่ และซบเซาลงอย่างเห็นไดช้ ัด
เสยี งสะทอ้ นจากการสญู เสียบทบาทของความเป็นศนู ยก์ ลางภาคเหนือตอนบนเริ่มมี
มากขึ้นทงั้ ในลกั ษณะของการพดู คุยในกลุ่มยอ่ ยและงานเขียนหลายช้นิ ความร้สู ึกคับข้องใจท่ถี กู
แย่งเชิงความเจรญิ สะสมจนกอ่ ตัวข้ึนเปน็ ความต้องการหาเหตุผลมาอธบิ าย แตเ่ มื่อไมม่ เี หตุผล
และคำอธิบายที่เหมาะสมถงึ สภาพของเมืองลำปางที่เร่ิมนง่ิ และซบเซา จงึ เร่ิมมีคนพูดถึง “คำ
สาป” มากข้ึน ความเช่ือเร่อื งคำสาปมาจากตำนานพระแก้วดอนเตา้ ท่มี ีนางสุชาดาเปน็ ตัวเอกของ
เรือ่ ง เดมิ เคยมอี ยู่เฉพาะในหมู่เจา้ นายและผู้สบื เช้ือสายกระจายสวู่ งกวา้ ง (สุจิรา หาผล, ๒๕๕๖)
ในตำนานพระแก้วดอนเต้ามขี ้อความตอนหน่ึงกล่าวถงึ ว่า เจา้ เมอื งลำปางในขณะนน้ั ได้สัง่ ประหาร
ชวี ติ ของนางสุชาดาทง้ั ท่ีไมม่ ีความผิด จนสง่ ผลใหบ้ ้านเมืองไมเ่ จรญิ กลับมาหลอกหลอนคน
ลำปางครง้ั แลว้ คร้ังเล่า
สถานทท่ี อ่ งเทยี่ วสำคญั ในเมอื งเกา่ นครลำปาง
การเดินทางชมเมืองเก่านครลำปางสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น การน่ังรถม้า
การนั่งรถรางซึ่งชุมชนท่ามะโอมีบริการจัดให้พร้อมมัคคุเทศก์ การป่ันจักรยาน การเดินเท้าชม
เมืองเก่า การวิ่งอออกกำลังกายรอบเมืองเก่า และการใช้รถยนต์เป็นพาหนะ เป็นต้น ในท่ีนี้
ผู้วิจัยแนะนำให้ท่องเท่ียวโดยการป่ันจักรยานซึ่งอาจจะใช้จักรยานส่วนบุคคลหรือหากเป็น
นักท่องเท่ียวสามารถเช่ายืมจากโรงแรมท่ีพัก หรือศูนย์บริการท่องเท่ียวของเทศบาลนครลำปาง
ได้มีการให้บริการจักรยานจำนวนกว่า ๕๐ คันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่นักท่องเที่ยวต้องนำบัตร
ประจำตัวประชาชนมาเป็นหลักประกันในการยืมจักรยานของเทศบาลนครลำปาง การป่ัน
จักรยานเป็นกระแสของการท่องเท่ียวที่กำลังมาแรงเพราะได้ท้ังการออกกำลังกายและการชม
เมืองเกา่ อยา่ งช้าๆ ค่อยๆ สัมผัสบรรยากาศของบ้านเมืองโดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเรง่ รีบแต่อย่างใด
รถรางท่ีใหบ้ ริการนกั ท่องเทยี่ วรอบเมืองเกา่ นครลำปาง
18
โดยเริ่มต้นจากศูนย์บริการการท่องเท่ียว เทศบาลนครลำปาง แล้วปั่นไปตามถนนบุญ
วาทย์ข้ามไปยังสะพานเขลางค์นครเพ่ือไปยงั ยา่ นท่ามะโอและไปยังวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
ซ่ึงเป็นศูนย์กลางของเมืองเก่านครลำปางรุ่นที่ 1 ต่อด้วยบ้านเสานัก บ้านหลุยส์ วัดประตูป่อง
ถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนท่ามะโอ กู่เจ้าย่าสุตตา และเดินทางไปตามถนนพระแก้วผ่านสะพาน
รัษฎาภิเศก ไปยังวัดพระปงสนุก แล้วข้ามมายังกาดกองต้าหรือตลาดจีน จนท้ายที่สุดกลับไปท่ี
ศนู ย์บริการการทอ่ งเทีย่ ว เทศบาลนครลำปางเช่นเดิม
วดั พระแกว้ ดอนเต้าสชุ าดาราม
วดั พระแก้วดอนเต้าสุชาดารามเปน็ ปชู นียสถานสำคญั ของเมืองลำปาง เดมิ ชื่อวดั พระ
แก้วชมพู เปน็ วัดสำคัญในฐานะวัดหลวงกลางเวียงของเมอื งเก่านครลำปาง รนุ่ ท่ี ๑ (เมอื งเขลางค์
นคร) มพี ืน้ ที่กวา้ งใหญ่ ในเขตพุทธาวาสจะประกอบไปด้วยพระบรมธาตุ วหิ ารหลวง มณฑป
ศลิ ปะแบบพมา่ วิหารพระนอนเป็นตน้ นับเป็นวดั สำคัญทเ่ี ป็นตน้ กำเนิดของพระเจ้าแกว้ ดอนเต้า
พระพุทธรูปคู่บ้านคูเ่ มอื งลำปางจากตำนานพระแก้วดอนเต้าซงึ่ มีเรอื่ งราวของนางสชุ าดาเปน็ ตัว
เอกของเรือ่ ง และเรื่องราวนี้เปน็ ทั้งเน้อื เรอ่ื งในตำนาน และเรื่องเลา่ ของชาวบ้านพร้อมกันไปดว้ ย
ในการรับรขู้ องชาวลำปางทอี่ ยู่ในเขตเมืองเกา่ นครลำปางรนุ่ ที่ ๑ น้นั ต่างเชอ่ื กนั วา่ เรื่องราวของ
นางสชุ าดาเสมอื นเป็นเหตุการณท์ างประวตั ิศาสตรท์ ่ีเปน็ เร่ืองจริงเพราะมสี ถานท่ีเกีย่ วกับนาง
สชุ าดา เช่น วัดพระแกว้ ดอนเตา้ วดั สชุ าดาราม วดั นางเหลยี ว วังย่าเฒา่ เป็นต้น แต่อยา่ งไรก็
ตามในทางวิชาการถอื วา่ นางสชุ าดาเปน็ เพียงเรื่องราวในตำนานทส่ี ร้างขึ้นเพือ่ ก่อให้เกิดความชอบ
ธรรมแก่พระเจา้ แกว้ ดอนเต้า พระพุทธรปู คบู่ ้านค่เู มอื งลำปางทีส่ นั นิษฐานว่า เป็นพระพทุ ธรูป
ทม่ี าจากเชียงแสน และเมื่อมาอยู่มาอยู่ทีเ่ มืองลำปางจงึ มคี วามพยายามสรา้ งประวตั ิศาสตร์ให้
สัมพันธก์ บั บริบทของเมอื งแหง่ น้มี ากย่ิงขน้ึ (ไพโรจน์ ไชยเมอื งชืน่ ,๒๕๕๗)
ภ า ย ใน วั ด แ ห่ ง น้ี มี พ ร ะบ ร ม ธ า ตุ ข น า ด สู ง ให ญ่ ซึ่ ง เช่ื อ ว่ า บ ร ร จุ พ ร ะเก ศ า ธ าตุ ข อ ง
พระพุทธเจ้า (เส้นผมของพระพุทธเจ้า) พระบรมธาตุมีลักษณะเป็นทรงระฆังคว่ำศิลปะแบบ
ลังกา อันเปน็ ศูนยก์ ลางของวัดที่ใชป้ ระกอบพธิ ีสำคัญ เช่น การสรงน้ำพระบรมธาตปุ ระจำปี วัด
พระแก้วดอนเต้าสุชาดารามถือเป็นวัดสำคัญที่เก่ียวข้องกับพระพุทธรูปสำคัญระดับชาติ โดยใน
คร้ังหนึ่งเม่ือกว่า ๖๐๐ ปีที่แล้วเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (หรือช่ืออย่างเป็น
ทางการคือ “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร”) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย
ปัจจุบันพระแก้วมรกตประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการ
ว่า“วดั พระแกว้ ”) ต้ังอย่ใู นพระบรมมหาราชวงั กรุงเทพมหานคร
ในวดั แหง่ น้ีจะมีรูปปัน้ ชา้ งแหพ่ ระแกว้ มรกตเปน็ เร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ว่า เม่อื
กว่า ๖๐๐ ปที ี่แลว้ ครง้ั เมืองลำปางเป็นสว่ นหนึง่ ของอาณาจกั รลา้ นนา พระเจ้าติโลกราช กษัตรยิ ์
แหง่ เมอื งเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระแกว้ มรกตจากเมืองเชยี งรายเพือ่ มายงั เมืองเชียงใหม่แต่พระ
แกว้ มรกตไปไม่ถงึ เมืองเชียงใหม่ ในเอกสารประวตั ิศาสตร์กลา่ วว่า ชา้ งที่แห่พระแกว้ มรกตมา
หยดุ ท่เี มอื งลำปางและไมย่ อมไปไหน จงึ ทำให้พระแกว้ มรกตได้มาประดิษฐานอย่ทู ีว่ ัดพระแกว้
ชมพู (วดั พระแก้วดอนเต้าสุชาดารามในปจั จุบนั ) เป็นเวลานานถึง ๓๒ ปี เรอื่ งน้ีวเิ คราะหก์ ันว่า
เปน็ การสะท้อนถงึ อำนาจและความสำคัญทางการเมืองของเจา้ เมอื งลำปางที่สามารถตอ่ รองกับ
19
กษตั รยิ ์แหง่ เชยี งใหม่ได้ เพราะพระแกว้ มรกตจะประดษิ ฐานอยู่ ณ เมืองสำคญั ท่มี อี ำนาจใน
ชว่ งเวลานนั้ (สุรพล ดำรหิ ์กุล, ๒๕๔๒)
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นภายในวัดอีกแห่งหน่ึง คือ มณฑปศิลปะแบบพม่า (มณฑป
หมายถึงอาคารขนาดใหญ่รูปสี่เหล่ียมจัตุรัส ทรงสูงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป) มณฑป
หลังน้ีมีความสวยงามแปลกตาโดยเป็นศิลปะแบบพม่า ทั้งท่ีวัดพระแก้วดอนเต้าฯมิใช่วัดศิลปะ
พมา่ แต่ประการใด ตามประวตั ิบอกว่าเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานติ ย์ เจา้ ผู้ครองนครลำปางคนสดุ ทา้ ย
ได้ให้ช่างชาวพม่า (หรือ “สล่า”) มาสร้างมณฑปอยู่ทางทิศใตข้ องพระบรมธาตุ การที่วัดแห่งน้ีมี
มณฑปศิลปะแบบพมา่ ได้สะท้อนถึงความสำคัญท่ีเมืองลำปางเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมป่าไม้ที่
มีชาวพม่ามาประกอบอาชีพทำป่าไม้เม่ือ ๑๕๐ กว่าปีมาแล้ว จะสังเกตเห็นว่า มีสัญลักษณ์รูป
เทวดาฝรั่ง (เทพเจ้าแห่งความรัก “คิวปิด”) ติดอยู่บนเพดานในมณฑปแห่งน้ี ทั้งที่เป็นอาคาร
ในทางพุทธศาสนา แต่มีความน่าสนใจที่มีสัญลักษณ์แบบฝรั่งท่ีมักพบเห็นในโบสถ์ของคริสต์
ศาสนา
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามเป็นการรวมเอา ๒ วัดคือวัดพระแก้วดอนเต้ากับวัด
สุชาดามารวมกัน ในส่วนของวัดสุชาดาเดิมยังมีสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือ วิหารลายคำที่
สวยงามเป็นวิหารแบบเชียงแสนจัดเป็นวิหารที่งดงามแห่งหน่ึงในเมืองลำปางเช่ือว่าคงสร้างโดย
กลุ่มชาวเชียงแสนท่ีถกู กวาดตอ้ นมาต้ังแต่สมัยพระยากาวิละ เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง เม่ือกว่า
๒๐๐ ปมี าแลว้ จงึ เห็นไดว้ ่าพน้ื ท่ีเมืองเกา่ นครลำปางร่นุ ที่ 1 จะพบสถาปัตยกรรมแบบเชยี งแสนใน
วัดหลายแห่ง เช่น วัดหัวข่วง วัดแสงเมืองมา (เดิมน่าจะชื่อ “วัดแสนเมืองมา”) เป็นต้น
ปัจจุบันวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามใช้เป็นสถานท่ีสำคัญในการประกอบพิธีการสำคัญข อง
จังหวัดลำปาง เช่น พิธีการท่ีเก่ียวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ การจัดพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ
ประจำปี การทอดกฐินพระราชทาน เป็นต้น
วัดพระแก้วดอนเต้าสชุ าดาราม
20
บา้ นเสานกั
ท่ามะโอเปน็ ย่านถ่ินฐานของชาวพม่าท่มี าประกอบอาชีพทำป่าไมเ้ มอื่ กว่า ๑๕๐ ปีมาแล้ว
ในยุคที่เมืองลำปางเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมป่าไม้ของภาคเหนือ ช่วงเวลานั้นเมืองลำปางมีป่า
ไม้ มีช้างที่ลากซุงเป็นจำนวนมาก นับเป็นเมืองป่าไม้ที่ใหญ่ท่ีสุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนบน
ชาวพม่าส่วนมากเดินทางมาพร้อมกับบริษัททำธุรกิจป่าไม้ของต่างประเทศ เช่นอังกฤษ เป็นต้น
ต่อมาได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการบริษทั ปา่ ไม้ใหแ้ บ่งพืน้ ทใ่ี นการสมั ปทานปาไม้ในพืน้ ทีต่ า่ งท่ัว
ภาคเหนือ จนสามารถสร้างฐานะจนร่ำรวย กลายมาเปน็ “พ่อเล้ียงไม้” คนสำคัญของเมืองลำปาง
และต้ังถ่ินฐานบริเวณท่ามะโอ ทำให้ชุมชนท่ามะโอเป็นพื้นที่ของชาติพันธุ์พม่าโดยมีวัดท่ามะโอ
เป็นศูนยก์ ลางของชุมชน
ชาวพม่าได้ทิ้งมรดกไว้คือ วัดศิลปะแบบพม่าคือ วัดท่ามะโอ และบ้านไม้หลายหลัง
โดยเฉพาะบ้านทใ่ี หญ่และสวยทสี่ ดุ ในย่านน้คี ือ “บ้านเสานัก” ผู้สร้างคือ หม่องจันโอง ต้นตระกูล
จันทรวโิ รจน์ เป็นชาวพม่าที่เคยมาทำงานกับห้างหลุยส์ (บริษัทหลุยส์ ที.เลียวโอโนเวนส์ จำกัด)
และท่านได้สร้างฐานะจนร่ำรวย อีกท้ังได้รับการแต่งต้ังจากรัฐบาลอังกฤษให้เป็นหัวหน้าคนใน
บังคับอังกฤษคนแรกในเมืองลำปาง บ้านเสานักเป็นสถาปัตยกรรมแบบพ้ืนถ่ินภาคเหนือ
ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบฝร่ัง มีชานบ้าน มีห้องโถงกว้าง มีพ้ืนท่ีพักผ่อนหน้าบ้าน ใต้ถุน
บ้านเสานักประกอบด้วยเสาบ้านถึง ๑๑๖ ต้น เดิมทีเดียวเป็นเสาไม้ แต่ภายหลังผุกร่อนจึงได้
ปรับโดยการเสริมปูนที่ฐานรากเพ่ือความแข็งแรง ทำให้พ้ืนบ้านถูกยกสูงข้ึนจึงมีท่ีว่างถูกปรับ
เป็นพืน้ ท่ีสำหรับการใช้สอย
เดิมทีเดียวบ้านเสานักหลังนี้ไม่ได้มีช่ือว่า “บ้านเสานัก” แต่เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมา
ภายหลังโดยหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ นักพูด พิธีกรและนักร้องช่ือดังของเมืองไทย
เจ้าของฉายา “เชลลช์ วนชิม” ผู้มีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับทายาทเจา้ ของบ้านเสานักแห่งนี้เป็น
ผู้ตั้งชื่อให้ ด้วยเหตุท่ีบ้านหลังนี้มีเสาบา้ นจำนวนมากถึง ๑๑๖ ต้น ตลอดจนมีต้นสารภีต้นใหญ่ท่ี
ปลูกมาพร้อมกับบ้านหลังนี้อยู่หนา้ บา้ น ทำให้บ้านเสานักหลังนี้มีบรรยากาศที่งดงามและรื่นรมย์
ยิ่งนัก จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในช่วงท่ีคุณหญิง
วลัย ลลี านุช เจ้าของบ้านรุ่นที่ ๓ ยังมีชีวติ อยู่นั้น บ้านเสานกั ไดเ้ ป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะ
สถานท่ีต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองท่ีมาเยือนเมืองลำปาง คุณหญิงวลัย ลีลานุชเป็นหลานตาของ
หม่องจันโอง จนั ทรวิโรจน์ และเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี โรงเรียนสตรปี ระจำ
จงั หวดั ทา่ นมคี วามสนใจดา้ นวัฒนธรรมทอ้ งถนิ่ เปน็ พเิ ศษจงึ ไดใ้ ชบ้ ้านเสานกั หลงั น้เี ป็นสถานทีจ่ ัด
งานสำคัญเคยเป็นที่ถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ช้ันสูง อาทิ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี และ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองศ์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อครั้งเสด็จเมืองลำปาง
โดยได้ถวายพระกระยาหารแบบพื้นเมอื งแด่พระองคท์ ่านดว้ ย
ในปัจจุบันบ้านเสานักได้เปิดให้นักท่องเท่ียวทั่วไปเข้ามาชมโดยเก็บค่าเข้าชมในอัตราที่
เหมาะสมทง้ั ชาวไทยและชาวต่างประเทศ และยงั ใช้เปน็ สถานที่เล้ยี งขนั โตกสำหรับเลีย้ งแขกบ้าน
แขกเมือง สถานท่ีจัดงานแต่งงานให้บุคคลท่ัวไปท่ีสนใจและชื่นชอบบรรยากาศแบบวัฒนธรรม
ลา้ นนา โดยมกี ารจดั บริการอาหารแบบขนั โตกและมีอาหารพ้ืนเมืองอยู่บนขันโตกให้ผู้มาเยือนได้
รับประทาน บา้ นเสานกั เป็นสถานท่ที ่องเท่ียวที่มีช่ือเสียงแห่งหน่ึงของเมอื งลำปาง
21
บา้ นเสานกั ในชมุ ชนทา่ มะโอ
บ้านหลยุ ส์
บา้ นหลยุ ส์ หรอื บริษัทหลยุ ส์ ทีเลยี วโอโนเวนส์ จำกดั เป็นหน่ึงในบริษทั ทีท่ ำธรุ กิจป่า
ไม้ของต่างประเทศซึ่งมาตั้งอยู่ในเมืองนครลำปาง บริษัทหลุยส์ ทีเลียวโอโนเวนส์ จำกัด ตาม
ประวัติน้นั เมอ่ื ร้อยกว่าปีทีแ่ ล้วเมืองลำปางเปน็ เมอื งทม่ี ีอุตสาหกรรมป่าไมท้ ส่ี ำคัญของภาคเหนือ
ได้มีบริษัทป่าไม้จากต่างประเทศหลายแห่งเข้ามาทำธุรกิจในเมืองลำปาง หนึ่งในน้ันก็คือ บริษัท
หลุยส์ ทีเลียวโอโนเวนส์ จำกัดซ่ึงมีนายหลุยส์ ทีเลียวโอโนเวนส์ (Louis T. Leonowens,
๑๘๕๖-๑๙๑๙) เป็นผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลุยส์ฯ น้ันแยกตัวมาจากบริษัทบริติชบอร์เนียว
จำกัด และมีสำนักงานสาขาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ บริษัทหลุยส์ในเมืองลำปางจัด
ว่าเป็นสาขาทมี่ ีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นพ้ืนทขี่ องการสัมปทานป่าไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
แห่งหน่ึงในภาคเหนอื
นายหลุยส์ ทีเลียวโอโนเวนส์ หรือชาวลำปางเรียกว่า “พ่อเลี้ยงหลุยส์” หรือ
“มิสเตอร์หลุยส์” เป็นชาวต่างประเทศที่มีช่ือเสียงในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ นอกเหนือจากเป็นนัก
ธุรกิจด้านป่าไม้ยังเป็นพระสหายร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยหู่ ัว รัชกาลท่ี ๕ โดยมมี ารดาของนายหลุยส์ ชื่อ “นางแอนนา ทีเลียวโอโนเวนส”์ หรอื รู้จัก
กันในนามของ “แหม่มแอนนา” เป็นครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสยามซ่ึงพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ ได้ว่าจ้างให้มาสอนภาษาอังกฤษให้แก่พระราชโอรส พระราช
ธิดาและเจ้านายต่างๆ ในราชสำนกั สยาม (จริ ะนันท์ พิตรปรีชา,๒๕๔๒)
นายหลยุ ส์ไดเ้ ข้ามาทำอาชพี ธรุ กิจปา่ ไม้ในพ้นื ทภี่ าคเหนอื และเดนิ ทางไปในทอ้ งทต่ี า่ ง
ๆในสยาม มาพำนักท่ีบริษัทหลุยส์ฯ สาขาลำปาง หรอื ชาวชุมชนท่ามะโอเรียกกันในภายหลังว่า
“บ้านหลุยส์”บ้านหลุยส์จึงเปน็ ท้งั สำนกั งานป่าไม้และบ้านพักในตัวเอง โดยชั้นบนใชเ้ ป็นบ้านพัก
22
ของผู้จดั การบรษิ ัทส่วนชั้นล่างเป็นสำนักงานธุรการ จนกระท่ังเมื่อเร่ิมเกิดสงครามโลกคร้ังที่ ๒
พ.ศ.๒๔๘๔ ผู้จัดการบรษิ ัทซึ่งเป็นชาวอังกฤษและผู้เก่ียวข้องท่เี ป็นชาวต่างประเทศท้ังหมดต้อง
ล้ีภัยหนีออกจากประเทศไทยทำให้สำนักงานบริษัทแห่งนี้ได้ถูกท้ิงร้าง และต่อมากลายเป็น
ทรัพย์สนิ ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) โดยใช้เปน็ บ้านพกั ของพนักงานมาเป็นเวลากว่า
๕๐ ปี
ใน ภ าย ห ลั ง จั ง ห วั ด ล ำป าง แ ล ะ ชุ ม ช น ท่ าม ะโอ ได้ เห็ น ค ว าม ส ำคั ญ ข อ ง บ้ าน เก่ า ท่ี
ทรงคุณค่าและมีสถาปัตยกรรมครี่งตึกครง่ึ ไม้ศิลปะผสมผสานไทยกับตะวนั ตกท่ีงดงาม แปลก
ตา นำไปสู่การเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวจึงได้ประสานงานกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ขอใช้พื้น
ที่มาจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในช่ือ “ท่ามะโอ เรโทรแฟร์” มีการจัดกิจกรรมด้านวัฒนธรรม
การแสดงดนตรีร่วมสมัย กิจกรรมสำหรับเด็ก การจำหน่ายสินค้าของชุมชน มีบริการรถรางนำ
เที่ยวชมเมืองเก่านครลำปาง เป็นต้น โดยมีการเปิดชั้นล่างของบ้านหลุยส์จัดเป็นนิทรรศการ
ถ่ายภาพเก่า และภาพวาดเกี่ยวกับบ้านหลุยส์และชีวิตของฝรั่งทำป่าไม้ในลำปาง กิจกรรม
ดังกล่าวจัดขึน้ ทุกวนั เสาร์ท่ี ๓ ของเดือน การจัดกิจกรรมท่ามะโอเรโทรแฟร์ แม้ว่าจะเป็นช่วงระย
เวลาหนึ่ง แต่ก็ทำให้ให้บา้ นหลุยส์ทเ่ี คยเป็นที่รจู้ ักเฉพาะคนในชุมชนท่ามะโอเท่าน้ัน ได้กลายเป็น
สถานที่ท่องเท่ียวซ่ึงคนลำปางและนักท่องเท่ียวทั่วไปอยากจะมาเย่ียมชมเม่ือเดินทางมาเยือน
เมอื งลำปาง
กจิ กรรมทา่ มะโอเรโทรแฟร์ท่ีบา้ นหลุยส์
23
วดั ประตปู อ่ ง
วดั ประตูป่อง เปน็ วัดทตี่ งั้ อยู่ติดประตเู มืองโบราณร่นุ ท่ี ๒ ของเมืองเก่านครลำปาง ที่
ช่อื ว่า “ประตูป่อง” คำว่า “ป่อง” ในภาษาเหนือหมายถึง “คาดแคล้วหรือปลอดภัย” ซ่ึงเป็นชื่อ
ท่ีเป็นมงคล ความโดดเด่นของวัดแห่งน้ีคือมีวิหารแบบล้านนาขนาดเล็ก ด้านหน้าวิหารเป็นลาย
ไส้หมซู ่ึงถือเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณะของเมอื งลำปาง ภายในวิหารจะมีภาพวาดตามฝาผนัง
อายุราว ๑๐ กว่าปีเป็นภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเหนือหรือชาวล้านนาในอดีต เช่น การฟ้อนผี
การเข้าวัดทำบุญ ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น ภาพวาดแบบน้ีซ่ึงถือว่าแปลกว่าวัดโดยท่ัวไปที่
มกั จะเปน็ เรื่องราวในทางพุทธศาสนา
วัดประตูป่องแห่งน้ีมีซุ้มประตูโขงท่ีงดงามและโดดเด่น ตามคติความเชื่อของล้านนา
ในอดีต ถือว่า วัดใดที่มีซุ้มประตูโขงมักจะเป็นวัดที่มีความสำคัญ เช่นเป็นวัดที่เจ้านายเป็นผู้
อุปถัมภ์ หรอื วัดสำคัญของชุมชน แต่อย่างไรก็ตามซุ้มประตูโขงของวดั ประตูป่องเปน็ ซุ้มประตู
ที่สร้างขึ้นมาใหม่ (ไม่สอดคล้องตามคติแบบเดิม ซุ้มประตูโขงเป็นเสมือนตัวแทนประตูสู่
สวรรค์ (แทนป่าในสวรรค์ตามคติของพุทธศาสนา) จึงทำให้บนซุ้มประตูประกอบไปด้วยรูปป่า
ไม้และสัตว์ต่างๆ ซุ้มประตูโขงของวัดประตูป่องแม้จะเป็นซุ้มประตูที่ถูกสร้างข้ึนมาใหม่มาราว
๒๐ ปี แต่ก็มีความงดงามและเพ่ิมเสน่ห์ให้กับวัดประตูป่องมากย่ิงข้ึน มีนักท่องเที่ยวมาสนใจ
ถา่ ยภาพเปน็ จำนวนมาก
วัดประตูป่องเป็นวัดที่อยู่ติดกับกำแพงเมืองโบราณรุ่นที่ ๒ ของเมืองเก่านครลำปาง
ทำด้วยอิฐปนดิน ตรงบริเวณที่เรียกว่า “ประตูป่อง” กำแพงเมืองโบราณในบริเวณแนวนี้เป็น
กำแพงเก่าท่ียังคงหลงเหลือร่องรอยท่ีชัดเจนท่ีสุดแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง เน่ืองจากอยู่ติดกับ
สถานท่ีราชการ บริเวณน้ันยังพบมีซากของหอรบหรือป้อมปราการในยุคสมัยของพระยากาวิละ
ขณะเป็นเจา้ ผู้ครองนครลำปาง นับได้ว่าเป็นโบราณสถานท่ีทรงคุณค่ายิ่งแหง่ หนึง่ ของเมอื งลำปาง
แม้ว่าวัดประตูป่องจะเป็นวัดขนาดเล็กแต่มีความงดงามแห่งหนึ่งและสัญลักษณ์อันหน่ึงของ
ชุมชนท่ามะโอที่เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสังคมของชุมชน ใน
ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนที่รู้จักและมีการทำถ่ายทำสารคดีเชิงวัฒนธรรม
ภายในวัดประตปู ่องแห่งน้ีมากข้ึน
24
ซุ้มประตโู ขงของวดั ประตูปอ่ ง
ชมุ ชนทา่ มะโอ ถนนสายวัฒนธรรม และก่เู จ้าย่าสุตตา
ชมุ ชนทา่ มะโอเป็นชมุ ชมเก่าแก่ท่ีมบี รรยากาศแห่งความรน่ื รมณ์ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า
นครลำปาง ชื่อของ “ท่ามะโอ”มขี ้อสันนิษฐานอยู่ ๒ ทาง ทางแรกหมายถึง ท่าน้ำท่ีมีการปลูกส้ม
โอกันมาก เน่ืองจากบริเวณน้ันมีสถานที่ในชื่อคล้ายคลึงกัน เช่น ท่าเก๊าม่วง (ท่าต้นมะม่วง) อีก
ข้อสันนิษฐานหนึ่งบอกว่า “มะโอ” เป็นคำเพี้ยนมาจาก “ปะโอ” ซ่ึงเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุหน่ึงใน
ประเทศสหภาพเมียนมาร์ (พม่า) พบว่า ชาวพม่าท่ีมีเช้ือสายปะโอจำนวนหนึ่งได้เข้ามาประกอบ
อาชีพทำป่าไม้เม่ือกว่า ๑๕๐ ปีมาแล้วและมาต้ังรกรากในชุมชนท่ามะโอ ท่ามะโอถือเป็นย่านเก่า
ของชาวพม่าทเี่ ข้ามาประกอบอาชพี ทำปา่ ไม้เม่ือกว่า ๑๕๐ ปีมาแล้ว พบว่ามวี ัดท่ามะโอ และบ้านไม้
เก่าแก่ที่สวยงามอยู่หลายหลัง เช่น บ้านเสานัก บ้านหลุยส์ เป็นต้น ปัจจุบันชุมชนท่ามะโอเป็น
ชุมชนดา้ นการท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมท่มี ีช่อื เสียงในระดบั ประเทศ
ถนนสายวัฒนธรรมเป็นชือ่ เรยี กในเชิงการทอ่ งเท่ยี วของถนนคนเดินที่เพิ่งเกดิ ขึ้นใหมร่ าว
๑๐ ปที ี่ผ่านมาโดยเป็นถนนคนเดินในช่วงของเย็นวันศุกรเ์ กิดขน้ึ ท่ามกลางการทอ่ งเทีย่ วในกระแส
โหยหาอดีต ในเวลาท่ีไลเ่ ลี่ยกบั การเกิดกองกองต้า ถนนคนเดนิ ทม่ี ีชอ่ื เสยี งอีกแหง่ หนงึ่ ของเมือง
ลำปาง เป็นการริเร่ิมของชาวชุมชนท่ามะโอเพื่อใช้พ้ืนที่นี้เป็นแหล่งพบปะ จำหน่ายสินค้าและ
25
แสดงงานทางวัฒนธรรมของชุมชน ในระยะแรกยังไม่เป็นท่ีรู้จักมากนัก แต่ในปัจจุบันถนนสาย
วัฒนธรรมของชมุ ชมทา่ มะโอได้กลายเป็นแหลง่ พักผ่อนหย่อนใจและจำหนา่ ยสนิ คา้ ของผู้คนในตัว
เมืองลำปาง ถนนสายวัฒนธรรมแห่งน้ีจัดขึ้นบนถนนป่าไม้ ในตำบลเวียงเหนือซ่ึงมีกู้เจ้าย่าสุตตา
(ซุ้มประตูโขงของวัดกากแก้ว) เปน็ จดุ หมายทีน่ ่าสนใจของถนนแห่งน้ี ความโดดเด่นของถนนสาย
วัฒนธรรมคือสินค้าที่นำมาขายเป็นพืชผักพ้ืนบ้านและอาหารพ้ืนเมืองในท้องถ่ินที่หลากหลายให้
เลือกซ้ือ นอกจากน้ียังมีอาหารหวานคาวโดยทั่วไปให้ซ้ือในบรรยากาศยามค่ำของทุกวันศุกร์ที่ให้
ผู้คนและนกั ทอ่ งเที่ยวมาเทยี่ วชมและพกั ผอ่ น
ในถนนสายวัฒนธรรมยังมสี ถานท่โี ดดเดน่ เป็นจดุ ท่ีนักทอ่ งเทยี่ วนิยมมาถ่ายภาพกันมาก
คือ กเู่ จา้ ยา่ สตุ ตา เปน็ ช่ือเรียกของซุ้มประตูโขงของวดั กากแก้วซึ่งเปน็ วัดรา้ ง ในที่นกี้ ู่มไิ ด้หมายถึง
สถูปสำหรับการบรรจุกระดูกของมนุษย์แต่อย่างใด แม้ว่าจะมีความเชื่อของชาวบ้านอยู่บ้างตาม
ตำนาน แต่ยังไม่เป็นที่เข้าใจและมีหลักฐานชัดเจน กรมศิลปากรได้มาทำการบูรณะและขึ้น
ทะเบียนเป็นโบราณสถาน กู่เจ้ายา่ สุตตาเปน็ ซุ้มประตูโขงขนาดกลางท่ีมีความสวยงาม สะทอ้ นถึง
ความเป็นวัดที่สำคัญของชุมชน มีลายปูนปั้นรูปเทวดา และลายไม้ดอกแบบล้านนาซึ่งคลา้ ยคลึง
กบั ลายปูนปั้นของวิหารในวัดเจ็ดยอดท่ีเมืองเชียงใหม่อันเป็นต้นแบบของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
กู่เจา้ ยา่ สุตตาเปน็ โบราณสถานที่โดดเด่นและเปน็ สัญลกั ษณส์ ำคัญของถนนสายวัฒนธรรมแห่งน้ี
กเู่ จ้าสตุ ตา (ซุ้มประตูโขงของวดั กากแก้ว) บนถนนสายวฒั นธรรม
วดั ปงสนกุ
วดั ปงสนุกเปน็ วัดสำคัญที่เช่ือว่าเป็นวัดหลวงกลางเวียงของเมืองเก่านครลำปาง รุ่นท่ี
๒ ในสมยั ท่ีเมืองลำปางเป็นสว่ นหน่ึงของล้านนา และเปน็ วัดทมี่ ีลักษณะพเิ ศษโดยมพี ระธาตแุ ละ
วิหารหลังเล็กตั้งอยู่บนม่อนดอยที่มนุษย์สร้างข้ึนตามคติความเช่ือในทางพุทธศาสนา โดยมี
บนั ไดนาคเป็นทางนำไปสู่ซุ้มประตูโขงอันเปรียบเหมือนประตูสู่สวรรค์ ในอดีตวัดปงสนุกอยู่ติด
26
กบั ริมฝั่งของแม่น้ำวัง ตอ่ มาแม่น้ำวังเรม่ิ เปลย่ี นทิศทางทำให้วัดอยู่ไกลออกจากแม่น้ำ วดั แห่งนี้
เคยเป็นท่ีต้ังของเสาหลักเมืองหลักแรกตามคติความเช่ือของสยาม (ไทยภาคกลาง) ในสมัย
รัชกาลท่ี ๔ เพราะถือว่าวัดปงสนุกเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของเมืองเก่านครลำปางรุ่นท่ี ๒
(เกรียงไกร เกดิ ศริ ิ,๒๕๕๐)
แม้ว่าจะเป็นวดั สำคัญแต่วัดปงสนุกยังไม่เป็นที่รจู้ ักของชาวลำปางและนักท่องเท่ียวมาก
นัก เพ่ิงมาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้าง จนกระท่ังภายหลังจากท่ีได้รับรางวัล Award of Merit ปี
๒๐๐๘ (พ.ศ.๒๕๕๑) จากองค์การยูเนสโกประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอันเป็นผลงานการ
อนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ โดยความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชนร่วมกับคณะวิจิตรศิลป์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวิหารพระเจ้าพันองค์เป็นจุดเด่นท่ีสำคัญของวัดปงสนุก ด้วย
ความเป็นวิหารที่มีหลังคาทรงสูงสวยงามแปลกตา เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานล้านนา จีน
พม่า และไทยภาคกลาง อายุกว่า ๑๓๐ ปีเชื่อกันว่าสร้างโดยชาวเชียงแสนท่ีอพยพเข้ามาในเมือง
ลำปาง โดยนำแบบมาจากวิหารในเมืองสิบสองพันนา ประเทศจีนซึ่งวิหารลักษณะนี้เหลือเพียง
แห่งเดียวในประเทศไทย เหตุทเ่ี รียกว่า “วิหารพระเจ้าพันองค์” เพราะภายในวิหารมีพระพิมพ์
ทำด้วยดินเผาติดตามด้านในของหลังกว่า ๑,๐๘๐ องค์ นอกจากน้ีในตัววิหารเป็นแหล่งรวมคติ
หรือความเชื่อทางพุทธศาสนามากมาย เช่น มีพระพุทธรูปส่ีองค์ แทนความหมายของ
พระพุทธเจ้าท่ีตรัสรู้แล้ว ๔ องค์และกำลังรอคอยพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในกัป (จำนวนชาตินับไม่
ถ้วน) น้ี
วัดปงสนุกเป็นวัดท่ีมีของเก่ามากมายแห่งหน่ึงในตัวเมืองลำปางและชาวบ้านจึงต้องการ
จะอนุรักษ์เพ่ือเก็บรักษาและเป็นการให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อมา จึงจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์
โดยใช้กุฏิ และศาลาวัด มีสิ่งของต่างๆ เช่น หีบธรรม (กล่องเก็บพระธรรม) พระพุทธรูปไม้
ของเก่าต่างๆ เป็นต้น มีป้ายข้อความอธิบายให้ความรู้แก่ประชาชน พิพิธภัณฑ์ในรูปแบบน้ี
เรียกว่า “พิพิธภัณฑ์จัดแสดงส่ิงของ” ถือเป็นการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นทั้งการรักษา
ส่ิงของโบราณและการให้ความรู้ไปพร้อมกันด้วย ในปัจจุบันวัดปงสนุกจึงเป็นอีกวัดหนึ่งที่มี
ความน่าสนใจของเมืองลำปาง และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองลำปางได้ให้ความสนใจเข้ามา
เย่ยี มชมอยอู่ ยา่ งสมำ่ เสมอ
27
วิหารพันองค์ วหิ ารทีง่ ดงามและโดดเด่นเปน็ สญั ลักษณ์ของวัดปงสนกุ
สะพานรัษฏาภเิ ศก
สะพานรัษฎาภิเศกเป็นสะพานเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาคู่
กับการเปลี่ยนแปลงสังคมลำปางเขา้ สู่ยุคสมัยใหม่ตั้งแต่มีการสัมปทานป่าไม้และการเข้ามาของ
รถไฟสายเหนือ ตามประวัติบอกว่าเดิมเป็นสะพานไม้ที่ใช้ข้ามลำน้ำวัง สร้างเม่ือปี พ.ศ.๒๔๓๖
รัชกาลที่ ๕ ต่อมาสะพานที่ทำด้วยไม้ได้พังลงไปจึงถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยคอนกรีตเสริม
เหล็ก เป็นรูปคันธนูมี ๔ โค้ง และหวั สะพานมีสัญลักษณเ์ ปน็ ตราครุฑซง่ึ แทนความหมายของตรา
ประจำของพระมหากษัตริย์ไทย และด้านข้างมีรูปไก่ขาวเปน็ สัญลักษณแ์ ทนเมืองลำปาง โดยสร้าง
เสร็จเม่ือปี พ.ศ.๒๔๖๐ ให้ชื่อเพ่ือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ในโอกาสท่ีทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ ๒๕ ปี ว่า “สะพาน
รัษฏาภิเศก” (ในความเป็นจริงน่าจะเขียนว่า “รัชดาภิเษก”) แต่เปล่ียนไปเขียนว่า “รัษฎา
ภเิ ศก” ซ่ึงขณะนีย้ งั ไม่พบหลกั ฐานวา่ ทำไมถงึ ใชช้ ่ือเช่นนี้
ในอดีตสะพานรัษฎาภิเศกเป็นเพียงสะพานที่ประชาชนสองฝ่ังแม่น้ำวังใช้สัญจรไปมา
เท่าน้ัน แต่ปัจจุบันคุณค่าและความสำคัญของสะพานแห่งน้ีกลายเป็นจุดเด่นสำคัญหรือ Land
Mark ของตวั เมอื งลำปาง นักทอ่ งเทีย่ วมักจะนิยมมาถา่ ยภาพหรอื ค่บู า่ วสาวก่อนพธิ แี ต่งงานก็จะ
มาถา่ ยภาพทสี่ ะพานแห่งน้ี ในระยะหลงั เทศบาลนครลำปางและการทอ่ งเทีย่ วแห่งประเทศไทยได้
ร่วมมือกนั จัดงานเฉลิมฉลองสะพานรัษฎาภิเศกครบรอบในวาระต่างๆ เช่น ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี มี
กิจกรรมด้านศิลปวัฒธรรม การแสดงละครเวที การจำหน่ายสินค้าเพ่ือทำให้สะพานรัษฎาภิเศก
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ไปพร้อมกันด้วย สะพานรัษฎาภิเศกจึงเป็น
สถานที่ทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเมืองลำปางที่น่าชมด้วยความงดงามแปลกตาของโค้ง
สะพานท่มี เี พยี งไมก่ ่ีแห่งในประเทศไทย
28
ภาพเกา่ ของสะพานรษั ฎาภิเศกในอดตี
เอื้อเฟื้อภาพ : อาจารย์สวุ ภรณ์ ชูโต
ตลาดจีนหรือกาดกองตา้
ตลาดจีนหรือปัจจบุ ันนิยมเรียกว่า “กาดกองต้า” เป็นสถานท่ีท่องเท่ียวแบบคนคนเดิน
ยอดนิยมในยามค่ำคืนของเมืองลำปางท่ีท้ังคนในเมืองลำปางและนักท่องเท่ียวนิยมมาเที่ยวชม
จดุ เด่นของกาดกองต้า ก็คืออาคารหรือสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตกรวมถึงจีนและพม่าซึ่งมี
อยู่จำนวนมากและทรงคุณค่าให้ความงดงามทางศิลปกรรมอย่างย่ิง โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ใจ
กลางของกาดกองต้าต้ังอยู่โดดเด่นเป็นสง่า ชื่อ “อาคารหม่องโง่ยซ่ิน” ถือเป็นสถาปัตยกรรม
ตะวันตก ผสมไทยและพม่า เคยได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิก
สยาม
กาดกองต้านั้นเป็นพื้นท่ีในการค้าขายแลกเปลี่ยนมาแต่อดีต เดิมท่ีเดียวก่อนหน้าท่ีรถไฟ
สายเหนือจะมาถึงนครลำปางในปี พ.ศ.๒๔๕๙ พื้นทีแ่ ห่งนี้เปน็ ท่าเรือในการขนส่งสนิ คา้ จากปากน้ำ
โพ จังหวัดนครสวรรค์เข้ามาค้าขายแลกเปล่ียนยังเมืองลำปาง มีการแลกเปล่ียนสินค้าท้ังของ
ทางภาคเหนือและภาคกลางไปมาโดยทางเรือ ทำให้กาดกองต้าเป็นที่พบปะของผู้คนหลายหลาย
ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วงเวลาน้ันเมืองลำปางมีธุรกิจการทำป่าไม้ที่รุ่งเรืองท่ีสุดของ
ภาคเหนือตอนบน จงึ มีชาวอังกฤษ พม่า อินเดีย จีน ไทยใหญ่เข้ามาในเมอื งลำปางเป็นจำนวนมาก
เพือ่ การคา้ ในธรุ กจิ การทำปา่ ไม้ และการคา้ ขายในรปู แบบอื่นๆ (กติ ศิ ักดิ์ เฮงษฎีกุล, ๒๕๕๒)
ในกาดกองต้าจะมีคนจีนเป็นกลุ่มใหญ่ที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่หลายระลอก ทำให้
เรียกช่ือตลาดแห่งนี้ว่า “ตลาดจนี ” หรือคนทอ้ งถ่ินเรียกเป็นการภายในวา่ “กาดกองต้า” มรดก
ท่ีกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ที่เข้ามาพักอาศัยหรือซ้ือขายแลกเปลี่ยนในบริเวณกาดกองต้า คือ อาคาร
บ้านเรือน สถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตกที่ทรงความงดงาม ทำให้กาดกองต้าจัดเป็นถนนคน
เดินท่ีสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย กิจกรรมคนคนเดินจะจัดข้ึนทุกวันเสาร์และวัน
อาทิตย์มีการจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ เช่น อาหาร ของใช้ ของท่ีระลึก รวมทั้งกิจกรรม
29
กลางแจ้งต่างๆ เช่นดนตรีสด การจัดแสดงภาพวาด การแสดงดนตรีพื้นเมืองของนักเรียนเป็น
ตน้ ในปัจจุบันกาดกองต้าได้เกิดถนนศิลปะ (Street Art) บริเวณริมน้ำวังซึ่งวาดภาพ
ติดตามกำแพงบ้านและอาคารซึ่งเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจให้แก่กาดกองต้าให้นักท่องเท่ียวได้เข้ามา
เท่ยี วชมและถา่ ยภาพเป็นจำนวนมาก
ภาพเก่าของอาคารเก่าในบรเิ วณตลาดจีนหรอื กาดกองตา้
เอื้อเฟ้ือภาพ : อาจารย์วิสฐิ ตรี ณวฒั นากูล
สถานรี ถไฟนครลำปาง
การเกิดขึ้นของสถานีรถไฟนครลำปางในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของ
เมอื งลำปาง
ยุ ค ส มั ย ท่ี ส ำคั ญ เพ ร าะรถ ไฟ ส าย เห นื อ ที่ มุ่ งสู่ เมื อ งล ำป างได้ น ำ ค วาม เป็ น สั งค ม เมื อ งแ บ บ
กรงุ เทพฯ ท้ังวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมหรือสินค้าท่ีแปลกตาในสมัยน้ัน รวมถึงรถม้าอันเป็น
เอกลกั ษณะของเมืองลำปางในปัจจุบันกเ็ ข้ามาในยุครถไฟ รถไฟถึงเปรียบประดุจยานพาหนะท่ีนำ
ความเจริญแบบสมัยใหม่มาสู่เมืองลำปางหรือสีสันจากบางกอกเข้ามา ย่านการค้าบริเวณกาด
กองต้าท่ีเคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะท่าเรือสินค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภาคเหนือตอนบนได้เร่ิม
ซบเซาลง แตบ่ ริเวณสถานีรถไฟนครลำปางหรือย่านสบตุ๋ยกลับกลายเป็นยา่ นเศรษฐกิจที่คึกคัก
และสำคัญแห่งใหม่ในยุคนั้น เกิดร้านค้า โรงแรม รถม้าขนส่งสินค้า และผู้คนท่ีหลากหลายใน
บริเวณยา่ นสถานีรถไฟโดยเฉพาะไดม้ ีชาวจนี อพยพมาจากรุงเทพฯโดยทางรถไฟและการตั้งรกราก
อย่ทู ี่เมอื งลำปางหลายระลอก (กนกวรรณ อทู่ องทรัพย,์ ๒๕๕๖)
สถานีรถไฟนครลำปางจึงเป็นจุดในการเดินทางจากลำปางถึงกรุงเทพฯได้รวดเร็วท่ีสุดใน
ยุคน้ัน ยังเป็นชุมชนการค้าขาย การแลกเปล่ียนทางสังคมวัฒนธรรมท่ีสำคัญของภาคเหนือ
ตอนบน ดว้ ยเหตทุ ่ีรถไฟสายเหนอื มาหยุดอยู่ทีเ่ มอื งลำปางนานเกือบ ๑๐ ปีเพราะอุโมงค์ขุนตาน
ยังอยู่ระหว่างการขุดเจาะ จนกระทั้งต่อมาเม่ือได้ขุดอุโมงค์ขุนตานสำเร็จ รถไฟสายเหนือก็ย้าย
ปลายทางไปท่ีเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าความเจริญทางเศรษฐกิจที่ย้ายไปยังเมืองเชียงใหม่ แต่
30
สถานีรถไฟนครลำปางก็ยังคงความสำคัญโดยเฉพาะอาคารสถานีรถไฟท่ีเป็นสถาปัตยกรรมไทย
ผสมตะวันตกอันงดงามและทรงคุณค่า จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิก
สยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปัจจุบันแม้วา่ ย่านการค้าบริเวณสบตุ๋ยจะไม่ได้คึกคักดังเช่นในยุค
รถไฟ พ.ศ.๒๔๕๙ แต่เม่ือใครมาเยือนเมืองลำปางก็แวะไปชมสถานีรถไฟท่ีสวยงามและเป็น
สญั ลักษณ์แห่งหนึ่งของเมืองลำปาง ในต้นเดอื นเมษายนของทกุ ปที างจงั หวัดได้จัดกจิ กรรมรำลึก
ประวัติศาสตร์รถม้ารถไฟขึ้นท่ีสถานีรถไฟนครลำปางเพื่อระลึกถึงความสำคัญที่รถไฟมาถึงเมือง
ลำปางเม่ือร้อยกว่าปีท่ีแล้วและได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองและ
วฒั นธรรมอยา่ งขนานใหญ่ให้แก่เมืองลำปาง
กจิ กรรมรำลกึ ประวตั ศิ าสตร์รถม้ารถไฟที่สถานีรถไฟนครลำปาง
กาดเก๊าจาว
ตลาดพื้นบ้านยามเช้าในช่ือ “กาดเก๊าจาว” ต้ังอยู่บริเวณย่านสบตุ๋ย ใกล้กับสถานีรถไฟ
นครลำปางซ่ึงเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองลำปางในอดีตมีอายุกว่าหนึ่งร้อยปีบริเวณรายรอบ
เต็มไปด้วยหอ้ งแถวไม้กว่า ๓๐ คูหา สร้างราวปี พ.ศ.๒๔๕๙ ซึ่งพร้อมกับการมาถึงของรถไฟสาย
เหนือ แต่เดิมมีต้นเก๊าจาวหรือต้นขะจาวขนาดใหญ่ขวางแนวทางรถไฟอยู่ต้นหน่ึงและมีความ
จำเป็นต้องตัดทิ้ง ต่อมาชาวบ้านในบริเวณน้ันได้นำส่ิงของมาวางขายจนเกิดเป็นตลาดเล็กๆ ริม
ทางรถไฟข้ึน ชาวบา้ นจึงเรียกตลาดเล็กๆ แหง่ นี้ตามช่อื ของต้นขะจาวต้นนั้น เม่อื เกดิ สงครามโลก
ครง้ั ที่ ๒ ราว พ.ศ.๒๔๘๖ เกิดไฟไหมใ้ นตลาด หลงั จากนน้ั จงึ ไดเ้ รม่ิ สรา้ งอาคารห้องแถวไม้ ทำให้
พ้ืนท่ีบริเวณน้ีได้ขยายตัวกลายเป็นชุมชนที่มีการซ้ือขายแลกเปล่ียนกันมากข้ึนและพัฒนา
กลายเปน็ ตลาดมกี ารตั้งชือ่ วา่ “ตลาดรัตน”์ แต่ผคู้ นนิยมเรียกวา่ ”กาดเกา๊ จาว” มากกว่า
31
ในยามเช้าของทุกวนั ในกาดเก๊าจาว ตลาดเกา่ พ้นื บ้านจะมีพ่อค้าแม่คา้ นำของมาจำหนา่ ยเป็น
ผัก ผลไม้ ของสดนานาชนิด โดยเฉพาะผักพื้นเมืองท่ีไม่ค่อยได้พบเห็นโดยทั่วไป เป็นลักษณะ
ตลาดแบบแบกะดินซ่ึงก็ทำให้ดูมีเสน่ห์ไม่น้อย นอกจากนี้ยังมอี าหารเช้าแบบไทย-จีนให้เลือกอีก
มากมาย เช่น ข้าวมันไก่แม่ละมัย กาแฟโบราณเฮียฮวด แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ก๋วยจั๊บ
ปาท่องโก๋ ขนมครก และขนมไทยทีอ่ ร่อยมากมาย คณุ คา่ ของกาดเก๊าจาวคือตลาดพ้ืนบ้านยามเช้า
ที่ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนลำปางซ่ึงนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาสัมผัสได้ในยามเช้าของทุกวัน
ความเป็นตลาดพ้ืนบ้านท่ีทรงเสน่ห์รายรอบด้วยห้องแถวไม้และมีสินค้าท้องถิ่นที่เป็น
เอกลักษณ์ได้สรา้ งความสนใจให้กับนักท่องเท่ียวท่ามกลางกระโหยหาอดีตท่ีอยากจะมาเยี่ยมชม
และหาซ้ือสินคา้ ในเวลาทมี่ าเยอื นเมอื งลำปาง
กาดเก๊าจาวในยา่ นสบตยุ๋
วัดศรีรองเมือง
วัดศรีรองเมืองเป็นหน่ึงในจำนวนวัดท่ีมีศิลปะพม่าและไทใหญ่ในเมืองลำปาง ได้สะท้อน
ถงึ ความร่งุ เรืองทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมป่าไม้ในเมอื งลำปางในชว่ งราวปี พ.ศ.๒๔๓๘ ที่นำ
โดยบริษัทป่าไม้จากต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ได้นำผู้ร่วมงานจากพม่าเข้ามาอาทิ ชาวพม่า ชาวไท
ใหญ่ เป็นต้นซึ่งมีหน้าท่ีเป็นหัวหน้าแรงงานในการทำป่าไม้ ต่อมาบริษัทป่าไม้ซึ่งมีชาวตะวันตก
เป็นผู้จัดการบริษัทได้ขยายธุรกิจเขา้ รับทำอุตสาหกรรมป่าไม้ในพื้นที่กวา้ งใหญ่มากข้ึน จึงได้แบ่ง
ให้หัวหน้าแรงงานท่ีมีความไว้วางใจรบั ช่วงไปทำต่อ ด้วยความอดทนและขยันขันแขง็ ของชาวพม่า
และชาวไทยใหญ่ทำให้ธุรกิจการค้าไม้ประสบความสำเร็จและได้สั่งสมทุนจนมีฐานะร่ำรวย หลาย
คนมฐี านะเป็นคหบดีคนสำคัญของเมืองลำปางในยุคน้ัน จนมจี ิตศรทั ธาสรา้ งวัดหรือบูรณะวัดท่ีมี
มาแต่เดิมให้เป็นศิลปะแบบพม่าและไทใหญ่ข้ึนจำนวนกว่า ๑๐ แห่ง อาทิวัดศรีชุมนำโดยหม่องยี
บริบูรณ์ ชาวพม่า วัดป่าฝางนำโดยหม่องส่วยอัต สุวรรณอัตถ์ ชาวพม่า วัดท่ามะโอนำโดย
32
หม่องจันโอง จันทรวิโรจน์ ชาวพม่า ในส่วนของวัดที่สร้างโดยชาวไทใหญ่ อาทิเช่น วัดศรีรอง
เมือง วดั มอ่ นจำศีล วัดมอ่ นปู่ยักษ์ เปน็ ตน้
วัดศรรี องเมือง หรือมชี ่อื เดิมว่า “วดั ท่าคราวนอ้ ยพม่า” สรา้ งโดยคหบดชี าวไทใหญ่นำโดย
พ่อเฒ่าอินต๊ะ ศรีรองเมือง ผู้ถวายที่ดิน และสรา้ งราว พ.ศ.๒๔๔๗ ความโดดเด่นของวัดศรีรอง
เมืองคือ วิหารศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ซ่ึงเป็นนิยมในช่วงร้อยกว่าปีท่ีผ่านมา มีลักษณะเป็น
หลังคาจ่ัวซ้อนเป็นซุ้มเรือนยอดและมีสังกะสีแดงสวยงาม ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะแบบพม่า ๓ องค์ วัดศรีรองเมืองเป็นวัดท่ีเคยผ่านห้วงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่
สำคัญ เช่น ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้เสด็จ
ประพาสมณฑลพายัพเป็นคร้ังแรกและเป็นพระมหากษัตริย์ของสยามพระองค์แรกที่เสด็จมาถึง
ล้านนา เม่ือครั้งทีพ่ ระองค์ท่านได้เสดจ็ มาถึงเมืองลำปาง วัดศรีรองเมืองก็เป็นวัดหนงึ่ ทีเสดจ็ มา
เยี่ยมชม และทรงถวายพระบรมสาทศิ ลกั ษณ์ของพระองคท์ ่านไว้ในวหิ าร ในช่วงปี พ.ศ.
๒๔๘๕ เกิดเหตุการณ์สงครามโลกคร้ังท่ี ๒ เม่ือกองทัพของญี่ปุ่นเข้ามาถึงเมืองลำปาง วัดศรี
รองเมืองก็กลายเป็นหนึ่งในที่ต้ังกองกำลังของทหารญี่ปุ่นซ่ึงได้เข้ามาพักไว้วิหารหลังใหญ่อันงาม
สง่าน้ีจึงนับเป็นวัดหน่ึงมีมีความน่าสนใจทั้งทางประวัติศาสตร์และศิลปะอันงดงามแบบพม่าที่
เกิดขึน้ ในเมืองลำปางจากยคุ อุตสาหกรรมป่าไม้
วดั ศรรี องเมือง หนง่ึ ในวัดศลิ ปะแบบพมา่ และไทใหญ่ในเมอื งลำปาง
หา้ แยกหอนาฬกิ า และหอปมู ละกอน
ห้าแยกหอนาฬิกาจัดเป็นพื้นท่ีศูนย์กลางของตัวเมืองลำปาง เป็นห้าแยกที่กว้างใหญ่มี
หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่สวยงามต้ังตระหง่านอยู่ตรงกลาง บริเวณรอบข้างเป็นลานกิจกรรมช่ือ
“ข่วงนคร” และสวนสาธารณะ ในโอกาสสำคัญจะใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมระดับจังหวัด เช่น
งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง หรืองานสงกรานต์ งานเทศกาลเฉลิมฉลองวันข้ึนปีใหม่
33
เป็นต้น ตัวหอนาฬิกาแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์อันหนึ่งของเมืองลำปางที่ใครมาเยือนลำปางแล้ว
จะมาถ่ายภาพบริเวณนี้ด้วย สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นราว พ.ศ.๒๔๙๗-๒๔๙๘ ตามนโยบายของ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะน้ัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความ เจริญ
(ชยั วฒั น์ ศุลดิลกลกั ษณ์,๒๕๕๑)
ในบรเิ วณใกลเ้ คียงจะมีสำนกั งานเทศบาลนครลำปางซ่ึงได้จดั ทำพพิ ิธภัณฑ์เทศบาลนคร
ลำปาง หรือเรียกอีกช่ือหน่ึงกว่า “หอปูมละกอน” เป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์เล่าเรอ่ื งของ
สังคมเมืองลำปาง (ในเขตเทศบาลนครลำปาง) โดยเล่าเรอ่ื งราวผ่านนิทรรศการถาวรตงั้ แต่อดีต
ของการสร้างเมืองเก่าเขลางค์นคร สู่ยุคสมัยล้านนา รัตนโกสินทร์เรื่อยมาจนกระทง่ั เข้าสู่ยคุ สมัย
ที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมตามแบบกรุงเทพฯ
ในชว่ งทรี่ ถไฟสายเหนือมาถึงเมอื งลำปางในปี พ.ศ.๒๔๕๙ จนมาถงึ ปัจจบุ ัน
การสร้างหอปูมละกอนมีจดุ มุ่งหมายเพื่อให้คนลำปางและนักท่องเท่ียวไดร้ ู้จักเรื่องราว
อันเป็นภูมิหลังของตัวเมืองลำปางในอดีตโดยสังเขปก่อนท่ีจะไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่ง
อน่ื ในตัวเมืองลำปางหรือในเขตเมืองเก่านครลำปาง หอปูมละกอนจงึ เป็นสถานท่ีซึ่งนักท่องเที่ยว
ไมค่ วรพลาดอย่างยิ่ง
หา้ แยกหอนาฬิกาและข่วงนคร
อาคารศาลากลางจงั หวดั ลำปางหลงั เก่า
พื้นที่ศาลากลางจังหวัดลำปางหลังเก่า เป็นสถานที่สำคัญทางการเมืองการปกครองใน
อดีตระหว่างสยามและเมืองลำปาง ประกอบด้วย เคยเป็นที่ต้ังของหอคำยุคสมัยของพระเจ้า
ดวงทิพย์เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง และคุ้มหลวงซ่ึงเป็นที่อยู่ของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้
ครองนครลำปางคนสุดท้ายถือเป็นหัวใจสำคัญอีกแห่งหน่ึงของเมืองลำปาง มีศาลหลักเมือง
ของลำปางขนาดใหญ่ซงึ่ มเี สาหลักเมืองถงึ ๓ เสาดว้ ยกัน
34
อาคารศาลากลางจังหวัดลำปางหลังเก่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้สร้างข้ึนในราว พ.ศ.๒๕๐๗
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี ๙ ทรงเสด็จพระราชดำเนินมา
ทรงเปิดอาคารแห่งน้ีเมื่อวันท่ี ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๙ นับเป็นอาคารศาลากลางหลังท่ีสอง
ภายหลังจากทีร่ ื้อศาลารฐั บาลหลักแรกท่ีเคยใชม้ าต้ังแตส่ มยั ยุคการเปล่ียนแปลงการปกครองใน
สมยั รัชกาลท่ี ๕
ในปัจจุบันอาคารศาลากลางจังหวัดลำปางหลังเก่าไดพ้ ัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองในช่ือ
“พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เมืองลำปาง” หรือเรียกโดยย่อว่า “มิวเซียมลำปาง” เป็นพิพิธภัณฑ์
ทันสมัยแห่งหนึ่งในส่วนภูมิภาคซึ่งดำเนินการโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ร่วมกับ
เทศบาลนครลำปางเพื่อสร้างแหลง่ เรียนรู้ทางประวตั ิศาสตร์ให้แก่คนลำปางโดยเฉพาะเยาวชนรุ่น
ใหม่ใหร้ ู้จกั รากเหงา้ ของบ้านเมอื งของตนเอง
น อ ก จ าก น้ี ยั ง มี ศ าล แ ห่ ง นี้ เป็ น ท่ี ป ร ะดิ ษ ฐ า น พ ร ะพุ ท ธ รู ป ส ำ คั ญ ป ร ะจ ำ พ ร ะอ ง ค์ ข อ ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ซ่ึงมีอยู่เพียง ๔ องค์เท่าน้ันใน
ประเทศไทย ต้ังอยู่ตามทิศทงั้ ส่ี ทิศเหนือต้ังอยู่ที่ลำปาง ทิศใต้อยทู่ ่ีพัทลุง ทิศตะวันออกอยู่ที่
สระบุรี และทิศตะวันตกอยู่ท่ีราชบุรี มีนามเป็นทางการว่า “พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์
จตรุ ทศิ ” แตช่ าวบ้านท่ัวไปเรียกชอ่ื ว่า “หลวงพอ่ ดำ” เปน็ พระพทุ ธรปู ปางสมาธศิ ิลปะสโุ ขทัย
อาคารศาลากลางหลงั เกา่ จงั หวัดลำปาง
35
บรรณานกุ รม
กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์. (๒๕๕๘). “นครลำปาง : การค้าไม้ การเตบิ โตของบริษทั อังกฤษแล
ชาวพม่า(๑๙๐๐-๑๙๑๔)” ใน สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง.
เลา่ เรอื่ งเมอื งลำปาง. ลำปาง : สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ลำปาง.
กนกวรรณ อูท่ องทรัพย์.(๒๕๕๖). มองเขลางคจ์ ากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั และชมุ ชนวฒั นธรรมเข
ลางค.์ ลำปาง : ป๊กุ ๊อบป.ี้
กิติศกั ดิ์ เฮงษฎกี ลุ . (๒๕๕๒). กาดกองตา้ : ยา่ นเกา่ เลา่ เรอื่ งเมอื งลำปาง. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์
มติชน.
เกรยี งไกร เกดิ ศิริ.(๒๕๕๐). ปงสนกุ : คนตวั เลก็ กบั การอนุรกั ษ.์ กรุงเทพมหานคร :
อุษาคเนย์.
จีระนนั ท์ พิตรปรีชา. (๒๕๔๒).ลูกผชู้ ายชอื่ นายหลยุ ส์.พมิ พ์คร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร :
ประพนั ธส์ าส์น.
ชัยวฒั น์ ศภุ ดลิ กลกั ษณ.์ (๒๕๔๑) พอ่ คา้ กบั การพฒั นาเศรษฐกจิ : ลำปาง พ.ศ.๒๔๕๙-
๒๕๑๒. ภาคนพิ นธป์ รญิ ญารฐั ศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
กรงุ เทพฯ.
ชยั วัฒน์ ศภุ ดลิ กลักษณ.์ (๒๕๕๑).“รถไฟ รถมา้ รษั ฎา นาฬิกา” ใน ไพโรจน์ ไชยเมืองชนื่
บรรณาธิการ. ๒ ฟากแมว่ งั ๒ ฝง่ั นครลำปาง. ลำปาง : เทศบาลนครลำปาง.
ไพโรจน์ ไชยเมอื งชน่ื .(๒๕๕๑). (บรรณาธกิ าร). ๒ ฟากแมว่ ัง ๒ ฝง่ั นครลำปาง. ลำปาง :
เทศบาลนครลำปาง.
โพธิรังส,ี พระ. (๒๕๕๕). คำแปลจามเทววี งศ์ พงศาวดารเมอื งหรปิ ุญไชย. พมิ พค์ รั้งท่ี ๕.
นนทบรุ ี : มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
ภเู ดช แสนสา. (๒๕๕๖). คุม้ หลวง หอคำ เวียงแก้ว สญั ญะขตั ยิ ะลา้ นนา. พิมพค์ ร้ังที่ ๒.
เชยี งใหม่ : แม๊กซ์พรนิ้ ต้ิง.
ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวณั ย.์ (๒๕๕๙) .ทวนกระแสประวตั ศิ าสตร์ลมุ่ นำ้ วงั : พลวตั ของผคู้ นลุ่ม
นำ้ วงั สมยั กอ่ นประวตั ิศาสตร์-กอ่ นการปฏริ ปู หวั เมอื งลาวเฉยี ง พ.ศ.๒๔๒๗. เชยี งใหม่
: แมก๊ ซพ์ ร้ินต้ิง.
ภิญญพนั ธุ์ พจนะลาวณั ย์. (๒๕๕๘).ชาตพิ นั ธุ์ในช้ันประวตั ศิ าสตร์. ลำปาง : สำนักศิลปะและ
วัฒนธรรม. มหาวิทยาลัยราชภฏั ลำปาง.
มงคล ถูกนกึ . (๒๕๕๕). ไทยวน คนเมอื งแห่งลมุ่ แมน่ ำ้ วงั . ลำปาง : บรรณากจิ พริ้นต้ิง.
สรัสวดี ออ๋ งสกุล. (๒๕๕๙) ประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔ . กรุงเทพมหานคร :
อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ติ้ง,
สรุ พล ดำริห์กลุ . (๒๕๔๒) ลา้ นนา : สง่ิ แวดลอ้ ม สงั คมและวัฒนธรรม. กรงุ เทพมหานคร :
โครงการสบื สานมรดกวัฒนธรรมไทย.
สุจริ า หาผลและคณะ. (๒๕๕๖). องค์ความรเู้ กย่ี วกบั เรอ่ื งเลา่ ชมุ ชนเพอ่ื สรา้ งจดุ เดน่ ของแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วในจงั หวดั ลำปาง. รายงานการวิจยั ได้รบั ทุนสนับสนนุ จากสำนกั งานกองทุน
สนบั สนุนการวิจยั .
ศักด์ิ รัตนชัย. (๒๕๑๒). “ประวัตินครลำปาง” ใน ของดีนครลำปาง. ลำปาง : กิจเสรีการ
พิมพ.์
36
อรุณรตั น์ วเิ ชียรเขียวและเดวดิ เค. วยั อาจ. (๒๕๔๓). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ :
สุริวงศ์บคุ๊ เซ็นเตอร์.
37
ประวัติวดั ม่ิงเมอื งมูล
38
ประวตั คิ วามเปน็ มา
วดั มิ่งเมืองมลู เดิมต้ังอยู่ริมแม่น้ำวังต่อมาน้ำเซาะตลิ่งเข้าถึงบริเวณวัดจึงยา้ ยมายังที่ต้ัง
ปัจจุบัน สร้างวัดขึ้นใหม่เม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๐ ไม่มีการระบุและหลักฐานปรากฏแน่ชัดถึงเวลาก่อตั้ง
และสร้างในเวลาใด เดิมมีวัดชื่อว่า “วัดดอนมูล” ได้ถูกแม่น้ำวังกัดเซาะตลิ่งพังในหมู่บ้านซึ่ง
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวัง หรือ บ้านท่าส้มป่อย หมู่ที่ ๑ ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
(สถานที่ปัจจบุ ัน คือ หมูท่ ี่ ๑๗ ต.พิชยั อ.เมือง) และในพ้ืนที่นั้นมีประชากรอยู่หนาแน่น ชาวบา้ น
จงึ ไดแ้ บง่ แยกเป็น ๓ กลุ่มกระจายตั้งถน่ิ ฐานในแหลง่ ท่ีเหมาะสม ดงั นี้
กลุ่มที่ ๑ ได้พากันมาต้ังถ่ินฐานบริเวณวัดม่ิงเมืองมูลในปัจจุบัน โดยสร้างวัดขึ้นมาใหม่
ทางทิศตะวันออกของวัดเดิมและตั้งชื่อวัดแหง่ น้ีวา่ “วัดม่ิงเมอื งมูล” ปจั จบุ ันตง้ั อยู่ ณ หมู่ท่ี ๑๗
ต.พชิ ัย อ.เมืองลำปาง ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ลำปาง – เชยี งราย หลักกิโลเมตรท่ี ๑๗
กลุ่มที่ ๒ ไดพ้ ากนั มาตงั้ ถ่นิ ฐานบรเิ วณ คือ บา้ นดอนมลู รมิ น้ำในปจั จุบนั
กลุ่มท่ี ๓ ได้พากันมาต้ังถ่ินฐานบริเวณฝ่ังตรงข้ามกบั วดั เดิม ซ่ึงเมื่อแม่นำ้ วังได้เซาะตล่ิง
พังพัดเอาวัดไป แม่น้ำแห่งนี้ได้เปลี่ยนสายทางเดินของน้ำเกิดเป็นเกาะ และมีต้นไม้ข้ึนหนาแน่น
พน้ื ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์ ชาวบ้านจึงไดอ้ พยพไปสรา้ งหมบู่ า้ นแล้วต้งั ชอ่ื ขึ้นใหมว่ า่ “บ้านปงดอนมลู ”
จากการจดบันทึกของ หลวงพ่อสม ท่านได้บันทึกถึงปัจจัยสำคัญการเปล่ียนช่ือมาเป็น
“บ้านท่าส้มป่อย” ซ่ึงมีข้อความว่ามีพระเถระ ๒ รูปเดินทางมาสืบหาดอนพง ได้แก่ วัดพระธาตุ
เสด็จในปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดทราบมาก่อน ซึ่งเมื่อท่านได้เดินทางมาถึงแม่น้ำวังทางทิศเหนือ
ของบ้านท่าส้มป่อย ท่ีตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพระธาตุเสด็จ ท่านได้หยุดพักริมแม่น้ำนั้น ซึ่งตรงริม
ฝั่งท่ียื่นออกไปทางตรงกลางของแม่น้ำได้มีโขดหินอันหนึ่งซ่ึงใหญ่โตกว้างกั้นทางประมาณของ
39
พ้ืนที่เปรียบไก้กับพื้นทีท่ ่ีประชาชนประมาณ ๓-๔ คนสามารถจะน่ังวงล้อมกันได้ โดยมีต้นไม้แดง
ตน้ ใหญ่หนาทึบปกคลมุ เป็นร่มเงาอย่างกว้างขวาง เหมาะเป็นสถานท่พี ักผ่อนของคนไปมาไดอ้ ยา่ ง
สะดวกสบาย รวมท้ังพระมหาเถระทั้ง ๒ รปู ได้ลงอาบน้ำสระเกล้าดำหัว ด้วยขม้ินส้มป่อยที่ท่าน
ได้เตรียมมา เม่ือท่านสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ได้นำเมล็ดส้มป่อยที่ใช้แล้วทิ้งลงข้างริมฝั่งแม่น้ำ
ใกล้ๆกบั ต้นไม้แดง และได้เกิดเป็นร่มไม้ใหญ่เพ่ิมขึ้นในเวลาต่อมา ต้นไม้ได้แผ่ปกคลุมไปยังโขด
หนิ ทร่ี มิ ฝ่ังแม่น้ำ ผู้คนท่ีเดินทางผ่านไปมาใชเ้ ป็นสถานทพี่ ักผ่อน จึงเป็นทีร่ จู้ ักกันและเรียกกันติด
ปากว่า “ท่าสม้ ป่อย” ต่อมาเมื่อทา่ สม้ ป่อยมีคนรู้จักและกล่าวขานกนั มากขึ้น ชอื่ เดมิ ของหมู่บ้าน
คือ “ปงดอนมูล” จึงค่อยๆจางหายไป กลายเป็น “บ้านท่าส้มป่อย” จนถึงปัจจุบัน และใน
ขณะเดียวกันพระเถระท้ังสองรูปได้สรงน้ำอยู่ท่านได้ทำออม หรือผอบ ท่ีเป็นภาชนะ บรรจุขม้ิน
ส้มปอ่ ยหลดุ มอื ตกลงท่ีแหง่ นน้ั ชาวบา้ นจงึ ขนานนามพืน้ ที่แห่งน้ันวา่ “วังออม”
ในขณะท่ีแม่จี๋ ปาวงค์ อายุ ๙๑ ปี เกดิ เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๖๙ และเหตุการณ์ในตอนนั้นยายจ๋ี
อายุประมาณ ๑๐ ขวบเศษ ได้บอกเล่าของประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านม่ิงมงคล ว่าในสมัย
อดีตชาวบ้านเรียกพ้ืนท่ีบริเวณนี้ว่า “ม่อนเสือแผ้ว” เนื่องจากเป็นเนินป่าละเมาะมีเสืออาศัยอยู่
คาดว่าได้มาจากท่ีเคยมีประวัติว่าพระชื่อยอดเคยโดนเสือคาบไปจากคำบอกเล่าเมื่อก่อนเสือชุม
มาก แค่สุนัขท่ีนอตามกองไฟยังไม่ได้ต้องถูกเสือคาบไปทุกตัว บางครั้งก็คาบเอาไก่หรือสุนัข
ชาวบ้านไปกนิ ตลอด
ในเร่มิ แรกพ่อเฒ่าสุดใจ ปาวงค์ บิดาของแม่จ๋ี ปาวงค์ คือผู้ท่ีเข้ามาต้ังหลักปักฐานเป็นรุ่น
แรกและให้ลุงก๋วนมาอาศัยอยู่ด้วย เดิมทีพ่อเฒ่าสุดใจ อาศัยอยู่บ้านปงดอนมูล หรือบ้านท่า
ส้มป่อยในปัจจุบัน ต่อมาย้ายมาอยู่ป่าอยู่บริเวณหนองข้ีลืม บนพ้ืนท่ีริมไร่ทางเหนือของห้วยเขา
ห่ม โดยท่านก็ได้ชวนอาปั๋นมาอาศัยอยู่ด้วย โดยหากใครอยากมาอาศัยอยู่ก็ต้องมาจัดการจับจอง
ถากถางพื้นท่ีจับจอง ในขณะนัน้ น้ันได้เกดิ เหตุการณ์ฟา้ ผ่าชาวบา้ นตายจำนวนสองคน ขณะนน้ั ยังไม่
มีวัดในบริเวณน้ี ยังคงมีวัดเดิมตั้งอยู่ ณ ริมน้ำวัง หมู่ ๑๑ ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง โดยวัสดุ
ต่างๆของทางวัด ไม่ว่าจะเป็นอาสนะจำนวนหลายผืน รวมไปถึงรูปป้ันแม่ธรณีบีบมวยผม
พระพุทธรูปปางยืน หรือพระพุทธรูปท่ีสร้างด้วยไม้ได้ถูกนำมากองรวมไว้บริเวณใต้ต้นลาน และ
เหตุผลในการมาจัดต้ังวัดณ แห่งน้ีเน่ืองมาจากวัดเดิมตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวังเกิดน้ำเซาะตล่ิงทุกปี
ทำให้วัดวาอารามได้รับความเสียหายและไม่ม่ันคง จึงย้ายมาตั้งในสถานที่ปัจจุบัน และสันนิษฐาน
วา่ จะเกิดหลังจากการมาของพอ่ เฒา่ สุขใจ เน่อื งจากสมัยกอ่ นพ้ืนที่ยงั เป็นปา่ ไม่มีบ้านหรอื แมแ้ ต่วัด
วาอาราม จากเหตุผลดังกล่าวจึงสันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งน้ีน่าจะสร้างหลังจากการย้ายถิ่นฐานมา
ของพ่อเฒา่ สุขใจ
พ้ืนท่ีหมู่บ้านในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งท่ี ๒ จากคำบอกเล่าในช่วงนั้นพื้นท่ียังคงเป็น
พื้นท่ีป่า มีพวกม้าของทหารญ่ีปุ่นซ่ึงนำมาพักไว้อาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านม่อนเสือแผ้วนี้ ชาวบ้าน
จึงต้องขุดหลุมเพ่ือสร้างหลุมหลบภัยจากการท้ิงระเบิดของเคร่ืองบินรบ แต่ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้าน
ผู้เสียชีวิต จากคำบอกเล่าเห็นว่าแม้แต่แสงไฟก็มีพวกทหารมาควบคุมไม่ให้มีเพราะเห็นว่าหากมี
แสงไฟอาจถูกเคร่ืองบินรบโจมตีได้ ชาวบ้านในสมัยนั้นพื้นท่ีแห่งนี้ยังมีน้อยมีไม่กี่หลังคาเรือน
เมื่อพ้ืนท่ีแถบน้ีเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นหลากหลาย เช่น ต้นงิ้ว พ่อเฒ่าสุดใจเป็นบุคคลแรกท่ีมา
บุกเบิกพื้นที่แห่งนี้ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ตามมาทีหลัง เพ่ือมาสร้างเส้นทางและสร้างพื้นท่ีวัด
40
หมู่บ้านดอนมูล หมู่ 11 ได้แบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน หมู่บา้ นหม่เู ดิมช่ือบ้านดอนมลู หมู่ 11 ตง้ั อยู่
พื้นท่ีใกล้ริมแม่น้ำวัง มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 70 ครอบครัว และต้ังเป็นหมู่บ้านใหม่อยู่
พนื้ ท่ีใกล้ถนนพหลโยธิน สายลำปาง-งาว ตั้งชื่อหมู่ว่า บ้านมิ่งมงคล หมู่ 17 มีประชากรอาศัยอยู่
ประมาณ 200 ครอบครัว การขยายต้ังหมู่บ้านใหม่เพ่ือการกระจายงบประมาณในการพัฒนา
หมู่บ้าน และวัดม่ิงเมืองมูลตั้งอยู่ในเขต บ้านม่ิงเมืองมูล หมู่ 17 จึงเปลี่ยนสถานที่ต้ังวัดตาม
หมูบ่ า้ นในปจั จุบัน
สำหรับเจ้าอาวาสของวัดรุ่นแรก สันนิษฐานว่าจะเป็น “หนานมูล” ซ่ึงเป็นคนในหมู่บ้าน
และเป็นลูกของพ่อเฒ่าหนานเขียว แม่เฒ่าหมูบ แล้วได้ลาสิกขาไปมีครอบครัวที่ทุ่งโฮ้ง ปัจจุบัน
เครือญาตทิ ่ีเหลอื อยขู่ องหนานมูลคือผูใ้ หญ่ไชยวุธ หลกั ฐานเปน็ การสืบค้นในรนุ่ หลาน
ต่อมาพระครูอาทรพิพัฒนกิจ (หลวงปู่สุคำ สาธโร) น้องชายแม่จี๋ ปาวงค์ สมัยตอนบวช
เป็นสามเณรได้ลาสิกขาไป เมื่อลาสิกขาไปเป็นฆราวาสไปทำงานประมาณ ๑-๒ ปี แต่ก็ทำไม่ไหวก็
เกิดไม่สบายจึงได้กลับมาบวชอีกครั้ง ในวัดม่ิงเมืองมูลในสถานท่ีปัจจุบัน ท่านได้สร้างเสนาสนะ
จนเป็นที่ม่ันคงถาวร และได้มรณภาพเม่ือวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ สิริอายุได้ ๘๓ ปี
ศรัทธาญาติโยมจึงได้อาราธนาพระครูสิริธรรมบัณฑิต,ผศ. (พระมหาภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี)
นักธรรมเอก, เปรียญธรรม ๕ ประโยค , M.A. (ภาษาศาสตร์), ค.ม. (การบริหารการศึกษา)
อาจารย์ประจำ และผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นนครลำปาง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวดั มิ่งเมืองมลู ตงั้ แต่ ปี พ.ศ.๒๕๕๖ จนถงึ ปจั จบุ นั
การบรหิ ารและการปกครองโดยเจา้ อาวาสจำนวน ๗ รปู มรี ายนามดงั นี้
พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๔๕๘ พระจอ๋ ย จนฺตสโี ล
พ.ศ. ๒๔๕๙ – ๒๔๖๕ พระอินตา จนทฺ วโํ ส
พ.ศ. ๑๓๖๖ – ๒๔๖๙ พระศรีมูล ตธมฺโม
พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๖ พระนกิ ร คมฺภีโร
พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๙๗ พระอินป๋ัน มนุ วิ ํโส
พ.ศ. ๒๔๙๘ – ๒๕๕๕ พระครอู าทรพพิ ฒั นกิจ (สคุ ำ สาธโร)
พ.ศ. ๒๕๕๖ – ปัจจบุ ัน พระครูสิรธิ รรมบณั ฑติ ,ผศ.ดร. (ภาณวุ ัฒน์ ปฏภิ าณเมธ)ี
ปัจจุบัน
ปัจจุบันพระครูสิริธรรมบัณฑิต,ผศ.ดร. (ภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี ) เจ้าอาวาสพร้อม
คณะศรทั ธาวดั มงิ่ เมืองมูลกำลังดำเนินการก่อสร้าง จำนวน ๒ รายการ
๑. พ.ศ. ๒๕๖๐ สรา้ งกุฏิสงฆ์ข้ึน ๑ หลัง ๒ ชั้น ขนาด กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ทรง
ลา้ นนาประยุกต์
๒. พ.ศ. ๒๕๕๘ สร้างพระพุทธม่งิ มงคลมุนีศรเี ขลางค์ (พระเจ้าเศรษฐี) หน้าตัก ๘ เมตร
พร้อม อาคารฐานพระช้ันล่าง ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๑ เมตร ด้วยวัดม่ิงเมืองมูล
บ้านมิ่งมงคล หมู่ ๑๗ ถนนพหลโยธนิ ลำปาง-งาว ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
ต้ังอยู่บนเนินเล็กๆ ติดกับถนนพหลโยธิน สายลำปาง-เชียงราย ทุกๆ วัน หน้าวัดมีรถ
สัญจรไปมามากมาย พระมหาภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี เจ้าอาวาสพร้อมคณะศรัทธาวัดม่ิง
41
เมืองมูลได้ปรึกษากันที่จะสร้างพระพุทธมิ่งมงคลมุนีศรีเขลางค์ (พระเจ้าเศรษฐี) เป็น
พระพุทธรูปปางปราบพญาชมพูบดี ทรงเคร่ืองล้านนา หน้าตัก ๗ เมตร พร้อมกับสร้าง
อาคารฐานพระฯ โดยได้ปรกึ ษาและได้รบั ความเมตตาการใหค้ ำแนะนำจากพระเดชพระคุณ
พระราชวรมุนี รองเจ้าคณะภาค ๖ (ปัจจุบัน พระเทพเวที เจ้าคณะภาค ๖) การสร้าง
พระพทุ ธรูปฯ ในครง้ั น้ี มีวัตถปุ ระสงค์ ดงั นี้
๑. เพือ่ เป็นการจรรโลงไวซ้ ง่ึ สัญลักษณท์ างพระพุทธศาสนา
๒. เพ่ือเป็นพุทธานุสสติควรสักการะแก่พุทธศาสนิกชนท่ีสัญจรผ่านไปมาเมื่อ
เห็นแล้ว
จะไม่ก่อให้เกิดความประมาทในการขับยวดยานพาหนะ อีกทั้งสามารถแวะพักริมทางเข้ากราบ
สกั การะ
๓. เพอื่ ให้เกิดสัพพะมง่ิ มงคลแกต่ นเอง สง่ เสริมให้สงั คมยึดถือและนอ้ มนำเอา
หลกั คำ
สอนทางพระพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจ เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติอย่างมี
สตสิ ัมปชั ชญั ญะ
๔. และเพ่ือสร้างจิตสำนึกรักและห่วงแหนประเทศชาติบ้านเมืองของตน
สอดคลอ้ ง
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดลำปาง ด้านการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนและสังคมลำปางให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้มีความเข้มแข็งมีภูมิคุ้ มกันสามารถ
ดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความรักและ
ภาคภูมิใจในทอ้ งถ่ินการอนุรักษแ์ ละเผยแพรศ่ าสนาประเพณีศิลปวฒั นธรรมท้องถน่ิ ใหเ้ ป็นทร่ี จู้ ัก
อย่างกว้างขวาง ขับเคล่ือนนโยบายจังหวัดลำปางไปสู่เป้าหมาย ลำปางเมืองน่าอยู่ นครแห่ง
ความสขุ
๓. พ.ศ. ๒๕๖๔ สร้างหอ้ งสุขา จำนวน ๑๑ ห้อง
๔. พ.ศ. ๒๕๖๔ ซอ้ื ทีด่ นิ ขยายวัดจำนวน ๒ แปลง ๑ ไร่
เอกสารอา้ งองิ
ประวัตทิ ว่ั ราชอาณาจกั ร เล่ม ๘ องพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนา
กระทรวงศึกษาธกิ าร
การสมั ภาษณ์ของ แม่จี๋ ปาวงค์
ผเู้ ผยแพรข่ ้อมูล
พระครูสิริธรรมบัณฑิต,ผศ.ดร. (พระมหาภาณุวัฒน์ ปฏิภาณเมธี ป.ธ.๕) เจ้า
อาวาส โทรศัพท์ ๐๖๔ ๙๔๙ ๕๙๙๙
42
ประวตั ิความเปน็ มา
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา
ลำปาง
43
ประวตั คิ วามเปน็ มา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา ลำปาง
พ.ศ. ๒๕๑๕
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา เขตพื้นทล่ี ำปาง ตง้ั อยู่กโิ ลเมตรที่ ๗๑๙ ถนน
พหลโยธนิ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลพชิ ยั อำเภอเมือง จงั หวดั ลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ ๑๒
กิโลเมตร สภาพพ้ืนทีเ่ ดมิ ของสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ดอน เป็นปา่ ละเมาะ การบกุ เบิกพนื้ ท่ีในระยะ
เรม่ิ ตน้ นั้นใช้แรงงานของนักศกึ ษาเปน็ สว่ นใหญ่ ต้นสงั กดั เดิม คอื กรมอาชวี ศกึ ษา ไดจ้ ดั สรร
งบประมาณเพื่อบกุ เบกิ พน้ื ท่แี ละสรา้ งอา่ งเก็บนำ้ อาคารเรียน และอาคารบ้านพกั ครู – อาจารย์
ตามงบประมาณที่ได้รับโดยเปิดรับนักศกึ ษา เขา้ เรยี นต้งั แต่ปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ เปน็ ตน้
มา วทิ ยาเขตลำปางมีพืน้ ท่ที ั้งหมด ๑,๓๘๑ ไร่ ใช้ประโยชนร์ ่วมกับสถาบนั วจิ ยั และฝกึ อบรม
การเกษตรลำปาง ซง่ึ เป็นหนว่ ยงานในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล
พ.ศ. ๒๕๑๘
กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ตามประกาศราชกิจจา
นุเบกษาฉบับพิเศษ เล่ม ๙๒ ตอนท่ี ๑ หน้า ๑ ลงวันท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยมีฐานะ
เป็นกรมหนึ่งในกระทรวงศกึ ษาธิการ และได้แบง่ สถานศึกษาจากกรมอาชีวศึกษา จำนวน ๒๘ แห่ง
มาขน้ึ ต่อวิทยาลยั เทคโนโลยแี ละอาชวี ศึกษาในการรวมหน่วยงานมาสังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยแี ละ
อาชีวศึกษาน้ีได้รวมเอาโรงเรียนเกษตรกรรมลำปางมาด้วยและได้เปลี่ยนช่ือ ใหม่เป็น“วิทยาลัย
เทคโนโลยแี ละอาชวี ศึกษา วิทยาเขตเกษตรลำปาง”
พ.ศ. ๒๕๓๑
เมื่อวันท่ี ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ได้รับ
พระราชทานนามใหม่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เป็น “สถาบันเทคโนโลยีราช
มงคล”
44
พ.ศ. ๒๕๔๘
เมอื่ วันท่ี ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่ ไดท้ รงพระปรมาภิไธย
พระราชบญั ญัติมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล ซึ่งมีผลบงั คบั ต้ังแต่วันพธุ ที่ ๑๙ มกราคม
พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ดงั นน้ั สถาบนั แห่งน้ีจึงไดร้ บั พระราชทานนามใหม่วา่ “มหาวทิ ยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา เขตพนื้ ท่ลี ำปาง” จนถงึ ปัจจุบนั นี้
ปณธิ าน
มหาวิทยาลยั แหง่ การเรียนรทู้ ี่มีปัญญา มคี วามเจริญรุง่ เรือง แจม่ ใส เบิกบาน มีความ
บริสุทธิแ์ ละคุณงามความดี ท่สี ามารถบรู ณาการ ผสานการบรหิ ารจัดการร่วมกับเขตพนื้ ทีใ่ นการ
สร้างบัณฑติ นกั ปฏบิ ัตทิ ถ่ี งึ พรอ้ มดว้ ยคณุ ธรรม จริยธรรม มีความรู้ ความเช่ียวชาญ ทจี่ ะไป
พฒั นาสังคมและประเทศชาติ ให้เจรญิ รุง่ เรืองอย่างยั่งยืนและดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งเปน็ สุข พึ่งพา
ตนเองได้
วสิ ัยทศั น์
“มหาวิทยาลัยชัน้ นำด้านการผลติ บัณฑติ นกั ปฏิบตั ิ บนฐาน สรา้ งสรรค์ นวัตกรรม วจิ ัย
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพอ่ื ชุมชน สสู่ ากล”
พนั ธกิจ
๑. จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยมงุ่ เน้นผลิต
บัณฑิตนักปฏิบตั ิที่มคี ณุ ธรรม และพ่งึ พาตนเองได้
๒. สร้างตน้ แบบการเปน็ นักปฏบิ ตั ิ บนพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
๓. ใหโ้ อกาสผสู้ ำเร็จอาชีวศึกษาไดศ้ ึกษาตอ่
๔. สรา้ งงานวิจยั บรกิ ารวิชาการ ท่เี น้นองค์ความรแู้ ละนวัตกรรม
๕. ทำนบุ ำรุงศลิ ปวัฒนธรรมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
๖. สรา้ งระบบบรหิ ารจัดการที่ดีมงุ่ สู่การพ่งึ พาตนเอง
อตั ลกั ษณ์
"บัณฑติ นกั ปฏิบัติ มีความเปน็ มืออาชีพ มีเทคโนโลยเี ปน็ ฐาน"
เอกลกั ษณ์
"เกษตรอุตสาหกรรม"
45
ตราประจำมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา ลำปาง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หมายความว่า มหาวิทยาลัยอันเป็น
มงคลแห่งพระราชา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มีเครื่องหมาย
เป็นรูปตราวงกลม ภายใต้มหาพชิ ัยมงกุฎ ภายในวงกลมเป็นรูปดอกบัวบาน ๘
กลีบล้อมรอบ ดอกบัวบาน ๘ กลีบ หมายถึง ทางแห่งความสำเร็จ มรรค ๘
และความสดช่ืน เบิกบาน ก่อให้เกิดปัญญาแผ่ขจรไปทั่วสารทิศภายในดอกบัว
เป็นตราพระราชลัญจกรบรรจุอยู่ หมายถึง สัญลักษณ์และเครื่องหมายประจำ
องค์ พระมหากษัตริย์ ของรัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระองค์เป็นผู้พระราชทานนามว่า
“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา” บนตรารูปวงกลมมีพระมหาพิชัย
มงกุฎครอบและสัญลักษณ์ ๙ อยู่หมายถึง รัชกาลท่ี ๙ ด้านล่างของตราวงกลมทำเป็นกรอบโค้ง
รองรับช่ือ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา” ค่ันปิดท้ายของกรอบด้วยลวดลาย
ดอกไม้ทิพยป์ ระจำยามทัง้ สองขา้ ง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง แจม่ ใส เบกิ บาน
สมี หาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา ลำปาง
สมี ว่ ง #๘๐๐๐๘๐
ดอกไมป้ ระจำมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา ลำปาง
ดอกหางนกยูงไทย หรือดอกซอมพอ ดอกไมป้ ระจำมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล
ล้านนา ลำปาง ชอ่ื สามัญ Pride of Barbados, Peacock's Crest ชอื่ วทิ ยาศาสตร์
Caesalpinia pulcherrima Sw. ลกั ษณะต้นเป็นไม้พุ่ม มีลำตน้ ขนาดเล็กเรือนยอดโปรง่ ก่ิง
อ่อนสีเขียว ก่งิ แกส่ นี ้ำตาล มใี บรวมออกเปน็ แผงปลายใบมนโคนใบแหลมดอกเปน็ ชอ่ ตามปลาย
กงิ่ ช่อดอกยาวมสี ีแดง เหลือง ชมพู ส้ม ดอกมี ๕ กลบี
46
สถานทต่ี งั้
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นท่ีลำปาง ตั้งอยู่กิโลเมตรท่ี ๗๑๙ ถนน
พหลโยธิน หม่ทู ่ี ๑๗ ตำบลพชิ ยั อำเภอเมอื ง จงั หวดั ลำปาง
สถานทต่ี ดิ ตอ่
เลขที่ ๒๐๐ หมูท่ ่ี ๑๗ ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จงั หวัดลำปาง ๕๒๐๐๐
โทรศพั ท์ ๐-๕๔๓๔-๒๕๔๗-๘ โทรสาร ๐-๕๔๓๔๒๕๔๙
เว็บไซต์ : https://lpc.rmutl.ac.th
ทางไป จ.เชียงใหม่ สถานีขนส่งผู้โดยสาร ทางไปตัวเมืองลำปาง ค่ายสุรศักดิ์มนตรี
จ.ลำปาง
ทางไป จ.ตาก ถนนพหลโยธิน ลำปาง-พะเยา
Lampang Airport ทางไป จ.แพร่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลล้านนา ลำปาง
Google Map Location